ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ ไวรัสโคโรน่ากำลังระบาดอยู่ทั่วไปในโลก และอิตาลีก็โดนหนักเอาเรื่องอยู่ ยืนหนึ่งในยุโรป

ครั้นจะเอาหูเอานาไปตาไปไร่ เขียนเล่าเรื่องอิตาลีโดยทำประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ทำไม่ลง วันนี้เลยมาแนวโรคภัยนิดหน่อย ขอแตะนิดหนึ่ง สัญญาว่าจะไม่ทำให้หดหู่

วันนี้จะมาเล่าให้ฟังถึงวรรณคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งดูเหมาะเหม็งที่จะกล่าวถึงในช่วงเวลานี้ยิ่งนัก

นั่นคือ เรื่อง เดกาเมรอน (Decameron) ของ โจวันนี บอกคัชโช (Giovanni Boccaccio) นักประพันธ์ชาวอิตาลีในสมัยศตวรรษที่ 14 ใส่ชื่อฝรั่งกำกับไว้ด้วย เผื่อใครเคยรู้จักแล้วแต่ด้วยชื่ออื่น จะได้เข้าใจตรงกันว่าคนเดียวกัน เรื่องเดียวกัน

ใครเคยดูหรืออ่าน สะใภ้จ้าว ไหม มันคือหนังสือที่สาลินพยายามขโมยจากห้องสมุดของเสด็จพระองค์หญิงไปอ่านนั่นเอง ภาษาไทยก็มีแปล แต่ไม่ครบ 100 เรื่อง ใช้ชื่อเรื่องว่า บันเทิงทศวาร จากนั้นยาขอบก็เอาไปแปลงเป็นเรื่องไทยๆ ใช้ชื่อเรื่องว่า กามเทวะนิยาย 

แค่ชื่อและกิริยาการลักลอบเอาไปอ่านก็คงจะพอเดาได้ใช่ไหมว่า น่าจะเผ็ดแค่ไหน

เอาล่ะ คราวนี้จะเล่าประหนึ่งว่าไม่มีใครเคยรู้เรื่องนี้นะ

วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นวรรณกรรรมร้อยแก้ว (ก็คือความเรียงธรรมดาไม่มีสัมผัสนี่ล่ะ) เขียนในราวช่วง ค.ศ. 1350 – 1353 วงการวรรณกรรมนับเรื่องนี้เป็นนวนิยายเรื่องแรกของโลก เป็นต้นแบบของนิยายสมัยใหม่ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Novel เพราะในภาษาอิตาลีลักษณะการเขียนเช่นนี้เรียกว่า Novella แปลว่า ความใหม่ ซึ่งนั่นก็คือลักษณะการเขียนแบบใหม่ ที่ว่าใหม่เพราะแต่เดิมนิยมเขียนกันด้วยร้อยกรองทั้งสิ้น อาจฟังดูแปลก แต่คนสมัยนั้นคงคิดว่าเขียนด้วยภาษาที่พูดๆ กันอยู่มันจะไปเด็ดอะไร จะเขียนทำไมให้เปลืองหมึกกระดาษ จะเขียนทั้งทีต้องกรองออกมาเป็นฉันทลักษณ์สิถึงจะแน่

เดกาเมรอน ประกอบไปด้วยเรื่องสั้นย่อยๆ 100 เรื่อง ผู้ประพันธ์ตั้งใจเขียนไว้ให้ผู้หญิงอ่าน ด้วยว่าผู้หญิงสมัยนั้นไม่มีความบันเทิงเริงใจอะไรเลย พวกผู้ชายยังมียิงนก ตกปลา ขี่ม้า ล่าเหยี่ยว และอะไรต่อมิอะไรให้ทำยามต้องการพักผ่อนหย่อนใจ

ชื่อนี้ไม่ได้เป็นชื่อภาษาอิตาลี หากแต่เป็นภาษากรีก เดกา แปลว่า 10 เมรอน แปลว่า วัน อันหมายถึงจำนวนวันที่ใช้เล่าเรื่องนั่นเอง

เกริ่นมาขนาดนี้ยังไม่เห็นเกี่ยวกับโรคภัยแต่อย่างใด

เกี่ยวสิ

บอกคัชโชเขียนเรื่องนี้โดยให้ตัวละคร 10 คน เป็นเด็กหนุ่มสาวตระกูลสูงของเมืองฟลอเรนซ์ หนีภัยกาฬโรคซึ่งกำลังระบาดอยู่ในฟลอเรนซ์อยู่ใน ค.ศ. 1348

กาฬโรคในยุโรปยุคกลางนั้นร้ายนัก เฉพาะเมืองฟลอเรนซ์ซึ่งมีประชากรขณะนั้นแสนกว่าคน ลดลงไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว

ส่วนสภาพของเมืองฟลอเรนซ์ในขณะนั้นจะเป็นอย่างไรนั้น บอกคัชโชเขียนไว้ในตอนต้น แปลได้ว่า

สลดแสน บรรดาเวียงวังอันโอฬาร เหย้าเรือนอันวิจิตร เคหาสน์อันโอ่อ่า แต่ก่อนเคยคลาคล่ำด้วยหมู่ญาติ ทั้งบุรุษนารีในกุลชาติ มาบัดนี้กลับวังเวงร้างไร้จนแม้บ่าวไพร่แลข้าทาส”

(คำแปลอันไพเราะนี้เป็นของ ผศ. ดร.ปณิธิ หุ่นแสวง เผยแผ่ในเฟซบุ๊กของท่านเอง และได้รับอนุญาตให้เผยแผ่แล้ว)

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
กาฬโรคในฟลอเรนซ์ ค.ศ.1348
ภาพ : commons.wikimedia.org

ตามเรื่อง เด็กหนุ่มสาวทั้งสิบพบกันที่โบสถ์ซันตามาเรียโนเวลลา (Santa Maria Novella) (ใครเคยนั่งรถไฟไปฟลอเรนซ์จำได้ไหมว่าสถานีใจกลางเมืองนั้นชื่อ Stazione di Firenze S.M.N. เจ้าตัวย่อนั่นก็คือชื่อวิหารนี้นี่เอง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

เมื่อเจอกันแล้ว ทั้งหมดก็นัดหมายกันหนีโรคภัยและความหดหู่ของเมืองฟลอเรนซ์ออกไปนอกเมือง จุดหมายปลายทางคือคฤหาสน์ของหนึ่งในบรรดาเด็ก 10 คนนี้ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองฟลอเรนซ์ แถบเขต Fiesole อันเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ห่างจากฟลอเรนซ์ไปไม่ไกล ทั้งทำเลที่ตั้งก็อยู่บนเนินเขา มองเห็นเมืองฟลอเรนซ์อยู่ลิบๆ เชื่อกันหนักแน่นว่าคือ วิลลา ปัลมิแยรี (Villa Palmieri)

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
วิลลา ปัลมิแยรี เมืองฟีแยโซเล
ภาพ : laurettadimmick.com

เมื่อสักครู่ ได้ลองเดินจากโบสถ์ซานตามาเรียฯ ไปยังคฤหาสน์แห่งนี้ด้วยกูเกิลแมปส์ก็พบว่าห่างออกไป 3.5 กิโลเมตรเท่านั้น ใช้เวลาเดินราว 46 นาที (ขากลับ 44 นาที เนื่องจากขาไปต้องขึ้นเนิน) ระยะทางแค่นี้ไม่ครณาอิตาเลียนผู้ชอบเดินหรอก ประมาณจากพารากอนไปแยกอโศก หรือจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสะพานควายเท่านั้นเอง

แล้วไปทำอะไรกัน

เมื่อทั้งสิบไปถึงยังคฤหาสถ์แล้ว ก็ได้คิดขึ้นว่า พวกเรานี้หนอต้องอยู่ที่นี่กันถึง 2 สัปดาห์ จะทำอะไรกันดีเพื่อแก้เหงา อย่ากระนั้นเลย นอกจากร้องเพลง เต้นรำ ฯลฯ แล้ว พวกเราจงมาผลัดกันเล่านิทานดีกว่า เล่าคนละเรื่อง 10 วันก็ 10 เรื่อง

10 คน ก็ได้ 100 เรื่อง…ฉะนี้

สำหรับคนขี้สงสัย 2 สัปดาห์ก็ 14 วันไหม แล้วนับยังไงให้เป็น 10 x 10

คำตอบคือ เขางดกิจกรรมในวันศุกร์และวันเสาร์ วันศุกร์เพราะเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ (เป็นวันสิ้นพระชนม์ของพระเยซู) ส่วนวันเสาร์นั้น เดอะแก๊งกำหนดให้เป็นวันดูแลรักษาสุขอนามัยของตนเอง…รอบคอบสุด ๆ

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
รายละเอียดด้านใน
ภาพ : laurettadimmick.com

กติกาอื่นๆ ที่สำคัญ จะต้องมีพระราชาหรือพระราชินีประจำวัน ซึ่งเลือกกันตอนสิ้นวัน พระราชาหรือพระราชินีผู้นี้ เป็นผู้กำหนดแนวของเรื่องในวันรุ่งขึ้นและควบคุมการเล่าเรื่องทั้งหมด โดยมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งขอตัวเป็นผู้เล่าคนสุดท้ายของทุกวัน โดยให้เหตุผลว่า หากบรรยากาศของการเล่าเรื่องดูตุ่นๆ แป้กๆ เขารับรองว่าจะทำให้วันจบลงอย่างสวยงามด้วยเรื่องของเขาเอง

เรื่องที่เล่านั้นหลายเรื่องเป็นเรื่องสนุก โลดโผน สองแง่สองง่าม จนถึงกับมีคำคุณศัพท์ในภาษาอิตาลีคำหนึ่งคือ boccaccesco แปลตรงตัวว่า แบบบอกคัชโช ซึ่งในความหมายก็คือ ทะลึ่ง สัปดน ผิดทำนองคลองธรรม อะไรทำนองนั้น

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
ภาพ : www.college.columbia.edu

ยกตัวอย่างเรื่องที่สัปดนสักหน่อยก็คือ

พระเอกหนุ่มรูปงามของเรื่องเป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดาๆ คนหนึ่ง วันหนึ่งคนสวนของอารามนางชีบนเนินเขาขอลาออกจากงานเพื่อกลับมาอยู่อย่างแร้นแค้นที่บ้าน โดยบอกว่าพวกนางชีเหล่านั้นมีความร้ายกาจอยู่ในตัว

หนุ่มเจ้าได้ยินดังนั้นจึงไปสมัครงานเป็นคนสวนโดยแกล้งเป็นคนใบ้ คุณแม่อธิการก็รับไว้ทันที

ตอนแรกๆ พวกนางชีก็แกล้งคนสวนใบ้เอาสนุก แต่แล้วนางชี 2 คนก็เริ่มมองเห็นว่าควรสนุกกับหนุ่มเจ้าด้วยเรื่องอื่นแทน จะไปเล่าต่อก็ไม่ได้ คิดได้ดังนั้น พวกนางจึงช่วยกันจัดแจงหาวันเวลาที่ปลอดคน พาหนุ่มเจ้าไปปฏิบัติการอันสุนทรในกระท่อมปลายสวน ไม่นานเรื่องก็ถึงหูแม่ชีคนอื่น ซึ่งก็เข้ามาแวะเวียนใช้บริการเด็กหนุ่มใบ้ปลอมคนนั้น 

ในที่สุด เรื่องก็ถึงหูคุณแม่อธิการซึ่งมาใช้บริการเป็นคนสุดท้าย ไม่แค่นั้น ยังกักตัวชายหนุ่มไว้เสพสมคนเดียวเป็นเวลาหลายวัน จนเด็กหนุ่มนั้นหมดความอดทนและหลุดปากออกมาว่าไม่ไหวแล้ว และจะขอลาออก 

คุณแม่อธิการตกใจที่ชายหนุ่มพูดได้ เขาจึงแก้ตัวโดยบอกว่า นี่คือ ‘ปาฏิหาริย์’ ไง คุณแม่อธิการจะเชื่อจริงหรือไม่เชื่อจริงก็ตาม แต่ก็ไหลตามนั้นไป และนอกจากไม่ให้ลาออกแล้ว ยังยกตำแหน่งผู้ดูแลอารามให้ด้วย เพื่อที่เขาจะได้ไม่เอาเรื่องออกไปแพร่งพรายข้างนอก เรื่องเล่าต่อไปว่า ชายหนุ่มก็อยู่อย่างสุขสม จนกระทั่งแก่ตัว ก็เกษียณตัวเองออกไปอยู่ตามไร่นาตามเดิม

ต้องบอกปฏิกิริยาของศาสนจักรไหม…

แต่ก็ใช่ว่าจะสัปดี้สัปดนทุกเรื่องไป แก่นเรื่องที่ว่าด้วยความรักและศักดิ์ศรีก็มีอยู่ไม่น้อย เช่นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
ภาพ : en.wikipedia.org

เรื่องนี้ทั้งพระเอกนางเอกเป็นขุนน้ำขุนนาง มียศมีศักดิ์กันทั้งสิ้น แต่พระเอกรูปงามนั้นค่อนข้างจะเสเพลสักนิด จึงอกหักปล่อยให้หญิงที่ตนเองหลงรักไปแต่งงานกับคนอื่นเสียได้ คืนวันผ่านไป พระเอกยากจนลง จนต้องออกไปอยู่นอกเมืองพร้อมด้วยเหยี่ยวที่ ‘ลักษณะดีที่สุดในโลก’ (ในยุคกลาง การเลี้ยงเหยี่ยวเป็นกิจกรรมหนึ่งของผู้มีศักดิ์)

ฝ่ายนางเอกซึ่งมีลูกชายแล้วก็ดำเนินชีวิตไปตามฐานานุรูปของหญิงภริยาขุนนาง จนวันหนึ่งสามีของนางตาย นางจึงกลายเป็นหญิงม่ายผู้ร่ำรวย เฉกเช่นผู้ดีมีตระกูลในยุคนั้น 

ในช่วงฤดูร้อน นางก็พาลูกไปพักผ่อนยังคฤหาสน์ฤดูร้อนของตน ซึ่งบังเอิญอยู่ห่างจากที่พำนักของพระเอกไม่ไกลนัก เด็กชายและพระเอกทำความรู้จักสนิทสนมกันดี ส่วนนางเอกก็ต้องไว้ตัวอยู่ห่างๆ เด็กชายชอบเหยี่ยวของพระเอกมาก ถึงขนาดที่วันหนึ่งล้มป่วยหนักยังบอกผู้เป็นแม่ว่า “หากลูกได้เหยี่ยวตัวนั้น ลูกคิดว่าลูกต้องหายดีแน่” นางเอกถึงกับต้องบากหน้าขอพบพระเอกด้วยตั้งใจจะไปขอเหยี่ยวทั้งที่ไม่อยากขอ 

พระเอกซึ่งยากจนข้นแค้นขนาดนั้น เมื่อรู้ว่านางที่ตนรักจะมาเยือนถึงที่บ้าน จึงต้องพยายามอย่างเต็มที่ที่จะต้อนรับนาง เมื่อสิ้นไร้ทุกสิ่ง หนุ่มเจ้าจึงตัดสินใจฆ่าเหยี่ยวตัวนั้นเพื่อปรุงเป็นอาหารต้อนรับนาง เมื่อนางมาถึงและเอ่ยปากขอเหยี่ยวบนโต๊ะอาหาร พระเอกของเราจึงกับหลั่งน้ำตา ด้วยว่านี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่นางผู้เป็นที่รักขอความช่วยเหลือจากเขา แต่เขากลับให้ไม่ได้

นางเอกของเราก็เสียใจเช่นกันแต่ก็ได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ในจิตใจของพระเอก ในที่สุดไม่นานนัก ลูกชายที่ป่วยหนักก็ตาย เหลือเพียงตัวคนเดียว หญิงคนเดียวจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร ผู้ชายที่ร่ำรวยและมียศถาบรรดาศักดิ์ต่างมารุมล้อม แต่แล้วนางก็เลือกพระเอก ด้วยประจักษ์แล้วว่า เขามีจิตใจที่สูงส่งอย่างแท้จริง

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
ภาพ : www.45spaces.com

เมื่ออยู่ครบ 2 สัปดาห์ หนุ่มสาวทั้งสิบก็กลับสู่เมืองฟลอเรนซ์และไม่มีใครทราบชะตากรรมต่อไป…เนื่องจากผู้เขียนจบเรื่องไว้อย่างนั้น

2 สัปดาห์…14 วัน

อืมม…มันบังเอิญหรือเปล่าหนอที่เป็นจำนวนวันที่ในปัจจุบันใช้กักตัวเพื่อดูอาการของโรคในสมัยนี้พอดิบพอดี

สุดท้ายนี้ขอจบบทความด้วยการส่งกำลังใจไปให้ทุกคน ไม่ใช่แค่อิตาลี

ท่ามกลางความหดหู่นี้ ขอให้ทุกท่านพบกับความสุขสนุกสนาน อันจะหล่อเลี้ยงชีวิตให้สู้ต่อไปเหมือนเด็กหนุ่มสาวทั้งสิบในเรื่องนี้เช่นกันด้วยเทอญ

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

หลังจากอัดอั้นมาหลายปี ในที่สุดการเดินทางไปอิตาลีก็ไม่ได้ยากมากมายอีกต่อไป จะมีก็แต่การขอวีซ่าที่มีคิวยาว (และจุกจิกเข้มงวดมากเป็นปกติ) และการที่ยังไม่มีสายการบินที่บินตรง (เขียนในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565) เรื่องเอกสารอื่น ๆ เกี่ยวกับทางสาธารณสุขไซร้ ไป่มี

ว่าแต่ ไปตอนนี้ หน้าหนาวอย่างนี้น่ะหรือ ใครเขาเที่ยวกัน อ๊ะ ๆ อย่าได้ดูเบาไปเทียว ตามสถิติแล้ว คนอิตาเลียนก็เที่ยวกันช่วงนี้หนักไม่เบา จะเป็นรองก็แต่ช่วงหน้าร้อนที่ร้อนดับตับแตกเท่านั้น

หน้าหนาวย่อมไม่เหมือนหน้าร้อน ชื่อก็บอกอยู่ จุดหมายปลายทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวจึงต่างกันไปบ้างตามสภาพอากาศ อีกทั้งอิตาลียังเป็นประเทศที่ยาวเป็นรองเท้าบูต (ราว 1,200 กิโลเมตร) ภูมิอากาศทางเหนือกับทางใต้จึงมีความแตกต่างอย่างที่เราชาวไทยเดาได้ไม่ยาก หนาวมิลานกับหนาวปาแลร์โม (เกาะซิซีลี) แตกต่างราวกับคนละประเทศ

กลับมาพูดในปริบทคนไทยอย่างเรา ๆ เงินเก็บมีแล้ว (เพราะไม่ได้ไปไหนมา 2 ปี) อยากเที่ยวอิตาลี แต่ให้มีอันจำเป็นต้องไปตอนหน้าหนาวเท่านั้น จะไปไหนดี

สิทธิการิยะ แม่หมอขอชี้โพรงให้กระรอกน้อยดังนี้

01

เล่นสกี

เมื่อหน้าหนาวมา หิมะก็จะตก แต่ดูก่อนภราดรทั้งหลาย อิตาลีไม่ได้มีหิมะทั้งประเทศหรอกนะ อย่างโรม หิมะตกที ชาวเมืองแทบจะจัดสมโภช ในขณะที่ชาวเขาทางเหนือ เห็นหิมะเกล็ดแรกร่วมมา ก็ถอนหายใจหนึ่งเฮือกแล้วหันหลังเข้าห้องเก็บของ คว้าพลั่วและอะไรต่ออะไรไว้ เตรียมรับมือกับหิมะที่อาจจะมาปิดทางเดินจนเข้า-ออกบ้านไม่ได้

แหล่งเล่นสกีที่คนนิยมไปคือบริเวณกลุ่มเขาโดโลมีตี (Dolomiti) ที่ภาษาอังกฤษเรียก โดโลไมตส์ (Dolomites) นั่นล่ะ เหตุที่ไปที่นั่นไม่ใช่เพียงเพราะมีหิมะ หากแต่เป็นเพราะมีทิวทิศน์ที่สวยงามมาก จนแม้ในฤดูกาลอื่นก็ยังควรค่าที่จะกลับมาเยือน

รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
เขาสามยอดแห่งลาวาเรโด (Tre cime di Lavaredo) ของกลุ่มเขา Dolomiti
ภาพ : trekkingblog.it
02

พิพิธภัณฑ์

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า หน้าหนาวฝรั่งมีคุณลักษณะบางประการ เช่น กลางวันสั้น อากาศหนาวเย็นยะเยือก และไม่มีดอกไม้ดอกไร่อะไรให้ชม ความหวังที่จะถ่ายรูปเก็บไว้สวัสดีวันจันทร์ทั้งปี จึงทำไม่ได้ในทริปนี้

ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงควรทำอย่างอื่นให้ถูกกรรมถูกวาระ นั่นก็คือเดินอุ่นสบายอยู่ในสถานที่ซึ่งกลางวันกลางคืนไม่ต่างกัน

…ซึ่งจะมีอะไรเหมาะไปกว่าการเดินพิพิธภัณฑ์…

พิพิธภัณฑ์ในอิตาลีมีจำนวนมหาศาล ที่แนะนำให้ไปในฤดูนี้ คือ

1. พิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums) แถมพ่วงไปกับมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ การไปในช่วงนี้ คนจะน้อยหน่อย ความเบียดเสียดยัดเยียดก็จะน้อยลง คนยืนบังงานศิลปะก็น่าจะน้อยลงไปด้วย ที่สำคัญ คนที่ไปอัดแน่นอยู่ในวัดน้อยซีสตีน (Sistine Chapel) ก็น่าจะเบาบางไปด้วยเช่นกัน จากที่เคยไหลไปตามกระแสนักท่องเที่ยว อาจจะได้ยืนแหงนคอตั้งบ่าชมนิ่ง ๆ อย่างที่วาดฝันไว้เสียที

2. พิพิธภัณฑ์อุฟฟิตซี (Uffizi) ที่เมืองฟลอเรนซ์ เหตุผลที่ควรไปแหล่งรวมงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแห่งนี้ ในช่วงนี้ก็เหมือนกับด้านบน อ้อ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องจองตั๋วก่อนไปอยู่ดีนะ

3. หอศิลป์บอร์เกเซ (Galleria Borghese) อันนี้ชอบเป็นการส่วนตัว เพราะเล็ก กระชับ งานดีทุกชิ้น คุ้นหน้าคุ้นตามาก จำกัดเวลาและคนเข้าชม ให้เวลาเข้าชม 2 ชั่วโมงก็จริง แต่เป็น 2 ชั่วโมงคุณภาพที่อิ่มเอมมาก งานชิ้นที่ไปกี่ครั้งก็ยังเดินหมุนรอบราวกับจะเวียนเทียน และยืนจ้องอยู่นานก็คือ รอยบุ๋มจากการกดนิ้วบนต้นขาของรูปสลัก ‘การลักพาโปรสเปรีนา’ (Il ratto di Prosperina) และรอยยุบบนฟูกของ ‘เปาลีนา บอร์เกเซ’ (Paolina Borghese) มันช่างสมจริงเสียเหลือเกิน

รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
การลักพาโปรสเปรีนา ผลงานของ แบร์นีนี (Lorenzo Bernini)
ภาพ : commons.wikimedia.org
รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
เปาลีน่า บอร์เกเซ ผลงานของ อันโตนีโย คานอวา (Antonio Canova)
ภาพ : commons.wikimedia.org

4. โคลอสเซียม ใช่ อยู่กลางแจ้ง แต่ก็นับเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่แนะนำให้ไปตอนหน้าหนาวเพราะแถวจะสั้น และโรมจะอุ่น

5. น้ำพุเทรวี จะได้ไม่ต้องรีบตื่นไปแต่ 6 โมงเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มทัวร์ไง

6. ปอมเปอี อันนี้ก็กลางแจ้ง ซึ่งเวลาไปในหน้าร้อน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก แต่พอเป็นหน้าหนาว ด้วยความเป็นเมืองทางใต้ อากาศจึงเหมาะแก่การชมและอาบแดดอุ่นยิ่งนัก
ส่วนที่อื่น ๆ นั้นก็แนะนำเช่นกัน แต่ที่ที่กล่าวมานี้ ปกติคนจะแน่นมาก อาศัยช่วงพวกเศรษฐีไปสกีทางเหนือนี่ละ ที่เราพอจะเดินอ้อยอิ่งชมงานศิลป์ชิลล์ ๆ กับเขาได้บ้าง

รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
ปอมเปอี
ภาพ : commons.wikimedia.org
03

ของดีช่วงเทศกาล

อย่าลืมว่าหน้าหนาวของอิตาลีคือราวธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์ หน้าหน้าวจึงมีเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่แทรกอยู่ตรงกลางด้วย

หากการเที่ยวหน้าหนาวของคุณอยู่ในช่วงสิ้นปี สิ่งที่คุณไม่น่าพลาด คือ

1. เดินตลาดคริสต์มาส ซึ่งจะมีแทบทุกเมือง ขึ้นอยู่กับว่าจะเล็ก จะใหญ่ เท่านั้นเอง

รวมโปรแกรมเที่ยวอิตาลีหน้าหนาว หนาวนี้มีอะไรที่น่าทำบ้าง
ตลาดคริสต์มาสที่เมืองบอลซาโน (Bolzano)
ภาพ : www.bb30.it

2. ถ้ำพระกุมาร เด็กไทยต้องทำกระทงฉันใด เด็กอิตาเลียนต้องทำถ้ำพระกุมารฉันนั้น มันคืออะไร มันคือฉากจำลองการประสูติของพระเยซู ซึ่งมิใช่แต่เพียงเด็ก ๆ จะต้องทำร่วมกันกับครูที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ธรรมเนียมการทำถ้ำพระกุมารพบได้ทั่วไปในอิตาลีช่วงวันคริสต์มาส ถ้ำพระกุมารที่ผู้คนจับตารอดูที่สุด เห็นจะไม่พ้นที่กลางจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์วาติกัน ถึงแม้ตามสถิติจะไม่ใช่ถ้ำฯ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็มีขนาดใหญ่มากเสมอต้นเสมอปลายมาทุกปี

โปรแกรมเที่ยว! ถ้าหนาวนี้ไปอิตาลี มีสถานที่ พิพิธภัณฑ์ กิจกรรมไหนบ้างที่ควรไปตอนหนาว ๆ
ถ้ำพระกุมาร หน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ วาติกัน
ภาพ : initalia.virgilio.it

3. เดินดูการประดับไฟ อันนี้ไม่อยากให้ตั้งความหวังไว้มาก เพราะการประดับไฟของอิตาลีจะไม่กะพริบวิบวับเหมือนไฟที่ยอดกิ่งไผ่ใต้โคมแดง หรือรั้วระแนงกับศาลพระภูมิของบ้านเรา แต่จะเป็นไฟแพตเทิร์นเดียวกัน เรียงยาวเป็นตับ และเปิดแช่เสียเป็นส่วนใหญ่ เรื่องพลุไม่ต้องพูดถึง เพลงจิงเกิลเบลก็ไม่มี ซานตาคลอสหัวเราะโฮ่ ๆ ๆ เหรอ ถามว่าเกี่ยวอะไรกับการเกิดของพระเยซูก่อน

04

ไปโรม ฟลอเรนซ์ เวนิส เซียน่า คาปรี ฯลฯ

กล่าวคือ จะไปไหนก็ไปเถอะ ยิ่งเมืองที่ตามปกตินักท่องเที่ยวแน่น ๆ ยิ่งดี เพราะช่วงนี้คนจะน้อย แต่จุดมุ่งหมายควรเป็นการเดินชมเมืองนะ เพราะบริการต่าง ๆ อาจไม่ครบถ้วนเต็มสตีมเท่า อย่างเช่น คนแจวเรือกอนโดลาในเวนิสเคยบอกว่า ถ้าอยากคุย อยากเจอกับพวกเขา หน้าหนาวเจอกันที่ภูเก็ตนะ หรือเมืองชายหาดหน้าร้อนอย่างรีมีนี (Rimini) ก็ไม่ควรไป เพราะมันไม่มีอะไรเลย นอกจากนั้น บาร์หรือแหล่งบันเทิงใด ๆ มักจะปิดกิจการในฤดูการอื่นด้วย แต่ข้อดีคือ ช่วงหน้าหนาว ที่พักจะถูก

โปรแกรมเที่ยว! ถ้าหนาวนี้ไปอิตาลี มีสถานที่ พิพิธภัณฑ์ กิจกรรมไหนบ้างที่ควรไปตอนหนาว ๆ
รีมีนี ในหน้าร้อน
ภาพ : it.hotels.com
05

ซิซีลี (Sicily)

ซิซีลีเป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี และเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของทะเลเมดิเตอเรเนียน เป็นแหล่งรวมอารยธรรมมากมายที่ซ้อนทับกันอยู่อย่างน่าสนใจ แนะนำที่นี่เพราะสิ่งที่น่าสนใจมักเป็นโบราณสถาน เมือง ทะเล วิถีชีวิต มากกว่าการไปดูใบไม้ใบหญ้า อีกทั้งหน้าหนาวที่นี่มักจะอุ่นกว่าที่อื่นด้วย กล่าวคือ ราว 11 – 12 องศาเซลเซียส อย่าคิดถึงแอร์ในห้องเรา ของจริงไม่หนาวขนาดนั้น

ก็นั่นล่ะ บอกไว้ว่าเผื่อจะต้องไปอิตาลียามหน้าหนาวแล้วไม่รู้จะไปไหน ไปทำอะไรดี

แต่ไม่ว่าจะอยู่ไทย อยู่อิตาลี อยู่ที่นี่ อยู่ที่ไหน ก็ขอให้มีความสุขกับหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงจ้ะ

โปรแกรมเที่ยว! ถ้าหนาวนี้ไปอิตาลี มีสถานที่ พิพิธภัณฑ์ กิจกรรมไหนบ้างที่ควรไปตอนหนาว ๆ
ภาพ : camminiditalia.org

แหล่งข้อมูล

www.beelovedcity.com/italy-in-winter

gretastravels.com/italy-in-winter/

clairesfootsteps.com/italy-in-winter/

mypathintheworld.com/best-places-to-visit-in-italy-in-winter/

www.bookmundi.com/t/italy-in-winter-top-7-destinations

www.bb30.it/magazine_news/I_mercatini_di_Natale_piu_belli_d_Italia.htm

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load