31 ธันวาคม 2542 เป็นคืนที่ผู้คนทั่วโลกต่างลุ้นระทึกว่า เหตุการณ์ Y2K จะส่งผลกระทบกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างไร แต่กลุ่มคนที่ดูจะลุ้นหนักเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้นเด็กหนุ่ม 4 คน จากรั้วสวนกุหลาบวิทยาลัย เพราะนั่นคือคืนแรกที่เว็บไซต์ของพวกเขาปรากฏตัวบนโลกอินเทอร์เน็ต

เกือบ 2 ทศวรรษแล้วที่เด็กไทยทั่วประเทศเติบโตมาพร้อมกับเว็บไซต์ Dek-D.com หลายคนใช้ที่นี่ตรวจผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนเริ่มต้นเขียนไดอารี เขียนนิยายของตัวเองที่นี่ และอีกไม่น้อยใช้เด็กดีเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างวัย ต่างโรงเรียน บางคนพบรักถึงขั้นแต่งงานกันก็มี

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ของผู้คน เว็บไซต์มากมายที่เริ่มต้นพร้อมกันต่างล้มหายตายจากไปเกือบหมด แต่เด็กดีกลับยังคงเดินหน้าและเป็นศูนย์กลางของวัยรุ่นไทยไม่เปลี่ยนแปลง

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสชักชวน 2 ผู้ก่อตั้ง โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล มาร่วมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น พัฒนาการ ตลอดจนก้าวต่อไปของชุมชนออนไลน์แห่งนี้ ในวันที่ Dek-D อายุใกล้ครบรอบ 20 ปี และกำลังเติบโตไปไกลกว่าเพียงเว็บไซต์แห่งหนึ่งเท่านั้น

01

การทดลองของเด็กสวนกุหลาบทั้ง 4

ใครจะเชื่อว่ากระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นเดียวที่เขียนขึ้นด้วยความอยากสนุก จะพลิกชีวิตเด็กนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 119 กลุ่มหนึ่งไปตลอดกาล ย้อนกลับเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 โน้ต ซึ่งเวลานั้นเรียนอยู่ชั้น ม.5 ห้อง 514 สนใจอยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง เพราะตั้งใจจะศึกษาต่อด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เขาเลยทดลองเขียนคอนเซปต์คร่าวๆ บนกระดาษ คิดไปไกลถึงวิธีโปรโมตและกลุ่มเป้าหมาย แต่เนื่องจากแทบไม่มีความรู้เรื่องโปรแกรม จึงตัดสินใจหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพิ่มเติม

“ผมเป็นเด็กใหม่ เพิ่งมาเรียนห้องคิงไม่ถึง 2 เดือนเลย เลยยังไม่ได้สนิทกับใคร แต่ด้วยความอยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง พอถึงคาบวิชาฟิสิกส์ ระหว่างที่อาจารย์กำลังเผลอ ผมเลยส่งกระดาษแผ่นนั้นที่เขียนเวียนกันในห้อง บอกว่าช่วยส่งต่อหน่อย ใครสนใจอยากทำให้มาลงชื่อ” 

ปรากฏว่ามีสมาชิกร่วมลงชื่อ 3 คน ประกอบด้วย ปอล และเพื่อนอีก 2 คน คือ เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค เมื่อฟอร์มทีมได้แล้ว ทั้ง 4 คนก็เริ่มพูดคุยถึงความฝันร่วมกัน

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

“เราคิดแค่ว่าอยากหาที่ให้วัยรุ่นคุยกัน ตอนนั้นมีเว็บ Pantip เพิ่งเกิดเหมือนกัน แต่ว่าพอเข้าไปแล้วมันเป็นอารมณ์แบบผู้ใหญ่ เช่น เรียนกวดวิชาที่ไหนดี ซึ่งคำตอบที่ได้คือ ทำไมต้องเรียนกวดวิชาด้วย ทำไมไม่ตั้งใจเรียนในห้องเรียน เปลืองเงินพ่อแม่นะ เราก็เลยคิดว่าน่าจะทำเว็บไซต์ให้วัยรุ่นได้เข้ามาคุยกันโดยเฉพาะ” ปอลเท้าความ

สมัยนั้นการทำเว็บไซต์เป็นเรื่องใหม่มาก ห้องสมุดมีหนังสืออยู่เล่มเดียว และทั้งทีมมีเพียงปอลเท่านั้นที่มีประสบการณ์ออกแบบหน้าเว็บมาบ้าง ทำให้ตลอดภาคเรียนที่ 1 พวกเขาต้องขวนขวายหาตำรามาอ่าน ลงเรียนคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม พอถึงปิดเทอมก็นัดเจอกันที่บ้านโน้ต เพื่อมาทำเว็บไซต์

ทั้ง 4 แบ่งหน้าที่กัน ปอลดูเรื่องดีไซน์ เต้และแชร์ดูแลการเขียนโปรแกรม ส่วนโน้ตที่ยังเขียนโปรแกรมไม่ได้ ดีไซน์ไม่เป็น จึงอาสารับดูแลเนื้อหาในเว็บทั้งหมด

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

เดิมทีตั้งเป้าอยากให้เว็บเปิดตัววันแรกของภาคเรียนที่ 2 แต่เอาเข้าจริงกว่าเว็บจะเสร็จสมบูรณ์ก็ล่วงเลยถึงสิ้นปีพอดี ซึ่งเป็นวันที่ทั่วโลกหวาดหวั่นกับปัญหา Y2K

“คืนนั้นพวกเราก็นั่งลุ้นกันนะ แต่คิดว่ามันรอมานาน ไม่อยากรออีกแล้ว ก็เลยเปิดเลย สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งโลก” โน้ตเล่าแล้วหัวเราะ 

เว็บไซต์น้องใหม่มีชื่อง่ายๆ ว่า ‘เด็กดี’ มีความหมายตรงตัวถึงเว็บไซต์เพื่อเด็ก ที่นำเสนอเรื่องดีๆ

“สิ่งที่อยากจะทำตั้งแต่แรกไม่ได้เกี่ยวกับเด็กดีหรอก เราอยากทำเว็บเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นมากกว่า แต่ว่าชื่อเด็กดีเพราะมีเพื่อนคนหนึ่งเสนอขึ้นมา แล้วเรารู้สึกโอ้โห! มันตรงมาก เพื่อนทุกคนตกลง ไม่ต้องโหวตอะไรเลย” โน้ตเล่าถึงชื่อไทยง่ายๆ ที่เอาชนะชื่อเท่ๆ อย่าง Generation X, Millennium, Thaichildren, Thaiteen หรือ Teenager มาได้ ตอนแรกทีมอยากใช้ชื่อโดเมนว่า Dekdee.com แต่วันนั้นมีคนจองไปแล้ว เลยบิดไปใช้ Dek-D.com แทน และใช้ชื่อนี้จนมาถึงปัจจุบัน

02

เมื่อ Dek-D เริ่มโต

ในขวบปีแรกมีคนเข้าเว็บ Dek-D ไม่มากนัก ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในกลุ่มเพื่อนสวนกุหลาบนั่นเอง เนื้อหาในเว็บ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ เว็บบอร์ด คุยสารพัดเรื่องของเด็กวัยรุ่น ทั้งการเรียน เที่ยว หรือแม้แต่เรื่องความรัก กับบทความซึ่งเน้นหนักด้านการศึกษาตามสไตล์เด็กเรียน เช่น เทคนิคการทำโจทย์ฟิสิกส์ วิธีพิชิตสมการภาคตัดกรวย Word 2000 หรืออะไรใหม่ๆ ที่คุณอยากรู้

แต่เพื่อสร้างความหลากหลาย เลยมีการระดมเพื่อนมาช่วยเขียนเพิ่มเติม จนเกิดเรื่องสนุกๆ อย่างประสบการณ์อกหัก รักครั้งแรกขึ้นมา กลายเป็นกระแสปากต่อปากไปยังเด็กโรงเรียนอื่นด้วย นอกจากนี้ครูฝ่ายประชาสัมพันธ์ อาจารย์พรศิริ ทองพันธุ์ ยังสนับสนุนเต็มที่ด้วยการสัมภาษณ์ทั้ง 4 หนุ่มลงสารสวนกุหลาบ ฉบับวันสถาปนาโรงเรียน 8 มีนาคม 2543 รวมทั้งแนะนำเว็บให้รายการโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ ทำให้เว็บเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ ที่ทำให้เว็บเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงแรก เกิดจากไอเดียของปอลที่อยากรวมลิงก์เว็บบอร์ดของโรงเรียนต่างๆ ไว้ด้วยกัน เพราะยุคนั้น URL ของแต่ละบอร์ดนั้นยาวมากจนไม่มีใครอยากจำ แม้ตอนแรกกังวลกันว่าจะเป็นแค่ทางผ่าน ไม่มีใครมาใช้เว็บบอร์ดของ Dek-D แต่สุดท้ายแล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะทุกคนต้องแวะมาที่นี่ก่อนเสมอ  

“สมัยก่อนพวกเว็บท่า อย่าง Sanook หรือ Hunsa ดังมาก เราก็เลยคิดว่าทำไมไม่มีที่รวมบอร์ดโรงเรียนบ้าง ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่เอามารวมกันเท่านั้นเอง เริ่มแรกก็เป็นโรงเรียนในเครือจตุมิตร จากนั้นก็เริ่มมีคนส่งมาเพิ่มเป็นพันเลย บางทีก็มีบอร์ดรุ่น บอร์ดห้อง ซึ่งพอมารวมกันเยอะ ก็จะมีบางคนก็แวะไปดูบอร์ดของโรงเรียนอื่นด้วย แล้วหลายๆ ครั้ง มีคนเข้าใจผิดว่า เราเป็นคนสร้างให้ เช่นเวลามีกระทู้ทะเลาะกันภายในโรงเรียน เขาก็จะมาแบบ Dek-D จัดการให้หน่อย” ปอลอธิบาย

นับตั้งแต่นั้น Dek-D จึงกลายสะพานเชื่อมโยงเด็กนักเรียนทั่วประเทศ พอเข้ามาแล้วก็ได้อ่านเนื้อหา บทความ หรือกระทู้ต่างๆ ไปในตัว ทำให้ยอดผู้ใช้งานขยายจากหลักร้อยเป็นหลักพันหลักหมื่นอย่างรวดเร็ว แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น ช่วงที่เริ่มมีชื่อเสียง คุณครูหลายคนสงสัยว่าเป็นเว็บอะไร ไม่น่าเกี่ยวกับการศึกษาเลยถูกบล็อก แต่พอนานๆ เข้าเหมือนได้พิสูจน์ตัวเอง ผู้คนจึงเริ่มยอมรับ

“ชื่อเด็กดีมีอิทธิพลทางจิตวิทยาสูงมาก ทุกคนที่เข้ามาโดยเฉพาะผู้ใหญ่ก็จะคาดหวังว่าต้องดีตามชื่อ และถ้ามีอะไรผิดจากคำว่าเด็กดี เราจะโดนตำหนิทันทีว่าไม่เห็นดีสมชื่อเลย หรือให้เปลี่ยนชื่อเว็บเป็นเด็กเลวแทนก็มี ถือเป็นความท้าทายของผมและทีมงานจนถึงทุกวันนี้” ปอลย้อนเหตุการณ์  

อีกเรื่องหนึ่งที่หนักหน่วงไม่แพ้กันคือ ทำเว็บมา 1 ปีเต็มๆ ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าโดเมนปีละ 3,000 บาท ค่าโฮสติงเดือนละ 600 บาท รวมแล้วเฉลี่ยปีละ 10,000 บาท

แต่ด้วยความเสียดาย เพราะอุตส่าห์ลงแรงมาตั้งแต่ศูนย์ บวกกับได้เห็นเด็กๆ เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่อง มาพูดคุยเรื่องการบ้าน การเรียน บางคนมีปัญหาชีวิตก็เข้ามาปรึกษา ทำให้รู้สึกเสียดาย สุดท้ายเลยยอมเข้าเนื้อ ขอเพียงทุกคนรักเว็บนี้ก็พอใจแล้ว

กระทั่งเวลาผ่านไปปีกว่าถึงเริ่มมีโฆษณาติดต่อเข้ามา แม้ตัวเงินไม่มากแต่เป็นเครื่องยืนยันว่า Dek-D ก็มีโอกาสเติบโตเช่นกัน

“โฆษณาชิ้นแรกเลยคือ Applied Physics ให้เดือนละ 2,500 บาท เพราะเหมือนเจ้าของเขาเปิดเว็บไซต์เหมือนกัน ก็เลยอยากหาช่องทางโปรโมต แล้วคงมีโอกาสคุยกับนักเรียนว่าส่วนใหญ่เข้าเว็บอะไร เด็กๆ ก็เลยแนะนำเว็บนี้ หลังจากนั้นก็เริ่มมีสถาบันอื่นติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ”

หลังฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้ ก็ถึงช่วงเวลาที่ 4 หนุ่มต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้มีภาระต้องรับผิดชอบหนักขึ้น แต่พวกเขาก็พยายามแบ่งเวลาเต็มที่ อย่างโน้ตอ่านหนังสือตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม และทำเว็บ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน บางคืนยาวเลยไปถึงตี 2

เมษายน 2544 โน้ตกับเต้ สอบติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่ปอลเลือกเรียนด้านออกแบบที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ส่วนแชร์เบนเข็มไปเรียนต่อ Carnegie Mellon University สหรัฐอเมริกา แต่ทั้งหมดยังคงเดินหน้าทำเว็บร่วมกันต่อไป

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

“ถึงจะแยกกันก็ทำงานด้วยกันได้ เพราะมีระบบออนไลน์ แชตหากันได้ แล้วพอคนใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็เสียดาย ไม่อยากหยุด เพราะไม่ได้เป็นภาระอะไรมากมาย พอเรียนเสร็จก็กลับบ้านไปทำเว็บต่อ

“ส่วนสิ่งที่ยากคงเป็นเรื่องเทคนิค เพราะสมัยนั้นข้อมูลน้อย ไม่มีหนังสือที่บอกว่าทำยังไงให้เว็บสามารถรับคนเข้าวันละหมื่นได้ ถ้าคนใช้เยอะก็ต้องรีบูตเครื่อง เราสแตนบายตลอด แต่ถ้าล่มช่วงที่เรียนอยู่ ก็ต้องใช้ Microsoft Pocket PC เข้ามารีบูต หรือบางทีก็ส่งอีเมลแจ้ง Data Center ให้ช่วยรีบูตให้ ช่วงแรกๆ เว็บก็จะล่มบ่อยหน่อย” โน้ตฉายภาพอดีต

หลังเรียนจบ ปอลซึ่งมองเห็นช่องทางการตลาด โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เติบโตขึ้นทุกปี ก็เลยมานั่งจับเข่าคุยกับเพื่อนๆ ว่าอาจถึงเวลาแล้วที่ต้องจริงจังกับเว็บ เต้กับโน้ตซึ่งเรียนจบก่อนปีหนึ่งและเริ่มทำงานประจำแล้ว ตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำออฟฟิศร่วมกัน ส่วนแชร์ถึงไม่ได้มาทำงานด้วย เพราะเลือกต่อปริญญาโทที่เดิม แต่ยังคงเป็นหุ้นส่วนไม่เปลี่ยนแปลง

“ผมคิดว่าเราอยู่ในช่วงที่ทดลองได้ เพราะยังเป็นเด็กอยู่ แล้วตอนที่ปอลชวน เราเห็นถึงศักยภาพของเว็บจริงๆ ซึ่งถ้าลองแล้วเกิดไม่เวิร์กก็แค่เลิก กลับไปสมัครงานใหม่” โน้ตกล่าว

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

Dek-D Interactive จดทะเบียนเป็นทางการเมื่อปี 2549 โดยเช่าออฟฟิศในห้างเก่าแห่งหนึ่งเดือนละ 8,000 บาท ทีมงานไปซื้อโต๊ะซื้อเสื่อน้ำมันมาปูกันเอง คิดง่ายๆ ว่าเป็นที่มาทำงานร่วมกัน

“เราตั้งใจว่าจะรับพนักงานเพิ่มอีก 4 – 5 คน เพราะถ้าทำกันเองเว็บคงไม่โตแน่ เราควรต้องทำแบบบริหาร การขายหารายได้เพิ่ม จำได้ว่าปีแรกเราออกไปหาลูกค้าทุกวัน ทำยังไงให้เว็บเราดูน่าเชื่อถือ ทำโปรไฟล์บริษัท ทำพรีเซนเทชัน ให้เขารู้จักเรา แล้วถ้าลงโฆษณาจะเหมาะกับสินค้าอะไร” ปอลอธิบายถึงการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ 

ปี 2549 ทุกคนทุ่มเต็มตัว จึงเป็นปีที่ Dek-D เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งระบบการทำงานที่ชัดเจนขึ้น ความเสถียรของเว็บ ปริมาณบทความที่ขยับขึ้นจาก 4,000 ชิ้น เป็น 40,000 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบ My.iD ขึ้นมา เป็นเสมือนบ้านของสมาชิก เพื่อให้วัยรุ่นมีพื้นที่แสดงความเป็นตัวเองได้มากขึ้น ทั้งเขียนบล็อก เขียนนิยาย ออกแบบตกแต่งหน้าตาบล็อกเอง ส่งผลให้มียอดสมาชิกสูงถึง 200,000 คน ทะยานขึ้นเป็นเว็บไซต์ที่มียอดผู้ใช้งานอันดับ 4 ของประเทศ

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า คือมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ครั้งหนึ่งปอลเคยให้สัมภาษณ์ว่า จากเดิมที่อยู่โรงเรียนชายล้วนมาตลอด เพื่อนส่วนใหญ่ก็มุ่งแต่สายวิทยาศาสตร์ แต่เพราะคนเข้าเว็บที่หลากหลาย ทั้งเพศ วัย ประสบการณ์ และเป้าหมายในชีวิต จึงกลายเป็นบทเรียนให้พวกเขาเข้าใจสังคมภายนอกยิ่งขึ้น

และมุมมองที่กว้างขว้างนี้เองช่วยให้ Dek-D เติบโตและก้าวขึ้นเป็นเว็บไซต์ของวัยรุ่นอันดับ 1 ต่อเนื่องนับสิบปี

03

ไม่มีใครเข้าใจวัยรุ่น.. เท่าวัยรุ่น

เวลาพูดถึงเว็บ Dek-D คุณนึกถึงอะไร?

หลายคนอาจตอบว่าการศึกษา เพราะเคยเข้ามาเช็กผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนอาจนึกถึงภาพของไอดอลดังๆ สมัยก่อนเข้าวงการ และอีกไม่น้อยอาจนึกถึงเกมคำถามที่เคยโด่งดังเมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว

รู้หรือไม่ว่า ทั้งหมดคือผลพวงจากการสร้างสรรค์ ที่เริ่มจากความต้องการของวัยรุ่นจริงๆ

“สมัยที่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ต พอเข้าเว็บต่างๆ มันชัดมากว่าผู้ใหญ่ทำให้เด็ก แล้วบางอย่างที่ผู้ใหญ่คิดว่าเด็กชอบ ความจริงอาจไม่ใช่ เหมือนสื่อยุคหนึ่งชอบใช้คำว่า ‘วัยโจ๋’ หรือ ‘วัยจ๊าบ’ แต่เด็กไม่มีใครเรียกตัวเองแบบนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่เราเป็นเด็ก ถึงไม่ได้เป็นตัวแทนของเด็กทุกคน แต่อย่างน้อยก็ยังพอเข้าใจว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร” โน้ตอธิบาย

ขณะที่ปอลเสริมว่า สิ่งที่เด็กทุกยุคทุกสมัยสนใจนั้นใกล้เคียงกัน คือเรื่องการศึกษา บันเทิง งานอดิเรก การใช้ชีวิต และการดูแลตัวเอง เพียงแต่รายละเอียดอาจกันตามสภาพสังคม และเทคโนโลยี ดังนั้นโจทย์ท้าทายสุด คือจะไล่ตามสิ่งเหล่านี้ทันได้อย่างไร

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน Dek-D คือศูนย์รวมของการหาเพื่อนใหม่ ที่นี่มีพื้นที่อย่าง MSG Zone รวบรวบข้อมูลหมายเลข ICQ หรืออีเมลสำหรับเล่น MSN ไว้ให้สมาชิกกดเข้าไปทักทายกัน หรือเด็กมหาวิทยาลัยที่อยากมีอาชีพเสริมเป็นติวเตอร์สอนน้องก็มาลงชื่อได้ที่ Tutor Center

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นเว็บแรกๆ ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกส่งรูปตัวเองหรือเพื่อนๆ มาลงบอร์ดคนน่ารัก ในยุคที่ยังไม่มีสื่อออนไลน์มากนัก ซึ่งเวลานี้หลายคนก้าวขึ้นจากเน็ตไอดอลมาเป็นคนมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง อาทิ บอลลูน พินทุ์สุดา โฟร์ ศกลรัตน์ ทับทิม มัลลิกา เบเบ้ ธันย์ชนก หรือเต้ย จรินทร์พร

และเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็พร้อมปรับตัว หลายอย่างๆ แม้เคยได้รับความนิยมสูงมาก แต่เวลานี้ล้าสมัย เช่นรวมบอร์ดโรงเรียน หรือ MSG Zone ก็ต้องถูกยกเลิกไป หรือบางอย่างก็ปรับให้เข้ายุคเข้าสมัยมากขึ้น เช่นเรื่องควิซ หรือเกมทายใจ ถึงยังมีอยู่แต่ก็ค่อยๆ ลดบทบาทไป

“ตลอด 20 ปี เราผ่านการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราพัฒนาและกำจัดไปเยอะมาก บางอย่างก็ต้องลองผิดลองถูก ค่อยๆ ปรับตัวกันไป แต่สิ่งสำคัญคือ เรารู้ตัวเองว่ากำลังทำเนื้อหาให้เด็ก ไม่ได้ทำใช้เอง เราจึงต้องพยายามเปิดรับความเห็น พยายามส่องดูว่าน้องเขาทำอะไรกัน พูดคุยกันอะไรกันโซลเซียล  เวลาผลิตอะไรก็ต้องถามเด็กก่อนว่ามีความเห็นอย่างไร” โน้ตฉายภาพ

เพราะฉะนั้นทุกผลิตภัณฑ์จึงตรงกับความต้องการ และเป็นประโยชน์กับชีวิตของวัยรุ่นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของ Dek-D 

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งของวงการการศึกษาบ้านเรา คือความซับซ้อน และยุ่งยาก

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

อย่างหลักเกณฑ์การรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนแปลงตลอด บางปีสอบเสร็จต้องมาบวกคะแนนเพิ่ม บางปีเปิดให้ยื่นคะแนนกัน 4 – 5 รอบ และหลายครั้งพอถึงช่วงประกาศผล ปรากฏว่าเว็บล่ม เพราะรองรับปริมาณคนเข้าเว็บมหาศาลไม่ไหว

Dek-D จึงใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งองค์ความรู้ด้านการศึกษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตลอดจนเครือข่ายต่างๆ มาร่วมออกแบบแพลตฟอร์มที่เด็กๆ สามารถใช้ได้สะดวกที่สุด ตั้งแต่ บทความแนะแนวอาชีพ โปรแกรมตรวจผลสอบ รวมทั้งแอปพลิเคชัน ‘เด็กดี TCAS’ รวบรวมข่าวสาร กระทู้ ปฏิทินการสอบ แนะนำการเลือกคณะ ซึ่งมียอดผู้ใช้รายเดือนสูงกว่า 100,000 คน

นอกจากนี้แล้ว ทีมงานยังพยายามสร้างสรรค์กิจกรรมการศึกษาที่น่าสนใจ อย่าง Dek-D’s Admission Fair ที่ล่าสุดเปลี่ยนมาเป็น Dek-D’s TCAS Fair กิจกรรมแนะแนวการศึกษาที่ใหญ่สุดของประเทศ หรือ Dek-D’s Pre-Entrance ซึ่งเป็นการจำลองการสอบก่อนลงสนามจริง

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

“โปรดักใหม่ๆ เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน เช่น เริ่มจัดสอบเฉพาะในกรุงเทพฯ ก่อน ดูว่าความต้องการของตลาดเป็นยังไง ไปๆ มาๆ ตอนนี้ก็จัดทั่วประเทศ 50 กว่าจังหวัดแล้ว หรืองานแฟร์ก็เหมือนกัน ตอนแรกก็กลัวขายไม่ได้ จัดเล็กๆ 5 – 10 บูท ตอนนี้ก็ใหญ่โต เราได้พัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้เด็กตัดสินใจง่ายขึ้นด้วย เช่นน้องอยากเข้าคณะอะไร เกรดเท่าไหร่ ก็มากดเครื่อง แล้วจะมีใบสำเร็จรูปออกมาว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน” ปอลอธิบาย

“นอกจากนี้เรายังมีรุ่นพี่แต่ละคณะมานั่งประจำบูท คอยให้คำแนะนำว่าถ้าอยากเรียนที่นี่ต้องทำยังไง เรียนอะไรบ้าง มีรุ่นพี่ที่ได้ทุนต่างประเทศมาแนะแนวว่า ประเทศนี้ดีอย่างไร เกาหลี อินเดีย สิงคโปร์ ต่างกันยังไง มีจิตแพทย์มาให้คำแนะนำนสำหรับน้องที่เครียด” โน้ตช่วยเสริม

เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว การช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยก็เป็นอีกหน้าที่ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมงานจึงเดินสายให้ความรู้แก่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ แม้บางครั้งเป็นโรงเรียนเล็กๆ หรือไม่มีสปอนเซอร์ก็ตาม

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เว็บ Dek-D กลายเป็นเพื่อน เป็นรุ่นพี่ที่ดีของเด็กทุกคนตลอดไป

04

ศูนย์กลางนิยายล้านเรื่อง

นอกจากการศึกษาแล้ว หลายคนอาจไม่ทราบว่า Dek-D ยังเป็นชุมชนนักเขียนนักอ่านที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย
นิยาย 960,000 เรื่อง นักเขียน 150,000 คน ยอดติดตามสูงถึง 60,000,000 ครั้ง คือสถิติที่บันทึกไว้เมื่อสิ้นปี 2561

นักเขียนดังมือรางวัลหลายคน เช่น ปราปต์ โกลาบ จัน หรือรอมแพง ต่างเริ่มเวทีแรกที่นี่

เช่นเดียวละครโทรทัศน์ดังกว่าร้อยเรื่อง ทั้ง บุพเพสันนิวาส กาหลมหรทึก เกมร้ายเกมรัก 7 วันจองเวร The Sixth Sense สื่อรักสัมผัส เวียงร้อยดาว หรือ หัวใจ Ugly Duckling รักนะเป็ดโง่ ครั้งหนึ่งก็เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์นี้มาแล้ว

ความจริง Dek-D เริ่มมีนิยายตั้งแต่ก่อตั้ง โดยเรื่องแรกเป็นผลงานของสาวน้อยจากโรงเรียนราชินี ที่ใช้นามปากกาว่า ‘อติน’

อตินุช อสีปัญญา เคยเล่าว่านิยายเรื่อง ‘สิ่งที่ไร้เหตุผล 4 เรื่อง’ เดิมเธอเขียนสนุกๆ ลงในสมุดของโรงเรียน เวียนกันอ่านในกลุ่มเพื่อนราวสิบคน บังเอิญแฟนนิยายคนหนึ่งเป็นเพื่อนกับโน้ต เมื่อโน้ตอยากได้เนื้อหาใหม่ๆ มาลงเว็บ จึงแนะนำว่ามีนิยายที่ตามอ่านอยู่ ถ้ามาลงเว็บก็คงดี ทุกคนจะได้อ่านพร้อมๆ กัน โน้ตจึงติดต่ออตินทาง ICQ กระทั่งได้นิยายเรื่องนี้มาประเดิมในหมวดนิยาย

จากนั้นก็เริ่มมีผู้ส่งนิยายเข้ามาเป็นร้อยเรื่อง แต่เรื่องที่ถือเป็นจุดพลิกสำคัญ คือ The White Road ของ Dr.Pop

 “สมัยก่อน ถ้าจะพิมพ์หนังสือสักเล่มต้องมั่นใจว่าขายได้ หนังสือแนวเด็กๆ เลยไม่มีใครกล้าพิมพ์ให้ แต่พอเป็น The White Road ทุกคนเห็นว่ามีแฟนคลับ มีคนตามอ่านอยู่ เขาก็เลยกล้าพิมพ์ และเมื่อมีคนซื้อ เลยกล้านำเรื่องอื่นมาตีพิมพ์ เหมือนเป็นช่องทางให้แนวนิยายในประเทศหลากหลายขึ้น จากแต่ก่อนที่ห้ามมีประโยคพูดเยอะๆ ก็เริ่มกล้าเขียนบทพูดทั้งหน้า หรือใช้ Emoticon” โน้ตอธิบาย

นิยายใน Dek-D มีหลากหลายแนว บางแนวกลายเป็นกระแสโด่งดัง หลังจากตีพิมพ์ที่นี่ เช่น นิยายแฟนตาซี นิยายวาย หรือนิยายจีนที่คนไทยเขียน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความนิยมของวัยรุ่นเวลานั้น อย่างตอนที่ The White Road เป็นกระแส ก็เป็นจังหวะเดียวกับช่วงที่ทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้พ่อมดน้อย Harry Potter หรือช่วงที่เกมออนไลน์ดัง นิยายหลายๆ เรื่องก็มีฉากหลังเป็นเกม

แต่สิ่งที่ต่างจากนิยายยุคที่ตีพิมพ์ในนิตยสารอย่างสกุลไทย หรือสตรีสาร คือที่นี่ไม่มีระบบบรรณาธิการมาทำหน้าที่กลั่นกรอง ทุกคนมีอิสระ สามารถเขียน ปรับปรุง แก้ไข หรือลบได้ตามต้องการ ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม

“หากไม่หยาบคาย ไม่โป๊ เราลงให้หมด เพราะผมคิดว่าเรื่องที่ดีอาจไม่ใช่เรื่องที่เราชอบ ไม่จำเป็นที่เราต้องไปตัดสิน คนอ่านเป็นคนตัดสิน เพราะหากเรื่องไหนที่เขาสนใจก็จะติดตามไว้ก่อน แต่ถ้าวันหนึ่งรู้สึกไม่ใช่ก็กดหยุดติดตาม หรือบางทีก็ช่วยคอมเมนต์ แก้คำผิด การมีฟีดแบ็กทันที ทำให้นักเขียนมีกำลังใจเขียนต่อ และรู้ว่าควรปรับอย่างไร ซึ่งช่วยให้นักเขียนพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น”

นอกจากการทำระบบกลางที่ใช้ง่ายแล้ว Dek-D ยังพัฒนาส่งเสริมด้วยการจัดทำแอปพลิเคชัน ‘นิยาย Dek-D’ เพื่อตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทุกวันนี้มียอดดาวน์โหลดสูงถึง 1,000,000 ครั้ง รวมทั้งยังมีการจัดอันดับนิยายที่ผู้อ่านสนใจมากที่สุด แนะนำนิยายเรื่องที่สมาชิกแต่ละคนอาจสนใจ สแกนนิยายที่ไม่เหมาะสมหรือสุ่มเสี่ยงต่อศีลธรรม และถ้านักเขียนคนใดต้องการสร้างรายได้ก็มีระบบซื้อขายออนไลน์ โดยที่ลิขสิทธิ์ยังเป็นของนักเขียนอย่างสมบูรณ์

“เราอยากเห็นนักเขียนเก่งขึ้น ทำงานดีขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เช่นเดียวกันนักอ่านที่เจอนิยายที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น เราจึงพยายามทำระบบของเราออกมาให้ดีที่สุด เช่นมีระบบแจ้งเตือนระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน หรือนักเขียนหน้าใหม่ที่ดูแล้วน่าจะลงต่อเนื่อง เราก็จะยิงสัญญาณไปยังผู้อ่านว่า นี่คือนักเขียนมาแรง เพื่อให้เขามีโอกาสแจ้งเกิดได้ ไม่เช่นนั้นนักเขียนหน้าเก่าก็จะครองชาร์ตตลอด

“ทั้งหมดนี้ก็เพราะเราตั้งใจทำที่นี่ให้เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาวรรณกรรมไทย จึงไม่ได้สนใจเรื่องรายได้มากนัก อย่างวันหนึ่งใครจะคิดว่านิยายที่ดังบนออนไลน์ จะโด่งดังในโลกออฟไลน์ เวลามีงานหนังสือคนมาต่อแถวขอลายเซ็นกันยาวเหยียด เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่แค่แฟชันแล้ว แต่ถือเป็นทิศทางใหม่ของวงการวรรณกรรม” โน้ตสรุป 

05

มากกว่าเว็บไซต์

หากเทียบกับอายุคน วันนี้ Dek-D ก็คงเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

แต่สำหรับผู้ก่อตั้งที่คลุกคลีกับแบรนด์นี้มาตลอด ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้และพัฒนา เพื่อให้สิ่งที่ช่วยกันสร้างขึ้น ตอบสนองและมีประโยชน์ต่อชีวิตของคนรุ่นใหม่มากที่สุด ดังแนวคิดขององค์กรว่า Develop the New Generation หรือสร้างรากฐานความสำเร็จในชีวิตให้คนรุ่นใหม่ 

“ช่วงแรกที่คนเข้าเว็บเยอะๆ เราก็คิดว่าจะอยู่ได้ตลอดไป แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ทุกอย่างเปลี่ยนตลอด วันนี้เว็บอาจไม่ได้เป็นส่วนสำคัญแล้ว แต่จุดยืนที่เรายังยึดมั่นเสมอคือ การเข้าถึงวัยรุ่น ถึงวันนี้ผู้คนอาจหันมาใช้โซเซียล แต่เรายังเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่สนใจส่วนตัวอยู่ และเราก็อยากเป็นสิ่งนั้น เป็นเว็บที่ 2 ที่่น้องๆ เข้าหลังเช็กโซเซียล” โน้ตในฐานะซีอีโอของบริษัทอธิบาย

เพราะฉะนั้น ในทศวรรษที่ 3 พวกเขาก็ตั้งใจว่า อยากพา Dek-D ไปให้ไกลกว่าการเป็นเพียงบริษัทเว็บ แต่เป็นแบรนด์คุณภาพที่ไว้ใจได้ และพร้อมสนับสนุนความฝันของเด็กทุกช่องทางโครงการหนึ่งที่เริ่มแล้ว คือ ‘Dek-D’s School คอร์สออนไลน์คุณภาพที่เรียนได้ทุกคน’ หลังพบว่ากระแสการเรียนนอกห้อง หรือการเรียนที่บ้านกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

“เราไม่ได้วางตัวเองเป็นกวดวิชา 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราไม่ได้ย้ายติวเตอร์มาอยู่บนออนไลน์ แต่เราต้องการพัฒนาเนื้อหาใหม่ ที่คิดว่าน้องเรียนแล้วจะได้ประโยชน์ รวมทั้งหาอาจารย์เก่งๆ มาช่วยสอน เช่นอาจารย์สอนเลขเคยสอนที่อเมริกาและสิงคโปร์มาก่อน หรืออาจารย์ฟิสิกส์ก็มีงานวิจัยเยอะแยะ

“เพราะเราเชื่อว่าการที่เด็กเกลียดบางวิชา จริงๆ อาจไม่ได้เกลียดก็ได้ แต่ดันโชคร้ายไปเจอคนสอนที่ไม่ตรงจริต หรือเรียนแล้วไม่เข้าใจ ดังนั้นเราจึงอยากหาวิธีให้เด็กรู้สึกรักวิชาที่เรียน มีโอกาสเข้าถึงเนื้อหาวิชาที่ดีจริงๆ เพื่อจะได้หลุดจากคำว่าท่องจำไปสอบ” โน้ตย้ำ

นอกจากนี้ พวกเขายังมีฝันที่อยากทำอีกมากมาย ทั้งจำลองสนามสอบ ก.พ. เพื่อให้คนที่อยากทำงานราชการได้ทดลองสอบก่อนลงสังเวียนจริง รวมถึงต่อยอดโปรแกรมการศึกษาที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น

แม้ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ได้หมายว่าจะเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีความมุ่งมั่นและความตั้งใจ เหมือนตลอด 20 ปีที่เด็กสวนกุหลาบกลุ่มนี้รวมพลัง เพื่อสร้างชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดา ชื่อ ‘Dek-D’

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

ข้อมูลประกอบการเขียน

• สัมภาษณ์คุณวโรรส โรจนะ และคุณณปสก สันติสุนทรกูล วันที่ 5 กรกฎาคม 2562

• วิทยานิพนธ์ชุมชนออนไลน์ของเยาวชน : กรณีศึกษา WWW.DEK-D.COM โดย นฤมล อนุศาสนนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

• วิทยานิพนธ์ รูปแบบและกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ เว็บไซต์ เด็กดีดอทคอม โดย เพ็ญทิพ อุนากรสวัสดิ์สาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัยศิลปากร

• หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2550 เซ็กชันจุดประกายวรรณกรรม – Dek-D.com ลานฝันนักเขียนใหม่

• นิตยสาร Way – 18 ปี Dek-D วัยรุ่นไม่เคยเปลี่ยน

• เว็บไซต์โรงเรียนจิตรลดา(สายวิชาชีพ) งานแนะแนว (สายวิชาชีพ) 26 / 07 / 54

• เว็บไซต์ Cat Radio – แมวค้นคน สัมภาษณ์หัวหน้าเด็กดี [dek-d.com]

• คุณอตินุช อสีปัญญา บรรยายในงาน Editor’s Talk on Stage ครั้งที่ 2 วันที่ 1 เมษายน 2560

Writer & Photographer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“ตกรอบแรก 100 เปอร์เซ็นต์”

คือสิ่งที่ The Straits Times หนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2535 ประเมินทีมชาติไทยชุดใหม่ที่เพิ่งรวมตัวได้เพียงเดือนเศษ เพื่อเข้าแข่งขันฟุตบอล Aiwa Merlion Cup 1992

ไม่ผิดหรอกที่พวกเขาจะคาดการณ์เช่นนั้น เพราะนี่คือทีมที่ไร้ซูเปอร์สตาร์ ไม่มีนักเตะยอดฝีมือ แทบทุกคนต่างเป็นพวกโนเนมที่เพิ่งได้รับโอกาสให้ลงสู้ศึกในสนามใหญ่เป็นครั้งแรก

ผลการแข่งขันสุดท้ายไม่ต่างจากที่คาด เพราะพวกเขาตกรอบแรก แต่ผลคะแนนก็เป็นไปอย่างสูสี

หากสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือจากทีมเกรด D ในวันนั้นพัฒนาขึ้นเป็นทีมอันดับ 1 ของอาเซียนในอีกไม่กี่ปีต่อมา และเป็นผู้จุดประกายกระแส ‘ฟุตบอลฟีเวอร์’ ให้กลับคืนมาหลังจากวงการลูกหนังเมืองไทยซบเซาไปนานหลายปี

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนย้อนอดีตถึง ‘ดรีมทีม’ ทีมฟุตบอลระดับตำนาน ผู้เปลี่ยนความเชื่อของคนจำนวนมากว่า ฟุตบอลไทยก็สามารถไปไกลกว่าที่คิดได้

ฟุตบอลไทย

 

1

รวมดาวกระจุย

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล, วัชรพงศ์ สมจิตร, พัฒนพงศ์ ศรีปราโมทย์, โกวิทย์ ฝอยทอง และนักเตะชั้นนำของเมืองไทยอีกหลายคน อาจเป็นใครก็ไม่รู้ในวันนี้ หากวันนั้นพวกเขาไม่ได้อยู่ในทีมฟุตบอลที่ชื่อ ‘ดรีมทีม’

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2534 หากพูดถึงสถานการณ์ฟุตบอลไทยเวลานั้นต้องถือว่าลุ่มๆ ดอนๆ พอสมควร เพราะห่างหายจากความสำเร็จมานาน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือเหรียญทองซีเกมส์ครั้งสุดท้ายที่ทีมชาติไทยคว้ามาเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2528 แถมยังมีข้อครหาเต็มไปหมด ทั้งการพนัน การล้มบอล

แต่การเข้ามาของชายชื่อ ‘บิ๊กหอย’ ธวัชชัย สัจจกุล กลายเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่

ฟุตบอลไทย

แม้ธวัชชัย หรือชื่อปัจจุบัน วนัสธนา สัจจกุล จะเคยเป็นแชมป์ฟุตบอลเยาวชนแห่งประเทศไทย แต่หลังจากต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทนคุณพ่อที่ป่วยเป็นอัมพาต เขาก็วางมือจากสายกีฬาและทุ่มเทให้งานธุรกิจเต็มที่ จนกลายเป็นเศรษฐีที่มีรายได้นับพันล้านบาทต่อปี

ผมมีงานอดิเรกคือตีกอล์ฟ แต่เป็นตีแบบไทยๆ ที่มีการพนันด้วย ปรากฏว่าผมเป็นคนตีกอล์ฟไม่เก่ง เล่นไปก็มีแต่เสีย รวมแล้วเป็นสิบล้าน ครั้งสุดท้ายที่ผมเสีย ผมเขียนเช็ค 560,000 บาทภายในวันเดียว ตอนนั้นรถญี่ปุ่นคันเดียวแสนหนึ่ง หลังจากนั้นผมก็มาตามข่าวกีฬาจึงทราบว่า หากใครอยากเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลต้องจ่ายเงินเอง แทนที่จะมาเสียให้กอล์ฟ ก็มาเสียให้ฟุตบอลแทนดีกว่า เพราะเราก็ชอบเหมือนกัน และเสียแล้วชาวบ้านเขาก็มันไปด้วย”

พอดีเขารู้จักกับ อ.วิจิตร เกตุแก้ว เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ขณะนั้น จึงขอโอกาสทำฝันให้กลายเป็นจริง โดยได้รับภารกิจแรกคือตำแหน่งผู้จัดการทีมเยาวชนอายุ 19 ปี ชิงแชมป์เอเชีย เมื่อเดือนเมษายน 2535 แม้ไม่ได้เลือกนักเตะเอง แต่ทีมชุดนี้ทำผลงานในรอบคัดเลือกได้ดีเกินคาด ผ่านไปแข่งรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สำเร็จ แต่นัดแรกกลับถูกเกาหลีใต้ถล่มยับ ด้วยสกอร์ 8-1 และแพ้อีก 2 นัดซ้อน จนมีคำครหาว่าล้มบอลแน่นอน หลังกลับมาเมืองไทยทีมนักเตะดาวรุ่งชุดนี้จึงสลายตัวไปโดยปริยาย

ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง แต่เหตุการณ์นี้ทำให้บิ๊กหอยเกือบถอดใจ ถึงกับไปคุยกับ อ.วิจิตร ว่าต้องการถอนตัว แต่เลขาธิการสมาคมฯ ก็โน้มน้าวให้สู้ต่อ พร้อมมอบหมายให้ทำทีมฟุตบอลชุดใหม่เพื่อสู้ศึกกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 26 ณ เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ในปี 2539

ทีมนี้เองที่กลายเป็นทีมประวัติศาสตร์ซึ่งคนไทยจดจำได้จนถึงทุกวันนี้ โดยเขาได้รุ่นน้องสวนกุหลาบอย่าง ‘บิ๊กกร๊อง’ วิรัช ชาญพานิชย์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม และ ‘น้าชัช’ ชัชชัย พหลแพทย์ โค้ชทีมชุด 19 ปี ซึ่งตัดสินใจทิ้งงานประจำที่มั่นคงในธนาคารกรุงเทพ มาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสตาฟฟ์โค้ชเต็มตัว

ความตั้งใจของบิ๊กหอยคือการทุ่มเงินกว่า 10 ล้านบาท เพื่อรวบรวมนักเตะยอดฝีมือ อายุระหว่าง 19 – 21 ปีจากสโมสรต่างๆ มาฝึกซ้อมร่วมกันเป็นระยะเวลา 18 เดือน โดยมีเงินเดือนให้เริ่มแรกคนละ 5,000 บาท และเบี้ยเลี้ยงต่างหากวันละ 200 บาท

เมื่อก่อนเวลาจะแข่ง เขาก็เรียกตัวดังๆ มาแล้วให้ค่าเบี้ยเลี้ยง 50 บาทต่อวัน เราก็รู้สึกว่าทำแบบนี้จะไปชนะเขาได้อย่างไร ก็ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกับพวกมาเลย์ สิงคโปร์ ต้องมีทีมเวิร์กกว่านี้ ต้องฟิตกว่านี้ ดังนั้น ให้มาเก็บตัวอยู่กับเราเพื่อจะได้ให้เทคนิคพิเศษ พอถึงเวลาจริงๆ ไม่มีคนมา เนื่องจากสโมสรต่างๆ ไม่ให้มา”

บิ๊กหอยยังจำได้ถึงคำพูดของบิ๊กท่านหนึ่งในวงการฟุตบอลที่ว่า “คุุณหอยอย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้าอยากทำฟุตบอลก็ไปฝึกเอาเอง อย่าไปเที่ยวเอาเด็กของสโมสร เขาฝึกกันมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเป็นการชุบมือเปิบ”

เขาจึงเปลี่ยนแผนมาฝึกเด็กเอง เด็กเกือบทั้งหมดเป็นพวกไร้ชื่อเสียง ส่วนใหญ่เป็นตัวสำรองของสโมสรต่างๆ หรือบางคนก็ไม่เคยแข่งขันชิงถ้วยใดๆ เลย เช่น สุชิน พันธ์ประภาส โดยมีตัวแทนทีมชาติชุดเยาวชนอายุ 16 ปีเช่น ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล และ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เข้ามาเสริมทีม

บิ๊กหอยเรียกทีมในฝันแบบขำๆ ว่า ‘ทีมรวมดาวกระจุย’

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ตอนแรกเราตั้งใจจะให้เบี้ยเลี้ยง 500 บาท แต่พอเห็นเด็ก ผมก็เลยบอกชัชชัยว่า อย่าเพิ่งให้นะ ชัชชัยก็บอกว่า ไม่เป็นไรครับพี่ ให้มัน 200 บาทก็พอ จากนั้นเราก็มาเก็บตัวอยู่ที่ออฟฟิศเก่าของผมแถวรามคำแหง”

แต่บุคคลที่เป็นผู้จุดประกายชื่อ ‘ดรีมทีม’ กลับเป็นนักข่าวชื่อดัง เทพไชย วิโนทัย ผู้สื่อข่าวสายกีฬาของ เดลินิวส์ และบิดาของนักเตะชื่อดัง ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย

ช่วงนั้นโอลิมปิก 1992 เขาอนุญาตให้นักบาสอาชีพมาเล่น พวกตัวดังๆ ของอเมริกาก็เลยมารวมตัวกัน ปรากฏว่าวันหนึ่งเทพไชยเขาก็มาถามผมว่า พี่หอยเป็นไงบ้าง ทีมปั้นดินให้เป็นดาวเหรอ ผมก็บอกว่า แล้วแต่พวกคุณเถอะ เขาก็บอกว่า เอาอย่างนี้แล้ว โอลิมปิกคราวนี้พี่หอยอยากให้ไปใช่ไหม ทีมบาสอเมริกาตั้งชื่อกันแล้วว่าดรีมทีม ผมให้ทีมพี่เป็นดรีมทีมด้วยแล้วกัน แต่ว่าไม่ได้ตั้งแบบเชื่อมั่นนะ ตั้งแบบเสียดสี” บิ๊กหอยกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ดรีมทีมได้รับภารกิจแรกให้ไปร่วมแข่งฟุตบอล Aiwa Merlion Cup ความจริงสิงคโปร์เชิญทีมชาติชุดใหญ่ไปแข่ง แต่เผอิญชุดนั้นติดภารกิจ อ.วิจิตร ก็เลยตัดสินใจส่งทีมในฝันไปแทน

เวลานั้นทุกคนต่างเชื่อว่าทีมชาติไทยชุดโนเนมนี้จะต้องเป็นหมูสนาม ไร้สกอร์อย่างแน่นอน บางคนบอกว่า ส่งไปทำไม เปลืองเงินเปล่าๆ และมีอีกเพียบที่เหน็บแหนมว่า เป็นของเล่นคนรวย มีเพียงบิ๊กหอยกับทีมสตาฟฟ์เท่านั้นที่เชื่อว่า ดรีมทีมมีสิทธิ์เข้ารอบ 2

ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ยังจำศึกครั้งนั้นได้อย่างดี เพราะเป็นครั้งแรกที่มีแฟนบอลนับหมื่นมาดูจนเต็มสนาม แถมมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เอเชียมาร่วมเล่นด้วย เป็นธรรมดาที่ต้องรู้สึกประหม่า แต่บิ๊กหอยและน้าชัชก็พยายามปลอบว่า ให้คิดว่าผู้ชมมาเชียร์พวกเราแล้วกัน เด็กๆ จึงทุ่มเทพลังอย่างเต็มที่

ฟุตบอลไทย

เพียงนัดแรก ดรีมทีมก็หักปากกาเซียน หลังยันเสมอทีมยักษ์ใหญ่อย่าง Lokomotiv Moscow จากรัสเซียได้สำเร็จ ชนิดที่ว่าเป็นฝ่ายไล่บี้อยู่เกือบทั้งเกมจนประทับใจแฟนๆ ชาวสิงคโปร์ที่พากันปรบมือจนลั่นสนาม

พอนัดที่ 2 พวกเขาสร้างเซอร์ไพรส์ได้จริงๆ หลังชนะทีมชาติมาเลเซียชุดใหญ่ 1-0 โดย สมาน ดีสันเที๊ยะ ลงมาเป็นซูเปอร์ซับ พุ่งเข้าชาร์จลูกเปิดของธวัชชัยเป็นประตูชัย และถือเป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ดรีมทีม

พอจบเกม บิ๊กหอย น้าชัช และนักเตะ ต่างร้องไห้กอดกันกลมดิก นักข่าวมาเลเซียถึงกับถามว่า ทำไมดีใจขนาดนั้น

บิ๊กหอยตอบว่า “ก่อนมามีเสียงเยาะเย้ยว่าทีมระดับนี้ไม่ถึง เอาธงชาติมาประจานทำไมกัน เด็กทุกคนก็รู้ว่าโดนดูถูกทำให้จำและเอามาสู้ ผมมันบ้าทุกคนก็รู้พอชนะวันนี้ทำให้ผมดีใจมากที่สุด ไม่เคยดีใจขนาดนี้เลยตั้งแต่เข้ามาทำทีมชาติไทย… แต่วันนี้ดีใจจริงๆ พวกเราพัฒนาขึ้นมาก ผมว่าเด็กชุดนี้หากได้รับการสนับสนุนดีๆ รับรองใช้ได้ พวกเขาจิตใจเกินร้อย”

แม้สุดท้ายดรีมทีมจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะพ่ายเจ้าภาพสิงคโปร์ 2-0 ทำให้ผลต่างประตูได้เสียสู้รัสเซียไม่ได้ ต้องตกรอบไปตามระเบียบ แต่ฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจก็ทำให้ดรีมทีมเริ่มมีชื่อเสียงและกลายเป็นขวัญใจทีมใหม่ของชาวไทย

 

2

ไทย B’ สู่เส้นทาง ‘ซูเปอร์สตาร์’

ผลงานที่น่าประทับใจในครั้งนั้นทำให้ดรีมทีมถูกยกระดับขึ้นมาเป็นทีมชาติชุดรอง ‘ไทย B’ มีโอกาสสู้ศึกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 24 เมื่อปี 2536

ช่วงนั้นบิ๊กหอยพยายามเสริมนักเตะหน้าใหม่ๆ ที่มีฝีมืออย่าง ดุสิต เฉลิมแสน และ รุ่งเพชร เจริญวงศ์ อดีตนักเตะทีมชาติชุด 19 ปีก็มีโอกาสกลับมารับใช้ชาติอีกหน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสแย่งตัวนักเตะซูเปอร์สตาร์ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน มาร่วมทีมด้วย โดยตอนแรกเดอะตุ๊กตั้งใจขอวางมือชั่วคราว เพราะสภาพร่างกายไม่พร้อม ก่อนที่ พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ (ยศในขณะนั้น) นายกสมาคมฯ จะกล่อมให้มาลงเป็นหัวหอกทีมไทย A ก่อนสู้ศึกไม่ถึงเดือน

แม้แฟนบอลส่วนใหญ่จะมุ่งความสนใจที่ทีมพี่เป็นหลัก หากแต่กระแสของทีมน้องก็มาแรงไม่แพ้กัน เพราะเพียงนัดแรก พวกเขาก็สามารถเอาชนะทีมเกาหลีใต้ ซึ่งรวบรวมนักเตะจากสโมสรสมัครเล่นและทีมชาติเยาวชนฝีมือดี ด้วยสกอร์ 2-1 พอแมตช์ที่ 2 เจอรัสเซีย แม้ชนะไม่ได้ แต่ก็ยันเสมอ 1-1 สำเร็จ เข้าป้ายเป็นอันดับ 1 ของสาย

แต่น่าเสียดายที่รอบรองชนะเลิศ ไทย B พลาดท่าแพ้จีน และนัดชิงที่ 3 ก็แพ้จุดโทษเกาหลีใต้ 4-3

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

แม้จะจบด้วยอันดับ 4 แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนบอลอย่างมาก ส่งผลให้บิ๊กหอยได้รับความไว้วางใจจากสมาคมฯ ให้รับผิดชอบทีมชาติอีกหลายชุด ตั้งแต่ทีมพรีเวิลด์คัพ ซึ่งต้องไปแข่งไกลถึงญี่ปุ่น โดยนอกจากเป็นการผสมผสานนักบอลชุดใหญ่กับดรีมทีมแล้ว ยังได้นักเตะฝีเท้าดีอย่าง ธชตวัน หรือชื่อเดิม ตะวัน ศรีปาน ซึ่งถือเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่บิ๊กหอยชักชวนด้วยตัวเอง มาร่วมทีมเป็นครั้งแรกด้วย

ผมไปดูบอลควีนส์คัพ แล้วเห็นไอ้แบนเล่นเบอร์ 10 ทีมราชวิถี เลยถามชัชชัยว่า เด็กคนนี้เป็นใคร คล่องมาก สเต็ปบอลดี ลูกออกจากเท้าไม่มีมั่ว ชัชชัยก็ตอบว่าไอ้แบน เรียนวิศวะอยู่ปี 2 แต่ว่ามันเอาจริงเรื่องเรียน ผมเลยบอกว่า เรียกมาก่อนแล้วกัน เขาก็ประกาศเรียกตะวัน ศรีปาน พอมาถึงมันก็บอกไม่ค่อยพร้อมครับ ติดเรียน ผมก็บอกว่า วันไหนติดเรียนก็ไปเรียน วันไหนไม่เรียนก็มาซ้อมแล้วกัน… ไอ้แบนเวลานั้นไม่มีใครรู้จักเลย ผมเลยโดนด่าเป็นเดือนว่าเอาดาราแก่งคอยคัพมาติดทีมชาติ

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ตอนนั้นเป็นชุดเตรียมบอลโลก ไอ้โอ่ง (ดุสิต เฉลิมแสน) ติดสอบ ผมเลยบอกให้ชัชชัยไปถามไอ้แบนว่า ไปไหม มันก็ตอบว่า ไป เราก็ให้ติดสำรอง นัดแรกกับญี่ปุ่น แพ้ 1-0 แมตช์ 2 แพ้ UAE 2-0 และนัดสุดท้ายเล่นกับบังกลาเทศ ผมเลยบอกโค้ชฝรั่งชื่อ ปีเตอร์ สตับบ์ (Peter Stubbe) ให้เอามันลง เพราะเราตกรอบแล้วนี่ ปรากฏว่าทั้ง 90 นาที มันเล่นไม่เสียเลยแม้แต่ลูกเดียว และตั้งแต่นั้นมาก็ติด 11 ตัวแรกตลอด”

หากแต่ทัวนาเมนต์ที่เปลี่ยนชีวิตและทำให้ดรีมทีมกลายเป็นที่รู้จักที่สุด คือซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่สิงคโปร์ เพราะเป็นครั้งที่ทีมไทยสามารถทวงคืนเหรียญทองกลับมาได้ และเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นแชมป์ซีเกมส์ 8 สมัยซ้อน โดยผู้สร้างตำนานครั้งนั้นคือศูนย์หน้าตัวสำรอง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 77

ตอนนั้นเราป้อแป้มาก สงสัยจะไปไม่รอด แล้วไอ้ฑูรย์ (วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์) เจ็บ ขอออกก่อน ชัชชัยก็หันมาหาผม พี่จะเอาใครลงแทน ตอนนั้นก็มี 2 คน มีไอ้โก้ อายุ 17 ปี กับอีกคนหนึ่งเป็นนักเตะถ้วย ก. ผมก็เห็นว่าบอลจะหมดครึ่งหลังแล้ว ไอ้โก้มันแข็งแรงกว่าแล้วก็เร็ว ปรากฏว่ามันลงไปหลับหูหลับตา เอาท้ายทอยโหม่งเข้า ประตูคุมเสา 1 อยู่ ลูกเข้าเสา 2 ชนะ 4-3 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของดรีมทีมเลย”

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ความสำเร็จของดรีมทีมยังมีต่อเนื่อง หลังพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 25 เมื่อปี 2537 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทีมไทย B คว้าแชมป์ โดยถล่มแชมป์สมัครเล่นของเยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศถึง 4-0 จนเกิดกระแสฟีเวอร์ไปทั่วประเทศ ถึงขั้นมีขบวนแห่ หรืออย่างเกียรติศักดิ์ถูกทาบทามให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของเครื่องดื่มยี่ห้อดัง

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือการที่ชาวไทยหลายคนเชื่อว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลไทยสามารถไปไกลระดับโลก

ฟุตบอลไทยไม่จำเป็นต้องด้อยพัฒนาไปจนโลกแตก” เมื่อเห็นพัฒนาการของทีมดีขึ้นเรื่อยๆ บิ๊กหอยก็ประกาศความมั่นใจต่อสื่อมวลชนจนเป็นข่าวฮือฮา

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

 

3

ปั้นดินให้เป็นดาว

จากทีมรวมดาวกระจุยเมื่อปลายปี 2535 ที่เต็มไปด้วยนักเตะไร้ชื่อเสียง ใครจะเชื่อว่าไม่ถึง 2 ปี กลับกลายทีมฟุตบอลที่ไปที่ไหนคนก็รู้จัก กูรูฟุตบอลต่างวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จครั้งนี้มาจากปัจจัย 3 อย่างที่ผสมกันอย่างลงตัว หนึ่งคือ การทุ่มไม่อั้นของบิ๊กหอย สองคือ ระเบียบวินัยและการดูแลร่างกายให้ฟิตที่สุดเท่าที่จะทำได้ของน้าชัช จนถูกขนานนามให้เป็นโค้ชจอมฟิต และสามคือ ความกลมเกลียวของนักเตะดรีมทีม

ฟุตบอลไทย

พวกเขาต้องเข้าแคมป์ซึ่งเต็มไปด้วยกฎระเบียบเหมือนโรงเรียนประจำ ตี 5 ครึ่งต้องตื่นมาออกกำลังกาย โดยทีมสตาฟฟ์โค้ชได้วางตารางซ้อมจนแน่น ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เว้นแต่คนที่ติดเรียนจริงๆ และถ้าใครฝ่าฝืนกฎหรือผิดวินัยก็จะถูกลงโทษตั้งแต่วิดพื้น วิ่งรอบสนาม จับนั่งเป็นตัวสำรอง จนถึงขีดชื่อออกจากทีม

ส่วนอาหาร บิ๊กหอยในฐานะเจ้าบ้านจัดเต็มทั้งพวกนมสด ซุปไก่ โปรตีนอาหารเสริม เกลือแร่ โดยเฉพาะขนมปัง ผลไม้ มีไม่ขาด เพื่อให้ร่างกายของนักเตะฟิตตลอดเวลา ที่สำคัญคือ เรื่องเหล้าบุหรี่นั้นห้ามเด็ดขาด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อบำรุงร่างกายให้พร้อมสู้ศึกอย่างน้อยๆ 120 นาที เนื่องจากทีมต่างชาติหลายทีมมักประมาททีมไทยว่าวิ่งได้แค่ 60 นาทีก็คงไม่ไหวแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโค้ชเยอรมันที่ดรีมทีมเอาชนะในศึกคิงส์คัพนั่นเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เทคนิคพิเศษจากลุงหอย ผู้จัดการทีมที่มักจะมีลูกเตะแปลกๆ ที่ครูพักลักจำจากนักเตะต่างชาติแถวหน้ามาสอนเหล่าสมาชิกดรีมทีม

ผมได้เปรียบคนอื่นเพราะเป็นคนดูบอลต่างประเทศเยอะ ผมเห็นลูกแปลกๆ กลับมาก็บอกกับชัชชัยว่า มาราโดน่าตัวแค่นี้ พอวิ่งเข้าไปหาลูก ไม่มีวันจับลูกอยู่กับที่ พอแตะออกขวาก็หักซ้ายเลย ชัชชัยก็ให้เด็กมาเป็นตุ๊กตา อย่างไอ้โก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) ที่เล่นเก่งๆ นี่ผมสอนมากับมือ ไม่ได้สอนเพราะผมเก่ง แต่ผมดูเขามาแล้วเอามาปรับใช้กับทีม” บิ๊กหอยกล่าว

ขณะที่เด็กปั้นอีกคนอย่างเจ้าวัง ธวัชชัยเล่าว่า “พวกลูกยก ลูกเคิร์ฟ แกสอนหมด เพราะอยากให้เรามีทักษะเหมือนเขา สักส่วนหนึ่งก็ยังดี อย่างลูกปั่นนี่เราปั่นกันจนเจ็บขาหนีบ แต่แกก็จะมีรางวัลให้ เช่นถ้าปั่นเข้าให้ลูกละพัน ให้เรามีแรงจูงใจมากขึ้น”

ฟุตบอลไทย

ผลจากการรวมทีมแบบนี้ร่วมปีกลายเป็นความผูกพันทั้งในและนอกสนาม รู้ว่าใครชอบหรือไม่ชอบอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร ชนิดมองตาก็รู้ใจแล้ว เจ้าวังเล่าว่า เวลาเขาได้บอลเพื่อนรวมทีมอย่างเกียรติศักดิ์, สมาน ดีสันเที๊ยะ หรือ สุชิน พันธ์ประภาส จะรู้เลยว่าต้องไปอยู่ตรงจุดไหนบ้าง

แต่ต้องยอมรับว่า แม้จะฝึกหนักจนกลายเป็นราชาลูกหนังของอาเซียน แต่ศักยภาพของดรีมทีมก็ยังเป็นรองอีกหลายๆ ทีมในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งได้สิทธิ์ไปโอลิมปิกและฟุตบอลโลกเกือบตลอด

ภารกิจสำคัญในฐานะทีมพรีโอลิมปิกที่ทุกคนรอคอยมาตลอด 3 ปี ดรีมทีมอยู่ร่วมสายร่วมกับญี่ปุ่นและไต้หวัน ผู้ได้อันดับ 1 เท่านั้นจึงมีสิทธิ์คว้าตั๋ว แต่เพียงนัดแรกที่สุพรรณบุรี พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวด หลังปราชัยแพ้ญี่ปุ่นคาบ้าน ถึง 5-0 แม้อีก 4 วันต่อมาจะแก้หน้าได้บ้าง หลังชนะไต้หวัน 7-0 แต่ความหวังที่จะไปแอตแลนตาก็แทบจะเป็นศูนย์

ฟุตบอลไทย

ตอนนั้นบิ๊กหอยถูกสื่อมวลชนถล่มเละว่าชอบแทรกแซงโค้ช ส่วนน้าชัชก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรับเงินเดือนจากบิ๊กหอย เป็นเหตุให้แพ้ขาดเช่นนี้ บิ๊กหอยเลยประกาศลาออก แต่ อ.วิจิตร ซึ่งตอนนั้นขึ้นมาเป็นนายกสมาคมฯ แล้วก็ยับยั้งบอกให้รอไปแข่งที่ญี่ปุ่นให้จบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที พอกลับมาที่ทีมน้าชัชเลยบอกกับบิ๊กหอยว่า ไหนๆ ทีมก็ตกรอบแน่นอน ดังนั้น ทำไมเขาไม่ลองจัดทีมเองไปเลย

ผมบอกว่า เล่นไปเถอะ ศูนย์หน้าไม่ต้องมี อุดอย่างเดียว อย่าให้แพ้เกิน 2 ถือว่าสำเร็จแล้ว”

ปรากฏว่าแผนผึ้งมฤตยูหรือ Killer Bee ของบิ๊กหอยได้ผล เพราะแพ้ญี่ปุ่นไปเพียง 1-0 ส่วนอีกนัดชนะไต้หวัน 5-0

หลังจบศึกโอลิมปิก ดรีมทีมก็หมดภารกิจแรกโดยสมบูรณ์ บิ๊กหอยไม่ได้ลาออก เขายังมีบทบาทในการคุมนักกีฬาทีมชาติอีกพักใหญ่ มีการเรียกนักเตะฝีเท้าดีมาเสริมดรีมทีมหลายคน เช่น เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์, เสนาะ โล่งสว่าง สามารถพาทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่เชียงใหม่ได้สำเร็จ รวมทั้งแชมป์ไทเกอร์คัพ ซึ่งจัดครั้งแรกที่สิงคโปร์อีกด้วย

ฟุตบอลไทย

ก่อนที่ต่อมาเขาจะมีปัญหากับสมาคมฯ หลังถูกเบรกเรื่องการส่งนักกีฬาไปฝึกซ้อมที่บราซิล รวมทั้งโดนตั้งคำถามถึงวิธีเก็บตัวนักกีฬาระยะยาวซึ่งส่งผลกระทบกับสโมสร เพราะขณะนั้นเมืองไทยต้องการพัฒนาระบบไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกขึ้น เขาจึงค่อยๆ ลดบทบาทและถอนตัวไป พร้อมกับหมดยุคการฝึกนักฟุตบอลแบบดรีมทีมไปโดยปริยาย

กระทั่งต่อมาสมาคมฯ ประสบปัญหาวิกฤตศรัทธา หลังจบฟุตบอลไทเกอร์คัพ ครั้งที่ 2 เมื่อกลางปี 2541 อ.วิจิตร จึงเชิญบิ๊กหอยกลับมาคุมทีมชาติไทยอีกครั้ง โดยมีภารกิจสำคัญเพื่อสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 6 – 20 ธันวาคม 2541

นักเตะดรีมทีมหลายคนก้าวขึ้นไปเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยชุดใหญ่ร่วมกับรุ่นพี่ๆ อย่าง นที ทองสุขแก้ว, สุรชัย จตุรภัทรพงษ์, ชัยยงค์ ขำเปี่ยม ผลปรากฏว่า ทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 มาครองได้สำเร็จ

 

4

ความฝันที่ไม่มีวันจบ

หากใครเป็นแฟนบอลตัวจริง คงจดจำแมตช์ในตำนาน รอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

ช่วงต่อเวลาพิเศษ ทีมชาติไทยกำลังเสมออยู่กับทีมชาติเกาหลี 1 ประตูต่อ 1 โดยเหลือผู้เล่นน้อยกว่า 2 คน นาทีนั้นแทบไม่มีใครคิดถึงชัยชนะ ได้แต่พยายามยื้อให้ไปถึงช่วงยิงจุดโทษ หากแต่ในนาทีที่ 95 ไทยได้ฟรีคิก ดุสิต เฉลิมแสน เขี่ยบอลมาให้ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ซัดเต็มข้อเข้าไปตุงตาข่ายอย่างเหลือเชื่อ ทำให้ทีมชนะในทันทีด้วยกฎโกลเด้นโกล

ฟุตบอลไทย

ภาพหนึ่งที่ทุกคนจดจำได้ดีคือ เจ้าวัง ธวัชชัย วิ่งมากอดบิ๊กหอยที่ซุ้มม้านั่งสำรอง พร้อมกับกระซิบบางอย่าง

ก่อนหน้านั้น ช่วงหลังจบศึกโอลิมปิกรอบคัดเลือกที่ญี่ปุ่นบิ๊กหอยได้เรียกประชุมทีม โดยประเด็นสำคัญคือ เรื่องแทรกแซงการทำหน้าที่ของสตาฟฟ์โค้ช

ตอนนั้นผมถามวังว่า ไหนยกตัวอย่างว่าเรื่องอะไรบ้างที่ลุงสอนแล้วทำให้เราเล่นแล้วเสีย มันคงนึกอะไรไม่ออก เลยบอกว่า เวลาฝึกลุงก็ชอบมาบอกว่าให้หัดแต่ลูกไซด์โป้ง ผมก็บอกว่า ไม่ดีเหรอ พวกบราซิลที่ยิงก็มีแต่ไซด์โป้งกับไซด์ก้อย หลังจากนั้นทีมแตกชั่วคราว วังไปเล่นให้โอสถสภา ชัชชัยก็แอบมากระซิบว่า มันเอาลูกที่ผมสอนไปยิงเข้าฉิบหายวายป่วง วันหนึ่งผมเดินผ่านก็เรียก เฮ้ย! วัง ได้ข่าวลูกที่บอกว่ายิงแล้วข้อเท้าเสียยิงเข้าบ่อยไม่ใช่เหรอ มันก็บอก โธ่ลุง! แล้วก็เดินหนี

ฟุตบอลไทย

“ถึงวันที่เล่นกับเกาหลี ช่วงที่มันวิ่งมากอดผม รู้ไหมว่ามันพูดว่าไง ลุง…ลูกที่ลุงสอนผมทำให้ลุงแล้วนะ ผมยิงได้แล้ว เลิกพูดได้แล้วนะ… เห็นไหมลูกที่ผมสอน ไม่ได้ซี้ซั้ว เพราะผมจำเขามา” บิ๊กหอยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อาจกล่าวได้ว่า ชัยชนะในแมตช์ประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเก็บตัวไม่กี่เดือน แต่เกิดจากการบ่มเพาะความรู้ที่มีรากฐานมาจากดรีมทีมเมื่อหลายปีก่อน นักเตะที่ลงแข่งก็คืออดีตเด็กโนเนมจากทีมในฝันมากกว่าครึ่ง

ยุคของทีมชาติดรีมทีมหมดไปช่วงใดไม่ปรากฏ นักเตะรุ่นใหม่เข้ามาแทนสมาชิกดรีมทีมรุ่นตั้งต้นที่ต่างกระจัดกระจายไปตามทางของตัวเอง บางคนยังเล่นให้ทีมชาติไทยจนถึงปี 2550 อย่างเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง แต่ขณะเดียวก็ไปค้าแข้งในสโมสรต่างประเทศด้วย อีกไม่น้อยที่ตัดสินใจวางมือไปประกอบอาชีพที่มั่นคง

แม้วันนี้การทำฟุตบอลแบบดรีมทีมอาจไม่ตอบโจทย์โลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่มีการพัฒนาเทคนิคความรู้ ระบบการเล่น ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดรีมทีมคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลไทยยกระดับและก้าวมาจนถึงปัจจุบัน

“ดรีมทีมเรียกศรัทธาแฟนบอลไทยให้กลับมา ก่อนหน้าดรีมทีมฟุตบอลไทยอาจมีคนดูบ้าง แต่กระแสคลั่งไคล้ ติดตามตลอด เกิดขึ้นจากดรีมทีมจริงๆ เพราะหลังประสบความสำเร็จในคิงส์คัพ เราก็พยายามสร้างกระแส ปลุกศรัทธาของแฟนบอลให้เชียร์ทีมชาติ ตอนนั้นลุงหอยพาเราไปทุกจังหวัดเลยนะ ไปอุ่นเครื่องกับนักเตะแต่ละจังหวัดที่ไม่มีชื่อเสียง ซึ่งคนเต็มสนามทุกนัด เป็น 10,000 – 20,000 ไม่มีนัดไหนเลยที่คนดูน้อย” เจ้าแบน ธชตวัน จำบรรยากาศเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

“มีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปทางใต้ ไม่แน่ใจว่านราธิวาสหรือสตูล สนามก็คล้ายๆ กับบอล อบต. เลย แต่คนก็ยังมาเป็นหมื่น แถมวันนั้นก็ฝนตกด้วย แต่ก็ไม่มีใครกลับ อยู่รอจนเราเลิก เขาก็วิ่งลงมาขอลายเซ็น กว่าจะออกจากสนามมาใช้เวลานานมาก ตั้งแต่นั้นมาดรีมทีมก็เลยต้องมีบอดี้การ์ด มีคนคอยกันแต่ละคนเลย”

สมาชิกหลายคนเมื่อเลิกค้าแข้งก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็นโค้ช นำประสบการณ์ที่ได้จากดรีมทีมไปเป็นแนวทางในการพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ ทั้งเกียรติศักดิ์ ธชตวัน ธวัชชัย ดุสิต ล้วนเคยคุมทีมสโมสรลุยศึกไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก

ขณะที่บิ๊กหอยกล่าวว่า หลายคนมักยกย่องสรรเสริญถึงสิ่งที่เขาทำกับดรีมทีม แต่ทั้งหมดนี้ขอปฏิเสธ

“มีคนบอกว่าผมเสียสละเพื่อชาติเพื่อสังคมมากเลย บอกได้เลยว่าไม่จริงหรอก ไม่มีสิ่งนี้ในหัวสมองเลย ผมทำเพราะผมชอบ ผมมีความสุขในการทำ เพียงแต่เรื่องที่ผมทำชาวบ้านเขาได้เสียกันเยอะ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนผมทุ่มเท แต่จริงๆ ผมชอบก็เลยทำ ผมสามารถอยู่สนามฟุตบอลได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผมเสี้ยนเอง”

ฟุตบอลไทย

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง และภาพประกอบ

 

  • สัมภาษณ์คุณวนัสธนา สัจจกุล อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดดรีมทีม วันที่ 9 ธันวาคม 2561
  • สัมภาษณ์คุณธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล วันที่ 24 ธันวาคม 2561
  • สัมภาษณ์คุณธชตวัน ศรีปาน วันที่ 25 ธันวาคม 2561
  • นิตยสาร GM เดือนเมษายน 2537
  • หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พ.ศ. 2536 – 2537
  • หนังสือพิมพ์สยามกีฬา พ.ศ. 2535 – 2541
  • หนังสือพิมพ์โลกกีฬา พ.ศ. 2535 – 2537
  • นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ พ.ศ. 2536 – 2537

 

 

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load