31 ธันวาคม 2542 เป็นคืนที่ผู้คนทั่วโลกต่างลุ้นระทึกว่า เหตุการณ์ Y2K จะส่งผลกระทบกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างไร แต่กลุ่มคนที่ดูจะลุ้นหนักเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้นเด็กหนุ่ม 4 คน จากรั้วสวนกุหลาบวิทยาลัย เพราะนั่นคือคืนแรกที่เว็บไซต์ของพวกเขาปรากฏตัวบนโลกอินเทอร์เน็ต

เกือบ 2 ทศวรรษแล้วที่เด็กไทยทั่วประเทศเติบโตมาพร้อมกับเว็บไซต์ Dek-D.com หลายคนใช้ที่นี่ตรวจผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนเริ่มต้นเขียนไดอารี เขียนนิยายของตัวเองที่นี่ และอีกไม่น้อยใช้เด็กดีเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างวัย ต่างโรงเรียน บางคนพบรักถึงขั้นแต่งงานกันก็มี

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ของผู้คน เว็บไซต์มากมายที่เริ่มต้นพร้อมกันต่างล้มหายตายจากไปเกือบหมด แต่เด็กดีกลับยังคงเดินหน้าและเป็นศูนย์กลางของวัยรุ่นไทยไม่เปลี่ยนแปลง

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสชักชวน 2 ผู้ก่อตั้ง โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล มาร่วมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น พัฒนาการ ตลอดจนก้าวต่อไปของชุมชนออนไลน์แห่งนี้ ในวันที่ Dek-D อายุใกล้ครบรอบ 20 ปี และกำลังเติบโตไปไกลกว่าเพียงเว็บไซต์แห่งหนึ่งเท่านั้น

01

การทดลองของเด็กสวนกุหลาบทั้ง 4

ใครจะเชื่อว่ากระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นเดียวที่เขียนขึ้นด้วยความอยากสนุก จะพลิกชีวิตเด็กนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 119 กลุ่มหนึ่งไปตลอดกาล ย้อนกลับเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 โน้ต ซึ่งเวลานั้นเรียนอยู่ชั้น ม.5 ห้อง 514 สนใจอยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง เพราะตั้งใจจะศึกษาต่อด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เขาเลยทดลองเขียนคอนเซปต์คร่าวๆ บนกระดาษ คิดไปไกลถึงวิธีโปรโมตและกลุ่มเป้าหมาย แต่เนื่องจากแทบไม่มีความรู้เรื่องโปรแกรม จึงตัดสินใจหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพิ่มเติม

“ผมเป็นเด็กใหม่ เพิ่งมาเรียนห้องคิงไม่ถึง 2 เดือนเลย เลยยังไม่ได้สนิทกับใคร แต่ด้วยความอยากทำเว็บไซต์ของตัวเอง พอถึงคาบวิชาฟิสิกส์ ระหว่างที่อาจารย์กำลังเผลอ ผมเลยส่งกระดาษแผ่นนั้นที่เขียนเวียนกันในห้อง บอกว่าช่วยส่งต่อหน่อย ใครสนใจอยากทำให้มาลงชื่อ” 

ปรากฏว่ามีสมาชิกร่วมลงชื่อ 3 คน ประกอบด้วย ปอล และเพื่อนอีก 2 คน คือ เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค เมื่อฟอร์มทีมได้แล้ว ทั้ง 4 คนก็เริ่มพูดคุยถึงความฝันร่วมกัน

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

“เราคิดแค่ว่าอยากหาที่ให้วัยรุ่นคุยกัน ตอนนั้นมีเว็บ Pantip เพิ่งเกิดเหมือนกัน แต่ว่าพอเข้าไปแล้วมันเป็นอารมณ์แบบผู้ใหญ่ เช่น เรียนกวดวิชาที่ไหนดี ซึ่งคำตอบที่ได้คือ ทำไมต้องเรียนกวดวิชาด้วย ทำไมไม่ตั้งใจเรียนในห้องเรียน เปลืองเงินพ่อแม่นะ เราก็เลยคิดว่าน่าจะทำเว็บไซต์ให้วัยรุ่นได้เข้ามาคุยกันโดยเฉพาะ” ปอลเท้าความ

สมัยนั้นการทำเว็บไซต์เป็นเรื่องใหม่มาก ห้องสมุดมีหนังสืออยู่เล่มเดียว และทั้งทีมมีเพียงปอลเท่านั้นที่มีประสบการณ์ออกแบบหน้าเว็บมาบ้าง ทำให้ตลอดภาคเรียนที่ 1 พวกเขาต้องขวนขวายหาตำรามาอ่าน ลงเรียนคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม พอถึงปิดเทอมก็นัดเจอกันที่บ้านโน้ต เพื่อมาทำเว็บไซต์

ทั้ง 4 แบ่งหน้าที่กัน ปอลดูเรื่องดีไซน์ เต้และแชร์ดูแลการเขียนโปรแกรม ส่วนโน้ตที่ยังเขียนโปรแกรมไม่ได้ ดีไซน์ไม่เป็น จึงอาสารับดูแลเนื้อหาในเว็บทั้งหมด

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

เดิมทีตั้งเป้าอยากให้เว็บเปิดตัววันแรกของภาคเรียนที่ 2 แต่เอาเข้าจริงกว่าเว็บจะเสร็จสมบูรณ์ก็ล่วงเลยถึงสิ้นปีพอดี ซึ่งเป็นวันที่ทั่วโลกหวาดหวั่นกับปัญหา Y2K

“คืนนั้นพวกเราก็นั่งลุ้นกันนะ แต่คิดว่ามันรอมานาน ไม่อยากรออีกแล้ว ก็เลยเปิดเลย สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งโลก” โน้ตเล่าแล้วหัวเราะ 

เว็บไซต์น้องใหม่มีชื่อง่ายๆ ว่า ‘เด็กดี’ มีความหมายตรงตัวถึงเว็บไซต์เพื่อเด็ก ที่นำเสนอเรื่องดีๆ

“สิ่งที่อยากจะทำตั้งแต่แรกไม่ได้เกี่ยวกับเด็กดีหรอก เราอยากทำเว็บเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นมากกว่า แต่ว่าชื่อเด็กดีเพราะมีเพื่อนคนหนึ่งเสนอขึ้นมา แล้วเรารู้สึกโอ้โห! มันตรงมาก เพื่อนทุกคนตกลง ไม่ต้องโหวตอะไรเลย” โน้ตเล่าถึงชื่อไทยง่ายๆ ที่เอาชนะชื่อเท่ๆ อย่าง Generation X, Millennium, Thaichildren, Thaiteen หรือ Teenager มาได้ ตอนแรกทีมอยากใช้ชื่อโดเมนว่า Dekdee.com แต่วันนั้นมีคนจองไปแล้ว เลยบิดไปใช้ Dek-D.com แทน และใช้ชื่อนี้จนมาถึงปัจจุบัน

02

เมื่อ Dek-D เริ่มโต

ในขวบปีแรกมีคนเข้าเว็บ Dek-D ไม่มากนัก ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในกลุ่มเพื่อนสวนกุหลาบนั่นเอง เนื้อหาในเว็บ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ เว็บบอร์ด คุยสารพัดเรื่องของเด็กวัยรุ่น ทั้งการเรียน เที่ยว หรือแม้แต่เรื่องความรัก กับบทความซึ่งเน้นหนักด้านการศึกษาตามสไตล์เด็กเรียน เช่น เทคนิคการทำโจทย์ฟิสิกส์ วิธีพิชิตสมการภาคตัดกรวย Word 2000 หรืออะไรใหม่ๆ ที่คุณอยากรู้

แต่เพื่อสร้างความหลากหลาย เลยมีการระดมเพื่อนมาช่วยเขียนเพิ่มเติม จนเกิดเรื่องสนุกๆ อย่างประสบการณ์อกหัก รักครั้งแรกขึ้นมา กลายเป็นกระแสปากต่อปากไปยังเด็กโรงเรียนอื่นด้วย นอกจากนี้ครูฝ่ายประชาสัมพันธ์ อาจารย์พรศิริ ทองพันธุ์ ยังสนับสนุนเต็มที่ด้วยการสัมภาษณ์ทั้ง 4 หนุ่มลงสารสวนกุหลาบ ฉบับวันสถาปนาโรงเรียน 8 มีนาคม 2543 รวมทั้งแนะนำเว็บให้รายการโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ ทำให้เว็บเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ ที่ทำให้เว็บเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงแรก เกิดจากไอเดียของปอลที่อยากรวมลิงก์เว็บบอร์ดของโรงเรียนต่างๆ ไว้ด้วยกัน เพราะยุคนั้น URL ของแต่ละบอร์ดนั้นยาวมากจนไม่มีใครอยากจำ แม้ตอนแรกกังวลกันว่าจะเป็นแค่ทางผ่าน ไม่มีใครมาใช้เว็บบอร์ดของ Dek-D แต่สุดท้ายแล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะทุกคนต้องแวะมาที่นี่ก่อนเสมอ  

“สมัยก่อนพวกเว็บท่า อย่าง Sanook หรือ Hunsa ดังมาก เราก็เลยคิดว่าทำไมไม่มีที่รวมบอร์ดโรงเรียนบ้าง ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่เอามารวมกันเท่านั้นเอง เริ่มแรกก็เป็นโรงเรียนในเครือจตุมิตร จากนั้นก็เริ่มมีคนส่งมาเพิ่มเป็นพันเลย บางทีก็มีบอร์ดรุ่น บอร์ดห้อง ซึ่งพอมารวมกันเยอะ ก็จะมีบางคนก็แวะไปดูบอร์ดของโรงเรียนอื่นด้วย แล้วหลายๆ ครั้ง มีคนเข้าใจผิดว่า เราเป็นคนสร้างให้ เช่นเวลามีกระทู้ทะเลาะกันภายในโรงเรียน เขาก็จะมาแบบ Dek-D จัดการให้หน่อย” ปอลอธิบาย

นับตั้งแต่นั้น Dek-D จึงกลายสะพานเชื่อมโยงเด็กนักเรียนทั่วประเทศ พอเข้ามาแล้วก็ได้อ่านเนื้อหา บทความ หรือกระทู้ต่างๆ ไปในตัว ทำให้ยอดผู้ใช้งานขยายจากหลักร้อยเป็นหลักพันหลักหมื่นอย่างรวดเร็ว แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น ช่วงที่เริ่มมีชื่อเสียง คุณครูหลายคนสงสัยว่าเป็นเว็บอะไร ไม่น่าเกี่ยวกับการศึกษาเลยถูกบล็อก แต่พอนานๆ เข้าเหมือนได้พิสูจน์ตัวเอง ผู้คนจึงเริ่มยอมรับ

“ชื่อเด็กดีมีอิทธิพลทางจิตวิทยาสูงมาก ทุกคนที่เข้ามาโดยเฉพาะผู้ใหญ่ก็จะคาดหวังว่าต้องดีตามชื่อ และถ้ามีอะไรผิดจากคำว่าเด็กดี เราจะโดนตำหนิทันทีว่าไม่เห็นดีสมชื่อเลย หรือให้เปลี่ยนชื่อเว็บเป็นเด็กเลวแทนก็มี ถือเป็นความท้าทายของผมและทีมงานจนถึงทุกวันนี้” ปอลย้อนเหตุการณ์  

อีกเรื่องหนึ่งที่หนักหน่วงไม่แพ้กันคือ ทำเว็บมา 1 ปีเต็มๆ ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าโดเมนปีละ 3,000 บาท ค่าโฮสติงเดือนละ 600 บาท รวมแล้วเฉลี่ยปีละ 10,000 บาท

แต่ด้วยความเสียดาย เพราะอุตส่าห์ลงแรงมาตั้งแต่ศูนย์ บวกกับได้เห็นเด็กๆ เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่อง มาพูดคุยเรื่องการบ้าน การเรียน บางคนมีปัญหาชีวิตก็เข้ามาปรึกษา ทำให้รู้สึกเสียดาย สุดท้ายเลยยอมเข้าเนื้อ ขอเพียงทุกคนรักเว็บนี้ก็พอใจแล้ว

กระทั่งเวลาผ่านไปปีกว่าถึงเริ่มมีโฆษณาติดต่อเข้ามา แม้ตัวเงินไม่มากแต่เป็นเครื่องยืนยันว่า Dek-D ก็มีโอกาสเติบโตเช่นกัน

“โฆษณาชิ้นแรกเลยคือ Applied Physics ให้เดือนละ 2,500 บาท เพราะเหมือนเจ้าของเขาเปิดเว็บไซต์เหมือนกัน ก็เลยอยากหาช่องทางโปรโมต แล้วคงมีโอกาสคุยกับนักเรียนว่าส่วนใหญ่เข้าเว็บอะไร เด็กๆ ก็เลยแนะนำเว็บนี้ หลังจากนั้นก็เริ่มมีสถาบันอื่นติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ”

หลังฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้ ก็ถึงช่วงเวลาที่ 4 หนุ่มต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้มีภาระต้องรับผิดชอบหนักขึ้น แต่พวกเขาก็พยายามแบ่งเวลาเต็มที่ อย่างโน้ตอ่านหนังสือตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม และทำเว็บ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน บางคืนยาวเลยไปถึงตี 2

เมษายน 2544 โน้ตกับเต้ สอบติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่ปอลเลือกเรียนด้านออกแบบที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ส่วนแชร์เบนเข็มไปเรียนต่อ Carnegie Mellon University สหรัฐอเมริกา แต่ทั้งหมดยังคงเดินหน้าทำเว็บร่วมกันต่อไป

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

“ถึงจะแยกกันก็ทำงานด้วยกันได้ เพราะมีระบบออนไลน์ แชตหากันได้ แล้วพอคนใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็เสียดาย ไม่อยากหยุด เพราะไม่ได้เป็นภาระอะไรมากมาย พอเรียนเสร็จก็กลับบ้านไปทำเว็บต่อ

“ส่วนสิ่งที่ยากคงเป็นเรื่องเทคนิค เพราะสมัยนั้นข้อมูลน้อย ไม่มีหนังสือที่บอกว่าทำยังไงให้เว็บสามารถรับคนเข้าวันละหมื่นได้ ถ้าคนใช้เยอะก็ต้องรีบูตเครื่อง เราสแตนบายตลอด แต่ถ้าล่มช่วงที่เรียนอยู่ ก็ต้องใช้ Microsoft Pocket PC เข้ามารีบูต หรือบางทีก็ส่งอีเมลแจ้ง Data Center ให้ช่วยรีบูตให้ ช่วงแรกๆ เว็บก็จะล่มบ่อยหน่อย” โน้ตฉายภาพอดีต

หลังเรียนจบ ปอลซึ่งมองเห็นช่องทางการตลาด โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เติบโตขึ้นทุกปี ก็เลยมานั่งจับเข่าคุยกับเพื่อนๆ ว่าอาจถึงเวลาแล้วที่ต้องจริงจังกับเว็บ เต้กับโน้ตซึ่งเรียนจบก่อนปีหนึ่งและเริ่มทำงานประจำแล้ว ตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำออฟฟิศร่วมกัน ส่วนแชร์ถึงไม่ได้มาทำงานด้วย เพราะเลือกต่อปริญญาโทที่เดิม แต่ยังคงเป็นหุ้นส่วนไม่เปลี่ยนแปลง

“ผมคิดว่าเราอยู่ในช่วงที่ทดลองได้ เพราะยังเป็นเด็กอยู่ แล้วตอนที่ปอลชวน เราเห็นถึงศักยภาพของเว็บจริงๆ ซึ่งถ้าลองแล้วเกิดไม่เวิร์กก็แค่เลิก กลับไปสมัครงานใหม่” โน้ตกล่าว

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

Dek-D Interactive จดทะเบียนเป็นทางการเมื่อปี 2549 โดยเช่าออฟฟิศในห้างเก่าแห่งหนึ่งเดือนละ 8,000 บาท ทีมงานไปซื้อโต๊ะซื้อเสื่อน้ำมันมาปูกันเอง คิดง่ายๆ ว่าเป็นที่มาทำงานร่วมกัน

“เราตั้งใจว่าจะรับพนักงานเพิ่มอีก 4 – 5 คน เพราะถ้าทำกันเองเว็บคงไม่โตแน่ เราควรต้องทำแบบบริหาร การขายหารายได้เพิ่ม จำได้ว่าปีแรกเราออกไปหาลูกค้าทุกวัน ทำยังไงให้เว็บเราดูน่าเชื่อถือ ทำโปรไฟล์บริษัท ทำพรีเซนเทชัน ให้เขารู้จักเรา แล้วถ้าลงโฆษณาจะเหมาะกับสินค้าอะไร” ปอลอธิบายถึงการขาย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ 

ปี 2549 ทุกคนทุ่มเต็มตัว จึงเป็นปีที่ Dek-D เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งระบบการทำงานที่ชัดเจนขึ้น ความเสถียรของเว็บ ปริมาณบทความที่ขยับขึ้นจาก 4,000 ชิ้น เป็น 40,000 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบ My.iD ขึ้นมา เป็นเสมือนบ้านของสมาชิก เพื่อให้วัยรุ่นมีพื้นที่แสดงความเป็นตัวเองได้มากขึ้น ทั้งเขียนบล็อก เขียนนิยาย ออกแบบตกแต่งหน้าตาบล็อกเอง ส่งผลให้มียอดสมาชิกสูงถึง 200,000 คน ทะยานขึ้นเป็นเว็บไซต์ที่มียอดผู้ใช้งานอันดับ 4 ของประเทศ

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล เต้-สรวงศ์ ดาราราช และ แชร์-สุปิติ บูรณวัฒนาโชค

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า คือมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ครั้งหนึ่งปอลเคยให้สัมภาษณ์ว่า จากเดิมที่อยู่โรงเรียนชายล้วนมาตลอด เพื่อนส่วนใหญ่ก็มุ่งแต่สายวิทยาศาสตร์ แต่เพราะคนเข้าเว็บที่หลากหลาย ทั้งเพศ วัย ประสบการณ์ และเป้าหมายในชีวิต จึงกลายเป็นบทเรียนให้พวกเขาเข้าใจสังคมภายนอกยิ่งขึ้น

และมุมมองที่กว้างขว้างนี้เองช่วยให้ Dek-D เติบโตและก้าวขึ้นเป็นเว็บไซต์ของวัยรุ่นอันดับ 1 ต่อเนื่องนับสิบปี

03

ไม่มีใครเข้าใจวัยรุ่น.. เท่าวัยรุ่น

เวลาพูดถึงเว็บ Dek-D คุณนึกถึงอะไร?

หลายคนอาจตอบว่าการศึกษา เพราะเคยเข้ามาเช็กผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางคนอาจนึกถึงภาพของไอดอลดังๆ สมัยก่อนเข้าวงการ และอีกไม่น้อยอาจนึกถึงเกมคำถามที่เคยโด่งดังเมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว

รู้หรือไม่ว่า ทั้งหมดคือผลพวงจากการสร้างสรรค์ ที่เริ่มจากความต้องการของวัยรุ่นจริงๆ

“สมัยที่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ต พอเข้าเว็บต่างๆ มันชัดมากว่าผู้ใหญ่ทำให้เด็ก แล้วบางอย่างที่ผู้ใหญ่คิดว่าเด็กชอบ ความจริงอาจไม่ใช่ เหมือนสื่อยุคหนึ่งชอบใช้คำว่า ‘วัยโจ๋’ หรือ ‘วัยจ๊าบ’ แต่เด็กไม่มีใครเรียกตัวเองแบบนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่เราเป็นเด็ก ถึงไม่ได้เป็นตัวแทนของเด็กทุกคน แต่อย่างน้อยก็ยังพอเข้าใจว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร” โน้ตอธิบาย

ขณะที่ปอลเสริมว่า สิ่งที่เด็กทุกยุคทุกสมัยสนใจนั้นใกล้เคียงกัน คือเรื่องการศึกษา บันเทิง งานอดิเรก การใช้ชีวิต และการดูแลตัวเอง เพียงแต่รายละเอียดอาจกันตามสภาพสังคม และเทคโนโลยี ดังนั้นโจทย์ท้าทายสุด คือจะไล่ตามสิ่งเหล่านี้ทันได้อย่างไร

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน Dek-D คือศูนย์รวมของการหาเพื่อนใหม่ ที่นี่มีพื้นที่อย่าง MSG Zone รวบรวบข้อมูลหมายเลข ICQ หรืออีเมลสำหรับเล่น MSN ไว้ให้สมาชิกกดเข้าไปทักทายกัน หรือเด็กมหาวิทยาลัยที่อยากมีอาชีพเสริมเป็นติวเตอร์สอนน้องก็มาลงชื่อได้ที่ Tutor Center

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นเว็บแรกๆ ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกส่งรูปตัวเองหรือเพื่อนๆ มาลงบอร์ดคนน่ารัก ในยุคที่ยังไม่มีสื่อออนไลน์มากนัก ซึ่งเวลานี้หลายคนก้าวขึ้นจากเน็ตไอดอลมาเป็นคนมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง อาทิ บอลลูน พินทุ์สุดา โฟร์ ศกลรัตน์ ทับทิม มัลลิกา เบเบ้ ธันย์ชนก หรือเต้ย จรินทร์พร

และเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็พร้อมปรับตัว หลายอย่างๆ แม้เคยได้รับความนิยมสูงมาก แต่เวลานี้ล้าสมัย เช่นรวมบอร์ดโรงเรียน หรือ MSG Zone ก็ต้องถูกยกเลิกไป หรือบางอย่างก็ปรับให้เข้ายุคเข้าสมัยมากขึ้น เช่นเรื่องควิซ หรือเกมทายใจ ถึงยังมีอยู่แต่ก็ค่อยๆ ลดบทบาทไป

“ตลอด 20 ปี เราผ่านการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราพัฒนาและกำจัดไปเยอะมาก บางอย่างก็ต้องลองผิดลองถูก ค่อยๆ ปรับตัวกันไป แต่สิ่งสำคัญคือ เรารู้ตัวเองว่ากำลังทำเนื้อหาให้เด็ก ไม่ได้ทำใช้เอง เราจึงต้องพยายามเปิดรับความเห็น พยายามส่องดูว่าน้องเขาทำอะไรกัน พูดคุยกันอะไรกันโซลเซียล  เวลาผลิตอะไรก็ต้องถามเด็กก่อนว่ามีความเห็นอย่างไร” โน้ตฉายภาพ

เพราะฉะนั้นทุกผลิตภัณฑ์จึงตรงกับความต้องการ และเป็นประโยชน์กับชีวิตของวัยรุ่นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของ Dek-D 

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งของวงการการศึกษาบ้านเรา คือความซับซ้อน และยุ่งยาก

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

อย่างหลักเกณฑ์การรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนแปลงตลอด บางปีสอบเสร็จต้องมาบวกคะแนนเพิ่ม บางปีเปิดให้ยื่นคะแนนกัน 4 – 5 รอบ และหลายครั้งพอถึงช่วงประกาศผล ปรากฏว่าเว็บล่ม เพราะรองรับปริมาณคนเข้าเว็บมหาศาลไม่ไหว

Dek-D จึงใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งองค์ความรู้ด้านการศึกษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตลอดจนเครือข่ายต่างๆ มาร่วมออกแบบแพลตฟอร์มที่เด็กๆ สามารถใช้ได้สะดวกที่สุด ตั้งแต่ บทความแนะแนวอาชีพ โปรแกรมตรวจผลสอบ รวมทั้งแอปพลิเคชัน ‘เด็กดี TCAS’ รวบรวมข่าวสาร กระทู้ ปฏิทินการสอบ แนะนำการเลือกคณะ ซึ่งมียอดผู้ใช้รายเดือนสูงกว่า 100,000 คน

นอกจากนี้แล้ว ทีมงานยังพยายามสร้างสรรค์กิจกรรมการศึกษาที่น่าสนใจ อย่าง Dek-D’s Admission Fair ที่ล่าสุดเปลี่ยนมาเป็น Dek-D’s TCAS Fair กิจกรรมแนะแนวการศึกษาที่ใหญ่สุดของประเทศ หรือ Dek-D’s Pre-Entrance ซึ่งเป็นการจำลองการสอบก่อนลงสนามจริง

ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

“โปรดักใหม่ๆ เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ก่อน เช่น เริ่มจัดสอบเฉพาะในกรุงเทพฯ ก่อน ดูว่าความต้องการของตลาดเป็นยังไง ไปๆ มาๆ ตอนนี้ก็จัดทั่วประเทศ 50 กว่าจังหวัดแล้ว หรืองานแฟร์ก็เหมือนกัน ตอนแรกก็กลัวขายไม่ได้ จัดเล็กๆ 5 – 10 บูท ตอนนี้ก็ใหญ่โต เราได้พัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้เด็กตัดสินใจง่ายขึ้นด้วย เช่นน้องอยากเข้าคณะอะไร เกรดเท่าไหร่ ก็มากดเครื่อง แล้วจะมีใบสำเร็จรูปออกมาว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน” ปอลอธิบาย

“นอกจากนี้เรายังมีรุ่นพี่แต่ละคณะมานั่งประจำบูท คอยให้คำแนะนำว่าถ้าอยากเรียนที่นี่ต้องทำยังไง เรียนอะไรบ้าง มีรุ่นพี่ที่ได้ทุนต่างประเทศมาแนะแนวว่า ประเทศนี้ดีอย่างไร เกาหลี อินเดีย สิงคโปร์ ต่างกันยังไง มีจิตแพทย์มาให้คำแนะนำนสำหรับน้องที่เครียด” โน้ตช่วยเสริม

เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว การช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยก็เป็นอีกหน้าที่ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมงานจึงเดินสายให้ความรู้แก่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ แม้บางครั้งเป็นโรงเรียนเล็กๆ หรือไม่มีสปอนเซอร์ก็ตาม

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เว็บ Dek-D กลายเป็นเพื่อน เป็นรุ่นพี่ที่ดีของเด็กทุกคนตลอดไป

04

ศูนย์กลางนิยายล้านเรื่อง

นอกจากการศึกษาแล้ว หลายคนอาจไม่ทราบว่า Dek-D ยังเป็นชุมชนนักเขียนนักอ่านที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย
นิยาย 960,000 เรื่อง นักเขียน 150,000 คน ยอดติดตามสูงถึง 60,000,000 ครั้ง คือสถิติที่บันทึกไว้เมื่อสิ้นปี 2561

นักเขียนดังมือรางวัลหลายคน เช่น ปราปต์ โกลาบ จัน หรือรอมแพง ต่างเริ่มเวทีแรกที่นี่

เช่นเดียวละครโทรทัศน์ดังกว่าร้อยเรื่อง ทั้ง บุพเพสันนิวาส กาหลมหรทึก เกมร้ายเกมรัก 7 วันจองเวร The Sixth Sense สื่อรักสัมผัส เวียงร้อยดาว หรือ หัวใจ Ugly Duckling รักนะเป็ดโง่ ครั้งหนึ่งก็เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์นี้มาแล้ว

ความจริง Dek-D เริ่มมีนิยายตั้งแต่ก่อตั้ง โดยเรื่องแรกเป็นผลงานของสาวน้อยจากโรงเรียนราชินี ที่ใช้นามปากกาว่า ‘อติน’

อตินุช อสีปัญญา เคยเล่าว่านิยายเรื่อง ‘สิ่งที่ไร้เหตุผล 4 เรื่อง’ เดิมเธอเขียนสนุกๆ ลงในสมุดของโรงเรียน เวียนกันอ่านในกลุ่มเพื่อนราวสิบคน บังเอิญแฟนนิยายคนหนึ่งเป็นเพื่อนกับโน้ต เมื่อโน้ตอยากได้เนื้อหาใหม่ๆ มาลงเว็บ จึงแนะนำว่ามีนิยายที่ตามอ่านอยู่ ถ้ามาลงเว็บก็คงดี ทุกคนจะได้อ่านพร้อมๆ กัน โน้ตจึงติดต่ออตินทาง ICQ กระทั่งได้นิยายเรื่องนี้มาประเดิมในหมวดนิยาย

จากนั้นก็เริ่มมีผู้ส่งนิยายเข้ามาเป็นร้อยเรื่อง แต่เรื่องที่ถือเป็นจุดพลิกสำคัญ คือ The White Road ของ Dr.Pop

 “สมัยก่อน ถ้าจะพิมพ์หนังสือสักเล่มต้องมั่นใจว่าขายได้ หนังสือแนวเด็กๆ เลยไม่มีใครกล้าพิมพ์ให้ แต่พอเป็น The White Road ทุกคนเห็นว่ามีแฟนคลับ มีคนตามอ่านอยู่ เขาก็เลยกล้าพิมพ์ และเมื่อมีคนซื้อ เลยกล้านำเรื่องอื่นมาตีพิมพ์ เหมือนเป็นช่องทางให้แนวนิยายในประเทศหลากหลายขึ้น จากแต่ก่อนที่ห้ามมีประโยคพูดเยอะๆ ก็เริ่มกล้าเขียนบทพูดทั้งหน้า หรือใช้ Emoticon” โน้ตอธิบาย

นิยายใน Dek-D มีหลากหลายแนว บางแนวกลายเป็นกระแสโด่งดัง หลังจากตีพิมพ์ที่นี่ เช่น นิยายแฟนตาซี นิยายวาย หรือนิยายจีนที่คนไทยเขียน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความนิยมของวัยรุ่นเวลานั้น อย่างตอนที่ The White Road เป็นกระแส ก็เป็นจังหวะเดียวกับช่วงที่ทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้พ่อมดน้อย Harry Potter หรือช่วงที่เกมออนไลน์ดัง นิยายหลายๆ เรื่องก็มีฉากหลังเป็นเกม

แต่สิ่งที่ต่างจากนิยายยุคที่ตีพิมพ์ในนิตยสารอย่างสกุลไทย หรือสตรีสาร คือที่นี่ไม่มีระบบบรรณาธิการมาทำหน้าที่กลั่นกรอง ทุกคนมีอิสระ สามารถเขียน ปรับปรุง แก้ไข หรือลบได้ตามต้องการ ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม

“หากไม่หยาบคาย ไม่โป๊ เราลงให้หมด เพราะผมคิดว่าเรื่องที่ดีอาจไม่ใช่เรื่องที่เราชอบ ไม่จำเป็นที่เราต้องไปตัดสิน คนอ่านเป็นคนตัดสิน เพราะหากเรื่องไหนที่เขาสนใจก็จะติดตามไว้ก่อน แต่ถ้าวันหนึ่งรู้สึกไม่ใช่ก็กดหยุดติดตาม หรือบางทีก็ช่วยคอมเมนต์ แก้คำผิด การมีฟีดแบ็กทันที ทำให้นักเขียนมีกำลังใจเขียนต่อ และรู้ว่าควรปรับอย่างไร ซึ่งช่วยให้นักเขียนพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น”

นอกจากการทำระบบกลางที่ใช้ง่ายแล้ว Dek-D ยังพัฒนาส่งเสริมด้วยการจัดทำแอปพลิเคชัน ‘นิยาย Dek-D’ เพื่อตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทุกวันนี้มียอดดาวน์โหลดสูงถึง 1,000,000 ครั้ง รวมทั้งยังมีการจัดอันดับนิยายที่ผู้อ่านสนใจมากที่สุด แนะนำนิยายเรื่องที่สมาชิกแต่ละคนอาจสนใจ สแกนนิยายที่ไม่เหมาะสมหรือสุ่มเสี่ยงต่อศีลธรรม และถ้านักเขียนคนใดต้องการสร้างรายได้ก็มีระบบซื้อขายออนไลน์ โดยที่ลิขสิทธิ์ยังเป็นของนักเขียนอย่างสมบูรณ์

“เราอยากเห็นนักเขียนเก่งขึ้น ทำงานดีขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เช่นเดียวกันนักอ่านที่เจอนิยายที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น เราจึงพยายามทำระบบของเราออกมาให้ดีที่สุด เช่นมีระบบแจ้งเตือนระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน หรือนักเขียนหน้าใหม่ที่ดูแล้วน่าจะลงต่อเนื่อง เราก็จะยิงสัญญาณไปยังผู้อ่านว่า นี่คือนักเขียนมาแรง เพื่อให้เขามีโอกาสแจ้งเกิดได้ ไม่เช่นนั้นนักเขียนหน้าเก่าก็จะครองชาร์ตตลอด

“ทั้งหมดนี้ก็เพราะเราตั้งใจทำที่นี่ให้เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาวรรณกรรมไทย จึงไม่ได้สนใจเรื่องรายได้มากนัก อย่างวันหนึ่งใครจะคิดว่านิยายที่ดังบนออนไลน์ จะโด่งดังในโลกออฟไลน์ เวลามีงานหนังสือคนมาต่อแถวขอลายเซ็นกันยาวเหยียด เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่แค่แฟชันแล้ว แต่ถือเป็นทิศทางใหม่ของวงการวรรณกรรม” โน้ตสรุป 

05

มากกว่าเว็บไซต์

หากเทียบกับอายุคน วันนี้ Dek-D ก็คงเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

แต่สำหรับผู้ก่อตั้งที่คลุกคลีกับแบรนด์นี้มาตลอด ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้และพัฒนา เพื่อให้สิ่งที่ช่วยกันสร้างขึ้น ตอบสนองและมีประโยชน์ต่อชีวิตของคนรุ่นใหม่มากที่สุด ดังแนวคิดขององค์กรว่า Develop the New Generation หรือสร้างรากฐานความสำเร็จในชีวิตให้คนรุ่นใหม่ 

“ช่วงแรกที่คนเข้าเว็บเยอะๆ เราก็คิดว่าจะอยู่ได้ตลอดไป แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ทุกอย่างเปลี่ยนตลอด วันนี้เว็บอาจไม่ได้เป็นส่วนสำคัญแล้ว แต่จุดยืนที่เรายังยึดมั่นเสมอคือ การเข้าถึงวัยรุ่น ถึงวันนี้ผู้คนอาจหันมาใช้โซเซียล แต่เรายังเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่สนใจส่วนตัวอยู่ และเราก็อยากเป็นสิ่งนั้น เป็นเว็บที่ 2 ที่่น้องๆ เข้าหลังเช็กโซเซียล” โน้ตในฐานะซีอีโอของบริษัทอธิบาย

เพราะฉะนั้น ในทศวรรษที่ 3 พวกเขาก็ตั้งใจว่า อยากพา Dek-D ไปให้ไกลกว่าการเป็นเพียงบริษัทเว็บ แต่เป็นแบรนด์คุณภาพที่ไว้ใจได้ และพร้อมสนับสนุนความฝันของเด็กทุกช่องทางโครงการหนึ่งที่เริ่มแล้ว คือ ‘Dek-D’s School คอร์สออนไลน์คุณภาพที่เรียนได้ทุกคน’ หลังพบว่ากระแสการเรียนนอกห้อง หรือการเรียนที่บ้านกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

“เราไม่ได้วางตัวเองเป็นกวดวิชา 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราไม่ได้ย้ายติวเตอร์มาอยู่บนออนไลน์ แต่เราต้องการพัฒนาเนื้อหาใหม่ ที่คิดว่าน้องเรียนแล้วจะได้ประโยชน์ รวมทั้งหาอาจารย์เก่งๆ มาช่วยสอน เช่นอาจารย์สอนเลขเคยสอนที่อเมริกาและสิงคโปร์มาก่อน หรืออาจารย์ฟิสิกส์ก็มีงานวิจัยเยอะแยะ

“เพราะเราเชื่อว่าการที่เด็กเกลียดบางวิชา จริงๆ อาจไม่ได้เกลียดก็ได้ แต่ดันโชคร้ายไปเจอคนสอนที่ไม่ตรงจริต หรือเรียนแล้วไม่เข้าใจ ดังนั้นเราจึงอยากหาวิธีให้เด็กรู้สึกรักวิชาที่เรียน มีโอกาสเข้าถึงเนื้อหาวิชาที่ดีจริงๆ เพื่อจะได้หลุดจากคำว่าท่องจำไปสอบ” โน้ตย้ำ

นอกจากนี้ พวกเขายังมีฝันที่อยากทำอีกมากมาย ทั้งจำลองสนามสอบ ก.พ. เพื่อให้คนที่อยากทำงานราชการได้ทดลองสอบก่อนลงสังเวียนจริง รวมถึงต่อยอดโปรแกรมการศึกษาที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น

แม้ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ได้หมายว่าจะเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีความมุ่งมั่นและความตั้งใจ เหมือนตลอด 20 ปีที่เด็กสวนกุหลาบกลุ่มนี้รวมพลัง เพื่อสร้างชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดา ชื่อ ‘Dek-D’

โน้ต-วโรรส โรจนะ และ ปอล-ณปสก สันติสุนทรกุล ทีมก่อตั้ง Dek-D.com ผู้อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ที่รวมทั้งการศึกษา นิยาย และชุมชนออนไลน์ของวัยรุ่นไทย

ข้อมูลประกอบการเขียน

• สัมภาษณ์คุณวโรรส โรจนะ และคุณณปสก สันติสุนทรกูล วันที่ 5 กรกฎาคม 2562

• วิทยานิพนธ์ชุมชนออนไลน์ของเยาวชน : กรณีศึกษา WWW.DEK-D.COM โดย นฤมล อนุศาสนนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

• วิทยานิพนธ์ รูปแบบและกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ เว็บไซต์ เด็กดีดอทคอม โดย เพ็ญทิพ อุนากรสวัสดิ์สาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัยศิลปากร

• หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2550 เซ็กชันจุดประกายวรรณกรรม – Dek-D.com ลานฝันนักเขียนใหม่

• นิตยสาร Way – 18 ปี Dek-D วัยรุ่นไม่เคยเปลี่ยน

• เว็บไซต์โรงเรียนจิตรลดา(สายวิชาชีพ) งานแนะแนว (สายวิชาชีพ) 26 / 07 / 54

• เว็บไซต์ Cat Radio – แมวค้นคน สัมภาษณ์หัวหน้าเด็กดี [dek-d.com]

• คุณอตินุช อสีปัญญา บรรยายในงาน Editor’s Talk on Stage ครั้งที่ 2 วันที่ 1 เมษายน 2560

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ผู้ร้ายกลับใจ มอบตัวกลางรายการ, นางเอกดังกลับชาติมาเกิดเป็นหลานตัวเอง หรือ ตำนานรักซาไก พิสูจน์รักข้ามเผ่าพันธุ์ คือเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวนับพันจาก ‘ตีสิบ’ วาไรตี้ทอล์กโชว์ที่มีอายุยาวนานถึง 24 ปี

ว่ากันว่า ในยุคนั้นหากใครได้มาเป็นแขกรับเชิญของรายการนี้ วันรุ่งขึ้น บุคคลนั้นหรือประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมานำเสนอ จะต้องกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วประเทศ

แน่นอนเบื้องหลังความโด่งดังนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนสำคัญมาจากชายที่ชื่อ วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์

เพราะเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ดำเนินรายการที่มีลีลาโดดเด่นเฉพาะตัว หากยังเป็นนักสร้างสรรค์มืออาชีพที่ไม่เคยหยุดคิด เป็นนักสร้างปรากฏการณ์ที่กล้าแหวกขนบเดิมๆ ตั้งแต่สมัยเป็นผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ ที่เขาเดินลุยน้ำกลางฝนตก วิ่งสัมภาษณ์ชาวต่างชาติที่มาออกกำลังกาย เรื่อยมาถึงตอนที่เขาเริ่มต้นบุกเบิกรายการแนวใหม่ อย่าง คืนนี้ที่ช่อง 9, 4 ทุ่มสแควร์ และ ตีสิบ จนกลายเป็นต้นแบบรายการแนวพูดคุยของเมืองไทย

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ได้รับเกียรติจากพิธีกรรุ่นเก๋ามาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิต ความคิด และประสบการณ์ตลอด 30 กว่าปีบนหน้าจอ ซึ่งส่งให้ชื่อของเขาฝังแน่นในใจของผู้ชมมาจนถึงวันนี้

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที
01

จากช่อง 9 ซิดนีย์ ถึงช่อง 9 อ.ส.ม.ท.

“ผมเป็นหนี้บุญคุณประเทศออสเตรเลีย”

หลังตีตั๋วเที่ยวเดียวมาเรียนต่อด้านกราฟฟิกดีไซน์ที่ Western Australian Institute of Technology ชีวิตของเด็กหนุ่มวัย 19 ปีจากจังหวัดยะลา ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะที่นี่เปิดโอกาสให้เขาได้คิด ลงมือทำ ที่สำคัญคือ ได้สัมผัสกับกระบวนการผลิตรายการโทรทัศน์เป็นครั้งแรก

“ผมมีน้าคนหนึ่งทำงานที่บริษัทโฆษณา เลยเป็นแรงบันดาลใจว่าอยากทำบ้าง แล้วเขาจบที่ออสเตรเลีย อยากไปออสเตรเลีย ซึ่งการศึกษาของที่นี่เขาให้ศึกษามันสมองของตัวเอง คือให้คิดเอง ไม่มีอะไรให้ท่อง พอขึ้นปีสี่ มีวิชาเลือกคือ TV Production เรียนเกี่ยวกับทำหนัง ทำรายการทีวี คิดว่าน่าสนุกดีจึงเลือกดู ซึ่งพอเรียนไปมันก็ดี เพราะเราเรียนเชิงครีเอทีฟด้วย เลยจุดประกายว่า นอกเหนือจากบริษัทโฆษณา เราก็ไปทำงานทีวีได้เหมือนกัน”

หลังเรียนจบ เขาเริ่มต้นทำงานโฆษณาอยู่พักหนึ่ง ก่อนเบนเข็มไปสมัครงานที่ TCN Channel 9 หรือช่อง 9 ซิดนีย์ เป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์ของรายการ Match Mates เกมโชว์ที่ให้เด็กๆ จับคู่แผ่นป้าย ทว่าด้วยธรรมชาติของรายการประเภทนี้ที่อายุสั้นเหลือเกิน เพียงปีเศษ สถานีก็สั่งให้เลิก ทีมงานจำต้องแยกย้ายไปตามทางใครทางมัน แต่คงเพราะฝีมือที่โดดเด่นของเขา ผู้ใหญ่ของช่องจึงทาบทามให้อยู่ต่อ โดยย้ายไปอยู่แผนกข่าวแทน

แผนกข่าวถือเป็นแผนกใหญ่ มีงานให้ทำทุกวัน ต่างกับเกมโชว์ที่ออกอากาศเพียงสัปดาห์ละครั้ง วิทวัจน์มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการออกแบบฉาก งานแอร์บรัช วาดภาพประกอบ ทำไตเติ้ลข่าวให้น่าสนใจ แต่ภารกิจหนึ่งที่เขาไม่เคยลืม คือการวาดภาพบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี

“ในศาลเขาห้ามเข้าไปถ่ายรูป เวลารายงานข่าวเลยใช้ภาพดรออิ้งแทน เป็นภาพวาดลายเส้น โดยเขาจะให้คนไปนั่งสเก็ต ตอนนั้นผมได้รับเลือก เพราะไม่มีฝรั่งยอมไป เขาบอกว่าวาดภาพแมวยังเหมือนกระต่าย แล้วก็ชี้มาที่ผม บอกคนนี้ดรออิ้งแม่น นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ของสถานีไปศาล เพราะต้องเร็วและเป็นรายวัน สมมติเขาพิจารณาตอนบ่ายสอง พอสี่ห้าโมงเราก็กลับออกมา เพื่อไปเสนอข่าวตอนหกโมงเย็น

“อย่างภาพที่ผมวาดตอนนั้นมีคดีฉ้อโกงของข้าราชการคนหนึ่ง เป็นการโกงที่ใหญ่มาก อีกคดีเป็นพวกไบค์กี้ เป็นแก๊งมอเตอร์ไซค์โหดๆ พวกนี้วาดมันมาก เพราะคาแรกเตอร์สนุก ใส่เสื้อหนัง กางเกงยีนส์ขาดๆ เก่าๆ หน้าโหดๆ ตอนนั้นเราดรออิ้งด้วยดินสอ พอกลับมาก็ลงสีน้ำเร็วๆ แล้วเอากล้องเข้ามาจับภาพ เพื่อไปประกบกับข่าว”

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที
เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

การได้คลุกคลีกับวงการสื่อของออสเตรเลีย ทำให้วิทวัจน์ได้เห็นรูปแบบรายการที่หลากหลาย

เขาบอกว่าแม้ที่นี่จะอยู่ไกลปืนเที่ยงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ความทันสมัยของรายการนั้นไม่แพ้ฝั่งอเมริกาหรือยุโรป เนื่องจากออสเตรเลียเป็นประเทศที่พูดภาษาอังกฤษกัน หากอีกซีกโลกมีรายการรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมา รับรองว่าภายใน 1 เดือนก็จะมีรายการแบบนี้ในผังของสถานีโทรทัศน์ของออสเตรเลียแน่นอน

วิทวัจน์ทำงานอยู่ที่นี่ได้ 5 – 6 ปี จึงเริ่มรู้สึกอิ่มตัว เบื่อที่จะต้องสื่อสารกับผู้คนด้วยภาษาอังกฤษ บวกกับมั่นใจว่า ประสบการณ์ที่มีอยู่จะช่วยให้หางานใหม่ในเมืองไทยได้ไม่ยาก หลังพูดคุยกับภรรยาอยู่ร่วมปี กระทั่งยินยอม โดยมีข้อแม้ว่าหากภายใน 5 ปียังไม่ประสบความสำเร็จ เขาต้องกลับมาที่ออสเตรเลีย

เขาเดินทางมาถึงเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. 2528 พร้อมหอบหิ้วผลงานไปสมัครงานตามเอเจนซี่ต่างๆ เพียงไม่กี่สัปดาห์ เขาก็ได้งานเป็น Art Director ที่บริษัทโฆษณา DYR แต่สุดท้ายเขากลับทำได้เพียงเดือนเศษๆ เท่านั้น

“ตอนนั้นต้องพิชชิงงานผงซักฟอกแฟ้บ ต้องทำงานดึกดื่นเที่ยงคืน แล้วตอนนั้นลูกคนที่สองอายุแค่แปดเดือนเอง ยังต้องอุ้มอยู่เลย ภรรยาบอกไม่ไหวแล้ว เธอกลับบ้านดึกแบบนี้ จึงจำเป็นต้องลาออก”

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

แล้วชีวิตก็เหมือนถูกลิขิตให้ต้องกลับมาทำงานทีวี วันหนึ่งระหว่างเปิดโทรทัศน์ เขาเห็นชายผมหยิกผู้หนึ่ง ชื่อ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล กำลังอ่านข่าว ซึ่งข่าวที่อ่านนั้นน่าสนใจมาก เพราะมีทั้งข่าวต่างประเทศ ข่าวชาวบ้าน ข่าวเศรษฐกิจ ต่างจากข่าวที่เขาเคยคุ้นเคยก่อนไปเมืองนอก ซึ่งมักมีแต่ข่าวสังคม เช่นข้าราชการผู้ใหญ่ตัดริบบิ้นเปิดงาน

วิทวัจน์เดินทางไปสมัครงานกับ ดร.สมเกียรติ หลังพูดคุยกันสักพัก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิค อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จึงตอบรับให้เขาเป็นพนักงานใหม่ ทำหน้าที่ฝ่ายศิลป์ดูแลรายการข่าวภาคค่ำของช่อง 9 อ.ส.ม.ท.

“เราคอเดียวกัน คิดเหมือนกัน คือเราต้องการเสนอข่าวโทรทัศน์แบบฝรั่งที่ CNN เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอิทธิพลของออสเตรเลียมันส่งผลกับผมมาก ตั้งแต่เชิงความคิด ผลงานที่ปรากฏนอกจากในสมองแล้ว ยังอยู่ในพอร์ตฟอลิโอด้วย พอเปิดออกมาก็เห็นชัดว่า เราน่าจะทำงานที่พัฒนาไปกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนั้นในประเทศไทยได้”

02

3 นาทีที่โลกไม่ลืม

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

แม้จะวนเวียนอยู่ในแวดวงโทรทัศน์ วิทวัจน์ก็ไม่เคยคิดจะไปปรากฏตัวบนหน้าจอเลย

แต่แล้ววันหนึ่งมาถึงจุดพลิกผันสำคัญ เมื่อเขาตัดสินใจถาม ดร.สมเกียรติ ถึงสิ่งที่ข้องใจมานานว่า ทำไมอาจารย์ถึงต้องอ่านข่าวพยากรณ์อากาศเองด้วย ทั้งที่ปกติแล้วสถานีโทรทัศน์ในต่างประเทศหลายแห่งมักมีผู้ประกาศและฉากรายการแยกเฉพาะช่วงนี้ไปเลย

“ตอนนั้นอาจารย์บอกว่า หาคนอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะหาที่ไหน ผมบอกว่าคนจากกรมอุตุนิยมวิทยาไง แกบอกไม่เอา ไม่เอานักวิชาการ อยากได้คนทำโทรทัศน์ ผมเลยว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน ระหว่างนี้ ผมจะลองวาดสตอรี่บอร์ดมาให้ดูก่อนหกเจ็ดภาพ รู้สึกว่ามีภาพคนยืนอยู่แล้วมีแผ่นป้ายอากาศ มีแผนที่ประเทศไทย แล้วเราก็ซ้อนภาพเข้ามา จากนั้นก็มีกลุ่มเมฆ มีเส้นความกดอากาศต่ำ ความกดอากาศสูง เป็นตัว H กับ L พอส่งให้อาจารย์ดู แกบอกเอาอย่างนี้แหละ

“จากนั้นผมก็ไปออกแบบแผงป้ายอากาศ ผมคิดถึงป้ายโฆษณาที่ออสเตรเลียที่เปลี่ยนรูปได้ ทำมาจากไม้สามเหลี่ยมปริซึมยาวๆ เอามาเรียงกันเป็นแผงห้าร้อยอัน เป็นหน้า A-B-C แล้วเวลาเปลี่ยนภาพ แท่งปริซึมนี้ก็จะพลิกไปพร้อมกันหมด เราจ้างช่างมาทำ ช่างก็บอกทำยังไง ทำไม่เป็น ผมจึงบอกว่า คุณทำเครื่องให้ผมอันหนึ่งเพื่อพลิกไม้ให้ได้สามครั้ง เขาก็ไปนอนคิด จนในที่สุดออกมาได้ แต่ของเรามีเพียงสี่แผง ด้านหนึ่งเราทำเป็นหน้าแผนที่ประเทศไทย อีกหน้าเป็นภาพถ่ายดาวเทียม แล้วอีกด้านเราเขียนเส้นความกดอากาศ ซึ่งตอนนั้นถือว่าล้ำมาก”

เมื่อฉากพร้อม เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ พร้อม ก็มาถึงโจทย์สำคัญคือ ผู้ประกาศ

หลังควานหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดอาจารย์สมเกียรติชี้มายังวิทวัจน์ พร้อมบอกว่า “คุณนั่นแหละทำ เพราะไม่มีใครรู้มากไปกว่าคุณ” แม้เขาจะพยายามต่อรองว่า ไม่มีความรู้เรื่องภูมิศาสตร์เลย แต่อาจารย์ย้ำว่าไม่เป็นไร พร้อมส่งตัวไปเรียนที่กรมอุตุนิยมวิทยา เรียนสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองวันอยู่นานร่วมเดือน จนพร้อมจะลงสู่สนามจริง

“ความจริงความรู้ที่เราต้องการใช้ไม่เยอะหรอก เพราะเราออกอากาศแค่สามนาที แต่อาจารย์บอกว่าต้องรู้ เพราะคุณจะมาอ่านตามสคริปต์ที่กรมอุตุฯ ส่งมาอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเขาส่งมาทุกช่องเหมือนกันหมด เราต้องนำเสนอให้มันสนุก คือเอาความรู้จากกรมอุตุฯ มาบวกความรู้ในเชิงโทรทัศน์ที่มีอยู่แล้ว ปั้นให้กลมออกมาใหม่แล้วมานำเสนอ”

วิทวัจน์บอกอาจารย์สมเกียรติว่า ขอเปิดตัวในวันปีใหม่ พ.ศ. 2529 เพราะถือเป็นศักราชใหม่พอดี แต่เหตุผลลึกๆ แล้ว เขาคิดว่าวันนี้น่าจะมีผู้ชมน้อย เนื่องจากหลายคนยังสังสรรค์หรืออารมณ์ค้างจากวันส่งท้ายปีเก่า และไม่น่ามีอารมณ์ดูข่าว แต่ถึงอย่างนั้นเขายังจำความรู้สึกในคืนนั้นได้ดี

“เหมือนยืนอยู่บนปากเหว พลาดนี่ตกเลย เพราะออกอากาศสด เป็นสามนาทีแห่งชีวิตที่จำไม่ลืม จนทุกวันนี้ ผมนี่สั่นไปหมด แม้ว่าเราจะเตรียมตัวอย่างดี เพราะทำเองหมด เดี๋ยวเราต้องไปเหยียบปุ่ม ให้ป้ายปริซึมมันหมุนนะ แล้วก็พูดเรื่องต่อไป จำได้ว่าความสั่นแก้อยู่นาน คือคนไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ แต่วันหนึ่งมีคนสังเกตเห็นว่า ปากกาสั่น จึงส่งไปรษณียบัตรเข้ามาถาม ผมก็ตอบเล่นๆ ไปว่า ใช่ครับ ในนี้อากาศมันหนาว ถือเป็นสีสันในการนำเสนอ

“อีกเรื่องคือพูดผิด เพราะไม่มีสคริปต์พูดสด คือมันแค่สามนาทีไง เหมือนร้องเพลงเพลงหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังพูดผิด พูดสะดุด พูดหย่อมเป็นหย่องบ้าง จนกระทั่งมีคนมาเล่นพนันกัน คือเขาเขียนจดหมายมาเล่าให้ฟังว่า ได้เงินจากคุณวิทวัจน์ไปหลายร้อยแล้ว เพราะเวลาผมออกมาเมื่อไหร่ เขาจะพนันกันว่าวันนี้พูดผิดกี่คำ แล้ววางเงินกัน แต่หลังๆ เขาบอกว่ายากไป จึงเปลี่ยนเป็นวันนี้ผมจะพูดผิดเป็นจำนวนคู่หรือคี่แทน”

ที่สำคัญเขายังมีเทคนิคการนำเสนอที่ฉีกกรอบ ไม่ได้จำกัดว่าตัวเองต้องประจำอยู่ในสถานีเท่านั้น

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

อย่างเวลาฝนตกน้ำท่วม ป้ายบิลบอร์ดพัง เขาก็เดินสวมรองเท้าบูตออกไปถ่ายรายการแล้วนำเสนอกลับเข้ามาในห้องส่ง หรืออย่างเทปหนึ่งที่หลายคนอาจเคยเห็นในสื่อออนไลน์ คือ วิทวัจน์วิ่งขนาบข้างชาวต่างชาติที่สวนลุมพินี เพื่อสอบถามสภาพอากาศทั้งในเมืองไทยและสวิตเซอร์แลนด์ บ้านเกิดของผู้ให้สัมภาษณ์

“ตอนนั้นเราอยากรู้ว่า อากาศแบบนี้คนจะออกกำลังกายยังไงบ้าง ซึ่งพอไปถึง ไม่มีใครนอกจากคนมาวิ่ง ผมเลยบอกช่างภาพว่า เดี๋ยวผมจะสัมภาษณ์ฝรั่งคนนั้น แล้วคุณต้องวิ่งตามผมนะ เพราะเขาคงไม่หยุด ซึ่งกล้องสมัยก่อนหนักมาก ต้องแบกด้วยหัวไหล่ แล้วอีกคนที่หิ้วพอร์ตที่ใส่เทปตาม จนได้ภาพและเสียง ซึ่งทุกวันนี้ยังมีคนจำได้

“บางวันเราไปร้านข้าวแกงเป็นเพิงสังกะสี แล้ววันนั้นฝนตกหนักมาก ตอนที่เราสัมภาษณ์แม่ค้า และคนกินข้าวก็จะมีเสียงสังกะสีดังตลอดเวลา เราต้องตะโกนคุยกัน พอจอดรถปั๊บ ก็บอกป้าขอสัมภาษณ์หน่อยนะ ป้าก็ตะโกนกลับมาว่าอะไรนะ เราก็บอกว่า ขอสัมภาษณ์หน่อย จำได้ว่าสนุกมาก ตะโกนไปมาเหมือนคนหูตึงคุยกัน”

ด้วยความเป็นธรรมชาติ กล้าฉีกกรอบ มีลูกล่อลูกชน กล้าหยอกล้อกับผู้ชมทางบ้าน บางครั้งเขาหยิบเรื่องใกล้ตัวจากหน้าหนังสือพิมพ์มาเล่น เช่นครั้งหนึ่ง เขาเคยรายงานสภาพอากาศของเกาหลีใต้ว่าอากาศปลอดโปร่งเหมือนบ้านเรา โดยอิงจากหน้าข่าวกีฬา เพราะเป็นช่วงที่ สามารถ พยัคฆ์อรุณ ไปแข่งขันที่นั่นพอดี

ด้วยเหตุนี้ คนดูข่าวถึงจดจำชายสวมแว่นคนนี้ได้แม่นยำ แม้วันหนึ่งเขาจะปรากฏตัวเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ส่งให้วิทวัจน์กลายเป็นผู้ประกาศดาวรุ่ง จนบางครั้งยังได้รับโอกาสให้อ่านข่าวหลักในวันที่ ดร.สมเกียรติ ติดธุระ

ทว่าหลังทำรายงานข่าวอากาศแบบไม่มีวันหยุดร่วม 2 ปี เขาเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองหมดมุก อยากหาความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งนั่นเองที่นำไปสู่การเริ่มต้นหมุดหมายสำคัญของวงการโทรทัศน์เมืองไทย

03

วาไรตี้ทอล์กโชว์ หมายเลข 1

“ผมอยากทำทอล์กโชว์แบบ จอห์นนี คาร์สัน (Johnny Carson)

เมื่อ พ.ศ. 2531 วิทวัจน์เอ่ยประโยคนี้กับ ดร.สมเกียรติ ในวันที่เมืองไทยมีแต่รายการเกมโชว์กับรายการตลก

แรงบันดาลใจสำคัญของเขามาจากสมัยที่อยู่ออสเตรเลียได้มีโอกาสชมรายการ Tonight Show ซึ่งมี จอห์นนี คาร์สัน เป็นพิธีกร จุดเด่นของรายการนี้คือ มีโชว์สนุกๆ อย่างละครตลกและการร้องเพลง แล้วก็มีช่วงสนทนาเบาๆ กับคนดัง ทั้งนักธุรกิจ ดารา นักแสดง ศิลปิน 

Tonight Show เป็นรายการของอเมริกาออกอากาศทาง NBC ซึ่งออสเตรเลียซื้อมาฉายด้วย แต่ฉายดึกมาก ประมาณเที่ยงคืน แล้วยังมีรายการท้องถิ่นของอีกคนชื่อ ดอน เลน (Don Lane) ทำเหมือนกันเลย แต่มาตอนหัวค่ำ ประมาณสามทุ่มครึ่ง ดูแล้วชอบมาก มีมุกแปลกๆ มีครีเอทีฟ มีไอเดียสร้างสรรค์ แล้วมีสัมภาษณ์สนุกๆ เป็นรายการโปรดของผม ซึ่งพอไปบอกอาจารย์สมเกียรติ แกก็ชอบ จอห์นนี คาร์สัน เหมือนกัน คอเดียวกัน ผมถามอาจารย์ว่าเอาไหม ส่วนรายงานพยากรณ์อากาศก็ให้คนอื่นมาทำแทน”

แต่ปัญหาคือ รายการรูปแบบนี้ไม่เคยมีในบ้านเรามาก่อน จึงไม่มีใครนึกภาพออก พอไปพูดให้ฝ่ายขายฟัง ก็ไม่มีใครเชื่อมั่นว่าจะมีคนดู

“สมัยนั้นมีหนังจีนฉายหลังละครหลังข่าว เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ดังมาก แต่พอเลยยุคนี้ไป คนดูละครเสร็จก็ปิดทีวีนอน สี่ทุ่มนี่จอดำหมดทั้งประเทศ แล้วเราจะเอารายการไปลงช่วงนั้น พอไปขาย เขาบอกว่าใครจะดู ฟันกันเลือดอาบเขายังไม่ดู แล้วนี่เราจะเอาคนมาคุยกัน ผมก็บอกว่าอย่าเพิ่ง เดี๋ยวทำไพลอตให้ เป็นนั่งคุยกันสบายๆ แล้วเราก็บอกว่า คุณอยากรู้ไหมว่า ดาราเวลาอยู่บ้าน เขาทำกับข้าวเองหรือเปล่า ก่อนนอนใส่ชุดนอนสีอะไร หรือดาราคนนี้ไปไหนต้องมีสามีไปด้วย ไม่ใช่เพราะความรักนะ แต่เป็นเพราะเขาขับรถไม่เป็น พอไปเล่าให้เอเจนซี่ฟัง เขารู้สึกสนุก เลยลองทำดู”

คืนนี้ที่ช่อง 9 ออกอากาศทุกคืนวันศุกร์ เวลา 4 ทุ่มครึ่งถึงเที่ยงคืน เริ่มนัดแรกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยมี ศ.ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับหน้าที่เป็นพิธีกร ซึ่งเพียงเทปเปิดตัวก็เรียกเสียงฮือฮาได้แล้ว เพราะได้รับเกียรติจาก พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพิ่งออกจากโรงพยาบาลหมาดๆ หลังผ่าตัดหัวใจมาประเดิม และยังได้คนดัง อย่าง ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, ปรียานุช ปานประดับ และ ดนุพล แก้วกาญจน์ มาร่วมพูดคุยด้วย

“หม่อมคึกฤทธิ์ พักฟื้นเพิ่งหาย พอเราไปเชิญท่านยอมมา ตอนนั้นผมบอกอาจารย์สุรพลว่า กล้าไหมเอาไมโครโฟนไปจ่อตรงหัวใจหม่อมคึกฤทธิ์ ขอฟังเสียงหัวใจ อาจารย์บอกคุณจะบ้าเหรอ ตอนนั้นเขาด่าอาจารย์สมเกียรติมาแล้วนะ เอากล้องไปส่องเขาตอนกินข้าว บอกนี่คือสิทธิส่วนบุคคล ผมจึงบอกว่าไม่เป็นไร ลองดู ถ้าไม่ได้ก็คุยเรื่องอื่น เช่น ผ่าตัดแล้วหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่มไหม แกก็บอกจะบ้าเหรอ ให้ผมถามแบบนี้ เลยบอกแกว่าเป็นมุก คือเราก็สมองซนไปเรื่อย

“พอสัมภาษณ์จริง ปรากฏว่าหม่อมคึกฤทธิ์สนุกกับคำถามที่เราถาม กึ่งทีเล่นทีจริง ทะเล้นแต่ไม่ทะลึ่ง ในตอนท้ายอาจารย์สุรพลกล้าบอกว่า ก่อนจะลากัน ขอฟังเสียงหัวใจของคุณชายได้ไหมครับ หม่อมคึกฤทธิ์บอกว่า ได้สิ แล้วจะฟังยังไง นี่เลยครับไมโครโฟนตัวนี้ แล้วอาจารย์ก็เอาไปจ่อตรงหัวใจ ตรงเสื้อสูท แล้วแกก็บอกว่า เสื้อหนาไปครับ คุณชายอาจต้องถอดเสื้อสูทหน่อย หม่อมคึกฤทธิ์บอกเอาเลย ถอดตรงหัวไหล่ข้างหนึ่ง แต่ยังติดเสื้ออีกตัว อาจารย์จึงบอกว่า ขอเข้าจ่อตรงเนื้อได้ไหม หม่อมคึกฤทธิ์บอกว่าได้ แล้วปลดกระดุมเสื้อตัวใน จนเห็นเสื้อกล้ามเลย จากนั้นอาจารย์ก็เอาไมค์ไปจ่อตรงใกล้ๆ หัวนม ผมจำไม่ได้ว่าได้ยินเสียงหัวใจหรือเปล่า แต่แค่นั้นพอแล้ว ผมอยู่บนห้องคอนโทรล กรี๊ดระเบิด บอกสุดยอด… อาจารย์ นั่นคือภาพที่สุดยอดมาก”

ทว่าหลังบันทึกเทปที่ 5 เสร็จเรียบร้อย วิทวัจน์ก็ได้รับข่าวที่ทำเอาไปไม่เป็น นั่นคือ อาจารย์สุรพลขอคุยเป็นการส่วนตัว พร้อมกับแจ้งว่า “ผมลาออกแล้วนะ คุณต้องหาพิธีกรใหม่”

ครั้งนั้นเขามีเวลาเพียง 6 วันเท่านั้น ทีมงานต้องเปิดชื่อดารานักแสดง ไฮโซคนดังนับร้อย เพื่อหาว่าใครกันที่เหมาะสม ทว่าติดต่อไปกี่รายก็คว้าน้ำเหลวหมด จนวันสุดท้ายก็ยังไม่ได้พิธีกร หลังประชุมกันหน้าดำคร่ำเครียด ทุกคนจึงหันไปยังโปรดิวเซอร์ใหญ่ และบอกว่าพิธีกรคนใหม่คงต้องเป็นเขา เพราะไม่มีใครที่จะรู้จักและเข้าใจรายการดีไปกว่านี้แล้ว 

นับตั้งแต่มา ผู้ชายที่ชื่อ วิทวัจน์ ก็ไม่เคยหายหน้าไปจากวงการพิธีกรตลอด 30 กว่าปี

“เขาบอกว่า คุณสร้างทุกอย่างมากับมือ คุณรู้หมด เพียงแค่คุณเป็นโปรดิวเซอร์เท่านั้นเอง ผมเลยบอกว่า ตอนรายงานพยากรณ์อากาศแค่สามนาทีเอง แต่นี่รายการมันตั้งชั่วโมง ทีมงานบอกไม่รู้ ผีขึ้นป่าช้า ต้องเผาแหละ คือมันง่ายไงเวลาจะสั่งคนอื่น แต่พอต้องทำเอง มันลำบาก สั่นอยู่นาน แต่เรารู้ว่านี่เป็นการบันทึกเทป”

แม้การดำเนินรายการของวิทวัจน์อาจมีสะดุดบ้าง เช่น บางครั้งเขายังพูดติดๆ ขัดๆ แต่ในมุมของผู้ชมถือว่าเป็นเสน่ห์ และทำให้รายการมีความสดมากขึ้น ยิ่งมาผสมกับแขกรับเชิญที่โดดเด่นจากทุกแขนงอาชีพ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ดารา นักแสดง นักร้อง นักวิชาการ หรือแม้แต่คนที่ทำอาชีพแปลกๆ ซึ่งพร้อมใจมานั่งบนโซฟาให้เขาสัมภาษณ์ ทำให้เรตติ้งของรายการพุ่งกระฉูด เพราะสมัยก่อน ผู้ชมทั่วไปไม่ได้รู้จักชีวิตส่วนตัวของคนดังมากเหมือนสมัยนี้

แม้ต่อมารายการจะโยกย้ายเปลี่ยนสถานี เปลี่ยนชื่อรายการเป็น ที่นี่กรุงเทพ ก็ไม่ได้ทำให้ความนิยมลดน้อยถอยลงเลย กระทั่งผ่านมาปีหนึ่งจึงถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของผู้ชายคนนี้

“ตอนนั้นครอบครัวกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว เพราะเรามีเวลาในเมืองไทยแค่ห้าปีเท่านั้น ถ้าไปต่อได้ก็อยู่ต่อ แต่ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ย้ายกลับออสเตรเลีย ตอนนั้นกดดันเหมือนกันว่าจะทำยังไง ลูกกำลังโต ต้องใช้เงิน จึงขอลาออกจากบริษัทแปซิฟิคฯ เพื่อมาทำของตัวเอง”

04

รายการในตำนาน 4 ทุ่มสแควร์

ย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน ทุกวันพฤหัสบดีเวลา 4 ทุ่ม ผู้ชมทางบ้านต่างเปิดช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ เพื่อรอชม 4 ทุ่มสแควร์ สุดยอดรายการวาไรตี้ทอล์กโชว์แห่งยุค

ในมุมของวิทวัจน์แล้ว 4 ทุ่มสแควร์ ไม่ใช่แค่รายการพูดคุยทั่วๆ ไป แต่เป็นวาไรตี้ครบรสที่รวบรวมความบันเทิงหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งการพูดคุย เรื่องแปลก เรื่องตลกที่เรียกรอยยิ้มยามค่ำคืน ไปจนถึงเรื่องเทรนด์ต่างๆ ของสังคม เหมือนชื่อรายการที่มีคำว่า สแควร์ ซึ่งหมายถึง ศูนย์รวมแห่งความทันสมัย แบบเดียวกับสยามสแควร์หรือไทม์สแควร์

เพราะฉะนั้น เทปแรก เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2532 เขาจึงอยากทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

ต้นตำรับวาไรตี้ทอล์กโชว์ไทย วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์ จากผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ สู่พิธีกรทอล์กออฟเดอะทาวน์ตลอด 3 ทศวรรษ

ครั้งนั้นเขาเลือกเปิดรายการด้วยสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก Miss Universe 1988 กับคู่หมั้นหนุ่ม (ในเวลานั้น) คริสโตเฟอร์ แฮรีแมน

“ตอนนั้นเขาเพิ่งจะหมั้นกัน เป็นข่าวใหญ่มากในเมืองไทย ด้วยความที่เราอยู่ช่อง 7 แล้วช่อง 7 สนิทกับปุ๋ย เลยเสนอไป เขาก็บอกปุ๋ยอยู่ฝรั่งเศส ผมจึงตอบว่าจะไปหา ผมยอมลงทุน เพราะต้องการเปิดให้ใหญ่ ก็ติดต่อปุ๋ยไป เขาบอกว่าถ้ายูมาที่นี่ ไอยินดีให้สัมภาษณ์คู่กับคริส ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครได้สัมภาษณ์เลย เราไปคุยกันที่ปราสาทโบราณ ซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนคริส ตัดต่อเป็นสองเทป เป็นที่ฮือฮามากในยุคนั้น”

อีกไฮไลต์หนึ่งของ 4 ทุ่มสแควร์ ในช่วงแรก คือพิธีกรผู้ช่วย ซึ่งตอนนั้นวิทวัจน์ชักชวน ม้า-อรนภา กฤษฎี นางแบบดังของยุค ขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นแทบทุกปกมาร่วมงานด้วย เขายังจำได้ดีว่า ตอนที่ชวนนางแบบดังยังรู้สึกแปลกใจ เพราะไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน แต่ก็ตกปากรับคำไป พอเทปออกอากาศก็เป็นกระแสกล่าวขานในหมู่ผู้ชมทันที

อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม กระทั่งมาลงตัวที่พิธีกร 3 คน คือ วิทวัจน์, ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี และ เด๋อ ดอกสะเดา ซึ่งแท็กทีมกันเรื่อยมาจนรายการปิดตำนานไป

จุดเด่นของ 4 ทุ่มสแควร์ นอกจากช่วงบุคคลวันนี้ ซึ่งเน้นสัมภาษณ์คนดังแล้ว อีกช่วงที่ผู้ชมรอคอยและเรียกเสียงฮามากที่สุด คือ Home VDO ซึ่งนำเสนอภาพวิดีโอตลกๆ จากทางบ้าน ระยะแรกเน้นนำเสนอภาพจากญี่ปุ่น ก่อนจะซื้อลิขสิทธิ์รายการ America’s Funniest Home Videos แล้วมาคัดเลือกตอนที่น่าสนใจเพื่อออกอากาศอีกที

ต้นตำรับวาไรตี้ทอล์กโชว์ไทย วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์ จากผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ สู่พิธีกรทอล์กออฟเดอะทาวน์ตลอด 3 ทศวรรษ
ต้นตำรับวาไรตี้ทอล์กโชว์ไทย วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์ จากผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ สู่พิธีกรทอล์กออฟเดอะทาวน์ตลอด 3 ทศวรรษ

“แต่ก่อนมีแค่ภาพนิ่ง แล้ววันหนึ่งมีกล้องวิดีโอออกมาขาย เป็นกล้องที่พ่อบ้าน แม่บ้านถ่ายเองได้ ตอนนั้นเพื่อนผมที่ออสเตรเลียส่งมาให้ เป็นภาพเด็กทารกที่เริ่มกินอาหารเหลวได้ แม่ก็เอาน้ำมะนาวให้กิน พอเด็กทำหน้าเปรี้ยว พ่อก็ถ่ายเก็บไว้ น่ารักมาก แล้วต่อมาที่อเมริกา เขาทำเป็นรายการ ผมจึงบอกกับผู้ใหญ่ของสถานีว่า รบกวนซื้อให้ผมหน่อย เพราะถ้าให้ผมติดต่อไป เขาคงบอกว่าใครไม่รู้จัก ทางช่อง 7 บอกว่าได้ เดี๋ยวติดต่อให้ จนเราได้รายการมา”

อีกช่วงที่เป็นที่นิยมมาก มีแฟนรายการส่งจดหมายและไปรษณียบัตรมาร่วมสนุกอยู่บ่อยๆ คือ จับผิดโฆษณา ซึ่งวิทวัจน์ได้ต้นแบบมาจากรายการ Hey It’s Saturday Night ของออสเตรเลีย ซึ่งมีช่วงที่เรียกว่า Media Watch เป็นการจับผิดทุกอย่างที่ปรากฏในสื่อ เช่น สะกดคำผิด พิมพ์ผิด รูปกลับจากซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย จึงคิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยบ้าง ตอนนั้นเขาเห็นว่าผู้ชมสนใจเรื่องโฆษณากันมาก และหลายๆ ชิ้นถ่ายโดด ถ่ายผิด น่าจะหยิบมานำเสนอได้

วิทวัจน์ยังจำได้ดีว่า ชิ้นแรกที่จับผิดเป็นโฆษณาเครื่องสำอาง ซึ่งมีเนื้อเรื่องประมาณว่า ผู้หญิงคนหนึ่งไปใช้กระจกข้างรถยนต์เพื่อแต่งหน้าทาลิปสติก โดยไม่ทราบว่า ภายในรถนั้นมีผู้ชายนั่งอยู่ เนื่องจากรถติดฟิล์ม แล้วสักพักผู้ชายคนนั้นกดกระจกลง พอประจันหน้ากัน ผู้หญิงก็เขิน แล้วจบด้วยการโฆษณาเครื่องสำอาง

ครั้งนั้น รายการจับผิดว่า ตอนแรกผู้หญิงถือลิปสติกด้วยมือขวา แต่พอลดกระจกลงมา ลิปสติกกลับไปอยู่ที่มือซ้าย จากนั้นเขาจึงเชิญชวนให้ผู้ชมที่เห็นข้อผิดพลาดในโฆษณาส่งเรื่องเข้ามา

ต้นตำรับวาไรตี้ทอล์กโชว์ไทย วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์ จากผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ สู่พิธีกรทอล์กออฟเดอะทาวน์ตลอด 3 ทศวรรษ

หลังออกอากาศ นอกจากจดหมายจากผู้ชมทางบ้านที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างล้นหลามแล้ว ยังมีไปรษณียบัตรจากฝ่ายโฆษณาและเอเจนซี่ต่างๆ ส่งเข้ามาอีกเพียบ พร้อมระบุข้อผิดพลาดในโฆษณามาให้เรียบร้อย เนื่องจากพวกเขาทราบดีว่า หากโฆษณาชิ้นนั้นได้ออกอากาศหรือถูกจับผิด ผู้ชมก็จะจดจำได้มากขึ้น

ความนิยมของ 4 ทุ่มสแควร์ ในช่วงนั้นต้องถือว่าสุดๆ เพราะมีคนดังจากทุกวงการมาร่วมรายการ โดยเฉพาะศิลปินระดับแถวหน้าของเมืองไทยนั้นไม่มีพลาด จนถึงขั้นที่หน้าบันเทิงของหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ บอกว่า ถ้าใครออกเทปแล้วยังไม่ได้ออก 3 รายการคือ 7 สีคอนเสิร์ต, โลกดนตรี และ 4 ทุ่มสแควร์ แสดงว่ายังไม่ดัง

นอกจากนี้ วิทวัจน์กับทีมงานยังสรรหาลูกเล่นใหม่ๆ มาเล่นในรายการอยู่เสมอ เพราะโจทย์สำคัญของผู้ผลิตคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้สนุก เพื่อตรึงผู้ชมให้อยู่นานที่สุด ด้วยเหตุนี้ 4 ทุ่มสแควร์ จึงกลายเป็นรายการแรกที่มีอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในหน้าจอมาก่อน ทั้งเล่าเรื่องผี หรือแม้แต่พังฉากออกอากาศ 

“เรื่องผีเกิดขึ้นตอนผมขับรถพาลูกไปเที่ยวพัทยา พอขับไปถึงบางบ่อ ตอนนั้นมีลูกสองคนนั่งอยู่หลัง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องกรี๊ด ลูกคนเล็กร้องไห้ เพราะพี่สาวเล่าเรื่องผีให้ฟัง คือเขาไปได้ยินครูเล่าหน้าชั้น จึงเอามาเล่าให้น้องฟังต่อ ‘นู่นนี่นั่น แล้วในที่สุดมันก็หายไปในเงามืด สงสัยไหม ไอ้ที่หายไปมันเป็นใคร’ แล้วเงียบ ไอ้น้องอายุสักสามขวบหูผึ่ง พยายามถาม ‘ใครอ่ะ’ แล้วคนพี่ก็หันมาชี้ว่า ‘แกนั่นแหละ’ ไอ้นี่ร้องไห้เลย คือมุกเล่าเรื่องผีแบบเด็กๆ สร้างบรรยากาศให้น่ากลัว แต่เรารู้สึกว่า ออกทีวีได้ เพราะเรื่องผีมีเยอะแยะ เป็นที่มาของการเล่าเรื่องผีรายการแรกของโทรทัศน์ไทย

เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

“ส่วนเรื่องทุบฉาก ตอนนั้นเราใช้ฉากน็อกดาวน์ พอถ่ายเสร็จต้องรื้อออก พอจะถ่ายเราถึงค่อยเอามาประกอบใหม่แบบจิ๊กซอว์ จึงคิดว่า จริงๆ เราสามารถทำได้ภายในวันเดียวเลยนะ รื้อแล้วประกอบ เพราะฉะนั้น เราน่าจะรื้อให้ผู้ชมดูว่า ฉากนี้ประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง เพราะคนดูไม่เคยรู้มาก่อน โทรทัศน์คือมายา คือการแสดง เราอยากแสดงให้เขาเห็นว่า Behind the Scene เป็นยังไง จึงรื้อเลย รื้อแบบที่ทำทุกวันนั่นแหละ เพียงแต่เราบันทึกเทปเอาไว้ แล้วพิธีกรสามคนก็ยืนอยู่ด้วย พอรื้อเสร็จ ผมบอกท่านผู้ชมว่า เราไม่มีฉากแล้ว ทุบให้ดูด้วย คือเอามาใช้ไม่ได้แล้ว แปลว่าเราจะมีฉากใหม่ โปรดติดตามสัปดาห์หน้า แต่ความจริงเราทำเสร็จแล้ว เพราะอีกหกวันเราต้องถ่ายต่อ”

4 ทุ่มสแควร์ ออกอากาศอยู่นาน 7 ปี 7 เดือน มีแขกรับเชิญหลายร้อยชีวิต ทั้งช่วงสัมภาษณ์ ช่วงสมัครเล่น ซึ่งเป็นการแสดงความสามารถพิเศษ จนวิทวัจน์เริ่มรู้สึกหมดมุก อยากหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ จึงตัดสินใจยุติรายการนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2540 แม้จะยังครองเรตติ้งอันดับ 1 ของรายการหลังละคร และออกเดินทางไปพักผ่อนที่ออสเตรเลียอยู่นานเกือบเดือน ก่อนจะสร้างตำนานบทใหม่ที่ชื่อว่า ตีสิบ

05

ตีสิบ Talk of the Town

หลังเลิกทำ 4 ทุ่มสแควร์ ได้ไม่นานนัก และกำลังเตรียมตัวไปออสเตรเลีย วิทวัจน์ได้รับสายโทรศัพท์ที่เปลี่ยนชีวิต ปลายสายคือ อ้วน อรชร ผู้สื่อข่าวบันเทิงอาวุโสจากหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ซึ่งนำความจาก ประวิทย์ มาลีนนท์ นายใหญ่แห่งไทยทีวีสีช่อง 3 มาแจ้งให้ทราบ

“เขาบอกว่าคุณประวิทย์ให้โทรกลับ ผมก็บอกไปว่า ผมไม่รู้จักคุณประวิทย์ แกบอกไม่รู้ เขาบอกให้โทรกลับ จะโทรไม่โทรก็แล้วแต่ หมดหน้าที่ผมแล้ว ผมจึงโทรไป คุณประวิทย์บอกว่า ไม่มีอะไรหรอก จะชวนมาอยู่ช่อง 3 ผมบอกว่า ฮ้า! ผมเพิ่งเลิกรายการเดิมไป ขออนุญาตยังไม่รับปาก ผมจะไปออสเตรเลีย คุณประวิทย์บอกว่า ไม่ใช่ตอนนี้ เมื่อไหร่ก็ได้ เอาเป็นว่า เราชวนคุณมาทำรายการ พูดง่ายๆ คือคุณไม่ตกงาน ใช่เลย ผมกำลังจะพูดกับคุณประวิทย์ว่า แสดงว่าผมไม่ตกงานแล้วสิ พอดีคือความจริง เงินทองเราก็พอเก็บไว้แหละ แต่เมื่อไม่ได้ทำงาน มันรู้สึกโหวงๆ พอคุณประวิทย์โทรมาเหมือนมันยกความรู้สึกเราขึ้นมา เที่ยวออสเตรเลียอย่างมีความสุข”

ระหว่างท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่เขาคิดไปด้วยคือ จะเปิดตัวรายการใหม่อย่างไรให้น่าสนใจ แล้ววันหนึ่งเขาเปิดโทรทัศน์แล้วเจอรายการ ซึ่งนำเสนอภาพวัยรุ่นของคนหนึ่งในลอสแอนเจลิสที่ขโมยรถถังจากกองทัพบกมาขับ แล้วตำรวจกำลังตามจับ โดยใช้ทั้งเฮลิปคอปเตอร์แล้วรถล้อม ก่อนที่สุดท้ายจะลากตัวเด็กหนุ่มคนนั้นลงมาได้

วิทวัจน์ชมภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความเพลิดเพลิน และรอจนกระทั่งทราบว่า ชื่อรายการ Real TV ซึ่งสถานีโทรทัศน์ออสเตรเลียซื้อต่อมาจากสหรัฐอเมริกาอีกที เขามั่นใจว่านี่จะเป็นอาวุธลับให้รายการใหม่ฮือฮาได้ พอกลับมาถึงเมืองไทย ประวิทย์ถามว่าพร้อมหรือยัง วิทวัจน์จึงแจ้งว่าอยากให้ช่อง 3 ช่วยติดต่อซื้อ Real TV ให้หน่อย โดยเขาจะลงทุนเอง และหากซื้อเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมออนแอร์ทันที 

ตีสิบ ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 เวลา 4 ทุ่มครึ่ง โดยมี ซินดี้-สิรินยา บิชอพ เป็นพิธีกรร่วม มี Real TV ซึ่งเขาเป็นคนลงเสียงเองเป็นไฮไลต์สำคัญ นอกจากนี้ยังมีช่วงประกอบอย่าง Star Joke เชิญศิลปินคนดังมาเล่าเรื่องตลกของตัวเอง และปิดท้ายด้วย 108 มงกุฎ ที่มี 3 หนุ่มอารมณ์ดี สังข์-ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม, ทศ-ทศพล ศิริวิวัฒน์ และ คมสัน นันทจิต มาพูดคุยวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ แบบหรรษา

แต่ถึงอย่างนั้น หัวใจหลักของรายการยังเป็นช่วงสนทนา ซึ่งนำเสนอชีวิตของบุคคลต่างๆ ทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจและเรื่องราวของคนดังที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีแขกรับเชิญและเรื่องราวนับพันที่ถูกนำเสนอ อาทิ วีระ นุตยกุล พิธีกรนักเดินทางคนดัง ก่อนจะบุกเบิกรายการ ผจญภัยไร้พรมแดน ถือเป็นขาประจำของที่นี่ หรือเวลาที่ โน้ส-อุดม แต้พานิช จะจัดเดี่ยวไมโครโฟน ก็มักจะมาออก ตีสิบ ก่อนเสมอ แล้วยังมีเรื่องแปลกๆ เช่น นางเอกดังที่เสียชีวิตร่วมสิบปี กลับชาติมาเกิดเป็นหลานตัวเอง คู่รักทอมกับกะเทย ซึ่งตอนนั้นทอมกำลังตั้งครรภ์อยู่ด้วย หรือผู้ต้องหาหนีคดีมาขอมอบตัวกลางรายการ

เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที
เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

“เขาไปฆ่าคนตายมา หนีหมายจับมานาน จนหนีไม่ไหว อยากมอบตัวแต่กลัวถูกวิสามัญ เลยคิดว่า ขอมอบตัวต่อหน้าประชาชนดีกว่า ซึ่งวิธีที่ง่ายสุดคือออกทีวี แล้วเขาบอกว่า ไม่มีรายการไหนน่าจะมีคนดูมากเท่า ตีสิบ นั่นคือสิบกว่าปีที่แล้ว แล้วเขาก็ติดต่อมา บอกว่าผมฆ่าคนตาย ผมจะมอบตัว คุณวิทวัจน์แจ้งตำรวจมารับตัวผมได้ไหม เราบอกอย่าล้อเล่นนะ เขาบอกว่าไม่ครับ เดี๋ยวผมเอาหมายจับให้ดู แล้วเขาก็มาออฟฟิศ เอาหมายจับ เอาบัตรประชาชนมาให้ แล้วเราจึงถามว่า ทำอะไรมา ฆ่าเขาทำไม เขาก็เล่าให้ฟัง”

สำหรับที่มาของเรื่องราวใน ตีสิบ มีตั้งแต่ค้นจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สอบถามบุคคลใกล้ชิด เพื่อน ญาติพี่น้อง และบางครั้งเจ้าของเรื่องก็เป็นผู้ส่งเข้ามาเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือทุกเรื่องที่ถูกนำเสนอต้องมาจากความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ โดยหน้าที่ของวิทวัจน์คือ เรียงร้อยข้อมูลออกมาเพื่อให้ผู้ชมสนใจและเห็นภาพชัดเจนที่สุด

ด้วยประเด็นที่ใหม่ ไม่เหมือนใคร บางเรื่องไม่มีใครเคยทราบมาก่อน ทำให้ทุกเช้าวันพุธ เนื้อหาใน ตีสิบ จึงกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ส่งให้ ตีสิบ ครองเรตติ้งลำดับต้นของรายการโทรทัศน์เมืองไทยต่อเนื่องหลายปี

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2545 วิทวัจน์ ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยการทำช่วงดันดาราขึ้นมา

ครั้งนั้นเขาได้แรงบันดาลใจมาจากรายการเก่าในออสเตรเลีย ชื่อว่า Red Faces ซึ่งเอาคนมาร้องเพลงห่วยๆ มาโชว์ แล้วมีคอมเมนเตเตอร์มาให้ความเห็นสนุกๆ แต่ตอนหลังพบว่า คนร้องเพลงห่วยไม่ค่อยอยากมา กลายเป็นคนร้องเพลงดีๆ แทน แต่ยังโดนกรรมการวิจารณ์เละอยู่ดี ซึ่งเขาจำได้ว่าเป็นรายการที่สนุกมาก และอยากประยุกต์เข้ามาใช้กับรายการในบ้านเรา เพราะตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีรายการประกวดประขันจริงจังเลย

“เราไม่มีเทปตัวอย่างให้ดู แต่ผมจำได้ เลยบอกว่าแข่งทำอะไรก็ได้ ตอนนั้นเรามีสามแอ็ก เราจะเอาร้องเพลงดีสองคน แล้วคนที่สาม เราเอาคนที่ร้องไม่ได้เรื่องมา สองแอ็กแรกได้รางวัลดันดาราไป ส่วนแอ็กสุดท้ายได้รางวัลดันทุรัง แต่ไปๆ มาๆ คนร้องไม่ดีหายากจริง เพราะเวลาไม่ดีคือไม่ดีแบบไม่น่าดู จึงคิดมุกใส่เข้าไป เช่น ใช้เท้าเล่นกีตาร์ รู้จักไหม คือเอากีตาร์ปกติมาเล่น แต่ปิ๊กที่เล่น เป็นหัวใช้เท้า แบบนี้ก็ได้ดันทุรังไป ตอนนั้นมีคนสมัครเข้ามาเยอะมาก เลียนเสียงสัตว์บ้าง เล่นกีตาร์เปิดหมวกบ้าง แต่ไปๆ มาๆ มีแต่คนร้องเพลง แล้วร้องดีๆ ทั้งนั้น จึงให้เปลี่ยนเป็นร้องเพลงดีๆ ไปเลย”

เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

ดันดาราถือเป็นช่วงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ ตีสิบ มีผู้สมัครเข้าร่วมรายการนับพันคน ที่สำคัญคือลีลาของกรรมการทั้ง 3 คน คือ จตุพล ชมภูนิช, มณีนุช เสมรสุต และ โน้ต เชิญยิ้ม นั้นโดดเด่นและเข้าขากันมาก เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ไม่หยุด จนเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 ถึงแยกรายการออกมาต่างหาก

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่สื่อโทรทัศน์แบบดั้งเดิมถูกท้าทายมากขึ้น ทั้งการถือกำเนิดของทีวีดิจิทัล การเติบโตของสื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ทำให้รายการ ตีสิบ ต้องปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เช่น ย้ายจากคืนวันอังคารมาออกอากาศช่วงบ่ายวันเสาร์ เปลี่ยนชื่อรายการเป็น ตีสิบเดย์

“ทำรายการเวลานี้ยากขึ้นมาก เพราะแต่ก่อนเราไม่มีคู่แข่ง คิดอะไรก็ใหม่หมด คิดอะไรก็ถูกหมด แต่ตอนนี้เราสู้รายการข่าวรายวันไม่ได้แล้ว เราสู้คลิปไม่ได้ สู้ยูทูเบอร์ไม่ได้ สู้พวกเน็ตไอดอลไม่ได้ หลายๆ เรื่องคนดูเห็นก่อนเราด้วยซ้ำ หรือมุกที่เราเคยใส่เข้าไป เป็นพันเป็นหมื่นมุก เช่น เอาไมค์ไปจ่อหัวใจของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ สมัยนั้นเป็นมุกที่ใหม่มาก เพราะคนไม่เคยเห็น แต่ตอนนี้เขาเห็นมากกว่าแล้ว แค่เปิดกูเกิลมีหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ในเชิงวาไรตี้ทอล์กโชว์จึงลำบาก แต่ในเชิงสัมภาษณ์เราคิดว่า ยังคงอยู่ได้”

สิ่งสำคัญคือ การปรับตัว ต่อให้ไม่ทันกับกระแสโลกที่หมุนเร็วเหลือเกิน แต่อย่างน้อยต้องไม่ละเลย และพยายามเรียนรู้ตลอดเวลา อย่างที่ผ่านมาในช่วงโควิด-19 วิทวัจน์ปรับรูปแบบรายการเป็นสัมภาษณ์ออนไลน์บ้าง หรือก่อนหน้านั้น ได้ทำแคมเปญที่น่าสนใจนำเสนอผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น บุคคลในตำนาน และ Talk ในตำนาน

โดยทั้ง 2 รายการนี้ ทีมงานได้คัดเลือกสัมภาษณ์คนดัง หรือเรื่องเล่าสะท้อนสังคมที่เคยเป็นกระแส ทั้งจาก 4 ทุ่มสแควร์ และ ตีสิบ มานำเสนออีกครั้ง เป็นช่วงสั้นๆ ท้ายรายการ ตีสิบเดย์ และนำเสนอฉบับเต็มใน YouTube โดยหลายคลิปมียอดผู้ชมนับล้าน อาทิ ชีวิตที่ด้านชา…โสเภณีขายตัว ผ่านชายมานับหมื่น, นาทีชีวิต! 8 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนหมดลมหายใจ, ชีวิตซินเดอเรลล่า จบ ป.4 กลายเป็น คุณหญิง, ฝรั่งเมียทิ้ง ต้องทนเลี้ยงลูกชู้ หรือแม้แต่ ตำนานเสือใบ

ตลอด 30 กว่าปี วิทวัจน์ไม่เคยหยุดคิด หยุดใช้สมอง เพื่อสร้างและพัฒนาผลงานใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับความสนใจของผู้ชม นี่เองคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชื่อและเรื่องราวของเขาไม่เคยจางหายไปในใจของผู้คน และยังคงเป็นต้นแบบให้พิธีกรรุ่นใหม่ได้เดินตามตลอดไป

เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

ขอบคุณภาพประกอบจาก บริษัท ทเว็นตี้ ทเว็นตี้ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ จำกัด

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load