18 กุมภาพันธ์ 2563
70 K

กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังโฮมเมดอุ่นๆ ที่เพิ่งอบร้อนเสร็จ ลอยฟุ้งมาสัมผัสปลายจมูก

นี่เป็นคำทักทายแรกที่เราได้รับ เมื่อเดินเข้าตึกแถวขนาดหนึ่งคูหาย่านเสนานิคม ที่แบรนด์ ‘Dancing With A Baker’ ใช้เป็นแหล่งผลิตและพักพิงของขนมปังไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล รสชาติกลมกล่อมและดีต่อสุขภาพ จำนวนหลายร้อยชิ้น ก่อนส่งตรงอย่างสดใหม่ถึงมือลูกค้าและร้านค้า ภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง

“ขนมปังของเราทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่ เดี๋ยวลองชิมดูสิ” 

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ตรัย สัสตวัฒนา และ พีรดา ศุภรพันธ์ คู่รักผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ทักทายเราอย่างเป็นกันเอง ก่อนเตรียมขนมปังที่เพิ่งได้กลิ่นเมื่อสักครู่จัดวางลงจาน หั่นเป็นชิ้นเล็กพร้อมทาน และเกริ่นนำพาเราท่องเวลากลับไปสิบกว่าปีก่อน สมัยพวกเขาพบกันครั้งแรกที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งคู่เริ่มชีวิตการทำงานในเส้นทางกฎหมาย เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานหลากหลาย บอกรักและแต่งงาน ก่อนตรัยเจอคำถามที่ทำให้เขากลับมาทบทวนตัวเอง จนตัดสินใจลงทุนด้วยเงินเก็บที่มี สร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา

จากวัตถุดิบชั้นเลิศ กระบวนการสร้างสรรค์ที่ผ่านการอ่านงานวิจัยเป็นพันหน้า และความใส่ใจในรายละเอียดของตรัยและพีรดาเกิดเป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่ไม่มีใครเหมือน ทุกคำเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ที่คนรักสุขภาพหลงรัก จนต้องบอกต่อให้เพื่อนรู้ 

ส่วนในทางธุรกิจ ขนมปังของพวกเขาได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี 

และตอนนี้ ขนมปังที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ ของทั้งสอง วางอยู่บนจานด้านหน้าเราแล้ว

ใครจะไปอดใจไหวล่ะ เรารีบหยิบขนมปังคำแรกขึ้นมาลิ้มรส พร้อมนั่งฟังทั้งคู่เล่าเส้นทางกว่าจะมาเป็นขนมปังคำแรกนี้ต่ออย่างตั้งใจ

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

จุดเริ่มต้นจากโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ของแม่ สู่ขนมปังที่ทานแล้วไม่อ้วน

“เราโคตรโชคดี” เป็นคำที่ตรัยพูดบ่อยครั้งตลอดการสนทนา

ตรัยบอกว่าเขาโชคดีที่คุ้นเคยกับบรรยากาศการเข้าครัวโดยไม่ต้องเรียนทำอาหารจากที่อื่นเลย เพราะเติบโตมาพร้อมโรงอบขนมปังและร้านเบเกอรี่ชื่อ ‘สมถวิล’ ของ คุณแม่บุญชิดา สัสตวัฒนา ที่เปิดในจังหวัดสงขลาตลอดช่วง 15 ปีแรกของชีวิต

“ตั้งแต่เด็ก เราคอยช่วยแม่อบขนม คอยถามแม่ว่านี่คืออะไร สิ่งนี้ผสมกันได้ไหม จนจำกลิ่น รสชาติ และวิธีการต่างๆ ได้ เหมือนถูกฝึกมาโดยไม่รู้ตัว” ตรัยเล่า พร้อมชวนคุณแม่มาร่วมพูดคุย

“จริงๆ ครอบครัวเราทำขนมกันมาตั้งแต่รุ่นยายเลย ส่งต่อกันมา พอพูดแล้ว แม่ก็นึกถึงตอนอุ้มท้องตรัยขับรถไปส่งเค้ก เขาโตมากับขนมเลย” คุณแม่เล่า เธอยืนยันว่าทักษะนี้อยู่ในสายเลือด

อยู่มาวันหนึ่ง ตรัยและพีรดาได้ไปทานขนมปังที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่รสชาติอร่อยถึงขั้นต้องเอ่ยปากชม แต่ตรัยรู้ดีว่าเขาไม่อาจลิ้มลองรสชาติแบบนี้ได้บ่อยนัก เว้นเสียแต่อยากเพิ่มน้ำหนักตัวไปเกินร้อยกว่ากิโลกรัมที่เขาอึดอัดใจอยู่

“ทำไมเธอไม่ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนล่ะ” พีรดาถาม เธอเชื่อว่าด้วยทักษะที่ฝึกหัดมาตั้งแต่เด็กของตรัยน่าจะหาคำตอบให้โจทย์นี้ได้

“ตอนพีรดาถาม เราคิดว่าทำได้จริงยากจะตาย ขนมปังทั่วไปมีคาร์โบไฮเดรตเยอะ กินยังไงก็อ้วน แต่เมื่อคิดย้อนไป เราเคยเที่ยวสเปน ฝรั่งเศส อิตาลีแล้วเห็นขนมปังหลากหลายแบบ แต่ละที่มีสูตรของตัวเอง บางอันกินเข้าไปแล้วรู้สึกไม่อ้วนแม้แต่น้อย เลยคิดขึ้นมาว่า หรือจริงๆ เราก็ทำขนมปังที่กินแล้วไม่อ้วนด้วยสูตรของตัวเองก็ได้” ตรัยเล่า พร้อมบอกว่าคำถามนั้นของพีรดาสำคัญมาก เพราะทำให้แบรนด์นี้เริ่มมีชีวิตขึ้นมา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

Chief Bread Architect ที่มองโครงสร้างขนมปังอย่างละเอียด

หลังจากวันนั้น ตรัยและพีรดาลองออกสำรวจตลาดขนมปัง และค้นพบว่าปัญหาที่พวกเขาเจอ ยังไม่ค่อยมีใครสร้างคำตอบที่ตรงใจพวกเขาและใครอีกหลายคนเท่าไหร่นัก

ขนมปังที่วางขายทั่วไปมักเป็นขนมปังขาวที่ทำจากแป้ง หากไม่ดูแลรักษาร่างกาย รับประทานมาก น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นง่ายเพราะมีคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนอีกประเภทที่พบได้คือขนมปังสำหรับคนเลือกทานอาหารแบบคีโตเจนิก ไดเอต (Ketogenic Diet) หรือการลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลงอย่างมาก แล้วทานอาหารที่มีไขมันสูงทดแทน เมื่อขาดคาร์โบไฮเดรตมากๆ ร่างกายจะเผาผลาญไขมันมาใช้เป็นพลังงานทดแทน


ข้อควรระวัง คือเมื่อทานแรกๆ อาจปวดหัวหรือเกิดอาการข้างเคียง ทำให้ชีวิตมีข้อจำกัดในการทานอาหารต่างๆ มากขึ้น ราคาสูง รวมถึงรสชาติอาหารประเภทนี้อาจไม่ถูกปากของทุกคน

ตรัยจึงมองเห็นโอกาสในการคิดค้นขนมปังที่ทั้งคนทั่วไปและคนทานอาหารแบบคีโตเจนิกทานได้ ดีต่อสุขภาพ และรสชาติน่ารับประทาน

“เราเริ่มจากองค์ประกอบภายในของขนมปังใหม่ตั้งแต่ศูนย์เลย ไม่ได้เริ่มคิดว่าต้องตั้งต้นด้วยการใช้แป้งเหมือนที่อื่น ในเมื่อคาร์โบไฮเดรตเยอะไม่ดี ก็อยากลองตัดแป้งออกไป แล้วหาสิ่งอื่นมาทดแทน โดยที่ยังทำให้ผิวสัมผัสเวลากินกรอบหนุบหนับเหมือนขนมปังทั่วไป มีโปรตีนสูง ไฟเบอร์และไขมันในปริมาณพอเหมาะ ถ้ามีแบบนี้จริง ยังไงคนแบบเราซื้อแน่นอน” ตรัยอธิบายวิธี เขาแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้ตัวเองเป็น Chief Bread Architect เพื่อวิจัยพัฒนาขนมปังที่ใครก็ลิ้มลองได้โดยไม่ต้องกังวลใจใดๆ

กระบวนการเพื่อให้ได้ขนมปังที่หอมหวานที่สุดและมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม

หลังจากพัฒนาลองผิดถูกอยู่พักใหญ่ เสียวัตถุดิบไปบ้างหลายร้อยกิโลกรัม ทุ่มเทเวลาค้นคว้าด้วยการอ่านเอกสารวิชาการนับพันหน้า ตรัยก็พัฒนาตัวต้นแบบขนมปังที่น่าพึงพอใจสำเร็จ

ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ได้เป็นขนมปังรูปเหลี่ยมและกลม ต่างกันเพียงรสสัมผัส แต่วัตถุดิบที่ใช้เหมือนกัน 

ประกอบด้วย ไข่สดใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 3 วัน รับจากฟาร์มโดยตรงทุกฟอง เนยฝรั่งเศส เมล็ดแฟล็กออร์แกนิกที่เก็บความหอมและน้ำมันไว้ภายในช่วยเพิ่มความอร่อย อัลมอนด์ผงกลิ่นหอมที่บดจากประเทศสหรัฐอเมริกา วีตโปรตีน น้ำมันมะกอกจากผลที่เก็บเกี่ยวเร็ว และแป้งมะพร้าวออร์แกนิกที่ตรัยยืนยันหลังจากลองมาเกือบทุกร้านในประเทศไทยแล้วว่า ที่นี่หอมหวาน อร่อยที่สุด

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีต้นทุนสูง รวมแล้วมีคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 4 กรัม และข้อมูลวัตถุดิบเหล่านี้ถูกแปะไว้บนหน้าซองขนมปังอย่างเปิดเผย

“เราเข้าใจจากตัวเองว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก อยากทำสิ่งที่ทุกคนกินได้ทุกวันแล้วชีวิตดีขึ้น และอาหารเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต เราเลยเต็มที่เพื่อผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด”ตรัยขยายความถึงสาเหตุที่เขาทุ่มเทพลังกายใจทั้งหมดพัฒนาขนมปังให้ดีที่สุด ถือเป็นเจ้าแรกๆ ของไทยที่ทำขนมปังโดยไม่ใช้แป้งสาลี แต่รสสัมผัสเหนียวนุ่มเหมือนขนมปังทั่วไป

เต้นไปด้วย สร้างแบรนด์ Dancing With A Baker ไปด้วย

เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือแบรนด์ที่ดี สื่อสารได้อย่างมีพลัง

“เราเคยปรึกษาพี่คนหนึ่ง เขาบอกว่าแบรนด์เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกธุรกิจ ไม่ใช่ตึกหรือเครื่องจักรใดๆ ถ้าเรามีแบรนด์ที่แข็งแรง ต่อให้ใครทำมาแข่ง ยังไงก็รอด เราเลยกลับมาใช้เวลาคิดรายละเอียดของแบรนด์ให้ชัดเจน” ตรัยเล่า

หลังจากคิดไปหลากหลายชื่อ วันหนึ่งตรัยเข้าครัวเพื่อทดลองสูตรขนมปัง เขาฝากพีรดาผู้อยู่เคียงข้างคอยชิมรสชาติอาหารให้ช่วยหยิบของจากตู้ด้านบน ในจังหวะนั้นเอง เขาได้คำตอบทันทีว่าแบรนด์ขนมปังนี้ควรชื่ออะไร

“คนที่ไม่ถนัดทำอาหาร เวลาเข้าครัวจะหาของไม่ค่อยเจอ แล้วตอนหา ท่าทางจะเหมือนเต้นอยู่ พอหันไปมองเขา เราคิดถึงประโยคว่า She is dancing with a baker. เลย เราเป็น Baker ส่วนเขาเป็นคนที่อยู่ข้างๆ เรา ได้เป็นชื่อแบรนด์ที่มีคนสองคนอยู่ในแบรนด์เดียวกัน” ตรัยเล่าที่มาของชื่อแบรนด์ และโลโก้รูปผู้หญิงเต้นรำตัวแทนของคนที่อยู่เคียงข้างเขา ราวกับเป็นประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารัก

ลูกเล่นพิเศษของตัวแบรนด์ คือเมื่อไปร่วมมือกับใครแล้ว จะใช้ชื่อแบรนด์อื่นต่อด้วยวลี ‘is dancing with a baker’ ได้

เมื่อปีก่อน พวกเขาได้ไปจับมือเปิดร้านกับ Jamie’s Burgers ในงาน Wonderfruit จึงตั้งชื่อร้านเป็น ‘Jamie is Dancing’ ที่คนจำนวนมากจดจำได้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าตัวแบรนด์มีพลังดึงดูดน่าค้นหา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่คนอยากกลับมาซื้อซ้ำ

ขนมปังทรงเหลี่ยมและกลม แผ่นเรียบและขนาดใหญ่เป็นเอกลักษณ์ ได้รับการติดต่อไปวางขายตามร้านค้าต่างๆ มากกว่า 100 ร้านทั่วประเทศแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี ในราคาชิ้นละ 149 บาท

แม้อาจดูราคาสูงสำหรับขนมปัง แต่ด้วยคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการถือว่าคุ้มค่า สิ่งสำคัญคือความตั้งใจของตรัยและพีรดาที่อยากให้คนเข้าถึงขนมปังของพวกเขา

“เราเชื่อว่าขายแพงกว่านี้ได้สำหรับตลาดและวัตถุดิบที่เราใช้ แต่เราอยากให้อาหารเป็นสิ่งที่คนได้ทานดีๆ และกลับมาซื้อได้อีกทุกวัน ราคาไม่ควรเป็นข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพตัวเอง เราจึงตั้งราคาที่ไม่มีใครทำมาก่อน กำไรน้อยหน่อย แต่เป็นตลาดที่เราสร้างขึ้นมาใหม่และคนอื่นน่าจะทำเหมือนเราไม่ได้” พีรดาอธิบาย พร้อมเล่าว่า ตอนนี้กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ราคาต่ำลงกว่านี้อีก

สาเหตุที่คนอื่นลอกเลียนไม่ได้ แม้ Dancing With A Baker ยินดีเปิดเผยวัตถุดิบทุกอย่างหมด เป็นสิ่งที่ตรัยคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พวกเขาไม่มีทางขายในราคาที่ต่ำไปกว่านี้ได้อย่างแน่นอน หากขายในราคานี้ ก็ยากที่จะทำให้ขนาดชิ้นใหญ่ได้เท่าของพวกเขา

“เราสัญญาว่าจะสั่งวัตถุดิบจำนวนมากกับผู้ผลิต ทำให้เราได้ราคาถูกลง ซึ่งโชคดีที่พวกเขาคอยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลา” ตรัยอธิบาย พาร์ตเนอร์ที่ดีเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตรัยเคยนำความรู้ด้านอาหารที่ตนมี ไปแนะนำเชฟและผู้ผลิตต่างๆ เพราะอยากให้อาหารของพวกเขาดีขึ้น จึงเกิดความเชื่อใจและยินดีร่วมมือกันในระยะยาว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังสดใหม่จากเตาและที่มาของขนมปังแผ่นขนาดเท่าสมุดบันทึก

ตรัยและพีรดายังเชื่อว่า ประสบการณ์การทานอาหารเป็นเรื่องสำคัญ คนควรจะได้ทานอย่างสดใหม่และไม่ลำบาก พวกเขาจึงทำทุกวิถีทางให้ขนมปังไปถึงมือลูกค้าและร้านค้าภายในเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง นับตั้งแต่ออกจากเตา ไม่มีเก็บค้างไว้ในคลัง ทำวันต่อวัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากวันหนึ่งมีคนสั่งพร้อมกันหลายร้อยชิ้น 

พีรดาเป็นผู้รับหน้าที่แก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการ เธอติดต่อซื้อขายขนมปังทั้งหมดนี้ ซึ่งช่วงแรกที่กำลังการผลิตยังไม่เยอะ แม้มีปัญหาเรื่องจัดส่งให้ทันกำหนด แต่ด้วยความจริงใจในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และพยายามพัฒนานำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการจัดการ ทำให้พวกเขาผ่านพ้นมาได้ และมีระบบจัดการที่ดีขึ้น จนผลิตและส่งได้ทันตามกำหนด ถึงมือลูกค้าหลายร้อยชิ้นต่อวัน

นอกจากความสดใหม่แล้ว เรื่องบรรจุภัณฑ์และขั้นตอนการทานก็เป็นประสบการณ์ที่พวกเขาคิดคำนวณไว้ทั้งหมดแล้ว 

คุณจะพกขนมปัง Dancing With A Baker นี้ไปที่ไหนก็ได้อย่างง่ายดาย ด้วยขนาดบรรจุภัณฑ์เทียบเท่าสมุดบันทึกพกพาหนึ่งเล่มและความแบนเรียบที่เก็บใส่กระเป๋าเป้ได้ ไม่ต้องกลัวขนมปังเสียรูป เก็บง่าย แถมยังซ้อนกันขนส่งได้มากและรวดเร็วอีกด้วย

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

เมื่อถึงมือคุณ แกะซองออกเมื่อไหร่ สัมผัสแรกที่คุณได้รับคือกลิ่นหอมฟุ้งชวนรับประทาน ทุกอย่างลงตัวไปหมด จนถึงจังหวะสำคัญที่พวกเขาและคุณต่างรอคอย

“คำแรกสำคัญที่สุด เราแค่อยากให้คนได้ลองคำแรกก่อน ถ้ามันใช่สำหรับเขา เขาจะทานจดหมดและกลับมาซื้อซ้ำเอง” 

เราเชื่อเช่นนั้น เพราะตั้งแต่คำแรกที่เราทานจนถึงตอนนี้ ขนมปังหลายชิ้นบนโต๊ะก็หมดไปเรียบร้อยแล้ว

ขนมปังที่ทำให้คนรักสุขภาพดีใจจนน้ำตาไหล 

“ขนมปังนี้เปลี่ยนชีวิตพ่อของเรา” เป็นหนึ่งในเสียงตอบรับที่ตรัยและพีรดาได้รับจากลูกค้า

นอกจากคนทั่วไปทานได้แล้ว อีกหนึ่งกลุ่มที่เหมาะในการทานขนมปังนี้คือผู้ป่วย เช่น คุณพ่อที่เป็นเบาหวานที่ไม่ได้ทานขนมปังมานานนับสิบปี หรือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วต้องคุมอาหารอย่างเข้มงวด

พอไม่มีแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตต่ำ พวกเขาก็ทานขนมปังได้อย่างมีความสุข บางรายถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เล่าเรื่องราวออกมาเป็นหน้ากระดาษให้พวกเขารับรู้

“เราโชคดีมากที่มีคนรักขนมปังของพวกเรา สิ่งที่เราไม่ทำเด็ดขาดคือหักหลังพวกเขา เราจะไม่ลดคุณภาพเด็ดขาด อะไรที่ดีวันแรกก็จะดีอย่างนั้น” ตรัยกล่าวคำสัญญาที่เขามีต่อทุกคน

ด้วยสรรพคุณและความตั้งใจจริงนี้ ทำให้ลูกค้ารวมตัวกันเป็นชุมชนคนรักขนมปังในโลกออนไลน์ขึ้นเอง คอยส่งเมนูอาหารใหม่ๆ ที่ทำจากขนมปังของพวกเขา เช่น ซูชิ พิซซ่า เบอร์เกอร์ หรือวิธีการประยุกต์ทานกับอาหารอื่น อย่างสลัด ไอศครีม และแกง

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

ขนมปังที่มีความรู้สึก

เมื่อการทำขนมปังกลายเป็นธุรกิจและงานประจำ ความรู้สึกของพวกเขาต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างไร เราถาม

“ที่น่าประหลาดใจคือต่อให้ทำกิจวัตรเหมือนเดิมทุกวัน กลางวันอบขนมปัง กลางคืนคิดสูตรใหม่ เราก็ยังอยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวัน” ตรัยตอบ เขาดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า งานนี้ทำให้เขาอยากค้นหาและเข้าใจวิธีการคิดค้นขนมปังที่ดีที่สุดอย่างเข้าถึงแก่นที่แท้จริง ถึงขั้นอ่านเอกสารวิชาการเมื่อ 50 ปีก่อนเพื่อหาคำตอบ โดยมองว่าเหมือนการตีความกฎหมายที่เคยเรียน

ส่วนประสบการณ์การทำงานอื่นที่ผ่านมา สอนให้เขารู้ว่า ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา

“ทุกวันจันทร์เรามีประชุมเพื่อถามทุกคนว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาเราทำอะไรพลาดกันไปบ้าง แล้วอาทิตย์หน้าเราอยากลองผิดอะไรอีก เราบอกพนักงานทุกคนเสมอว่า เราจ้างมาให้ทุกคนเรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้หรือสิ่งที่ผิดพลาด เพียงแค่อย่าผิดซ้ำเรื่องเดิม” ตรัยแบ่งปันส่วนผสมที่ทำให้ทุกคนอยากตื่นขึ้นมาทำงานพร้อมสร้างสิ่งใหม่

ผลลัพธ์ที่ได้จากวิธีบริหารนี้คือ Dancing With A Baker เกิดขนมปังใหม่ๆ อย่างแผ่นตอร์ติญ่าและน้องเลิฟ (Loaf Actually) ที่เป็นก้อนขนมปังคาร์โบไฮเดรตสุทธิเพียง 2 กรัม โปรตีนสูงเกือบ 20 กรัม ราคาชิ้นละ 85 บาท รวมถึงคิดรูปแบบการขายอย่างการผูกปิ่นโต ที่บริการส่งขนมปังรายสัปดาห์ให้ได้อิ่มจุใจ ไม่ต้องรอสั่งใหม่บ่อยๆ

“ในปีนี้ เราอยากให้คนได้ลองขนมปังเรามากขึ้น จะเปิดเป็นคีออสเล็กๆ สิบสาขาทั่วประเทศให้คนมาลองชิมก่อน ถ้าชอบก็สั่งซื้อได้เลย” พีรดาเฉลย พร้อมเรื่องอื่นๆ ที่เราคงต้องขอเก็บเป็นความลับไว้ก่อน รอให้ทุกคนได้ติดตามพร้อมกันเมื่อถึงเวลา

Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน
Dancing With A Baker แบรนด์ขนมปังไม่มีแป้งไม่มีน้ำตาล ที่คนรักสุขภาพอยากทานทุกวัน

แล้วในระยะยาว เจ้าของกิจการอย่างพวกเขามีภาพความสำเร็จที่วาดฝันไว้สำหรับธุรกิจนี้หรือเปล่า เราสงสัย

“เราคิดว่าธุรกิจไม่มีคำว่าประสบความสำเร็จ เหมือนต้นไม้ที่เติบโตเรื่อยๆ ไปตามธรรมชาติ เราแค่อยากทำสิ่งนี้ไปนานๆ ทำจนเป็นองค์กรที่ลูกของพนักงานทุกวันนี้เข้ามาทำงานได้ ลูกค้ากลายมาเป็นพนักงาน พวกเขาภูมิใจที่ได้ทำงานที่นี่ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการทำของที่ดีที่สุดให้คนกิน แค่นั้นเลย” ตรัยตอบ  

ปัจจุบัน Dancing With A Baker เป็นแบรนด์ขนมปังโฮมเมดที่อบขนมปังไปแล้วหลายหมื่นชิ้นในช่วงปีที่ผ่านมา รับพนักงานเพิ่มจาก 3 คนในวันแรก เป็น 14 คน และเชื่ออย่างยิ่งว่าพวกเขาจะเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างงดงาม ด้วยเหตุผลและเรื่องเล่าที่ได้รับฟัง ก่อนที่ทั้งพีรดาและตรัยจะทิ้งท้ายหนึ่งความเชื่อของพวกเขา

“ส่วนตัวเราเชื่อว่าไม่มีอะไรจะมาแทนที่อาหารที่ทำจากมนุษย์ได้ ต่อให้เป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรก็ตาม อาจมีบ้างที่เราต้องใช้เพื่อให้คนทำงานได้สบายขึ้น แต่เราเชื่อตลอดว่าอาหารยังไงก็ต้องทำจากมือมนุษย์ เพราะอาหารทุกชิ้นมีความรู้สึกซ่อนอยู่” 

และหากมีเวลาสักครู่ ผมอยากให้คุณลองชิมขนมปังนี้ดูสักครั้ง


Lesson Learnt

“การทำธุรกิจตอนเริ่มอาจจะไม่ยาก แต่ทำแล้วไปต่อยังไงนี่สิที่ยาก” ตรัยบอก 

สิ่งสำคัญนอกจากต้องทำอย่างทุ่มเทแล้ว พีรดาและตรัยช่วยกันเล่าว่า ผู้ประกอบการมือใหม่จำเป็นต้องมีทักษะการลุกขึ้นมาจากความรู้สึกแย่ๆ ให้เร็วที่สุด 

“เพราะระหว่างทาง คุณจะพ่ายแพ้ สูญเสีย ถ้าจมอยู่กับมันนาน ยังไงก็พัง แต่ถ้าวันนี้พลาด พรุ่งนี้ลุกขึ้นมาใหม่ แบบนี้มีโอกาสไปต่อได้” นี่แหละเสน่ห์ที่ทำให้แบรนด์ขนมปังของพวกเขาแตกต่างจากทุกคน

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

นอกจากการเต้นจีบมือและเซิ้งนิ้วไปมาที่แถวหน้าของขบวนงานบวชแล้ว ความทรงจำล่าสุดที่ผู้เขียนมีต่อวิชานาฏศิลป์ไทยก็คือ การสอบภาคปฏิบัติรำวงมาตรฐานในเพลงที่ 10

พอโตขึ้น ก็ไม่คิดว่ากุลสตรีไทยอย่างเราต้องลงมือจีบใครก่อน อายุขัยของความจีบจึงจบลงไปตั้งแต่วันสอบภาคปฏิบัตินั่น ช่างเป็นชีวิตที่มีความอ่อนช้อยสั้นเหลือเกินค่ะคุณ

ในวันที่เห็นสาวๆ ในชุดโจงกระเบนหลากสีสันกับท่าทีที่แปลกตา ไม่มีการเอียงตัวหันองศา ไม่มีระยะห่างระหว่างปลายนิ้วก้อยกับหางคิ้ว ชื่อของ Thai Fit ก็เข้ามาอยู่ในความทรงจำ

ท่ามกลางเสียงดนตรีเพลงไทยในทำนองอิเล็กทรอนิก เรากำลังสนทนากับ ครูดิว-ขจิตธรรม พาทยกุล ผู้ก่อตั้ง Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ที่สร้างสรรค์จากท่วงท่าของรำไทยแห่งนี้

ตลกดี เพียงแค่ดนตรีขึ้นห้องที่สาม เราก็ย่ำเท้าและก้าวชิดไม่ผิดจากครูที่หน้าห้อง

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ตั้งวง

จุดเริ่มต้นจากครูดิว ทายาทรุ่นที่สามของโรงเรียนดนตรีและนาฏศิลป์พาทยกุล รับรู้ถึงปัญหาของระยะห่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับศิลปวัฒนธรรมที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อเธอเรียนจบปริญญาโทวิชาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากมหาวิทยาลัยคิงส์ตัน ที่ซึ่งจุดประกายความสนใจให้ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ ช่วงเดียวกับที่กระแสเรื่องการดูแลสุขภาพกำลังเป็นที่นิยม

“โจทย์หลักในการที่เราทำ Thai Fit คือเราอยากให้ศิลปะเข้ามาใกล้กับคนมากขึ้น โดยที่ไม่ได้มีระยะห่างซึ่งกัน ไม่ได้อยู่บนหิ้ง ไม่ได้น่ากลัวหรือจับต้องไม่ได้ ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นศิลปินเท่านั้นถึงจะทำได้ ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเป็นคนที่อนุรักษ์นิยม” ครูดิวเล่าถึงความตั้งใจแรกเริ่มที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ที่เธอและเพื่อนๆ พยายามสื่อสารเรื่องรำไทยกับสุขภาพ จนวันนี้ทุกอย่างลงตัวในชื่อแบรนด์ Thai Fit Studio ที่ผ่านกระบวนการทำงานและความตั้งใจในทุกรายละเอียดซึ่งสะท้อนคุณค่าเกินกว่าที่ใครจะปฏิเสธ

แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การหยิบรำไทยมาใส่ทำนองอิเล็กทรอนิกนั้นสร้างความสั่นสะเทือนให้วงการนาฏศิลป์อย่างไรบ้าง ครูดิวจึงรีบตอบในทันทีว่า “ดิวค่อนข้างโชคดีมากที่อยู่วงการนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้น ผู้ใหญ่ในวงการที่เห็นเราตลอดเขาจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่เป็นศาสตร์ที่ใหม่และเราไม่ได้มาเพื่อลบล้างศาสตร์เก่าที่ยังคงสวยงามและทรงคุณค่า จะว่าไปผู้เชี่ยวชาญในวงการก็ให้กำลังใจและให้ความเห็นที่ดีมาโดยตลอด อยู่ที่เรานั้นฝึกฝนมากพอจนสามารถสร้างสรรค์อะไรอย่างอื่นได้บ้างหรือเปล่า ดิวว่าเราไม่ควรดูถูกความคิดเห็นของผู้ใหญ่ เพราะที่เขาทัก เขาท้วง มันก็มีเหตุผลของเขา อะไรที่มันสร้างสรรค์ มันก็คือสร้างสรรค์ อะไรที่มันไม่สร้างสรรค์ มันก็คือไม่สร้างสรรค์”

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ศิลปะการให้ท่า

เมื่อตัดสินใจจะใช้นาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์วิธีการดูแลสุขภาพ ครูดิวจึงพาท่าทางรำและระบำตั้งแต่หัวจรดเท้าไปปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องสรีรวิทยา จนได้ข้อมูลเรื่องประโยชน์และโทษของท่วงท่าต่างๆ เช่น การตั้งวงให้ประโยชน์ที่กล้ามเนื้อท้องแขนส่วนหน้า ท่าจีบมือให้ประโยชน์ที่กล้ามเนื้อท้องแขนส่วนหลัง

“พอตั้งวง คุณหมอจะบอกให้ลองยืดแขนออกไปให้ได้มากกว่านี้อีกเรื่อยๆ ซึ่งท่ารำไทยจริงๆ มันจะมีข้อจำกัดเรื่องความอ่อนช้อย และคำแนะนำเรื่องระยะเวลาการทำที่เหมาะสม นี่จึงเป็นการต่อยอดท่ารำและเพิ่มขีดความสามารถด้วยสรีรศาสตร์ เกิดเป็นท่ารำเฉพาะของ Thai Fit” ครูดิวเล่าพร้อมทำท่าจีบมือที่คุณหมอแนะนำให้จีบนิ้วมือทุกนิ้วช่วยป้องกันนิ้วล็อก

จากนั้นทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อจัดสรรเวลาสำหรับคลาสออกกำลังกายที่เหมาะสม ได้แก่ Warm up (10 นาที) เป็นช่วงแนะนำท่าทางที่จะใช้ทั้งหมดในคลาส ก่อนจะทำให้หนักขึ้นใน Training (30 – 40 นาที) เป็นการทำซ้ำๆ คล้ายกำลังทำคาดิโอ กระโดดไปมา แล้วจึง Cool down (10 นาที) สำหรับการยืดเส้น

ใครที่คิดว่าท่ารำไทย จีบมือซ้าย ตั้งวงมือขวา ของ ThaiFit จะง่ายๆ สบายๆ ไม่ปวดร้าวร่างกาย คุณกำลังสบประมาทคาร์ดิโอ้สัญชาติไทยเข้าให้แล้ว โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย คุณจะสัมผัสได้ถึงพลังงานลึกลับคล้ายความปวดเมื่อยเล็กๆ จากการใช้กล้ามเนื้อที่ไม่ค่อยได้ใช้

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ชอบก็จีบ

ที่ Thai Fit แบ่งห้องเรียนออกเป็น 3 รูปแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนเลือกตามความชอบ ประกอบด้วย Thai Myth คลาสที่ท่ารำได้แรงบันดาลใจมาจากระบำมาตรฐานหรือระบำในโบราณคดี เช่น สุโขทัย ทวารวดี เป็นต้น อ่อนช้อยสวยงาม Thai Folk คลาสที่ท่ารำสนุกๆ ประยุกต์มาจากนาฏศิลป์พื้นบ้านของภูมิภาคต่างๆ และ Thai Martial Arts คลาสที่ท่ารำมาจากศิลปะป้องกันตัว กระบี่กระบอง และการรำโขน มีความทะมัดทะแมง

แม้ท่วงท่าของทั้งสามรูปแบบจะต่างกันแต่ให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งกล้ามเนื้อและระบบประสาทซึ่งทำงานสัมพันธ์กันอยู่แล้วตามการย่างก้าวและเอียงตัว นอกจากนี้สติและสมาธิจากการติดตามท่วงท่าให้ทันจะช่วยป้องกันการเกิดโรคที่เกี่ยวกับความจำได้ ที่สำคัญที่สุดคือโอกาสในการบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กต่างๆ เช่น ที่ข้อมือ นิ้วมือ นิ้วเท้า และข้อต่อเล็กๆ ตรงบริเวณนั้นที่ไม่มีในการออกกำลังกายประเภทไหน

เพลงที่ดังอยู่ตลอด 60 นาที ทำให้เราหายสงสัยเรื่องความแข็งแกร่งในความอ่อนช้อยและความอ่อนช้อยในความแข็งแกร่ง เหมือนที่ใครบอกไว้ว่าแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย ครูดิวบอกว่าเป้าหมายของ Thai Fit ไม่เน้นท่วงท่าที่สวยงาม แต่มันคือการสำรวจตัวเอง เช่น เมื่อรู้ว่าไหล่ไม่เท่ากัน สะโพกไม่เท่ากัน คุณครูก็จะให้การบ้านไป ถ้าสะโพกไม่เท่ากันมันมีท่าเซิ้งนะ เช่น ท่าขยำข้าวเหนียว ก็สามารถช่วยได้ เพราะถ้าใครติดปัญหาส่วนไหนก็ทำส่วนนั้นเป็นพิเศษ

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

รำแล้วดีโทษปี่โทษกลอง

นอกจากเพลงพื้นบ้านแล้ว ทุกเพลงที่ใช้ประกอบการออกกำลังกายเป็นผลงานสร้างสรรค์ใหม่ทั้งหมดของครูดิวและอัศจรรย์ คอลเลคทีฟ (Assajan Collective) ซึ่งเป็นทีมเดียวกับที่ช่วยเรื่องทำงานสื่อสารให้กับสตูดิโอ Thai Fit โดยเหตุผลที่ต้องทำเพลงขึ้นเองใหม่เพราะเพลงทั่วไปที่มีอยู่ในตลาดใช้ไม่ได้

ครูดิวเล่าว่า ธีมในแต่ละคลาสจะเป็นโจทย์กำหนดลักษณะเพลงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นดนตรีไทยที่ใส่ Electronic เข้าไป เหมือนเป็น ambient แต่ว่าสำหรับ Thai Fit เธอจะทำให้มันมี beat มากขึ้น

“เรื่องที่เราให้ความสำคัญที่สุดของเพลงคือ จังหวะและอารมณ์ของเพลงจะต้องส่งเสริมให้เหมาะสมกับช่วง Warm Up Training และ Cool Down เช่น Training จะมีจังหวะเพลงที่ 120 BPM สอดคล้องกับอัตราการเต้นของหัวใจ” ครูดิวเล่าพร้อมกับชวนให้ฟังเสียงซอด้วงที่เธอบรรเลงในเพลงระบำนกยูง ประกอบเมโลดี้บางส่วนที่มีกลิ่นอายระบำโบราณสมัยสุโขทัย เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบห้องเรียน Thai Myth

สำหรับห้องเรียน Thai Folk นอกจากเพลงชาวเลในจังหวะสนุกๆ ประกอบการเต้นที่ใช้สะโพกเยอะๆ แล้ว ครูดิวและทีมยังเปลี่ยนผ้าโจงกระเบนเป็นผ้ามัดย้อมสำหรับการรำประกอบเพลงภาคใต้นี้เท่านั้นด้วย ส่วน Thai Martial Arts แม้จะเป็นเพลงปี่พาทย์ แต่ก็ไม่ได้ทำออกมาจนน่ากลัวและเอื้อมไม่ถึง

ครูผู้สอนของ Thai Fit ต้องมีความพิเศษแตกต่างจากครูสอนนาฏศิลป์ทั่วไปอย่างไร เราถาม

“เพราะไม่เหมือนรำไทยเลย ที่จะต้องทำท่าเดียวกันต่อเนื่องไปทั้งเพลง แต่ Thai Fit คือการต้องทำซ้ำๆ และองศาของท่าทางก็ไม่ใช่แบบรำไทยที่เคยร่ำเรียนเลย แรกๆ ครูก็จะรู้สึกขัดตัวขัดใจเหมือนกัน” ครูดิวเสริมหลักการเลือกครูของ Thai Fit ที่รำไทยเป็นอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องรำเป็นอย่างดีและสอนได้ ที่สำคัญต้องเป็นคนเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

เครื่องฟิต สตาร์ทติดง่าย

ความท้าทายของ Thai Fit ไม่ได้มีแค่เรื่องทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อการต่อยอดสิ่งใหม่ แต่เป็นเรื่องความใหม่ของตลาดธุรกิจนี้ ซึ่งไม่มีข้อมูลทางการตลาดอ้างอิง ลูกค้า ความต้องการ ราคา และอื่นๆ ทำให้ครูดิวและทีมงานต้องทำการบ้านไม่น้อย ครูดิวเล่าว่า เธอโชคดีที่ตัดสินใจส่งแผนธุรกิจเข้าประกวดโครงการสุดยอดแนวคิดพลิกธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน จึงทำให้ค่อยๆ พัฒนาธุรกิจและต่อยอดมาถึงปัจุบัน

“คนไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่มหาศาลมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะศิลปะ ร่ายรำ ดนตรี อาหารการกิน เรารู้สึกว่า Thai Fit อาจจะเป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่สามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรมของเราในการยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ เราใช้มือเปล่า เท้าเปล่า ยังไม่ต้องหันไปพึ่งพาวัฒนธรรมอื่น ไม่ใช่ว่าวัฒนธรรมอื่นไม่ดี แต่เรามองจากของใกล้ตัวก่อน”

ซึ่งในอนาคตเราจะได้เห็น Thai Fit ทำงานร่วมกับหน่วยงานในอีกหลากหลายวงการที่มีความเชื่อในเรื่องการอนุรักษ์ไปพร้อมๆ กับการทำงานสร้างสรรค์ อย่างที่ Thai Fit กำลังได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีจากแบรนด์และบริษัทต่างๆ รวมถึงสถานทูตประเทศต่างๆ ที่มอบโอกาสเผยแพร่สิ่งที่ Thai Fit ตั้งใจ

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

The Entrepreneur ตอนนี้ ขอลากันไปแบบสบายๆ ด้วยท่าออกกำลังกายที่ ครูเฟี้ยว-มาดาพร น้อยนิตย์ และครูปีโป้-ปรียานุช ประมูลกิจ นำมาฝากให้คุณเตรียมตัวบอกลาออฟฟิศซินโดรมก่อนใคร

ท่าแรกมีชื่อว่า ท่าโอบต้นไม้ เริ่มจากตั้งวง ในท่าเผยอกเปิดไหล่ จากนั้นยืดให้สะบักมาชิดกัน โดยปกติแล้วท่ารำของไทยจะไม่แอ่นขนาดนี้ จากนั้นร่ายมือจีบเข้าตัวให้หลังตึงพอประมาณเหมือนกำลังโอบต้นไม้ใหญ่ ทำติดต่อกัน 5 ครั้งใน 1 เซ็ต ทำ 5 – 8 เซ็ต

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ท่าที่สองง่ายมาก เหมาะสำหรับคนไม่มีพื้นที่ เรียกว่า ท่าจีบสลับนิ้ว เริ่มจากยืดแขนให้ตึง หักข้อมือเข้าหาตัวแล้วจีบมือไล่นิ้วชี้ กลาง นาง และก้อย

Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ Thai Fit สตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ ที่ใช้ท่ารำไทยเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจ

ยังๆ ยังไม่พอ เรามีคลิปสั้นๆ มาฝากกันด้วย

แต่อย่าไปฝึกอยู่บ้านคนเดียวเลย เดี๋ยวคนที่บ้านตกใจ

ThaiFit Studio  |  FB: Thai Fit

Rules

  1. ทำงานด้วยทัศนคติที่ว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ และพร้อมเข้าใจความต่างของมนุษย์ทุกคนที่เราทำงานด้วย
  2. ทำงานตอนที่ท้องอิ่ม
  3. ทำงานกับคนที่เรารัก (ข้อนี้เพิ่งค้นพบ ตอนที่เริ่มทำงานกับแฟน คงเป็นเพราะดิวเป็นคนประเภทให้ความสำคัญกับความรัก พอเราทำงานกับคนที่เรารัก มันเลยทำให้รู้สึกว่าอยากให้ถึงเวลาทำงานทุกวันเลยค่ะ)

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load