มาจะกล่าวบทไป

ที่อเมริกายังมีแมลงวันอยู่เผ่าพันธุ์หนึ่ง ชอบสังสรรค์จัดปาร์ตี้เสพสังวาสกันกลางอากาศ เมื่อตัวผู้เข้าสู่งาน มันจะแหงนหน้าขึ้นมองบรรตาตัวเมียนับร้อยที่กำลังเต้นส่ายตูดอยู่ จากนั้นสอดส่องหาตัวเมียที่ตูดใหญ่ที่สุด แล้วรี่เข้าไปจีบในทันที

บางคนอาจจะบอกว่าพฤติกรรมนี้ไม่แปลก คนเราก็ทำเหมือนกัน งั้นเดี๋ยวผมจะเพิ่มข้อมูลให้อีกอย่าง ลักษณะเซ็กซี่ของเพศเมียในแมลงวันชนิดนี้ นอกจากตูดใหญ่แล้ว ยังรวมถึงขนหน้าแข้งที่ดกดำด้วย

ศิลปะความงามเซ็กซี่ของแมลงวัน Dance Fly อยู่ที่บั้นท้ายและสินสอด
รูปแมลงวัน Long-tailed Dance Fly (Rhamphomyia longicauda) ซ้าย : ตัวเมีย ขวา : ตัวผู้
สังเกตว่าเฉพาะตัวเมียเท่านั้นที่มีตูดใหญ่และขนหน้าแข้งดกดำ

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มคล้อยตามแล้วว่าเออ แปลก… แต่ช้าก่อน ยังมีแปลกกว่านั้นอีก ตูดที่ว่าใหญ่ของตัวเมียนั้นไม่ใช่ตูดใหญ่ธรรมดา แต่เป็นตูดใหญ่พิเศษที่ขยายขนาดได้ด้วย ก่อนจะเข้าสู่งานปาร์ตี้ ตัวเมียจะสูบลมเข้าตูดตัวเองจนพองเป่งขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็ขยายขนาดให้ใหญ่กว่าเดิมได้ประมาณ 4 – 5 เท่า เทียบสเกลกับคนก็ประมาณตูดแต่ละข้างใหญ่เท่าลูกบอลโยคะ 

ในวันงานปาร์ตี้ ตัวเมียที่ปั๊มตูดและเซ็ตขนหน้าแข้งเสร็จแล้ว ก็พร้อมที่จะออกจากบ้านได้อย่างมั่นใจ ตูดอันโอฬาร งดงาม โดดเด่น ขับเน้นด้วยขนหน้าแข้งฟูๆ ที่ตัวเมียกางขาหลังมาโอบล้อมตูดไว้อีกที (ดูรูป) ยิ่งทำให้องค์รวมของบั้นท้ายนั้นดูใหญ่และอลังการขึ้นไปอีก (อารมณ์คล้ายเขียนขอบตาให้ดูตาโตขึ้น) นางบินอวดโฉมเปล่งรัศมีเฉิดฉายเข้างานได้อย่างภาคภูมิใจ ส่วนตัวเมียตัวไหนที่ตูดเล็กหน่อย ขนหน้าแข้งสั้นหน่อย ก็ต้องคอยไปลุ้นเอาว่าวันนี้จะได้สามีหรือเปล่านะ

ศิลปะความงามเซ็กซี่ของแมลงวัน Dance Fly อยู่ที่บั้นท้ายและสินสอด
ตัวเมียสูบลมพองตูด พร้อมแผ่สยายขนขามาขับเน้นให้บั้นท้ายดูใหญ่ขั้นแม็กซ์ นี่ถือเป็นนิยามความงามของแมลงวันสปีชีส์นี้

ที่ว่ามาหลายคนคงยอมรับแล้วล่ะว่าแปลกพอควร แต่ช้าก่อน สิ่งที่แปลกที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ กลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่แปลกเลยต่างหาก นั่นก็คือการที่สัตว์เพศเมียเป็นฝ่ายอวดโฉมล่อใจสัตว์เพศผู้

หืม แปลกตรงไหน? คนเรามองข้ามเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง ก็เพราะเราเองเป็นสปีชีส์ที่ทั้งตัวผู้ตัวเมียต่างก็เลือกสรรพิจารณารูปกายของกันและกัน และเผลอๆ หนุ่มอาจจะเป็นฝ่ายส่องสาวมากกว่า คล้ายกับกรณีแมลงวันไม่มีผิด 

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าในโลกของสรรพสัตว์ทั่วไปเกือบร้อยทั้งร้อยนั้น สาวต่างหากที่เป็นฝ่ายส่องหนุ่ม และเพศผู้ต่างหากที่เป็นฝ่ายอวดโฉมเพื่อล่อใจเพศเมีย ลักษณะเซ็กซี่ส่วนใหญ่มักวิวัฒนาการขึ้นมาในสัตว์เพศผู้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เขาใหญ่ ร่างใหญ่ ก้ามใหญ่ ขนสวย หางสวย เหนียงแดง หงอนชูชัน พฤติกรรมการเต้น ร้องเพลง หรืออะไรก็ตามแต่ 

ส่วนตัวเมียมักจะไม่ค่อยมีอวัยวะหรือการแสดงอะไรมาโชว์ แต่จะเป็นฝ่ายพิจารณาเลือกตัวผู้ที่ลักษณะดีที่สุด แล้วเก็บพลังงานไปใช้กับการผลิตลูกเสียมากกว่า เพราะฉะนั้น รูปแบบที่เราเห็นในแมลงวันข้างต้น จึงถือได้ว่ากลับตาลปัตรกับสัตว์อื่นอย่างสิ้นเชิง ตูดใหญ่กับขนหน้าแข้งดกสุดเซ็กซี่ในเพศเมีย กลายเป็นปริศนาทางชีววิทยาไปอย่างไม่คาดคิด

เข้าสาระวิทยาศาสตร์สักเล็กน้อย ไม่ใช่แมลงวันทุกกลุ่มจะมีการสลับบทบาททางเพศ หรือที่เรียกว่า Sex Role Reversal แบบที่เล่ามา แมลงวันบ้านแบบที่เราเห็นๆ ก็ไม่ยักกะเป็นเช่นนั้น ไม่งั้นเวลามันมาตอมตูดเราคงแยกออกได้ง่ายๆ แล้วว่าตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมีย ปรากฏการณ์สลับบทเพศผู้เพศเมียนี้พบได้มากเฉพาะในแมลงวันกลุ่ม Empididae หรือที่เรียกเหมารวมๆ ว่าพวก Dance Flies (เพราะชอบจัดปาร์ตี้แดนซ์กลางอากาศ) นักวิทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุหลักของการสลับบทก็คือภาวะเงื่อนไขบางอย่าง ที่ทำให้เพศเมียต้องกลายเป็นฝ่ายแข่งขันกันแย่งความสนใจเพศตรงข้าม แทนที่จะเป็นเพศผู้

แรกเริ่มเดิมที Dance Flies ก็อาจจะเหมือนสัตว์อื่นๆ คือตัวเมียเป็นฝ่ายลงทุนเยอะกว่าในการผลิตลูก ไหนจะสร้างไข่ ไหนจะอุ้มท้อง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงสัตว์ชนิดที่ลูกเกิดมาแล้วต้องเลี้ยงต่ออีก ซึ่งระหว่างกระบวนการเหล่านี้ อู่ของตัวเมียก็จะปิด ไม่ว่าง ไม่พร้อมเปิดให้บริการ เพราะเช่นนี้รูปแบบมาตรฐานในหมู่ประชากรของสัตว์ทั่วไปก็เลยกลายเป็นว่า ตัวเมียที่มีความพร้อมผสมพันธุ์มักมีจำนวนน้อยกว่าตัวผู้ที่พร้อมผสมพันธุ์แทบจะเสมอ 

กล่าวอีกอย่าง ตัวผู้หื่นมีเยอะแยะไปหมด แต่ตัวเมียที่พร้อมมีจำกัด และด้วยเหตุนี้เอง ปกติตัวผู้จึงต้องเป็นฝ่ายแข่งขันกันเพื่อแย่งความสนใจตัวเมีย ส่วนตัวเมียก็เป็นฝ่ายมีแต้มต่อรอง เลือกได้ว่าจะเอาอะไรจากตัวผู้เพื่อแลกกับการผสมพันธุ์ ซึ่งในต้นตระกูลของ Dance Flies ที่เป็นกลุ่มกินแมลงเล็กกว่าเป็นอาหาร ตัวเมียก็เลยบอกว่า งั้นไปล่าเหยื่อมาให้ฉันหน่อยสิ ถือว่าเป็น ‘สินสอด’ ก็แล้วกัน (ศัพท์วิชาการทางชีววิทยาเรียกสินสอดว่า Nuptial Gift)

เช่นนี้แล้ว ตัวผู้ที่หาสินสอดมาให้ตัวเมีย จึงมีโอกาสดึงดูดความสนใจตัวเมียและได้รับโอกาสผสมพันธุ์มากกว่า ทิ้งลูกหลานไว้มากกว่า และขนบแห่งการมอบสินสอด ก็ได้รับสืบทอดเรื่อยมาในหมู่ Dance Flies ทั้งนี้หาใช่ทางวัฒนธรรม แต่ด้วยการสืบทอดทางพันธุกรรม

ทีนี้วิวัฒนาการก็ดำเนินมาถึงจุดที่ มาตรฐานสินสอดที่ตัวเมียจะยอมรับนั้นเริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเหยื่อที่หามาเล็กไป ฉันไม่เอา เหยื่อไม่อร่อย ฉันก็ไม่เอา คุณค่าทางอาหารน้อยไป ฉันก็ไม่เอา ทำให้ยิ่งพอยุคสมัยผ่านไป ตัวผู้ก็ยิ่งต้องทุ่มเทเวลาและพลังงานชีวิตมากมายมหาศาลไปกับการหาของที่แพงที่สุด เลอค่าที่สุด มาสร้างความประทับใจให้กับตัวเมีย จนกลายเป็นว่าผลลัพธ์สุดท้ายคืองานแดนซ์ปาร์ตี้จับคู่ดูตัวนั้น ค่อยๆ กลายเป็นปาร์ตี้หญิงล้วนขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ชายมัวแต่ออกไปหาสินสอดกันหมด

นี่เองทำให้เกิดภาวะแบบสลับข้าง คือเกิดการแข่งขันขึ้นในหมู่ตัวเมียที่หิวกระหาย นานๆ ทีมีตัวผู้โผล่เข้างานมาพร้อมเหยื่อชิ้นโต ใครแย่งความสนใจจากหนุ่มได้ก่อน ก็จะได้ทั้งเหยื่อนี้และโอกาสในการผสมพันธุ์เป็นรางวัล 

สำหรับ Dance Flies หลายชนิด เงื่อนไขนี้วิวัฒนาการมาถึงจุดที่ตัวเมียล่าเหยื่อเองไม่เป็นแล้วด้วยซ้ำ ได้แต่รอขม้ำสินสอดจากตัวผู้อย่างเดียว เพราะฉะนั้น ภาวะที่หล่อนจะต้องหาผัวให้ได้จึงยิ่งกดดัน เดิมพันยิ่งสูง การแข่งขันยิ่งทวีความเข้มข้น การฉกฉวยโอกาสจากรสนิยมดั้งเดิมอะไรก็ตามของตัวผู้ก็ถูกงัดมาใช้เป็นกลยุทธ์ 

บรรดาแมลงวันตูดใหญ่ที่เล่าไป เดิมทีเดียวตัวผู้ก็อาจจะคอยสังเกตตูดตัวเมียอยู่บ้างแล้ว เพราะขนาดตูดมักเป็นเครื่องบ่งบอกปริมาณไข่ที่อยู่ข้างใน ก็อุตส่าห์ทุ่มเทหาสินสอดมาเหนื่อยขนาดนี้ อย่างน้อยได้ผสมกับตัวเมียไข่ดกๆ ให้ได้จำนวนลูกเยอะๆ ก็น่าจะคุ้มค่าเหนื่อยหน่อย ปรากฏว่ารสนิยมตรงนี้เอง กลายเป็นโจทย์ที่ไปกำหนดทิศทางวิวัฒนาการ ทำให้ในแต่ละรุ่น ตัวเมียที่ตูดใหญ่สุด ก็จะมีโอกาสได้รับสินสอดจากตัวผู้มากที่สุด ตัวเมียก็ยิ่งเกิดความพยายามโฆษณาอวดตูดตัวเองให้เด่นชัดที่สุด 

แรกๆ ตูดใหญ่อาจจะหมายถึงไข่ดกจริง แต่พอหลังๆ การโชว์ตูดเริ่มกลายโฆษณาชวนเชื่อขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มันกลายเป็นตูดที่ใหญ่เว่อร์เบ้อเริ่มเทิ่ม แถมข้างในมีแต่ลม เรียกได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับสรีรวิทยาการผลิตไข่แล้ว แต่เป็นตูดปลอมที่เอาไว้ใช้ล่อความสนใจตัวผู้อย่างเดียว ขนหน้าแข้งงามงอนนั่นก็เข้าข่ายเดียวกัน เอาไว้ตบตาตัวผู้ไม่ต่างกัน และนี่ก็คือจุดที่มนุษย์เราได้มาศึกษาค้นพบแมลงวันชนิดนี้พอดี ซึ่งใครเลยจะคาดเดาได้ว่า ในอนาคตมันจะวิวัฒนาการไปถึงขั้นไหนต่อ

สรุปแล้ว สินสอดทำให้เกิดตูดใหญ่

แต่อย่างที่บอก แมลงวันกลุ่ม Empididae ไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว มันเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีสมาชิกตั้งประมาณ 3,000 ชนิด และแต่ละชนิดก็เปรียบเสมือนการทดลองอีกชุด ว่าถ้าเริ่มต้นจากระบบสินสอดเหมือนกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้นได้อีกบ้าง ซึ่งก็พบผลลัพธ์ที่มากมายหลายหลาก เรื่องการเกิดอวัยวะเซ็กซี่ขึ้นในตัวเมียสำหรับตบตาตัวผู้นั้นเราก็ได้สำรวจไปบ้างแล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้จะตบท้ายด้วยการไปดูผลลัพธ์ที่เกิดในฝั่งตัวผู้บ้างก็แล้วกัน

แมลงวัน Dance Flies ชนิดอื่นๆ ที่เป็นญาติกับแมลงวันตูดใหญ่ของเรา ตัวผู้ก็ถูกแรงกดดันให้ต้องหาของขวัญมามอบเป็นสินสอดให้กับตัวเมียให้จงได้ มิเช่นนั้นก็จะไม่ได้สืบพันธุ์ แรงกดดันนี้ผลักให้ตัวผู้บางชนิดมีวิวัฒนาการพฤติกรรม ‘ห่อของขวัญ’ ขึ้นมา นั่นก็คือการพันเหยื่อที่หามาได้ด้วยเส้นใยที่ตัวเองผลิตขึ้น ทำให้เหยื่อที่จับมาได้ดูมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก ดึงดูดความสนใจตัวเมียได้มากขึ้นอีก อันที่จริงนี่ก็ถือว่าเป็นการหลอกลวงในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังพอรับได้ เผลอๆ อาจจะดูโรแมนติกดีด้วยซ้ำในสายตามนุษย์ 

อย่างไรก็ตาม ตัวผู้ของแมลงวันบางชนิด เวลาหาเหยื่อคุณภาพดีๆ มามอบให้สาวไม่ได้ มันจะใช้วิธีห่อของขวัญให้ใหญ่และหนาเป็นพิเศษแทน ตัวเมียที่หลงกลก็จะเลือกมัน และแกะห่อของขวัญอย่างตื่นเต้น ซึ่งระหว่างนั้นมันก็อาจได้โอกาสแอบผสมพันธุ์ไปเรียบร้อย 

ถ้ามนุษย์คนไหนอยากเอากลยุทธ์นี้ไปใช้บ้าง ก็ลองซื้อของขวัญให้แฟน แล้วใส่กล่องข้างนอกใหญ่มาก ห่ออย่างสวย แกะมาข้างในปรากฏเป็นกล่องเซ็ตเครื่องสำอางลิมิตเต็ด ว้าว สาวเจ้าตื่นเต้นมาก เปิดกล่องออกมา อ้าวไม่ใช่นี่ มีกล่องอยู่ข้างในอีกกล่อง อ๋อ เป็นมุกๆ ที่แท้ข้างในมีกล่องไอโฟนรุ่นล่าสุด หูว สุดยอด รีบเปิดเลย อ้าว ไม่เห็นมีไอโฟน มีแต่ตลับกำมะหยี่สีดำ ฮึ้ย หรือว่า… นี่เขาจะขอฉันแต่งงานด้วยแหวนเพชร โอ๊ว ตาเถร หัวใจเต้นรัว ไหน… ค่อยๆ แง้มเปิดซิ ปรากฏว่าสุดท้ายข้างในมีแต่บ๊วยเค็มหนึ่งเม็ด

ก้นเด้ง ขนหน้าแข้งดกดำ การห่อของขวัญใหญ่เบิ้ม สารพัดกลวิธีทำตัวเซ็กซี่ขยี้ใจในหมู่แมลง Dance Fly
แมลงวัน Dance Fly ตัวผู้ กับพฤติกรรมการห่อของขวัญ

ตัวผู้บางชนิดยิ่งหนักกว่า คือให้แต่ห่อของขวัญเปล่าๆ เลย แกะจนถึงตรงกลางก็ไม่เจออะไร บางชนิดไม่ลงทุนผลิตใยออกมาทำห่อของขวัญปลอมเลยด้วยซ้ำ แต่ไปเก็บพวกเมล็ดพืชที่หน้าตาเป็นใยขาวๆ มาหลอกให้ตัวเมียเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของขวัญแทน วิธีการโกงพวกนี้บางทีก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ตัวเมียจริงๆ ไม่ได้โง่ขนาดนั้น แต่เทียบกับการลงทุนน้อยแล้วก็อาจจะนับว่าคุ้มค่าเสี่ยงอยู่ สำหรับตัวผู้ที่อับจนไร้หนทางทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างความเฟคที่เด็ดสุดของฝั่งตัวผู้ เห็นทีจะต้องมอบให้แก่แมลงวัน Dance Fly ชนิดหนึ่งที่เพิ่งถูกค้นพบไม่นานนี้แถวๆ ทางขึ้นภูเขาไฟฟูจิ ตัวผู้ของแมลงวันชนิดนี้บางตัวจะเกิดมาพร้อมกับ ‘ตุ้ม’ ที่ปลายขาคู่หน้า ซึ่งมีลักษณะอวบอูมเป็นพิเศษ มองแล้วเหมือนมันกำลังใส่นวมนักมวย หรือไม่ก็กำลังถือถุงช้อปปิ้งอะไรสักอย่างอยู่ในมือ ซึ่งแน่นอน ในสายตาแมลงวันตัวเมีย เมื่อมองไกลๆ ย่อมคล้ายกับผู้ชายที่กำลังหอบหิ้วสินสอดขนาดใหญ่มามอบให้นางด้วยความยากลำบาก (ดูดีๆ ตรงตุ้มนวมที่ห้อยลงมาจะมีปล้องๆ ขนๆ ที่ทำให้ยิ่งดูคล้ายแมลงเหยื่ออะไรสักอย่างด้วย)

ก้นเด้ง ขนหน้าแข้งดกดำ การห่อของขวัญใหญ่เบิ้ม สารพัดกลวิธีทำตัวเซ็กซี่ขยี้ใจในหมู่แมลง Dance Fly
แมลงวัน Empis jaschhoforum กับตุ้มนวมสินสอดปลอม ทำหน้าที่หลอกล่อตัวเมียว่านี่คือเหยื่อที่หามาให้

ที่น่าสนใจคือ ในประชากรตัวผู้ชนิดเดียวกัน บางตัวก็มีมือเป็นตุ้มสินสอดปลอมทั้งสองข้าง บางตัวก็เป็นเฉพาะข้างซ้าย บางตัวก็เป็นเฉพาะข้างขวา และบางตัวไม่เป็นเลย คือมีมือเป็นมือแมลงวันปกติทั้งสองข้าง ความหลากหลายนี้มีนัยสำคัญอย่างไร นักชีววิทยาเองก็ยังไม่แน่ใจและยังค้นหาคำตอบกันอยู่ แต่ที่แน่ๆ ตุ้มสินสอดปลอมนี้ถือเป็นอวัยวะเซ็กซี่ที่ตัวผู้มีไว้ตบตาตัวเมีย ไม่ต่างอะไรจากตูดใหญ่พองลมของตัวเมียอีกชนิดที่มีไว้ตบตาตัวผู้ น่าส่งตัวแทนจากทั้งสองสปีชีส์นี้ขึ้นรับรางวัลพร้อมกันจริงๆ

สงครามการหลอกกันระหว่างเพศ นับเป็นหนึ่งในสงครามที่ดำเนินมายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และก็คงจะดำเนินต่อไป โดยยังไม่รู้ว่าจะไปจบลงที่ตรงไหน

ที่มาภาพและข้อมูล

www.newscientist.com

royalsocietypublishing.org

www.sciencedirect.com

www.sciencedirect.com

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

เริ่มต้นที่ท่านปู่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ละกัน

นักธรรมชาติวิทยาระดับตำนาน บิดาแห่งวิวัฒนาการ ผู้ค้นพบกระบวนการธรรมชาติที่คัดสรรให้กำเนิดความสารพัดสารพันของสิ่งมีชีวิต นักคิดผู้เบิกเนตรและเปลี่ยนแปลงมุมมองของมนุษยชาติไปตลอดกาล

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา

นั่นคือภาพจำที่คนทั่วไปมักมีต่อปูชนียบุคคลเครางามท่านนี้

แต่จริง ๆ แล้ว คุณชาร์ลส์ ดาร์วิน ยังมีอีกมุมที่เป็นคนบ้างานอดิเรกมาก ๆ ด้วย

ในปี 1859 หลังจากบ่ม กรำ เคี่ยว และอู้ จากการส่งต้นฉบับหนังสือเล่มสำคัญนานเป็นสิบ ๆ ปี ในที่สุดคุณชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็ได้ตีพิมพ์ผลงานสะท้านโลกอย่าง On the Origin of Species ออกสู่สาธารณะ (รู้สึกโล่งแทน) หลังจากนั้น แกก็ใช้เวลาฟินและหมกมุ่นอย่างเต็มที่แบบเช้าจรดค่ำ อยู่กับงานอดิเรกใหม่ซึ่งเพิ่งจะตกหลุมรักหมาด ๆ นั่นก็คือการเลี้ยงพืชกินแมลง

ถ้าไปอ่านบันทึกและจดหมายต่าง ๆ ของแกในยุค 1860 จะเต็มไปด้วยถ้อยคำพรรณนาถึงความฟินในการเลี้ยงน้องหยาดหรือหยาดน้ำค้าง (Sundews) พืชกินแมลงที่ดักจับเหยื่อด้วยหยดน้ำเหนียว ๆ ตรงปลายขน

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
ภาพจากหนังสือพืชกินแมลงของชาร์ลส์ ดาร์วิน

ต่อจากนี้เป็นตัวอย่างคำของคุณดาร์วินที่ผมอ่านเจอจากหนังสือ Darwin’s Most Wonderful Plants

ข้าพเจ้า ‘เพลิดเพลินไม่รู้จบ’ (แกใช้คำว่า infinitely amused) กับการปลูกและทำการทดลองในต้นหยาดน้ำค้าง ข้าพเจ้าเฝ้าแต่ศึกษาหยาดน้ำค้าง ‘เหมือนคนบ้า (working like a madman)’

สมัยก่อนหน้านั้นสัก 10 กว่าปี แกเคยหมกมุ่นศึกษาเพรียงแล้วเรียกพวกมันว่า ‘เหล่าเพรียงที่รักของข้าพเจ้า (my beloved barnacles)’ แต่มายุคนี้แกเบื่อหน้าเพรียงแล้ว เปลี่ยนเป็น ‘หยาดน้ำค้างที่รักของข้าพเจ้า (my beloved Drosera)’ แทน ในจดหมายฉบับหนึ่งแกเขียนว่า “ณ นาทีนี้ ข้าพเจ้าสนใจเรื่องหยาดน้ำค้างมากกว่าเรื่องกำเนิดสายพันธุ์ทั้งหมดบนโลกเสียอีก” “โอ้หยาดน้ำค้างเอ๋ย ข้าจะรักเจ้าอย่างเหนียวแน่นจนวันตาย”

ความรักในพืชกินแมลงของปู่ดาร์วินนั้นลากยาวต่อมาเป็นทศวรรษ และช่วงหลังยังลามต่อไปถึงสายพันธุ์อื่น ๆ ด้วย ในปี 1874 แกเขียนบันทึกถึง 1 วันเต็ม ๆ ที่นั่งศึกษาสาหร่ายข้าวเหนียว (Utricularia) ซึ่งเป็นพืชกินแมลงอีกกลุ่มว่า “ในชีวิตของข้าพเจ้า ไม่เคยมีวันไหนทำงานแล้วมีความสุขเท่าวันนี้เลย” ให้ตายเถอะ จะฟินไปถึงไหน ถัดจากสาหร่ายข้าวเหนียว แกก็ยังลามต่อไปกาบหอยแครง และบรรยายถึงการงับด้วยกาบจับแมลงของมันไว้ว่า “ช่างเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและแข็งแกร่ง ควรได้รับชื่อว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก”

ผมดีใจมากที่คุณชาร์ลส์ ดาร์วิน หลงใหลในพืชกินแมลงขนาดนี้ เพราะผมเองก็ชอบและปลูกไว้เต็มบ้านเหมือนกัน โดยไม่ได้รู้มาก่อนด้วยว่าเป็นไม้กลุ่มโปรดของท่านปู่ เพิ่งมารู้ไม่นานนี้เองและแอบตัวลอยเล็กน้อยเมื่อพบว่าตนเองบังเอิญมีรสนิยมตรงกับปู่ อย่างไรก็ตาม ความฟินของผมไปได้ไม่สุด เพราะพืชกินแมลงที่ผมชอบเลี้ยงหลัก ๆ คือหม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) ซึ่งปู่ชาร์ลส์ ดาร์วิน แทบไม่ได้เขียนอะไรถึงพวกนี้ไว้เลย นอกจากบอกว่ามันมีน้ำย่อยในหม้อที่ย่อยแมลงได้

แอบเซ็งเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็นปู่ดาร์วินเขียนเรียก โอ้ ‘หม้อที่รักของข้าพเจ้า’ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะหม้อเป็นพืชเขตร้อนชื้นที่เลี้ยงยากพอสมควร โดยเฉพาะถ้าปลูกในภูมิอากาศแบบอังกฤษ ปู่อาจเคยพยายามเลี้ยงแล้วไม่รอดเลยถอดใจ แม้ปู่จะไม่ได้เลี้ยงเอง แต่ก็ยังเขียนจดหมายไปถามถึงหม้อที่เพื่อน (คุณโจเซฟ ฮุกเกอร์) ปลูกไว้ในกรีนเฮาส์ของสวนพฤกษศาสตร์คิวแห่งสหราชอาณาจักรอยู่เป็นระยะ ๆ

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า แม้ปู่จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสหม้อมากระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ดวงวิญญาณของปู่จะต้องฟินมากแน่ ๆ หากรู้ว่าในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา เหล่านักชีววิทยารุ่นหลังได้ค้นพบอะไรที่น่ามหัศจรรย์เกี่ยวกับหม้อบ้าง พืชกลุ่มนี้เป็นแหล่งรวมตัวอย่างการปรับตัวทางวิวัฒนาการที่เจ๋ง ๆ ทั้งนั้น ไหนจะหม้อที่เปลี่ยนตัวเองเป็นกระโถน หม้อที่ประกอบอาชีพเสริมเปิดโรงแรมให้ค้างคาวมาเช่า หม้อที่กลายเป็นหมู่บ้านมดชาวประมง หม้อที่กลายเป็นไหหมักกิมจิ และอื่น ๆ อีกมากมาย เดี๋ยวผมจะเล่ารายละเอียดเพิ่มเติม

ในทางวิวัฒนาการ อวัยวะใดที่เกิดขึ้นมาแล้ว พอกระจายไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างหลากหลาย มันจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนดัดแปลงไป กลายเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ เช่น กระดูกมือของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กลายเป็นทั้งปีกค้างคาว อุ้งตีนหมี ครีบพะยูน และอื่น ๆ อีกมากมาย กรณีของหม้อก็เช่นกัน มันเริ่มจากเบสิก ถังใส่น้ำมีผนังลื่น แมลงตกลงไปก็ขึ้นมาไม่ได้ หม้อก็ย่อยและดูดซึมไปเป็นปุ๋ยไนโตรเจนให้ตัวเอง ซึ่งจากเบสิกนี้มันผันแปรไปได้อีกสารพัด ที่สำคัญคือแม้วงการวิทยาศาสตร์จะรู้จักและวิจัยหม้อมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่เราก็ยังค้นพบตัวอย่างใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ

ล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้ มีรายงานการค้นพบ ‘หม้อใต้ดิน’

เพื่อนในอินเทอร์เน็ตที่รู้ว่าผมบ้าหม้อ กดส่งลิงก์ข่าวนี้มาให้ผมอ่านกันอย่างกระหน่ำ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเริ่มคิดเขียนบทความนี้

หม้อใต้ดินเป็นหม้อชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า Nepenthes pudica โดยคำหลังที่เป็นนามสกุล (พูดิกา) มีความหมายว่า ‘เหนียมอาย’ ก็คืออายจนมุดลงดิน (พืชอีกชนิดหนึ่งที่ได้สมญานี้คือไมยราบ Mimosa pudica ซึ่งอันนั้นก็เหนียมอายเหมือนกัน แต่อายแบบแตะแล้วม้วนต้วน)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัย Palacký University Olomouc แห่งสาธารณรัฐเช็ก ชวนกันไปสำรวจป่าบนภูเขาแห่งหนึ่งที่จังหวัดกาลีมันตัน เกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างเดินสำรวจ สิ่งหนึ่งที่สะดุดสายตาทีมวิจัยในตอนนั้นก็คือ พวกเขาเจอต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายต้นที่ไม่มีหม้อเลย แต่ดูจากลักษณะใบแล้วใช่หม้อแน่ ๆ

ตอนแรกทีมวิจัยสันนิษฐานว่า บนภูเขาความสูงระดับ 1,100 – 1,300 เมตร มีอากาศเย็น แมลงก็อาจจะมีน้อย บางทีหม้อพันธุ์นี้อาจวิวัฒนาการเลิกประกอบอาชีพดักแมลงไปแล้วก็ได้ เพราะผลิตหม้อไปก็ไม่คุ้ม ซึ่งก็ถือว่าเป็นสมมติฐานที่น่าคิดดี จนกระทั่งหนึ่งในสมาชิกคณะสำรวจ คุณ Ľuboš Majeský ได้พยายามถ่ายรูปต้นหม้อดังกล่าวใกล้ ๆ แล้วเผลอซุ่มซ่ามไปก่ายหรือเหยียบชั้นมอสส์ที่ปกคลุมโคนมันอยู่จนยุบพรวดลงไป ซึ่งเอ้า! ปรากฏว่าเผยให้เห็นหม้อจำนวนมากเรียงสลอนอยู่ในโพรงใต้ดิน

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
Nepenthes pudica กับหม้อเหนียมอายที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
ภาพ : งานวิจัย phytokeys.pensoft.net/article/82872/

หม้อใต้ดินเหล่านี้มีรูปทรงเหมือนแจกันสีแดงเลือดหมู แต่ละใบขนาดยาวประมาณ 10 กว่าเซนติเมตร และมีจำนวนยุ่บยั่บดกดื่นมาก จังหวะที่ค้นพบนี้คงเป็นจังหวะยูเรก้าพอสมควรสำหรับทีมวิจัย หลังจากกรี๊ดกร๊าดกันเสร็จ พวกเขาก็ลองเช็กหม้อต้นอื่น ๆ ในบริเวณนั้นดู ปรากฏว่าเจอหม้ออีกมากมายที่ฝังอยู่ใต้ดินในลักษณะเดียวกัน แสดงว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว

เมื่อสังเกตอย่างละเอียดยิ่งขึ้น ทีมวิจัยพบว่าหม้อใต้ดินเหล่านี้ล้วนงอกออกมาจากลำต้นและใบสีขาว ๆ ซีด ๆ ซึ่งก็ถูกกลบฝังอยู่ใต้ดินเช่นกัน ในรายงานวิจัยบอกว่า หม้อพันธุ์นี้อาจมีวิวัฒนาการยอดพิเศษสำหรับงอกลงดินโดยเฉพาะ คือยอดหลักที่งอกขึ้นฟ้าก็งอกไป แต่ยอดที่มุดดินน่าจะมีกลไกของฮอร์โมนที่พาหนีแสงแทนที่จะชูเข้าหาแสง ใบใต้ดินมีจุดสังเกตคือลดรูปเหลือเล็กลีบกระจึ๋งเดียวและมีสีขาวจั๊วะ เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างคลอโรฟิลล์มาสังเคราะห์แสงอีกต่อไป แต่ขณะเดียวกันหม้อที่งอกจากใบเหล่านั้นกลับเป็นหม้อที่พัฒนาดีตามปกติ ทั้งยังมีผนังหนากว่าหม้อทั่วไปด้วย เพราะต้องแหวกดินในระหว่างที่มันป่องโตขึ้นมา ลงทุนขนาดนี้ทำให้น่าสงสัยมากว่าพวกมันมีหม้อไว้ดักจับอะไรกันนะ

ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างมา 5 หม้อ แล้ววิเคราะห์ดูคอนเทนต์ที่อยู่ภายในอย่างละเอียด ก็พบว่าเหยื่อที่หม้อใต้ดินเหล่านั้นจับได้ส่วนใหญ่คือมด โดยมีด้วงกับสัตว์ตัวจิ๋วอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ใต้ดินปะปนมาบ้างนิดหน่อย และที่น่าสนใจคือ มีพวกลูกน้ำยุงอาศัยอยู่ในหม้อแบบเป็น ๆ โดยไม่ถูกย่อยด้วย นี่เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในหม้อหลายสายพันธุ์อยู่แล้ว แต่กรณีนี้น่าสนใจมากว่ายุงมุดลงไปวางไข่ในน้ำของหม้อที่อยู่ใต้ดินได้ยังไงกันฟะ (Life finds a way คิดแล้วรู้สึกเกลียดยุงยิ่งกว่าเก่า)

สรุปแล้ว หม้อที่มุดลงดินน่าจะเป็นวิวัฒนาการของการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมบนเขาสูง ซึ่งในดินมีแมลงให้จับมากกว่าในอากาศ (ใต้ดินน่าจะมีอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมกว่า) ถือเป็นการปรับตัวที่แยบยล ซึ่งถ้าท่านปู่ดาร์วินได้มาเห็นก็น่าจะชื่นชอบใช้ได้ แต่ผมว่าปู่ต้องฟินยิ่งกว่านี้อีกถ้าได้รู้จักหม้อกระโถน

Nepenthes lowii ชื่อเล่นสั้น ๆ ว่าน้องโลวี่ เป็นหม้ออีกสายพันธุ์ที่ต้องเผชิญโจทย์การอยู่รอดบนภูเขาสูงซึ่งแมลงไม่ค่อยชุกชุม แต่แทนที่มันจะวิวัฒนาการมุดลงดินไปล่ามดแบบเหนียม ๆ มันกลับใช้วิธีห้อยหม้อใหญ่ ๆ เด่น ๆ แล้วเปลี่ยนหม้อเป็นส้วมสาธารณะเสียเลย

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
Nepenthes lowii หม้อที่วิวัฒนาการเป็นโถส้วมให้กับกระแต
ภาพ : photos.chienclee.com/

ทุก ๆ เช้า กระแตแถวนั้นจะแวะเวียนมาที่หม้อ เพราะฝาหม้อจะผลิตผลึกน้ำตาลหวาน ๆ กลิ่นฟรุตตี้ออกมาเรียกลูกค้า ระหว่างที่กระแตนั่งเลียฝาหม้อและอ่านข่าวจากมือถือ ตูดของมันจะอยู่ในตำแหน่งหย่อนอุนจิตุ๋ม ๆๆ ลงหม้อได้พอดี บางแหล่งบอกว่าของหวานที่หม้อปรุงให้กระแตกินนั้นมียาถ่ายปนอยู่ด้วย ที่แน่ ๆ รูปทรงของหม้อน้องโลวี่นี้วิวัฒนาการจนกลายเป็นโถส้วมจริง ๆ ไปแล้ว ไหนจะขอบโถที่กว้างกระชับรับสัดส่วน ถังพักคอนเทนต์ที่มีน้ำรองรับ และรูที่คอดเป็นคอห่านเพื่อป้องกันการตกส้วม ให้คุณกระแตได้นั่งปลดทุกข์อย่างปลอดภัยและมั่นใจ เริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใสเอร็ดอร่อย จะขาดก็แค่ที่กดชักโครกกับสายฉีดตูดเท่านั้น

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หม้อทรงโถส้วมพันธุ์ Nepenthes Lowii
ภาพ : www.facebook.com/californiacarnivores/

ในทางนิเวศวิทยา นี่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันที่แฟร์มาก หม้อผลิตน้ำตาลได้ไม่ยากจากกระบวนการสังเคราะห์แสงตามปกติ แต่ปุ๋ยไนโตรเจนเป็นปัจจัยที่จำกัดสำหรับมัน ส่วนกระแตวิ่งไล่จับแมลงกินเอาไนโตรเจนได้ไม่ยาก แต่น้ำตาลที่ให้พลังงานเป็นปัจจัยที่จำกัดสำหรับมัน เมื่อเจอพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมกันขนาดนี้ หม้อโลวี่ก็เลยวิวัฒนาการเปลี่ยนอาชีพจากพืชกินแมลงกลายเป็นพืชกินขี้อย่างเต็มตัว

งานวิจัยพบว่ากว่าครึ่งถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจนที่โลวี่ใช้ในการเติบโต ได้มาจากขี้กระแตนั่นเอง และโครงสร้างที่หม้อทั่วไปมีในโลวี่ก็ลดรูปหายไปหมดแล้ว เช่น ปากหยัก ๆ แหลม ๆ เอาไว้กันแมลงปีนออก เหมือนพอเปลี่ยนอาชีพ เครื่องมือเก่า ๆ ก็ถูกโละทิ้ง

อาชีพพืชกินขี้ถือว่าฮิตพอสมควรบนเขาโคตา คินาบาลู เพราะยังมีหม้ออีกชนิดที่ผันตัวมาเข้าวงการนี้เหมือนกัน ชื่อว่าน้องราจา (Nepenthes rajah) ซึ่งเป็นหนึ่งในหม้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และบางใบใหญ่เกือบเท่าหม้อหุงข้าวจริง ๆ วิธีกินขี้ของราจาต่างจากโลวี่เล็กน้อย คือแทนที่จะเป็นส้วมลอยฟ้า หน้าตาอย่างกับเครื่องเล่นสวนสนุก หม้อราจากลับมีลักษณะเป็นกระโถนยักษ์ที่วางนอนไว้กับพื้นอย่างมั่นคง แต่ดีไซน์คอนเซ็ปต์อื่น ๆ ก็คล้ายกัน คือมีองศาของฝาผลิตน้ำหวานที่พอดีกับการเลียของลูกค้า และมีพื้นที่แห้งให้นั่งขับถ่าย พร้อมรับประทานอาหารได้อย่างสบายโดยไม่ต้องกลัวตูดเปียก

ทีนี้เนื่องจากหม้อของราจาอยู่ติดดิน จึงได้ลูกค้าประจำนอกเหนือจากกระแต นั่นก็คือหนู แต่คุณผู้อ่านไม่ต้องกลัวว่าหนูกับกระแตจะทะเลาะตบตีแย่งส้วมกันจนเกิดภาพน่ารัก เพราะหนูส่วนใหญ่จะมาขี้กลางคืน ส่วนกระแตจะชอบขี้กลางวัน

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หนูกำลังอุนจิใส่กระโถนซึ่งเป็นหม้อของ Nepenthes rajah
ภาพ : photos.chienclee.com

กิจการส้วมสาธารณะของราจาที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงนี้ดูจะไปได้ฉลุย อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่นักวิจัยสำรวจหม้อราจาทั้งหมด 42 หม้อ พบว่าส่วนใหญ่ได้ผลประกอบการดีจริง แต่มีอยู่หม้อหนึ่งที่ผลประกอบการดีเกินคาดไปนิด คือมีลูกค้าตกลงไปตายในหม้อด้วย ขอดวงวิญญาณน้องกระแตจงไปสู่สุขาวดี

เนี่ย! ปู่ดาร์วินจะไม่ฟินได้ยังไงถ้าได้ยินเรื่องแบบนี้

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีหม้อเฮ็มสลียาน่า (Nepenthes hemsleyana) ที่ลดระดับน้ำข้างในลง และดึงดูดให้ค้างคาวบางชนิดเข้ามาใช้เป็นโรงแรมสำหรับนอนกลางวันอย่างปลอดภัย โดยเก็บค่าห้องพักเป็นปุ๋ยขี้ค้างคาวแค่ไม่กี่ก้อน หม้อชนิดนี้มีช่วงฝาที่สะท้อนเสียงอัลตราโซนิกโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกค้าที่จะใช้โซนาร์หาเจอง่าย ๆ นี่ถ้าค้างคาวมีสื่อโซเชียลคงเป็นโรงแรมที่ได้รีวิวดีมาก

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หม้อ Nepenthes hemsleyana ที่ให้ค้างคาวมาเช่านอนกลางวัน
ภาพ : www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0960982215006697

หม้ออีกพันธุ์ชื่อไบคาลคาราต้า (Nepenthes bicalcarata) หรือย่อสั้น ๆ ว่าไบคาล จากที่เคยจับมดกิน ตอนหลังกลับกลายเป็นพันธมิตรกับมด โดยสร้างโพรงในกิ่งให้มดมาทำรังอยู่ติดกับหม้อเลย และมดชนิดนี้ก็ไม่ธรรมดา (Colobopsis schmitzi) เป็นสายพันธุ์เฉพาะเจาะจงที่ดำน้ำเก่ง ส่วนไบคาลก็วิวัฒนาการลดความรุนแรงของน้ำย่อยลง ทำให้เวลามีตัวอะไรตกลงมาในหม้อ หรือมีลูกน้ำยุงมาโตอยู่ในหม้อ พวกมดประดาน้ำก็จะกรูกันลงไปล่า จากนั้นจะจับเหยื่อขึ้นมาหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บ้างกินเอง บ้างร่วงกลับลงหม้อในสภาพที่ย่อยง่ายขึ้น อีกทั้งขี้กับฉี่ของมดก็ไม่ได้ไปไหนเสีย แต่ร่วงกลับลงไปเป็นปุ๋ยให้กับหม้อนั้นแล

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หม้อ Nepenthes bicalcarata เลี้ยงมดไว้ให้ดำน้ำลงไปเก็บเหยื่อตัวใหญ่ ๆ ขึ้นมาหั่นเป็นชิ้น ๆ
ภาพ : www.nbcnews.com/id/wbna47362396

นี่เองคือหม้อหมู่บ้านมดชาวประมงที่ผมเกริ่นไว้ในตอนแรก ซึ่งผมว่ายากที่จะหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่อริเก่าที่สวยงามและซับซ้อนไปกว่านี้ ปัจจุบันไม่พบมดพันธุ์นี้อาศัยอยู่ที่อื่นเลยนอกเหนือจากในหม้อของไบคาล และหม้อไบคาลต้นที่มีมดก็เติบโตได้ดีกว่าต้นที่ไม่มีมดอย่างบุมบาราเฮ่มาก (ถ้าลองนึกตามดู ลูกน้ำที่ปกติแค่มาอาศัยในน้ำของหม้อ แล้วกลายเป็นยุงบินจากไป พอมีมดก็จับมาแปรรูป กลายเป็นอาหารเสริมให้หม้อได้ด้วย)

สืบสานความหลงใหลในพืชกินแมลงของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาวิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เปิบพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ
หม้อ Nepenthes bicalcarata ที่มีมดคอยจับลูกน้ำยุงขึ้นมาแปรรูปเป็นปุ๋ย
ภาพ : journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0063556

ยังไม่หมด ยังมีหม้อไหกิมจิ (Nepenthes ampullaria) ซึ่งมักขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่แล้วผลิตหม้อทรงไหป้อม ๆ เล็ก ๆ ผุด ๆๆๆ ขึ้นมาจากดินเรียงรายติดกันหลายสิบใบ แต่ละใบเปิดฝาอ้าปากพร้อม ๆ กัน เป็นภาพที่ไม่เหมาะกับคนกลัวรูเป็นอย่างยิ่ง หม้อเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นถังรองรับเศษใบไม้ หรือเศษอะไรก็ตามที่ร่วงหล่นมาจากข้างบน แล้วก็นำมาบ่มหมักเป็นปุ๋ยให้ตัวเองได้ดูดซึมใช้ต่อไป เรียกว่าเปลี่ยนจากพืชกินแมลงกลายเป็นพืชกินพืชก็พอจะว่าได้

สืบสานความหลงใหลในพืชกินแมลงของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาวิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เปิบพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ
ข้าพเจ้ากับหม้อ Nepenthes ampullaria ที่มาเลเซีย
ภาพ : แทนไท ประเสริฐกุล

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นหม้อที่เปลี่ยนอาชีพจากกินแมลงไปประกอบกิจการอย่างอื่นสารพัด แต่ในบรรดาพืชที่ยังคงกินแมลงอยู่ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง หลายสายพันธุ์มีวิวัฒนาการเฉพาะทางแบบไปให้สุด เช่น ผลิตสารเคลือบปากหม้อมาล่อปลวกกินโดยเฉพาะ (Nepenthes albomarginata) บ้างก็มีนวัตกรรมสารเหนียวสำหรับจับแมลงมีปีกโดยเฉพาะ บ้างปล่อยสารระเหยที่แมลงดมแล้วเวียนหัวจนเดินเซตกหม้อ (นักวิจัยที่ดมนาน ๆ บางทีก็มึนด้วย) หรือบางชนิดอย่าง Nepenthes gracilis ก็ใช้กลยุทธ์ ‘ฝาเด้งฝน’ คือวันใดที่ฝนตกแล้วมีมดกำลังเกาะเลียน้ำหวานอยู่ใต้ฝาหม้อ ก็จะเหมือนมีนิ้วเทพเจ้ามาดีดเป๊าะให้มดหลุดกระเด็นลงไปในหม้ออย่างง่ายดาย

สืบสานความหลงใหลในพืชกินแมลงของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาวิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เปิบพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ
ซ้าย-หม้อล่อปลวก Nepenthes albomarginata ขวา-หม้อดีดมดตกลงหม้อด้วยฝาเด้งฝน Nepenthes gracilis
ภาพ: www.nature.com/articles/415036a
และ journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0038951

สิ่งหนึ่งที่น่าคิดคือ พืชพวกนี้มีพฤติกรรมราวกับผู้ล่าที่ชาญฉลาด แต่ก็ไม่ได้ฉลาดอยู่ในสมองด้วยนะ (ชัดเจนว่าหม้อไม่มีสมองอยู่แล้ว) มันเป็นความฉลาดที่อยู่ในงานออกแบบ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผลงานของนักออกแบบชาญฉลาดที่ไหน แต่ออกแบบโดยความโง่ของแมลงที่ตกลงมาตายซ้ำ ๆ ด้วยความตะกละนั่นแหละ แมลงถูกหลอกแบบไหนง่าย หม้อก็จะถูกคัดเลือกออกมาเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้น ความโง่นั่นเองที่เป็นบ่อเกิดแห่งความฉลาด

แต่ถ้าให้พูดอย่างยุติธรรมกับแมลงหน่อย ถ้าแมลงโง่มากจริง ๆ หม้อก็คงไม่ต้องฉลาดขนาดนี้ แค่เปิดหม้อไว้เฉย ๆ แมลงโง่ก็คงเดินมาตกแล้ว แต่นี่เป็นเพราะแมลงยังฉลาดอยู่ ล่อเฉย ๆ ไม่หลงกล หม้อก็เลยถูกปั้นออกมามากมายหลายทรงและหลากคุณสมบัติขนาดนี้ แล้วแต่จุดอ่อนของแมลงเป็นตัวกำหนด

นานมาแล้ว ท่านปู่ดาร์วินได้จบหนังสือ On the Origin of Species ด้วยย่อหน้าที่เขียนว่า “…จากต้นกำเนิดอันแสนสุดเรียบง่าย รูปแบบชีวิตอันสุดแสนงดงาม อีกทั้งมหัศจรรย์ไร้สิ้นสุด ยังคงวิวัฒน์เรื่อยมาและเรื่อยไป”

ผมไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ แต่ผมเชื่อในสปิริตความฟินของท่านปู่ที่ส่งต่อมายังผมและผู้ชื่นชอบศึกษาธรรมชาติรุ่นหลังอีกนับไม่ถ้วน และผมเชื่อว่าสปิริตนี้จะยังอยู่กับมนุษยชาติสืบไป จนถึงรุ่นที่พวกเราไปสำรวจใต้น้ำแข็งบนดวงจันทร์ยูโรปานู่นแหละ

ตราบใดที่เราไม่ทำลายตนเองหรือธรรมชาติทิ้งเสียก่อน

Writer & Photographer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load