ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ ไวรัสโคโรน่ากำลังระบาดอยู่ทั่วไปในโลก และอิตาลีก็โดนหนักเอาเรื่องอยู่ ยืนหนึ่งในยุโรป

ครั้นจะเอาหูเอานาไปตาไปไร่ เขียนเล่าเรื่องอิตาลีโดยทำประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ทำไม่ลง วันนี้เลยมาแนวโรคภัยนิดหน่อย ขอแตะนิดหนึ่ง สัญญาว่าจะไม่ทำให้หดหู่

วันนี้จะมาเล่าให้ฟังถึงวรรณคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งดูเหมาะเหม็งที่จะกล่าวถึงในช่วงเวลานี้ยิ่งนัก

นั่นคือ เรื่อง เดกาเมรอน (Decameron) ของ โจวันนี บอกคัชโช (Giovanni Boccaccio) นักประพันธ์ชาวอิตาลีในสมัยศตวรรษที่ 14 ใส่ชื่อฝรั่งกำกับไว้ด้วย เผื่อใครเคยรู้จักแล้วแต่ด้วยชื่ออื่น จะได้เข้าใจตรงกันว่าคนเดียวกัน เรื่องเดียวกัน

ใครเคยดูหรืออ่าน สะใภ้จ้าว ไหม มันคือหนังสือที่สาลินพยายามขโมยจากห้องสมุดของเสด็จพระองค์หญิงไปอ่านนั่นเอง ภาษาไทยก็มีแปล แต่ไม่ครบ 100 เรื่อง ใช้ชื่อเรื่องว่า บันเทิงทศวาร จากนั้นยาขอบก็เอาไปแปลงเป็นเรื่องไทยๆ ใช้ชื่อเรื่องว่า กามเทวะนิยาย 

แค่ชื่อและกิริยาการลักลอบเอาไปอ่านก็คงจะพอเดาได้ใช่ไหมว่า น่าจะเผ็ดแค่ไหน

เอาล่ะ คราวนี้จะเล่าประหนึ่งว่าไม่มีใครเคยรู้เรื่องนี้นะ

วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นวรรณกรรรมร้อยแก้ว (ก็คือความเรียงธรรมดาไม่มีสัมผัสนี่ล่ะ) เขียนในราวช่วง ค.ศ. 1350 – 1353 วงการวรรณกรรมนับเรื่องนี้เป็นนวนิยายเรื่องแรกของโลก เป็นต้นแบบของนิยายสมัยใหม่ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Novel เพราะในภาษาอิตาลีลักษณะการเขียนเช่นนี้เรียกว่า Novella แปลว่า ความใหม่ ซึ่งนั่นก็คือลักษณะการเขียนแบบใหม่ ที่ว่าใหม่เพราะแต่เดิมนิยมเขียนกันด้วยร้อยกรองทั้งสิ้น อาจฟังดูแปลก แต่คนสมัยนั้นคงคิดว่าเขียนด้วยภาษาที่พูดๆ กันอยู่มันจะไปเด็ดอะไร จะเขียนทำไมให้เปลืองหมึกกระดาษ จะเขียนทั้งทีต้องกรองออกมาเป็นฉันทลักษณ์สิถึงจะแน่

เดกาเมรอน ประกอบไปด้วยเรื่องสั้นย่อยๆ 100 เรื่อง ผู้ประพันธ์ตั้งใจเขียนไว้ให้ผู้หญิงอ่าน ด้วยว่าผู้หญิงสมัยนั้นไม่มีความบันเทิงเริงใจอะไรเลย พวกผู้ชายยังมียิงนก ตกปลา ขี่ม้า ล่าเหยี่ยว และอะไรต่อมิอะไรให้ทำยามต้องการพักผ่อนหย่อนใจ

ชื่อนี้ไม่ได้เป็นชื่อภาษาอิตาลี หากแต่เป็นภาษากรีก เดกา แปลว่า 10 เมรอน แปลว่า วัน อันหมายถึงจำนวนวันที่ใช้เล่าเรื่องนั่นเอง

เกริ่นมาขนาดนี้ยังไม่เห็นเกี่ยวกับโรคภัยแต่อย่างใด

เกี่ยวสิ

บอกคัชโชเขียนเรื่องนี้โดยให้ตัวละคร 10 คน เป็นเด็กหนุ่มสาวตระกูลสูงของเมืองฟลอเรนซ์ หนีภัยกาฬโรคซึ่งกำลังระบาดอยู่ในฟลอเรนซ์อยู่ใน ค.ศ. 1348

กาฬโรคในยุโรปยุคกลางนั้นร้ายนัก เฉพาะเมืองฟลอเรนซ์ซึ่งมีประชากรขณะนั้นแสนกว่าคน ลดลงไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว

ส่วนสภาพของเมืองฟลอเรนซ์ในขณะนั้นจะเป็นอย่างไรนั้น บอกคัชโชเขียนไว้ในตอนต้น แปลได้ว่า

สลดแสน บรรดาเวียงวังอันโอฬาร เหย้าเรือนอันวิจิตร เคหาสน์อันโอ่อ่า แต่ก่อนเคยคลาคล่ำด้วยหมู่ญาติ ทั้งบุรุษนารีในกุลชาติ มาบัดนี้กลับวังเวงร้างไร้จนแม้บ่าวไพร่แลข้าทาส”

(คำแปลอันไพเราะนี้เป็นของ ผศ. ดร.ปณิธิ หุ่นแสวง เผยแผ่ในเฟซบุ๊กของท่านเอง และได้รับอนุญาตให้เผยแผ่แล้ว)

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
กาฬโรคในฟลอเรนซ์ ค.ศ.1348
ภาพ : commons.wikimedia.org

ตามเรื่อง เด็กหนุ่มสาวทั้งสิบพบกันที่โบสถ์ซันตามาเรียโนเวลลา (Santa Maria Novella) (ใครเคยนั่งรถไฟไปฟลอเรนซ์จำได้ไหมว่าสถานีใจกลางเมืองนั้นชื่อ Stazione di Firenze S.M.N. เจ้าตัวย่อนั่นก็คือชื่อวิหารนี้นี่เอง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

เมื่อเจอกันแล้ว ทั้งหมดก็นัดหมายกันหนีโรคภัยและความหดหู่ของเมืองฟลอเรนซ์ออกไปนอกเมือง จุดหมายปลายทางคือคฤหาสน์ของหนึ่งในบรรดาเด็ก 10 คนนี้ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองฟลอเรนซ์ แถบเขต Fiesole อันเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ห่างจากฟลอเรนซ์ไปไม่ไกล ทั้งทำเลที่ตั้งก็อยู่บนเนินเขา มองเห็นเมืองฟลอเรนซ์อยู่ลิบๆ เชื่อกันหนักแน่นว่าคือ วิลลา ปัลมิแยรี (Villa Palmieri)

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
วิลลา ปัลมิแยรี เมืองฟีแยโซเล
ภาพ : laurettadimmick.com

เมื่อสักครู่ ได้ลองเดินจากโบสถ์ซานตามาเรียฯ ไปยังคฤหาสน์แห่งนี้ด้วยกูเกิลแมปส์ก็พบว่าห่างออกไป 3.5 กิโลเมตรเท่านั้น ใช้เวลาเดินราว 46 นาที (ขากลับ 44 นาที เนื่องจากขาไปต้องขึ้นเนิน) ระยะทางแค่นี้ไม่ครณาอิตาเลียนผู้ชอบเดินหรอก ประมาณจากพารากอนไปแยกอโศก หรือจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสะพานควายเท่านั้นเอง

แล้วไปทำอะไรกัน

เมื่อทั้งสิบไปถึงยังคฤหาสถ์แล้ว ก็ได้คิดขึ้นว่า พวกเรานี้หนอต้องอยู่ที่นี่กันถึง 2 สัปดาห์ จะทำอะไรกันดีเพื่อแก้เหงา อย่ากระนั้นเลย นอกจากร้องเพลง เต้นรำ ฯลฯ แล้ว พวกเราจงมาผลัดกันเล่านิทานดีกว่า เล่าคนละเรื่อง 10 วันก็ 10 เรื่อง

10 คน ก็ได้ 100 เรื่อง…ฉะนี้

สำหรับคนขี้สงสัย 2 สัปดาห์ก็ 14 วันไหม แล้วนับยังไงให้เป็น 10 x 10

คำตอบคือ เขางดกิจกรรมในวันศุกร์และวันเสาร์ วันศุกร์เพราะเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ (เป็นวันสิ้นพระชนม์ของพระเยซู) ส่วนวันเสาร์นั้น เดอะแก๊งกำหนดให้เป็นวันดูแลรักษาสุขอนามัยของตนเอง…รอบคอบสุด ๆ

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
รายละเอียดด้านใน
ภาพ : laurettadimmick.com

กติกาอื่นๆ ที่สำคัญ จะต้องมีพระราชาหรือพระราชินีประจำวัน ซึ่งเลือกกันตอนสิ้นวัน พระราชาหรือพระราชินีผู้นี้ เป็นผู้กำหนดแนวของเรื่องในวันรุ่งขึ้นและควบคุมการเล่าเรื่องทั้งหมด โดยมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งขอตัวเป็นผู้เล่าคนสุดท้ายของทุกวัน โดยให้เหตุผลว่า หากบรรยากาศของการเล่าเรื่องดูตุ่นๆ แป้กๆ เขารับรองว่าจะทำให้วันจบลงอย่างสวยงามด้วยเรื่องของเขาเอง

เรื่องที่เล่านั้นหลายเรื่องเป็นเรื่องสนุก โลดโผน สองแง่สองง่าม จนถึงกับมีคำคุณศัพท์ในภาษาอิตาลีคำหนึ่งคือ boccaccesco แปลตรงตัวว่า แบบบอกคัชโช ซึ่งในความหมายก็คือ ทะลึ่ง สัปดน ผิดทำนองคลองธรรม อะไรทำนองนั้น

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
ภาพ : www.college.columbia.edu

ยกตัวอย่างเรื่องที่สัปดนสักหน่อยก็คือ

พระเอกหนุ่มรูปงามของเรื่องเป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดาๆ คนหนึ่ง วันหนึ่งคนสวนของอารามนางชีบนเนินเขาขอลาออกจากงานเพื่อกลับมาอยู่อย่างแร้นแค้นที่บ้าน โดยบอกว่าพวกนางชีเหล่านั้นมีความร้ายกาจอยู่ในตัว

หนุ่มเจ้าได้ยินดังนั้นจึงไปสมัครงานเป็นคนสวนโดยแกล้งเป็นคนใบ้ คุณแม่อธิการก็รับไว้ทันที

ตอนแรกๆ พวกนางชีก็แกล้งคนสวนใบ้เอาสนุก แต่แล้วนางชี 2 คนก็เริ่มมองเห็นว่าควรสนุกกับหนุ่มเจ้าด้วยเรื่องอื่นแทน จะไปเล่าต่อก็ไม่ได้ คิดได้ดังนั้น พวกนางจึงช่วยกันจัดแจงหาวันเวลาที่ปลอดคน พาหนุ่มเจ้าไปปฏิบัติการอันสุนทรในกระท่อมปลายสวน ไม่นานเรื่องก็ถึงหูแม่ชีคนอื่น ซึ่งก็เข้ามาแวะเวียนใช้บริการเด็กหนุ่มใบ้ปลอมคนนั้น 

ในที่สุด เรื่องก็ถึงหูคุณแม่อธิการซึ่งมาใช้บริการเป็นคนสุดท้าย ไม่แค่นั้น ยังกักตัวชายหนุ่มไว้เสพสมคนเดียวเป็นเวลาหลายวัน จนเด็กหนุ่มนั้นหมดความอดทนและหลุดปากออกมาว่าไม่ไหวแล้ว และจะขอลาออก 

คุณแม่อธิการตกใจที่ชายหนุ่มพูดได้ เขาจึงแก้ตัวโดยบอกว่า นี่คือ ‘ปาฏิหาริย์’ ไง คุณแม่อธิการจะเชื่อจริงหรือไม่เชื่อจริงก็ตาม แต่ก็ไหลตามนั้นไป และนอกจากไม่ให้ลาออกแล้ว ยังยกตำแหน่งผู้ดูแลอารามให้ด้วย เพื่อที่เขาจะได้ไม่เอาเรื่องออกไปแพร่งพรายข้างนอก เรื่องเล่าต่อไปว่า ชายหนุ่มก็อยู่อย่างสุขสม จนกระทั่งแก่ตัว ก็เกษียณตัวเองออกไปอยู่ตามไร่นาตามเดิม

ต้องบอกปฏิกิริยาของศาสนจักรไหม…

แต่ก็ใช่ว่าจะสัปดี้สัปดนทุกเรื่องไป แก่นเรื่องที่ว่าด้วยความรักและศักดิ์ศรีก็มีอยู่ไม่น้อย เช่นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
ภาพ : en.wikipedia.org

เรื่องนี้ทั้งพระเอกนางเอกเป็นขุนน้ำขุนนาง มียศมีศักดิ์กันทั้งสิ้น แต่พระเอกรูปงามนั้นค่อนข้างจะเสเพลสักนิด จึงอกหักปล่อยให้หญิงที่ตนเองหลงรักไปแต่งงานกับคนอื่นเสียได้ คืนวันผ่านไป พระเอกยากจนลง จนต้องออกไปอยู่นอกเมืองพร้อมด้วยเหยี่ยวที่ ‘ลักษณะดีที่สุดในโลก’ (ในยุคกลาง การเลี้ยงเหยี่ยวเป็นกิจกรรมหนึ่งของผู้มีศักดิ์)

ฝ่ายนางเอกซึ่งมีลูกชายแล้วก็ดำเนินชีวิตไปตามฐานานุรูปของหญิงภริยาขุนนาง จนวันหนึ่งสามีของนางตาย นางจึงกลายเป็นหญิงม่ายผู้ร่ำรวย เฉกเช่นผู้ดีมีตระกูลในยุคนั้น 

ในช่วงฤดูร้อน นางก็พาลูกไปพักผ่อนยังคฤหาสน์ฤดูร้อนของตน ซึ่งบังเอิญอยู่ห่างจากที่พำนักของพระเอกไม่ไกลนัก เด็กชายและพระเอกทำความรู้จักสนิทสนมกันดี ส่วนนางเอกก็ต้องไว้ตัวอยู่ห่างๆ เด็กชายชอบเหยี่ยวของพระเอกมาก ถึงขนาดที่วันหนึ่งล้มป่วยหนักยังบอกผู้เป็นแม่ว่า “หากลูกได้เหยี่ยวตัวนั้น ลูกคิดว่าลูกต้องหายดีแน่” นางเอกถึงกับต้องบากหน้าขอพบพระเอกด้วยตั้งใจจะไปขอเหยี่ยวทั้งที่ไม่อยากขอ 

พระเอกซึ่งยากจนข้นแค้นขนาดนั้น เมื่อรู้ว่านางที่ตนรักจะมาเยือนถึงที่บ้าน จึงต้องพยายามอย่างเต็มที่ที่จะต้อนรับนาง เมื่อสิ้นไร้ทุกสิ่ง หนุ่มเจ้าจึงตัดสินใจฆ่าเหยี่ยวตัวนั้นเพื่อปรุงเป็นอาหารต้อนรับนาง เมื่อนางมาถึงและเอ่ยปากขอเหยี่ยวบนโต๊ะอาหาร พระเอกของเราจึงกับหลั่งน้ำตา ด้วยว่านี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่นางผู้เป็นที่รักขอความช่วยเหลือจากเขา แต่เขากลับให้ไม่ได้

นางเอกของเราก็เสียใจเช่นกันแต่ก็ได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ในจิตใจของพระเอก ในที่สุดไม่นานนัก ลูกชายที่ป่วยหนักก็ตาย เหลือเพียงตัวคนเดียว หญิงคนเดียวจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร ผู้ชายที่ร่ำรวยและมียศถาบรรดาศักดิ์ต่างมารุมล้อม แต่แล้วนางก็เลือกพระเอก ด้วยประจักษ์แล้วว่า เขามีจิตใจที่สูงส่งอย่างแท้จริง

Decameron นวนิยายแรกของโลกที่พูดถึงการหนีภัยกาฬโรคที่ระบาดในฟลอเรนซ์เมื่อ 672 ปีก่อน
ภาพ : www.45spaces.com

เมื่ออยู่ครบ 2 สัปดาห์ หนุ่มสาวทั้งสิบก็กลับสู่เมืองฟลอเรนซ์และไม่มีใครทราบชะตากรรมต่อไป…เนื่องจากผู้เขียนจบเรื่องไว้อย่างนั้น

2 สัปดาห์…14 วัน

อืมม…มันบังเอิญหรือเปล่าหนอที่เป็นจำนวนวันที่ในปัจจุบันใช้กักตัวเพื่อดูอาการของโรคในสมัยนี้พอดิบพอดี

สุดท้ายนี้ขอจบบทความด้วยการส่งกำลังใจไปให้ทุกคน ไม่ใช่แค่อิตาลี

ท่ามกลางความหดหู่นี้ ขอให้ทุกท่านพบกับความสุขสนุกสนาน อันจะหล่อเลี้ยงชีวิตให้สู้ต่อไปเหมือนเด็กหนุ่มสาวทั้งสิบในเรื่องนี้เช่นกันด้วยเทอญ

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ช่วงนี้รู้สึกได้รับข่าวสารเชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากมายจนแทบจะกระอัก บางทีร่างกายก็ต้องการเสพอะไรที่หลีกหนีไปจากนั้นบ้าง วันนี้มาล้อมวงในห้องมืด จุดเทียนไว้กลางวง ฟังเรื่องบ้านผีสิงกัน จริงบ้างไม่จริงบ้าง จะเล่าตามที่ได้อ่านเจอมาก็แล้วกัน 

1. เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี

เคหาสน์สีแดง แห่งแคว้นลอมบาร์ดี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/Villa_De_Vecchi

ชื่อจริงๆ ของบ้านนี้คือบ้านของ (ตระกูล) เดเวคคี (Casa De Vecchi) สร้างในศตวรรษที่ 19 ตามบัญชาของ ท่านเคานต์เฟลิเช เด เวคคี (Felice De Vecchi) เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน ตั้งอยู่ในเขตคอร์เตนอวา (Cortenova) ใกล้กับทะเลสาบโคโม่ 

บ้านสีแดงชาดนี้ปัจจุบันสีได้หลุดลอกออกไปบ้างแล้ว ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนบาดแผลที่ถลอกปอกเปิก บางคนก็เรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านแม่มด’ บ้างก็ว่าเพราะเคยมีเจ้าลัทธิซาตานคนหนึ่งเคยหมายตาบ้านหลังนี้ไว้ เพื่อเป็นที่ชุมนุมผู้ที่บูชาซาตานและแม่มด แต่ถึงยังไม่ได้ทำ บ้างก็ว่ามีการชุมนุมอยู่บ่อยๆ สรุปง่ายๆ ว่า บ้านนี้ดูเป็นทำเลทองของผู้นิยมซาตานและมนตร์ดำ

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : brividihorror.it/villa-de-vecchi/

ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งท่านเคานต์ออกไปเดินเล่น พอกลับมาบ้านก็พบว่าภรรยาถูกฆาตกรรม ใบหน้าของศพเละไม่เหลือดี มิหนำซ้ำลูกสาวยังหายไปด้วย ท่านเคานต์จึงเก็บข้าวเก็บของออกจากบ้านนั้นและไม่กลับไปอีกเลย ในขณะที่สายไม่มูก็อุตส่าห์ไปสืบทะเบียนราษฎร์พบว่า ท่านเป็นโสด ไม่มีลูกไม่มีเมีย 

ยังไม่ยอม สายมูก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจากโหยหวนออกจากบ้านอันว่างเปล่าหลังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่วันยาวที่สุดในรอบปีที่เรียกกันว่าครีษมายันและเหมายัน 

ผู้ที่ดูแลบ้านหลังนั้นออกมาบอกว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง บ้านหลังนี้ผีไม่มีสางอะไรทั้งนั้น จะมีก็เขานี่แหละที่หลอกเป็นผีเพื่อไล่พวกที่มาป้วนเปี้ยนวุ่นวาย

แต่สิ่งที่เพิ่มความขลังให้แก่บ้านหลังนี้อีกหนึ่งเรื่องก็คือ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้ มีเหตุการณ์แผ่นดินถล่มเกิดที่แถบนี้ สร้างความเสียหายมากมายให้แก่เมืองและเมืองอื่นๆ โดยรอบ แต่บ้านหลังนี้กลับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลยแม้แต่น้อย

2. เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส

บ้านหลังนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคที่เวนิสรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ตั้งอยู่บนคลองใหญ่ Canal Grande หรือ แกรนด์ คะแนล เลย เกือบจะถึงปากคลองแล้ว อยู่เยื้องไปทางขวาของท่าเรือ Giglio

เรื่องความงามไม่ต้องพูดถึง ดูจากภาพที่โมเน่ต์วาดก็แล้วกัน

เคหาสน์ดาริโย (Ca’ Dario) ที่เวนิส
Claude Monet, Venice, Palazzo Dario, olio su tela, The Art Institute of Chicago, 1908.
ภาพ : artadvisor.art.blog/2021/04/06/ca-dario-il-palazzo-maledetto-di-venezia

ตำนานที่เล่าขานในฐานะ ‘บ้านต้องคำสาป’ คือ คนในบ้านมักไม่ค่อยตายดีกันอยู่หลายราย เริ่มตั้งแต่แรกสร้าง ลูกสาวเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจของสามี จากนั้นสามีและลูกชายของเธอก็ตาย (โหง) ตามไป แล้วจากนั้น เจ้าของบ้านรุ่นต่อๆ มาก็ตายไม่ดีกันหลายคน ใครผ่านบ้านนี้ก็พากันขนพองสยองเกล้า 

เช่นเดียวกับบ้านผีสิงหรือบ้านต้องคำสาปหลายแห่ง มักจะไม่ได้เล่าต่อๆ กันมานับตั้งแต่แรกสร้างหรอก มันจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แล้วผู้คนถึงได้ตั้งกองกันฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอย่างเอิกเกริก เหมือนหวยออก ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนเป็นลางบอกเหตุทั้งสิ้น

ข่าวใหญ่ข่าวนั้นคือ ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 ท่านเคานต์คนหนึ่งถูกหนุ่มชู้รักฆ่าตาย ณ บ้านหลังนี้ เหตุการณ์อันรุนแรงและฉาวโฉ่เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเวนิสอันแสนโรแมนติก จึงอาจเป็นชนวนทำให้คนเวนิสขุดเรื่องบ้านหลังนี้มาเล่ากันสนุกปาก ใครเด็ดกว่าชนะ อะไรทำนองนั้น 

5 คฤหาสน์ผีสิงทั่วอิตาลี พร้อมตำนานสนุกชวนขนลุกไม่แพ้เรื่องผีไทย
ภาพ : commons.wikimedia.org/wiki/File

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ออกมาศึกษาว่า แทบไม่มีอะไรเป็นจริงเลย พ่อแม่ลูกต้นเรื่องที่ว่านั้นถึงจะมีอยู่จริง แต่แม่ป่วยตาย พ่อก็ป่วยตาย ลูกที่ในข่าวว่าตายจากการสงครามนั้น ก็ไม่ใช่ลูก แต่เป็นลูกหลานในหลายศตวรรษให้หลังที่ชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน นอกจากนี้ บ้านยังถูกเปลี่ยนมือมาอีกหลายชั่วอายุคน หลายศตวรรษ มีทั้งคนในตระกูล คนนอกตระกูล หลากเชื้อชาติ แต่ไม่เคยมีใครฆ่าตัวตายในบ้านหลังนั้นเลย

3. เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)

เคหาสน์มัญโญนี จังหวัดแฟร์รารา (Magnoni, Ferrara)
ภาพ : storie.ivipro.it/db/villa-magnoni/

บ้านหลังนี้อยู่ในเขตโคนา (Cona) ห่างจากเมืองแฟร์ราร่าไม่กี่กิโลเมตร เข้าสู่วงการบ้านผีสิงในช่วง ค.ศ. 1980 นี้เอง ผู้สร้างตำนานเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อันที่จริงคือกลุ่มหนึ่งอาจจะเหมาะกว่า เด็กกลุ่มนี้แอบย่องเข้าไปในบ้านร้างแห่งนี้ แล้วประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตกันยกก๊วน มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รอดมาเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้คนอื่นฟังว่า ขณะที่พวกเขากำลังย่องเข้าไปบุกรุกบ้านร้างหลังนั้นอย่างคึกคะนอง สายตาของพวกเขาก็ไปปะกับสายตาเกรี้ยวกราดคู่หนึ่งจากหน้าต่างบ้านชั้นบนพร้อมชี้หน้าแผดเสียงไล่ จนพวกเขาลนลานวิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน จนมาประสบอุบัติเหตุดังกล่ว

หลังจากการบอกเล่าของเด็กคนนั้น หน้าต่างทุกบานของบ้านก็ถูกปิดสนิท แต่หลังจากนั้นไม่นาน หน้าต่างบานหนึ่งก็เปิดออกมาอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เป็นหน้าต่างบานที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดถึงนั่นเอง

บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างและดูเหมือนไม่มีใครรู้จักเจ้าของคนปัจจุบัน มีนักล่าผีหลายคนที่ยังคงเข้าไปในบ้าน เรื่องที่เล่าขานกันก็ยังเป็นเรื่องเสียงกระซิบของผู้หญิงและเสียงกรีดร้องอันเยือกเย็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเงาดำที่อยู่หน้าหน้าต่างชั้นสองของบ้าน… ใช่ บานนั้น

4. ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini) 

ปราสาทมนเตแบลโล เมืองรีมีนี (Castello di Montebello, Rimini)
ภาพ : www.hotel-sangiorgio.com/montebello-torriana-castello-azzurrina

รีมีนีไม่ได้มีดีแค่ชายหาดหน้าร้อน ที่เขตปอจโจ โตรียานา (Poggio Torriana) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดรีมีนี มีปราสาทซึ่งคู่ควรแก่การเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลีด้วย

ตำนาน (คำนี้การันตีความเลื่อนลอย แต่สนุก) ได้กล่าวถึงตัวละครสำคัญคือ หนูน้อยอัซซูรีนา (Azzurrina) ซึ่งเป็นลูกสาวของอูกุชโชเน ดิ มอนเตแบลโล (Uguccione Di Montebello)

เด็กน้อยคนนี้เกิดในราวช่วงหลังของคริสตศตวรรษที่ 14 เธอเกิดมาเป็นเด็กเผือก ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนมองว่าเป็นปีศาจร้าย เป็นกาลกิณี ผู้เป็นพ่อจึงจำต้องขังลูกสาวตัวเองให้อยู่แต่ในปราสาทโดยมียามเฝ้า 2 คน วันหนึ่งเด็กน้อยเล่นลูกบอลผ้าแล้วลูกบอลกลิ้งตกลงไปในห้องใต้ดิน เธอจึงวิ่งลงไปเก็บ ลงไปไม่นานยามทั้งสองซึ่งอยู่ด้านบนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่พอวิ่งลงไปดูก็ไม่พบอะไร ไม่พบใคร…แม้แต่อัซซูรีน่าเอง

ล้อมวงฟังเรื่อง 5 คฤหาสน์ผีดุทั่วอิตาลีที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ทำคนขนพองสยองเกล้าทั่วอิตาลี
ภาพ : www.hotelcorallorimini.com/it/blog/entroterra/castello-montebello-la-leggenda-azzurrina/

แม้จะหาเท่าไหร่ก็ไม่พบร่างของเด็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้ เพราะทุกๆ 5 ปีในวันครีษมายัน อันเป็นวันที่เธอหายตัวไป เธอจะปรากฏให้เห็น ปัจจุบันปราสาทหลังนี้เปิดให้เข้าชมด้วย

5. เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)

เคหาสน์วัลเลมานี แห่งเมืองอังโคนา (Palazzo Vallemani, Ancona)
ภาพ : Loscrignodelmistero.webnode.it

เคหสถานอันเป็นตำนานหลอนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขาเมืองแซรรา ซัน ควิรีโก (Serra San Quirico) เขตจังหวัดอังโคนา ต้นเหตุแห่งเรื่องเกิดขึ้นเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้เอง 

เรื่องเล่าว่าวันหนึ่งในช่วงสงคราม บ้านหลังนี้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นมา จู่ๆ ทหารนาซีก็ได้บุกเข้ามากราดยิงผู้คน ณ ที่นั้น คร่าชีวิตผู้คนไปราว 20 ราย ก่อนตายท่านเคานต์ได้ลั่นวาจาว่าจะอยู่ปกป้องบ้านหลังนี้ของท่านตลอดไปไม่ให้ใครมาย่ำยี 

จากนั้นบ้านหลังนี้ก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องผีพื้นฐานทั่วๆ ไป เช่นมีเสียงร้อง ฯลฯ จนกระทั่งเรื่องๆ ใหญ่ๆ ได้เกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา

บ่าวสาวคู่หนึ่งเกี่ยวก้อยกันไปถ่ายวิดีโอสั้นๆ กันที่นั่น ตอนถ่ายก็เหมือนจะดีๆ อยู่ แต่พอกลับมา ภาพทั้งหมดมืดสนิท แต่มีเสียงไวโอลินงานเลี้ยงดังเป็นแบกกราวด์

อีกรายหนึ่งเกิดราว ค.ศ. 1980 เด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเดินเล่นที่นั่น แล้วก็แวะโบสถ์เล็กๆ ของบ้าน เธอไปเจอรูปถ่ายบ่าวสาวคู่หนึ่งใส่ชุดสมัยต้นศตวรรษตั้งอยู่ในนั้น เธอเห็นว่าสวยดีก็เลยฉวยกลับบ้าน คืนนั้นเธอฝันร้าย เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากระซิบข้างหูบอกให้เธอเอารูปไปคืน เธอกรีดร้องตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าแม่ของเธอยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงประตู แม่บอกว่าได้ยินเสียงลูกสาวร้อง เธอก็เลยเข้ามาดู แต่สิ่งที่เธอเจอคือ ผู้หญิงแต่งชุดขาวคนหนึ่งกำลังกระซิบอะไรบางอย่างอยู่ข้างหูลูกสาวเธอ ก่อนจะหายวับไป

ไหนๆ ก็ทำกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้คนแถวนั้นเลยจัดให้ครบ โดยเรียกหน้าผาซึ่งอยู่ตรงนั้นว่า ‘หน้าผาปีศาจ’ เป็นอันครบจบในที่เดียว

ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของตัวเอง จะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ถูกหรอก เรียกได้ว่าใกล้ตัวที่สุดแล้ว วันหนึ่งไปนั่งกินข้าวที่บ้านพี่คนไทยคนหนึ่งในเซียน่า จริงๆ เป็นอพาร์ตเมนต์แบ่งห้องเช่ากับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆ บ้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ก็บอกว่า บ้านนี้น่าอยู่ดีนะ พี่ก็บอกว่าใช่ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้อยู่กันแค่เท่าที่เห็น 

แหม ชงมาขนาดนี้พี่ต้องเล่าแล้วละ เธอบอกว่า เช้าวันหนึ่งขณะที่ทุกคนสาละวนกันอยู่ในครัว กินโน่นนี่เตรียมตัวจะออกไปเรียนกัน พี่คนนี้ก็ทักเพื่อนร่วมบ้านอีกคนว่า 

“แหม เมื่อคืนนอนดึกจัง ฉันตื่นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงล้างจานก่อกแก่กอยู่ในครัว”

เพื่อนคนนั้นชะงัก แล้วถามกลับว่า

“อ้าว ไม่ใช่เธอเหรอ” แล้วก็หันไปหาอีกคนหนึ่ง

“เปล่า แต่ชั้นก็ได้ยิน”

ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าของตัวเองต่อไป

ฉันซึ่งเคยแต่ได้ยินเรื่องผีสระผมมาบ้างแล้ว วันนั้นได้ยินเรื่องผีล้างจาน ในใจนึกว่า เออหนอ โลกเรานี้มีอะไรให้เรียนรู้ได้ไม่รู้จบจริงๆ ผีเองก็ไม่ได้สักแต่ว่าจะมาแหกอก ยืนตะคุ่ม หรือเหวี่ยงจาน ปัดหนังสือตกจากชั้น ผีรักความสะอาดก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน

สัพเพสัตตาฯ

ข้อมูลอ้างอิง

storiedimenticate.it/villa-de-vecchi/

Loscrignodelmistero.webnode.it

www.vanillamagazine.it/

www.sixt.it/magazine/viaggi/case-infestate-italia/ 

www.misteridelmondo.it/

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load