ในช่วงชีวิต 30 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปเมืองโคเปนเฮเกนประมาณ 2 ครั้ง ครั้งแรกเดินทางเพียงลําพังเพื่อการศึกษา โดยเจาะจงไปเยี่ยมโรงงานเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งที่ผมชื่นชอบ จากนั้นก็ไปดูงานเฟอร์นิเจอร์ตามโชว์รูมต่างๆ หลากหลายแบรนด์ และแน่นอนว่าต้องแวะไปดูมิวเซียมและร้านหนังสือที่มีมากมายกระจายทั่วเมือง ซึ่งเป็นนิสัยส่วนตัวของผมไม่ว่าไปเที่ยวที่ใดก็ตาม 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล
แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

ครั้งแรกที่ไปเป็นช่วงหน้าร้อน ฟ้าใสแดดเปรี้ยงรุนแรงเหมือนประเทศบ้านเกิด สิ่งที่ทําให้ผมรู้สึกเผ็ดร้อนกว่าอากาศคืออาการของชาวเมืองที่นอนถอดเสื้ออาบแสงอาทิตย์ หรือเดินกันขวักไขว่อยู่ตามถนนหนทาง โดยเฉพาะลานกว้างและทางเดินริมแม่น้ำ เวลานั้นทุกคนแห่กันออกจากบ้านมาอยู่ตามถนน ร้านรวงต่างๆ สถานที่ท่องเที่ยวก็คึกคักเป็นพิเศษ ตอนนั้นผมสงสัยอย่างแรงกล้าว่านี่คือเรื่องปกติของที่นี่รึเปล่า จนได้คำตอบจากเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ร้านหนึ่งที่ผมเข้าไปชม 

เขาบอกว่า นี่คือสัปดาห์แรกที่เราได้แสงอาทิตย์เต็มๆ หลายเดือนที่ผ่านมาท้องฟ้ามืดมิดหนาวเหน็บยาวนาน ชาวเมืองเลยออกจากบ้านมาด้วยความดีใจ เขาถามต่อว่าผมมาถึงเดนมาร์กเมื่อไหร่ ผมตอบไปว่าเมื่อ 2 วันก่อนนี้ เจ้าของร้านยิ้มกว้างแล้วพูดว่า คุณมาพร้อมกับพระอาทิตย์เลย (You bring the sun) 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

ครั้งที่สองผมไปโคเปนเฮเกนเนื่องด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ช่วงที่ไปคือต้นฤดูหนาวที่ลมแรง อากาศหนาว อุณหภูมิเลขตัวเดียวอย่างที่เจ้าของร้านคนนั้นกล่าวไว้ โคเปนเฮเกนดูสงบเงียบกว่าในหน้าร้อนมาก ผู้คนต่างเก็บตัวอยู่ในบ้าน ความรู้สึกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่เหมือนกันอาจเป็นอากาศสะอาดที่วัดได้ศูนย์ US AQI และมิวเซียมดีๆ ยังคงเปิดให้บริการไม่ว่าฤดูกาลไหน

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

มิวเซียมแห่งหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษชื่อ Design Museum Denmark ตั้งอยู่บนถนน Bredgade ใจกลางเมืองโคเปนเฮเกน สาเหตุหลักที่ผมชอบที่นี่เพราะผมเองทํางานเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ นอกจากเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์สําคัญเกี่ยวกับงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ของเดนมาร์กแล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นหลายสิ่งในกระแสการออกแบบที่ยิ่งใหญ่และสําคัญที่สุดยุคหนึ่งของเดนมาร์ก นั่นคือ Danish Design Movement 

ไฮไลต์ของ Designmuseum Denmark คือนิทรรศการชื่อ The Danish Chair – an international affair ซึ่งเป็นนิทรรศการถาวรที่เก็บรวบรวมงานเก้าอี้กว่า 113 ตัวจากนักออกแบบทั่วโลก เก้าอี้เหล่านี้ล้วนเป็นหมุดหมายสําคัญในวงการการออกแบบของเดนมาร์ก ทั้งสองครั้งที่ผมไปเยือนเมืองนี้ ไม่เคยพลาดมิวเซียมแห่งนี้เลย แต่ 2 ครั้งที่เยือนนั้นต่างกัน ครั้งแรกผมเข้าไปดูเฉพาะตัวเก้าอี้ ดูความงาม ดูโครงสร้างวัสดุ แต่ครั้งที่ 2 ผมดูพร้อมความเข้าใจที่มากขึ้น 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล
แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

สิ่งที่ทําให้ผมเข้าใจเรื่องราวไม่ได้เกิดขึ้นที่เดนมาร์ก แต่เกิดขึ้นจากหนังสือที่ผมซื้อในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนังสือที่มีชื่อเดียวกับนิทรรศการ ผมซื้อมาจากร้านโดยใช้เวลาตัดสินใจสั้นมาก เมื่อเห็นแวบแรกก็หยิบมันมาจากชั้นวางแล้วตรงไปให้พนักงานแกะห่อออกด้วยความรวดเร็ว เพียงแค่ได้เปิดและพลิกดูเนื้อหาต่างๆ ในเล่ม ก็ทําให้เงินในกระเป๋าของผมจากไปอย่างง่ายดาย 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

The Danish Chair เป็นหนังสือประกอบนิทรรศการ แต่เพิ่งออกมาได้ไม่นาน ผมจึงไม่เห็นมันเมื่อไปมิวเซียมครั้งแรก เมื่อได้เริ่มอ่านจึงเริ่มเห็นความเชื่อมโยงของเก้าอี้แต่ละตัว นักออกแบบแต่ละคน และเรื่องราวที่มาที่ไปต่างๆ ซึ่งสอดประสานถักทอกันเป็นโครงสร้างที่แข็งแรง 

ครั้งหนึ่งเมื่อผมเป็นนักศึกษาออกแบบ ขณะนั่งฟังอาจารย์เล่าถึงประวัติศาสตร์การออกแบบของประเทศโน้น ประเทศนี้ ผมมักเข้าใจไปเองว่าประเทศเหล่านั้นมีเอกลักษณ์ทางการออกแบบกันมาแต่ไหนแต่ไร เช่น ญี่ปุ่นก็มีความเป็นญี่ปุ่นแบบนั้นมายาวนาน หรืองานออกแบบแถบสแกนดิเนเวียก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว และมักรู้สึกอิจฉาเหล่าประเทศที่มีลายเซ็นชัดเจนแตกต่างอยู่ลึกๆ 

การอ่านหนังสือเล่มนี้ทําให้ผมเข้าใจว่าสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์สําคัญ เหมือนจะติดตัวประเทศนั้นๆ มาตั้งแต่เกิด จริงๆ แล้วสร้างขึ้นมาโดยใครบางคน มีจุดเริ่มต้นและปัจจัยต่างๆ ที่ทําให้พัฒนาต่อเนื่องและมีที่มาที่ไปชัดเจน 

ในช่วง ค.ศ. 1920 ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปทยอยปรับเข้าสู่การผลิตแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น เศรษฐกิจและแนวคิดต่างๆ พัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่เดนมาร์กเป็นประเทศท้ายๆ ที่เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม ในช่วงที่คนอื่นใช้ระบบโรงงาน เดนมาร์กยังคงเป็นประเทศที่ทําเกษตร มีทรัพยากรธรรมชาติจํากัด และใช้สิ่งของที่เป็นงานหัตถกรรม 

จิตวิญญาณของงานช่างและการใช้วัสดุให้คุ้มค่า (Optimal use of material resources) จึงเป็นสิ่งที่ติดตัวชาวเดนมาร์ก และแสดงให้เห็นเด่นชัดเมื่องานออกแบบของเดนมาร์กพัฒนาขึ้น 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

จุดเริ่มต้นของ Danish Design Movement เริ่มต้นเมื่อสถาปนิกหนุ่ม คารร์ คลินต์ (Kaare Klint) ได้รับการจ้างให้ออกแบบ Design Museum แห่งใหม่ โดยรีโนเวตสถานที่ซึ่งเป็นอาคารโรงพยาบาลเก่าในช่วง พ.ศ. 1920 ตัวมิวเซียมนั้นนอกจากเป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะและการออกแบบแล้ว ยังเป็นที่พักของคลินต์ และเป็นโรงเรียนสอนออกแบบเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย ซึ่งอาจารย์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากคุณคลินต์นี่เอง 

คารร์ คลินต์ มีมุมมองต่อการออกแบบแตกต่างจาก Movement ที่มาแรงในยุคนั้นอย่าง Bauhaus จากประเทศเยอรมนี Bauhaus มุ่งเน้นการเทิดทูนระบบอุตสาหกรรม มองไปยังอนาคต ค้นคว้าหารูปทรงที่บริสุทธิ์ เน้นการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรและวัสดุใหม่ๆ ระบบตรรกะ วิทยาศาสตร์ และตัดขาดจากอดีตอย่างชัดเจน ขณะที่คลินต์ให้ความ สําคัญกับอดีตและวัฒนธรรมที่ผ่านมา เขาเห็นว่าการที่รูปแบบเก้าอี้ตัวหนึ่งพัฒนาและอยู่มาได้เป็นร้อยปี หมายความว่ามันถูกลดทอนจนเหลือแต่สิ่งที่สําคัญแล้ว สิ่งที่ควรทําคือเรียนรู้จากของเก่า และพัฒนาปรับปรุงให้เข้ากับบริบทในปัจจุบันมากกว่า 

การออกแบบหลักสูตรการสอนของคลินต์จึงเริ่มต้นที่ให้นักเรียนไปศึกษาสัดส่วนและสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์โบราณในมิวเซียม ทั้งจากอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ไปจนถึงอินเดีย โดยใช้ทั้งการวัดและวาดภาพ เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างอย่างถ่องแท้ มากไปกว่านั้น นักเรียนออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในยุคนั้นล้วนแล้วแต่ต้องผ่านการฝึกงานเป็นช่างไม้ เพื่อให้เข้าใจพื้นฐานสําคัญด้วยมือของตนเอง ก่อนจะใช้มือนั้นลงมือออกแบบ 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล
แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

ผลลัพธ์ที่สําคัญของปรัชญาการออกแบบของคลินต์มาเบ่งบานชัดเจนในศิษย์เอกทั้งสองคน อย่าง Hans Wegner และ Børge Mogensen ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ทั้งคู่ใช้วิธีการศึกษาเฟอร์นิเจอร์โบราณอย่างที่คลินต์สอน และพัฒนาต่อให้เข้ากับความเชี่ยวชาญของตนเอง โดยเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของ ฮันส์ เวกเนอร์ (Hans Wegner) 

 ฮันส์ เวกเนอร์ มีพื้นฐานช่างไม้ชนิดฝีมือหาตัวจับยาก เก้าอี้ของเวกเนอร์ทุกตัวล้วนเค้นเอาศักยภาพของช่าง เครื่องมือ และวัสดุออกมาอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่โค้งมนพริ้วไหว ไปจนถึงระบบข้อต่อที่แม่นยํา ซับซ้อน และแข็งแรง 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล
แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

งานของเวกเนอร์ยุคแรกพยายามพัฒนาเก้าอี้โบราณหลากหลายถิ่นทั้งจากจีนและกรีกโบราณให้เรียบง่ายมากขึ้น เบื้องต้นยังคงเส้นสายของแต่ละวัฒนธรรมชัดเจน จนถึงจุดหนึ่งความชัดเจนหายไป และเริ่มกลายเป็นภาษาสากล อย่างเก้าอี้ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในหลายมาสเตอร์พีซของเวกเนอร์อย่าง Wishbone Chair และ Round Chair 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล
แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

การมาถึงของ Round Chair หรือที่คนให้ชื่อเล่นว่า The Chair ที่จัดแสดงในงาน Copenhagen Cabinetmakers’ Guild Exhibitions ซึ่งจัดขึ้นที่ Design Museum Denmark ใน ค.ศ. 1949 นี่เอง เป็นจุดสําคัญที่ทําให้งานออกแบบจากเดนมาร์กเป็นที่นิยมมากขึ้น ตัวแปรสําคัญคือนักข่าวจากประเทศสหรัฐอเมริกามาทําข่าว และออร์เดอร์จากพลเมืองอเมริกาก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน จากนั้นกระแสของงานจากเดนมาร์กและแถบสแกนดิเนเวียก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก 

ปัจจัยที่สําคัญอีกเรื่อง คือความต้องการสิ่งของในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป งานจากอุตสาหกรรมถูกเชื่อมโยงเข้ากับภาพความโหดร้ายของสงคราม คนโหยหาอดีตที่สวยงามและความจริงใจจากงานหัตถกรรม วัสดุธรรมชาติ และงานคราฟต์มากขึ้น ประจวบเหมาะกับเดนมาร์กซึ่งยังไม่ได้เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมเต็มที่ ยังมีเวิร์กช็อปเล็กๆ ที่ใช้การผลิตแบบคราฟต์หลงเหลืออยู่ ทักษะฝีมือต่างๆ ยังคงสืบทอดและพัฒนา พร้อมต่อยอดการผลิตงานตอบสนองความต้องการเหล่านี้ เป็นจังหวะที่พอเหมาะเจาะพอดี ดั่งดวงดาวเรียงตัวกันเลยทีเดียว 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

หมุดหมายหนึ่งที่แสดงความสําเร็จของ Round Chair คือภาพถ่ายใน ค.ศ. 1960 ที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) นั่งเก้าอี้ตัวนี้ในวันที่ดีเบตกับ ริชาร์ด นิกสัน ( Richard Nixon) ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสดการดีเบตของผู้สมัครชิงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ภาพของเคนเนดีและ Round Chair ส่งเสริมกันทั้งในด้านบุคลิกที่สุขุม น่าเคารพ และอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ทั้งคนและเก้าอี้ต่างนําเสนอ 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

ย้อนกลับไปในวันหนาวเหน็บในเมืองโคเปนเฮเกน ฟ้ามืดแล้ว ก่อนจะออกจากมิวเซียม ผมนั่งพักที่คาเฟ่สุดน่ารักในตัวอาคาร พยายามจัดการนํากองหนังสือและโปสเตอร์มากมายที่เพิ่งซื้อใน Museum Shop ลงในกระเป๋า ในใจก็เฝ้าคิดถึงเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ว่า วัฒนธรรมที่ดูยิ่งใหญ่และยาวนานก็มีจุดเริ่มต้นที่ใดสักแห่ง 

เดนมาร์กในวันนี้พัฒนาในมากมายในทุกด้านจากเมื่อร้อยปีก่อน นักออกแบบรุ่นใหม่ก็สร้างงานที่ดีและแตกต่างไม่แพ้รุ่นพี่ สิ่งสําคัญสิ่งหนึ่งในการพัฒนาคือการเข้าใจประวัติศาสตร์ของตน การศึกษาเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมา ส่งผ่านความรู้ความเข้าใจ รู้จุดแข็งของตนเอง และขับเน้นพัฒนามันให้ถึงขีดสุดตามความสามารถ 

ประวัติศาสตร์การออกแบบอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ในแง่ของระยะเวลาอาจเรียกว่ายังไม่สามารถเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ของชาติตะวันตก ในแง่ของอัตลักษณ์ก็ยังอยู่ในช่วงพัฒนา แต่เรื่องราวของ Danish Design ได้บอกกับเราว่า แม้จะเป็นผู้ตาม แต่หากเราร่วมมือกัน แบ่งปันความรู้และสร้างการเรียนรู้ที่เป็นระบบ ต่างคนต่างฝึกฝนตนเองในวิธีที่ถนัด สักวันหนึ่งปัจจัยต่างๆ จะส่งเสริมกัน เกิดเป็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ 

ขอเพียงเราหันกลับไปมองสิ่งที่ผ่านมาให้กระจ่างชัด มองไปข้างหน้าด้วยความหวังแห่งการสร้างสรรค์ เพื่อที่เราจะได้จดจ่อกับการทําปัจจุบันให้เต็มที่ 

แกะรอย โคเปนเฮเกน สืบเบื้องหลังการออกแบบเก้าอี้สแกนดิเนเวียที่คนทั้งโลกหลงใหล

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์

นักออกแบบที่พยายามเรียนรู้การทำธุรกิจ หลงใหลในการไปมิวเซียมและร้านหนังสือ ชอบเล่นดนตรีมากกว่าชอบฟัง ทำแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อ Flo

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load