คืนหนึ่งในปี 1994 ณ เมืองลอสแองเจลิส เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.7 แมกนิจูด ความรุนแรงนี้ส่งผลให้ไฟฟ้าดับสนิททั้งเมือง มีเพียงแสงสว่างที่ส่องลงมาจากท้องฟ้า ชาวเมืองที่ตกอยู่ในความมืดเป็นเวลานานจึงเงยหน้าขึ้นไปเพื่อมองหาที่มาของแสงเรืองๆ นั้น พวกเขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดช่วงชีวิต นั่นคือกลุ่มเมฆสีเงินส่องแสงระยิบระยับขนาดยักษ์ที่พาดผ่านท้องฟ้า

ปรากฏการณ์งดงามในคืนนั้นสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ชาวเมืองลอสแองเจลิสเป็นอย่างมาก แต่ก็มีผู้คนบางกลุ่มตื่นตระหนกกับภาพที่พวกเขาเห็น บางคนถึงขั้นต่อสายด่วน 911 เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “มีเมฆสีเงินประหลาดขนาดยักษ์ลอยเหนือท้องฟ้า มันน่ากลัวมาก”

คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
ทางช้างเผือก ภาพ : Free Nature Stock www.pexels.com

จากเหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าชาวเมืองลอสแองเจลิสส่วนใหญ่ในปี 1994 ก็ไม่ต่างจากผู้คนอีกหลายล้านคนในตอนนี้ ที่ไม่เคยพบเห็นปรากฏการณ์อันสวยงามของท้องฟ้ายามราตรีมาก่อน จึงไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นคือทางช้างเผือก

แล้วทำไมเราถึงไม่เคยสัมผัสปรากฏการณ์อันงดงามบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน

01

จากแสงสว่างที่ขับไล่ความมืด สู่มลภาวะทางแสง

คำตอบของคำถามนี้อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา อยู่ร่วมกันมาร้อยกว่าปีแล้วก็ว่าได้ นับตั้งแต่หลอดไฟดวงแรกประดิษฐ์ขึ้น 

คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
ภาพ : Helena Lopes www.pexels.com

‘มลภาวะทางแสง (Light Pollution)’ เกิดจากการทำกิจกรรมของผู้คนในช่วงเวลากลางคืนโดยใช้แสงประดิษฐ์ ซึ่งไม่ได้ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ เช่น หลอดไฟตามท้องถนนและตัวอาคารที่ไม่มีโคมไฟครอบไว้ หรือแสงไฟที่สว่างจ้าเกินความจำเป็นจากป้ายโฆษณาตามห้างสรรพสินค้า ร้านรวง และบนตึกสูงระฟ้า การฟุ้งกระจายของแสงสว่างที่ส่องออกไปทั่วทุกทิศทางส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ไม่เพียงแค่บดบังทัศนียภาพและโอกาสเห็นความสวยงามของท้องฟ้ายามราตรี แต่ยังรบกวนสุขภาพการนอนของผู้คน การดำรงชีวิตของสัตว์ และสิ้นเปลืองพลังงาน 

02

นาฬิกาชีวภาพที่ขาดสมดุลระหว่างแสงและความมืด

ว่ากันว่าการพักผ่อนที่ดีที่สุด คือการนอนหลับ

แต่จะทำอย่างไร ถ้าการมาของแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างแสงไฟตามท้องถนนสาดส่องเข้ามาในบ้านทุกค่ำคืน ทำให้การนอนหลับเพื่อฟื้นฟูนาฬิกาชีวภาพในร่างกายไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป 

หมอปุ้ม-ศ.พญ.สิริมนต์ ริ้วตระกูล ประเทืองธรรม นักวิชาการอาคันตุกะ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานของต่อมไร้ท่อ อธิบายถึงกลไกการทำงานของนาฬิกาชีวภาพในร่างกายของมนุษย์ไว้ในงานเสวนา ‘ทำไม (ร่างกาย) เราต้องการดาว : Why do our bodies need stars?’ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมระหว่างสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (BCST) กับมูลนิธิโลกสีเขียวว่า ภายในหนึ่งวัน เราอาจคิดว่าร่างกายของเราทำงานวันละ 24 ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงเรามักต่อระยะเวลาการทำงานนั้นออกไปอีกเล็กน้อยโดยที่เราไม่รู้ตัว 

ส่วนต่างของช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก นั่นคือ ‘แสงและความมืด’ หากร่างกายของเราได้รับ 2 สิ่งนี้ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม การกินอาหารก็จะเลื่อนออกไป การประสานงานของนาฬิกาอวัยวะในร่างกายก็จะทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ หิวและอิ่มไม่เป็นเวลา เกิดการอักเสบภายในร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งเต้านม ซึ่งมีสาเหตุมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินที่มีส่วนช่วยในการนอนหลับน้อยเกินไป ฮอร์โมนชนิดนี้จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อดวงตาทั้ง 2 ข้างปิดการรับแสง และเปิดรับความมืดมาแทนที่ 

03

ชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นทางของแสงดาวและความมืด 

เพราะเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ กิจกรรมที่ใช้แสงสว่างยามค่ำคืนจึงส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศเช่นกัน

ดร.อ้อย-ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานกรรมการมูลนิธิโลกสีเขียวให้ข้อมูลกับเราว่า แต่ละปีมีนกในประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 100 – 1,000 ล้านตัวตายระหว่างบินอพยพ เพราะบินชนเข้ากับตึกสูงระฟ้าที่ประดับประดาด้วยแสงไฟ หรือติดป้ายโฆษณาที่สว่างเกินความจำเป็น

เช่นเดียวกับลูกเต่าทะเลที่ฟักตัวออกมาจากไข่บนชายหาด แล้วพยายามคลานลงสู่ทะเล แต่กลับหลงทิศคลานตามแสงไฟขึ้นไปบนชายฝั่ง เพราะคิดว่าแสงเรืองๆ นั้นคือแสงที่ส่องมาจากท้องทะเล

รวมถึงหิ่งห้อยในหลายพื้นที่ที่มีจำนวนประชากรลดลงเรื่อยๆ เพราะแสงสว่างจากในเมืองที่รุกล้ำเข้าไปในพื้นธรรมชาตินั้นรบกวนการผสมพันธุ์ของเหล่าแมลงตัวน้อยที่หาคู่ชีวิตด้วยการใช้แสงไฟในตัวเอง 

04

ไลท์ รู รั่ว

ดร.อ้อยบอกกับเราว่าแสงไฟที่ไม่ได้ออกแบบหรือจัดการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็ไม่ต่างจากถังน้ำที่มีรูรั่ว

“ถังน้ำที่มีรูรั่ว ไม่ได้รับการซ่อมแซมหรืออุดรูรั่วนั้น ต่อให้มีปริมาณน้ำมากสักแค่ไหน ก็มีวันที่น้ำจะหมดไป เช่นเดียวกับแสงจากหลอดไฟที่ส่องสว่างออกไปทุกทิศทาง หากไม่มีการควบคุมหรือจำกัดพื้นที่การกระจายของแสง แสงสว่างเหล่านั้นก็จะรั่วไหลออกไปโดยไร้ประโยชน์” 

คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก

อีกด้านหนึ่งในสหรัฐอเมริกา นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์หลายท่านคำนวณไว้ว่า การเปิดหลอดไฟสีขาวจำนวน 100 ดวงทิ้งไว้ทุกคืนเป็นเวลา 1 ปี จะทำให้เราสูญเสียพลังงานจากเชื้อเพลิงถ่านหินไปถึงครึ่งตัน

แต่อย่าลืมนะ ว่าบนโลกใบนี้มีหลอดไฟหลายพันล้านดวงที่เปิดทิ้งไว้ทั้งคืนโดยไม่จำเป็น เมื่อนำมาคูณด้วยจำนวนหลอดไฟเหล่านี้ จะเห็นเป็นตัวเงินและพลังงานมหาศาลที่เราต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

05

มากกว่าความโรแมนติก คือ การเยียวยาปัญหามลภาวะทางแสง

ตัวอย่างเหตุการณ์และผลกระทบของมลภาวะทางแสงที่เราหยิบยกขึ้นมาเล่าต่อ บ่งบอกว่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศต่างจมอยู่ในปัญหามลภาวะทางแสงมาเป็นเวลานานแล้ว การผลักดันให้มีพื้นที่สำหรับความมืดและแสงดาวจึงไม่ใช่แค่การสนองความ (เพ้อ) ฝันของคนที่นิยมชมชอบความโรแมนติกอีกต่อไป

หากมองทะลุผ่านความมืดไป คุณจะพบว่าเมืองที่ปราศจากแสงรบกวนในเวลากลางคืนสามารถมอบประสบการณ์การชมความงดงามของทัศนียภาพบนฟากฟ้ายามราตรี ช่วยรักษาสมดุลของนาฬิกาชีวภาพในร่างกายของมนุษย์ให้เดินวนไปตามปกติและมีประสิทธิภาพ เพิ่มความแม่นยำให้แสงดาวที่ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทางให้กับเพื่อนร่วมโลกในการอพยพถิ่นฐานและป้องกันการสูญพันธุ์ รวมถึงช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน

06

เมืองฟ้ามืด

‘เมืองฟ้ามืด’ คือ พื้นที่อนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้ายามราตรี หมายรวมถึงเมือง ชุมชน อุทยานแห่งชาติและสถานที่ต่างๆ ที่มีการนำนโยบายการจัดการไฟอย่างมีประสิทธิภาพมาปรับใช้ ผ่านความร่วมมือจากผู้คนในท้องที่ องค์กรขนาดเล็ก ไปจนถึงระดับนานาประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะทางแสง

คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
เส้นแสงดาวเหนือซากปรักหักพังของ Llanthony Priory ในสวนสาธารณะบรีคอน บีคอนส์ ประเทศเวลส์ ภาพ : www.darksky.org

ดร.อ้อยเล่าว่าแนวคิดเรื่องเมืองฟ้ามืดถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากกลุ่มนักดูดาวที่ออกแสวงหาพื้นที่ที่มีความมืดเพียงพอสำหรับการดูดาว ซึ่งนับเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะเจอสถานที่เหล่านั้นในยุคที่ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยแสงไฟมากกว่าแสงดาว

ต่อมาก็เริ่มมีผลการวิจัยออกมาว่า มลภาวะทางแสงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพบนท้องฟ้าในเวลากลางคืนเพียงด้านเดียว แต่ยังมีผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์และสุขภาพของมนุษย์ โดยเริ่มจากการสังเกตปรากฏการณ์การตายของนกและเต่าในฤดูอพยพ รวมถึงจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคมะเร็งที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี

07

การออกแบบไฟไม่ใช่แค่ให้เห็นพื้น แต่ต้องเห็นดาว

 “มาสร้างเมืองฟ้ามืดกันเถอะ” 

เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ส่ายหน้าให้กับคำเชิญชวนนี้ เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลตัว และดูยากเกินกว่าจะเห็นผลสำเร็จได้ในเร็ววัน

จากมุมมองของดร.อ้อย การคืนความมืดและแสงสว่างจากดวงดาวให้เมืองที่จมอยู่กับมลภาวะทางแสงไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเกินกว่าความสามารถของเราทุกคน เพราะมีหลักการง่ายๆ เพียงเรื่องเดียวคือ ‘การออกแบบแสงไฟ’

เริ่มต้นจากการกำหนดระดับความสูง ออกแบบโคมไฟสำหรับไฟที่ใช้ในบ้าน หรือกระบังสำหรับไฟที่ใช้ตามท้องถนน ให้เหมาะสมกับจุดที่ต้องการติดตั้ง

คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
การออกแบบและตั้งไฟที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นมิตรต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมในเมืองฮาร์โมนี่ รัฐฟลอริดา ภาพ : www.darksky.org
คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก

การออกแบบไฟให้สอดคล้องกันตามลักษณะดังกล่าว ช่วยบังคับทิศทางของแสงไม่ให้ฟุ้งกระจายขึ้นไปบดบังทัศนียภาพบนท้องฟ้า และสาดส่องเข้าไปรบกวนการนอนของผู้คนตามบ้านเรือนต่างๆ หรือรุกล้ำเข้าไปรบกวนเส้นทางการอพยพและการขยายพันธุ์สัตว์ในพื้นที่ธรรมชาติ

ในด้านผังเมือง อาจารย์ยุ้ย-ผศ.ดร.จรรยาพร จุลตามระ ผู้อำนวยการศูนย์ Lighting Research and Innovation Centre (LRIC) และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เสนอทางออกสำหรับปัญหานี้ไว้ในงานเสวนาว่า ‘Lighting Master Plan’ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยคงความสว่างไสวให้ชาวเมืองได้ดำเนินกิจกรรมในเวลากลางคืนตามปกติ ขณะเดียวกันก็ยังเป็นมิตรต่อความมืดและดวงดาวบนท้องฟ้า

สิงคโปร์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เลือกแก้ปัญหามลภาวะทางเเสงด้วยการออกแบบ Lighting Master Plan ที่เหมาะสมให้กับหลายพื้นที่ในประเทศ เช่น ย่านการค้าของประเทศ แสงไฟที่ติดตั้งพื้นที่นั้นก็จะมีค่าความสว่างสูง โทนสีที่ใช้ก็จะอยู่ในโทนเดียวกันหมดเนื่องจากเป็นย่านพาณิชย์ ส่วนย่านที่เป็นบ้านพักอาศัย แสงไฟที่ใช้ก็จะถูกออกแบบให้มีค่าความสว่างที่ลดหลั่นลงมา

08

Dark Sky Tourism : เทรนด์ท่องเที่ยวเมืองฟ้ามืดที่สร้างความยั่งยืน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาคือยุคทองของ ‘Dark Sky Tourism’

ความนิยมนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อนิตยสารและบริษัทสื่อท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Lonely Planet ปักหมุดให้ Dark Skies เป็นเทรนด์การท่องเที่ยวที่มาแรงในปี 2019

คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
ทางช้างเผือกบนท้องฟ้าใน Elqui Valley ประเทศชิลี ภาพ : www.lonelyplanet.com

การค้นพบรายได้จากการดูดาว และจำนวนผู้คนที่หันมาเที่ยวตามรอยดาวที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ผนวกกับการสนับสนุนในแง่ของข้อมูลแนวทางการแก้ไขปัญหามลภาวะทางแสง และให้การรับรองว่าพื้นที่นั้นเหมาะสมแก่การเป็นเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า (Dark Sky Reserves) จากสมาคมพิทักษ์ความมืดแห่งท้องฟ้าสากล (International Dark-Sky Association) ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการไฟ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่หรือเมืองที่อาศัยอยู่ให้กลายเป็นเมืองฟ้ามืด 

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของเมืองฟ้ามืด ทั้งในด้านของการแก้ปัญหามลภาวะทางแสงและการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

จากการนำนโยบายการจัดการไฟอย่างมีประสิทธิภาพมาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหามลภาวะทางแสงเรื่อยมา เมืองเล็กๆ ชุมชนน้อยๆ ที่ไม่ได้มีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอะไรมากมาย ก็เริ่มเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ของตนเองด้วยการให้ข้อมูลของดวงดาว จัดเทศกาลดูดาวและทริปถ่ายภาพดาวให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมา

พื้นที่บริเวณทะเลสาบเทคาโพ (Lek Tekapo) ซึ่งอยู่ในเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้าอาโอรากิ แมคเกนซี (Aoraki Mackenzie International Dark Sky Reserve) คือ โมเดลเมืองฟ้ามืดที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และยังประสบผลสำเร็จทั้งในด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยวและการเป็นพื้นที่ปลอดจากมลภาวะทางแสง 

คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
กลุ่มดาวและทางช้างเผือกบนท้องฟ้าเหนือโบสถ์เชิร์ช ออฟ เดอะ กู๊ดเชฟเฟิร์ด ตั้งอยู่บนชายฝั่งของทะเลสาบทาคาโป เขตอนุรักษ์ฟ้ามืดโออากิแมคเกนซี ประเทศนิวซีแลนด์ ภาพ : www.darksky.org

09

การขับเคลื่อนเพื่อเมืองฟ้ามืดแห่งแรกในประเทศไทย

เป็นเวลาร่วม 20 ปีแล้ว ที่แนวคิดเรื่องเมืองฟ้ามืดค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปธรรมและกระจายตัวอยู่ทั่วโลก

อีกด้านหนึ่งของน่านฟ้ายามราตรีในประเทศไทย การขับเคลื่อนเพราะหวังให้เกิดเมืองฟ้ามืดแห่งแรกในประเทศก็ยังคงดำเนินไปอย่างไม่ย่อท้อ

เป็นระยะเวลา 2 – 3 ปีมาแล้ว ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ผลักดันการลดมลภาวะทางแสงในเขตชุมชนและอุทยานแห่งชาติ (Dark Sky Campaign) และมีโครงการนำร่องอยู่ในหลายพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือ ‘อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่’ โดยทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไปพูดคุยกับชาวบ้านเกี่ยวกับมลภาวะทางแสงที่อาจเกิดจากการใช้หลอดไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน ในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของพรรณไม้และเสนอตัวเป็นคู่ค้าอุดหนุนสินค้าจำพวกพรรณไม้ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนในชุมชนเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟเป็นแบบ LED แทนการใช้หลอดไฟแบบเดิม เพื่อลดองศาของแสงที่มันฟุ้งขึ้นไปเป็นมลพิษทางแสงต่อท้องฟ้า และช่วยในการประหยัดพลังงานไฟฟ้า

คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
การเปลี่ยนหลอดไฟในแปลงเบญจมาศในเขตอุทยานดอยอินทนนท์ให้เป็นหลอด LED เพื่อลดการฟุ้งกระจายของแสงขึ้นไปบนท้องฟ้า และช่วยประหยัดพลังงาน ภาพ : www.egat.co.th

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติยังวางแผนที่ขยับขยาย Dark Sky Campaign ไปยังชุมชนในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นห่างไกลจากมลภาวะทางแสง และยังมีความลงตัวในแง่ของชื่อ ‘เชียงดาว’ ที่เพี้ยนมาจากคำว่า ‘เพียงดาว’ ซึ่งมีความหมายว่า ‘ห่างจากดวงดาวเพียงแค่เอื้อมมือ’

คำตอบของคำถามว่าทำไมร่างกายเราต้องการดาว และการกำเนิดของเมืองฟ้ามืดทั่วโลก
ภาพ : นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ในงานเสวนาทำไม (ร่างกาย) เราต้องการดาว : Why do our bodies need stars?

Writer

อมราวดี วงศ์สุวรรณ

นักหัดเขียนสายใต้ที่ไม่รังเกียจรอยหมึกที่เปื้อนมือ พึงใจกับการสดับจังหวะการลงน้ำหนักนิ้วมือบนแป้นพิมพ์ และกลิ่นกระดาษบนหน้าหนังสือ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในย่านเขตสถานทูต (Diplomatic Enclave) กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ท่ามกลางกำแพงสูงและรั้วลวดหนาม ปรากฏกำแพงหนึ่งที่มีสีสันสดใสโดดเด่นสะดุดตา จนหลายคนยกมือถือเข้ามาถ่ายรูป ลวดลายนั้นคล้ายคลึงกับลวดลายบนรถบรรทุกที่วิ่งไปมาในปากีสถาน ที่เรียกว่า Truck Art แต่ก็มีลวดลายของไทยด้วย เบื้องหลังกำแพงคือ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด 

อะไรคือ Truck Art แล้วทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้

แบทเทิลแห่งสีสัน

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

จุดเริ่มของศิลปะบนรถบรรทุกเข้ามาในเอเชียใต้เมื่อมีการนำเข้ารถบรรทุก Bedford จากอังกฤษตั้งแต่ พ.ศ. 2463 Bedford เป็นบริษัทลูกของบริษัท GM ตอนแรกรถบรรทุกพวกนี้ไม่ได้ประดับประดาอะไรมากมายนัก จนเมื่อ พ.ศ. 2483 ที่มีการใช้รถบรรทุกขนส่งทางไกล บริษัทต่าง ๆ ก็เริ่มเอาตราบริษัทติดที่รถบรรทุก เพื่อให้ผู้พบเห็นรู้ว่าเป็นของบริษัทอะไร และยังเป็นการโฆษณาไปในตัว 

คนขับรถตอนนั้นเห็นว่า ไหน ๆ จะพ่นสีโฆษณาบริษัทแล้ว ก็เลยขอแต่งแต้ม เติมนั่นเติมนี่นิดหน่อย มาถึงจุดที่เริ่มหยุดไม่อยู่ มีการแข่งขันกันแบบสนุก ๆ แฝงความจริงจังระหว่างคนขับว่า รถใครจะมีสีสันและการตกแต่งที่กิ๊บเก๋กว่ากัน จนกลายเป็นว่ารถบรรทุกทุกคันต้องมีการตกแต่งประดับประดาไม่มากก็น้อย แต่ที่เห็นส่วนใหญ่จะมากไว้ก่อน เพราะเดี๋ยวเจอเจ้าที่จัดเต็ม ของเราจะดูดร็อปไป 

การตกแต่งนอกจากลงสีเป็นลวดลายต่าง ๆ แล้ว ยังมีการใช้ผ้า ใช้โซ่ห้อยเป็นสาย ติดกระดิ่งเล็ก ๆ กรุ๊งกริ๊ง ๆ อีกด้วย จุดที่ต้องทำให้โดดเด่นคือ ส่วนหัว ด้านหน้าของรถที่ยื่นสูงขึ้นไปหรือเรียกว่า มงกุฎ (Crown) กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ไปเยือนปากีสถาน โดยเฉพาะฝรั่งซึ่งอาจคุ้นกับแนวสีพาสเทล มาเจอการตกแต่งแบบแม่สีจัด ๆ ก็เกิดอาการตื่นตะลึง ถ่ายภาพไปโชว์เพื่อน ๆ จน Truck Art ปากีสถานเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก ในสมัยที่ทหารอเมริกันเข้าไปในอัฟกานิสถาน ก็เห็นรถพวกนี้สีสันสวยงามวิ่งส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งมาแต่ไกล เลยเรียกว่า รถบรรทุกกรุ๊งกริ๊ง (Jingle Truck)

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
รถบรรทุกกรุ๊งกริ๊ง (Jingle Truck)

เรื่องราวผ่านลวดลาย

เพื่อเจาะลึกถึงศิลปะแขนงนี้ เราไปดูวิธีการทำ Truck Art ถึงอู่ในเมืองราวัลปินดี เขาบอกว่าวิธีการทำมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ลงรองพื้น จากนั้นก็ลงสีเป็นลวดลายต่าง ๆ ซึ่งคุณลุงคาลิดที่กำลังลงสีอยู่บนนั่งร้านสูงบอกว่า ทำมานาน 40 ปีแล้ว ถึงตอนนี้อายุ 70 แต่ลุงยังแข็งแรง ว่าแล้วก็โชว์พลังโดยการปีนลงมาอย่างคล่องแคล่ว ลุงบอกจะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ไหว ดีใจที่คนต่างชาติชอบผลงานของคนปากีฯ ความปลื้มปีติของลุงฉายผ่านแววตามากประสบการณ์

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
ลุงคาลิด

ลวดลายบนรถบรรทุกนี้น่าสนใจ มีตั้งแต่ลายอักษร พืช สัตว์ท้องถิ่น และสัตว์ในจินตนาการ เช่น นกยูง นกอินทรีย์ ม้าบิน ดอกไม้ต่าง ๆ รวมถึงไอดอลจากวงการบันเทิง ทั้งนักร้อง นักแสดงที่มีชื่อเสียง ตลอดจนนักการเมือง นักปราชญ์ กวี บางคนให้วาดรูปลูกตัวเองไว้บนรถด้วย ทำให้มีกำลังใจทำงาน เพราะรู้ว่าหยาดเหงื่อของเขานั้นทำเพื่อครอบครัว เราได้คุยกับคนขับรถบรรทุกจากเมืองเปชาวา เชื้อสายพัชตุน หรือที่ไทยเรียกว่า ปาทาน เขาบอกว่ารถบรรทุกมีรูปบ้านในชนบทของเขาด้วย “เวลาขับรถไปส่งสินค้าไกล ๆ หันมาดูรถ เห็นวิวบ้านเกิด จะได้หายคิดถึงบ้านไปได้บ้าง”

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

เมื่อลงสีแล้วก็จะส่งไปยังแผนกประดับเพิ่มเติม เพื่อติดแผ่นอะลูมิเนียมเพิ่มความเงางามโดดเด้ง สะท้อนแสงแดดระยิบระยับยามกลางวัน มองเห็นได้แต่ไกล หากต้องการแอดวานซ์ไปอีกก็จะส่งต่อไปยังแผนกติดไฟ ประดับไฟในจุดต่าง ๆ เพิ่มอีกด้วย ทำให้การตกแต่งใช้เวลาราว 1 – 2 เดือน หากทำแบบจัดเต็ม ค่าใช้จ่ายอาจจะเกือบ ๆ แสนบาทเลยทีเดียว 

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

ถ้าใช้งานไปแล้วอยากตกแต่งเพิ่ม ก็มีร้านขายชุดแต่งเพิ่มเติม น้องที่ขายชุดแต่งบอกว่า ขายได้ดีมาก รวม ๆ แล้วค่าตกแต่งรถทั้งหมดอาจจะแพงว่าบ้านของคนขับรถเสียอีก แต่เขาถือว่าเป็นการลงทุนเชิงธุรกิจ เพราะลูกค้ามักจ้างรถบรรทุกที่ตกแต่งเยอะ มากกว่ารถที่ตกแต่งน้อย

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
ร้านขายชุดแต่งเพิ่ม

นอกจากประดับประดารถบรรทุกแล้ว บางรายยังตกแต่งรถบัสโดยสารด้วย เราโชคดีที่ได้ขับมาเจอรถบัสที่คนปากีสถานเรียกว่า รถบัสแคชเมียร์ เป็นรถบัสโดยสารขับไปตามภูเขาสูงชัน คันที่เราเจอตกแต่งอย่างสวยงาม จังหวะเขาจอดรับผู้โดยสาร เลยรีบลงไปถ่ายรูปมาให้ดูกัน ขนาดคนปากีฯ เองยังบอกว่า คันนี้สวยมาก ไม่ค่อยได้เห็นวิ่งในเมือง

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด
รถบัสแคชเมียร์

สะท้อนรากลึกวัฒนธรรม

งานศิลปะบนรถบรรทุกของชาวปากีสถานสะท้อนวัฒนธรรมหลายอย่างของชาวปากีสถาน ซึ่งบางทีคนไทยอาจจะไม่คิดมาก่อน เพราะบางทีเห็นหน้าเขาเข้ม ๆ ไว้หนวดไว้เครา เราก็จะเกรง ๆ แต่จากประสบการณ์ที่ได้พบปะพูดคุยกับคนปากีฯ เห็นได้เลยว่าเขาเป็นคนชัดเจน จริงใจ แค่ขอไปถ่ายรูปรถบรรทุก เขาก็ยิ้มรับ เชื้อเชิญอย่างเต็มที่ อย่างคนขับรถคนหนึ่ง เข้าไปขอถ่ายรูป เขาหันหลังกลับ คิดว่าวิ่งหนี ปรากฎว่าวิ่งไปที่รถแล้วโผล่หน้ามาตรงหน้าต่างยิ้มแป้น บอกให้ถ่ายมุมนี้ มุมเด็ดของผม แถมยังบอกว่า ดีใจที่รถเขาแต่งแค่เบสิก ๆ หน้าสด เรายังสนใจ (ขณะที่เราหันมองไปที่รถ มันเบสิกตรงไหนหว่า จัดเต็มขนาดนั้น) ทุกคนที่ได้พบนอกจากชวนคุยสนุกสนานแล้ว ยังชวนไปดื่มชาปากีอีกด้วย (Chai – ชาใส่นม โรยเครื่องเทศ หอมมัน อร่อยมาก)

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

สีสันบนรถบรรทุกเหล่านั้นยังสะท้อนถึงอุปนิสัยที่ร่าเริงของคนปากีฯ ซึ่งนอกจากคุยสนุกแล้ว ยังชอบเสียงเพลงที่เร้าใจและการเต้นรำ ผมเคยนั่งรถไปต่างจังหวัด เจอเขาทำถนน ต้องจอดรถรอนาน ขณะที่เราก็อาจจะร้อนใจตามประสา แต่กลับเห็นว่ามีกลุ่มวัยรุ่นใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการเปิดเพลง แล้วลงมาเต้นกันอย่างสนุกสนานเฮฮา คนแถวนั้นได้ยินเสียงเพลงเร้าใจก็ออกมาร่วมด้วย จนถนนเปิด รถเคลื่อนได้ คนก็หัวเราะวิ่งขึ้นรถไปต่อ ทำให้คิดได้ว่าเวลาเจออุปสรรคที่นอกเหนือการควบคุม บางคนเลือกร้อนใจ แต่บางคนก็เลือกจะทำสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนั้น แล้วผ่านมันไปในเวลาที่เท่า ๆ กัน แต่ด้วยความรู้สึกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

สีสันของปากีสถานยังสะท้อนในอาหารการกินของคนพื้นเมืองที่มีสีสันและรสชาติจัดจ้านน่าทานจากเครื่องเทศต่าง ๆ ที่จัดเต็ม ตั้งแต่ข้าวบริยานี ไก่ย่างติกกา แกงต่าง ๆ อย่างเช่น Chicken Achari Handi จนไปถึงของหวานอย่าง Gajrela ซึ่งอาหารในภูมิภาคต่าง ๆ ก็แตกต่างกันไป

การทูตผ่านศิลปะ Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถาน บนกำแพงสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

ศิลปะดั้งเดิมในกระแสดิจิทัล

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
ไซเยอร์ ข่าน

ไซเยอร์ ข่าน ศิลปินที่เราชวนให้มาวาดภาพศิลปะแนวรถบรรทุกบนกำแพงสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด มาจากเมืองเปชาวา ห่างจากกรุงอิสลามาบัดไปเกือบ 200 กิโลเมตร เป็นศิลปินดาวรุ่งรุ่นใหม่ มีผลงานทั้งในและต่างประเทศ แต่โชคไม่ดีที่ธุรกิจของเขาซบเซาลงอย่างมากในช่วงการระบาดของโควิด-19 เขาบอกว่างานทำสีรถบรรทุกหายไปแทบจะหมดสิ้น แต่เขาก็ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา หันมาลงสีสิ่งของเล็ก ๆ เช่น กาน้ำชา ถ้วย ถาด รองเท้า แล้วลงรูปในโซเชียล ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดี 

สถานทูตเราก็เห็นข่าวนี้ จึงติดต่อให้เขามารับงาน เขาดีใจมากเพราะถือเป็นงานใหญ่ เขาบอกอย่างภูมิใจว่า งานนี้จะสร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก และเป็นเกียรติในฐานะศิลปินที่ได้เผยแพร่ศิลปะของปากีสถาน ทั้งยังมีส่วนเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไทยกับคนปากีสถาน และเราเองก็เชื่อว่า ชื่อเสียงของเขาจะได้รับการยอมรับในหมู่ชาวต่างประเทศและคณะทูตในกรุงอิสลามาบัด

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม

ไซเยอร์เล่าว่า งานของเขาใช้เทคนิคแบบดั้งเดิม โดยใช้พู่กันผสมสีเฉดต่าง ๆ และลงสีด้วยมือ ซึ่งเขาเรียนมาจากลุงตั้งแต่อยู่ ม.1 เทคนิคนี้เริ่มสูญหายไปจากการเข้ามาของศิลปะแบบดิจิทัล ที่ออกแบบลวดลายได้คมชัด ผลิตได้จำนวนมากในรูปแบบของสติกเกอร์แล้วเอาไปพ่นสี ทำให้ผลิตงานได้รวดเร็ว ลูกค้าไม่ต้องรอนาน รวมถึงราคาอาจถูกลง เขาจึงพยายามรักษาศิลปะแบบดั้งเดิมนี้ไว้ โดยพยายามฝึกลูกศิษย์อยู่หลายคน แต่งานศิลปะเหล่านี้ต้องใช้ความอดทนฝึกฝน รวมทั้งต้องอยู่กับกลิ่นสีและทินเนอร์ตลอดทั้งวัน เด็กรุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่มาทำงานได้ไม่นานก็หายไป ตอนนี้เหลือเพียง 2 คน แต่ก็พยายามจะสานต่องานที่ทรงคุณค่านี้ต่อไป

เราคุยกันถึงลวดลายที่วาดบนกำแพง เป็นสิ่งของ สถานที่ ผู้คนทั้งไทยและปากีสถาน ซึ่งในปากีสถานมีสิ่งของที่ทั้งเราและเขาคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตุ๊ก ปิ่นโต เขามีเมืองตักศิลา ซึ่งทำครกเหมือนกับที่อ่างศิลาบ้านเราเลย แม้กระทั่งรถสิบล้อไทยในสมัยก่อน ลักษณะและการวาดลวดลายต่าง ๆ คล้ายกัน รวมไปถึงเรือกอและของทางใต้ ลวดลายสดใสก็คล้ายคลึงกับแนว Truck Art ของปากีสถาน

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม

เมื่อถึงเวลาต้องปรับปรุงทาสี เพราะสีเดิมเริ่มแสดงร่องรอยความเก่า ทั้งจากระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 10 ปี ลาย Truck Art บนกำแพงของสถานทูตไทยจึงเป็นคำตอบของพวกเราที่สถานทูต เพื่อเป็นการลดทอนความแข็งกร้าวของกำแพงลง แสดงถึงการน้อมรับศิลปะประเทศเจ้าภาพ สร้างความรู้สึกดีให้คนที่พบเห็น ลวดลายสดใสสะท้อนความเป็นมิตรร่าเริงของทั้งผู้คนทั้งสองประเทศ 

ภาพทิวทัศน์ของปากีสถานและไทยทำให้คนที่ผ่านไปมานึกถึงบ้าน รวมทั้งคนไทยที่ไปสถานทูต หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยเองที่นาน ๆ ได้กลับบ้านกันสักที กำแพงนี้เปรียบเป็นผืนผ้าใบขนาดใหญ่ยาวกว่า 220 ฟุต สำหรับศิลปินท้องถิ่นได้แสดงผลงาน เราดีใจที่เป็นส่วนเล็ก ๆ สนับสนุนการสืบสานศิลปะ Truck Art แนวดั้งเดิมของปากีสถานให้ได้รับการยอมรับต่อไป สถานทูตไทยอีกแห่งที่ได้ริเริ่มทำสิ่งนี้คือสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต ที่ใช้ศิลปะโมเสกพื้นเมืองประดับประดาหน้าสถานทูตอย่างสวยงาม

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม
สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม

เมื่อมีคนพูดต่อ ๆ กันไป ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ของปากีสถานก็ให้ความสนใจออกข่าวกันใหญ่โต คนผ่านไปมาก็มักจะหยุดถ่ายรูป มีคนปากีฯ บอกว่า ได้ยินผู้บริหารระดับสูงของปากีสถานคุยกันถึงกำแพงสถานทูตไทยอย่างชื่นชม และบอกว่าเป็นสิ่งที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ของสองประเทศได้ดี 

ไซเยอร์บอกว่า ตอนนี้เขาได้รับการติดต่อจากหลายที่ รวมทั้งสถานทูตหลายแห่ง เพราะมีคนเห็นผลงานของเขาบนกำแพงสถานเอกอัครราชทูตไทย ตอนนี้ไซเยอร์กำลังเดินทางไปนิวซีแลนด์เพื่อแสดงงานศิลปะของเขา เราก็หวังจะเห็นเขารวมทั้งศิลปินอื่น ๆ ประสบความสำเร็จ เพราะเราเชื่อว่าศิลปะเป็นสิ่งจรรโลงใจ ไร้ซึ่งพรมแดน เป็นภาษาที่ไม่ต้องเข้าใจหลักไวยากรณ์แบบภาษาเขียน แต่กลับทำให้รู้สึกได้ ทำให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมสื่อสารกันได้ เป็นมิตรกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษยชาติที่อยู่ร่วมกันในโลกใบนี้

สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เอา Truck Art ของรถบรรทุกปากีสถานมาสื่อสารความสัมพันธ์บนกำแพง จนสถานทูตอื่นขอทำตาม

Writer & Photographer

จักรกฤดิ กระจายวงศ์

เป็นนักการทูต ลูกครู (ที่เชื่อว่า) งานการทูตไม่ได้เหมือนในละคร แต่เป็นงานที่ต้องออกไปร่วมทุกสุขกับคน เข้าถึงใจคน จึงจะเข้าใจเขา เข้าใจความต้องการเขา จึงทำงานได้ถูกต้อง ผมชอบการเดินทาง และถ่ายภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load