มาจะกล่าวบทไป

ที่อเมริกายังมีแมลงวันอยู่เผ่าพันธุ์หนึ่ง ชอบสังสรรค์จัดปาร์ตี้เสพสังวาสกันกลางอากาศ เมื่อตัวผู้เข้าสู่งาน มันจะแหงนหน้าขึ้นมองบรรตาตัวเมียนับร้อยที่กำลังเต้นส่ายตูดอยู่ จากนั้นสอดส่องหาตัวเมียที่ตูดใหญ่ที่สุด แล้วรี่เข้าไปจีบในทันที

บางคนอาจจะบอกว่าพฤติกรรมนี้ไม่แปลก คนเราก็ทำเหมือนกัน งั้นเดี๋ยวผมจะเพิ่มข้อมูลให้อีกอย่าง ลักษณะเซ็กซี่ของเพศเมียในแมลงวันชนิดนี้ นอกจากตูดใหญ่แล้ว ยังรวมถึงขนหน้าแข้งที่ดกดำด้วย

ศิลปะความงามเซ็กซี่ของแมลงวัน Dance Fly อยู่ที่บั้นท้ายและสินสอด
รูปแมลงวัน Long-tailed Dance Fly (Rhamphomyia longicauda) ซ้าย : ตัวเมีย ขวา : ตัวผู้
สังเกตว่าเฉพาะตัวเมียเท่านั้นที่มีตูดใหญ่และขนหน้าแข้งดกดำ

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มคล้อยตามแล้วว่าเออ แปลก… แต่ช้าก่อน ยังมีแปลกกว่านั้นอีก ตูดที่ว่าใหญ่ของตัวเมียนั้นไม่ใช่ตูดใหญ่ธรรมดา แต่เป็นตูดใหญ่พิเศษที่ขยายขนาดได้ด้วย ก่อนจะเข้าสู่งานปาร์ตี้ ตัวเมียจะสูบลมเข้าตูดตัวเองจนพองเป่งขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็ขยายขนาดให้ใหญ่กว่าเดิมได้ประมาณ 4 – 5 เท่า เทียบสเกลกับคนก็ประมาณตูดแต่ละข้างใหญ่เท่าลูกบอลโยคะ 

ในวันงานปาร์ตี้ ตัวเมียที่ปั๊มตูดและเซ็ตขนหน้าแข้งเสร็จแล้ว ก็พร้อมที่จะออกจากบ้านได้อย่างมั่นใจ ตูดอันโอฬาร งดงาม โดดเด่น ขับเน้นด้วยขนหน้าแข้งฟูๆ ที่ตัวเมียกางขาหลังมาโอบล้อมตูดไว้อีกที (ดูรูป) ยิ่งทำให้องค์รวมของบั้นท้ายนั้นดูใหญ่และอลังการขึ้นไปอีก (อารมณ์คล้ายเขียนขอบตาให้ดูตาโตขึ้น) นางบินอวดโฉมเปล่งรัศมีเฉิดฉายเข้างานได้อย่างภาคภูมิใจ ส่วนตัวเมียตัวไหนที่ตูดเล็กหน่อย ขนหน้าแข้งสั้นหน่อย ก็ต้องคอยไปลุ้นเอาว่าวันนี้จะได้สามีหรือเปล่านะ

ศิลปะความงามเซ็กซี่ของแมลงวัน Dance Fly อยู่ที่บั้นท้ายและสินสอด
ตัวเมียสูบลมพองตูด พร้อมแผ่สยายขนขามาขับเน้นให้บั้นท้ายดูใหญ่ขั้นแม็กซ์ นี่ถือเป็นนิยามความงามของแมลงวันสปีชีส์นี้

ที่ว่ามาหลายคนคงยอมรับแล้วล่ะว่าแปลกพอควร แต่ช้าก่อน สิ่งที่แปลกที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ กลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่แปลกเลยต่างหาก นั่นก็คือการที่สัตว์เพศเมียเป็นฝ่ายอวดโฉมล่อใจสัตว์เพศผู้

หืม แปลกตรงไหน? คนเรามองข้ามเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง ก็เพราะเราเองเป็นสปีชีส์ที่ทั้งตัวผู้ตัวเมียต่างก็เลือกสรรพิจารณารูปกายของกันและกัน และเผลอๆ หนุ่มอาจจะเป็นฝ่ายส่องสาวมากกว่า คล้ายกับกรณีแมลงวันไม่มีผิด 

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าในโลกของสรรพสัตว์ทั่วไปเกือบร้อยทั้งร้อยนั้น สาวต่างหากที่เป็นฝ่ายส่องหนุ่ม และเพศผู้ต่างหากที่เป็นฝ่ายอวดโฉมเพื่อล่อใจเพศเมีย ลักษณะเซ็กซี่ส่วนใหญ่มักวิวัฒนาการขึ้นมาในสัตว์เพศผู้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เขาใหญ่ ร่างใหญ่ ก้ามใหญ่ ขนสวย หางสวย เหนียงแดง หงอนชูชัน พฤติกรรมการเต้น ร้องเพลง หรืออะไรก็ตามแต่ 

ส่วนตัวเมียมักจะไม่ค่อยมีอวัยวะหรือการแสดงอะไรมาโชว์ แต่จะเป็นฝ่ายพิจารณาเลือกตัวผู้ที่ลักษณะดีที่สุด แล้วเก็บพลังงานไปใช้กับการผลิตลูกเสียมากกว่า เพราะฉะนั้น รูปแบบที่เราเห็นในแมลงวันข้างต้น จึงถือได้ว่ากลับตาลปัตรกับสัตว์อื่นอย่างสิ้นเชิง ตูดใหญ่กับขนหน้าแข้งดกสุดเซ็กซี่ในเพศเมีย กลายเป็นปริศนาทางชีววิทยาไปอย่างไม่คาดคิด

เข้าสาระวิทยาศาสตร์สักเล็กน้อย ไม่ใช่แมลงวันทุกกลุ่มจะมีการสลับบทบาททางเพศ หรือที่เรียกว่า Sex Role Reversal แบบที่เล่ามา แมลงวันบ้านแบบที่เราเห็นๆ ก็ไม่ยักกะเป็นเช่นนั้น ไม่งั้นเวลามันมาตอมตูดเราคงแยกออกได้ง่ายๆ แล้วว่าตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมีย ปรากฏการณ์สลับบทเพศผู้เพศเมียนี้พบได้มากเฉพาะในแมลงวันกลุ่ม Empididae หรือที่เรียกเหมารวมๆ ว่าพวก Dance Flies (เพราะชอบจัดปาร์ตี้แดนซ์กลางอากาศ) นักวิทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุหลักของการสลับบทก็คือภาวะเงื่อนไขบางอย่าง ที่ทำให้เพศเมียต้องกลายเป็นฝ่ายแข่งขันกันแย่งความสนใจเพศตรงข้าม แทนที่จะเป็นเพศผู้

แรกเริ่มเดิมที Dance Flies ก็อาจจะเหมือนสัตว์อื่นๆ คือตัวเมียเป็นฝ่ายลงทุนเยอะกว่าในการผลิตลูก ไหนจะสร้างไข่ ไหนจะอุ้มท้อง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงสัตว์ชนิดที่ลูกเกิดมาแล้วต้องเลี้ยงต่ออีก ซึ่งระหว่างกระบวนการเหล่านี้ อู่ของตัวเมียก็จะปิด ไม่ว่าง ไม่พร้อมเปิดให้บริการ เพราะเช่นนี้รูปแบบมาตรฐานในหมู่ประชากรของสัตว์ทั่วไปก็เลยกลายเป็นว่า ตัวเมียที่มีความพร้อมผสมพันธุ์มักมีจำนวนน้อยกว่าตัวผู้ที่พร้อมผสมพันธุ์แทบจะเสมอ 

กล่าวอีกอย่าง ตัวผู้หื่นมีเยอะแยะไปหมด แต่ตัวเมียที่พร้อมมีจำกัด และด้วยเหตุนี้เอง ปกติตัวผู้จึงต้องเป็นฝ่ายแข่งขันกันเพื่อแย่งความสนใจตัวเมีย ส่วนตัวเมียก็เป็นฝ่ายมีแต้มต่อรอง เลือกได้ว่าจะเอาอะไรจากตัวผู้เพื่อแลกกับการผสมพันธุ์ ซึ่งในต้นตระกูลของ Dance Flies ที่เป็นกลุ่มกินแมลงเล็กกว่าเป็นอาหาร ตัวเมียก็เลยบอกว่า งั้นไปล่าเหยื่อมาให้ฉันหน่อยสิ ถือว่าเป็น ‘สินสอด’ ก็แล้วกัน (ศัพท์วิชาการทางชีววิทยาเรียกสินสอดว่า Nuptial Gift)

เช่นนี้แล้ว ตัวผู้ที่หาสินสอดมาให้ตัวเมีย จึงมีโอกาสดึงดูดความสนใจตัวเมียและได้รับโอกาสผสมพันธุ์มากกว่า ทิ้งลูกหลานไว้มากกว่า และขนบแห่งการมอบสินสอด ก็ได้รับสืบทอดเรื่อยมาในหมู่ Dance Flies ทั้งนี้หาใช่ทางวัฒนธรรม แต่ด้วยการสืบทอดทางพันธุกรรม

ทีนี้วิวัฒนาการก็ดำเนินมาถึงจุดที่ มาตรฐานสินสอดที่ตัวเมียจะยอมรับนั้นเริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเหยื่อที่หามาเล็กไป ฉันไม่เอา เหยื่อไม่อร่อย ฉันก็ไม่เอา คุณค่าทางอาหารน้อยไป ฉันก็ไม่เอา ทำให้ยิ่งพอยุคสมัยผ่านไป ตัวผู้ก็ยิ่งต้องทุ่มเทเวลาและพลังงานชีวิตมากมายมหาศาลไปกับการหาของที่แพงที่สุด เลอค่าที่สุด มาสร้างความประทับใจให้กับตัวเมีย จนกลายเป็นว่าผลลัพธ์สุดท้ายคืองานแดนซ์ปาร์ตี้จับคู่ดูตัวนั้น ค่อยๆ กลายเป็นปาร์ตี้หญิงล้วนขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ชายมัวแต่ออกไปหาสินสอดกันหมด

นี่เองทำให้เกิดภาวะแบบสลับข้าง คือเกิดการแข่งขันขึ้นในหมู่ตัวเมียที่หิวกระหาย นานๆ ทีมีตัวผู้โผล่เข้างานมาพร้อมเหยื่อชิ้นโต ใครแย่งความสนใจจากหนุ่มได้ก่อน ก็จะได้ทั้งเหยื่อนี้และโอกาสในการผสมพันธุ์เป็นรางวัล 

สำหรับ Dance Flies หลายชนิด เงื่อนไขนี้วิวัฒนาการมาถึงจุดที่ตัวเมียล่าเหยื่อเองไม่เป็นแล้วด้วยซ้ำ ได้แต่รอขม้ำสินสอดจากตัวผู้อย่างเดียว เพราะฉะนั้น ภาวะที่หล่อนจะต้องหาผัวให้ได้จึงยิ่งกดดัน เดิมพันยิ่งสูง การแข่งขันยิ่งทวีความเข้มข้น การฉกฉวยโอกาสจากรสนิยมดั้งเดิมอะไรก็ตามของตัวผู้ก็ถูกงัดมาใช้เป็นกลยุทธ์ 

บรรดาแมลงวันตูดใหญ่ที่เล่าไป เดิมทีเดียวตัวผู้ก็อาจจะคอยสังเกตตูดตัวเมียอยู่บ้างแล้ว เพราะขนาดตูดมักเป็นเครื่องบ่งบอกปริมาณไข่ที่อยู่ข้างใน ก็อุตส่าห์ทุ่มเทหาสินสอดมาเหนื่อยขนาดนี้ อย่างน้อยได้ผสมกับตัวเมียไข่ดกๆ ให้ได้จำนวนลูกเยอะๆ ก็น่าจะคุ้มค่าเหนื่อยหน่อย ปรากฏว่ารสนิยมตรงนี้เอง กลายเป็นโจทย์ที่ไปกำหนดทิศทางวิวัฒนาการ ทำให้ในแต่ละรุ่น ตัวเมียที่ตูดใหญ่สุด ก็จะมีโอกาสได้รับสินสอดจากตัวผู้มากที่สุด ตัวเมียก็ยิ่งเกิดความพยายามโฆษณาอวดตูดตัวเองให้เด่นชัดที่สุด 

แรกๆ ตูดใหญ่อาจจะหมายถึงไข่ดกจริง แต่พอหลังๆ การโชว์ตูดเริ่มกลายโฆษณาชวนเชื่อขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มันกลายเป็นตูดที่ใหญ่เว่อร์เบ้อเริ่มเทิ่ม แถมข้างในมีแต่ลม เรียกได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับสรีรวิทยาการผลิตไข่แล้ว แต่เป็นตูดปลอมที่เอาไว้ใช้ล่อความสนใจตัวผู้อย่างเดียว ขนหน้าแข้งงามงอนนั่นก็เข้าข่ายเดียวกัน เอาไว้ตบตาตัวผู้ไม่ต่างกัน และนี่ก็คือจุดที่มนุษย์เราได้มาศึกษาค้นพบแมลงวันชนิดนี้พอดี ซึ่งใครเลยจะคาดเดาได้ว่า ในอนาคตมันจะวิวัฒนาการไปถึงขั้นไหนต่อ

สรุปแล้ว สินสอดทำให้เกิดตูดใหญ่

แต่อย่างที่บอก แมลงวันกลุ่ม Empididae ไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว มันเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีสมาชิกตั้งประมาณ 3,000 ชนิด และแต่ละชนิดก็เปรียบเสมือนการทดลองอีกชุด ว่าถ้าเริ่มต้นจากระบบสินสอดเหมือนกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้นได้อีกบ้าง ซึ่งก็พบผลลัพธ์ที่มากมายหลายหลาก เรื่องการเกิดอวัยวะเซ็กซี่ขึ้นในตัวเมียสำหรับตบตาตัวผู้นั้นเราก็ได้สำรวจไปบ้างแล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้จะตบท้ายด้วยการไปดูผลลัพธ์ที่เกิดในฝั่งตัวผู้บ้างก็แล้วกัน

แมลงวัน Dance Flies ชนิดอื่นๆ ที่เป็นญาติกับแมลงวันตูดใหญ่ของเรา ตัวผู้ก็ถูกแรงกดดันให้ต้องหาของขวัญมามอบเป็นสินสอดให้กับตัวเมียให้จงได้ มิเช่นนั้นก็จะไม่ได้สืบพันธุ์ แรงกดดันนี้ผลักให้ตัวผู้บางชนิดมีวิวัฒนาการพฤติกรรม ‘ห่อของขวัญ’ ขึ้นมา นั่นก็คือการพันเหยื่อที่หามาได้ด้วยเส้นใยที่ตัวเองผลิตขึ้น ทำให้เหยื่อที่จับมาได้ดูมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก ดึงดูดความสนใจตัวเมียได้มากขึ้นอีก อันที่จริงนี่ก็ถือว่าเป็นการหลอกลวงในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังพอรับได้ เผลอๆ อาจจะดูโรแมนติกดีด้วยซ้ำในสายตามนุษย์ 

อย่างไรก็ตาม ตัวผู้ของแมลงวันบางชนิด เวลาหาเหยื่อคุณภาพดีๆ มามอบให้สาวไม่ได้ มันจะใช้วิธีห่อของขวัญให้ใหญ่และหนาเป็นพิเศษแทน ตัวเมียที่หลงกลก็จะเลือกมัน และแกะห่อของขวัญอย่างตื่นเต้น ซึ่งระหว่างนั้นมันก็อาจได้โอกาสแอบผสมพันธุ์ไปเรียบร้อย 

ถ้ามนุษย์คนไหนอยากเอากลยุทธ์นี้ไปใช้บ้าง ก็ลองซื้อของขวัญให้แฟน แล้วใส่กล่องข้างนอกใหญ่มาก ห่ออย่างสวย แกะมาข้างในปรากฏเป็นกล่องเซ็ตเครื่องสำอางลิมิตเต็ด ว้าว สาวเจ้าตื่นเต้นมาก เปิดกล่องออกมา อ้าวไม่ใช่นี่ มีกล่องอยู่ข้างในอีกกล่อง อ๋อ เป็นมุกๆ ที่แท้ข้างในมีกล่องไอโฟนรุ่นล่าสุด หูว สุดยอด รีบเปิดเลย อ้าว ไม่เห็นมีไอโฟน มีแต่ตลับกำมะหยี่สีดำ ฮึ้ย หรือว่า… นี่เขาจะขอฉันแต่งงานด้วยแหวนเพชร โอ๊ว ตาเถร หัวใจเต้นรัว ไหน… ค่อยๆ แง้มเปิดซิ ปรากฏว่าสุดท้ายข้างในมีแต่บ๊วยเค็มหนึ่งเม็ด

ก้นเด้ง ขนหน้าแข้งดกดำ การห่อของขวัญใหญ่เบิ้ม สารพัดกลวิธีทำตัวเซ็กซี่ขยี้ใจในหมู่แมลง Dance Fly
แมลงวัน Dance Fly ตัวผู้ กับพฤติกรรมการห่อของขวัญ

ตัวผู้บางชนิดยิ่งหนักกว่า คือให้แต่ห่อของขวัญเปล่าๆ เลย แกะจนถึงตรงกลางก็ไม่เจออะไร บางชนิดไม่ลงทุนผลิตใยออกมาทำห่อของขวัญปลอมเลยด้วยซ้ำ แต่ไปเก็บพวกเมล็ดพืชที่หน้าตาเป็นใยขาวๆ มาหลอกให้ตัวเมียเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของขวัญแทน วิธีการโกงพวกนี้บางทีก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ตัวเมียจริงๆ ไม่ได้โง่ขนาดนั้น แต่เทียบกับการลงทุนน้อยแล้วก็อาจจะนับว่าคุ้มค่าเสี่ยงอยู่ สำหรับตัวผู้ที่อับจนไร้หนทางทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างความเฟคที่เด็ดสุดของฝั่งตัวผู้ เห็นทีจะต้องมอบให้แก่แมลงวัน Dance Fly ชนิดหนึ่งที่เพิ่งถูกค้นพบไม่นานนี้แถวๆ ทางขึ้นภูเขาไฟฟูจิ ตัวผู้ของแมลงวันชนิดนี้บางตัวจะเกิดมาพร้อมกับ ‘ตุ้ม’ ที่ปลายขาคู่หน้า ซึ่งมีลักษณะอวบอูมเป็นพิเศษ มองแล้วเหมือนมันกำลังใส่นวมนักมวย หรือไม่ก็กำลังถือถุงช้อปปิ้งอะไรสักอย่างอยู่ในมือ ซึ่งแน่นอน ในสายตาแมลงวันตัวเมีย เมื่อมองไกลๆ ย่อมคล้ายกับผู้ชายที่กำลังหอบหิ้วสินสอดขนาดใหญ่มามอบให้นางด้วยความยากลำบาก (ดูดีๆ ตรงตุ้มนวมที่ห้อยลงมาจะมีปล้องๆ ขนๆ ที่ทำให้ยิ่งดูคล้ายแมลงเหยื่ออะไรสักอย่างด้วย)

ก้นเด้ง ขนหน้าแข้งดกดำ การห่อของขวัญใหญ่เบิ้ม สารพัดกลวิธีทำตัวเซ็กซี่ขยี้ใจในหมู่แมลง Dance Fly
แมลงวัน Empis jaschhoforum กับตุ้มนวมสินสอดปลอม ทำหน้าที่หลอกล่อตัวเมียว่านี่คือเหยื่อที่หามาให้

ที่น่าสนใจคือ ในประชากรตัวผู้ชนิดเดียวกัน บางตัวก็มีมือเป็นตุ้มสินสอดปลอมทั้งสองข้าง บางตัวก็เป็นเฉพาะข้างซ้าย บางตัวก็เป็นเฉพาะข้างขวา และบางตัวไม่เป็นเลย คือมีมือเป็นมือแมลงวันปกติทั้งสองข้าง ความหลากหลายนี้มีนัยสำคัญอย่างไร นักชีววิทยาเองก็ยังไม่แน่ใจและยังค้นหาคำตอบกันอยู่ แต่ที่แน่ๆ ตุ้มสินสอดปลอมนี้ถือเป็นอวัยวะเซ็กซี่ที่ตัวผู้มีไว้ตบตาตัวเมีย ไม่ต่างอะไรจากตูดใหญ่พองลมของตัวเมียอีกชนิดที่มีไว้ตบตาตัวผู้ น่าส่งตัวแทนจากทั้งสองสปีชีส์นี้ขึ้นรับรางวัลพร้อมกันจริงๆ

สงครามการหลอกกันระหว่างเพศ นับเป็นหนึ่งในสงครามที่ดำเนินมายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และก็คงจะดำเนินต่อไป โดยยังไม่รู้ว่าจะไปจบลงที่ตรงไหน

ที่มาภาพและข้อมูล

www.newscientist.com

royalsocietypublishing.org

www.sciencedirect.com

www.sciencedirect.com

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

หมายเหตุ – คอลัมน์เมฆนมหายไปนาน เพราะผู้เขียนมัวแต่ติดพันงานอื่นเยอะแยะมากมายก่ายกองสารพัดสารพันอิรุงตุงตุ้มมะรุมตุมนังไปหมด แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีเวลาและจังหวะสมาธิพอที่จะละเมียดเขียนตอนใหม่ ด้วยฉะนี้แล้วจึงขอหยิบยืมผลงานเก่าของตัวเองที่เคยตีพิมพ์ในเว็บ Open Online เมื่อปี 2007 มาเผยแพร่ใหม่อีกครั้งก็แล้วกัน หวังว่าสาธุชนจะยังได้รับสาระบันเทิงจากเรื่องนี้อยู่ และถ้าชอบ ขอแนะนำให้ไปฟังเรื่องไคเมร่าต่อได้ในรายการ WiTcast ep 10.2 นะขอรับ

เป็นไปได้มั้ยครับ ที่ใครคนสักคนหนึ่งจะเป็นพ่อของหลานตัวเอง? หรือเป็นป้าของลูกตัวเอง? (ตอนเขียนบทความนี้ ผมยังไม่เคยดู Game of Thrones)

แล้วลองนึกภาพดูสิครับ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดว่า ครึ่งหนึ่งของสเปิร์มในอัณฑะ (หรือไข่ในรังไข่) ของคุณ ไม่ได้เป็นของตัวคุณเอง แต่กลับเป็นของพี่ชายคุณหรือน้องสาวคุณเอามาฝากไว้?

ทั้งหลายที่ว่ามา ถ้าเป็นในคนก็คงจินตนาการได้ยากโขอยู่… แต่ถ้าเป็นในตัวมาร์โมเส็ทแล้วล่ะก็ ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ 

‘มาร์โมเส็ท’ (Marmoset) เป็นลิงตัวเล็ก ๆ ประเภทหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนแถวอเมริกาใต้ (หรือแถวตลาดจตุจักรก็หาได้เหมือนกัน) ดูผิวเผินพวกมันก็หน้าตาเหมือนลิงธรรมดา ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดมาก ทว่าเมื่อเจาะลึกลงไปถึงระดับเซลล์ มาร์โมเส็ทกลับแฝงไว้ซึ่งความพิศดารอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมปกติทั่วไป เริ่มต้นชีวิตด้วยเซลล์เดียว จากนั้นจึงค่อย ๆ แบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 เซลล์ จาก 2 เป็น 4 เซลล์ เป็น 16 เป็น 32 ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง สมมติว่าถ้าเป็นคน เมื่อโตเต็มที่ก็จะมีเซลล์รวมทั้งหมดถึงประมาณ 100,000,000,000,000 (100 ล้านล้าน) เซลล์ เป็นตัวเลขที่เยอะกว่าจำนวนดวงดาวทั้งหมดในกาแล็กซี่ของเราซะอีก! (กาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 2 แสนล้านดวง) แต่ไม่ว่าจะมีเซลล์เยอะแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วบรรดาเซลล์พวกนี้ทุก ๆ เซลล์ก็จะยังมีรหัสดีเอ็นเอที่เหมือนกันทั้งหมด จะไม่ให้เหมือนได้ยังไงล่ะครับ ในเมื่อมันต่างก็ก็อปปี้ ๆ ต่อ ๆๆๆ กันมาจากเซลล์เริ่มต้นเซลล์เดียวกัน ซึ่งก็คือเจ้าเม็ดเซลล์ดั้งเดิมที่ได้มาจากการรวมตัวกัน ระหว่างไข่ของแม่กับสเปิร์มของพ่อนั่นเอง

เช่นนี้แล้วก็หมายความว่า หากคุณไปก่ออาชญากรรมที่ไหนสักแห่งแล้วเผลอทิ้งร่องรอยเอาไว้ มันไม่สำคัญหรอกว่าเซลล์ที่คุณได้ทำหล่นเอาไว้จะเป็นเซลล์ผิวหนัง เซลล์ลำไส้เล็ก เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ เซลล์รากขนจมูก เซลล์เยื่อบุทวารหนัก หรือเซลล์ส้นเท้าอะไรก็แล้วแต่ ทุก ๆ เซลล์ล้วนมีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันทั้งหมด บรรจุรหัสพันธุกรรมฉบับเดียวกันเอาไว้ทั้งหมด ตำรวจนำเซลล์ชนิดไหนก็ได้ไปใช้ในการระบุตัวตนของคุณ หรือจะให้เว่อร์ยิ่งขึ้น ขอเพียงคุณฮัดชิ่วใส่กระดาษสักแผ่น หรือแค่เช็ดตูดด้วยทิชชูสักใบ (เอาแบบสาก ๆ นะ) นักวิทยาศาสตร์ก็เก็บเอาเศษเซลล์พวกนี้ไปโคลนนิ่งออกมาเป็นคุณคนใหม่ได้ทั้งคน โดยไม่ยากเย็นแต่อย่างใด (ในทางทฤษฎี)

สรุป เซลล์ทุกเซลล์มีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันหมด และรหัสดีเอ็นเอชุดนั้น ไม่ว่าจะมาจากเซลล์ไหน มันก็คือ ‘ตัวตน’ เพียงหนึ่งเดียวทางพันธุกรรมของคุณ สรุปให้ง่ายขึ้นอีก สมมติรหัสพันธุกรรมของคุณเขียนว่า ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ คุณไปดูที่เซลล์ไหนในตัวคุณ มันก็จะเขียน ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ เหมือนกันหมด ในขณะที่ถ้าคุณไปดูของคุณป้าสมจิตข้างบ้าน ของแกก็จะเขียนเหมือนกันหมดทุกเซลล์เช่นกัน แต่อาจจะเขียนต่างไปจากคุณ คือเป็น ‘ฮุมบารูฮันบันบารัม’ แทน โดยปกติในสัตว์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในคนหรือในชนิดไหน ๆ เรื่องราวก็จะเป็นประมาณนี้ทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏว่าในมาร์โมเส็ท มันไม่ใช่แฮะ

ในลิงมาร์โมเส็ท คุณแม่มักจะให้กำเนิดลูกแฝด 2 เสมอ แฝดในที่นี้ไม่ใช่แฝดแบบที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่เป็นแฝดแบบคนละไข่กัน ก็คือเป็นเสมือนพี่น้องที่แค่เกิดมาร่วมครรภ์ในเวลาเดียวกันเฉย ๆ เรื่องแปลกไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอกครับ เพราะว่าขนาดในคน แฝดคู่ไม่เหมือน หรือ Unidentical Twins (เรียกอีกอย่างว่า Fraternal Twins) ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป ทว่าในมาร์โมเส็ทนั้น มันจะมีปรากฏการณ์ที่พิเศษมาก ๆ อย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือในวันที่ 18 – 20 หลังจากตัวอ่อนคู่แฝดทั้งสองได้รับการปฏิสนธิ รกของพวกมันจะค่อย ๆ เริ่มเติบโตมาผสานรวมกัน จนเกิดเป็นท่อที่เชื่อมโยงตัวอ่อนทั้งสอง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเซลล์ระหว่างกันและกันได้ เซลล์จากแฝดพี่อาจโยกย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ฝั่งตัวอ่อนน้อง ขณะเดียวกัน เซลล์แฝดน้องก็อาจจะอพยพข้ามไปปะปนอยู่กับเซลล์ของตัวอ่อนพี่ได้! 

โอวว นึกภาพอะไรดีล่ะครับ นึกถึงนาฬิกาทรายที่ตั้งเอาไว้แนวนอนก็แล้วกัน ในกระเปาะแก้วฝั่งหนึ่งมีทรายสีขาว ส่วนอีกฝั่งหนึ่งมีทรายสีดำอยู่ เทกลับไปกลับมาสัก 2 – 3 รอบ ฝั่งดำก็จะได้ทรายสีขาวไปปนอยู่ปริมาณหนึ่ง ส่วนฝั่งขาวก็จะได้ทรายสีดำเข้ามาแทรกด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวอ่อนพี่น้องมาร์โมเส็ทก็เป็นประมาณนี้แหละครับ และหลังจากช่วงแลกเปลี่ยนเซลล์ผ่านไป ตัวอ่อนแต่ละตัวยังคงต้องแบ่งเซลล์ต่ออีกหลายรอบ คุณลองจินตนาการดูก็แล้วกันว่า พอโตขึ้นมา ตัวตนทางพันธุกรรมของพวกมันจะออกมาเป็นยังไง

ผลลัพธ์ที่ได้ หากคุณนำมาร์โมเส็ทโตเต็มที่มาสักตัวหนึ่ง เจาะเลือดหรือถอนขนมันออกมาตรวจดู คุณจะไม่ได้พบแค่เซลล์ที่บรรจุพันธุกรรมของตัวมันเองเพียงอย่างเดียว แต่จะพบเซลล์ที่บรรจุรหัสพันธุกรรมพี่น้องฝาแฝดของมันผสมผสานอยู่ด้วย! เท่ากับว่ามาร์โมเส็ทตัวนั้นเป็นทั้งตัวมันเองและทั้งพี่น้องของมันด้วยในเวลาเดียวกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มาร์โมเส็ทมีตัวตนในระดับพันธุกรรมถึง 2 ตัวตนในร่างเดียว! ในทางวิทยาศาสตร์ เราเรียกสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้ว่า Genetic Chimera หรือ ไคเมร่าพันธุกรรม

ไคเมร่า มาจากชื่อสัตว์ประหลาดในตำนานกรีก ซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างสัตว์หลาย ๆ ชนิด มีหัว 3 หัว หัวหนึ่งเป็นสิงโต อีกหัวหนึ่งเป็นมังกร ส่วนอีกหัวหนึ่งเป็นแพะ ในทางพันธุกรรม ภายนอกสัตว์ที่เป็นไคเมร่าจะมีหน้าตาเหมือนสัตว์ปกติธรรมดาทั่วไปนี่แหละ มีแต่ในระดับเซลล์เท่านั้นที่เป็นส่วนผสมระหว่างสัตว์มากกว่า 1 ตัวเข้าด้วยกัน

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แวดวงวิทย์รู้มานานแล้วล่ะครับว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าในเลือด หมายถึงว่าเม็ดเลือดมันมีปนเปทั้งที่เป็นเซลล์ของตัวเองและเซลล์ที่ได้มาจากพี่น้องฝาแฝดด้วย แต่เมื่อปี 2007 เพิ่งมีการค้นพบว่า ระบบอื่น ๆ ในร่างกายของมันก็เป็นแบบนั้นด้วยเหมือนกัน ผลการวิจัยโดยทีมของ ดร. คอรินน่า รอสส์ (Corinna Ross) แห่งมหาวิทยาลัยเนบราสก้า สาขาลินคอล์น (University of Nebraska at Lincoln) ระบุว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าแทบจะทั้งตัวเลยก็ว่าได้ แต่จะเป็นมากเป็นน้อยนั้นแล้วแต่อวัยวะ ยกตัวอย่างเช่น ในม้ามหรือในตับ อาจจะประกอบไปด้วยเซลล์ที่มาจากฝาแฝดถึงประมาณ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ถ้าเป็นอวัยวะอย่างผิวหนังหรือสมอง อาจจะพบเซลล์ของฝาแฝดปะปนอยู่แค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ปรากฏการณ์ไคเมร่าในมาร์โมเส็ทที่พบนั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตับ ไต ไส้พุง ปอด ม้าม เลือด หัวใจ ผิวหนัง หรือสมองเท่านั้น แต่ยังแพร่ขยายเกินเลยไปจนถึงระดับเซลล์สืบพันธุ์ด้วย! นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าว่ากันตามนี้ก็คือ มาร์โมเส็ทตัวผู้ตัวหนึ่งที่คุณเห็นกำลังเดิน ๆ ชิลล์ ๆ อยู่บนต้นไม้เนี่ย ไม่เพียงแต่มีสเปิร์มของตัวเองอยู่ในอัณฑะของมันเท่านั้น แต่ยังคอยพกพาสเปิร์มของพี่ชาย (หรือน้องชาย) ของมันอีกจำนวนหนึ่งติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา!

เท่ากับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มาร์โมเส็ทหนุ่มตัวนี้ไปมีเมียมีลูก ลูกที่เกิดมาอาจจะมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง (ตามผลวิจัยค้นพบว่าเป็นประมาณ 1 ใน 3) ที่จะได้รับสืบทอดพันธุกรรมของพี่น้องฝาแฝดของมันไปแทน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็ก ๆ อาจถือกำเนิดมาจากสเปิร์มของคุณลุง แทนที่จะเกิดมาจากสเปิร์มของพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่คุณแม่ก็ไม่ได้เคยไปมีชู้กับพี่ชายของสามีมาก่อน จากมุมมองของคุณพ่อ ลูกที่เกิดมาอาจจะไม่ใช่ลูก แต่อาจจะเป็นหลานของตัวเอง มาร์โมเส็ท 2 ตัว อาจจะเป็นทั้งพี่น้องกัน และเป็นลูกพี่ลูกน้องกันด้วยในเวลาเดียวกัน

เอาเถอะ ประเดี๋ยวไว้ค่อยมางงเรื่องครอบครัวมาร์โมเส็ทกันต่อละกันนะครับ ตอนนี้ขอเปลี่ยนเรื่องไปดูในคนมั่งดีกว่า ว่าหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาบ้าง มันจะเป็นยังไง

ปรากฏว่าในคนเราเนี่ย ก็มีปรากฏการณ์ไคเมร่าเกิดขึ้นบ้างเหมือนกันครับ แต่ว่า นานน้านนจะพบเป็นข่าวขึ้นมาสักที ไม่ได้เกิดเป็นอาจิณเหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท

เรื่องแรก ลิเดีย แฟร์ชาลด์ (Lydia Fairchild) คุณแม่ลูก 3 ประสบปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ก็เลยไปสมัครขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากหน่วยงานรัฐ ตามกฎคาดว่า ยิ่งมีบุตรธิดาจำนวนมากเท่าไหร่ ก็น่าจะยิ่งมีสิทธิในการขอรับเงินได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการโกง (เผื่อประเดี๋ยวไปเอาลูกใครไม่รู้มาอ้าง) เจ้าหน้าที่ก็จะต้องมีการขอตรวจดีเอ็นเอดูให้เรียบร้อยเสียก่อนว่าเป็นแม่กับลูกกันจริงหรือเปล่า ไม่อย่างงั้นก็จะอนุมัติให้ไม่ได้ ตรงจุดนี้ คุณลิเดียแกก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เข้ารับการตรวจไปตามเรื่อง แต่ปรากฏว่าผลตรวจที่ออกมามันช่างน่าเซอร์ไพรซ์นัก

ผลดีเอ็นเอระบุว่า เด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นพี่น้องกันจริง และเป็นลูกของสามีคุณลิเดียจริง แต่กลับไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของตัวแกเอง… คุณลิเดียแกก็เถียงบอก มันจะไม่ใช่ได้ยังไงฟะ ก็คลอดออกมาจากท้องตัวเองชัด ๆ แล้วจะให้เป็นลูกคนอื่นไปได้ยังไง!?

อย่างไรก็ตาม ทางการเขาก็ไม่สนล่ะครับ ถือว่าว่ากันตามผลดีเอ็นเอเป็นหลัก คุณลิเดียเลยโดนข้อหาต้องสงสัย ว่าไปลักพาตัวลูกคนอื่นมาแอบอ้าง ซึ่งในกรณีนี้รัฐมีสิทธิที่จะจัดการยึดตัวเด็ก ๆ ไปดูแลแทนได้ คุณลิเดียแกเจอแบบนี้เข้าก็ฉุนกึก รีบไปค้นหาหลักฐานรูปถ่ายตอนท้อง สูติบัตร ใบรับรองจากหมอสูติฯ ต่าง ๆ นานาเอามายืนยัน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครยอมรับฟัง ขนาดทนายเองก็ไม่มีเจ้าไหนยอมรับทำคดีความ เพราะในชั้นศาลแล้ว หลักฐานดีเอ็นเอถือว่าเป็นเสมือนสิ่งศักสิทธิ์ จะไปเถียงยังไงก็ไม่มีทางชนะได้

ในที่สุด ด้วยความอับจนปัญญา ลิเดียจึงเริ่มคิดวางแผนจะพาลูกหนี แต่ทว่าพอดี๊พอดี เรื่องทั้งหมดกลับได้รับการคลี่คลายซะก่อนด้วยความฟลุ๊กแบบสุด ๆ คือในระหว่างช่วงที่ชุลมุนวุ่นวายอยู่นั้นเอง คุณลิเดียแกก็เกิดท้องขึ้นมาอีกรอบ (ยังอุตส่าห์มีอารมณ์อีกนะ) และในการตั้งครรภ์ครั้งนี้เอง ทางรัฐได้จ้างเจ้าหน้าที่ศาลให้มาติดตามบันทึกรายละเอียดทุกอย่าง คือถึงขั้นเข้าไปรอในห้องทำคลอดด้วย แล้วพอเด็กเด้งออกมาปุ๊บ ก็รีบเก็บตัวอย่างเซลล์นำไปตรวจดีเอ็นเอในทันที ผลการตรวจสอบออกมาปรากฏว่า ในทางพันธุกรรม เด็กคนนี้ก็ยังไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของลิเดียอยู่ดี! 

ฟังดูบ้าดีแท้ มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ก็คลอดกันให้ดูเห็น ๆ! จากเหตุการณ์ที่เกิด ทำให้ทางศาลเริ่มฉุกคิดขึ้นมามากขึ้น อืมม ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็แสดงว่าที่ผ่านที่ผ่านมาเธออาจจะไม่ได้โกหก แต่ถ้าอย่างนั้นแล้ว มันจะอธิบายได้ว่ายังไงกันล่ะ หรือว่าคุณลิเดียแกอาจจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมอะไรบางอย่าง ที่ทำให้คลอดลูกออกมาเป็นลูกคนอื่นได้ ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมีใครคาดถึงมาก่อน

ความผิดปกติที่ว่าก็คือปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นแหละครับ ต่อมา มีทนายใจดีและหัวไวคนหนึ่งรับคดีนี้ไปทำ แล้วก็ไปค้นจนเจอเรื่องไคเมร่าในคนเข้า ก็เลยได้พาลิเดียไปตรวจสอบ แล้วก็ยืนยันพบว่าเธอเป็นมนุษย์ไคเมร่าจริง ๆ อย่างที่สงสัย ศาลรับพิจารณาแล้วก็เลยตัดสินให้เรื่องทั้งหมดได้รับการยกฟ้องไปในที่สุด ถือได้ว่าจบลงแบบ Happy Ending นี่โชคยังดีที่ว่าลิเดียเป็นผู้หญิง เลยมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเด็กคลอดออกมาจากตัวเธอจริง ๆ 

ถ้าเกิดสมติว่ากลับกัน ลูกตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้วไม่ตรงกับฝ่ายชายขึ้นมาล่ะก็ เรื่องคงวุ่นวายกว่านี้เยอะ ฝ่ายคุณพ่อคงสงสัยทันทีว่าเมียตัวเองต้องไปมีชู้มาแน่ ๆ กว่าจะสืบสาวให้รู้เรื่องได้ว่าสามีเป็นมนุษย์ไคเมร่า มีหวังคงได้หย่าร้างกันไปเรียบร้อยแล้ว (แต่ในคดีฆ่าข่มขืน ไม่แน่ผู้ชายที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้รับประโยชน์ เพราะรหัสดีเอ็นเอในสเปิร์มจากที่เกิดเหตุอาจจะสืบมาไม่ถึงตัวฆาตกรตัวจริง)

ไคเมร่าในคนเกิดขึ้นได้ยังไงครับ? สันนิษฐานกันว่า อย่างกรณีของลิเดียนี่ จริง ๆ แล้วตอนอยู่ในท้องแม่ เธออาจจะเคยมีฝาแฝดที่เป็นน้องสาวอยู่อีกคนหนึ่ง (แฝดคนละไข่ เหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท) แต่จากนั้นตัวอ่อนของทั้ง 2 คน เกิดการผสมผสานรวมตัวกันกลายเป็นคนคนเดียว ซึ่งก็คือลิเดีย ส่วนน้องสาวของเธอถูกดูดกลืนหายเข้าไปเหลือแค่เป็นเซลล์กระจัดกระจายอยู่ในตัวลิเดียอีกทีหนึ่ง เซลล์ไข่ในรังไข่ของลิเดีย ที่ได้รับการปฏิสนธิจนให้กำเนิดเป็นลูกของเธอออกมา 4 คนนั้น จริง ๆ แล้ว ก็อาจจะมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดเธอที่ไม่มีโอกาสลืมตามาดูโลกผู้นั้นนั่นเอง

ไคเมร่าเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ค่อนข้างน้อยในมนุษย์ แต่ก็ไม่แน่นะครับ จริง ๆ แล้วมันอาจจะเกิดบ่อยกว่าที่มีรายงานกันก็เป็นได้ เพราะคนเราอยู่ดี ๆ นั่งอยู่เฉย ๆ จะไปรู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็นไคเมร่า ก็มีแต่ต้องเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาก่อนเหมือนคุณลิเดียนั่นแหละ ถึงจะมีโอกาสได้รู้ 

อย่างไรก็ตาม ไคเมร่าที่แสดงออกในลักษณะภายนอก ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันนะ อย่างเช่นบางคน ตาสองข้างสีไม่เหมือนกัน พอไปตรวจถึงได้รู้ว่าเป็นไคเมร่า ผู้ชายอีกรายหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นทองแดง (มีไข่ข้างเดียว) พอไปให้หมอตรวจดู ปรากฏพบว่าข้างในท้องอีกข้างหนึ่งมีรังไข่ของผู้หญิงซ่อนอยู่ สันนิษฐานว่าเจริญมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดที่เคยอยู่ด้วยกันในท้องแม่ แต่ไม่มีโอกาสได้เกิด (ฟังดูหลอนพิลึก)

ผู้หญิงอีกคนชื่อ คุณแม็คเคย์ ไปตรวจเลือดเพื่อจะบริจาคแล้วบังเอิญเจอว่าตัวเองเป็นคนมีเลือด 2 กรุ๊ป คือทั้ง A และ O ปนกัน หมอที่มีความรู้เรื่องไคเมร่าจึงถามคุณแม็คเคย์ว่ามีฝาแฝดหรือเปล่า คุณแม็คเคย์ตกใจมาก และตอบกลับไปว่า เคยมีน้องชายแฝด แต่เขาตายไปแล้วตั้งแต่ตอนอายุ 3 เดือน 

ไม่แน่นะครับ บางทีตัวคุณเอง ก็อาจจะเป็นไคเมร่าด้วยก็ได้ ต่อให้ตอนนี้คุณไม่มีพี่น้องฝาแฝด แต่ใครจะไปรู้ ไม่แน่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายคุณอาจจะประกอบขึ้นมาจากเซลล์ของเขาก็เป็นได้… ไม่แน่ ฝาแฝดที่ไม่มีตัวตน อาจจะแฝงเร้นอยู่ในตัวคุณเอง 

เอาล่ะ สุดท้ายนี้กลับมาว่าเรื่องมาร์โมเส็ทกันต่ออีกสักนิดเถอะครับ

มาร์โมเส็ท จริง ๆ แล้วไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เรื่องไคเมร่าเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ยังได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะสัตว์สังคมที่มีความรักใคร่ปรองดองกันดีมาก ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกตัวผู้นี่ ถือได้ว่านิสัยดีมาก ๆ เมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ สามีมาร์โมเส็ทจะช่วยเมียตัวเองเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด คอยอุ้มดูแลให้ลูกขี่หลังตลอด ผิดกับพ่อหมา พ่อแมว หรือแม้แต่พ่อลิงอื่น ๆ ซึ่งพอฟันเสร็จแล้วก็มักจะชิ่งอย่างเดียว แล้วไม่ใช่เพียงแค่พ่อเท่านั้น แม้แต่บรรดาญาติ ๆ ป้า ๆ น้า ๆ อา ๆ ลุง ๆ ปู่ย่าตายายมาร์โมเส็ททั้งหลาย พอมีใครมีลูกมีหลานที ก็มักจะมาช่วยกันเลี้ยงช่วยกันอุ้มตลอด เรียกได้ว่าเป็นระบบเครือญาติแบบแน่นแฟ้นมาก ๆ

คุณคอรินน่า รอสส์ เชื่อว่าเอกลักษณ์เรื่องระบบครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกคอยช่วยกันเลี้ยงดูเด็กแบบในมาร์โมเส็ทนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความเป็นไคเมร่าของพวกมันนั่นแหละ สาเหตุเนื่องมาจาก พอเป็นไคเมร่าปุ๊บ ก็เท่ากับว่าแต่ละตัวล้วนมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันมากกว่าปกติ อย่างพี่น้องกัน ธรรมดาแชร์ยีนร่วมกันแค่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเป็นไคเมร่า เซลล์ของฉันส่วนหนึ่งก็เป็นของเธอ เซลล์ของเธอส่วนหนึ่งก็เป็นของฉัน มันทำให้ยิ่งกลายเป็นญาติสนิทกันเข้าไปใหญ่ เลยระดับพี่น้องปกติไปอีก แถมถ้าเกิดพี่มีลูก ลูกที่เกิดมาก็อาจจะเป็นลูกของน้องก็ได้ ส่วนลูกที่เกิดกับน้องก็อาจจะเป็นลูกทางพันธุกรรมของพี่ก็ได้เหมือนกัน กลายเป็นว่าใครก็ตามมีลูก ก็ยิ่งช่วย ๆ กันเลี้ยงนั่นแหละดีที่สุด สังคมมันก็เลยออกมาในสภาพแบบว่า ไม่ค่อยมีการแบ่งแยกครอบครัวกันเท่าไหร่ ใครมีอะไรก็ช่วยเหลือกันไปนั่นแหละ จะยังไงก็ญาติ ๆ กันทั้งนั้น เพราะเนื่องมาจากปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นเอง

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจครับ บางครั้งการถ่ายเทเซลล์ระหว่างคู่ฝาแฝดที่เกิดขึ้นในท้องแม่ อาจเกิดแค่ในทิศทางเดียว ยกตัวอย่างเช่น เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท A อาจจะอพยพข้ามไปปนกับตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B แต่ในทางกลับกัน เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B ไม่ได้อพยพข้ามมาปนกับตัวอ่อนของมาร์โมเส็ท A เมื่อการถ่ายเทเกิดขึ้นด้านเดียวแบบนี้ ก็จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ลูกมาร์โมเส็ทตัวหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นไคเมร่า ในขณะที่พี่น้องฝาแฝดของมันอีกตัวหนึ่ง เติบโตขึ้นมาเป็นสัตว์ที่ทุกเซลล์ล้วนมีพันธุกรรมฉบับเดียวเหมือนกันหมดตามปกติ 

ทีมวิจัยทีมเดิมใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อลูกตัวหนึ่งเป็นไคเมร่า แต่อีกตัวหนึ่งไม่ได้เป็น พ่อของมันจะแยกแยะความแตกต่างได้หรือไม่ และจะรักตัวใดตัวหนึ่งมากกว่าอีกตัวหรือไม่

ผลการทดลองออกมาปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พ่อมาร์โมเส็ทให้เวลากับการอุ้มลูกที่เป็นไคเมร่า มากกว่าลูกที่มีพันธุกรรมปกติถึง 2 เท่า! ทำไมคุณพ่อถึงลำเอียง รักลูกที่เป็นไคเมร่ามากกว่า? คุณคอรินน่า อธิบายบอกว่า ในสัตว์พวกลิง มีหลักฐานว่าพ่อแม่สามารถจดจำลูกของตัวเอง โดยอาศัยแยกแยะจากกลิ่น ไม่แน่ ทารกมาร์โมเส็ทที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้เปรียบตรงที่เซลล์ผิวหนังของมันประกอบขึ้นมาจากทั้งเซลล์ของมันเอง และเซลล์ของน้อง (หรือพี่) พอพ่อมาดมเข้า ก็เลยอาจจะได้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นลูก 2 ตัว ทั้งตัวพี่และก็ตัวน้องอยู่ในตัวเดียวกัน เปรียบเสมือนเป็นลูกยกกำลังสอง ซึ่งมีกลิ่นยวนใจชวนให้พ่อรักมากกว่าปกติ ทำนองนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้

เคยได้ยินคำกล่าวว่า การค้นพบที่น่าสนใจ บางครั้งก็นำมาซึ่งคำถามเสียมากกว่าคำตอบซะอีก ผมว่ากรณีไคเมร่าในมาร์โมเส็ทนี่เข้าข่ายนั้นเป๊ะ ๆ เลยครับ มันช่างชวนให้ขบคิดซะเหลือเกิน ว่าในโลกของมาร์โมเส็ทนี่ คำว่า ‘ตัวตน’ คืออะไรกันแน่ การเป็นพ่อแม่ลูก เป็นลุงป้าน้าอาหลานเหลนโหลนกันนี่ ตกลงหมายถึงอะไร? และแม้กระทั่ง

แท้จริงแล้ว ความรักคืออะไร

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load