28 กุมภาพันธ์ 2562
97.40 K

โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ยเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กในจังหวัดกาญจนบุรี ที่ฝ่ามรสุมวิกฤตบัญชีติดลบมายาวนานด้วยการเปลี่ยนวิธีบริหารใหม่ทั้งหมด

แทนที่จะลดรายจ่าย ที่นี่ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนสนุกกับการหารายได้

แทนที่จะดึงดูดคนไข้มีฐานะ ที่นี่ต้องการคนไข้ที่ใช้สิทธิกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง

แทนที่จะนำเงินไปลงทุนเครื่องมือที่ทันสมัย ที่นี่นำเงินไปเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมโรงพยาบาลใหม่ให้น่าอยู่

นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย
นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย

จะบอกว่าเราไม่สนใจตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปเสียทีเดียวก็คงไม่ถูก วิธีคิดเบื้องหลังการเปลี่ยนตัวเลขสีแดงติดลบให้กลายเป็นบวก น่าตื่นเต้นพอๆ กับที่รู้ว่าคุณหมอประวัติ หรือ นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย ไม่เคยผ่านประสบการณ์บริหารงานโรงพยาบาลมาก่อน

สิ่งที่เขาใช้เป็นสำคัญ คือความผูกพันกว่า 17 ปีที่นี่ ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ใหม่แก่กระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องการปฏิรูปการบริหาร และการเป็น Digital Hospital ที่เป็นรูปธรรมแม้จะเป็นเพียงโรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกล

คุณหมอประวัติทำได้อย่างไร มาฟังกัน

นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย

หมอรักษาคนต่างจากผู้บริหารรักษาโรงพยาบาลอย่างไร

ตอนที่ทำหน้าที่รักษาคนเราก็ยังเป็นหมอกันดีๆ อยู่ แต่ในวันที่เปลี่ยนจากหมอไปเป็นผู้บริหาร เรามักจะเสียหมอดีๆ คนนั้นไป แล้วได้ผู้บริหารห่วยๆ กลับมาหนึ่งคน และเป็นอย่างนี้เสมอมา เพราะระบบที่เชื่อกันมาอย่างยาวนานว่าคนที่เก่งที่สุดขององค์กรน่าจะรู้วิธีการบริหารและจัดการ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการต่อต้านจากคนในองค์กร

ถึงอย่างนั้น คุณก็ยังเดินหน้าเข้าไปขอรับตำแหน่งผู้อำนวยการจากผู้บังคับบัญชา

เดิมทีตำแหน่งนี้ไม่ใช่ผม หลังจากผู้อำนวยการคนเดิมออกจากตำแหน่ง คณะกรรมการโรงพยาบาลตั้งใจจะแต่งตั้งท่านอื่นมารับตำแหน่ง ผมตัดสินใจเดินเข้าไปบอกผู้บังคับบัญชาว่า ผมขอโอกาสและเวลาหนึ่งปีเพื่อแก้ปัญหาโรงพยาบาลในฐานะผู้อำนวยการ ถ้าถึงเวลาแล้วผมทำไม่ได้ผมจะยอมรับความจริง

ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์การบริหารมาก่อน?

ใครๆ ก็ถามผมว่าจะทำได้หรอ

ได้! ผมจะทำให้ดู ผมเชื่อว่าถ้าเราคิดแบบเดิมผลลัพธ์ทุกอย่างมันก็เป็นแบบเดิม

ผมอยู่ที่นี่มาสิบเจ็ดปีแล้ว สำหรับผมที่นี่คือบ้าน ผมวาดฝันจะทำให้ที่นี่โรงพยาบาลในฝัน มีบริการที่ดี สถานที่ดี รู้จักใช้เทคโนโลยี เจ้าหน้าที่มีความสุข ประชาชนสุขภาพดี เพราะไม่มีความรู้เรื่องการบริหารมาก่อน ตอนแรกตั้งเป้าหมายแค่ขอให้โรงพยาบาลไปรอด แต่เมื่อลงมือทำก็ได้รู้ว่าเราทำได้มากกว่านั้น

คุณพบปัญหาอะไร

เราพบว่าชาวบ้านมาใช้บริการที่โรงพยาบาลเราน้อยมาก ทั้งๆ ที่เราอยู่ใกล้ชุมชนมากกว่าและรักษาฟรี ซึ่งสิ่งที่ทำให้พวกเขายอมเสียเงินและเวลาขับรถเข้าเมืองในระยะทางสามสิบกิโลเมตร หรือเลือกไปคลินิกเอกชนมากกว่าก็คือ เรามันห่วย การรักษา การให้บริการ และระบบ ไม่ดีสักอย่าง

ในวันที่ยอมรับว่าตัวเองห่วย คุณเริ่มจากแก้ไขปัญหาอะไรก่อน

ผมใช้วิธีเดินหน้าแก้พร้อมกันทุกจุดแบบหน้ากระดาน เพราะรอไม่ได้แล้ว ผมต้องการแก้ทุกปัญหาด้วยความรวดเร็ว ที่น่าสนใจคือไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้านเลย อาจจะเป็นเพราะทุกคนรู้สึกอึดอัดกับปัญหานี้มานานแล้วเหมือนๆ กัน

นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย
นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย

เป็นเรื่องที่ใช้ความกล้ามาก

บางทีก็กล้าเกินไป (รีบตอบ) การออกนอกกรอบโดยไม่รู้ว่ามีระเบียบรองรับแนวทางที่คิดจะทำไหมเป็นเรื่องน่ากลัว แม้ไม่ใช่การฉีกกรอบทำเรื่องที่ผิด แต่คือความไม่แน่ใจว่าถูกตามระเบียบราชการไหม ที่โรงพยาบาลจึงมีทีมงานช่วยดูเรื่องระเบียบโดยเฉพาะ เรื่องไหนที่ดูเหมือนจะทำไม่ได้ ผมจะถามกลับไปให้เขาค้นหาคำตอบว่าตรงไหนที่บอกว่าทำไมได้ และทำไมไม่ได้จริงๆ หรือเพียงเพราะได้ยินเขาว่ากันมา ซึ่งหาคำตอบไม่ได้ นั่นก็แปลว่าน่าจะทำได้นะ

ตลอดเวลาที่เข้ามาบริหาร เราพบว่าผู้ใหญ่เขาก็มองดูเราอยู่ ไม่ได้ปิดกั้นความคิดอย่างที่คนรุ่นใหม่เข้าใจ เพียงแต่เราจะกล้าก้าวออกมาทำสิ่งที่เราเชื่อมากแค่ไหน เรื่องที่ควรรู้ คือเราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งที่ว่าระบบราชการไทยไม่ได้เอื้อคนเก่งนัก และมันคงจะเป็นอย่างนี้ต่อไป

คุณเอาความกล้าเหล่านี้มาจากไหน

เพราะผมรู้ว่าผมไม่มีอะไรจะเสีย หากเกิดบริหารผิดพลาดหรือผิดต่อกรอบและกฎเกณฑ์ ซึ่งกระทบต่อหน้าที่ราชการจนทำให้ต้องออกจากงาน ผมก็ยินดี เนื่องจากไม่ได้ห่วงอายุราชการที่มีมากเท่าโอกาสที่จะลองทำ

เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากที่คุณประกาศกับทีมว่ามาหารายได้เพิ่มกันเถอะ

ที่ผ่านมาผมอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างตลอด แต่ไม่เคยแน่ใจว่าจะทำได้ไหม เราอยู่กับภาวะติดลบอยู่ทุกปี ทั้งๆ ที่เราก็ประหยัดค่าใช้จ่ายกันมาตลอด เมื่อมาศึกษาโครงสร้างรายรับรายจ่ายของโรงพยาบาลก็พบว่า จริงๆ มีหนทางมากมายในการหารายได้และนำเงินนั้นมาพัฒนาโรงพยาบาลต่อ

บรรยากาศตอนนั้นเป็นอย่างไร

ผมตั้งเป้าหมายว่าจะไม่ลดรายจ่าย เพราะที่ผ่านมาเราประหยัดมาโดยตลอดแต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น ที่สำคัญคือการลดรายจ่ายของโรงพยาบาลนั้นส่งผลกระทบต่อคนทำงานทุกคน แค่ออกนโยบายบอกให้ทุกคนช่วยกันรัดเข็มขัดก็เกิดความรู้สึกด้านลบแล้ว

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่าจะให้คนของเรารู้สึกลบไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ถ้าเราอยากให้ทุกอย่างเดินหน้า เราต้องเติมพลังบวกแก่กันเพราะที่ผ่านมาบุคลากรของเราเขาก็ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งการประหยัดไม่สนุก แต่การหารายได้สนุกกว่า

นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย

สนุกยังไง

เริ่มจากคำนวณว่าเราต้องการรายได้เพิ่มอีกสักเท่าไหร่ต่อเดือน ต่อปี จากนั้นแบ่งเฉลี่ยตั้งเป็นเป้าหมายของแต่ละหน่วย หน่วยของผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน กายภาพบำบัด ทันตกรรม เภสัชกร เพื่อบอกว่างานของพวกเขามีส่วนช่วยโรงพยาบาลอย่างไร

ผมคิดมาเสมอว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการดึงอารมณ์ร่วมผู้คน ผมสามารถพูดเสียงสั่นๆ เหมือนจะร้องไห้ ซึ่งทำให้ลูกน้องร้องไห้นำไปก่อนแล้ว ยิ่งสร้างบรรยากาศก็ยิ่งทำให้เราตื่นเต้นที่จะทำ

ทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็นปรากฏการณ์กระทรวงในรอบ 30 ปี

ไม่เคยมีใครคิดจะทำสิ่งนี้กับโรงพยาบาลรัฐบาลเล็กๆ ที่อยู่ในชุมชนมาก่อน ทั้งๆ ที่หากลงมือทำคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือชุมชน ซึ่งมาพร้อมกับศรัทธา เงินบริจาค และความร่วมมือในหลากหลายรูปแบบ

ที่ผ่านมา ศรัทธาของชุมชนเกิดจากการรักษาหรือทำให้หายดี แต่วันใดวันหนึ่งก็ต้องมีพลาด ซึ่งถ้าพลาดหนักศรัทธาที่มีก็หายไปในพริบตา แต่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนว่าการได้บริการที่ดีก็ช่วยสร้างและรักษาศรัทธาได้เช่นกัน และยังยั่งยืนกว่า ลองคิดภาพตามผมนะ ประชาชนคนตัวเล็กๆ ที่เขาไม่เคยได้รับบริการที่ดีมาก่อน อยู่มาวันหนึ่งเขาได้รับบริการที่ดีและฟรีดังเดิม เขาก็พร้อมยกใจให้แล้ว

คิดมาตลอดว่าการบริการที่ไม่ดีมาจากปัญหาการขาดทุนของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเพราะสวัสดิการของรัฐบาลและสิทธิตามกองทุนประกันสุขภาพ

สาเหตุหลักอยู่ที่การบริหาร

เดิมเราได้รับเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ประมาณปีละ 30 ล้านบาท แต่เมื่อปรับปรุงการบริการทั้งหมดของโรงพยาบาล ทำให้คนเข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น ก็ทำให้เราเบิกเงินงบประมาณจากกองทุนสุขภาพได้เพิ่มขึ้นถึง 49 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา นั่นแปลว่าโรงพยาบาลจะมีเงินเพิ่มขึ้น 20 ล้านบาทสำหรับพัฒนาโรงพยาบาล เปลี่ยนเครื่องมือ ไปจนถึงปรับทัศนียภาพ ปรับปรุงอาคารและตกแต่งภาพในใหม่ทั้งหมด

ขณะที่มีคนแนะนำให้ใช้เงินลงทุนกับเครื่องมือและอุปกรณ์ คุณตัดสินใจลงทุนกับสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล ทำไมคุณจึงเชื่อแบบนั้น

ผมอยากลบภาพจำเดิมๆ อยากทำโรงพยาบาลให้เหมือนบ้าน ตั้งแต่สวนด้านหน้า ส่วนของออฟฟิศที่แยก เปลี่ยนโครงสร้างบางอย่างให้ดูทันสมัยขึ้น เช่น โซนผู้ป่วยนอก โซนจ่ายยา ขณะที่ผู้ใหญ่เห็นว่าการเปลี่ยนบรรยากาศเป็นการลงทุนที่เกินความจำเป็น มีคำถามมากมายเต็มไปหมดว่าทำไมต้องสร้างให้หรูหรา ไปจนถึงรู้ได้อย่างไรว่าชาวบ้านอยากได้รับการบริการที่ดีอะไรมากมาย

นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย
นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย

พื้นที่โรงพยาบาลสวยงามสำคัญอย่างไร

เวลาที่เราใช้บริการโรงแรมสวยๆ สัมผัสกับบรรยากาศที่ดี เรามักจะเชื่อว่าที่นั่นดีไปโดยปริยายเพียงแค่เห็นว่าที่นั่น สวย สะอาด สงบ นอกจากเหตุผลเหล่านั้น ผมคิดว่าพื้นที่สวยงามช่วยเยียวยาจิตใจทั้งคนทำงานและคนรับบริการ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปชัดเจนที่สุด คือทุกคนเคารพสถานที่มากขึ้น ไม่กล้าส่งเสียงดังรบกวนหรือทิ้งขยะไม่เป็นที่ พยาบาลก็เปลี่ยนไป นอกจากไม่ทำเสียงดังใส่คนไข้แล้ว ยังแต่งกายเรียบร้อย พูดจาไพเราะ ให้บริการดี เห็นผลชัดเจนจากจำนวนใบร้องเรียนการบริการที่หายไป

ตามมาด้วยการใช้เทคโนโลยีในโรงพยาบาลหลังจากบุกเบิกมาก่อนกาลล่วงหน้า 10 ปี

หนึ่งในเรื่องที่ผมภาคภูมิใจ คือโรงพยาบาลของเรามีทีมไอทีที่เก่งมาก ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าเราเปลี่ยนจากเวชระเบียนกระดาษมาเป็นระบบออนไลน์ตั้งแต่สิบปีที่แล้ว เหตุผลที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่ไม่กล้าเปลี่ยนเพราะกลัวบันทึกข้อมูลไม่ครบ กลัวช้า ไม่มั่นใจ กลัวระบบทำข้อมูลคนไข้สูญหาย กลัวการสำรองข้อมูล แต่พวกเราไม่กลัว และเมื่อข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญกลายเป็นดิจิทัล เราจะใช้เทคโนโลยีทำอะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ เป็นเหตุผลว่าทำไมโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ยเป็น Digital Hospital ที่เป็นรูปธรรม เพราะไม่เพียงมีโปรแกรมตรวจสอบติดตามจำนวนคนไข้ที่เข้ามาใช้บริการและนอนพักรักษา ยังอำนวยความสะดวกเรื่องคิวและการนัดหมายออนไลน์ด้วย

อะไรคือสิ่งที่ยากของการเปลี่ยนระบบการบริหารโรงพยาบาล

มันยากตรงที่เงินเดือนทุกคนเท่าเดิมแต่พวกเขาต้องทำงานหนักขึ้นสองเท่า เพราะเมื่อคนไข้เพิ่มขึ้นงานทุกอย่างก็เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว โจทย์ก็คือ เราจัดการกับความสุขของผู้ร่วมงานอย่างไร ทำอย่างไรให้เขารู้สึกอยากไปต่อกับเรา เพราะถ้าทำได้จะเกิดผลดีโดยตรงกับงานที่อาศัยหัวใจในการให้บริการอย่างนี้

คุณเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

เป็นผู้บริหารบ้านๆ เป็นหัวหน้าครอบครัว อยากดูแลทุกคนเหมือนครอบครัว ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน เพียงแต่เราจะดูแลน้องเล็กหรือพนักงานเล็กๆ ที่ไม่เคยมีใครเห็นความสำคัญเขามาก่อน

ผมเป็นสายชื่นชมเมื่อเห็นใครทำดี หรือเพียงแค่ถามเขาว่าเหนื่อยมั้ย เขาจะก็รู้สึกดีขึ้น

ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครถามพนักงานตัวเล็กๆ ว่าเขารู้สึกยังไง ผมใช้วิธีเดินไปหาพวกเขาถึงด้านหลังโรงพยาบาล ก่อนจะพบว่าสิ่งที่เขาต้องการ คือการพักผ่อนตอนกลางวันก่อนลุยงานต่อตอนบ่าย แต่เขาไม่เคยพัก เพราะมันไม่เคยมีที่ให้เขาได้พัก เราจึงสร้างที่พักเล็กๆ มีโทรทัศน์ มีโต๊ะและเก้าอี้ไว้นั่งกินข้าว ทำให้ไม่ต้องไปนั่งพักใต้ต้นไม้อย่างแต่ก่อน

นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย

ระหว่างผู้บริหารที่รัก กับ ผู้บริหารที่น่านับถือ

ผู้บริหารที่รัก ที่ผ่านมา พวกเขาเคยเจอแต่ชี้นิ้วสั่งให้ทำ เขาไม่เคยเจอใครลงมาทำงานร่วมกับเขา แค่ผมลุกมาจับไม้กวาดทุกคนก็ลุกขึ้นตามแล้ว ขอแค่เริ่มลงมือก็ชนะแล้ว สำคัญคือทั้งหมดนี้ต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ในฐานะผู้บริหาร คุณชอบทำงานกับคนแบบไหน

ผมชอบทำงานกับคนที่รู้จักยืดหยุ่น โจทย์ของผมง่ายมากๆ ง่ายที่สุดเลย คุณทำอย่างไรก็ได้ ทางไหนก็ได้ ให้งานที่ตั้งเป้าหมายร่วมกันออกมาสำเร็จ ชอบคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ยไม่ได้เกิดจากความคิดของผมคนเดียว ผมมีทีมและผมรับฟังพวกเขาทุกคน

อะไรคือข้อดีของการสร้างประสิทธิภาพของงานผ่านการสร้างคน

ผมเชื่อว่าถ้าเราทำงานเท่าเดิมเราก็คงจะเจ๊งเหมือนเดิม แต่ถ้าพวกเราช่วยกันเพิ่มแรงอีกสักนิดก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป ในการรักษาคนไข้หนึ่งคน โรงพยาบาลจะได้เงินจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพ หรือ สปสช. จำนวนหนึ่ง ขึ้นกับความรุนแรงของโรคและจำนวนวันที่เข้าพักรักษา

เป็นธรรมดาที่ทีมงานจะสงสัยว่าการทำตามแผนของผมจะช่วยทำให้เกิดรายได้และกำไรได้ยังไง หน้าที่ของผมคือแจกแจงทุกฝ่ายว่ารายได้และกำไรมาจากไหน เพียงหกเดือนหลังจากนั้น โรงพยาบาลเริ่มมีรายรับเข้ามามากกว่าเดิมเดือนละหนึ่งล้านกว่าบาท ตอนนั้นมั่นใจแล้วว่าโรงพยาบาลไม่มีวันเจ๊ง

ถ้าสมมติคุณได้ทำโครงการที่ไม่จำกัดงบประมาณและกำไรขาดทุน โครงการนั้นจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร

ผมคงจะทำระบบขนส่งผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลใหญ่แบบเร็วสุดๆ ประมาณไฮเปอร์ลูปของอิสราเอล ซึ่งมีหน้าตาเป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ใช้สำหรับขนส่งคนไข้ระยะทางสามสิบกิโลเมตรภายในห้านาที

ปัญหาของการรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลห่างไกล คือระยะเวลาที่ใช้คนส่งต่อคนไข้เข้าโรงพยาบาลใหญ่ในเมือง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเขาที่อยู่ห่างไกล เพียงแต่ต้องมีระบบส่งต่อที่ดีและเจ๋งมากพอที่เขาจะได้รับการรักษาอย่างปลอดภัย ทำให้คนไข้ไม่ต้องมากระจุกรวมตัวกันอยู่ในกรุงเทพฯ

ยิ่งจังหวัดกาญจนบุรีมีที่ตั้งแต่ละอำเภออยู่ไกลจากกันมาก สังขละบุรี ทองผาภูมิ ศรีสวัสดิ์ กว่าจะเดินทางมาถึงตัวเมือง ไม่ใช่ความผิดเขานะที่ทำสวน ทำไร่ หรือมีบรรพบุรุษอยู่ตรงนั้น เราในฐานะผู้บริหารโรงพยาบาล ยิ่งต้องมอบสิทธิการรักษาให้เขา ในเมื่อส่งหมอไปไม่ได้ก็ต้องหาวิธีการส่งต่อคนไข้ไปให้เร็ว ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของอนาคต คงจะดีถ้าเกิดขึ้นในเร็ววัน

หากมีตำราการบริหารสไตล์คุณหมอประวัติ เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือจะพูดเรื่องอะไร

เรื่องความสุขในองค์กรเป็นเรื่องพื้นฐานที่ผมให้ความสำคัญมากๆ ว่าทุกคนในองค์กรต้องมีความสุข ถ้าเขาไม่มีความสุขเราก็ต้องมาหาสาเหตุว่าทำไมเขาไม่มีความสุข การลาออกของพนักงานหนึ่งคน ผมมองว่าเป็นความผิดของผู้บริหาร ถ้าเขามั่นคงแล้วทำไมเขาถึงลาออก เช่นกัน ถ้ามีใครสักคนขอลาออกผมจะรู้สึกแย่มากที่เราทำอะไรไม่ดีหรือดูแลเขาไม่ดีหรือเปล่า อยู่กับผมต้องห้ามออก

นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ, รพ.ด่านมะขามเตี้ย
ขอบคุณสถานที่ : ช่างชุ่ย

7 คำถาม-ตอบโดยผู้อำนวยการโรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย

  1. ถ้าให้เขียนจดหมายถึงตัวเองในอนาคต 10 ปีข้างหน้า เนื้อความส่วนใหญ่ในจดหมายจะบอกว่า : นายกล้ามากที่ทำสิ่งนี้
  2. คำที่พูดกับลูกน้องเสมอ : ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้
  3. ภาพยนตร์ที่ดูล่าสุด : Schindler’s List (1993) ผมชอบดูหนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ชอบดูฉากการปลุกใจฝูงชน
  4. ที่มาของพรสวรรค์การปลุกใจมวลชน : สำหรับผมการพูดปราศรัยเป็นเรื่องที่ทำได้โดยธรรมชาติ เป็นลักษณะที่มีอยู่ในตัวมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าชั้นปีและประธานนักเรียน
  5. ความสนใจตอนอายุ 15 25 35 และปัจจุบัน : อายุ 15 สนใจฟุตบอล อายุ 25 สนใจคอมพิวเตอร์ อายุ 35 สนใจเตรียมพร้อมกับการทำงานบริหาร และปัจจุบัน สนใจนำเทคโนโลยีมาใช้กับโรงพยาบาลให้มากที่สุดและคิดถึงความเป็นผู้นำ แม้จะเห็นความสำเร็จบ้างแล้ว แต่เราคงอยู่เฉยไม่ได้ เราจะนำต่อ
  6. หากมีเวลาเพียง 10 วินาทีสำหรับกล่าวให้โอวาทเด็กจบใหม่ : จงกล้าคิด กล้าเปลี่ยน และเป็นตัวของตัวเองที่สุด
  7. คุณไปแข่งรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนไหนได้บ้าง : ลิเวอร์พูล

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load