22 กรกฎาคม 2562
15.36 K

โรงเรียนพื้นที่กว่า 77 ไร่บนถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ คือโรงเรียนสหศึกษาขนาดใหญ่ที่เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 

คล้ายจะเป็นโรงเรียนเอกชนทั่วไป แต่โรงเรียนนี้อยู่คู่นครพิงค์เชียงใหม่กว่า 141 ปี

‘โรงเรียนดาราวิทยาลัย’ คือโรงเรียนหญิงล้วนแห่งแรกที่ให้การศึกษาแก่เด็กหญิงในพื้นที่ล้านนา ภาพของนักเรียนหญิงใส่ชุดแบบล้านนา เรียนงานเย็บปักถักร้อย ศิลปะการร่ายรำแบบล้านนาแท้ๆ ที่สะท้อนผ่านละครโทรทัศน์ กลิ่นกาสะลอง ทำให้เราเห็นสภาพสังคมของมณฑลพายัพในพุทธศักราช 2467 ในการให้ความสำคัญทางการศึกษาของผู้หญิงในยุคนั้นผ่านตัวละครเอกของเรื่องคือ กาสะลอง ซ้องปีบ และบัวเกี๋ยง

หลังจากฉากที่กาสะลองและบัวเกี๋ยงในโรงเรียนออกอากาศ นอกจากแฟนละครจำนวนมากที่เข้าไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนแล้ว การค้นหาข้อมูลของโรงเรียนยังมีผลตอบรับที่ดี นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันอยู่ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยในวันนี้

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

เหตุผลที่ฉันอยากรู้ประวัติศาสตร์การสร้างโรงเรียนแห่งหนึ่ง 

ที่ก่อกำเนิดความเชื่อว่า ทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่ดี

01

ในความคิดของผู้แต่ง

เราทราบอยู่แล้วว่าผู้แต่งนวนิยาย กลิ่นกาสะลอง คือ อาจารย์พิสิทธิ์ ศรีประเสริฐ

กลิ่นกาสะลอง คือนวนิยายที่เขียนตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษาที่แขนงวิชาการสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ (ปัจจุบันแยกตัวเป็นคณะการสื่อสารมวลชน) ใช้เวลาแต่งนานหลายปี เพราะครั้งแรกหยุดเขียนไปประมาณ 5 – 6 ปี ก่อนจะกลับมาเขียนต่ออีกครั้ง ระยะเวลาส่วนหนึ่งในการเขียนครั้งที่ 2 อาจารย์พิสิทธ์ใช้ไปกับการหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของหญิงล้านนาในสมัยนั้น เมื่ออ้างอิงจากช่วงเวลาตามท้องเรื่อง มณฑลพายัพหรือจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบเทศาภิบาล มีการส่งข้าหลวงจากศูนย์กลางขึ้นมาปกครองร่วมกับผู้ปกครองมณฑลพายัพ มีการเก็บภาษี และมีชาวต่างชาติหลายชนชาติเข้ามามีบทบาทในสังคมมณฑลพายัพ

ประกอบกับค่านิยมเดิมทีที่ผู้หญิงในสมัยนั้นจะมีบทบาทเป็นเพียงแม่ศรีเรือนในครัว คอยทำหน้าที่หุงหาอาหาร ดูแลปากท้องและทุกข์สุขของคนในบ้านเป็นหลักและไม่ได้รับการศึกษาที่ดีเท่าผู้ชาย อาจารย์พิสิทธ์กลับเปลี่ยนขนบของผู้หญิงในยุคนั้นผ่านตัวละครฝาแฝดที่เป็นตัวเดินเรื่องหลักทั้งกาสะลอง ซ้องปีบ ให้รู้หนังสือและได้รับการศึกษาที่ดี

“กาสะลองกับซ้องปีบเป็นตัวเอกของเรื่องที่เป็นลูกนายแคว้น หรือนายแคว่นตามการออกเสียงแบบล้านนา ซึ่งเป็นลูกกำนัน จึงเป็นครอบครัวที่มีฐานะดีและสถานะทางสังคมที่ดีพอสมควร ซึ่งมีหลายๆ ส่วนที่แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนมีความรู้ เช่นกาสะลองอ่านหนังสือ อ่านจดหมายที่หมอทรัพย์เขียนส่งมาให้ได้ หรือซ้องปีบที่อ่านภาษาอังกฤษได้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงสองคนนี้เป็นคนมีความรู้ มีการศึกษา” อาจารย์พิสิทธ์เล่าถึงการพัฒนาตัวละคร

ที่จริงแล้วในนวนิยายไม่ได้กล่าวถึงว่ากาสะลองและซ้องปีบเรียนหนังสืออยู่ที่ใด หากแต่เป็นการขยายความของผู้เขียนบทละครโทรทัศน์อย่างที่เราได้ชมกันผ่านจอแก้ว แต่ตัวละครที่ถูกกล่าวถึงชัดเจนว่าเธอเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยคือบัวเกี๋ยง และในนิยาย เธอเป็นนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนอีกด้วย

“จากค่านิยมในสังคมตอนนั้น จึงสร้างตัวละครบัวเกี๋ยงที่มีความซุกซน อยากรู้อยากเห็น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบัวเกี๋ยงต้องเข้าเรียนในโรงเรียนหญิงล้วน เธอจะเริ่มแสดงความรู้สึก แสดงความคิดเห็นของเธอออกมา แม้ว่าจะเป็นผู้หญิง แต่เธอไม่ได้อยากเรียนงานฝีมือ งานบ้านงานเรือน เธออยากเรียนวิชาความรู้ที่ผู้ชายได้เรียน เพราะบัวเกี๋ยงอยากเป็นหมอ แต่ในสมัยนั้นผู้หญิงจะเป็นได้เพียงนางพยาบาลเท่านั้น และด้วยความที่เราตั้งเป้าว่าบัวเกี๋ยงจะประสบความสำเร็จได้ จึงทำให้บัวเกี๋ยงต้องได้รับการศึกษาที่ดี” อาจารย์พิสิทธ์กล่าว

02

โรงเรียนสตรีสันป่าข่อย

ฉันอยู่ในอาคารพิพิธภัณฑ์โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

เบื้องหน้าฉันคือ ผป.ดร. ชวนพิศ เลี้ยงประไพพันธ์ ผู้อำนวยการ-ผู้จัดการโรงเรียนดาราวิทยาลัย เมื่อเราทักทายกันเล็กน้อย ฉันจึงเริ่มสนทนากับท่านถึงประวัติการก่อตั้งและวัตถุประสงค์ที่มีอิทธิพลต่อการให้การศึกษาในผู้หญิงล้านนา

ผป.ดร. ชวนพิศ เลี้ยงประไพพันธ์ ผู้อำนวยการ-ผู้จัดการโรงเรียนดาราวิทยาลัย

เมื่อย้อนกลับไปในครั้งอดีต มณฑลพายัพหรือจังหวัดเชียงใหม่ในอดีตมีค่านิยมประการหนึ่งคือ ผู้ที่ได้โอกาสดีๆ ในชีวิตทั้งการเล่าเรียนหนังสือผ่านการบวชเรียน การอยู่ในตระกูลขุนนางที่มีการว่าจ้างครูมาสอนพิเศษในบ้าน แม้กระทั่งการรับราชการ มักเป็นผู้ชายเท่านั้น

ในยุคที่มิชชันนารีอเมริกันมีบทบาทในมณฑลพายัพอย่างมาก ตั้งแต่ พ.ศ. 2410 ทั้งการก่อตั้งโรงพยาบาลแห่งแรก หรือการเผยแพร่ศาสนาคริสต์แก่ชาวบ้าน กลับมีผู้หญิงเพียง 2 คนเท่านั้นที่อ่านออกเขียนได้ แหม่มโซเฟีย บรัดเลย์ แมคกิลวารี หนึ่งในมิชชันนารีอเมริกันผู้เป็นลูกสาวของหมอบรัดเลย์ เล็งเห็นถึงความเสมอภาคของทั้งชายและหญิงในการได้รับโอกาสเท่าๆ กัน รวมถึงให้รู้จักการใช้ชีวิตในมิติอื่นๆ จึงต้องมีการฝึกผู้หญิงให้มีความรู้ 

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

จึงนำไปสู่การเดินทางสำรวจโดยมี ดร.แดเนียล แมคกิลวารี สามีของแม่ครู ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่มณฑลพายัพ จนแม่ครูกลับมาก่อตั้งโรงเรียนใน พ.ศ. 2413 ซึ่งมีนักเรียนรุ่นแรกจำนวน 8 คน ได้รับพระราชทานที่ดินผืนแรกจากพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 คือพื้นที่ย่านเชิงสะพานแก้วนวรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ของคริสตจักรที่หนึ่งเชียงใหม่ในปัจจุบัน โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนสตรี หรือ Chiang Mai Girls’ School

“แม่ครูโซเฟียเริ่มจัดการสอนในวิชาเย็บปักถักร้อย ดนตรี คณิตศาสตร์ ภาษาทั้งไทยและตัวล้านนา และศึกษาพระคัมภีร์ด้วยการเสริมภาษาอังกฤษที่เป็นส่วนเริ่มต้น ทำให้เด็กหญิงเข้าใจเรื่องภาษา อ่านออกเขียนได้ ผ่านการอ่านพระคัมภีร์หรือการร้องเพลง จนทำให้ชาวบ้านในแถบนั้นเริ่มส่งบุตรหญิงเข้ามาศึกษาในสถานที่ที่แม่ครูเปิดโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนเลย หรือบางบ้านที่ไม่ส่งนักเรียนเพราะต้องทำไร่ ทำสวน หรือทำงานที่บ้าน แม่ครูก็จะจ้างพ่อแม่ให้ส่งนักเรียนมาเรียน เพราะแม่ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับความรู้ ความสามารถโดยผ่านการประกาศพระกิตติคุณของพระเจ้า” ดร.ชวนพิศ เล่าถึงประวัติของโรงเรียน

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี
โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

หนังสือเรียนยุคแรกของโรงเรียนคือ ใบบอก ของ สีโหม้ วิชัย (ชาวเชียงใหม่คนแรกที่ไปสหรัฐอเมริกา) คําถาม-คําแก้ สวัสดี และคัมภีร์ไบเบิล 

03

Chieng Mai Girls’ School และโรงเรียนพระราชชายา

สำหรับเด็กผู้หญิงในยุคนั้น การได้รับการศึกษาเป็นการเปิดโลกทัศน์ที่ยิ่งใหญ่มาก

แต่ในยุคนั้นมีการต่อต้านมิชชันนารีอยู่บ้าง เนื่องจากการเข้ามาของกลุ่มบาทหลวงฝรั่งส่วนหนึ่งเพื่อเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในมณฑลฯ หากแต่บทบาทของมิชชันนารีนั้นคือความตั้งใจดีที่อยากพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเมืองล้านนาให้ดีขึ้น ทั้งพัฒนาการรักษาพยาบาลหรือการศึกษา การต่อต้านจึงน้อยลงและหายไปในที่สุด

จำนวนของนักเรียนในโรงเรียนค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จากหลักหน่วยกลายเป็น 200 คน จนมีครูแหม่มเดินทางมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา 2 คน คือ มิสเอ็ดน่า โคลด์ และ มิสแมรี่ แคมป์แบล เพื่อร่วมจัดตั้งโรงเรียนให้เป็นระบบ ในขณะนั้นใช้ชื่อโรงเรียนว่า Chieng Mai Girls’ School และเก็บค่าเล่าเรียนน้อยมากเพื่อให้ชาวบ้านเข้าถึงการศึกษาได้

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จฯ เยือนเโรงเรียนเป็นครั้งแรก คณะมิชชันนารีจึงขอพระราชทานนามโรงเรียนจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระองค์จึงทรงโทรเลขกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามโรงเรียนจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระราชโทรเลขตอบกลับพระราชทานนามโรงเรียนว่า โรงเรียนพระราชชายา ตามพระราชอิสริยยศของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี

โรงเรียนพระราชชายายังดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความเปลี่ยนแปลงหลังสงครามทำให้โรงเรียนดาราวิทยาลัยต้องปิดทำการและปรับปรุงหลายปีก่อนเปิดทำการอีกครั้ง จนมาถึง พ.ศ. 2535 ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยเปลี่ยนจากโรงเรียนสตรีล้วนเป็นโรงเรียนสหศึกษา

ปัจจุบันโรงเรียนดาราวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนสอดรับกับนโยบายการจัดศึกษาของหน่วยงานรัฐ แต่ยังคงเจตนารมณ์การจัดการศึกษาตามแนวทางของแม่ครูโซเฟียทุกประการ

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

“รากฐานหลักสูตรนับแต่การจัดการศึกษาวันแรกคือ หลักสูตรท้องถิ่นที่บูรณาการให้นักเรียนหญิงเก่งและฉลาด แม่ครูโซเฟียเคยกล่าวไว้ว่า ‘หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรแก่การให้โอกาส โดยเฉพาะโอกาสของผู้หญิงที่ทัดเทียมผู้ชาย’ จนมาถึงการเปลี่ยนแปลงหลายช่วง พ.ศ. 2467 ช่วงเวลาเดียวกับในละครที่บัวเกี๋ยงเข้ามาเรียนโรงเรียนต้องรับหลักสูตรจากส่วนกลางเข้ามา แต่เราไม่เคยลืมหลักสูตรท้องถิ่นที่ผสมความเป็นสตรี การบ้านการเรือน จนกระทั่งปัจจุบันที่เรายังใช้แก่นเดิมคือ นักเรียนเรายังต้องมีความรู้ในโลกดิจิทัลและองค์ความรู้ท้องถิ่นเสมอ” ดร.ชวนพิศ กล่าวถึงพันธกิจการจัดการศึกษาของโรงเรียน

หนึ่งในเครื่องพิสูจน์การจัดการศึกษาที่ตอกย้ำพันธกิจนั้นแต่แรกของแม่ครูโซเฟียคือ รางวัล Best Practice สำหรับการจัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโรงเรียนดาราวิทยาลัยดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษกว่า 51 คน โดยการฝึกครูและจัดหลักสูตรให้รองรับกับเด็กเหล่านี้ 

04

ประวัติศาสตร์ 141 ปี

สถาปัตยกรรมของโรงเรียนดาราวิทยาลัยเป็นการออกแบบตามแนวทางสถาปัตยกรรมตะวันตก ปัจจุบันโรงเรียนดาราวิทยาลัยมีอาคารอนุรักษ์ 2 อาคาร คืออาคารห้องสมุดที่ปรับปรุงจากอาคารหอพักเดิม และพิพิธภัณฑ์โรงเรียน โรงเรียนดาราวิทยาลัยรักษาโครงสร้างอาคารเดิมที่มีไว้ ไม่มีการปรับเปลี่ยนตัวอาคาร และบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาคารพิพิธภัณฑ์ได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2550 ประเภทอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมล้านนา จากกรรมธิการสถาปนิกล้านนา

อาคารเก่า 2 ชั้นในพื้นที่สีเขียวหลังนี้เคยเป็นบ้านพักของมิชชันนารีผู้หญิงที่มาทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนกลายเป็นที่พักของผู้บริหารโรงเรียน จนแปรเปลี่ยนเป็นสถานที่รวบรวมประวัติศาสตร์อันยาวนานของอดีตโรงเรียนหญิงล้วนแห่งนี้

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์มีนิทรรศการภาพถ่ายอาคารต่างๆ ของโรงเรียน จัดแสดงควบคู่ไปกับเอกสารเก่าสมัยโรงเรียนก่อตั้งเป็นครั้งแรก ทั้งใบคะแนนในหลายสมัย เอกสารมอบตัว เข็มกลัดและหัวเข็มขัดตราโรงเรียนในยุคต่างๆ ควบคู่ไปกับชุดนักเรียนในแต่ละสมัย ทั้งชุดแบบแรกที่เราได้เห็นในกลิ่นกาสะลองเวอร์ชันละครโทรทัศน์ จนถึงชุดนักเรียนกระโปรงสีแดงในแบบปัจจุบัน

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี
โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

ชั้นสองเป็นส่วนจัดแสดงต่างๆ ทั้งห้องนอนจำลองของมิชชันนารีที่พักอาศัยในอาคารหลังดังกล่าว ที่มีทั้งเตียงนอน พิมพ์ดีด โต๊ะเครื่องแป้ง เฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณ หรืออีกห้องหนึ่งที่เป็นส่วนแสดงอุปกรณ์อรรถประโยชน์โบราณ ทั้งโทรทัศน์จอนูน กล้องถ่ายภาพยนตร์ที่ต้องใช้ฟิล์ม เครื่องฉายฟิล์มสไลด์ โทรศัพท์บ้านแบบจานหมุน เครื่องดนตรีเก่า ที่ไสน้ำแข็ง หรือเครื่องฉายทึบแสง ก็มีจัดแสดง

ของบางส่วนได้รับบริจาคจากศิษย์เก่าหรือผู้สนับสนุน เราจึงได้เห็นเสื้อกีฬาของโรงเรียนดาราวิทยาลัยตั้งแต่ยุค 80 มาจนถึงยุคปัจจุบัน เสื้อม่อฮ่อมสำหรับใส่ในวันศุกร์หลายรูปแบบ แก้วน้ำที่ระลึก หรือของที่ระลึกอื่นๆ ที่โรงเรียนผลิตขึ้น ส่วนจัดแสดงเหรียญกษาปณ์จากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค 

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

ส่วนที่น่าสนใจมากที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือส่วนจัดแสดงเอกสารสาคัญ นั่นคือพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงเขียนถึงกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าให้ฟังถึงการขอพระราชทานนามโรงเรียนผู้หญิงของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และพระองค์ได้ทรงตอบว่าให้ชื่อ โรงเรียนพระราชชายา ถึงแม้ว่าตอนนี้ทางพิพิธภัณฑ์จะยังไม่ได้โทรเลขฉบับจริงมาจัดแสดง แต่เราก็ยังได้ชมพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และยังมีการจัดแสดงพระรูปพระราชชายาเจ้าดารารัศมี

โรงเรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนดารารัศมี

การตามรอยบัวเกี๋ยง กาสะลอง และซ้องปีบ ในวันนี้อาจไม่ได้ภาพตามแบบฉบับนิยายหรือละครร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันได้รับจากการเดินทางมาที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยในวันนี้ คือการเข้าใจถึงจุดประสงค์การจัดการศึกษา ที่ถึงแม้เหตุผลในการจัดการศึกษาจะทำเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ แต่ระยะเวลากว่าร้อยปีนี้ได้พิสูจน์ในพันธกิจตั้งต้นของทางโรงเรียนแล้ว

ว่าทุกคนควรได้รับโอกาส

พิพิธภัณฑ์โรงเรียนดาราวิทยาลัย
เปิดให้บริการ : วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00 – 15.00 น.
ที่อยู่ : 196 ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ 50000
โทร : 053-244654 ต่อ 224, 081-9936046 (โปรดโทรนัดหมายก่อนเข้าเยี่ยมชม)

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

บีซัน ตัน

ช่างภาพหุ่นหมี อารมณ์ดี มุกแป้ก เพิ่งจบใหม่จากรั้ววิจิตรศิลป์ มช. ปัจจุบันเป็นวิดีโอครีเอเตอร์อิสระอยู่ที่เชียงใหม่

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

29 มิถุนายน 2565
5.67 K

“ที่ที่คุณจะเรียกเขาว่าอะไรก็ได้ แต่เขาขายอาหารและกาแฟ”

บาสพูดจบแล้วขำตัวเอง “พี่ว่าเขียนไปว่าร้านอาหารก็ได้”

หลังจากที่หลับอยู่ในรถมากว่า 2 ชั่วโมง พี่คนขับก็ปลุกเราให้ลืมตามาเจอกับอาคารหลังไม่ใหญ่โต ครึ่งบนเป็นบ้านไม้เก่า ๆ อายุราว 50 ปี อีกครึ่งดูเป็นคาเฟ่โมเดิร์นราวกับอยู่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองเก๋ ๆ อย่างเชียงใหม่ แต่ที่นี่คือ ‘สวนผึ้ง’ จังหวัดราชบุรี เพียงแค่ 30 กิโลเมตรก็จะถึงชายแดนไทย-พม่าแล้ว

‘First and Foremost’ หน้าร้านเขียนอย่างนั้น

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

Share Location คราวนี้ เรานัด บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา ผู้เคยประจำอยู่ที่พสุธารา และ Ali มาพูดคุยเรื่องพื้นที่ใหม่ของเขา ร่วมกับ โน้ต-อธิป สโมสร และ ซัน-พงศ์วิจิตร สามัตถิยะ สองพาร์ตเนอร์ที่เพิ่งมาร่วมงานกัน บาสแนะนำว่า คนหนึ่งเก่งเรื่องอาหาร คนหนึ่งเก่งเรื่องกาแฟ

ถ้าให้เจาะจงว่าที่แห่งนี้ ‘เป็นอะไร’ แม้แต่ทีมงานก็ตอบยาก พวกเขารู้แค่ว่าที่นี่สรรสร้างมาเพื่อสื่อสารเมืองสวนผึ้งในรูปแบบที่ต่างออกไป เพื่อให้คนเมืองที่อยู่สวนผึ้งหรือที่แวะมาเยี่ยมเยียน ได้รู้จักและรักสวนผึ้งยิ่งกว่าเดิม ด้วยสเปซ สถาปัตยกรรม อาหาร กาแฟ บทสนทนา และกิจกรรมที่พวกเขานำเสนอ

“พี่ว่าทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้ ทำมาหากินกับเมืองนี้ มีสัญชาตญาณอัตโนมัติว่า อยากให้ที่นี่ดีขึ้น”

บาส ผู้คลุกคลีกับสวนผึ้งมาหลายปีให้ความเห็น

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

Decision-making

“พี่สนใจมนุษย์ แล้วก็ธรรมชาติ” บาสพูดถึงความสนใจโดยรวมของตัวเอง

เขาเป็นบัณฑิตจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอย่างที่เราเกริ่นไปในตอนแรก ที่บ้านของเขาทำกิจการชื่อ ‘พสุธารา’ แบรนด์ไทยที่แปรรูปพืชผักเป็นอาหารธรรมชาติ มี Bed & Breakfast เป็นของตัวเอง ย้อนกลับไป พ.ศ. 2559 ที่แบรนด์เปิดตัว ตอนนั้นเขารับหน้าที่เป็น Business Development ต้องประจำที่อำเภอสวนผึ้ง 2 – 3 ปี แล้วจึงย้ายไปทำแบรนด์ของครอบครัว ภายใต้ชื่อ ‘Ali’ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนจากธรรมชาติ นอกจาก 2 กิจการที่กล่าวมา เขายังทำโปรเจกต์หลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ การเชื่อมสัมพันธ์คนกับธรรมชาติ และงานด้านความยั่งยืนด้วย

“อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าอยู่กรุงเทพฯ ไม่ไหวแล้ว” บาสเล่าถึงจุดเปลี่ยนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ที่ทั่วโลกเผชิญพร้อมกัน “โควิด 2 ปี ทำให้เราขาดการเชื่อมต่อกับทุกอย่าง ก็เลยอยากกลับไปสวนผึ้ง”

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี
First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

ทำไมถึงอยากกลับมา ที่นี่ดียังไง เราถามในฐานะคนที่มาสวนผึ้งเป็นครั้งแรก

“เราตกหลุมรักที่นี่ตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนตัวคิดว่าคุณภาพชีวิตที่ดีมันเป็นแบบนี้ มันมีความเป็นเมือง อยากจะเข้าไปดูหนังในกรุงเทพฯ ก็สะดวก ขณะเดียวกันก็มีป่าเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดมหึมาอยู่ใกล้ ๆ ขับไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว” เรียกว่าที่นี่ตอบโจทย์เขานั่นแหละ “มันทำให้ชีวิตมีตัวเลือกที่หลากหลาย”

ถึงอย่างนั้น เขาก็ยอมรับว่าตนมีแต้มต่อ เขามีที่ทางอยู่ที่นี่ รู้จักผู้คนที่นี่พอสมควร ไม่ได้มาแบบเสื่อผืนหมอนใบหรือเริ่มจากศูนย์ สวนผึ้งกลายเป็นอีกคอมฟอร์ตโซนที่จะรองรับไอเดียใหม่ ๆ ของเขาได้

“ไอเดียในหัวคือ Community Space พี่อยากให้ที่นี่มันเป็น Friend’s Table โต๊ะเพื่อนกัน

“ให้ร้านช่วยให้คนที่มาเยือน ตกหลุมรักสวนผึ้ง” เขาเริ่มเอ่ยถึงคอนเซ็ปต์แรก

แล้วอะไรล่ะที่จะเป็น Community Space ของคนยุคนี้ คำตอบคือ ‘ร้านอาหาร’

ร้านอาหารเป็นพื้นที่ที่คนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นธรรมชาติ บาสมองว่าถ้าไม่ใช่ร้านอาหาร ก็หาพื้นที่ที่ทำหน้าที่นี้ได้น้อยมาก และบ้านที่นำมารีโนเวตก็เป็นบ้านไม้เก่าอายุ 50 – 60 ปีของคุณยายคนหนึ่ง ซึ่งครอบครัวของบาสซื้อต่อมา ปัจจุบันคุณยายก็ยังคงอาศัยอยู่ในบริเวณหลังบ้านนี้ด้วย

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

“ที่ตัดสินใจทำ ประกอบไปด้วย 2 ส่วน” บาสค่อย ๆ แจกแจงให้เราคิดตาม

หนึ่ง คือ โอกาสทางธุรกิจ เขารู้ว่ามีคนเมืองมากมายมาเที่ยวสวนผึ้ง แต่ไม่มีอาหารประเภทมื้อสายผสมผสานสไตล์นานาชาติแบบที่พวกเขากำลังจะทำ ซึ่งคนเมืองที่เขาว่าไม่ได้หมายถึงนักท่องเที่ยวเสมอไป แต่อาจหมายถึงผู้ประกอบการ คนที่เข้ามาทำงาน หรือคนรุ่นใหม่ที่เคยผ่านชีวิตในเมือง มีประสบการณ์กับอาหารแบบนี้ และเคยชินกับ ‘จริตโมเดิร์น’ ของพื้นที่แห่งนี้

สอง คือ จิตวิญญาณ เรียบง่าย บาสหลงรักสวนผึ้ง และอยากให้คนอื่นหลงรักเช่นกัน

บาสเชื่อว่าการนำเสนอเรื่องราวใหม่ ๆ ในพื้นที่ คือการพัฒนาเมือง ตามที่พี่คนหนึ่งบอกมา ดังนั้น เขาจึงทดลองทำหลายอย่างกับ First and Foremost ไม่จำกัดอยู่แค่การเป็นร้านอาหารหรือคาเฟ่

“ตอนแรกตั้งใจทำเป็น Pop-up Event แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ปล่อยไหลยาวเลย รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมาถูกทาง เพราะลูกค้าที่เข้ามาทุกคนมีความสุข สิ่งนี้เป็นตัวบอกว่า โอเค ทำต่อไป” บาสว่าถ้าผู้คนมีความสุข แปลว่าเขากำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์ ทั้งกับธุรกิจของเขาเอง ทั้งกับความรู้สึกของคน

ส่วนจะเรียกที่นี่ว่าอะไร ปล่อยให้คนอื่นนิยามกันเอง

Hidden Message

ย้อนกลับไป 4 – 5 ปีที่แล้ว บาสเจอกับโน้ต พาร์ตเนอร์สายอาหาร ตั้งแต่ตอนที่เขาทำพสุธารา โน้ตมาออกร้าน เขาเป็นคนทำอาหารที่สนใจเรื่องวัตถุดิบท้องถิ่น รักความออร์แกนิก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและต่อมนุษย์ บางคนก็เรียกเขาว่า ‘นักทดลองอาหาร’

“ตอนแรกพี่อยากให้เป็น Brunch แบบ Eggs Benedict, Eggs Royale แบบ Croque Monsieur มันไม่ได้สักอย่างที่พี่คิด” บาสหัวเราะเสียงดัง “พี่โน้ตเขาไม่ได้อินแบบนี้ พี่ก็เลยปล่อยให้เขาทำ”

“ตอนแรกจะเข้ามา 3 เดือนแล้วก็ออก” โน้ตที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้นเป็นครั้งแรก “ไม่ต้องมีมาตรฐานตายตัวขนาดนั้น เรามองว่าเขาอุตส่าห์มาสวนผึ้ง มาใช้เวลา ก็ควรจะได้กินอะไรที่แตกต่าง”

“เรามองว่าแต่ละพื้นที่มีวัตถุดิบ มีเรื่องราวของเขาอยู่แล้ว เราไม่ได้ต้องการให้ร้านนี้โดดเด่น แต่ต้องการให้ตัวพื้นที่ทั้งหมดมีสิ่งที่จะพูด มีเรื่องราวของมัน เช่น น้องที่ร้านเป็นชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ เราก็นำอาหารบางอย่างของเขามาทำ หรือว่ากูลาชที่ทำให้กินวันนี้ ก็เป็นการเอาเนื้อต้มบ้านสิงห์มาผสมกับอาหารรัสเซีย” เขาพูดถึงเมนูที่สั่งมาให้เรากินกันอิ่มหนำก่อนเริ่มบทสนทนา

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

บ้านสิงห์เป็นตำบลหนึ่งในจังหวัดราชบุรี และเนื้อต้มบ้านสิงห์ก็เป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นั่น เริ่มมาจากคุณลุงคนหนึ่งมีสูตรต้มเนื้อแสนอร่อย จนคนอื่น ๆ ในย่านนั้นเปิดร้านด้วยสูตรเดียวกัน

จุดเด่นของเนื้อต้มบ้านสิงห์คือ มีกะเพรา พริกตำ และซีอิ๊วดำ

โน้ตพยายามใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้มากที่สุด ซีอิ๊วที่ว่า เขาก็ใช้ซีอิ๊วตราเสือจากอำเภอดำเนินสะดวก ซอสพริก เขาใช้พริกกะเหรี่ยงของที่นี่ ซอสบาร์บีคิวใช้สับปะรดในพื้นที่ นมได้มาจากสหกรณ์โคนมของนักบวชคริสต์ที่จอมบึง เนื้อมาจาก KU Beef ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และไก่ เป็นไก่พื้นเมืองจากคุณป้าร้านทำผม

ล่าสุดวัตถุดิบท้องถิ่นเหล่านั้นกลายมาเป็นเมนูพิเศษ อย่างอาหารยูเครน

“เราอยากให้คนตัวเล็ก ๆ ได้ประโยชน์ ก็เลยขับรถไปรับวัตถุดิบทุกอย่างเอง”

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี
First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

เราถามว่า เขา ‘นำเสนอ’ ความพิเศษของอาหารมากแค่ไหน

“พี่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็น Hidden Message มากกว่า” บาสให้ความเห็น เราแปลกใจนิดหน่อยที่เขาเลือกทางนี้ สำหรับเราแล้ว หากแต่ละเมนูมีที่มาขนาดนี้ นำเสนอเป็นสไตล์โอมากาเสะก็ยังได้

“พี่โน้ตไม่ได้เป็นคนป่าวประกาศว่าใช้อะไรบ้าง แต่มันมาจากความเคารพ”

โน้ตพูดต่อว่า โดยจุดมุ่งหมาย เขาไม่ได้ต้องการให้ร้านมีเอกลักษณ์ แต่เขาอยากให้ ‘พื้นที่ทั้งหมด’ โดดเด่นขึ้นมาด้วยอาหารที่เขาทำมากกว่า

“พอมันเป็น Hidden Message มันเป็นต่อมเอ๊ะ เอ๊ะ สับปะรดเหรอ สับปะรดที่นี่หรือเปล่า มันคือการเปิดบทสนทนา ก็กลับไปเรื่องของความเป็น Community Space นะ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่จะคุยกันได้” บาสวกกลับมาที่ไอเดียเดิม ซึ่งตอบโจทย์ได้ด้วยอาหาร หากลูกค้าไม่ถาม พวกเขาหรือพนักงานก็มักจะไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูด สวนผึ้งเป็นเมืองพักผ่อน พวกเขาอยากให้ผู้มาเยือนมีความสุขกับช่วงเวลาให้เต็มที่ แทนที่จะต้องมานั่งรอเชฟอธิบายอาหารอย่างเป็นทางการ

Everyday Coffee

‘หาพาร์ตเนอร์กาแฟ! มาด่วนเลย!’ คือสิ่งที่บาสโพสต์ลงโซเชียลมีเดียก่อนร้านเปิดราว 10 วัน

“ด้วยวิสัยคืออยากทำคุณภาพสูงสุด แต่เรารู้ว่าถ้าให้เรียนรู้ด้วยตัวเองมันใช้เวลา แล้วไม่มีใครในโลกนี้ที่จะเป็นซูเปอร์แมน ทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เราต้องหาเพื่อนมาส่งเสริมในสิ่งที่เราคิด”

และสมาชิกคนสุดท้ายที่มาเสริมทัพ ก็คือซัน เพื่อนของเพื่อนในเฟซบุ๊กคนนี้

หลังจากที่ไปเป็นบาริสต้าที่ออสเตรเลียมา 8 ปี ซันก็กลับมาเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ของตัวเองที่กรุงเทพฯ กาแฟที่เข้าไทป์ซัน เป็นกาแฟเรียบง่ายที่ดื่มได้ทุกวันตามแบบฉบับซิดนีย์ เมืองที่เขาเคยไปอยู่ หากเดินกลับไปดูหน้าร้าน จะเห็นวลี SYDNEY VIBE’S COFFEE เขียนอยู่เหนือวลี ALL-DAY BRUNCH

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

เขาเล่าว่าสมัยอยู่ออสเตรเลีย ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องคำนวณ Healthy Star ให้ดูอย่างชัดเจน ถ้าดีต่อร่างกายก็ได้ 5 ดาว ขนมขบเคี้ยวให้ครึ่งดาว ส่วนจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของลูกค้า ผู้ขายมีหน้าที่บอกให้ชัดเจน แต่ประเทศไทย ซันว่าผู้บริโภคต้องดูแลตัวเองเยอะเกินความจำเป็น เพราะอาหารและเครื่องดื่มที่มีผลเสียต่อสุขภาพมีขายอยู่ทั่วไป และคนไทยคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่รู้ว่ามีตัวเลือกอื่นนอกจากนั้น

“กาแฟในไทยต้องใส่นมข้นจืด นมข้นหวาน น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมเทียม หลายคนพอเห็นเราทำกาแฟ แค่ช็อตกาแฟ แล้วก็เทนมสด จะงงว่าแค่นี้เหรอ คือกาแฟจริง ๆ ควรเป็นแบบนี้ และควรจะอร่อยได้ด้วยตัวมันเพียงเท่านี้” ซันพูดพลางเสิร์ฟกาแฟดำหอมกรุ่นให้เราชิมกันคนละแก้ว

เขาถอดรูปแบบและรสชาติของกาแฟมาจากซิดนีย์ ซึ่งเป็นเมืองของผู้ใช้แรงงาน

กาแฟของซิดนีย์ต้องดื่มแล้วอยู่ ดื่มแล้วมีแรง ไม่ต้องดื่มซ้ำเยอะแยะ!

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

“ที่ซันพูดมันคือตัวตนเขา เป็น Traditional Coffee ที่เขาทำตอนอยู่ซิดนีย์ แต่เราไม่ได้ปฏิเสธความต้องการของคนไทยนะ อย่างคาปูชิโน่เย็น เราก็มีในเมนู ในขณะเดียวกัน เราก็มีจิตวิญญาณของการทำกาแฟแบบสากล” บาสอธิบายเพิ่มเติม “พี่ไม่ชอบให้คนไม่มีตัวเลือก” ไม่ว่าจะอาหารหรือกาแฟ First and Foremost จึงพยายามนำเสนอทางเลือกให้ผู้มาเยือนสวนผึ้งได้ลิ้มลองเสมอ

Sensing x Experiencing

โน้ตเป็นพาร์ตเนอร์อาหาร ซันเป็นพาร์ตเนอร์กาแฟ แล้วบาสล่ะ?

“เขาเป็นคนที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้ากับทุกคน เราไม่คุ้นเคยกับคนในพื้นที่เท่าพี่บาส เขาเป็นเหมือน Translator ที่แปลความหมายของสิ่งที่เราทำไปให้กับผู้คน” ซันพยายามหาคำจำกัดความมาให้บาส

“หรืออาจจะเป็น Director, Curator แต่จริง ๆ ร้านอาหารมันไม่มีหน้าที่พวกนี้นะ” โน้ตพูดบ้าง

“ถ้าถามว่าตัวเองทำหน้าที่อะไร รู้สึกว่าตัวเองเป็น Pointer ที่พูดได้ มีมือ มีปาก มีเท้า” บาสเล่าอย่างอารมณ์ดี “ปกติ Pointer ต้องรอคนหยิบไปชี้ใช่ไหม แต่พี่ไม่ต้องรอคนมาหยิบ อยากจะฉายไปสิ่งไหน ให้คนเห็นอะไร พี่ก็ชี้ไป ภาษาอังกฤษพี่จะใช้ว่า Talkative Pointer เป็น Pointer ที่พูดได้” หน้าที่ของบาสคือชี้ชวนให้ผู้มาเยือนเห็นและสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ที่สวนผึ้งมีอยู่แล้ว รวมถึงสิ่งใหม่ที่พวกเขาเลือกเพิ่มเข้าไป

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

สิ่งใหม่อาจเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ทุก ๆ ครั้งที่นำสิ่งใหม่เข้ามา พวกเขาต้องคิดให้ดีว่า หากนำเข้ามาแล้วสิ่งนั้นจะเคารพพื้นที่หรือไม่ เช่น บ้านไม้ของคุณยาย แทนที่จะรื้อทิ้งแล้วนำไม้เก่าเหล่านี้ไปขาย บาสก็เก็บโครงบ้านไว้บางส่วน และปล่อยสนามหน้าบ้านให้โล่งโจ้ง ไม่บดบังความงามของบ้านไม้ เพื่อให้เห็นถึง ‘ราก’ ของพื้นที่ สมัยที่สวนผึ้งยังไม่เป็นแบบนี้ สมัยที่คุณตาคุณยายพากันไปตัดไม้มาสร้างบ้าน

“บ้านหลังนี้เป็นตัวสื่อสารในลักษณะภายนอก มันทำให้เราเห็นว่า สิ่งนี้เป็นมรดกของเมือง” บาสเปรย แล้วเล่าต่อถึงยันต์ที่แปะตามเสา แรกเริ่มเดิมทีตอนได้บ้านมาเขากลัวมาก แต่ก็เลือกจะเก็บไว้ วันหนึ่งมีคุณลุงอายุ 70 เดินเข้ามา แล้วอธิบายว่านี่คือยันต์มงคล แปะไว้ที่เสาเอกกับเสาโท เขาจึงมีโอกาสได้รู้ความจริง นี่ก็เป็นการเชื่อมโยงความเก่ากับความใหม่ แถมเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาได้ดี

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้สำหรับที่นี่ คือ ‘กิจกรรม’

“คนรุ่นเราในสังคมเมืองต้องการมีประสบการณ์กับพื้นที่เยอะ ๆ มันเอื้อให้เกิดการเติบโตภายในมากกว่าการขับรถไปดูธรรมชาติ ไปดูทะเลหมอกเฉย ๆ พี่ก็เลยคิดถึงกิจกรรมแนว Ecotourism หรืออาจไปไกลกว่านั้น เป็น Lifestyle หรือ Spiritual” บาสเล่าถึงที่มาของกิจกรรมสนุก ๆ ที่นี่

Coffee Sensing (สังเกตว่าใช้ Sensing ไม่ใช่ Testing) เป็นกิจกรรมที่พวกเขาจัดขึ้นมาให้ผู้คนจำนวนไม่มากมาลอง ‘ผัสสะ’ เพื่อจะได้เลือกกาแฟที่ถูกใจตัวเองในอนาคต

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

กิจกรรมต่อมาคือ Nature Walk เป็นการพาคนเข้าไปสำรวจธรรมชาติ ทำให้คนวัยผู้ใหญ่ได้คืนอำนาจการเล่นให้กับตัวเอง โดยพื้นที่ธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในสวนผึ้งเป็นสนามทดลองให้เขา และให้คนได้สัมผัสสวนผึ้งในแง่มุมแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (Human-made)

“พี่คิดว่าธรรมชาติมันตรงไปตรงมา โดนหนามก็ต้องเจ็บ อยู่กลางป่า ร้อนก็คือร้อน แต่ถ้ามนุษย์พูดแบบนี้มันคิดอีกอย่างหนึ่งได้ เพราะฉะนั้น ในพื้นที่ธรรมชาติมันเลยเป็นสนามทดลองที่ดีและปลอดภัยทางความคิด” หลังจากที่นั่งคุยกันในร้านเรียบร้อย บาสก็พาเราไปเดินดูเด็ก ๆ กระโดดน้ำในพื้นที่ธรรมชาติสาธารณะแห่งเดียวของสวนผึ้ง เพื่อจำลองการเล่นอย่างที่เขาบอก

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

นอกจากนั้น บาสก็พูดถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่าง Suanphueng Wild Cooking Club ซึ่งผสมระหว่าง Nature Walk กับวัฒนธรรม พาไปเก็บวัตถุดิบตามฤดูกาล แล้วมาทำอาหารแบบคนในพื้นที่กินกัน หรือกิจกรรม Brunch in the Wood พาคนไปปิกนิกกันในโลเคชันที่เหมาะแก่การรื่นรมย์โดยไม่ประกาศล่วงหน้านานนัก ฟังแค่นี้ก็น่าสนุกแล้ว สำหรับเรา กิจกรรมทั้งหมดที่พูดมาต่างมีจุดร่วมกันคือ เน้นประสบการณ์กับตนเองและสวนผึ้ง

“พี่ว่าที่นี่คือสนามเด็กเล่น วันหนึ่งพี่อาจจะทำห้องเวิร์กชอปก็ได้นะ”

First and Foremost

First and Foremost แปลว่า เหนือสิ่งอื่นใด

“เหนือสิ่งอื่นใด เข้ามาที่นี่แล้วคนต้องมีความสุข” กว่า 6 เดือนที่เปิดร้านมา มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ผลัดกันเข้ามานั่งที่ Friend’s Table ตัวนี้

‘พี่แนน คุณหมอที่โรงพยาบาลสวนผึ้ง’ ขอบคุณที่พวกเขาทำร้านนี้ขึ้นมา

‘น้องกราฟิกดีไซเนอร์แห่งสวนผึ้ง’ แวะมาที่นี่ด้วยความสุข

‘สาวซิดนีย์’ บังเอิญเข้ามาชิมกาแฟแล้วคิดถึงบ้าน

‘ฝรั่งที่สอนศาสนากลุ่มชาติพันธุ์’ สบายใจที่เข้ามาทานอาหาร พร้อมแลกเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ

ทีม First and Foremost ทั้งบาส โน้ต ซัน รวมถึงแอมและตาล ดีใจที่พื้นที่ไร้คำจำกัดความแห่งนี้ ตอบสนองผู้คนได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“เราต้องการเพื่อนเยอะ ๆ มานั่งโต๊ะนี้กันเยอะ ๆ นะ” บาสเชิญชวนเป็นการปิดท้าย

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

First and Foremost

ที่ตั้ง : 25/1 ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 70180 (แผนที่)
วัน-เวลาทำการ : เปิดให้บริการวันจันทร์-พฤหัสบดี (ยกเว้นวันพุธ) เวลา 09.00 – 16.00 น. วันศุกร์-เสาร์ เวลา 09.00 – 20.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 18.00 น.
โทรศัพท์ : 09 8754 1535
Facebook : First and Foremost; brunch and coffee

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load