ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ ไวรัสโคโรน่ากำลังระบาดอยู่ทั่วไปในโลก และอิตาลีก็โดนหนักเอาเรื่องอยู่ ยืนหนึ่งในยุโรป

ครั้นจะเอาหูเอานาไปตาไปไร่ เขียนเล่าเรื่องอิตาลีโดยทำประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ทำไม่ลง วันนี้เลยมาแนวโรคภัยนิดหน่อย ขอแตะนิดหนึ่ง สัญญาว่าจะไม่ทำให้หดหู่

วันนี้จะมาเล่าให้ฟังถึงวรรณคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งดูเหมาะเหม็งที่จะกล่าวถึงในช่วงเวลานี้ยิ่งนัก

นั่นคือ เรื่อง เดกาเมรอน (Decameron) ของ โจวันนี บอกคัชโช (Giovanni Boccaccio) นักประพันธ์ชาวอิตาลีในสมัยศตวรรษที่ 14 ใส่ชื่อฝรั่งกำกับไว้ด้วย เผื่อใครเคยรู้จักแล้วแต่ด้วยชื่ออื่น จะได้เข้าใจตรงกันว่าคนเดียวกัน เรื่องเดียวกัน

ใครเคยดูหรืออ่าน สะใภ้จ้าว ไหม มันคือหนังสือที่สาลินพยายามขโมยจากห้องสมุดของเสด็จพระองค์หญิงไปอ่านนั่นเอง ภาษาไทยก็มีแปล แต่ไม่ครบ 100 เรื่อง ใช้ชื่อเรื่องว่า บันเทิงทศวาร จากนั้นยาขอบก็เอาไปแปลงเป็นเรื่องไทยๆ ใช้ชื่อเรื่องว่า กามเทวะนิยาย 

แค่ชื่อและกิริยาการลักลอบเอาไปอ่านก็คงจะพอเดาได้ใช่ไหมว่า น่าจะเผ็ดแค่ไหน

เอาล่ะ คราวนี้จะเล่าประหนึ่งว่าไม่มีใครเคยรู้เรื่องนี้นะ

วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นวรรณกรรรมร้อยแก้ว (ก็คือความเรียงธรรมดาไม่มีสัมผัสนี่ล่ะ) เขียนในราวช่วง ค.ศ. 1350 – 1353 วงการวรรณกรรมนับเรื่องนี้เป็นนวนิยายเรื่องแรกของโลก เป็นต้นแบบของนิยายสมัยใหม่ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Novel เพราะในภาษาอิตาลีลักษณะการเขียนเช่นนี้เรียกว่า Novella แปลว่า ความใหม่ ซึ่งนั่นก็คือลักษณะการเขียนแบบใหม่ ที่ว่าใหม่เพราะแต่เดิมนิยมเขียนกันด้วยร้อยกรองทั้งสิ้น อาจฟังดูแปลก แต่คนสมัยนั้นคงคิดว่าเขียนด้วยภาษาที่พูดๆ กันอยู่มันจะไปเด็ดอะไร จะเขียนทำไมให้เปลืองหมึกกระดาษ จะเขียนทั้งทีต้องกรองออกมาเป็นฉันทลักษณ์สิถึงจะแน่

เดกาเมรอน ประกอบไปด้วยเรื่องสั้นย่อยๆ 100 เรื่อง ผู้ประพันธ์ตั้งใจเขียนไว้ให้ผู้หญิงอ่าน ด้วยว่าผู้หญิงสมัยนั้นไม่มีความบันเทิงเริงใจอะไรเลย พวกผู้ชายยังมียิงนก ตกปลา ขี่ม้า ล่าเหยี่ยว และอะไรต่อมิอะไรให้ทำยามต้องการพักผ่อนหย่อนใจ

ชื่อนี้ไม่ได้เป็นชื่อภาษาอิตาลี หากแต่เป็นภาษากรีก เดกา แปลว่า 10 เมรอน แปลว่า วัน อันหมายถึงจำนวนวันที่ใช้เล่าเรื่องนั่นเอง

เกริ่นมาขนาดนี้ยังไม่เห็นเกี่ยวกับโรคภัยแต่อย่างใด

เกี่ยวสิ

บอกคัชโชเขียนเรื่องนี้โดยให้ตัวละคร 10 คน เป็นเด็กหนุ่มสาวตระกูลสูงของเมืองฟลอเรนซ์ หนีภัยกาฬโรคซึ่งกำลังระบาดอยู่ในฟลอเรนซ์อยู่ใน ค.ศ. 1348

กาฬโรคในยุโรปยุคกลางนั้นร้ายนัก เฉพาะเมืองฟลอเรนซ์ซึ่งมีประชากรขณะนั้นแสนกว่าคน ลดลงไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว

ส่วนสภาพของเมืองฟลอเรนซ์ในขณะนั้นจะเป็นอย่างไรนั้น บอกคัชโชเขียนไว้ในตอนต้น แปลได้ว่า

สลดแสน บรรดาเวียงวังอันโอฬาร เหย้าเรือนอันวิจิตร เคหาสน์อันโอ่อ่า แต่ก่อนเคยคลาคล่ำด้วยหมู่ญาติ ทั้งบุรุษนารีในกุลชาติ มาบัดนี้กลับวังเวงร้างไร้จนแม้บ่าวไพร่แลข้าทาส”

(คำแปลอันไพเราะนี้เป็นของ ผศ. ดร.ปณิธิ หุ่นแสวง เผยแผ่ในเฟซบุ๊กของท่านเอง และได้รับอนุญาตให้เผยแผ่แล้ว)

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
กาฬโรคในฟลอเรนซ์ ค.ศ.1348
ภาพ : commons.wikimedia.org

ตามเรื่อง เด็กหนุ่มสาวทั้งสิบพบกันที่โบสถ์ซันตามาเรียโนเวลลา (Santa Maria Novella) (ใครเคยนั่งรถไฟไปฟลอเรนซ์จำได้ไหมว่าสถานีใจกลางเมืองนั้นชื่อ Stazione di Firenze S.M.N. เจ้าตัวย่อนั่นก็คือชื่อวิหารนี้นี่เอง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

เมื่อเจอกันแล้ว ทั้งหมดก็นัดหมายกันหนีโรคภัยและความหดหู่ของเมืองฟลอเรนซ์ออกไปนอกเมือง จุดหมายปลายทางคือคฤหาสน์ของหนึ่งในบรรดาเด็ก 10 คนนี้ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองฟลอเรนซ์ แถบเขต Fiesole อันเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ห่างจากฟลอเรนซ์ไปไม่ไกล ทั้งทำเลที่ตั้งก็อยู่บนเนินเขา มองเห็นเมืองฟลอเรนซ์อยู่ลิบๆ เชื่อกันหนักแน่นว่าคือ วิลลา ปัลมิแยรี (Villa Palmieri)

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
วิลลา ปัลมิแยรี เมืองฟีแยโซเล
ภาพ : laurettadimmick.com

เมื่อสักครู่ ได้ลองเดินจากโบสถ์ซานตามาเรียฯ ไปยังคฤหาสน์แห่งนี้ด้วยกูเกิลแมปส์ก็พบว่าห่างออกไป 3.5 กิโลเมตรเท่านั้น ใช้เวลาเดินราว 46 นาที (ขากลับ 44 นาที เนื่องจากขาไปต้องขึ้นเนิน) ระยะทางแค่นี้ไม่ครณาอิตาเลียนผู้ชอบเดินหรอก ประมาณจากพารากอนไปแยกอโศก หรือจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสะพานควายเท่านั้นเอง

แล้วไปทำอะไรกัน

เมื่อทั้งสิบไปถึงยังคฤหาสถ์แล้ว ก็ได้คิดขึ้นว่า พวกเรานี้หนอต้องอยู่ที่นี่กันถึง 2 สัปดาห์ จะทำอะไรกันดีเพื่อแก้เหงา อย่ากระนั้นเลย นอกจากร้องเพลง เต้นรำ ฯลฯ แล้ว พวกเราจงมาผลัดกันเล่านิทานดีกว่า เล่าคนละเรื่อง 10 วันก็ 10 เรื่อง

10 คน ก็ได้ 100 เรื่อง…ฉะนี้

สำหรับคนขี้สงสัย 2 สัปดาห์ก็ 14 วันไหม แล้วนับยังไงให้เป็น 10 x 10

คำตอบคือ เขางดกิจกรรมในวันศุกร์และวันเสาร์ วันศุกร์เพราะเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ (เป็นวันสิ้นพระชนม์ของพระเยซู) ส่วนวันเสาร์นั้น เดอะแก๊งกำหนดให้เป็นวันดูแลรักษาสุขอนามัยของตนเอง…รอบคอบสุด ๆ

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
รายละเอียดด้านใน
ภาพ : laurettadimmick.com

กติกาอื่นๆ ที่สำคัญ จะต้องมีพระราชาหรือพระราชินีประจำวัน ซึ่งเลือกกันตอนสิ้นวัน พระราชาหรือพระราชินีผู้นี้ เป็นผู้กำหนดแนวของเรื่องในวันรุ่งขึ้นและควบคุมการเล่าเรื่องทั้งหมด โดยมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งขอตัวเป็นผู้เล่าคนสุดท้ายของทุกวัน โดยให้เหตุผลว่า หากบรรยากาศของการเล่าเรื่องดูตุ่นๆ แป้กๆ เขารับรองว่าจะทำให้วันจบลงอย่างสวยงามด้วยเรื่องของเขาเอง

เรื่องที่เล่านั้นหลายเรื่องเป็นเรื่องสนุก โลดโผน สองแง่สองง่าม จนถึงกับมีคำคุณศัพท์ในภาษาอิตาลีคำหนึ่งคือ boccaccesco แปลตรงตัวว่า แบบบอกคัชโช ซึ่งในความหมายก็คือ ทะลึ่ง สัปดน ผิดทำนองคลองธรรม อะไรทำนองนั้น

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
ภาพ : www.college.columbia.edu

ยกตัวอย่างเรื่องที่สัปดนสักหน่อยก็คือ

พระเอกหนุ่มรูปงามของเรื่องเป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดาๆ คนหนึ่ง วันหนึ่งคนสวนของอารามนางชีบนเนินเขาขอลาออกจากงานเพื่อกลับมาอยู่อย่างแร้นแค้นที่บ้าน โดยบอกว่าพวกนางชีเหล่านั้นมีความร้ายกาจอยู่ในตัว

หนุ่มเจ้าได้ยินดังนั้นจึงไปสมัครงานเป็นคนสวนโดยแกล้งเป็นคนใบ้ คุณแม่อธิการก็รับไว้ทันที

ตอนแรกๆ พวกนางชีก็แกล้งคนสวนใบ้เอาสนุก แต่แล้วนางชี 2 คนก็เริ่มมองเห็นว่าควรสนุกกับหนุ่มเจ้าด้วยเรื่องอื่นแทน จะไปเล่าต่อก็ไม่ได้ คิดได้ดังนั้น พวกนางจึงช่วยกันจัดแจงหาวันเวลาที่ปลอดคน พาหนุ่มเจ้าไปปฏิบัติการอันสุนทรในกระท่อมปลายสวน ไม่นานเรื่องก็ถึงหูแม่ชีคนอื่น ซึ่งก็เข้ามาแวะเวียนใช้บริการเด็กหนุ่มใบ้ปลอมคนนั้น 

ในที่สุด เรื่องก็ถึงหูคุณแม่อธิการซึ่งมาใช้บริการเป็นคนสุดท้าย ไม่แค่นั้น ยังกักตัวชายหนุ่มไว้เสพสมคนเดียวเป็นเวลาหลายวัน จนเด็กหนุ่มนั้นหมดความอดทนและหลุดปากออกมาว่าไม่ไหวแล้ว และจะขอลาออก 

คุณแม่อธิการตกใจที่ชายหนุ่มพูดได้ เขาจึงแก้ตัวโดยบอกว่า นี่คือ ‘ปาฏิหาริย์’ ไง คุณแม่อธิการจะเชื่อจริงหรือไม่เชื่อจริงก็ตาม แต่ก็ไหลตามนั้นไป และนอกจากไม่ให้ลาออกแล้ว ยังยกตำแหน่งผู้ดูแลอารามให้ด้วย เพื่อที่เขาจะได้ไม่เอาเรื่องออกไปแพร่งพรายข้างนอก เรื่องเล่าต่อไปว่า ชายหนุ่มก็อยู่อย่างสุขสม จนกระทั่งแก่ตัว ก็เกษียณตัวเองออกไปอยู่ตามไร่นาตามเดิม

ต้องบอกปฏิกิริยาของศาสนจักรไหม…

แต่ก็ใช่ว่าจะสัปดี้สัปดนทุกเรื่องไป แก่นเรื่องที่ว่าด้วยความรักและศักดิ์ศรีก็มีอยู่ไม่น้อย เช่นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
ภาพ : en.wikipedia.org

เรื่องนี้ทั้งพระเอกนางเอกเป็นขุนน้ำขุนนาง มียศมีศักดิ์กันทั้งสิ้น แต่พระเอกรูปงามนั้นค่อนข้างจะเสเพลสักนิด จึงอกหักปล่อยให้หญิงที่ตนเองหลงรักไปแต่งงานกับคนอื่นเสียได้ คืนวันผ่านไป พระเอกยากจนลง จนต้องออกไปอยู่นอกเมืองพร้อมด้วยเหยี่ยวที่ ‘ลักษณะดีที่สุดในโลก’ (ในยุคกลาง การเลี้ยงเหยี่ยวเป็นกิจกรรมหนึ่งของผู้มีศักดิ์)

ฝ่ายนางเอกซึ่งมีลูกชายแล้วก็ดำเนินชีวิตไปตามฐานานุรูปของหญิงภริยาขุนนาง จนวันหนึ่งสามีของนางตาย นางจึงกลายเป็นหญิงม่ายผู้ร่ำรวย เฉกเช่นผู้ดีมีตระกูลในยุคนั้น 

ในช่วงฤดูร้อน นางก็พาลูกไปพักผ่อนยังคฤหาสน์ฤดูร้อนของตน ซึ่งบังเอิญอยู่ห่างจากที่พำนักของพระเอกไม่ไกลนัก เด็กชายและพระเอกทำความรู้จักสนิทสนมกันดี ส่วนนางเอกก็ต้องไว้ตัวอยู่ห่างๆ เด็กชายชอบเหยี่ยวของพระเอกมาก ถึงขนาดที่วันหนึ่งล้มป่วยหนักยังบอกผู้เป็นแม่ว่า “หากลูกได้เหยี่ยวตัวนั้น ลูกคิดว่าลูกต้องหายดีแน่” นางเอกถึงกับต้องบากหน้าขอพบพระเอกด้วยตั้งใจจะไปขอเหยี่ยวทั้งที่ไม่อยากขอ 

พระเอกซึ่งยากจนข้นแค้นขนาดนั้น เมื่อรู้ว่านางที่ตนรักจะมาเยือนถึงที่บ้าน จึงต้องพยายามอย่างเต็มที่ที่จะต้อนรับนาง เมื่อสิ้นไร้ทุกสิ่ง หนุ่มเจ้าจึงตัดสินใจฆ่าเหยี่ยวตัวนั้นเพื่อปรุงเป็นอาหารต้อนรับนาง เมื่อนางมาถึงและเอ่ยปากขอเหยี่ยวบนโต๊ะอาหาร พระเอกของเราจึงกับหลั่งน้ำตา ด้วยว่านี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่นางผู้เป็นที่รักขอความช่วยเหลือจากเขา แต่เขากลับให้ไม่ได้

นางเอกของเราก็เสียใจเช่นกันแต่ก็ได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ในจิตใจของพระเอก ในที่สุดไม่นานนัก ลูกชายที่ป่วยหนักก็ตาย เหลือเพียงตัวคนเดียว หญิงคนเดียวจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร ผู้ชายที่ร่ำรวยและมียศถาบรรดาศักดิ์ต่างมารุมล้อม แต่แล้วนางก็เลือกพระเอก ด้วยประจักษ์แล้วว่า เขามีจิตใจที่สูงส่งอย่างแท้จริง

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
ภาพ : www.45spaces.com

เมื่ออยู่ครบ 2 สัปดาห์ หนุ่มสาวทั้งสิบก็กลับสู่เมืองฟลอเรนซ์และไม่มีใครทราบชะตากรรมต่อไป…เนื่องจากผู้เขียนจบเรื่องไว้อย่างนั้น

2 สัปดาห์…14 วัน

อืมม…มันบังเอิญหรือเปล่าหนอที่เป็นจำนวนวันที่ในปัจจุบันใช้กักตัวเพื่อดูอาการของโรคในสมัยนี้พอดิบพอดี

สุดท้ายนี้ขอจบบทความด้วยการส่งกำลังใจไปให้ทุกคน ไม่ใช่แค่อิตาลี

ท่ามกลางความหดหู่นี้ ขอให้ทุกท่านพบกับความสุขสนุกสนาน อันจะหล่อเลี้ยงชีวิตให้สู้ต่อไปเหมือนเด็กหนุ่มสาวทั้งสิบในเรื่องนี้เช่นกันด้วยเทอญ

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

29 มิถุนายน 2565
1.38 K

เมื่อสบโอกาส ฉันก็รีบบินไปอิตาลีโดยทันที เพราะอนาคตไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะได้ออกอีกครั้งเมื่อไหร่

เวลาไปอิตาลี มักมีคนคิดว่าไปเที่ยว จริง ๆ คือหวังเพียงไปนอนนาน ๆ ตื่นมาพร้อมเสียงระฆังหง่างเหง่งจากโบสถ์ในเมือง เสไสอยู่ในผ้าห่มสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา อ้อยอิ่งไปกินคัปปุชชีโนในชั่วโมงสุดท้ายของช่วงเช้า ก่อนบาริสต้าจะเหล่ตามองแม้ไม่พูดอะไร จากนั้นก็เดินทอดหุ่ยไปเรื่อย ๆ ในเมือง เข้าร้านหนังสือ แวะเดินตลาดก่อนจะกลับมาทำอาหารกิน จะปาสต้าหรือมาม่าก็แล้วแต่ความอยาก ก่อนจะนอนกลางวันอีกรอบ แล้วลงมาเดินเมืองยามเย็น

ใช่ ฉันไม่ใช่นักท่องเที่ยวมืออาชีพ เพียงแต่เป็นคนที่ชอบไปและชอบอยู่ในอิตาลี ต้องเป็นครั้งเป็นคราวด้วยนะ ถ้าจะให้อยู่ยาว ส่งขันหมากมา

ระหว่างไปอิตาลีก็มีพันธกิจติดตัวแต่พองาม หนึ่งในนั้นคือการเขียนคอลัมน์นี้ ใจคิดตลอดเวลาว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี แต่ในระหว่างที่อยู่ที่นั่น ก็ได้พบกับลูกศิษย์ลูกหา หลายคนถามว่ามาอิตาลีครั้งแรกคือช่วงไหน ก็ตอบว่า ช่วงปี 1991 – 1992 ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างนั่งอาบแดดอุ่นอยู่ ก็สะดุ้งนึกขึ้นได้ว่า นี่มัน 30 ปีพอดิบพอดีเลยนี่นา

เท่านั้นเอง ภาพแต่ละภาพก็ชิงผุดขึ้นมาในสมองว่า วันนี้เวลาในปีนั้นเราทำอะไรอยู่หรือ แต่ด้วยความที่มันก็นานเหลือเกิน ประกอบกับก็ได้กลับไปอยู่เนือง ๆ จึงมักแยกไม่ค่อยออกว่า ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นในครั้งแรกที่ไป หรือครั้งต่อ ๆ มาที่แวะไปเยือน คงเหลือแต่ความคิดว่า ตอนนั้นกับตอนนี้มีอะไรแตกต่างหรือเหมือนกันบ้าง

หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างก็คงอยู่และเปลี่ยนไป พยายามกลั่นกรองให้อยู่ในประเด็น แล้วก็คิดว่า สิ่งที่กล่าวถึงได้โดยไม่เหมือนคนแก่ขี้เพ้อ คือ เรื่องการเดินทางสัญจร เพราะอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางไปอิตาลีด้วยตัวเอง… เป็นครั้งแรก

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ภาพ : easymilano.com

การเดินทางด้วยทางสาธารณะในอิตาลี

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนไปอิตาลี ในสมัยนั้นการขอวีซ่ายังต้องขอจากสถานทูตอิตาลี ณ ถนนนางลิ้นจี่ ว่ากันว่ายากเย็นพองาม แต่ด้วยความที่ครั้งแรกนั้นไปด้วยทุนรัฐบาลอิตาลี วีซ่าเลยไม่ยากนัก แต่พูดถึงความลำบากแล้ว ต้องไม่ลืมว่า วีซ่าในขณะนั้นยังไม่มีเชงเก้น ความลำบากในการอยู่ประเทศหนึ่งแล้วออกไปอีกประเทศหนึ่งจึงยังมีอยู่มาก จริงอยู่ถึงมีวีซ่าอิตาลีอาจจะเข้าฝรั่งเศสได้ แต่ก็ต้องขอ Re-entry Visa เพื่อจะกลับมาอิตาลีอีกครั้ง ใครไม่รู้ว่าต้องทำก่อนไป ก็จะเกิดปัญหาร้อยแปด

หรือในกรณีหนึ่งคือ ในสมัยนั้น สวิตเซอร์แลนด์ยังไม่ได้เข้าเชงเก้นด้วย เพื่อนที่อยู่ฝรั่งเศสจะมาเยี่ยม ขนาดบอกคนขายตั๋วแล้วว่า ไม่ขอเอาขบวนที่แล่นตัดผ่านประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คนขายตั๋วก็อุตส่าห์ขายตั๋วมาจนได้ ร้อนถึงสองเขือเพื่อนหลับใหลลืมตื่น ต้องถูกปลุกแล้วอัญเชิญลงที่ชายแดนสวิตฯ จากนั้นสองนางก็ต้องต่อรถไฟเลาะชายแดนมา กว่าจะถึงโบโลญญาได้ สิริรวมคือ 24 ชั่วโมง บินไปกลับกรุงเทพฯ-ปารีส ได้เลยทีเดียว

ตั๋วเครื่องบินสมัยนั้นก็ยังเป็นกระดาษและมีชั้นซ้อนกันอย่างงุนงง กระดาษแต่ละชั้นหรือก็บางราวกับผ้าซับมันปากในร้านสุกี้ ไม่มีการบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ ต้องรักษาพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินไว้ให้จงดี จะมาจะไปก็ต้อง Confirm Flight ล่วงหน้า หาไม่ ก็อาจจะเจอตั๋วล้นเที่ยวบินจนต้องกลับบ้านมาหงอย ๆ ได้

ปัจจุบันสะดวกอย่างไร คงไม่ต้องพูดถึงแล้วมั้ง

ผ่านเรื่องเครื่องบินไป สมมติว่ามาถึงอิตาลีแล้ว

สมมติว่าเป็นโรม

สนามบินนานาชาติของโรมมีชื่อเป็นทางการว่า Leonardo da Vinci แต่มีชื่อเรียกเล่นอย่างลำลองว่า ฟิวมิชีโน (Fiumicino) แปลว่า แม่น้ำน้อย อันเป็นชื่อย่านที่ตั้งของสนามบินแห่งนั้น

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
สนามบิน Leonardo da Vinci
ภาพ : lemiapp.com

อันย่านฟิวมิชีโนนั้นเล่า ก็ให้ห่างจากตัวเมืองโรมพอชั่วเคี้ยวหมากจืด การเดินทางมายังตัวเมืองหรือสถานีแตร์มีนี (Termini) นั้น ต้องเดินทางด้วยรถไฟ 2 ขบวนด้วยกัน นั่นคือนั่งรถไฟบนดินจากสนามบินมาลงที่สถานี Ostiense จากนั้นก็ลากกระเป๋าไปที่ขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Piramide เพื่อไปยังจุดหมาย ประดักประเดิดพอสมควร ไม่สิ มากทีเดียวกับกระเป๋าเดินทางใบเขื่องของเรา

จากนั้นไม่นานไม่กี่ปี ก็เพิ่งมีคนคิดได้ว่าทำไมเราไม่ทำทางรถไฟตรงจากสนามบินไปแตร์มีนีเลย ปัจจุบันเหรอ นอกจากจะมีรถไฟสายตรงแล้ว ก็ยังมีรถบัสที่ตัดราคากันฉุบฉับ อย่าว่าแต่เข้าเมืองเลย ข้ามเมืองก็ไม่เป็นปัญหา ในการนี้ ขอแนะนำให้หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตให้ได้มากที่สุด เพราะไป ๆ มา ๆ การสัญจรที่สะดวกที่สุดคือรถบัส ซึ่งมิได้พุ่งทะยานเข้าสู่ตัวเมืองเท่านั้น หากแต่ยังมีเส้นทางออกไปยังเมืองอื่นโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเข้ามาในเมืองของสนามบินด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะไปตูริน แล้วลงเครื่องที่มิลาน รถบัสจากสนามบินมิลานไปยังใจกลางเมืองตูรินก็มีให้บริการ สนนราคา 22 ยูโรเท่านั้นเอง คุณไม่จำเป็นต้องเข้ามาใจกลางมิลานแล้วนั่งรถไฟต่อไปที่ตูริน เพราะหากดูแผนที่ คุณจะรู้ได้ทันทีว่ามันย้อนไปย้อนมา

สมมติว่ามาถึงในเมืองแล้ว

การสัญจรในเมืองนั้น หลัก ๆ ก็คือรถเมล์ มีไม่กี่เมืองเท่านั้นที่มีรถไฟใต้ดินเช่นโรมและเนเปิ้ลส์ วิธีขึ้นรถเมล์แต่ก่อนนั้นแทบจะมีอยู่วิธีเดียว กล่าวคือ ต้องไปซื้อตั๋วจากร้านขายบุหรี่ (หรือแผงขายหนังสือ แล้วแต่ที่) เพื่อเอามาตอกที่เครื่องบนรถ ขึ้นรถโดยมีตั๋วแต่ไม่ตอกก็ถือเป็นการทุจริต และหากจับได้ก็จะต้องโดนปรับจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เนื่องจากตั๋วที่ยังไม่ได้ตอก ย่อมใช้ได้ตลอดชั่วนาตาปี และนายตรวจนั้นไม่ได้มาคนเดียว แต่แยกกันยืนขวางประตูทางลงไว้ราวกับทวารบาล อ้อ และหากเครื่องตอกนั้นใช้การไม่ได้ เป็นหน้าที่ของผู้โดยสารที่จะต้องใช้ปากกาเขียนหลังตั๋วว่า ได้ขึ้นเมื่อวันที่และเวลาเท่าไหร่ ส่วนปากกาจะมาจากไหนได้นั้น นายตรวจไม่รับรู้

ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
ทำความรู้จักสารพัดยวดยานสาธารณะ สำหรับผู้ที่กำลังจะไปอิตาลีครั้งแรก
รถเมล์ในโรม
ภาพ : roman-vacations.com

ใครที่เคยไปอิตาลีแล้วบอกว่า คนอิตาเลียนไม่เห็นตอกกันเลย งั้นฉันไม่ตอกบ้าง

เพื่อนของฉันเคยคิดอย่างนั้น ปรากฏว่าเมื่อนายตรวจขึ้นมา ไฟทุกดวงก็พุ่งลงจับที่ตัวเธอแต่เพียงผู้เดียว ด้วยว่าทุกคนในรถล้วนยื่นตั๋วเดือนให้นายตรวจดู อันเป็นตั๋วที่ตอกแค่ครั้งแรกที่ใช้ พวกเขาย่อมไม่จำเป็นต้องตอกทุกครั้งที่ขึ้น

อนึ่ง ตั๋วรถเมล์ในอิตาลีมักเป็นตั๋วเวลา กล่าวคือ นับจากการตอกตั๋วแล้วจะมีอายุไปอีก 75 – 90 นาที แล้วแต่เมือง หากคุณไปปลายทาง ทำธุระ และกลับมาภายในเวลานับจากการตอกตั๋วแล้ว คุณก็ไม่ต้องตอกตั๋วใบใหม่

ขอแอบสรุปให้สำหรับมือใหม่หัดเที่ยวในเมืองใหญ่ ๆ ว่า อย่าซื้อตั๋วธรรมดา (Biglietto Ordinario) ซื้อตั๋ววัน (Biglietto Giornaliero) ไปเถอะ แพงหน่อยแต่คุ้ม หลงได้ไม่ยั้ง แต่อย่าลืมตอกตั๋วในครั้งแรกที่ใช้ล่ะ

ตัวอย่างตั๋วรถเมล์แบบต่าง ๆ
ภาพ : www.tper.it

ปัจจุบันนี้ อาจมีช่องทางในการซื้อตั๋วได้มากกว่าเดิม โดยทั่วไปการซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถถือเป็นช่องทางที่ยังคงปลอดภัยกว่าเสมอ ด้วยว่าแม้บางเมืองจะมีเครื่องสแกนบัตร แต่ก็ใช่ว่าทุกคันจะมีเครื่อง หรือใช้กับบัตรที่เรามีอยู่ได้ หรือถ้าจะใช้ คุณอาจต้องโหลดแอปฯ กันเอิกเกริก โรมมิ่งที่เราซื้อไป ก็อาจจะโหลดแอปฯ อิตาเลียนไม่ได้ก็ประสบมาแล้ว คงมีแต่เมืองเล็ก ๆ บางเมือง ที่ซื้อตั๋วบนรถเมล์ได้ แต่เอาจริง ๆ ก็ลุ้นระทึกเหมือนกันนะ เพราะถ้าคุณขึ้นไปถามเขาว่าซื้อตั๋วที่นี่ได้ไหม หากเขาตอบว่าต้องไปซื้อมาก่อน ที่ตรงโน้นนนน คุณก็คือพลาดรถเที่ยวนั้นไป และหากเคราะห์ร้ายอย่างถึงที่สุด เที่ยวต่อไป อาจไม่แค่ชั่วเคี้ยวหมากจืด

อย่างไรก็ตาม บางเมืองก็แอบมีนวัตกรรมเท่ ๆ เช่น เมืองโบโลญญา ต้องเกริ่นก่อนว่า ราคาตั๋วธรรมดาของเมืองนี้คือ 1.5 ยูโร และตั๋ววันคือ 6 ยูโร และคุณแค่ตอกบัตรครั้งแรกเท่านั้นพอ หากเป็นตั๋วธรรมดาก็ขึ้นได้ 90 นาที (มั้ง) แต่หากเป็นตั๋ววัน ก็จะนับไป 24 ชั่วโมง

กล่องตี๊ดหรือเครื่องสแกนของโบโลญญานี้ ให้คุณใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตที่คุณมีอยู่ ตี๊ด ได้ แต่มันจะไม่หักเงินคุณในทันที แต่จะไปหักเงินเอาตอนตี 2 เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า มันจะรวมการตี๊ดของคุณในทุกครั้งที่ขึ้น (ไม่ใช่ครั้งแรกอีกแล้ว) และคำนวณว่าทั้งหมดเป็นราคาเท่าไหร่ ทั้งนี้จะไม่ให้เกิน 6 ยูโร อันเป็นราคาของตั๋ววันเป็นอันขาด ฉันประทับใจมาก ถ้าพกทองคำเปลวไป ฉันคงติดไปที่เครื่องแล้ว

ภาพ : www.aep-italia.it

กระนั้น ก็แอบโป๊ะเล็กน้อย นั่นก็คือ บางคันก็ไม่มีที่ตี๊ด ยามนั้น ตั๋วกระดาษที่ร้านขายบุหรี่ก็ต้องถูกงัดมาใช้

มาพูดถึงการสัญจรระหว่างเมืองกันบ้าง แต่ก่อนร่อนชะไรฉันก็จะอาศัยแต่รถไฟเท่านั้น ด้วยว่าช่างสะดวกสบาย ประหยัด และยืดแข้งยืดขาได้สะดวก ยกเว้นเมืองอย่างเซียน่าเท่านั้นที่ฉันจะใช้รถทัวร์ เพราะมันเจาะเข้าไปในเมือง ในขณะที่สถานีรถไฟอยู่ออกไปนอกเมือง ต้องต่อรถเมล์เข้ามาอีก ถ้ามาในช่วงดึก ไม่สะดวกเอาเสียเลย

ภาพ : www.breakinglatest.news

ปัจจุบัน (ซึ่งสมัย 30 ปีก่อนไม่มี) รถไฟของอิตาลีมีอีกยี่ห้อ คือ Italo นับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก เพราะมีโปรโมชันดี นอกจากมีชั้นหนึ่ง ชั้นสองให้เลือก ซึ่งรถไฟของรัฐ (ขอเรียกว่า TRENITALIA ตามชื่อเว็บ) มีอยู่แล้ว ยังมีตู้ที่มีหนังฉาย ตู้ประชุม เลือกที่นั่งให้มีโต๊ะได้ ฯลฯ และในบางครั้งการยกระดับจากชั้นสองไปชั้นหนึ่งก็เพิ่มเงินอีกไม่เท่าไหร่เอง (เช่น อย่างที่ฉันเจอมาคือเพิ่มอีก 4 ยูโรเท่านั้น) ราคาก็เร้าใจมาก ที่ว่าเร้าใจเพราะยิ่งจองนานราคายิ่งดี ตอนแรกไม่รู้ มองราคาก็ว้าวถูกจัง อีกวันมาเปิด อ้าว ขึ้นราคา อีกวัน อ้าวขึ้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ‘อิตาโล’ จึงเหมาะมากกับผู้ที่มองการณ์ไกล และยืนหยัดมั่นคงในแผนการ ข้อด้อยของอิตาโลคือ มีเส้นทางไม่หลากหลายเท่าของ TRENITALIA เท่านั้น

ภาพ : www.latitudeslife.com

เรื่องของรถไฟ สิ่งที่แตกต่างไปจากเมื่อ 30 ปีก่อนก็คือ สมัยนั้นมีแต่ตั๋วกระดาษ ปัจจุบันหลายคนก็ยังนิยมใช้ตั๋วกระดาษ สิ่งสำคัญสำหรับตั๋วกระดาษก็คือ ก่อนจะขึ้นรถ คุณต้องเอาตั๋วกระดาษนี้ไปตอกที่เครื่องเสียก่อน ปัจจุบันนี้เครื่องดังกล่าวก็ยังพบได้โดยทั่วไป ซึ่งพิธีกรรมนี้ ผู้ที่ซื้อตั๋วออนไลน์ในยุคปัจจุบันไม่ต้องทำ เพราะในตั๋วระบุวัน-เวลาเดินทางชัดเจนอยู่แล้ว ในขณะที่ตั๋วกระดาษนั้น ตราบใดที่ยังไม่ตอก คุณก็ใช้ได้ในขบวนถัดไป แต่ต้องเป็นรถไฟประเภทเดียวกันนะ ยากตรงนี้

การตอกตั๋วรถไฟก่อนขึ้น
ภาพ : www.moduli.it

นอกจากรถไฟจะแข่งกันเองแล้ว ยังมีคู่แข่งเป็นรถทัวร์อีกด้วย อ้าว ไม่ได้มีมานานแล้วหรือ ใช่ รถทัวร์น่ะมีมานานแล้ว แต่ผู้คนก็ไม่ค่อยจะนิยมเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะราคาที่ต่างกันไม่มากพอที่จะทำให้คนยอมมาเลือกหลังขดหลังแข็งอยู่บนรถเป็นเวลานาน ๆ แต่ตอนนี้ รถบัสสีเขียวตองอ่อน พะยี่ห้อว่า Flixbus ได้มีราคาที่ยั่วยวนชวนหลังแข็งมาก จากราคารถไฟหลักสิบกว่า ‘ฝลิกซ์บุส’ (เรียกแบบอิตาเลียน) มีหลายราคาให้เลือกตามแต่เวลารถ ไม่ถึงสิบก็มีถม

ภาพ : www.isic.fi

อย่างไรก็ตาม ท่านผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับฝลิกซ์บุส แม่หมอขอเตือนว่า ก่อนจะผลีผลามจองไป กรุณาเช็กก่อนว่า สถานีรถที่ฝลิกซ์บุสจะจอดนั้น อยู่ตรงไหนของเมือง พลาดท่าเสียทีไปอาจจะไปเคว้งคว้างอยู่กลางทุ่ง รถราไม่มีต้องเรียกแท็กซี่ กลายเป็นแพงกว่าไปเสียฉิบ ตัวอย่างเช่น ป้ายฝลิกซ์บุสของฟลอเรนซ์นั้น อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปราว 25 นาที โชคดีที่ฟลอเรนซ์มีรถรางเชื่อมต่อป้ายนี้ที่สะดวกมาก ส่วนถ้าหากจะมาเซียน่า ฝลิกซ์บุสมีป้ายจอดแตกออกไปถึง 3 ป้าย แล้วแต่คัน เวลาเลือกต้องคลิกดูแผนที่ให้ดี

อ้อ แล้วถ้าเดินทางผ่านช่วงราว ๆ บ่ายโมง คนขับรถก็อาจจอดรับประทานอาหารกลางวันเอาเสียดื้อ ๆ เราก็จะได้สัมผัสกับ ‘คุณสาหร่าย’ ในเวอร์ชันอิตาเลียน ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบ

ตอนแรกว่าจะจบแค่นี้ แต่ไม่พูดถึงแท็กซี่ก็ดูจะขาด ๆ หาย ๆ ไป ขอเตือนว่า แท็กซี่ไม่ใช่ของถูก นอกจากนี้ เขาคิดค่ากระเป๋าเดินทางคุณด้วยนะ คุณมีมากี่ใบเขาก็กดเพิ่มไปตามนั้น กับหากคุณเดินทางในยามวิกาลมาก ๆ เขาก็จะกดปุ่มเพิ่มอีก

ภาพ : www.quora.com

ส่วนเรื่องเรือ ไม่ขอกล่าวถึง เพราะนอกจากจะมีแค่ที่เวนิสแล้ว เมืองนี้ยังมีเรื่อง (ที่ร่ำ ๆ ว่าจะ) เปลี่ยนแปลงชนิดเดือนต่อเดือน ตามไม่ค่อยทันเหมือนกัน

มีเรื่องมาแชร์แค่นี้ หวังว่าจะพอมีประโยชน์กับผู้ที่คิดจะไปอิตาลีเป็นครั้งแรกในยามเปิดประเทศ ขออวยพรให้เดินทางปลอดภัยและมีความสุข กลับมาแล้ว ส่งรูปมาอวดด้วยล่ะ

แหล่งอ้างอิง

www.autobusweb.com/bologna-tper-biglietto-contactless-autobus

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load