01
สังเกตง่าย ๆ มีต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน

สิ้นเสียงปลายสายไม่นาน ผมก็เห็นต้นไม้ใหญ่ที่ว่า เป็นต้นจามจุรีใหญ่เบิ้ม 3 ต้น เรียงตัวตามแนวรั้วบ้าน เจ้าของบ้านบอกว่า ท่านมาอยู่ที่นี่เมื่อ พ.ศ. 2514 ก่อนหน้านั้นเนิ่นนานถนนเศรษฐศิริมีเลนเดียว รถสวนกันพอดี มีคลองสองข้างทาง ทุกบ้านพร้อมใจกันปลูกจามจุรีให้ร่มเงาไว้ที่แนวรั้ว ซึ่งยุคนั้นเป็นรั้วลวดหนามบังตาด้วยพุ่มพู่ระหง ไม่ก็เอาไม้ไผ่มาตีเป็นระแนง พอถึงยุคที่ทุกบ้านเปลี่ยนรั้วเป็นกำแพงทึบเจ้าของบ้านก็โค่นจามจุรีทิ้ง เพราะขวางแนวกำแพง

เหลือแค่บ้านหลังนี้ ที่ใช้วิธีทำกำแพงให้เว้าหลบคุณปู่จามจุรีที่ปัจจุบันอายุร่วมร้อยปี

เจ้าของบ้านและผู้ออกแบบบ้านหลังนี้คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ผู้บุกเบิกและเสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทย พ่วงด้วยตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ ราชบัณฑิต และผู้ขับเคลื่อนงานรุุกขกร (ท่านเป็นคนบัญญัติคำนี้เอง) เพื่อดูแลงานตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ให้ถูกวิธี

ศ.ดร.เดชา บุญค้ำ นักออกแบบสวนสาธารณะมือหนึ่งกับสิ่งที่เกือบได้สร้างในสวนสำคัญ ๆ

เมื่อประตูบ้านเปิดออก อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ วัย 83 ปี ก็ออกมาต้อนรับอย่างกระฉับกระเฉง ท่านพาพวกเราเดินใต้ร่มไม้ครึ้มเข้าสู่ตัวบ้าน ท่านบอกว่า ต้นไม้ใหญ่ในบ้านทั้งหมดปลูกพร้อมตัวบ้านเมื่อ พ.ศ. 2537 ต้นไทรขี้นกฟอร์มสวยกลางบ้านขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนต้นไทรย้อยใบแหลมที่ปลูกอยู่ใกล้ ๆ ชั้นวางรองเท้าหน้าบ้าน นับเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญ

“อาจารย์ที่คณะให้มา ตอนนั้นผมยังมีความรู้เรื่องต้นไม้ไม่มากนัก เห็นต้นเล็ก ๆ น่ารักดี หารู้ไม้ว่ามันคือลูกช้าง เราก็ปลูกซะใกล้บ้านเลย พอโตมาต้นเบ้อเริ่มรากก็เบียดบ้าน แต่ไม่ต้องโค่นทิ้ง หาทางจัดการได้ เหมือนต้นจามจุรีที่รั้ว นี่คืองานของรุกขกร” อาจารย์เดินนำเข้าสู่ตัวบ้าน

งานของอาจารย์เดชาเกือบทั้งหมดคืองานวางผังหลัก (Master Plan) และออกแบบภูมิทัศน์ ถ้าเป็นสวนสาธารณะก็อย่างเช่น สวนหลวง ร.๙, อุทยานเบญจสิริ, สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และสวนเบญจกิติ ถ้าเป็นงานภูมิทัศน์โรงแรมก็เช่น โรงแรมฮิลตันอินเตอร์เนชั่นแนล บางกอก ณ ปาร์คนายเลิศ, โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และ โรงแรมแชงกรี-ลา

ถ้าเป็นงานภูมิทัศน์บ้านก็เช่น พระตำหนักสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา, พระตำหนักสิริยาลัย และ ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา แล้วก็ยังมีงานวางผังหลักเบื้องต้นโรงพยาบาลศิริราช งานภูมิทัศน์ของคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร สนามกอล์ฟ สถาบันการศึกษา โรงงานอุตสาหกรรม สนามบิน วัด สวนสัตว์ และอีกมากมาย นับรวม ๆ ได้ราว 125 งาน

วันนี้ผมแวะมาพูดคุยกับอาจารย์ในฐานะภูมิสถาปนิกนักออกแบบสวนสาธารณะระดับตำนานของเมืองไทย ถึงเรื่องราวที่ไปที่มาของสวนมากมายที่อาจารย์เคยออกแบบ รวมถึงสิ่งที่เกือบจะได้เห็นในสวนเหล่านี้

ศ.ดร.เดชา บุญค้ำ นักออกแบบสวนสาธารณะมือหนึ่งกับสิ่งที่เกือบได้สร้างในสวนสำคัญ ๆ

02
ถ้าไม่เรียนสถาปัตย์ ผมจะเข้าวนศาสตร์

อาจารย์เดชาพาเราเดินลงชั้นใต้ดินไปยังห้องทำงานและห้องสมุดของท่าน อาจารย์ออกแบบบ้านหลังนี้เองด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายที่สุด ตั้งใจทำบันไดให้กว้างและเตี้ยเผื่อตอนมีอายุจะได้เดินเหินสบาย ถ้าทำได้วันนี้อาจารย์คงอยากกลับไปตบบ่าขอบใจตัวเองในวัยหนุ่ม

อาจารย์เดชาเกษียณแล้ว 2 ทศวรรษ แต่ตอนนี้ยังทำงานหนักกว่าหนุ่มสาวหลายคน งานหลักคือเป็นกรรมการประเมินตำแหน่งทางวิชาการให้ 9 มหาวิทยาลัย และหน่วยงานราชการหลายแห่ง ตามด้วยงานวิชาการอีกมากมาย “ช่วงหลังมานี้สุขภาพไม่ค่อยดี เพลียง่าย ลืมง่าย สงสัยจะแก่จริง” อาจารย์สรุปด้วยเสียงหัวเราะ

ถึงจะลืมง่าย แต่อาจารย์ก็เล่าชีวิตตัวเองในวัยเยาว์ได้ทุกรายละเอียด

อาจารย์เดชาเกิด พ.ศ. 2482 ที่เชียงราย คุณพ่อเป็นศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย คุณแม่เป็นครูซึ่งอาศัยอยู่กับคุณลุงที่เป็นคุณหลวงป่าไม้เขตจังหวัดลำปาง อาจารย์เกิดมาได้ไม่กี่ปี ก็มีสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามอินโดจีน ญี่ปุ่นรบชนะฝรั่งเศส ไทยจึงได้ครอบครองจังหวัดล้านช้าง (ส่วนหนึ่งของหลวงพระบาง) คุณพ่อเลยต้องเดินทางไปรับตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดล้านช้าง ทำงานแปลหนังสือใกล้ชิดกับเจ้าหลวง เป็นชีวิตที่รู้สึกเหมือนอยู่ในฉากเรื่อง บ่วงบรรจถรณ์ พอสงครามสงบ ต้องส่งมอบดินแดนคืน คุณพ่อก็กลับมาเชียงราย เด็กชายเดชาจึงได้เรียนชั้นประถมที่นี่ โดยมีเพื่อนรักชื่อ ถวัลย์ ดัชนี

“ผมชอบธรรมชาติตั้งแต่ตอนนั้น ชอบหนีโรงเรียนไปเที่ยวแม่น้ำกก โตมาตั้งใจว่าถ้าไม่เรียนสถาปัตย์ ผมจะเข้าวนศาสตร์ ชอบแค่สองอย่างนี้” จากนั้นอาจารย์เดชาก็เข้ากรุงเทพฯ มาเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วสอบเข้าคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ได้อย่างใจอยากใน พ.ศ. 2501 ก่อนจะเรียนจบด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของรุ่น

ยุคนั้นเมืองไทยยังไม่มีภูมิสถาปนิกจริง ๆ โครงการออกแบบขนาดใหญ่เหล่าสถาปนิกที่มีโอกาสได้เรียนวิชาภูมิสถาปัตย์มาบ้างจะเป็นคนวางผังเอง ยุคนั้นงานออกแบบให้ความสำคัญกับอาคารเป็นหลัก ไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องการเชื่อมต่อของพื้นที่หรือทิศทางการระบายน้ำ เหมือนงานของภูมิสถาปนิกในปัจจุบัน

อาจารย์เดชาเริ่มงานในตำแหน่งสถาปนิกโท กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย เริ่มงานไม่กี่วันก็ได้วางผังศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ หัวหมาก ในยุคที่ย่านนั้นมีแต่ทุ่งนา จากนั้นก็ได้เริ่มออกแบบสวนสาธารณะในหลายจังหวัด

ศ.ดร.เดชา บุญค้ำ นักออกแบบสวนสาธารณะมือหนึ่งกับสิ่งที่เกือบได้สร้างในสวนสำคัญ ๆ

03
เขาทำถึงว่ะ

อาจารย์เดชาสมัครเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยดัง ๆ ของอเมริการาว 5 แห่ง ทั้งหมดเป็นสาขาภูมิสถาปัตย์ เพราะรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร พ.ศ. 2511 สถาปนิกหนุ่มไฟแรงจากประเทศไทยก็ได้เรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

อาจารย์เดชาเดินทางไปเตรียมตัวก่อนเรียนราวครึ่งปี วันแรกที่ไปถึงเขาลองโทรไปสมัครงานกับ บริษัทภูมิสถาปนิกชื่อ Zion & Breen Associates ซึ่งช่วงนั้นกำลังออกแบบ Pocket Park หรือสวนขนาดเล็กครั้งแรกในโลกพอดี ผลคือสถาปนิกชาวไทยได้รับการตอบรับให้มาทำงานในวันรุ่งขึ้นทันที

พอเปิดเรียน มหาวิทยาลัยก็พานักศึกษาใหม่ไปเดินป่าใน Harvard Forest และค้างคืนในนั้น เพื่อเรียนรู้ว่า ป่าเกิดมาได้อย่างไร พื้นที่ป่าขนาด 12 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไม่ถึงชั่วโมง เคยเป็นป่าเสื่อมโทรมที่ถูกตัดไม้ไปทำฟืนจนเหี้ยน ฮาร์วาร์ดเข้าไปซื้อที่ดินผืนนี้แล้วเปลี่ยนให้คืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ร้อยกว่าปีผ่านไป ที่นี่กลายเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ที่มีระบบนิเวศหลายแบบ นี่คือประสบการณ์ใหม่ในชีวิตของอาจารย์เดชา ที่สัมผัสเห็นถึงพลังของการพาธรรมชาติมาหามนุษย์

“เขาทำถึงว่ะ” อาจารย์เดชารู้สึกแบบนั้น

นั่นเป็นช่วงเดียวกับที่เขาได้อ่านหนังสือเรื่อง Silent Spring ของ Rachel Carson ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อความสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และการทำงานของอาจารย์เดชาในเวลาต่อมา

“เมื่อก่อนเวลาพูดถึงระบบนิเวศ ผมมองว่าเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ซึ่งไม่น่าสนใจเท่าไหร่ จนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ คนเขียนเป็นนักเคมี เขียนเมื่อ ค.ศ. 1950 กว่า ๆ เกี่ยวกับเมืองที่วันหนึ่งต้นไม้เขียวขจี แต่ไม่มีนก น้ำใส่แจ๋ว แต่ไม่มีปลาสักตัว ถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิปกติจะมีแมลงบินว่อน มีนก มีปลา มีเด็กวิ่งเล่นในสนาม ผู้คนรื่นเริง แต่ตอนนี้คนในหมู่บ้านหายไปหมดแล้ว ค่อย ๆ ตายทีละคนสองคน เพราะผลของสารเคมีที่ปล่อยจากโรงงานต่าง ๆ”

04
สวนสาธารณะไม่ได้มีไว้แค่ดู

พ.ศ. 2514 อาจารย์เดชาเรียนจบกลับมารับราชการเป็นสถาปนิกสังกัดกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย และร่วมร่างหลักสูตรและก่อตั้งภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2520 โดยย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำตั้งแต่ พ.ศ.2517 จากนั้นก็ได้ออกแบบสวนสาธารณะสำคัญ ๆ อย่างต่อเนื่อง

“เมื่อก่อนคนไม่ค่อยไปสวนสาธารณะกันหรอก เพราะบ้านมีที่เยอะแยะ คนที่ไปคือคนที่อยู่ในที่แออัดกับคนต่างชาติ แต่หลัง ๆ คนไทยเริ่มใช้มากขึ้น เอาจักรยานไปขี่ ไปวิ่งกันเป็นเรื่องปกติแล้ว”

อาจารย์เดชาเชื่อว่า แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแต่หลักการออกแบบสวนสาธารณะยังเหมือนเดิม เริ่มจากการนิยามคำว่า ‘สาธารณะ’ ถ้าเป็นสวนขนาดย่อม ผู้ใช้คือคนละแวกนั้น ต้องดูว่าเขาเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ฐานะเป็นอย่างไร พฤติกรรมเป็นอย่างไร ต้องการอะไร อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาผ่อนคลาย เมื่อได้คำตอบก็นำมาวางผังการใช้สอยพื้นที่

“สวนสาธารณะไม่ได้มีไว้แค่ดู แต่ต้องรองรับการใช้งานอันหลากหลายของกลุ่มคนที่หลากหลาย นี่คือสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอด สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง” อาจารย์เดชายกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่าง การทำลานที่ชื่อ ‘สนามราษฎร์’ ให้คนทั่วไปเข้ามาใช้ประโยชน์ในสวนหลวง ร.๙ หรือการต่อสู้เพื่อให้ได้ทางเดินกว้าง 7 เมตรในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แทนที่จะเป็นถนน 2 เมตรอย่างที่นักการเมืองในยุคนั้นต้องการ

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

05
ผู้หญิงไม่ได้ติดล็อกเก็ตทั้งตัวนะ ติดอันเดียวก็สวยแล้ว

อาจารย์เดชาทำท่าจะลุกไปหาผังสวนเบญจสิริมาให้ดูหลายรอบ เผื่อจะทำให้ผมเห็นภาพมากขึ้น แต่ผมยกมือห้ามไว้ เพราะดูท่าจะต้องรื้อหาทั้งห้องทำงาน

สวนเบญจสิริคือสวนสาธารณะกลางเมืองที่เปิดเมื่อ พ.ศ. 2535 ถือเป็นหนึ่งในงานออกแบบสวนที่ลงตัวที่สุดของอาจารย์เดชา โจทย์สำหรับงานนี้คือสวนสาธารณะย่านกลางเมือง ซึ่งโดยปกติแล้วคนที่มาใช้สวนสาธารณะมี 2 กลุ่ม คือ Passive กับ Active

“กลุ่ม Passive คือ คนไปนั่งคุยกัน ไปเดินเล่น ให้อาหารนก หรือตั้งชมรมทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนกลุ่ม Active คือคนที่มาออกกำลังกาย ทำงานมาเหนื่อย ๆ ก็อยากมีที่วิ่ง ถ้าเป็นเด็กก็ต้องมีสนามเด็กเล่น เด็กมักจะไปกับคนแก่เพราะพ่อแม่ทำงาน ก็ต้องมีที่นั่งข้างสนามเด็กเล่นให้คนแก่ พอเด็กโตหน่อยก็มี Adventure Playground มีเชือกให้ปีน แล้วผมก็แอบใส่สระว่ายน้ำไปด้วย เพราะเด็กเมืองไม่รู้ว่าจะไปหัดว่ายน้ำที่ไหน”

อาจารย์เดชาบอกว่าลานสเก็ตที่เขาทำนั้นได้รับความนิยมถึงขนาดสวนยังสร้างไม่เสร็จ คนก็มาเล่นกันแล้ว เช่นเดียวกับสนามบาสและตะกร้อแบบล้อมตาข่าย ก็มีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ คนรวย คนจน มาเล่นด้วยกัน แน่นทุกวัน

อาจารย์เดชาแอบบ่นว่าเสียดายที่สวนในยุคหลังปลูกไม้หย่อมและพุ่มไม้ดอกมากเกินไป ผิดจากแนวทางยุคแรก

“ที่นี่ไม่ได้ออกแบบให้เป็นที่ชมไม้ดอก คนมาสวนสาธารณะเขาต้องการพื้นที่นั่งเล่น วิ่งเล่น เหมือนอาคารที่ต้องมีห้องเล็กห้องน้อยให้คนได้รวมกลุ่มเล็ก ๆ แต่ไม้พุ่มพวกนี้ทำให้คนใช้พื้นที่ได้น้อยลง แล้วก็ต้องการการดูแลรักษาเยอะ เลยต้องลดการดูแลต้นไม้ใหญ่ลง” อาจารย์นึกหาวิธีที่ทำให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น

“เหมือนกับผู้หญิง เขาไม่ได้ติดล็อกเก็ตทั้งตัวนะ ติดแค่อันเดียวก็สวยแล้ว ติดในตำแหน่งที่สำคัญ เพราะมันแพง ต้องขัด ต้องดูแล เดี๋ยวหายอีก เหมือนดอกไม้ที่มีเยอะก็ต้องระวังคนมาเหยียบ”

อาจารย์เดชาเล่าว่า แบบแรกของสวนซึ่งสร้างในยุคที่ยังไม่มีรถไฟฟ้า มีการทำสะพานลอยพร้อมทางลาดให้คนเข็นจักรยานข้ามถนนสุขุมวิทมาใช้บริการได้ด้วย แต่ไอเดียการเชื่อมต่อนั้นยังไม่เด็ดเท่าอันนี้

“ผมพยายามหาทางเชื่อมให้คนในซอยสุขุมวิท 22 มาใช้สวนได้โดยไม่ต้องเดินอ้อมไปเข้าจากถนนใหญ่ ผมเสนอให้ กทม. ซื้อตึกแถวเก่า ๆ ที่เขาประกาศขาย สักสามคูหา แล้วเจาะทะลุพื้นข้างล่างเป็นอุโมงค์มาโผล่ที่สวนเลย ตัวตึกก็ใช้เป็นที่ทำการของการสวน แต่เขาไม่ทำ เพราะงานนี้มันรีบมาก”

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

06
แนวคิดของเขาก็ดีนะ

สวนเบญจกิติเป็นผลงานอีกชิ้นของอาจารย์เดชาที่มีเรื่องเล่ามากมายเหลือเกิน

อาจารย์เดชาเป็นผู้วางผังหลักของสวนที่มีพื้นที่กว่า 400 ไร่ ผืนนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 แบ่งการทำงานออกเป็น 2 เฟส เฟสแรกคือสวนที่มีทางวิ่งรอบสระน้ำริมถนนรัชดาภิเษก เขาเป็นผู้ออกแบบ แต่ก็ถูกปรับแบบเล็กน้อยโดยผู้ที่เข้ามาดูแลต่อ ส่วนนี้เปิดใช้งานเมื่อ พ.ศ. 2547

สวนในเฟสที่สอง ประกอบด้วยสวนประติมากรรม ที่จะเอางานประติมากรรมชิ้นดังที่ได้รางวัลมาจัดแสดงในสวน มีโซนที่เป็นป่าดงดิบให้คนเข้าไปเดินเล่นได้ เกิดเหตุอะไรก็ยังมองเห็นได้ เพราะพื้นที่ไม่ได้ใหญ่ ส่วนของอาคารโรงมวนบุหรี่สูง 15 เมตร ก็ทุบด้านในออก แล้วเปลี่ยนเป็นสนามกีฬาในร่ม กับอาคารที่ทำการ แล้วก็ยังมีลานโล่งสำหรับใช้จัดงาน ทำตลาดหรือจอดรถได้

“มีพื้นที่จุดหนึ่งยาว ๆ เหมือนสนามกอล์ฟพาร์ 5 ตรงปลายสนามผมออกแบบให้เอาเศษซากตึกที่ทุบ ขยะแข็งทั้งหลาย รื้อถอนแล้วไม่รู้จะทิ้งที่ไหน ก็มาทิ้งตรงนี้ แล้วถมดินให้เป็นภูเขาลาดลง ให้คนขึ้นไปวิ่งเล่นได้ เวลามีชุมนุมคนก็นั่งฟังปราศรัยได้” อาจารย์เล่าวิธีจัดการการรื้อถอนตึกที่น่าสนใจมาก

“มาสเตอร์แปลนอันนี้ดีมากนะ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนคนดูแล เขาก็เอาไปเปลี่ยน ยุคหนึ่งนายกฯ อยากสร้างหอคอยสูงลิบ แล้วข้างบนใช้กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่โดนกระแสคัดค้าน อีกยุคหนึ่งมองว่าพื้นที่สีเขียวเยอะไป อยากเอาไปทำศูนย์การค้า ก็มีคนด่า พอเปลี่ยนรัฐบาลก็ล้มไป สุดท้ายเขาเอาแบบไปให้ใครไม่รู้ทำต่อ” อาจารย์เดชาเล่าต่อว่า หลังจากนั้นพื้นที่นี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนรายละเอียดอีกหลายรอบ

แล้วก็มาจบลงตรงที่สวนในเฟสสอง ถูกแบ่งก้อนแรกออกมาทำก่อน เป็นสวนที่วางถนนเป็นตาราง ซึ่งต่างจากมาสเตอร์แปลน

นั่นจึงนำมาสู่การประกวดแบบเพื่อหาผู้ที่จะมาออกแบบส่วนที่เหลือ ผู้ที่ชนะคือ สถาบันอาศรมศิลป์ ด้วยแนวคิดทำสวนให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่บางส่วนของสวนป่าเบญจกิติก็เปิดให้คนเข้าไปใช้งานได้แล้วตั้งแต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา

“แนวคิดพื้นที่ชุ่มน้ำของอาศรมศิลป์เขาทำได้ดีนะ ไปได้ไกลกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย คนก็ดูจะชอบกันเยอะนะ เห็นแชร์กันเยอะเลย” นักออกแบบสวนในตำนานพูดถึงสวนที่ดังที่สุดในตอนนี้

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

07
ไปซื้อฟืนในอนาคตมาทำไม

นอกจากงานออกแบบสวนสาธารณะ อีกบทบาทของอาจารย์เดชาที่ชัดเจนมากก็คือ การส่งเสริมงานรุกขกรรมในทุกมิติร่วมกับกลุ่ม Big Tree

“ผมรู้จักงานรุขกรรม หรือการตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ครั้งแรกตอนไปเรียนเมืองนอก พอต้นไม้ผุเขาก็หาอะไรมาอุด ทำแผลให้สวย ต้นไม้ป่วยก็รักษา ผมก็เลยเอาการศัลยกรรมต้นไม้มาใช้ในเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2515 เริ่มจากงานปรับปรุงสวนลุมพินี และดูแลต้นมะขามรอบสนามหลวง”

ผู้บัญญัติศัพท์คำว่ารุกขกรรมเล่าต่อว่า ในรอบเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เขาทั้งเขียนบทความ บรรยาย จัดอบรมการดูแลต้นไม้ใหญ่อย่างถูกต้องให้กับภาครัฐ ไปจนถึงช่วยร่างหลักสูตรรุกขกรรมให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้

“ช่วง พ.ศ. 2515 กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยต้นกระถินณรงค์” อาจารย์เดชาเล่าถึงต้นไม้ยอดฮิตที่นิยมปลูกข้างทางในแต่ละยุคสมัย “ก่อนหน้านั้นขุนณรงค์ชวนกิจเอาต้นกระถินณรงค์จากออสเตรเลียมาปลูกทั่วกรุงเทพฯ เพราะมันโตเร็ว ในสวนจิตรลดาก็ปลูกเต็มเหมือนกัน พอออกดอกแล้วข่าวว่าพระราชินีท่านแพ้ เลยตัดออกหมดเลย เป็นต้นที่โตมาแล้วเก้งก้าง ตัดแต่งแล้วไม่ค่อยสวย เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นแล้ว”

จากนั้นก็มาถึงยุคของต้นหลิว ซึ่งตอนนี้เหลือน้อยมาก ตามมาด้วยต้นชมพูพันทิพย์ที่ เชาวน์วัศ สุดลาภา ผู้ว่าฯ กทม. ระดมปลูกเพื่อฉลอง 200 ปี กรุงเทพฯ ใน พ.. 2525 ถัดจากนั้นก็เป็นยุคของพญาสัตบรรณ ซึ่งกลิ่นหอมฉุนของดอกทำให้ถูกตัดทิ้งไปเยอะมาก แล้วก็เป็นยุคของไม้โตเร็วฟอร์มแปลกอย่างหูกระจง จนถึงต้นมะฮอกกานี ประดู่ นนทรี ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน

นอกจากเลือกต้นไม้มาปลูกแล้ว เราต้องตัดแต่งให้เขาอยู่ได้ เวลานี้งานรุกขกรรมคือสิ่งที่กำหนดการดำรงชีวิตของต้นไม้ในเมือง ถูกรถชนบ้าง ถูกตัดผิด ๆ บ้าง ระบบรากมีปัญหาบ้าง ถ้าไม่เข้าไปช่วย ต้นไม้มีโอกาสตายสูง”

ถึงแม้ว่าอาจารย์เดชาจะสนับสนุนการรักษาชีวิตต้นไม้ใหญ่อายุยืน แต่เขาไม่สนับสนุนการจัดสวนด้วยการ ‘ล้อมต้นไม้’ อายุมากมาจากที่อื่น

ถ้าคุณออกแบบโครงการที่ต้องการเห็นต้นไม้ใหญ่ทันทีที่เปิด ก็คงต้องล้อมมา แต่ถ้าคุณไม่รีบมาก ผมอยากให้คุณเอาต้นไม้เล็กมาปลูก เผลอแป๊บเดียวก็โตกว่าต้นใหญ่ที่คุณล้อมมาแล้ว ต้นไม้อายุมาก ๆ มันมีชีวิตอยู่ตรงเปลือกแค่หน่อยเดียวเองนะ รากก็แตกไปทางแนวนอน ไม่ลงลึก เซลล์ก็ไม่ไหวแล้ว คุณจะไปซื้อฟืนในอนาคตมาทำไม แต่ต้นไม้ใหม่ ๆ มีชีวิตเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ โตเร็วมาก

เหมือนผมกับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งยืนคู่กัน ถ้าเปรียบเป็นต้นไม้ คุณควรเอาเด็กไปปลูกนะ ไม่ใช่ผม”

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

08
ทักษะมนุษย์ คือทักษะวิชาชีพของสถาปนิก

อาจารย์เดชาขอตัวรับสายโทรศัพท์สักครู่ พอวางสายไป เจ้าของรางวัลสถาปนิกดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงานจากหลายสถาบันบอกว่า ช่างโซลาร์เซลล์โทรมานัดว่าพรุ่งนี้จะเข้ามาซ่อม ซึ่งมันก็สมควรแก่เวลา เพราะบ้านหลังนี้ติดแผงพลังงานแสงอาทิตย์มาเกือบ 20 ปีแล้ว

เมื่อถามถึงคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่ภูมิสถาปนิกที่ดีควรมี คำตอบก็มาทันที

หนึ่ง ฝีมือ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าข้อสอง” อาจารย์เว้นจังหวะให้เดา “คุณต้องมีทักษะมนุษย์ คุณจะสัมพันธ์กับคนอย่างไร นี่ถือเป็นทักษะวิชาชีพนะ งานหนึ่งชิ้นเราต้องทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก ทำยังไงถึงจะทำงานกับทุกคนได้ ไม่ใช่เจ้าของงานให้แก้ก็ไม่แก้ แล้วไปหาว่าเขาโง่ หรือทำงานไปแล้วคนอื่นหาว่าเราหยิ่ง ชิ้นต่อไป เขาก็ไม่ให้เราทำแล้ว คุณต้องมีทั้งฝีมือและมนุษยสัมพันธ์”

แล้วถ้าเป็นคนที่ตัดสินใจในการอนุมัติแบบล่ะ เขาควรจะมีหลักคิดในการพิจารณาอย่างไร ถึงจะได้งานที่ดี

“ขอให้เชื่อนักออกแบบที่เป็นภูมิสถาปนิก” อดีตนายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ซึ่งในความเป็นจริง ผู้พิจารณาแบบจำนวนมากไม่ค่อยเชื่อ เพราะคิดว่าการวางผังจัดสวนใคร ๆ ก็ทำได้ สวนที่บ้านเขายังออกแบบเองได้เลย

“ถ้าเป็นสวนที่บ้านของเขา จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ อย่างบ้านผม หลานจะขุดบ่อปลา ก็ปล่อยเขาขุดไป แต่สวนสาธารณะต้องตีโจทย์ให้แตก ใครคือคนใช้ คนกลุ่มไหน ฝรั่ง จีน ไทย แขก มอญ ก็พฤติกรรมต่างกัน รวยจนก็ใช้ไม่เหมือนกัน คำสำคัญคือ ต้องหลากหลาย ต้องใช้งานได้จริง ต้องดูแลรักษาง่าย และต้องปลอดภัย”

อาจารย์เดชาเล่าเรื่องการเปลี่ยนแบบมากมายที่เขาเคยโดน เช่น อยู่ดี ๆ ก็สั่งให้ทำบ่อรูปดาวในพื้นที่ โดยไม่รู้ว่าจะขวางทางระบายน้ำจนน้ำท่วม หรือการลดขนาดทางเดินในสวนจาก 7 เมตรเหลือ 2 เมตร ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้งานอย่างมหาศาล รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่มันอาจจะกระทบต่อชีวิตของสวนเลยด้วยซ้ำ

“ถ้าคุณอยากได้อะไร คุณก็บอกภูมิสถาปนิก แล้วคุณก็เชื่อเขาเถอะ” อาจารย์เดชาทิ้งท้ายถึงผู้ที่กำลังทำงานร่วมกับภูมิสถาปนิกทุกคนในสิ่งที่เขาเชื่อมาตลอด

เสาหลักของวงการภูมิสถาปนิกไทยวัย 83 ปี ผู้ออกแบบสวนสาธารณะและงานภูมิทัศน์สำคัญ ๆ มากที่สุดในประเทศ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load