01
สังเกตง่าย ๆ มีต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน

สิ้นเสียงปลายสายไม่นาน ผมก็เห็นต้นไม้ใหญ่ที่ว่า เป็นต้นจามจุรีใหญ่เบิ้ม 3 ต้น เรียงตัวตามแนวรั้วบ้าน เจ้าของบ้านบอกว่า ท่านมาอยู่ที่นี่เมื่อ พ.ศ. 2514 ก่อนหน้านั้นเนิ่นนานถนนเศรษฐศิริมีเลนเดียว รถสวนกันพอดี มีคลองสองข้างทาง ทุกบ้านพร้อมใจกันปลูกจามจุรีให้ร่มเงาไว้ที่แนวรั้ว ซึ่งยุคนั้นเป็นรั้วลวดหนามบังตาด้วยพุ่มพู่ระหง ไม่ก็เอาไม้ไผ่มาตีเป็นระแนง พอถึงยุคที่ทุกบ้านเปลี่ยนรั้วเป็นกำแพงทึบเจ้าของบ้านก็โค่นจามจุรีทิ้ง เพราะขวางแนวกำแพง

เหลือแค่บ้านหลังนี้ ที่ใช้วิธีทำกำแพงให้เว้าหลบคุณปู่จามจุรีที่ปัจจุบันอายุร่วมร้อยปี

เจ้าของบ้านและผู้ออกแบบบ้านหลังนี้คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ผู้บุกเบิกและเสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทย พ่วงด้วยตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ ราชบัณฑิต และผู้ขับเคลื่อนงานรุุกขกร (ท่านเป็นคนบัญญัติคำนี้เอง) เพื่อดูแลงานตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ให้ถูกวิธี

ศ.ดร.เดชา บุญค้ำ นักออกแบบสวนสาธารณะมือหนึ่งกับสิ่งที่เกือบได้สร้างในสวนสำคัญ ๆ

เมื่อประตูบ้านเปิดออก อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ วัย 83 ปี ก็ออกมาต้อนรับอย่างกระฉับกระเฉง ท่านพาพวกเราเดินใต้ร่มไม้ครึ้มเข้าสู่ตัวบ้าน ท่านบอกว่า ต้นไม้ใหญ่ในบ้านทั้งหมดปลูกพร้อมตัวบ้านเมื่อ พ.ศ. 2537 ต้นไทรขี้นกฟอร์มสวยกลางบ้านขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนต้นไทรย้อยใบแหลมที่ปลูกอยู่ใกล้ ๆ ชั้นวางรองเท้าหน้าบ้าน นับเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญ

“อาจารย์ที่คณะให้มา ตอนนั้นผมยังมีความรู้เรื่องต้นไม้ไม่มากนัก เห็นต้นเล็ก ๆ น่ารักดี หารู้ไม้ว่ามันคือลูกช้าง เราก็ปลูกซะใกล้บ้านเลย พอโตมาต้นเบ้อเริ่มรากก็เบียดบ้าน แต่ไม่ต้องโค่นทิ้ง หาทางจัดการได้ เหมือนต้นจามจุรีที่รั้ว นี่คืองานของรุกขกร” อาจารย์เดินนำเข้าสู่ตัวบ้าน

งานของอาจารย์เดชาเกือบทั้งหมดคืองานวางผังหลัก (Master Plan) และออกแบบภูมิทัศน์ ถ้าเป็นสวนสาธารณะก็อย่างเช่น สวนหลวง ร.๙, อุทยานเบญจสิริ, สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และสวนเบญจกิติ ถ้าเป็นงานภูมิทัศน์โรงแรมก็เช่น โรงแรมฮิลตันอินเตอร์เนชั่นแนล บางกอก ณ ปาร์คนายเลิศ, โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และ โรงแรมแชงกรี-ลา

ถ้าเป็นงานภูมิทัศน์บ้านก็เช่น พระตำหนักสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา, พระตำหนักสิริยาลัย และ ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา แล้วก็ยังมีงานวางผังหลักเบื้องต้นโรงพยาบาลศิริราช งานภูมิทัศน์ของคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร สนามกอล์ฟ สถาบันการศึกษา โรงงานอุตสาหกรรม สนามบิน วัด สวนสัตว์ และอีกมากมาย นับรวม ๆ ได้ราว 125 งาน

วันนี้ผมแวะมาพูดคุยกับอาจารย์ในฐานะภูมิสถาปนิกนักออกแบบสวนสาธารณะระดับตำนานของเมืองไทย ถึงเรื่องราวที่ไปที่มาของสวนมากมายที่อาจารย์เคยออกแบบ รวมถึงสิ่งที่เกือบจะได้เห็นในสวนเหล่านี้

ศ.ดร.เดชา บุญค้ำ นักออกแบบสวนสาธารณะมือหนึ่งกับสิ่งที่เกือบได้สร้างในสวนสำคัญ ๆ

02
ถ้าไม่เรียนสถาปัตย์ ผมจะเข้าวนศาสตร์

อาจารย์เดชาพาเราเดินลงชั้นใต้ดินไปยังห้องทำงานและห้องสมุดของท่าน อาจารย์ออกแบบบ้านหลังนี้เองด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายที่สุด ตั้งใจทำบันไดให้กว้างและเตี้ยเผื่อตอนมีอายุจะได้เดินเหินสบาย ถ้าทำได้วันนี้อาจารย์คงอยากกลับไปตบบ่าขอบใจตัวเองในวัยหนุ่ม

อาจารย์เดชาเกษียณแล้ว 2 ทศวรรษ แต่ตอนนี้ยังทำงานหนักกว่าหนุ่มสาวหลายคน งานหลักคือเป็นกรรมการประเมินตำแหน่งทางวิชาการให้ 9 มหาวิทยาลัย และหน่วยงานราชการหลายแห่ง ตามด้วยงานวิชาการอีกมากมาย “ช่วงหลังมานี้สุขภาพไม่ค่อยดี เพลียง่าย ลืมง่าย สงสัยจะแก่จริง” อาจารย์สรุปด้วยเสียงหัวเราะ

ถึงจะลืมง่าย แต่อาจารย์ก็เล่าชีวิตตัวเองในวัยเยาว์ได้ทุกรายละเอียด

อาจารย์เดชาเกิด พ.ศ. 2482 ที่เชียงราย คุณพ่อเป็นศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย คุณแม่เป็นครูซึ่งอาศัยอยู่กับคุณลุงที่เป็นคุณหลวงป่าไม้เขตจังหวัดลำปาง อาจารย์เกิดมาได้ไม่กี่ปี ก็มีสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามอินโดจีน ญี่ปุ่นรบชนะฝรั่งเศส ไทยจึงได้ครอบครองจังหวัดล้านช้าง (ส่วนหนึ่งของหลวงพระบาง) คุณพ่อเลยต้องเดินทางไปรับตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดล้านช้าง ทำงานแปลหนังสือใกล้ชิดกับเจ้าหลวง เป็นชีวิตที่รู้สึกเหมือนอยู่ในฉากเรื่อง บ่วงบรรจถรณ์ พอสงครามสงบ ต้องส่งมอบดินแดนคืน คุณพ่อก็กลับมาเชียงราย เด็กชายเดชาจึงได้เรียนชั้นประถมที่นี่ โดยมีเพื่อนรักชื่อ ถวัลย์ ดัชนี

“ผมชอบธรรมชาติตั้งแต่ตอนนั้น ชอบหนีโรงเรียนไปเที่ยวแม่น้ำกก โตมาตั้งใจว่าถ้าไม่เรียนสถาปัตย์ ผมจะเข้าวนศาสตร์ ชอบแค่สองอย่างนี้” จากนั้นอาจารย์เดชาก็เข้ากรุงเทพฯ มาเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วสอบเข้าคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ได้อย่างใจอยากใน พ.ศ. 2501 ก่อนจะเรียนจบด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของรุ่น

ยุคนั้นเมืองไทยยังไม่มีภูมิสถาปนิกจริง ๆ โครงการออกแบบขนาดใหญ่เหล่าสถาปนิกที่มีโอกาสได้เรียนวิชาภูมิสถาปัตย์มาบ้างจะเป็นคนวางผังเอง ยุคนั้นงานออกแบบให้ความสำคัญกับอาคารเป็นหลัก ไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องการเชื่อมต่อของพื้นที่หรือทิศทางการระบายน้ำ เหมือนงานของภูมิสถาปนิกในปัจจุบัน

อาจารย์เดชาเริ่มงานในตำแหน่งสถาปนิกโท กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย เริ่มงานไม่กี่วันก็ได้วางผังศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ หัวหมาก ในยุคที่ย่านนั้นมีแต่ทุ่งนา จากนั้นก็ได้เริ่มออกแบบสวนสาธารณะในหลายจังหวัด

ศ.ดร.เดชา บุญค้ำ นักออกแบบสวนสาธารณะมือหนึ่งกับสิ่งที่เกือบได้สร้างในสวนสำคัญ ๆ

03
เขาทำถึงว่ะ

อาจารย์เดชาสมัครเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยดัง ๆ ของอเมริการาว 5 แห่ง ทั้งหมดเป็นสาขาภูมิสถาปัตย์ เพราะรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร พ.ศ. 2511 สถาปนิกหนุ่มไฟแรงจากประเทศไทยก็ได้เรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

อาจารย์เดชาเดินทางไปเตรียมตัวก่อนเรียนราวครึ่งปี วันแรกที่ไปถึงเขาลองโทรไปสมัครงานกับ บริษัทภูมิสถาปนิกชื่อ Zion & Breen Associates ซึ่งช่วงนั้นกำลังออกแบบ Pocket Park หรือสวนขนาดเล็กครั้งแรกในโลกพอดี ผลคือสถาปนิกชาวไทยได้รับการตอบรับให้มาทำงานในวันรุ่งขึ้นทันที

พอเปิดเรียน มหาวิทยาลัยก็พานักศึกษาใหม่ไปเดินป่าใน Harvard Forest และค้างคืนในนั้น เพื่อเรียนรู้ว่า ป่าเกิดมาได้อย่างไร พื้นที่ป่าขนาด 12 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไม่ถึงชั่วโมง เคยเป็นป่าเสื่อมโทรมที่ถูกตัดไม้ไปทำฟืนจนเหี้ยน ฮาร์วาร์ดเข้าไปซื้อที่ดินผืนนี้แล้วเปลี่ยนให้คืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ร้อยกว่าปีผ่านไป ที่นี่กลายเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ที่มีระบบนิเวศหลายแบบ นี่คือประสบการณ์ใหม่ในชีวิตของอาจารย์เดชา ที่สัมผัสเห็นถึงพลังของการพาธรรมชาติมาหามนุษย์

“เขาทำถึงว่ะ” อาจารย์เดชารู้สึกแบบนั้น

นั่นเป็นช่วงเดียวกับที่เขาได้อ่านหนังสือเรื่อง Silent Spring ของ Rachel Carson ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อความสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และการทำงานของอาจารย์เดชาในเวลาต่อมา

“เมื่อก่อนเวลาพูดถึงระบบนิเวศ ผมมองว่าเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ซึ่งไม่น่าสนใจเท่าไหร่ จนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ คนเขียนเป็นนักเคมี เขียนเมื่อ ค.ศ. 1950 กว่า ๆ เกี่ยวกับเมืองที่วันหนึ่งต้นไม้เขียวขจี แต่ไม่มีนก น้ำใส่แจ๋ว แต่ไม่มีปลาสักตัว ถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิปกติจะมีแมลงบินว่อน มีนก มีปลา มีเด็กวิ่งเล่นในสนาม ผู้คนรื่นเริง แต่ตอนนี้คนในหมู่บ้านหายไปหมดแล้ว ค่อย ๆ ตายทีละคนสองคน เพราะผลของสารเคมีที่ปล่อยจากโรงงานต่าง ๆ”

04
สวนสาธารณะไม่ได้มีไว้แค่ดู

พ.ศ. 2514 อาจารย์เดชาเรียนจบกลับมารับราชการเป็นสถาปนิกสังกัดกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย และร่วมร่างหลักสูตรและก่อตั้งภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2520 โดยย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำตั้งแต่ พ.ศ.2517 จากนั้นก็ได้ออกแบบสวนสาธารณะสำคัญ ๆ อย่างต่อเนื่อง

“เมื่อก่อนคนไม่ค่อยไปสวนสาธารณะกันหรอก เพราะบ้านมีที่เยอะแยะ คนที่ไปคือคนที่อยู่ในที่แออัดกับคนต่างชาติ แต่หลัง ๆ คนไทยเริ่มใช้มากขึ้น เอาจักรยานไปขี่ ไปวิ่งกันเป็นเรื่องปกติแล้ว”

อาจารย์เดชาเชื่อว่า แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแต่หลักการออกแบบสวนสาธารณะยังเหมือนเดิม เริ่มจากการนิยามคำว่า ‘สาธารณะ’ ถ้าเป็นสวนขนาดย่อม ผู้ใช้คือคนละแวกนั้น ต้องดูว่าเขาเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ฐานะเป็นอย่างไร พฤติกรรมเป็นอย่างไร ต้องการอะไร อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาผ่อนคลาย เมื่อได้คำตอบก็นำมาวางผังการใช้สอยพื้นที่

“สวนสาธารณะไม่ได้มีไว้แค่ดู แต่ต้องรองรับการใช้งานอันหลากหลายของกลุ่มคนที่หลากหลาย นี่คือสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอด สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง” อาจารย์เดชายกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่าง การทำลานที่ชื่อ ‘สนามราษฎร์’ ให้คนทั่วไปเข้ามาใช้ประโยชน์ในสวนหลวง ร.๙ หรือการต่อสู้เพื่อให้ได้ทางเดินกว้าง 7 เมตรในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แทนที่จะเป็นถนน 2 เมตรอย่างที่นักการเมืองในยุคนั้นต้องการ

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

05
ผู้หญิงไม่ได้ติดล็อกเก็ตทั้งตัวนะ ติดอันเดียวก็สวยแล้ว

อาจารย์เดชาทำท่าจะลุกไปหาผังสวนเบญจสิริมาให้ดูหลายรอบ เผื่อจะทำให้ผมเห็นภาพมากขึ้น แต่ผมยกมือห้ามไว้ เพราะดูท่าจะต้องรื้อหาทั้งห้องทำงาน

สวนเบญจสิริคือสวนสาธารณะกลางเมืองที่เปิดเมื่อ พ.ศ. 2535 ถือเป็นหนึ่งในงานออกแบบสวนที่ลงตัวที่สุดของอาจารย์เดชา โจทย์สำหรับงานนี้คือสวนสาธารณะย่านกลางเมือง ซึ่งโดยปกติแล้วคนที่มาใช้สวนสาธารณะมี 2 กลุ่ม คือ Passive กับ Active

“กลุ่ม Passive คือ คนไปนั่งคุยกัน ไปเดินเล่น ให้อาหารนก หรือตั้งชมรมทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนกลุ่ม Active คือคนที่มาออกกำลังกาย ทำงานมาเหนื่อย ๆ ก็อยากมีที่วิ่ง ถ้าเป็นเด็กก็ต้องมีสนามเด็กเล่น เด็กมักจะไปกับคนแก่เพราะพ่อแม่ทำงาน ก็ต้องมีที่นั่งข้างสนามเด็กเล่นให้คนแก่ พอเด็กโตหน่อยก็มี Adventure Playground มีเชือกให้ปีน แล้วผมก็แอบใส่สระว่ายน้ำไปด้วย เพราะเด็กเมืองไม่รู้ว่าจะไปหัดว่ายน้ำที่ไหน”

อาจารย์เดชาบอกว่าลานสเก็ตที่เขาทำนั้นได้รับความนิยมถึงขนาดสวนยังสร้างไม่เสร็จ คนก็มาเล่นกันแล้ว เช่นเดียวกับสนามบาสและตะกร้อแบบล้อมตาข่าย ก็มีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ คนรวย คนจน มาเล่นด้วยกัน แน่นทุกวัน

อาจารย์เดชาแอบบ่นว่าเสียดายที่สวนในยุคหลังปลูกไม้หย่อมและพุ่มไม้ดอกมากเกินไป ผิดจากแนวทางยุคแรก

“ที่นี่ไม่ได้ออกแบบให้เป็นที่ชมไม้ดอก คนมาสวนสาธารณะเขาต้องการพื้นที่นั่งเล่น วิ่งเล่น เหมือนอาคารที่ต้องมีห้องเล็กห้องน้อยให้คนได้รวมกลุ่มเล็ก ๆ แต่ไม้พุ่มพวกนี้ทำให้คนใช้พื้นที่ได้น้อยลง แล้วก็ต้องการการดูแลรักษาเยอะ เลยต้องลดการดูแลต้นไม้ใหญ่ลง” อาจารย์นึกหาวิธีที่ทำให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น

“เหมือนกับผู้หญิง เขาไม่ได้ติดล็อกเก็ตทั้งตัวนะ ติดแค่อันเดียวก็สวยแล้ว ติดในตำแหน่งที่สำคัญ เพราะมันแพง ต้องขัด ต้องดูแล เดี๋ยวหายอีก เหมือนดอกไม้ที่มีเยอะก็ต้องระวังคนมาเหยียบ”

อาจารย์เดชาเล่าว่า แบบแรกของสวนซึ่งสร้างในยุคที่ยังไม่มีรถไฟฟ้า มีการทำสะพานลอยพร้อมทางลาดให้คนเข็นจักรยานข้ามถนนสุขุมวิทมาใช้บริการได้ด้วย แต่ไอเดียการเชื่อมต่อนั้นยังไม่เด็ดเท่าอันนี้

“ผมพยายามหาทางเชื่อมให้คนในซอยสุขุมวิท 22 มาใช้สวนได้โดยไม่ต้องเดินอ้อมไปเข้าจากถนนใหญ่ ผมเสนอให้ กทม. ซื้อตึกแถวเก่า ๆ ที่เขาประกาศขาย สักสามคูหา แล้วเจาะทะลุพื้นข้างล่างเป็นอุโมงค์มาโผล่ที่สวนเลย ตัวตึกก็ใช้เป็นที่ทำการของการสวน แต่เขาไม่ทำ เพราะงานนี้มันรีบมาก”

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

06
แนวคิดของเขาก็ดีนะ

สวนเบญจกิติเป็นผลงานอีกชิ้นของอาจารย์เดชาที่มีเรื่องเล่ามากมายเหลือเกิน

อาจารย์เดชาเป็นผู้วางผังหลักของสวนที่มีพื้นที่กว่า 400 ไร่ ผืนนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 แบ่งการทำงานออกเป็น 2 เฟส เฟสแรกคือสวนที่มีทางวิ่งรอบสระน้ำริมถนนรัชดาภิเษก เขาเป็นผู้ออกแบบ แต่ก็ถูกปรับแบบเล็กน้อยโดยผู้ที่เข้ามาดูแลต่อ ส่วนนี้เปิดใช้งานเมื่อ พ.ศ. 2547

สวนในเฟสที่สอง ประกอบด้วยสวนประติมากรรม ที่จะเอางานประติมากรรมชิ้นดังที่ได้รางวัลมาจัดแสดงในสวน มีโซนที่เป็นป่าดงดิบให้คนเข้าไปเดินเล่นได้ เกิดเหตุอะไรก็ยังมองเห็นได้ เพราะพื้นที่ไม่ได้ใหญ่ ส่วนของอาคารโรงมวนบุหรี่สูง 15 เมตร ก็ทุบด้านในออก แล้วเปลี่ยนเป็นสนามกีฬาในร่ม กับอาคารที่ทำการ แล้วก็ยังมีลานโล่งสำหรับใช้จัดงาน ทำตลาดหรือจอดรถได้

“มีพื้นที่จุดหนึ่งยาว ๆ เหมือนสนามกอล์ฟพาร์ 5 ตรงปลายสนามผมออกแบบให้เอาเศษซากตึกที่ทุบ ขยะแข็งทั้งหลาย รื้อถอนแล้วไม่รู้จะทิ้งที่ไหน ก็มาทิ้งตรงนี้ แล้วถมดินให้เป็นภูเขาลาดลง ให้คนขึ้นไปวิ่งเล่นได้ เวลามีชุมนุมคนก็นั่งฟังปราศรัยได้” อาจารย์เล่าวิธีจัดการการรื้อถอนตึกที่น่าสนใจมาก

“มาสเตอร์แปลนอันนี้ดีมากนะ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนคนดูแล เขาก็เอาไปเปลี่ยน ยุคหนึ่งนายกฯ อยากสร้างหอคอยสูงลิบ แล้วข้างบนใช้กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่โดนกระแสคัดค้าน อีกยุคหนึ่งมองว่าพื้นที่สีเขียวเยอะไป อยากเอาไปทำศูนย์การค้า ก็มีคนด่า พอเปลี่ยนรัฐบาลก็ล้มไป สุดท้ายเขาเอาแบบไปให้ใครไม่รู้ทำต่อ” อาจารย์เดชาเล่าต่อว่า หลังจากนั้นพื้นที่นี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนรายละเอียดอีกหลายรอบ

แล้วก็มาจบลงตรงที่สวนในเฟสสอง ถูกแบ่งก้อนแรกออกมาทำก่อน เป็นสวนที่วางถนนเป็นตาราง ซึ่งต่างจากมาสเตอร์แปลน

นั่นจึงนำมาสู่การประกวดแบบเพื่อหาผู้ที่จะมาออกแบบส่วนที่เหลือ ผู้ที่ชนะคือ สถาบันอาศรมศิลป์ ด้วยแนวคิดทำสวนให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่บางส่วนของสวนป่าเบญจกิติก็เปิดให้คนเข้าไปใช้งานได้แล้วตั้งแต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา

“แนวคิดพื้นที่ชุ่มน้ำของอาศรมศิลป์เขาทำได้ดีนะ ไปได้ไกลกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย คนก็ดูจะชอบกันเยอะนะ เห็นแชร์กันเยอะเลย” นักออกแบบสวนในตำนานพูดถึงสวนที่ดังที่สุดในตอนนี้

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

07
ไปซื้อฟืนในอนาคตมาทำไม

นอกจากงานออกแบบสวนสาธารณะ อีกบทบาทของอาจารย์เดชาที่ชัดเจนมากก็คือ การส่งเสริมงานรุกขกรรมในทุกมิติร่วมกับกลุ่ม Big Tree

“ผมรู้จักงานรุขกรรม หรือการตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ครั้งแรกตอนไปเรียนเมืองนอก พอต้นไม้ผุเขาก็หาอะไรมาอุด ทำแผลให้สวย ต้นไม้ป่วยก็รักษา ผมก็เลยเอาการศัลยกรรมต้นไม้มาใช้ในเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2515 เริ่มจากงานปรับปรุงสวนลุมพินี และดูแลต้นมะขามรอบสนามหลวง”

ผู้บัญญัติศัพท์คำว่ารุกขกรรมเล่าต่อว่า ในรอบเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เขาทั้งเขียนบทความ บรรยาย จัดอบรมการดูแลต้นไม้ใหญ่อย่างถูกต้องให้กับภาครัฐ ไปจนถึงช่วยร่างหลักสูตรรุกขกรรมให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้

“ช่วง พ.ศ. 2515 กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยต้นกระถินณรงค์” อาจารย์เดชาเล่าถึงต้นไม้ยอดฮิตที่นิยมปลูกข้างทางในแต่ละยุคสมัย “ก่อนหน้านั้นขุนณรงค์ชวนกิจเอาต้นกระถินณรงค์จากออสเตรเลียมาปลูกทั่วกรุงเทพฯ เพราะมันโตเร็ว ในสวนจิตรลดาก็ปลูกเต็มเหมือนกัน พอออกดอกแล้วข่าวว่าพระราชินีท่านแพ้ เลยตัดออกหมดเลย เป็นต้นที่โตมาแล้วเก้งก้าง ตัดแต่งแล้วไม่ค่อยสวย เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นแล้ว”

จากนั้นก็มาถึงยุคของต้นหลิว ซึ่งตอนนี้เหลือน้อยมาก ตามมาด้วยต้นชมพูพันทิพย์ที่ เชาวน์วัศ สุดลาภา ผู้ว่าฯ กทม. ระดมปลูกเพื่อฉลอง 200 ปี กรุงเทพฯ ใน พ.. 2525 ถัดจากนั้นก็เป็นยุคของพญาสัตบรรณ ซึ่งกลิ่นหอมฉุนของดอกทำให้ถูกตัดทิ้งไปเยอะมาก แล้วก็เป็นยุคของไม้โตเร็วฟอร์มแปลกอย่างหูกระจง จนถึงต้นมะฮอกกานี ประดู่ นนทรี ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน

นอกจากเลือกต้นไม้มาปลูกแล้ว เราต้องตัดแต่งให้เขาอยู่ได้ เวลานี้งานรุกขกรรมคือสิ่งที่กำหนดการดำรงชีวิตของต้นไม้ในเมือง ถูกรถชนบ้าง ถูกตัดผิด ๆ บ้าง ระบบรากมีปัญหาบ้าง ถ้าไม่เข้าไปช่วย ต้นไม้มีโอกาสตายสูง”

ถึงแม้ว่าอาจารย์เดชาจะสนับสนุนการรักษาชีวิตต้นไม้ใหญ่อายุยืน แต่เขาไม่สนับสนุนการจัดสวนด้วยการ ‘ล้อมต้นไม้’ อายุมากมาจากที่อื่น

ถ้าคุณออกแบบโครงการที่ต้องการเห็นต้นไม้ใหญ่ทันทีที่เปิด ก็คงต้องล้อมมา แต่ถ้าคุณไม่รีบมาก ผมอยากให้คุณเอาต้นไม้เล็กมาปลูก เผลอแป๊บเดียวก็โตกว่าต้นใหญ่ที่คุณล้อมมาแล้ว ต้นไม้อายุมาก ๆ มันมีชีวิตอยู่ตรงเปลือกแค่หน่อยเดียวเองนะ รากก็แตกไปทางแนวนอน ไม่ลงลึก เซลล์ก็ไม่ไหวแล้ว คุณจะไปซื้อฟืนในอนาคตมาทำไม แต่ต้นไม้ใหม่ ๆ มีชีวิตเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ โตเร็วมาก

เหมือนผมกับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งยืนคู่กัน ถ้าเปรียบเป็นต้นไม้ คุณควรเอาเด็กไปปลูกนะ ไม่ใช่ผม”

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

08
ทักษะมนุษย์ คือทักษะวิชาชีพของสถาปนิก

อาจารย์เดชาขอตัวรับสายโทรศัพท์สักครู่ พอวางสายไป เจ้าของรางวัลสถาปนิกดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงานจากหลายสถาบันบอกว่า ช่างโซลาร์เซลล์โทรมานัดว่าพรุ่งนี้จะเข้ามาซ่อม ซึ่งมันก็สมควรแก่เวลา เพราะบ้านหลังนี้ติดแผงพลังงานแสงอาทิตย์มาเกือบ 20 ปีแล้ว

เมื่อถามถึงคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่ภูมิสถาปนิกที่ดีควรมี คำตอบก็มาทันที

หนึ่ง ฝีมือ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าข้อสอง” อาจารย์เว้นจังหวะให้เดา “คุณต้องมีทักษะมนุษย์ คุณจะสัมพันธ์กับคนอย่างไร นี่ถือเป็นทักษะวิชาชีพนะ งานหนึ่งชิ้นเราต้องทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก ทำยังไงถึงจะทำงานกับทุกคนได้ ไม่ใช่เจ้าของงานให้แก้ก็ไม่แก้ แล้วไปหาว่าเขาโง่ หรือทำงานไปแล้วคนอื่นหาว่าเราหยิ่ง ชิ้นต่อไป เขาก็ไม่ให้เราทำแล้ว คุณต้องมีทั้งฝีมือและมนุษยสัมพันธ์”

แล้วถ้าเป็นคนที่ตัดสินใจในการอนุมัติแบบล่ะ เขาควรจะมีหลักคิดในการพิจารณาอย่างไร ถึงจะได้งานที่ดี

“ขอให้เชื่อนักออกแบบที่เป็นภูมิสถาปนิก” อดีตนายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ซึ่งในความเป็นจริง ผู้พิจารณาแบบจำนวนมากไม่ค่อยเชื่อ เพราะคิดว่าการวางผังจัดสวนใคร ๆ ก็ทำได้ สวนที่บ้านเขายังออกแบบเองได้เลย

“ถ้าเป็นสวนที่บ้านของเขา จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ อย่างบ้านผม หลานจะขุดบ่อปลา ก็ปล่อยเขาขุดไป แต่สวนสาธารณะต้องตีโจทย์ให้แตก ใครคือคนใช้ คนกลุ่มไหน ฝรั่ง จีน ไทย แขก มอญ ก็พฤติกรรมต่างกัน รวยจนก็ใช้ไม่เหมือนกัน คำสำคัญคือ ต้องหลากหลาย ต้องใช้งานได้จริง ต้องดูแลรักษาง่าย และต้องปลอดภัย”

อาจารย์เดชาเล่าเรื่องการเปลี่ยนแบบมากมายที่เขาเคยโดน เช่น อยู่ดี ๆ ก็สั่งให้ทำบ่อรูปดาวในพื้นที่ โดยไม่รู้ว่าจะขวางทางระบายน้ำจนน้ำท่วม หรือการลดขนาดทางเดินในสวนจาก 7 เมตรเหลือ 2 เมตร ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้งานอย่างมหาศาล รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่มันอาจจะกระทบต่อชีวิตของสวนเลยด้วยซ้ำ

“ถ้าคุณอยากได้อะไร คุณก็บอกภูมิสถาปนิก แล้วคุณก็เชื่อเขาเถอะ” อาจารย์เดชาทิ้งท้ายถึงผู้ที่กำลังทำงานร่วมกับภูมิสถาปนิกทุกคนในสิ่งที่เขาเชื่อมาตลอด

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พลอย จริยะเวช เป็นนักเขียน นักวาด นักออกแบบ

ล่าสุด เธอบอกว่า ตอนนี้เธอมีอาชีพใหม่คือทำจานขาย เป็นการนำศาสตร์ทุกอย่างที่เธอเชี่ยวชาญมาผสมผสานจนออกมาเป็นจาน ชาม หลากหลายรูปแบบ

เธอว่า จานของเธอไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นงานสุนทรียะ

แล้วเธอก็ไม่ได้วางขายธรรมดา แต่นำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการร่วมกับภาพวาด โดยมีฉากหลังเป็นชีวิตของเธอในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หลังจาก ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช คุณพ่อของเธอเสียชีวิต

พลอยบอกว่างานนี้คือ พระอาทิตย์ 1 ใน 4 ดวงของเธอในปีนี้

เธอตั้งชื่องานนี้ว่า Salute to the Sun จัดแสดงจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2565 ที่แกลอรี่ Madi Bkk ปากซอยเจริญกรุง 43

เรานัดคุยกันที่แกลอรี่ในวันก่อนเปิดงานสุริยาคารวะ

มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝนสีเทาเข้ม ดูท่าวันนี้คงยังไม่มีแดด

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

01
อาชีพใหม่

ก่อนจะเริ่มบทสนทนาเรื่องงาน ผมขออนุญาตสวมบทบรรณาธิการถามไถ่ถึงต้นฉบับคอลัมน์ ‘บ้านเพื่อน‘ สักหน่อย เพราะในรอบ 3 ปีนี้ เธอส่งงานมา 2 ชิ้นเท่านั้น ปีแรกเธอบอกว่า ขอลาไปเขียนหนังสือ What is the good life? ปีที่สอง เธอลาไปทำงานเซรามิก ส่วนปีนี้ ผมกำลังรอฟังคำตอบ

“ปีที่แล้วไม่มีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กออก รายได้หลักไม่มี เลยต้องคิดหาอาชีพใหม่” พลอยหัวเราะยาวเมื่อเล่าถึงเวลาที่หายไปในปีนี้

พลอย จริยะเวช คือนักเขียนที่เลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสือมาร่วม 2 ทศวรรษ รายได้หลักของเธอคือค่าลิขสิทธิ์จากการแปลและเขียนหนังสือ ช่วงหลัง ๆ เธอเริ่มได้ค่าลิขสิทธิ์จากการนำลายเส้นไปผลิตสินค้าซึ่งจ่ายเป็นรายปี และมีรายได้จากการไปออกอีเวนต์ เห็นเธอเป็นนักเขียนแนวไลฟ์สไตล์แบบนี้ แต่เธอมีวินัยทางการเงินดีเยี่ยม

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

“เราเป็นคนมองรายได้เป็นปี ปีต่อปี ถ้ามีรายได้เท่านี้ ก็ไม่ควรให้ลดต่ำกว่านี้ ปีที่แล้วมีช่วงที่ไม่ได้ทำงานเขียน ก็ได้ไปออกแบบคอลเลกชันให้ JYSK หรือรับงานวาดให้ร้านกับข้าวกับปลาที่เขารีแบรนด์ใหม่ แล้วก็มีคนซื้อรูปเอาไปทำลวดลายบนของต่าง ๆ

“ช่วงนี้ไม่ได้ออกหนังสือ เลยขาดรายได้ก้อนหลัก ก็เลยเอาเวลาไปทำโปรดักต์ของตัวเอง ไปทำจานขาย เราขายจานเป็นอาชีพมา 4 ครั้งแล้ว เราวางแผนว่าไตรมาสนี้ดิฉันจะหาเงินจากการจำหน่ายจาน อยากทำให้เป็นอาชีพ” เธอระบุเหตุผลในใบลาถึงบรรณาธิการไว้เช่นนี้

02
หนังสือเล่มใหม่

ผมได้ยินพลอยบ่นถึงความโหดหินตอนเขียนเรื่อง What is the good life? อยู่บ่อย ๆ ก็เลยเข้าใจดีว่า การเขียนหนังสือเล่มต่อมาย่อมต้องใช้เวลา และใช้พลังมากขึ้นไปอีก

“ยากที่สุด” พลอยพูดถึงการเขียนหนังสือเล่มล่าสุด “มีคนตีตราว่า Good life เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในชีวิตเรา นี่คืออนุสาวรีย์ของเธอ จะสร้างอะไรได้ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกหรือ ตอนเขียน Good life โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ) เขาเป็นจอมทิ้งถังขยะเลย เขาปฏิเสธทุกบท กว่าจะได้ออก เขาทิ้งถังขยะไป 4 รอบ พูดถึงขนาด เธอหยุดเขียนก่อนไหม ถ้าจะเค้นกันขนาดนี้ เพราะพลังข้างในของเราไม่ดีเลย

“แต่เล่มนี้แปลก เขาชอบทุกบท พอส่งต้นฉบับแล้วก็ไลน์คุยกัน เขาอ่านแล้วก็เขียนลายมือมาหนึ่งหน้า A4 ว่าชอบบทนี้ยังไง แล้วถ่ายรูปส่งมาทางไลน์ ยุคหินไหม” พลอยหัวเราะเมื่อเล่าถึงวิธีสื่อสารกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่อยู่เชียงดาว

“ทำหนังสือกับโญมา 3 เล่ม เลือดตาแทบกระเด็นทุกเล่ม แต่เล่มนี้แปลกมาก ไม่มีอะไรไม่ผ่านเลย เขาชมแบบ โห เกิดมาไม่เคยได้คำชมแบบนี้”

เธอพูดถึงเนื้อหาข้างในว่า หนังสือทั้งหมดที่ผ่านมาเธอเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ‘ข้างนอก’ หรือ Outer World แต่เล่มนี้จะมีความเป็น ‘ข้างใน’ หรือ Inner World แบบที่ไม่เคยเขียนมาก่อน ซึ่งคนอ่านทำความเข้าใจตามได้ไม่ยาก

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

พลอยเปรียบว่า ถ้าเธอเป็นนักร้อง ปีนี้เธอตั้งใจจะออก 4 ซิงเกิล งานนิทรรศการ Salute to the Sun คือซิงเกิลที่ 2 ซึ่งเธอเอาคำนำและรูปประกอบจากหนังสือมาใช้ก่อน พอปล่อยหนังสือออกมาเป็นซิงเกิลที่ 4 คนก็จะเข้าใจว่า ทำไมงานทั้งปีของเธอถึงเป็นแบบนี้

“งงไหม” เจ้าของโปรเจกต์ถาม

“งง” ผมตอบทันที แต่ผมจะเชื่อว่าเข้าใจเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของพลอย (ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีชื่อ) ช่วงเดือนตุลาคมปีนี้

03
นักวาด

คนส่วนใหญ่รู้จัก พลอย จริยะเวช ในฐานะของนักเขียนมากกว่านักวาด

แต่เธอวาดมานานพอ ๆ กับเขียน

ช่วงที่เธอสอบเทียบได้วุฒิ ม.6 มาตั้งแต่ ม.5 คุณพ่อบอกว่าไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว แต่ส่งไปเรียนคอร์สต่าง ๆ ของ British Council กับ AUA รวมถึงเรียนเพนต์กระเบื้องกับน้านิด คุณครูมองว่าลูกศิษย์สาววัย 19 ปีไม่ค่อยมีสมาธินัก เลยเน้นสอนให้ใช้พู่กันทุกขนาดจิ้มสีแล้วปาดให้เป็นกลีบดอกไม้ นั่นเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้พลอยชำนาญการใช้พู่กัน

“พอจบปริญญาตรี เราไปเรียนต่อที่ออสเตรีย บ้านที่ไปอยู่ด้วยเขาเป็นศิลปิน เขาสอนเราวาดรูปทุกคืนแลกกับการพูดคุยเรื่องพุทธศาสนา ซึ่งเราไม่มีความรู้เลย สอนไปสักพักเขาก็ส่งเราไปเรียนในโรงเรียนภาคค่ำ ไปถึงก็มีนางแบบนอนเปลือยบนโต๊ะให้วาด เราเลยเรียนวาดรูปควบคู่ไปกับการจัดการการท่องเที่ยว”

จากนั้นพอกลับมาเมืองไทย เข้าสู่วงการนักเขียน เธอก็ยังวาดรูปทำภาพประกอบไปด้วย จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

“เราได้ไปแสดงงานที่ไหนสักแห่ง แล้วโญบอกว่าให้เลิกวาดสีน้ำมัน ให้วาดแต่พู่กันจีน ก็เลยมาทางนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ได้วาดภาพประกอบคอลัมน์ของโญใน GM ตอนนั้นเขาอยู่ปักกิ่ง เรื่องที่เขียนมาก็อีโรติกมาก เลยได้วาดแต่รูปโป๊” พลอยหัวเราะกับงานพู่กันจีนเซ็ตแรก ๆ ของเธอ

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งคือมีแบรนด์เครื่องกระเบื้องฝรั่งเศสเอารูปวาดของเธอไปใช้ แล้วขายในงาน Maison d’Objet ที่ปารีส เขาบอกว่างานเรามันมีความหมวย ๆ แหม่ม ๆ ระบุชาติไม่ได้ แล้วก็ได้ร่วมงานกับ Noritake แบรนด์เครื่องกระเบื้องเก่าแก่ของญี่ปุ่นในลักษณะเดียวกัน

“พอลายเส้นเราอยู่บนของ ก็เห็นว่ามันไม่ใช่แค่วาดเล่น ๆ แต่ทำมาหากินได้ เป็นอาชีพได้ อาจเป็นด้วยลายเส้นเรามีพลัง หรือถ่ายรูปขึ้นก็ไม่รู้ อินทีเรียชอบซื้อไปแต่งโรงแรม ก็เลยมีคนเห็นงานเราเยอะขึ้น แล้วก็ติดต่อมาเรื่อย ๆ”

04
กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม

“ไม่รอแบรนด์มาจ้างแล้ว ทำขายเองเลยดีกว่า” พลอยหัวเราะเมื่อพูดถึงความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีรายได้จากการออกหนังสือ

จุดเริ่มต้นมาจาก สิโรตม์ จิระประยูร เจ้าของร้านหนังสือ The Papersmith ชวนพลอยมาเทกโอเวอร์ร้าน 1 เดือน ให้เลือกหนังสือเข้าร้านเอง พร้อมกับโจทย์ที่ว่า “อยากทำอะไรก็ทำ”

“ทั้งชีวิตคิดว่าสิ่งที่เราต้องอยู่ด้วยคือ กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม มันเป็นสิ่งที่อยู่ในสำเภาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เราชอบแล้วก็ได้ทำทั้ง 3 อย่าง งานนี้ก็เลยจับมารวมกัน เราได้ทำฉลากน้ำหอมให้เทวารัณย์สปาพอดี เราเลือกหนังสือเข้าร้านเป็นธีมฤดูร้อน เกี่ยวกับการเดินทาง สีส้ม สีเขียว ก็เลยอยากทำจานชามเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเป็นสีส้ม สีมะนาว แนวนี้

“เรามีภาพการจัดงานถ่ายรูปอาหารเช้า I love breakfast มา 20 – 30 ปี จนเป็นกิจวัตร เป็นลายเซ็นของเราไปแล้ว ทุกคนรู้ว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเช้า เราก็คิดว่า คนอยู่คอนโด โต๊ะอาหารเล็กแค่นี้ ขนาดของจานชามควรจะแค่ไหน ซื้อไปแล้วต้องคุ้มใช้งานได้หลายอย่าง จับคู่อย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งเซ็ตเพราะเราไม่ใช่คุณนายผู้ร่ำรวย นั่นคือพื้นฐานในการคิดงานของเราที่ของชิ้นเดียวต้องมีหลายฟังก์ชัน งานนั้นก็เลยมีสรรพสิ่งที่เรารักมาอยู่รวมกันในบรรยากาศของร้านหนังสือที่ดิฉันก็รักมาก”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

ผลตอบรับของการขายจานครั้งแรกในชีวิตของพลอยก็คือ จาน 30 ใบ ขายหมดเกลี้ยงใน 2 ชั่วโมง

ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 เธอเพิ่มจำนวนจานขึ้น แต่ก็ยังหมดภายใน 2 ชั่วโมงเหมือนเดิม

06
พระอาทิตย์ 4 ดวง

Salute to the Sun คือการขายจานครั้งที่ 4 ที่มีความเป็นนิทรรศการมากกว่าครั้งก่อน ๆ เจ้าของแกลอรี่ Madi Bkk ชวนพลอยมาแสดงงาน 20 วัน โดยมีข้อแม้ว่า จะจัดส่งจานให้ผู้ซื้อเมื่อจบงานแล้ว พลอยใช้เวลา 2 เดือน ทำงาน 111 ใบ มาแสดงร่วมกับภาพวาดซึ่งเป็นภาพประกอบหนังสือเล่มใหม่ เธอมองว่า นี่คือพระอาทิตย์ดวงที่ 4 ในปีนี้ของเธอ

“เราเปิดตัวพระอาทิตย์ดวงแรกของปีนี้ด้วยการทำงาน ‘Here Comes The Sun Tableware Collection by พลอย จริยะเวช’ เป็นชุดปิกนิกและกระเป๋าที่หิ้วไปนอกบ้านได้ ใช้ในบ้านก็ได้ ประมาณ 9 ชิ้น เป็นงานการกุศลทำให้มูลนิธิรามาธิบดีฯ คนชอบเยอะมาก ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครแท็กอะไรใน IG Story เยอะขนาดนี้มาก่อน คำว่า Here Comes The Sun ก็มาจากในหนังสือ

“พระอาทิตย์ดวงที่ 2 คือ Salute to the Sun รู้สึกว่าพระอาทิตย์มาแล้ว ฉันต้องคารวะแล้ว ดวงที่ 3 คือ Sunlit My Bag เหมือนจิตใจที่โดนพระอาทิตย์ส่อง

“เดือนตุลาก็ออกหนังสือ เป็นพระอาทิตย์ดวงที่ 4 เอาคำนำมาใช้กับงานนี้ด้วยคือ The Sun Is New Each Day ทุกโควตในเล่มเป็นของคนเดียวคือ Heraclitus เป็นนักปราชญ์กรีก พอเขียนหนังสือเสร็จก็อยากให้พ่อช่วยตรวจการบ้าน เราไปเปิดกล่องที่พ่อเตรียมการสอน มีการ์ดต่าง ๆ ซึ่งหลังจากเขียน Good Life ไม่เปิดเลยนะ ก็ลองจับออกมาแบบไพ่ยิปซี ได้การ์ดที่พอเขียนว่า ‘Heraclitus พุทธ-เต๋า’ เฮ้ย! ฉันมาถูกทางแล้ว คอลเลกชันปีนี้ต้องเป็นพระอาทิตย์ เหมือนจะบังเอิญ แต่ได้รับการ Approve แล้วว่าเลือกคนถูก”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

เนื่องจากคราวนี้แสดงงานในแกลอรี่ที่มีขนาดใหญ่ ถ้ามีแต่จานอาจจะเอาไม่อยู่ พลอยก็เลยแสดงจานร่วมกับภาพวาด ซึ่งเป็นภาพประกอบหนังสือเล่มใหม่ที่เธอเขียนไว้เป็นร้อย ๆ ภาพ

“ระหว่างเขียนเล่มใหม่ต้องอ่านหนังสือไป 30 เล่ม ไม่เคยอ่านหนังสือเยอะขนาดนี้มาก่อน ช่วงที่อ่าน ไม่รู้ทำไมต้องวาดไปด้วย เล่มไหนเครียด ๆ วาดคล่องมาก ทุกอย่างลงตัว พาไปสู่พระอาทิตย์ดวงที่ 4 ของเรา”

05
ทำ ลาย จาน

2 สัปดาห์ก่อน ผมตามพลอยไปดูเธอทำงานชุดนี้ที่บ้านกึ่งสตูดิโอของ แจน-กษริน กฤษณมิษ เพื่อนรุ่นพี่ตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมอุดมฯ งานเซรามิกไม่ใช่ของแปลกสำหรับพลอย เพราะตอนที่เธอแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2536 เธอใช้เตาเผาเซรามิกของตัวเอง ทำจานกระเบื้องรองแก้วเป็นของชำร่วยวันแต่งงาน ซึ่งงานนั้นเธอวาดด้วยมือทุกใบ

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

แต่รอบนี้เธอมีตัวช่วยที่เรียกว่าดีแคลส์ (Decals) อธิบายง่าย ๆ ก็คือสติกเกอร์ Tattoo ที่เปลี่ยนจากการแช่น้ำแล้วติดตามตัวเป็นติดลงจาน พอเอาเข้าเตาเผา ก็จะกลายเป็นลวดลายถาวร พลอยเอาลายเส้นของเธอจากหนังสือเล่มล่าสุดไปสั่งทำเป็นดีแคลส์มาใช้สำหรับงานนี้

“ถ้าใช้แต่ดีแคลส์ ทุกใบก็จะเหมือนกันหมดเป็นอุตสาหกรรม ถ้าอยากคราฟต์มือ ต้องเพิ่มอะไรลงไป เราก็เลยเลือกเขียน Calligraphy เป็นโควตบวกกับใช้คลังคีแคลส์วินเทจของพี่แจน เอามารวมกันกลายเป็นงานคราฟต์ชิ้นใหม่ ที่งานทุกชิ้นมีชิ้นเดียว”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง
ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

พูดจบพลอยก็พาเดินไปดูคลังถ้วยชามรามไหสีขาวล้วนทุกประเภท ทุกขนาด จำนวนน่าจะแตะพันใบ แล้วก็ชี้ให้ดูคลังคีแคลส์วินเทจจากหลายยุค หลายประเทศ หลายสไตล์ เธอประมาณจำนวนว่าน่าจะหลายหมื่นชิ้น

เธอหยิบดีแคลส์ภาพจากหนังสือเล่มล่าสุดมาให้ดู

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

“ปกติใช้หมึกวาด สีจะเท่ากันตลอด เราเป็นพวกเส้นชัด ๆ เห็นได้จากร้อยเมตร แต่เล่มนี้เราวาดด้วยเทคนิคใหม่คือน้ำซึม ไปเรียนมาจากญี่ปุ่น หัดใช้น้ำแล้วให้หมึกวิ่งไปตามน้ำ ตอนไปโรงกระดาษเวฬุวันที่ลำปาง เจ้าของก็สอนเทคนิคเดียวกันนี้อีก มันคงใช่แล้วหละ”

07
สุริยวิถี

กลับมาที่นิทรรศการ พลอยบอกว่างานนี้เธออยากเล่าถึงการมีอยู่หรือการไม่มีอยู่ของแสงอาทิตย์ เห็นว่ามันค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปอย่างไร จากจุดที่มืดที่สุด ซึ่งเธอเรียกว่า สภาวะแดดดับ ในคืนที่คุณพ่อของเธอเสียชีวิต 1 ปีหลังจากนั้นเธอก็ยังมีสภาพรุ่งริ่งอยู่

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

จุดเริ่มต้นของงานนี้อยู่ที่บันไดขึ้นชั้นสอง เป็นจุดที่มืดที่สุดในงาน ภาพเดียวที่เธอเลือกมาวางคือ May the Force be with You เป็นภาพผู้หญิง 6 คนยืนจ้องผู้ชม

“ภาพนี้อยู่ปกด้านในของหนังสือเรื่อง Italy Crafted โญเอาลายนี้ไปทำกระเป๋า แล้วก็มีคนเอาไปทำกางเกงขายซึ่งขายหมดในพริบตา พี่แจะ It’s happened to be a closet ก็เอาไปตัดเป็นเดรสให้ ไม่มีใครรู้นะว่า รูปนี้เราวาดในวันที่เศร้าที่สุดในชีวิต ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหน ตอนนั้นรู้สึกว่ามืดมาก

“เราวาดในคืนที่พ่ออยู่ในห้องไอซียู อยู่ดี ๆ ก็วาดรูปนี้ ขนาดใหญ่มาก ๆ ไม่รู้ด้วยว่าผู้หญิง 6 คนนี้เป็นใคร เราเชื่อว่าทุกคนมี Guardian Angel หรือแม่ซื้อประจำตัวอยู่ เราอาจจะอยากได้รับพลังจากแม่ซื้อ หรือไม่ก็อาจจะเป็นแรงผลักในใจที่เราอยากรอด คนที่ดูก็รู้สึกถึงพลังบวกที่ได้จากรูป เรารู้สึกว่านี่คือแหล่งรวมพลังที่เขาจะปล่อยพลังจากในตัวของคุณเองออกมาให้”

หลังจากที่พลอยหลุดพ้นจากสภาวะนั้นมา ก็ค่อย ๆ เห็นแดด

เธอพาเราเดินขึ้นไปสู่ชั้นสอง โซนกลางห้องเป็นช่วงที่เธอเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ เธอเรียกช่วงเวลานั้นว่า ‘สภาวะเต่า’ เหมือนอยู่ในน้ำแล้วได้ว่ายน้ำกับพ่อ และเมื่อมองผ่านน้ำขึ้นมาเห็นแดด ก็เป็นความงามแบบหนึ่ง

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“ช่วงนั้นวาดแต่เต่า เหมือนเราต้องอยู่ในกระดอง เราอ่อนแอมาก พอเขียน Good Life เสร็จ นึกว่าจะหาย แต่ไม่หาย เรายังไปร้องไห้ที่บ้านของคนที่ไม่สนิท ใครพูดถึงพ่อนิดเดียวเราจะร้องไห้ไปเป็นวัน ๆ เดินร้องไห้คนเดียวกลางห้าง” เธอเรียกพื้นที่นี้ว่า The Big Blue ตามชื่อหนังในยุค 80 ซึ่งเกี่ยวกับทะเลและปลาตรงกับงานของเธอ

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

ผนังหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดในงานก็คือ โซน Morning Has Broken พื้นที่จานชามและอาหารเช้าของเธอ

“ต้องอัญเชิญเขามาหน่อย เพราะมื้อเช้าอยู่กับเรามานาน เราคารวะพระอาทิตย์มาตลอด 20 ปี ด้วยการจัดสำรับ เราบอกทุกคนว่าเป็นการเจริญสติในแบบของเรา แดดเช้ามีอิทธิพลกับเรามาตลอด เหมือน The Sun is New Each Day ทุกสิ่งมันเริ่มได้ทุกวัน มีความหวังทุกวัน จากตรงนี้ฉันพร้อมจะออกไปสู่โลกภายนอกแล้วก็เลยเป็นโซน Dancing in the Sun”

พลอยอธิบายต่อว่า หลังจากเขียนหนังสือจบ เธอก็ขอออกห่างหนังสือสักพัก เลยดูซีรีส์แบบบ้าคลั่งทุกแนว เป็นช่วงที่เธอบอกว่าดูซีรีส์เยอะสุดในชีวิต เรื่องที่ถูกชะตาเธอที่สุดก็คือ Stranger Things ที่ชวนให้นึกถึงช่วงวัยรุ่นสุดหรรษาของตัวเองที่ตรงกับช่วงเวลาในเรื่องพอดี เธอไปได้ตู้ไม้เก่ามาใบหนึ่ง แทนที่จะขายถ้วยเป็นใบ ๆ ชิ้นนี้เธอขายทั้งตู้ โดยตกแต่งด้านในตู้ด้วยวอลเปเปอร์ลายวินเทจในคลังของเธอ เป็นลายเดียวกับฉากในบ้านพ่อของเด็กซึ่งเป็นบรรณาธิการ แล้วก็เขียนคำจากในเรื่องลงไปว่า Friends Don’t Lie

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“มันเป็นความเริงร่าแบบไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ จากเริงร่าแบบสีแดง ก็วนมาเริงร่าแบบสีฟ้า ซึ่งเป็นเหมือนพื้นล่างของเรา เหมือนเราตีความการมองแสงอาทิตย์ด้วยการอยู่ในสภาวะต่าง ๆ”

08
Mandala

“ขอเปิด Mandala ก่อนนะ” พลอยเอามือควานลงไปในกระเป๋าผ้า ก่อนตอบคำถามสำคัญว่า พระอาทิตย์ดวงนี้สำคัญกับเธอยังไง “เรามีคอนเทนต์เยอะมาก เราเอามาเล่าผ่านคอนเซ็ปต์ ซึ่งทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยสุนทรียะ นั่นคือสิ่งที่เราค้นพบจากพระอาทิตย์ดวงใหม่”

พลอยบอกว่าช่วงหลังเธอคิดทุกอย่างแบบวงกลม เป็น Mind Map ที่อยู่ในกงล้อ ซึ่งหลายคนเรียกว่า Mandala

“มีคนมาจ้างให้ทำคอนเซ็ปต์ที่พักขนาด 8 ห้อง เป็นงานที่เราเรียกว่า Vibe Designer กำหนดสี เลือกภาพวาด สร้างบรรยากาศ เราพรีเซนต์งานนี้ด้วย Mandala ว่าทำไมถึงออกมาแบบนี้ ตอนทำงาน Made in Songkhla เราออกแบบสินค้าให้ร้านสินอดุลยพันธ์ ก็พรีเซนต์ด้วย Mandala เขาก็เข้าใจนะ เป็นวิธีการพรีเซนต์ที่มนุษย์ถ้ำมาก ไม่มีพาวเวอร์พอยต์อะไรเลย แล้วลูกค้าทุกคนก็ขอภาพกงล้อนี้ไปใส่กรอบ” นักออกแบบบรรยากาศหัวเราะ

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

09
พรุ่งนี้ก็มีพระอาทิตย์ดวงใหม่

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปินและภัณฑารักษ์ชื่อดัง เป็นหนึ่งในคนที่มาช่วยพลอยจัดนิทรรศการชุดนี้ เขาโน้มน้าวให้พลอยทำงานชิ้นใหญ่ ๆ ถึงขนาดสั่งผ้าใบขนาด 1 เมตรมาให้ จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จ วันก่อนงาน เขาก็ยังเชียร์ให้พลอยเขียนภาพใหญ่บนผืนผ้าเพื่อแขวนหน้างาน

งานเปิดไปแล้วสองสามวัน พลอยก็ไปได้ผ้า Marimekko เก่าก้นโกดังที่ใช้มาแล้วหลายงาน มีร่องรอยขาดวิ่นไม่ต่างจากตู้เก่าที่เธอจับมา Upcycled เธอลองทำตามคำแนะนำของอังกฤษ

เป็นนิทรรศการที่ไม่หยุดนิ่ง มีอะไรเพิ่มตลอดทุกวัน ราวกับคอนเซ็ปต์ของงาน

วันนี้เธอก็กำลังจะเอาเซรามิกชุดใหม่เข้าเตาอบ เพื่อเอาไปเติมในนิทรรศการ เนื่องจากงานทุกชิ้นในงานขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่เปิดงานวันแรก ถึงแม้ว่าจะมาซื้อไม่ทัน แต่ก็ยังมาดูได้ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงอยากอ่านหนังสือเล่มใหม่เต็มที

“เนื้อหาในงานนี้ยังไม่ถึงครึ่งบทในหนังสือเลยนะ ประเด็นมันเยอะขนาดนั้น พูดกับโญทุกวันว่า ฉันเขียนแบบนั้นไม่ได้เเล้ว รูปก็วาดแบบนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นไม่รู้อะไรเข้าสิง” พลอยหัวเราะท่ามกลางฝนด้านนอกที่ยังโปรยปราย

แต่พยากรณ์อากาศบอกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มีแดด

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load