18 กุมภาพันธ์ 2563
70 K

กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังโฮมเมดอุ่นๆ ที่เพิ่งอบร้อนเสร็จ ลอยฟุ้งมาสัมผัสปลายจมูก

นี่เป็นคำทักทายแรกที่เราได้รับ เมื่อเดินเข้าตึกแถวขนาดหนึ่งคูหาย่านเสนานิคม ที่แบรนด์ ‘Dancing With A Baker’ ใช้เป็นแหล่งผลิตและพักพิงของขนมปังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล รสชาติกลมกล่อมและดีต่อสุขภาพ จำนวนหลายร้อยชิ้น ก่อนส่งตรงอย่างสดใหม่ถึงมือลูกค้าและร้านค้า ภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง

“ขนมปังของเราทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เดี๋ยวลองชิมดูสิ” 

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ตรัย สัสตวัฒนา และ พีรดา ศุภรพันธ์ คู่รักผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ทักทายเราอย่างเป็นกันเอง ก่อนเตรียมขนมปังที่เพิ่งได้กลิ่นเมื่อสักครู่จัดวางลงจาน หั่นเป็นชิ้นเล็กพร้อมทาน และเกริ่นนำพาเราท่องเวลากลับไปสิบกว่าปีก่อน สมัยพวกเขาพบกันครั้งแรกที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งคู่เริ่มชีวิตการทำงานในเส้นทางกฎหมาย เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานหลากหลาย บอกรักและแต่งงาน ก่อนตรัยเจอคำถามที่ทำให้เขากลับมาทบทวนตัวเอง จนตัดสินใจลงทุนด้วยเงินเก็บที่มี สร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา

จากวัตถุดิบชั้นเลิศ กระบวนการสร้างสรรค์ที่ผ่านการอ่านงานวิจัยเป็นพันหน้า และความใส่ใจในรายละเอียดของตรัยและพีรดาเกิดเป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่ไม่มีใครเหมือน ทุกคำเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ที่คนรักสุขภาพหลงรัก จนต้องบอกต่อให้เพื่อนรู้ 

ส่วนในทางธุรกิจ ขนมปังของพวกเขาได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี 

และตอนนี้ ขนมปังที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ ของทั้งสอง วางอยู่บนจานด้านหน้าเราแล้ว

ใครจะไปอดใจไหวล่ะ เรารีบหยิบขนมปังคำแรกขึ้นมาลิ้มรส พร้อมนั่งฟังทั้งคู่เล่าเส้นทางกว่าจะมาเป็นขนมปังคำแรกนี้ต่ออย่างตั้งใจ

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

จุดเริ่มต้นจากโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ของแม่ สู่ขนมปังที่ทานแล้วไม่อ้วน

“เราโคตรโชคดี” เป็นคำที่ตรัยพูดบ่อยครั้งตลอดการสนทนา

ตรัยบอกว่าเขาโชคดีที่คุ้นเคยกับบรรยากาศการเข้าครัวโดยไม่ต้องเรียนทำอาหารจากที่อื่นเลย เพราะเติบโตมาพร้อมโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ชื่อ ‘สมถวิล’ ของ คุณแม่บุญชิดา สัสตวัฒนา ที่เปิดในจังหวัดสงขลาตลอดช่วง 15 ปีแรกของชีวิต

“ตั้งแต่เด็ก เราคอยช่วยแม่อบขนม คอยถามแม่ว่านี่คืออะไร สิ่งนี้ผสมกันได้ไหม จนจำกลิ่น รสชาติ และวิธีการต่างๆ ได้ เหมือนถูกฝึกมาโดยไม่รู้ตัว” ตรัยเล่า พร้อมชวนคุณแม่มาร่วมพูดคุย

“จริงๆ ครอบครัวเราทำขนมกันมาตั้งแต่รุ่นยายเลย ส่งต่อกันมา พอพูดแล้ว แม่ก็นึกถึงตอนอุ้มท้องตรัยขับรถไปส่งเค้ก เขาโตมากับขนมเลย” คุณแม่เล่า เธอยืนยันว่าทักษะนี้อยู่ในสายเลือด

อยู่มาวันหนึ่ง ตรัยและพีรดาได้ไปทานขนมปังที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่รสชาติอร่อยถึงขั้นต้องเอ่ยปากชม แต่ตรัยรู้ดีว่าเขาไม่อาจลิ้มลองรสชาติแบบนี้ได้บ่อยนัก เว้นเสียแต่อยากเพิ่มน้ำหนักตัวไปเกินร้อยกว่ากิโลกรัมที่เขาอึดอัดใจอยู่

“ทำไมเธอไม่ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนล่ะ” พีรดาถาม เธอเชื่อว่าด้วยทักษะที่ฝึกหัดมาตั้งแต่เด็กของตรัยน่าจะหาคำตอบให้โจทย์นี้ได้

“ตอนพีรดาถาม เราคิดว่าทำได้จริงยากจะตาย ขนมปังทั่วไปมีคาร์โบไฮเดรตเยอะ กินยังไงก็อ้วน แต่เมื่อคิดย้อนไป เราเคยเที่ยวสเปน ฝรั่งเศส อิตาลีแล้วเห็นขนมปังหลากหลายแบบ แต่ละที่มีสูตรของตัวเอง บางอันกินเข้าไปแล้วรู้สึกไม่อ้วนแม้แต่น้อย เลยคิดขึ้นมาว่า หรือจริงๆ เราก็ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนด้วยสูตรของตัวเองก็ได้” ตรัยเล่า พร้อมบอกว่าคำถามนั้นของพีรดาสำคัญมาก เพราะทำให้แบรนด์นี้เริ่มมีชีวิตขึ้นมา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

Chief Bread Architect ที่มองโครงสร้างขนมปังอย่างละเอียด

หลังจากวันนั้น ตรัยและพีรดาลองออกสำรวจตลาดขนมปัง และค้นพบว่าปัญหาที่พวกเขาเจอ ยังไม่ค่อยมีใครสร้างคำตอบที่ตรงใจพวกเขาและใครอีกหลายคนเท่าไหร่นัก

ขนมปังที่วางขายทั่วไปมักเป็นขนมปังขาวที่ทำจากแป้ง หากไม่ดูแลรักษาร่างกาย รับประทานมาก น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นง่ายเพราะมีคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนอีกประเภทที่พบได้คือขนมปังสำหรับคนเลือกทานอาหารแบบคีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือการลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลงอย่างมาก แล้วทานอาหารที่มีไขมันสูงทดแทน เมื่อขาดคาร์โบไฮเดรตมากๆ ร่างกายจะเผาผลาญไขมันมาใช้เป็นพลังงานทดแทน


ข้อควรระวัง คือเมื่อทานแรกๆ อาจปวดหัวหรือเกิดอาการข้างเคียง ทำให้ชีวิตมีข้อจำกัดในการทานอาหารต่างๆ มากขึ้น ราคาสูง รวมถึงรสชาติอาหารประเภทนี้อาจไม่ถูกปากของทุกคน

ตรัยจึงมองเห็นโอกาสในการคิดค้นขนมปังที่ทั้งคนทั่วไปและคนทานอาหารแบบคีโตเจนิกทานได้ ดีต่อสุขภาพ และรสชาติน่ารับประทาน

“เราเริ่มจากองค์ประกอบภายในของขนมปังใหม่ตั้งแต่ศูนย์เลย ไม่ได้เริ่มคิดว่าต้องตั้งต้นด้วยการใช้แป้งเหมือนที่อื่น ในเมื่อคาร์โบไฮเดรตเยอะไม่ดี ก็อยากลองตัดแป้งออกไป แล้วหาสิ่งอื่นมาทดแทน โดยที่ยังทำให้ผิวสัมผัสเวลากินกรอบหนุบหนับเหมือนขนมปังทั่วไป มีโปรตีนสูง ไฟเบอร์และไขมันในปริมาณพอเหมาะ ถ้ามีแบบนี้จริง ยังไงคนแบบเราซื้อแน่นอน” ตรัยอธิบายวิธี เขาแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้ตัวเองเป็น Chief Bread Architect เพื่อวิจัยพัฒนาขนมปังที่ใครก็ลิ้มลองได้โดยไม่ต้องกังวลใจใดๆ

กระบวนการเพื่อให้ได้ขนมปังที่หอมหวานที่สุดและมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม

หลังจากพัฒนาลองผิดถูกอยู่พักใหญ่ เสียวัตถุดิบไปบ้างหลายร้อยกิโลกรัม ทุ่มเทเวลาค้นคว้าด้วยการอ่านเอกสารวิชาการนับพันหน้า ตรัยก็พัฒนาตัวต้นแบบขนมปังที่น่าพึงพอใจสำเร็จ

ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ได้เป็นขนมปังรูปเหลี่ยมและกลม ต่างกันเพียงรสสัมผัส แต่วัตถุดิบที่ใช้เหมือนกัน 

ประกอบด้วย ไข่สดใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 3 วัน รับจากฟาร์มโดยตรงทุกฟอง เนยฝรั่งเศส เมล็ดแฟล็กออร์แกนิกที่เก็บความหอมและน้ำมันไว้ภายในช่วยเพิ่มความอร่อย อัลมอนด์ผงกลิ่นหอมที่บดจากประเทศสหรัฐอเมริกา วีตโปรตีน น้ำมันมะกอกจากผลที่เก็บเกี่ยวเร็ว และแป้งมะพร้าวออร์แกนิกที่ตรัยยืนยันหลังจากลองมาเกือบทุกร้านในประเทศไทยแล้วว่า ที่นี่หอมหวาน อร่อยที่สุด

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีต้นทุนสูง รวมแล้วมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม และข้อมูลวัตถุดิบเหล่านี้ถูกแปะไว้บนหน้าซองขนมปังอย่างเปิดเผย

“เราเข้าใจจากตัวเองว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก อยากทำสิ่งที่ทุกคนกินได้ทุกวันแล้วชีวิตดีขึ้น และอาหารเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต เราเลยเต็มที่เพื่อผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด”ตรัยขยายความถึงสาเหตุที่เขาทุ่มเทพลังกายใจทั้งหมดพัฒนาขนมปังให้ดีที่สุด ถือเป็นเจ้าแรกๆ ของไทยที่ทำขนมปังโดยไม่ใช้แป้งสาลี แต่รสสัมผัสเหนียวนุ่มเหมือนขนมปังทั่วไป

เต้นไปด้วย สร้างแบรนด์ Dancing With A Baker ไปด้วย

เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือแบรนด์ที่ดี สื่อสารได้อย่างมีพลัง

“เราเคยปรึกษาพี่คนหนึ่ง เขาบอกว่าแบรนด์เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกธุรกิจ ไม่ใช่ตึกหรือเครื่องจักรใดๆ ถ้าเรามีแบรนด์ที่แข็งแรง ต่อให้ใครทำมาแข่ง ยังไงก็รอด เราเลยกลับมาใช้เวลาคิดรายละเอียดของแบรนด์ให้ชัดเจน” ตรัยเล่า

หลังจากคิดไปหลากหลายชื่อ วันหนึ่งตรัยเข้าครัวเพื่อทดลองสูตรขนมปัง เขาฝากพีรดาผู้อยู่เคียงข้างคอยชิมรสชาติอาหารให้ช่วยหยิบของจากตู้ด้านบน ในจังหวะนั้นเอง เขาได้คำตอบทันทีว่าแบรนด์ขนมปังนี้ควรชื่ออะไร

“คนที่ไม่ถนัดทำอาหาร เวลาเข้าครัวจะหาของไม่ค่อยเจอ แล้วตอนหา ท่าทางจะเหมือนเต้นอยู่ พอหันไปมองเขา เราคิดถึงประโยคว่า She is dancing with a baker. เลย เราเป็น Baker ส่วนเขาเป็นคนที่อยู่ข้างๆ เรา ได้เป็นชื่อแบรนด์ที่มีคนสองคนอยู่ในแบรนด์เดียวกัน” ตรัยเล่าที่มาของชื่อแบรนด์ และโลโก้รูปผู้หญิงเต้นรำตัวแทนของคนที่อยู่เคียงข้างเขา ราวกับเป็นประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารัก

ลูกเล่นพิเศษของตัวแบรนด์ คือเมื่อไปร่วมมือกับใครแล้ว จะใช้ชื่อแบรนด์อื่นต่อด้วยวลี ‘is dancing with a baker’ ได้

เมื่อปีก่อน พวกเขาได้ไปจับมือเปิดร้านกับ Jamie’s Burgers ในงาน Wonderfruit จึงตั้งชื่อร้านเป็น ‘Jamie is Dancing’ ที่คนจำนวนมากจดจำได้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าตัวแบรนด์มีพลังดึงดูดน่าค้นหา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่คนอยากกลับมาซื้อซ้ำ

ขนมปังทรงเหลี่ยมและกลม แผ่นเรียบและขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์ ได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี ในราคาชิ้นละ 149 บาท

แม้อาจดูราคาสูงสำหรับขนมปัง แต่ด้วยคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการถือว่าคุ้มค่า สิ่งสำคัญคือความตั้งใจของตรัยและพีรดาที่อยากให้คนเข้าถึงขนมปังของพวกเขา

“เราเชื่อว่าขายแพงกว่านี้ได้สำหรับตลาดและวัตถุดิบที่เราใช้ แต่เราอยากให้อาหารเป็นสิ่งที่คนได้ทานดีๆ และกลับมาซื้อได้อีกทุกวัน ราคาไม่ควรเป็นข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพตัวเอง เราจึงตั้งราคาที่ไม่มีใครทำมาก่อน กำไรน้อยหน่อย แต่เป็นตลาดที่เราสร้างขึ้นมาใหม่และคนอื่นน่าจะทำเหมือนเราไม่ได้” พีรดาอธิบาย พร้อมเล่าว่า ตอนนี้กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ราคาต่ำลงกว่านี้อีก

สาเหตุที่คนอื่นลอกเลียนไม่ได้ แม้ Dancing With A Baker ยินดีเปิดเผยวัตถุดิบทุกอย่างหมด เป็นสิ่งที่ตรัยคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พวกเขาไม่มีทางขายในราคาที่ต่ำไปกว่านี้ได้อย่างแน่นอน หากขายในราคานี้ ก็ยากที่จะทำให้ขนาดชิ้นใหญ่ได้เท่าของพวกเขา

“เราสัญญาว่าจะสั่งวัตถุดิบจำนวนมากกับผู้ผลิต ทำให้เราได้ราคาถูกลง ซึ่งโชคดีที่พวกเขาคอยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลา” ตรัยอธิบาย พาร์ตเนอร์ที่ดีเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตรัยเคยนำความรู้ด้านอาหารที่ตนมี ไปแนะนำเชฟและผู้ผลิตต่างๆ เพราะอยากให้อาหารของพวกเขาดีขึ้น จึงเกิดความเชื่อใจและยินดีร่วมมือกันในระยะยาว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังสดใหม่จากเตาและที่มาของขนมปังแผ่นขนาดเท่าสมุดบันทึก

ตรัยและพีรดายังเชื่อว่า ประสบการณ์การทานอาหารเป็นเรื่องสำคัญ คนควรจะได้ทานอย่างสดใหม่และไม่ลำบาก พวกเขาจึงทำทุกวิถีทางให้ขนมปังไปถึงมือลูกค้าและร้านค้าภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง นับตั้งแต่ออกจากเตา ไม่มีเก็บค้างไว้ในคลัง ทำวันต่อวัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากวันหนึ่งมีคนสั่งพร้อมกันหลายร้อยชิ้น 

พีรดาเป็นผู้รับหน้าที่แก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการ เธอติดต่อซื้อขายขนมปังทั้งหมดนี้ ซึ่งช่วงแรกที่กำลังการผลิตยังไม่เยอะ แม้มีปัญหาเรื่องจัดส่งให้ทันกำหนด แต่ด้วยความจริงใจในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และพยายามพัฒนานำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการจัดการ ทำให้พวกเขาผ่านพ้นมาได้ และมีระบบจัดการที่ดีขึ้น จนผลิตและส่งได้ทันตามกำหนด ถึงมือลูกค้าหลายร้อยชิ้นต่อวัน

นอกจากความสดใหม่แล้ว เรื่องบรรจุภัณฑ์และขั้นตอนการทานก็เป็นประสบการณ์ที่พวกเขาคิดคำนวณไว้ทั้งหมดแล้ว 

คุณจะพกขนมปัง Dancing With A Baker นี้ไปที่ไหนก็ได้อย่างง่ายดาย ด้วยขนาดบรรจุภัณฑ์เทียบเท่าสมุดบันทึกพกพาหนึ่งเล่มและความแบนเรียบที่เก็บใส่กระเป๋าเป้ได้ ไม่ต้องกลัวขนมปังเสียรูป เก็บง่าย แถมยังซ้อนกันขนส่งได้มากและรวดเร็วอีกด้วย

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

เมื่อถึงมือคุณ แกะซองออกเมื่อไหร่ สัมผัสแรกที่คุณได้รับคือกลิ่นหอมฟุ้งชวนรับประทาน ทุกอย่างลงตัวไปหมด จนถึงจังหวะสำคัญที่พวกเขาและคุณต่างรอคอย

“คำแรกสำคัญที่สุด เราแค่อยากให้คนได้ลองคำแรกก่อน ถ้ามันใช่สำหรับเขา เขาจะทานจดหมดและกลับมาซื้อซ้ำเอง” 

เราเชื่อเช่นนั้น เพราะตั้งแต่คำแรกที่เราทานจนถึงตอนนี้ ขนมปังหลายชิ้นบนโต๊ะก็หมดไปเรียบร้อยแล้ว

ขนมปังที่ทำให้คนรักสุขภาพดีใจจนน้ำตาไหล 

“ขนมปังนี้เปลี่ยนชีวิตพ่อของเรา” เป็นหนึ่งในเสียงตอบรับที่ตรัยและพีรดาได้รับจากลูกค้า

นอกจากคนทั่วไปทานได้แล้ว อีกหนึ่งกลุ่มที่เหมาะในการทานขนมปังนี้คือผู้ป่วย เช่น คุณพ่อที่เป็นเบาหวานที่ไม่ได้ทานขนมปังมานานนับสิบปี หรือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วต้องคุมอาหารอย่างเข้มงวด

พอไม่มีแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตต่ำ พวกเขาก็ทานขนมปังได้อย่างมีความสุข บางรายถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เล่าเรื่องราวออกมาเป็นหน้ากระดาษให้พวกเขารับรู้

“เราโชคดีมากที่มีคนรักขนมปังของพวกเรา สิ่งที่เราไม่ทำเด็ดขาดคือหักหลังพวกเขา เราจะไม่ลดคุณภาพเด็ดขาด อะไรที่ดีวันแรกก็จะดีอย่างนั้น” ตรัยกล่าวคำสัญญาที่เขามีต่อทุกคน

ด้วยสรรพคุณและความตั้งใจจริงนี้ ทำให้ลูกค้ารวมตัวกันเป็นชุมชนคนรักขนมปังในโลกออนไลน์ขึ้นเอง คอยส่งเมนูอาหารใหม่ๆ ที่ทำจากขนมปังของพวกเขา เช่น ซูชิ พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือวิธีการประยุกต์ทานกับอาหารอื่น อย่างสลัด ไอศครีม และแกง

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่มีความรู้สึก

เมื่อการทำขนมปังกลายเป็นธุรกิจและงานประจำ ความรู้สึกของพวกเขาต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างไร เราถาม

“ที่น่าประหลาดใจคือต่อให้ทำกิจวัตรเหมือนเดิมทุกวัน กลางวันอบขนมปัง กลางคืนคิดสูตรใหม่ เราก็ยังอยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวัน” ตรัยตอบ เขาดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า งานนี้ทำให้เขาอยากค้นหาและเข้าใจวิธีการคิดค้นขนมปังที่ดีที่สุดอย่างเข้าถึงแก่นที่แท้จริง ถึงขั้นอ่านเอกสารวิชาการเมื่อ 50 ปีก่อนเพื่อหาคำตอบ โดยมองว่าเหมือนการตีความกฎหมายที่เคยเรียน

ส่วนประสบการณ์การทำงานอื่นที่ผ่านมา สอนให้เขารู้ว่า ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา

“ทุกวันจันทร์เรามีประชุมเพื่อถามทุกคนว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาเราทำอะไรพลาดกันไปบ้าง แล้วอาทิตย์หน้าเราอยากลองผิดอะไรอีก เราบอกพนักงานทุกคนเสมอว่า เราจ้างมาให้ทุกคนเรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้หรือสิ่งที่ผิดพลาด เพียงแค่อย่าผิดซ้ำเรื่องเดิม” ตรัยแบ่งปันส่วนผสมที่ทำให้ทุกคนอยากตื่นขึ้นมาทำงานพร้อมสร้างสิ่งใหม่

ผลลัพธ์ที่ได้จากวิธีบริหารนี้คือ Dancing With A Baker เกิดขนมปังใหม่ๆ อย่างแผ่นตอร์ติญ่าและน้องเลิฟ (Loaf Actually) ที่เป็นก้อนขนมปังคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 2 กรัม โปรตีนสูงเกือบ 20 กรัม ราคาชิ้นละ 85 บาท รวมถึงคิดรูปแบบการขายอย่างการผูกปิ่นโต ที่บริการส่งขนมปังรายสัปดาห์ให้ได้อิ่มจุใจ ไม่ต้องรอสั่งใหม่บ่อยๆ

“ในปีนี้ เราอยากให้คนได้ลองขนมปังเรามากขึ้น จะเปิดเป็นคีออสเล็กๆ สิบสาขาทั่วประเทศให้คนมาลองชิมก่อน ถ้าชอบก็สั่งซื้อได้เลย” พีรดาเฉลย พร้อมเรื่องอื่นๆ ที่เราคงต้องขอเก็บเป็นความลับไว้ก่อน รอให้ทุกคนได้ติดตามพร้อมกันเมื่อถึงเวลา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

แล้วในระยะยาว เจ้าของกิจการอย่างพวกเขามีภาพความสำเร็จที่วาดฝันไว้สำหรับธุรกิจนี้หรือเปล่า เราสงสัย

“เราคิดว่าธุรกิจไม่มีคำว่าประสบความสำเร็จ เหมือนต้นไม้ที่เติบโตเรื่อยๆ ไปตามธรรมชาติ เราแค่อยากทำสิ่งนี้ไปนานๆ ทำจนเป็นองค์กรที่ลูกของพนักงานทุกวันนี้เข้ามาทำงานได้ ลูกค้ากลายมาเป็นพนักงาน พวกเขาภูมิใจที่ได้ทำงานที่นี่ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการทำของที่ดีที่สุดให้คนกิน แค่นั้นเลย” ตรัยตอบ  

ปัจจุบัน Dancing With A Baker เป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่อบขนมปังไปแล้วหลายหมื่นชิ้นในช่วงปีที่ผ่านมา รับพนักงานเพิ่มจาก 3 คนในวันแรก เป็น 14 คน และเชื่ออย่างยิ่งว่าพวกเขาจะเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างงดงาม ด้วยเหตุผลและเรื่องเล่าที่ได้รับฟัง ก่อนที่ทั้งพีรดาและตรัยจะทิ้งท้ายหนึ่งความเชื่อของพวกเขา

“ส่วนตัวเราเชื่อว่าไม่มีอะไรจะมาแทนที่อาหารที่ทำจากมนุษย์ได้ ต่อให้เป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรก็ตาม อาจมีบ้างที่เราต้องใช้เพื่อให้คนทำงานได้สบายขึ้น แต่เราเชื่อตลอดว่าอาหารยังไงก็ต้องทำจากมือมนุษย์ เพราะอาหารทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่” 

และหากมีเวลาสักครู่ ผมอยากให้คุณลองชิมขนมปังนี้ดูสักครั้ง


Lesson Learnt

“การทำธุรกิจตอนเริ่มอาจจะไม่ยาก แต่ทำแล้วไปต่อยังไงนี่สิที่ยาก” ตรัยบอก 

สิ่งสำคัญนอกจากต้องทำอย่างทุ่มเทแล้ว พีรดาและตรัยช่วยกันเล่าว่า ผู้ประกอบการมือใหม่จำเป็นต้องมีทักษะการลุกขึ้นมาจากความรู้สึกแย่ๆ ให้เร็วที่สุด 

“เพราะระหว่างทาง คุณจะพ่ายแพ้ สูญเสีย ถ้าจมอยู่กับมันนาน ยังไงก็พัง แต่ถ้าวันนี้พลาด พรุ่งนี้ลุกขึ้นมาใหม่ แบบนี้มีโอกาสไปต่อได้” นี่แหละเสน่ห์ที่ทำให้แบรนด์ขนมปังของพวกเขาแตกต่างจากทุกคน

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

7 พฤศจิกายน 2565
2 K

ภายนอกของ ‘Mattaya Vision Center’ ดูเป็นคลินิกมากกว่าจะเป็นร้านตัดแว่น

คอนเซ็ปต์ของร้านนี้คือการตัดแว่นด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟและเลนส์สายตาเฉพาะบุคคล ทำให้กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือคนอายุมากกว่า 40 ปี

ร้านแว่นนี้เริ่มต้นจากจักษุแพทย์ที่เห็นความสำคัญของการวัดสายตา และเชื่อว่าการมองเห็นที่ดีช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น หัวใจหลักจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นบริการ เพราะร้านแว่นไม่ใช่งานขายที่จบเฉพาะหน้าร้าน

ด้วยประสบการณ์ในการตรวจรักษาคนไข้โรคตามากว่า 10 ปีของ แพทย์หญิงมัทยา ขวัญอโนชา หรือ หมอหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ เธอพบว่าคนไข้ที่มาหาหมอตาส่วนใหญ่ มีปัญหาเรื่องสายตาเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากโรคตาทั่วไป เธอจึงอยากแก้ปัญหาสายตาให้กับผู้คนได้มากกว่าแค่หมอคนเดียวจะทำได้ การสร้างร้านแว่นตาที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เธอเล็งเห็นว่าสามารถช่วยผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

ส่วน แจน-เกียรติ​ศักดิ์​ วารวิจิตร วิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจ และเข้าเรียนคอร์สเกี่ยวกับการทำแว่นและวัดสายตาโดยตรง ด้วยพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมทำให้เขาเข้าใจกลไกของแว่นตาและเลนส์เป็นอย่างดี และกลายเป็นหัวกะทิของชั้นเพราะความชอบในวิชาที่เรียน

“Pain Point ที่เจอบ่อย ๆ คือคนไข้ตัดแว่นมาแล้วใส่ไม่ดี ใช้ชีวิตลำบาก เพราะแว่นที่ได้ค่าสายตาไม่ตรงบ้าง ไม่ตอบโจทย์บ้าง” หมอหลินเล่า “เราอยากทำร้านแว่นดี ๆ ที่รู้ใจ เข้าใจปัญหาของสายตาเขาจริง ๆ จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
01

ร้านแว่นของทั้งคู่ที่แรกอยู่ย่านลาดพร้าว เพราะเป็นร้านตัดแว่นของจักษุแพทย์ มีความน่าเชื่อถือ จึงได้รับคำชักชวนให้ไปเปิดร้านที่โรงพยาบาลพญาไท 1

ร้านแรกย่านลาดพร้าวคือร้านแว่นทั่วไป ไม่มีคอนเซ็ปต์อะไรพิเศษ แต่ Mattaya Vision Center สาขาถัดมาที่โรงพยาบาลพญาไท 1 และสาขา The Crystal Ekamai-Ramintra มีเป้าหมายที่เปลี่ยนไป

“พอได้ทำร้านแรก เราได้รู้ว่าเลนส์มีหลายเจ้า มีหลายแบบ ทำให้ได้รู้จักเลนส์โปรเกรสซีฟ ซึ่งเป็นเลนส์ที่ตัดยากที่สุดในบรรดาเลนส์ทั้งหมด” หมอหลินเล่าถึงที่มาของที่แห่งนี้

เลนส์โปรเกรสซีฟคือเลนส์สำหรับการมองชัดทุกระยะ พัฒนามาจากเลนส์ 2 ชั้น ส่วนความยากในการตัดแว่นของเลนส์ชนิดนี้ คือการตัดให้ตรงความต้องการของลูกค้า และใช้งานจริงได้เลย

“ถ้าสายตายาว แปลว่าเขามองไกลกับใกล้ได้ชัดไม่เท่ากัน สมมติไกลชัด ใกล้ไม่ชัด หรือใกล้ชัด ไกลไม่ชัด เลนส์นี้จะทำให้มองชัดทุกระยะ”

ลองนึกภาพตามว่า เรามักเห็นคนรุ่นพ่อแม่พกแว่นสายตายาวไว้สำหรับการอ่านหนังสือใกล้ ๆ 

แต่การตัดเลนส์ประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ศาสตร์ ความแม่นยำในการวัดสายตา และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการใส่แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะเลนส์ชนิดนี้ก็มีหลายรุ่น หลายยี่ห้อ จึงต้องใช้ศิลป์ในการพิถีพิถันช่วยลูกค้าเลือกสรร

เหมาะหรือไม่เหมาะ ถ้าเหมาะ เหมาะกับแบบไหน หมอหลินดูจากไลฟ์สไตล์ผู้สวมใส่เป็นหลัก กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าจึงสำคัญที่สุด อาจจะยิ่งกว่าขั้นตอนการวัดสายตาด้วยซ้ำ เพราะการวัดสายตาที่ดีเป็นแค่พื้นฐานของร้านแว่นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือความเข้าใจปัญหาของลูกค้า

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“เริ่มจากซักประวัติ ให้เขาเล่าให้ฟังเลยว่าในวันหนึ่งเขาทำอะไรบ้าง ถามคำถามที่จะช่วยให้เราวินิจฉัยได้เลยว่าคนคนนี้เหมาะกับเลนส์แบบไหน

“เช่น คุณเข้ามาที่ร้าน คำถามแรกที่เราจะถามคืออายุเท่าไหร่ เพราะอายุก็เป็นตัววัดหนึ่งที่จะบอกได้ว่าคุณเริ่มสายตายาวหรือยัง ต่อมาจะถามว่า ที่เข้ามาวันนี้ต้องการให้เราช่วยอะไร เพราะปัญหาบางคนอาจจะไม่ได้จบที่เลนส์โปรเกรสซีฟ อาจจะเหมาะกับเลนส์ชนิดอื่นมากกว่า”

การพูดคุยและขั้นตอนการตรวจวัดสายตาใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อให้ได้แว่นที่ตอบโจทย์การใช้งานที่สุด

02

 ไม่ว่าจะเดินไปห้างสรรพสินค้าไหน ก็ต้องพบร้านแว่น ถ้าห้างเล็กหน่อย อย่างน้อยก็ 1 ร้าน ห้างใหญ่ ๆ บางทีมีมากกว่า 5 แบรนด์

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Mattaya Vision Center เป็นที่รักของลูกค้าและประสบความสำเร็จในธุรกิจที่มีคู่แข่งมากมายเพียงนี้

คำตอบอยู่ในสิ่งที่พวกเขาคิดและลงมือทำ

มัทยาคลินิกนี้ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่เพียงแค่ประกอบแว่นตาที่ทำให้คนมองเห็นได้ชัดเจน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่รวมไปถึงคุณค่าของเวลาและเงิน ซึ่งประหยัดได้จากกระบวนการตัดแว่นที่แม่นยำและถูกต้องเหมาะสม

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

แจนเสริมว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาและสุขภาพ ถ้าลูกค้ามาตัดแว่น ได้แว่นที่ถูกใจ เหมาะกับการใช้งาน ทำทีเดียวแล้วจบ เขาก็ไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขหลายรอบ ไม่เสียเวลาเขา แล้วก็ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ไปใช้ชีวิตได้เลย ไม่ต้องมาพะวงเรื่องนี้อีก”

เริ่มจากพนักงานดูแลลูกค้าที่เป็นนักทัศนมาตรทั้งหมด 100% ไม่มีพนักงานขาย แก้ปัญหาที่เกิดระหว่างทางของการที่คนวัดสายตากับคนขายแว่นและเลนส์เป็นคนละคนกัน

“ถ้าเปรียบเทียบกับขั้นตอนในร้านแว่นปกติ เข้าไปเจอพนักงานขายก่อน เลือกกรอบเสร็จก็ไปวัดสายตากับหมอ วัดเสร็จได้ค่าสายตาแล้วก็ออกมาเจอพนักงานขายอีกทีเพื่อเลือกซื้อเลนส์” แจนเล่าก่อนหมอหลินจะเสริมต่อ

“มันเหมือนขาดการสื่อสาร คนวัดไม่ได้เลือกเลนส์ คนเลือกเลนส์ไม่ได้วัด เขาอาจไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้ต้องการอะไร เพราะไม่ได้คุยกันตั้งแต่ต้น ปัญหาที่ทำให้ลูกค้าตัดแว่นแล้วใส่ไม่ได้ คือการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน เลยทำให้ได้แว่นไม่ตรงความต้องการของตัวเอง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

ที่นี่จึงเป็นนักทัศนมาตรให้บริการตลอดทุกขั้นตอน แม่นยำเรื่องรายละเอียดในการวัดสายตา และรู้ว่าแต่ละไลฟ์สไตล์เหมาะกับเลนส์แบบไหน 

ร้านทั่วไปอาจมีนักทัศนมาตรประจำอยู่ 1 – 2 คน แต่ที่มัทยาคลินิกมี 8 คน สลับให้บริการใน 2 สาขา

ทันทีที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามา แทนที่จะให้เลือกกรอบ จะต้องมานั่งคุยกันก่อน คุยกันจนกว่าจะเข้าใจความต้องการ ปัญหา และการใช้ชีวิตของเขา

หลักการบริการมีแค่ 1 ข้อ คือให้คิดว่าลูกค้าคือพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนของเรา เราจะดูแลเขาด้วยความหวังดีและใส่ใจเอง

หารือจนได้คำตอบแล้วก็ถึงกระบวนการวัดสายตา วัดเสร็จก็ลองใส่แว่นกับเลนส์ชนิดและยี่ห้อเดียวกับที่ต้องการได้เลย

“เราลงทุนกับตัวอย่างเลนส์มาก ๆ ยี่ห้อหนึ่งโดยเฉลี่ยมีประมาณ 5 – 6 รุ่น เลนส์มีทั้งหมดประมาณ 5 – 6 ยี่ห้อ เฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟนะ ยังไม่รวมเลนส์เฉพาะทางอีก เลนส์เฉพาะทางก็จะมีอีกประมาณ 3 – 4 รุ่น รุ่นหนึ่งก็มีหลายค่าสายตา นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกทำ เพราะมันจะทำให้ลูกค้าได้ลองเลยว่าสิ่งที่เขาจะได้คืออะไร ถ้าลองรุ่นนี้ไม่สบายตา ก็ลองเปลี่ยนรุ่นใหม่ให้ถูกใจที่สุดก่อนตัดแว่นจริง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

การทดลองว่าเลนส์ที่นักทัศนมาตรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานตัวเองหรือเปล่า ก็ไม่ใช่เพียงแค่ใส่เดิน ถ้าพื้นไม่ลอยเป็นอันว่าใช้ได้ แต่มัทยาคลินิกมองไกลว่านั้น

ใน Experience Zone จะมีอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จำลองจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น โต๊ะทำงาน จอคอมพิวเตอร์ ชั้นวางหนังสือที่เทียบเท่าชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ซิงก์ล้างจานในบ้าน ฯลฯ

ทดสอบในร้านเรียบร้อยก็พาไปเดินขึ้นลงบันไดนอกร้าน ลูกค้าบางคนขับรถเป็นประจำ นักทัศนมาตรที่ดูแลก็พาไปลองขับรถเลยจริง ๆ 

ขั้นตอนเลือกกรอบที่เราคุ้นชินว่าเป็นขั้นตอนแรกเพิ่งมาถึงตอนนี้ หลังได้เลนส์ที่ถูกต้องก็ไปเลือกกรอบที่ถูกใจ ซึ่งกรอบก็มีหลายยี่ห้อ ยี่ห้อใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นกัน เลือกสรรมาเพราะเหมาะกับเลนส์ประเภทนี้ และไม่ว่าจะหยิบจับอันไหน หมอหลินก็เล่าที่มาและความตั้งใจของแบรนด์นั้นได้จนอยากเป็นเจ้าของขึ้นมาทันที หลังจากได้กรอบแล้วก็ไปฟิตติ้งความโค้ง ความพอดีของเลนส์กับดวงตา โดยวัดด้วยมือกับเครื่องวัดดิจิทัลสามมิติ แล้วนำทั้งสองค่ามาคิดร่วมกันอีกที

03

รอ 1 – 2 สัปดาห์ ลูกค้าก็จะได้รับแว่นที่ตัดด้วยความเอาใจใส่ แต่นั่นไม่ใช่จุดสุดท้ายของการขาย เหมือนที่แจนและหมอหลินบอกไว้ตอนต้น การตัดแว่นไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่เป็นการบริการระยะยาว

“การตัดแว่นโดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟ บริการหลังการขายเผลอ ๆ สำคัญกว่าก่อน ต่อให้เราพยายามเข้าใจลูกค้ามากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาได้แว่นไปแล้วจะใช้งานได้ดีทันที เราจะขอให้เขามารับแว่นเองเพื่ออธิบายและให้ลูกค้าฝึกการใช้งานอีกรอบหนึ่ง

“แต่ฝึกแล้วก็อาจจะใส่ไม่ได้ทุกคนนะครับ” แจนว่าอย่างนั้น “ใส่แล้วอาจมีปัญหา แต่เราไม่ทิ้งเขา เราจะดูแลให้รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ยกตัวอย่างเคสคุณแม่ของหมอหลิน เราเป็นคนตัดแว่นให้เองเลย ลองใส่ครั้งแรก เขาอยากจะถอดทิ้ง เขาบอกว่าแว่นสายตายาวสำเร็จรูปที่ขายกันยังใส่ดีกว่านี้ เราเลยบอกว่าอดทนก่อนนะ ลองทำอย่างนั้น จนตอนนี้ไม่ถอดแว่นเลย เพราะใช้แล้วชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องถอดเข้า ๆ ออก ๆ เหมือนแว่นสำเร็จรูปที่ใช้จนชิน ในตอนแรกถ้าตัดไปแล้วมีปัญหา เราจะถามว่าคุณลูกค้ามีเวลาไหม เข้ามาคุยกันว่าปัญหาเกิดจากอะไร

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“ร้านแว่นมักบอกให้ลูกค้าไปปรับตัวเองถ้ามีปัญหา เดี๋ยวก็ชิน แต่เราไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้า Complain เป็นเรื่องใหญ่ของเรา” หมอหลินย้ำอีกครั้ง

การมีลูกค้าขอเคลมสินค้าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ไม่ใช่ในแง่ของต้นทุน แต่คือความพอใจและคุณภาพชีวิตของลูกค้า หมอและนักทัศนมาตรต้องประชุมหารือกันถึงปัญหาและวิธีแก้ไข เพื่อให้การแก้ปัญหาเด็ดขาด ไม่เกิดซ้ำซ้อนขึ้นอีก 

“การเคลมไม่ควรเกิดขึ้นเกิน 1 ครั้ง ลูกค้าบางคนที่เคยตัดจากร้านอื่นเข้ามา เคลมไปแล้ว 5 รอบ เราตกใจเลย ลูกค้าอดทนมาก ถามว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับการเคลมแต่ละครั้งขนาดนั้น เคลม 10 รอบเราก็ทำให้ได้ ขอแค่ลูกค้าใส่ได้ดี 

“แต่ถ้ามีปัญหาก็เคลม ไม่ได้หาต้นตอและวิธีแก้ไขให้ตรงจุด ก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน เป็นการเสียเวลาลูกค้า

“หลักการที่เราใช้คือ Win-win Situation คือ Win ทั้งเราและลูกค้า เราต้องรู้ปัญหาที่ชัดเจนก่อนถึงเคลม เพราะหนึ่ง ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาแก้หลายรอบ ไม่เสียความรู้สึก สอง คือ ลูกค้าเห็นถึงความ Professional ในการแก้ปัญหา และเห็นถึงความจริงใจของเราว่าไม่ทอดทิ้งเขา ถ้าจะเคลม ขอครั้งเดียวก็พอ อย่าหลายรอบเลย มันเสียเวลาลูกค้า” หมอหลินหัวเราะ

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ
04

การทำธุรกิจของคนเป็นหมอ ต่างจากนักธุรกิจคนอื่น ๆ ไหม – เราถามก่อนจากกันในวันนั้น

หมอหลินคิดครู่ใหญ่ก่อนตอบ “คนเป็นหมอชอบคิดให้ยาก” เธอหัวเราะ “เราจะเปิดร้านแว่นทั่วไปก็ได้ แต่ด้วยจริตที่มี เราทำไม่ได้ เราปล่อยผ่านไม่ไหว มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร้านเราเลือกทำเลนส์โปรเกรสซีฟด้วยนะ มันยาก มันท้าทาย มันต้องเรียนรู้ให้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราแบกความคาดหวังของลูกค้าไว้เยอะมาก แต่เวลาที่ทำสำเร็จ ลูกค้าแฮปปี้ ได้ใช้ชีวิตดีขึ้น มันมีความสุขมาก ๆ”

การวัดความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากเรื่องยอดขายและผลกำไร ก็เป็นความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้เนื้อเชื่อใจ การบอกต่อ บางคนพาญาติ พาพ่อแม่ พาเพื่อนมาตัด และการกลับมาของลูกค้า 

“เพราะเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามอบให้ เขาจึงกลับมา”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ

Lessons Learned

  • รู้ลึกในสิ่งที่ทำ เพื่อที่จะได้ทำสิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถ ทำให้ดีสมกับที่ลูกค้าไว้ใจให้เราทำ
  • หาเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่ธุรกิจทำ เช่น หมอหลินและแจนอยากให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น เพื่อที่ทุกก้าวในดำเนินการจะได้มุ่งไปหาสิ่งนั้น และทำออกมาได้จริง ๆ
  • คิดแทนลูกค้าในตลอดเส้นทาง หา Pain Point ที่ธุรกิจจะแก้ปมให้เขาได้ เพื่อทำให้สินค้าและบริการตอบโจทย์ได้จริง ๆ

Mattaya Vision Center

Website : www.mattayaclinic.com

Facebook : Mattaya Clinic by Be My Glasses มัทยาคลินิก – คลินิกแว่นตาโปรเกรสซีฟ

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load