The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

Dear My Friends (2016) 

Genre : ชีวิต ดราม่า ครอบครัว ความรัก บันเทิงเริงรมย์ 

Original Network : tvN เกาหลีใต้

Licensed Thai Subtitle : Netflix (ชื่อไทย แก๊งคุณยายกับชีวิตอลหม่าน)

Screenwriter : โนฮีคยอง เจ้าของผลงาน Our Blues (2022), Live (2018), The Most Beautiful Goodbye (2017), It’s Okay, That’s Love (2014), That Winter, The Wind Blows (2013)

Director : ฮงจงชาน เจ้าของผลงาน Juvenile Justice (2022), Her Private Life (2019), Life (2018), The Most Beautiful Goodbye (2017), Live Up to Your Name (2017), My Secret Hotel (2014), Doctor Stranger (2014)

Cast : บทนำ – โกฮยอนจอง คิมฮเยจา นามุนฮี โกดูชิม พัควอนซอก ยุนยอจอง จูฮยอน คิมยองอ๊ก ชินกู

บทสมทบ – โจอินซอง อีกวางซู ซองดงอิล จางฮยอนซอง ยอมฮเยรัน ชินซองอู นัมนึงมี คิมจองฮวาน (ลูกชายแท้ ๆ ของโกดูชิม) โกโบกยอล บยอนอูซอก และ แดเนียล เฮนนี่

Length : 16 ตอน

Awards : รางวัลละครยอดเยี่ยมและบทละครยอดเยี่ยม 53rd Baeksang Arts Awards และรางวัลบทละครยอดเยี่ยม 9th Korea Drama Awards 

***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วน***

เปิดปก Dear My Friends อันเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของชาวแก๊งอาวุโส รวมวัยครึ่งค่อนพันปี ยิ้มแฉ่งแข่งดอกไม้บานแย้ม ส่งกลิ่นอายพลังบวก++ ให้ชวนพิสูจน์ว่า ละครน้ำดีการันตีรางวัลเรื่องนี้ ทำไมจึงได้ขึ้นหิ้งในดวงใจใครมากมาย

คอนเซ็ปต์ของซีรีส์เรื่องนี้หยิบยืมเอาเคล็ดลับคำว่า ‘Flower Boys’ หนุ่มใส ๆ วัยจิ้มลิ้ม มาล้อเอ็นดูเป็น ‘Flower Elders’ รุ่นดึกคึกคักน่ารัก พาเราปลื้มปริ่มยิ้มทั้งน้ำตาไปกับเรื่องราวสมจริงของแก๊งเพื่อน สว. (สูงวัย) ซึ่งชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวเข้าฤดูดอกไม้บาน ต่างสีสันสายพันธุ์ แต่ล้วนงดงามในตัว สะท้อนคาแรกเตอร์สนุก ๆ ของแต่ละตัวละคร แตกต่างไปตามสีเช่นนี้เลย 

สีแดง คือความมุ่งมั่น เป็นผู้นำ เปี่ยมรัก สีเหลือง คือความหวัง เบิกบานสร้างสรรค์ สีส้ม คือจิตวิญญาณและกำลังใจ สีชมพู คือความอ่อนโยน ชวนทะนุถนอมและเสน่หา สีม่วง คือความอวดดี ถือตัว มีอิทธิพล 

Dear My Friends : การเดินทางของพลพรรคดอกไม้บาน ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง และสูญเสีย

สิ่งสำคัญกับความจริงที่ว่า แม้วันหนึ่งดอกไม้จะต้องโรยราไปตามกาลเวลาก็ไม่น่าเสียดายหรือเสียใจ ถ้าวันนี้ได้เบ่งบานเต็มที่กับชีวิตซึ่งเดินทางผ่านโลกมา คือความทรงจำมากคุณค่าต่อคนข้างหลัง รวมถึงเรา ๆ ผู้ชมพลอยได้คิดและฟีลกู๊ดตามไปด้วย

ผู้เดินเรื่องเล่ามหกรรมอลเวงบันเทิงของชาวพลพรรคดอกไม้กลุ่มนี้ คือนักเขียนที่ชื่อว่า พัควาน (รับบทโดย โกฮยอนจอง) เป็นลูกสาวคนเดียวของแม่เลี้ยงเดี่ยว ชางนันฮี (รับบทโดย โกดูชิม) เธอแค่ต้องการระยะห่าง หลุดพ้นจากความหมกมุ่นและชี้นำของแม่มาตลอด 40 ปี ถึงเวลาที่แม่ควรปล่อยเธอและไปใช้ชีวิตสร้างสุขของตัวเองบ้าง 

Dear My Friends : การเดินทางของพลพรรคดอกไม้บาน ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง และสูญเสีย

‘คำขอ’ 2 ข้อของแม่ที่โถมความหนักอึ้งลงบนใจที่ซ่อนความบอบช้ำอยู่ และกลายเป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวในซีรีส์นี้ คือ หนึ่ง ช่วยเขียนหนังสือเล่าชีวิตของแม่กับแก๊งเพื่อนซี้ สอง ให้เลือกคนรักดี ๆ กาดอกจันนะว่า ‘โสดและไม่พิการ’ ซึ่งเป็นกลไกลบปมด้อยในใจของชางนันฮี 

แม้พัควานจะรู้จักกับเหล่าเพื่อน ๆ แม่มาตั้งแต่เล็ก แต่ก็มีมุมอคติในความเรื่องเยอะชวนยุ่ง อึกทึกชวนปวดหัว (ที่มักชวนขำสำหรับคนดู) ทำให้เธอไม่เต็มใจนักทุกครั้งที่ถูกลากเข้าไปเอี่ยว ประหนึ่งเหมารวมเป็นสมาชิกแก๊ง แต่ไป ๆ มา ๆ ความจำยอมจนได้ประสบการณ์ร่วมมากมาย ก็ส่งผลให้พัควานเริ่มเห็นมุมงดงามในชีวิต Bittersweet ของพวกเขาที่ควรค่าร้อยเรียงไว้เป็นแรงใจ พลังมิตรภาพที่ฮีลใจกันอย่างน่าทึ่ง พ่วงถึงการได้คลี่คลายปมความสัมพันธ์ของตนเองกับแม่ และแก้โจทย์ความรักของตัวเองได้ในที่สุด 

นั่นแปลว่านอกจากลุงป้าน้าอาและแม่ ที่บรรเลงบทเด่นประหนึ่งทุกคนต่างเป็นพระนางของชีวิตตัวเองแล้ว ยังมีสีสันพระนางฉบับหนุ่มสาวของพัควานกับ ยอนฮา (รับบทโดย โจอินซอง) เสิร์ฟให้เชียร์สลับไขว้ไปตลอดเรื่องด้วย แบบว่า Bittersweet มิได้หย่อนไปกว่ากันนัก แต่จะมีสิ่งชูใจเป็นโบนัสว้าว ๆ จากโจอินซอง คือความหล่อละมุนกลิ่นหอมสะอาดฟุ้งทะลุจอ คุ้มค่าแอร์ไทม์การเป็นนักแสดงรับเชิญแบบยาวโลดพิเศษ ฟีลคนหล่อที่เข้ากั๊นเข้ากันกับวิวโรแมนติกของประเทศสโลวีเนีย ละลายใจสายฟินได้ชัวร์

‘ชีวิตคือสงคราม’ เป็นคำกล่าวหนึ่งในละครที่สะดุดหู ชวนหยิบยกคู่รบที่เชียร์สนุกมาเรียกน้ำย่อย นั่นคือ ลุงซอกกยุน (รับบทโดย ชินกู) กับ ป้าจองอา (รับบทโดย นามุนฮี) เพื่อนเรียนที่เปลี่ยนสถานะเป็นคู่ชีวิต ตัวแทนครอบครัวรุ่นดั้งเดิมที่ชูเพศชายเป็นใหญ่เป็นสำคัญ 

Dear My Friends : การเดินทางของพลพรรคดอกไม้บาน ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง และสูญเสีย

แม้นอกบ้านลุงซอกกยุนจะทำงานเป็นแค่ รปภ. ที่ถูกจิกใช้บ่อย ๆ แต่ในบ้าน ลุงยึดอำนาจตั้งตัวเป็นนาย เมียเป็นบ่าวที่ต้องเสิร์ฟข้าว เสิร์ฟน้ำถึงมือ แถมนิสัยขี้งก วอนเดียวไม่มีกระเด็นให้เมีย แต่กลับทุ่มเทอุ้มชูครอบครัวน้อง ๆ ของตัวเองในฐานะเป็นพี่ใหญ่ ความขี้บ่น เห็นแก่ตัว ปากเสีย ได้กร่อนเซาะจิตใจป้าจองอาอย่างเงียบ ๆ มาตลอด แต่ก็ใช่ว่าลึก ๆ ลุงไม่รักลูกรักเมียนะ เป็นเพราะนิสัยไม่ยอมแสดงออก และค่านิยมรากเหง้าสังคมที่สร้างศักดิ์ศรีค้ำคอ เลยอาจมีบางคราวที่ลุงแอบไปแสดงลับหลังแบบปิดทองหลังพระบ้างโดยไม่มีใครรู้ซะงั้น (แต่โอย… ผู้ชมประณามลุงไปอ่วมซะก่อนแล้ว)

Dear My Friends : การเดินทางของพลพรรคดอกไม้บาน ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง และสูญเสีย

ข้างฝ่ายป้าจองอาผู้รักอิสระ เคยวาดหวังท่องเที่ยวตั้งแต่ทริปฮันนีมูน แต่รอจนแก่หง่อมก็ยังไม่ได้ไปไหนสักครั้ง ป้าเป็นคนอึดแกร่ง ถึงไหนถึงกัน รักครอบครัว ยึดมั่นหน้าที่แม่บ้านให้สามีให้ลูก ๆ เสมอต้นเสมอปลาย ความอดทนยาวนานจนสามีเข้าใจว่าเป็นคนหัวอ่อน…

 ใครจะนึกว่าวันหนึ่งป้าจะลุกมาปลดแอกตัวเอง เป็นไทโดยฉับพลัน เหมือนได้ปล่อยฮุกสวนสามีแบบไม่ให้ทันตั้งตัว เป็นหมัดเด็ดที่จะทำให้ลุงซอกกยุนต้องทบทวนตัวเองครั้งใหญ่ในชีวิต 

ซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องสังคมสูงวัย ชวนให้คนทุกวัยตั้งคำถามถึงการเดินทางของชีวิตที่ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง สูญเสีย
ซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องสังคมสูงวัย ชวนให้คนทุกวัยตั้งคำถามถึงการเดินทางของชีวิตที่ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง สูญเสีย

นอกจากคู่นี้ แล้วก็ยังมีอีกหลาย ๆ คู่ที่ไฟต์สู้กับชีวิต ให้เราได้เก็บเกี่ยวนานาข้อคิดสนุกไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นคู่แม่ลูกมีปมของชางนันฮีกับพัควาน คู่เพื่อนรักเพื่อนแค้นของชางนันฮีกับ น้ายองวอน (รับบทโดย พัควอนซอก) คู่ซี้สุดป่วน Therma and Louis ของป้าจองอากับป้า 4D ฮีจา (รับบทโดย คิมฮเยจา) ปัญญาชนเพื่อนกินของ ป้าชุงนัม (รับบทโดย ยุนยอจอง) กับ อาจารย์พัค (รับบทโดย ซองดงอิล) คู่กรรมสุดฮาวัยดึ๊กดึกของ ยายซังบุน (รับบทโดย คิมยองอ๊ก) กับคุณตา คู่แม่ลูกตัวห่างใจใกล้ของป้าฮีจากับ มินโฮ (รับบทโดย อีกวางซู) คู่เพื่อนเก่ารักเราผลิใหม่ของป้าฮีจากับ ลุงซองแจ (รับบทโดย จูฮยอน) การันตีว่าสลับฉากไปที่ใครก็สนุกเพลินแน่นอน 

ซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องสังคมสูงวัย ชวนให้คนทุกวัยตั้งคำถามถึงการเดินทางของชีวิตที่ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง สูญเสีย

หรืออีกนัยหนึ่งที่ว่า ‘ชีวิตคือการเดินทาง’ แปลความโดยตรง ๆ ก็เป็นทริปเที่ยวที่ป้าจองอาปรารถนาอยากใช้ช่วงเวลาดี ๆ กับเพื่อน ๆ ไปปล่อยวางเรื่องหนัก ๆ แต่ในความหมายแฝงที่ลึกไปกว่านั้น คือการสั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้การอยู่กับชีวิต เพื่อนฝูง ครอบครัว การงาน ความรัก หรือแม้กระทั่งสังขารที่มิอาจเลี่ยงได้ จึงเป็นการเดินทางที่สุขบ้าง พลาดหลงบ้าง ติดขัดบ้าง และทางก็เหลือน้อยสั้นลงไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะพวกเขาทุกคนพร้อมจะเดินจับมือกันไปจนสุดทาง

ซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องสังคมสูงวัย ชวนให้คนทุกวัยตั้งคำถามถึงการเดินทางของชีวิตที่ครบรสทั้งสุขสันต์ หลงทาง สูญเสีย

รางวัล ‘บทละครยอดเยี่ยม’และ ‘ละครยอดเยี่ยม’ จากเวทีใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมบันเทิงประเทศเกาหลีใต้ ที่มอบให้กับซีรีส์ Dear My Friends คือรางวัลสะท้อนเสน่ห์ลีลาเฉพาะตัวของนักเขียนโนฮีคยอง ซึ่งเจนจัดการรังสรรค์บทที่ขับเคลื่อนด้วยคาแรกเตอร์ตัวละครแนวสมจริงเข้าถึงเสี้ยวชีวิต (Slice of Life) ยิ่งได้ฝีไม้ลายมือโปรแบบเป็นธรรมชาติของเหล่านักแสดงอาวุโส ผู้ไม่ได้ถูกเรียกขานว่ารุ่นพี่ แต่เป็นถึง ‘อาจารย์’ มารองรับ ผนวกเนื้อหามุมมอง ‘ชีวิต’ ที่เป็นกระจกส่องสะท้อนผู้คนและสังคมจริง ร้อยเรียงอย่างเพลิดเพลินครบรสด้วยแล้ว นี่คือบทสรุปความดีงามบริบูรณ์ของ Dear My Friends เลยค่ะ

บันเทิงน้ำดีที่ไม่อยากให้มองข้ามเพียงเพราะไม่ใช่สูตรนิยมที่คุ้นเคย แต่ลองมองไปรอบ ๆ ตัวที่มีญาติมิตรผู้ใหญ่ดูสิ เรื่องนี้จะทำให้เรารักและเข้าใจพวกเขามากขึ้น สังคมสูงวัยกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนทั้งโลกแล้ววันนี้ และวันหนึ่งข้างหน้า ตัวเราเองนี่แหละก็จะเดินทางไปอยู่จุดนั้น 

ว่าแต่… มีสมาชิก เพื่อนกันวัยดึก’ พร้อมยิ้มบานแฉ่งไปด้วยกันแล้วหรือยังคะ 😊

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

WARUMANU

นักเขียนสมัครเล่นในวัยที่ไม่ได้เล่น ๆ แล้ว เก็บตกผลพลอยได้จากวิถีเสพสุขเล็ก ๆ หลังเกษียณ มูฟวนบันเทิงแดนกิมจิ สู่การดูไปรีวิวไป ได้เติมสุขสนุกคลุกเคล้าคุณค่าเกินคำว่า Leisure อันยองทักทายกันได้ที่เพจมูฟวีข้ามวันซีรีส์ข้ามคืนนะคะ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

85 นาที
Director: Susan Glatzer
* บทความนี้ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์ เพราะผู้เขียนโฟกัสกับจังหวะเท้าที่ขยับตามทั้งเรื่อง

Alive and Kicking

ต่อให้คนไม่ใช่คอเพลงแจ๊ส หล่อนเชื่อว่าช่วง 3 – 4 ปีมานี้คุณต้องรู้จักหรือได้ยินคำว่าเต้นสวิงมาบ้าง แน่ล่ะ ไม่เช่นนั้นคุณคงไม่อ่านมาถึงบรรทัดนี้

หรือว่าเหตุผลที่คุณเข้ามาอ่านคือคำว่าสุขโป๊ก! กันแน่ อ่า!! ก็เป็นได้

ทันทีที่หล่อนรู้ว่าหนังสารคดีเรื่องล่าสุดของ Documentary Club จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับเต้นสวิง หล่อนก็ไม่คิดลังเลอะไรแล้ว นอกจากจะรอคอยด้วยใจจดจ่อ หล่อนยังแอบไปชิงโชคตั๋วหนังในการประกวดตั้งชื่อภาษาไทยให้กับหนังเรื่องนี้ ดีใจจังที่ชื่อของหล่อนไม่ชนะ ไม่เช่นนั้น Alive and Kicking อาจจะไม่ได้มีชื่อภาษาไทยน่าเอ็นดูอย่าง สุขสวิง!!

อยากเดาไหมคะว่าหล่อนตั้งชื่อไปว่าอะไร นั่นไง แอบคิดเรื่องแบบนั้นอยู่ใช่ไหมคุณ

Alive and Kicking

One two, one two three four!

อยู่ไม่สุขเลยตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง ทั้งภาพ บรรยากาศ แสง สี เสียง ตัดสลับไปมาจนหล่อนอยากลองกระโดดเตะขาสูงแบบในเรื่องให้พร้อมกับจังหวะโยนของนักเต้นในจอ โชคดีที่หนังเรื่องนี้ไม่เข้าฉายในระบบสี่มิติพร้อมเก้าอี้เคลื่อนที่ แค่นี้หล่อนก็ถอดจิตเต้นตาม จินตนาการว่าคุณปู่ Frankie Manning นักเต้นสวิงในตำนานกำลังจับหล่อน swing out 3 รอบรวดแล้ว

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่พบเห็นสาระหนังสารคดีอย่างที่ควรจะเป็น หล่อนฝากเรามาขออภัยคุณผู้อ่านด้วย หล่อนจำชื่อนักเต้นในหนังไม่ค่อยได้เลยเพราะแบ่งหัวจดจำท่าไว้ฝึกซ้อมสำหรับงานเต้นสวิงครั้งใหญ่ของเมืองที่จะเกิดขึ้นเดือนหน้านี้อยู่ ใครสนใจไปด้วยกันต้องรีบหาบัตรนะคะ หล่อนบอกว่าเป็นงานเต้นสวิงที่แต่งตัวสนุกที่สุดในภูมิภาคนี้แล้วจริงๆ

Alive and Kicking Alive and Kicking

Alive and Kicking

สุขสวิงเถอะเรา เศร้าไปทำไม

เส้นเรื่องหลักของ Alive and Kicking ตามตัวอย่างหนัง พาเราไปตื่นตากับลีลาการเต้นสวิงผ่านเรื่องราวของนักเต้นชื่อดังจากหลายๆ ประเทศ ที่บ้างเป็นสาวนักเต้นผู้มีพรสวรรค์ บ้างเป็นอดีตทหารนาวิกโยธินที่กลับจากสงครามอิรัก บ้างเป็นนักเต้นในตำนานที่ห่างหายจากวงการไปเป็นนักไปรษณีย์กว่า 40 ปี ก่อนจะฟื้นคืนฟลอร์เต้นรำในวัย 80 และผลิตนักเต้นและปลุกบรรยากาศสวิงแจ๊สทั่วโลก

สำหรับบางคนเต้นสวิงช่วยบำบัดการเข้าสังคม เต้นสวิงช่วยสร้างมิตรภาพ เต้นสวิงมอบชีวิตใหม่ เต้นสวิงมอบความรัก

เหมือนตอนที่ใครรู้ว่าหล่อนเต้นสวิง ก็มักคิดว่าหล่อนจะมีความรักที่นั่น

ไหนๆ ก็เล่าเรื่องนี้แล้ว หล่อนขอเพิ่มเติมหมายเหตุนิดเดียว ว่า 2 บรรทัดนี้เปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน นิดเดียวจริงๆ คุณ หล่อนแค่จะบอกว่า หล่อนชอบท่อนตอนในหนังที่บอกว่าเต้นสวิงเป็น three-minute romances นอกจากสนุกสนานในจังหวะที่รับส่งเข้ากันดีแล้ว การเต้นสวิงไม่ได้พาเราไปสู่เรื่องความรักที่มากกว่านั้น พวกเราชายหญิง (หรือชายชาย หญิงหญิง) จับมือกันตลอดทั้งเพลงก็จริง แถมบางเพลงก็หวานมาเสียด้วย แต่มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการบังคับบอกจังหวะให้หล่อนหมุนเข้า หมุนออก อิมโพรไวซ์ กระโดด และอื่นๆ และเมื่อจบเพลงทั้งคู่จะบอกขอบคุณและบอกลา ก่อนจะเปลี่ยนไปเต้นสนุกกับคนอื่นๆ ในฟลอร์

ดีใช่ไหมล่ะ บอกขอบคุณและบอกลาด้วย ใครที่ชอบจะไปแล้วไม่ลาน่าจะลองมาเต้นสวิงดูนะ เผื่อว่าจะเป็นคนน่ารักขึ้น ไม่ค่ะไม่เศร้า หล่อนบอกแล้วไงว่า สุขกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม

แต่ถึงจะเป็นหนังที่ทำหล่อนยิ้มตลอดทั้งเรื่อง หลายช่วงหลายตอนก็ทำหล่อนน้ำตาซึมไม่น้อย มิตรภาพในกลุ่มคนเต้นมันมีพลังมากกว่าที่คิด หล่อนจึงไม่เคยเห็นคนเต้นสวิงหน้าตาบึ้งตึงเลย ไม่ใช่พวกเราเศร้าไม่เป็นหรือกดเก็บความเศร้าให้ลึกหรอก พวกเราก็แค่ไม่รู้จะเศร้าไปทำไม เพราะตราบใดที่เพลงหนึ่งเพลงกำลังจะจบและมีเพลงใหม่บรรเลงขึ้นอยู่เสมอ และตราบใดที่ผู้ชายในฟลอร์มีไม่เพียงพอผู้หญิงในวง เราก็เต้นคนเดียวได้ จะแตกต่างกับท่าทางตอนมีคู่เต้นนิดหน่อยตรงที่หล่อนเตะขาได้สุด และบ้าบอเท่าที่ใจอยาก

Alive and Kicking

It Don’t Mean A Thing (if It Ain’t Got That Swing)

หล่อนควรพูดถึงหนังเรื่องนี้มากกว่านี้อีกสักหน่อยนะ หล่อนคิด

ความจริงแล้ว คำว่า เต้นสวิง ที่หล่อนใช้เป็นคำเรียกรวมๆ ของการเต้นลินดี้ฮอป (Lindy Hop) เหมือนคำว่าเต้นละตินที่ใช้เรียกการเต้นซัลซ่า แซมบ้า เป็นต้น ประวัติศาสตร์ลินดี้ฮอป 101 บอกเราว่าลินดี้ฮอปเกิดขึ้นครั้งแรกที่ฮาเร็ม นิวยอร์ก ในปี 1928 ในคลับเพลงแจ๊สที่คนผิวสีและคนผิวขาวเข้ามาร่วมสนุกกันอย่าเท่าเทียม ต่างจากคลับอื่นๆ ที่กีดกันแม้กระทั้งประตูทางเข้าของคนผิวสีและผิวขาวยังต้องเป็นคนละที่ คิดแล้วมันน่าน้อยใจ

ก่อนที่การเต้นลินดี้ฮอปและเต้นสวิงในแบบอื่นๆ จะมีอิทธิพลในวงการภาพยนตร์ของประเทศ ถือกำเนิดนักเต้นระดับตำนานมากมาย จนกระทั้งเข้าสู่ช่วงสงครามที่ความสนุกสนานคล้ายจะเป็นสิ่งต้องห้าม เมื่อทุกคนไม่ออกไปสนุกในคลับ วัฒนธรรมและความรุ่งเรืองที่เคยมีก็ค่อยๆ ซาไป กาลเวลาล่วงเลยผ่านไป จนกระทั้งการมาของภาพยนตร์เรื่อง Swing Kids (1993) ที่ค่อยๆ ปลุกวิญญาณกระแสการเต้นสวิงเกิดเป็นชุมชนเต้นสวิงในเมืองน้อยใหญ่ทั่วโลก

ทำไมหล่อนต้องเล่าอะไรที่คุณรู้อยู่แล้วกันนะ สู้ให้หล่อนชวนคุณเลือกกระโปรง กางเกงเอวสูง ผ้าผูกผมลายดอกไม้สีแดงดอกใหญ่เสียยังจะสนุกสนานกว่า นอกจากลีลาการเต้นและการขับเคี่ยวฝ่าฟันตามหาฝันของนักเต้นผู้เป็นไอดอลแล้ว แคมป์เต้นสวิงที่ถูกเอ่ยในหนังทำให้หล่อนใจเต้น อยากสมัครเข้าร่วมเก็บตัวและเข้าแข่งขันด้วยสักครั้ง

จริงๆ แผนการที่ถูกต้องอาจจะต้องเริ่มจากมีคู่ซ้อมเต้นก่อน

Alive and Kicking

Five Six Seven Eight!

คุณอาจจะคิดว่าหล่อนชอบหนังสารคดีเรื่องนี้เพราะหล่อนเต้นสวิงเป็น

ต่อให้คุณไม่เคยเต้นสวิงมาก่อน หรืออาจจะเพิ่งเคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ (เพราะคุณเข้ามาอ่านเพราะคำว่า สุขโป๊ก) แค่มาฟังดนตรี เรียนรู้เรื่องราวการเต้นสวิงและวัฒนธรรมน่ารักๆ ที่มีผลต่อรอยยิ้ม เชื่อหล่อนเถอะว่าคุ้มค่าราคาตั๋วและเวลา 85 นาทีที่คุณต้องแลกแน่นอน

แต่ถ้าคุณเชื่อคนยาก ไม่รักเพลงแจ๊ส ทนเห็นคนมีรอยยิ้มตลอดชั่วโมงนิดๆ ไม่ได้ หล่อนแนะนำให้คุณทำสิ่งต่อไปนี้ก่อนปิดหน้าจอ

อย่าเพิ่งไปค่ะ ทำก่อน ไม่ยากเลย

ลองร้องคำว่า “ชุบ ปาดับ ปาดับปัปป้า” แล้วใส่จังหวะดีดนิ้วลงไปด้วยดังนี้

“ชุบ (ดีดนิ้ว) ปาดับ (ดีดนิ้ว) ปาดับปัป (ดีดนิ้ว) ป้า” x 3

ยินดีด้วยค่ะ คุณพร้อมเข้าไปดู Alive and Kicking สุขสวิง!! แล้ว

Alive and Kicking สุขสวิง!!” ฉายตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคมเป็นต้นไป ที่โรงภาพยนตร์ SF 6 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, คริสตัลเอกมัยรามอินทรา, คริสตัลราชพฤกษ์, เซ็นทรัลพระรามเก้า, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เมญ่าเชียงใหม่ เช็กรอบได้ที่นี่

และติดตามความเคลื่อนไหวของหนังสารคดีเรื่องอื่นๆ ได้ที่ Facebook: Documentary Club

หรือสนใจอยากเต้นสวิง Facebook: Bangkok Swing

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load