The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

สไลด์ถูกฉายขึ้นบนจอกลางห้องเรียน คุณครูสวมไมค์ลอย มีคอมพิวเตอร์วางบนโต๊ะคู่กับหนังสือเรียนเวอร์ชันอักษรเบรลล์ 

เสียงหัวเราะของนักเรียนในห้องสะท้อนความสนุกในการเรียนผ่านสื่อการสอนรูปแบบใหม่อย่าง Kahoot ที่คุณครูเลือกใช้เป็นสื่อการสอนเพื่อให้ห้องเรียนก้าวทันโลก เมื่อจบคาบนักเรียนจะได้รับโจทย์ผ่าน QR Code และส่งการบ้านผ่านเฟซบุ๊กกรุ๊ปและสอบถามส่วนที่สงสัยกับคุณครูได้ตลอดเวลา 

มาถึงตรงนี้ ถ้าเริ่มอยากเข้าไปนั่งเรียนกับพวกเขา ขอให้เตรียมตัวรับความเซอร์ไพรส์ที่มากกว่านั้นไว้สักนิด 

หนึ่ง เพราะห้องเรียนภาษาอังกฤษแห่งนี้ใช้หัวใจสอน

และสอง นอกจากวิชาที่เขาถ่ายทอด เส้นทางชีวิตของคุณครูคนนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครทั้งในและนอกห้องเรียน

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณเข้าไปนั่งในชั้นเรียนของ ครูไอซ์-ดำเกิง มุ่งธัญญา ชายผู้เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 10 Reduced Inequality ภายใน พ.ศ. 2573 สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ของทุกคน โดยไม่จำกัดอายุ เพศ ความพิการ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ รวมถึงสร้างหลักประกันถึงโอกาสที่เท่าเทียมด้านผลลัพธ์ และขจัดกฎหมายนโยบาย การดำเนินงานที่เลือกปฏิบัติ

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

จากเด็กชายดำเกิงผู้ค้นพบความสุขจากการได้อธิบายการบ้านให้รุ่นน้อง สู่การเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมจากรั้วจามจุรี และพิชิตฝันแรกเมื่อได้บรรจุเป็นคุณครูสมใจจากความรู้ความสามารถของตัวเอง ด้วยตั้งใจเต็มเปี่ยม เทคโนโลยี และเทคนิคการสอนใหม่ๆ ทำให้ห้องเรียนของครูไอซ์เต็มไปด้วยกิจกรรมและสื่อการสอนสุดครีเอตอยู่เสมอ

ทว่าความฝันของเขาไม่หยุดเท่านั้น ล่าสุดเขาได้รับทุน Fulbright ไปศึกษาระดับปริญญาโทด้านการสอนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2020 ที่จะถึงนี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า เขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่ลึกลงไปคือ สิ่งแวดล้อมและตัวตนแบบไหนที่ผลักดันให้เขาเดินทางมาถึงจุดนี้ จุดที่การมองเห็นไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับความสำเร็จอีกแล้ว

ไอซ์บอกว่า เขาอยากสนับสนุน Inclusive Education หรือห้องเรียนที่ให้คนพิการได้มีโอกาสเรียนร่วมกับนักเรียนปกติเพื่อเป็นการจุดประกายอย่างหนึ่งให้คนตาดีกับคนตาบอดเข้าใจกันมากขึ้น และรู้ว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่างไร

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“พอเราเริ่มมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง เราไม่ได้ภูมิใจที่มีคนรู้จัก แต่ภูมิใจที่มีคนเชิญไปพูดเรื่องการสนับสนุนให้คนพิการมีงานทำ กลายเป็นว่าเราสร้างแรงบันดาลใจให้คนพิการและคนปกติได้ด้วย ทำให้พบว่าจริงๆ แล้วเราทำได้มากกว่าในสเกลโรงเรียนนะ ถึงแม้เราจะเป็นครูธรรมดาคนหนึ่ง แต่เราช่วยอะไรสังคมได้อีกเยอะ”

ไม่มีกำแพงแห่งข้อจำกัดใดสูงใหญ่ไปกว่าความมุ่งมั่นตั้งใจ และนี่คือบทสนทนากับครูไอซ์ที่เราเชื่อว่าจะมอบแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม และไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เป็นการใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นๆ ในสังคมด้วย 

01

ต้น ที่ กล้า

ต้นไม้จะงาม ไม่ใช่เพียงจากเมล็ดพันธ์ที่ดี หากต้องการดินดี เช่นเดียวกับไอซ์ที่เติบโตขึ้นด้วยความอบอุ่นและโอกาส จากครอบครัว เพื่อน และโรงเรียน จนกลายมาเป็นไม้งามที่ให้ร่มและประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตอื่นต่อไป 

ย้อนกลับไปในช่วงวัยเยาว์ ยุคนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือของเล่นมากนัก เวลาว่างของเด็กชายไอซ์ถูกใช้ไปกับการอ่านหนังสือ วิ่งเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน และเล่นกับน้องชายด้วยการรับบทเป็นคุณครู 

หลังเรียนจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ เด็กนักเรียนผู้พิการทางสายตามีทางเลือกในการเรียนต่อไม่มาก บ้างเลือกออกจากระบบการเรียนด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ครอบครัวไม่เชื่อว่าการเรียนจะส่งผลที่ดีต่อชีวิตมากนัก ต้องไปช่วยที่บ้านหาเงิน บ้างเลือกเรียนสายอาชีพ หรือถ้าเลือกเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาก็จะเข้าสู่ระบบการเรียนรวม (Inclusive Education) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนผู้มีความพิการเข้าร่วมชั้นเรียนกับนักเรียนปกติเพื่อให้ได้ฝึกการอยู่ร่วมกันในสังคม

การเรียนระดับมัธยมในระบบเรียนร่วมนั้น เปรียบเสมือนการย้ายต้นอ่อนจากแผงเพาะชำมาลงดินครั้งแรก ที่นี่จึงเป็นด่านแรกที่นักเรียนตาบอดทุกคนต้องปรับตัว ทั้งในเรื่องการเข้าสังคม การใช้ชีวิตประจำวัน และการเปลี่ยนจากการเรียนด้วยอักษรเบรลล์ในชั้นประถม สู่การอ่านและส่งการบ้านแบบตัวอักษรปกติ ทางเลือกนี้จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากนัก 

ทว่าต้นกล้าต้นนี้เลือกจะเติบโตในชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ดินแปลงแรกที่ทำให้เขาเริ่มเห็นภาพอนาคตของตัวเองชัดเจนขึ้น

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“โรงเรียนเซนต์คาเบรียลมีโควตาให้ทุนนักเรียนตาบอดมาเรียนร่วมปีละสองคน ซึ่งที่นี่เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ (Intensive English) คือวิชาหลักเป็นภาษาไทย และมีวิชาเสริมเป็นภาษาอังกฤษ เช่น คณิตศาสตร์เพิ่มเติม วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมจะเป็นภาษาอังกฤษ พอเป็นภาษาอังกฤษเด็กก็จะกลัว เลือกไปเรียนที่อื่นกัน ตอนนั้นเหงามาก พอมีรุ่นน้องตาบอดเข้ามาเรียน เราได้ไปช่วยอธิบาย พอเห็นน้องเข้าใจแล้วเราก็มีความสุข รู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ เลยเริ่มอยากเป็นครู

“พอได้เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษทำให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษบ่อย แล้วเรารู้สึกว่าเราทำได้ บวกกับเราสนุกกับภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราเคยอยากเป็นครูสอนเลข แต่เลขเราเข้าใจอยู่คนเดียว เลยอยากสอนอะไรที่เราถ่ายทอดได้จริงๆ และตอนนั้นคิดอีกอย่างหนึ่งว่าถ้าเป็นครูไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ยังมีประโยชน์ต่อชีวิต เอาไปทำอย่างอื่นได้” 

ชีวิตในรั้วมัธยมของไอซ์ มีเพื่อนและครอบครัวช่วยอ่านหนังสือเสียงให้ หากต้องเขียนรายงานส่ง เขาจะใช้วิธีนำการบ้านกลับมาให้คุณแม่ช่วยอ่านและเขียนให้ แต่ถ้าเป็นการบ้านที่คุณครูอนุญาตให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ เขาก็ใช้โปรแกรมอ่านจอภาพช่วยอ่านและพิมพ์งานส่งได้ด้วยตัวเอง 

หลังจบมัธยม ไอซ์เลือกสาขาที่สนใจศึกษาต่อไว้ 2 ทาง คือสายครุศาสตร์ และสายอักษรศาสตร์ 

“ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเตรียมตัวเยอะมาก ถ้าเป็นคนปกติอาจจะไปซื้อหนังสือติวได้ แต่เราต้องหาโหลดจากเว็บ ถ้าเป็นไฟล์ PDF จะใช้โปรแกรมอ่านจอภาพช่วยอ่านได้ แต่ถ้าเป็นไฟล์รูปก็จะอ่านไม่ได้ และหาเรียนเพิ่มเติมจาก Youtube ใช้ฟังเสียงเอา ไม่ได้ไปเรียนพิเศษที่ไหน เพราะคิดว่าไม่ช่วยอะไรนะ” 

ซึ่งความพยายามก็พาให้เขาได้เข้ามาเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชามัธยมศึกษา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษขั้นสูง 

02

ชีวิตนักเรียนครูของคุณครูไอซ์

ต้นไม้ที่กำลังแตกยอดอ่อนได้ย้ายมาอยู่ใต้ร่มต้นจามจุรี ดินผืนใหม่ที่มีพื้นที่ให้เขาได้เติบโตแผ่นกิ่งก้าน และแน่นอนว่า การรับมือกับ แรงลม แดด ฝน หนักกว่าเคย ในห้องเรียนไอซ์เป็นนักเรียนแถวหน้าที่พกความตั้งใจไปเต็มกระเป๋าทุกวัน จนเป็นที่รักของเพื่อนๆ และอาจารย์ จนเมื่อขึ้นชั้นปีที่ 3 เขาก็ได้รับคำชวนจากเพื่อนให้ลองออกมาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน

“ชีวิตการเรียนปกติต้องรบกวนให้เพื่อนช่วยอ่านเอกสารให้ เลยอาจจะอ่านช้ากว่าคนอื่นหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้ เรามาสนุกขึ้นตอนเพื่อนชวนมาทำค่าย ‘อยากเป็นครู’ เป็นค่ายที่ให้เด็กมัธยมปลายมาเรียนรู้คณะ เหมือนโอเพ่นเฮาส์ พอทำจึงได้มาเจอเด็กๆ มัธยม เขามาขอคำแนะนำ แล้วเราได้ให้คำเเนะนำเขา เรารู้สึกว่านี่แหละ ใช่เลย คือการได้เป็นครูแบบชัดๆ เลย

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“ตอนแรกก็ไม่กล้าทำ แต่เพื่อนให้โอกาส เพื่อนคุยเรื่องค่ายกันอยู่แล้วเราอยากลองทำ เพื่อนก็เลยชวนให้มาอยู่ฝ่ายวิชาการ เหมือนเส้นเข้ามาเลย (หัวเราะ) ซึ่งนั่นกลายมาเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะถ้าเราไม่ได้ทำตรงนี้ เราก็คงเอาแต่เรียนในห้องเรียน” 

ความรู้สึกจากการทำค่ายในวันนั้นเสมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ภาพการเป็นครูของเขาชัดเจนขึ้น และช่วยย้ำว่าเขากำลังเดินมาถูกทาง แต่ใครก็รู้เส้นทางสายนี้โรยด้วยหนามกุหลาบ ด่านต่อไปที่นิสิตคณะครุศาสตร์ทุกคนจะต้องเจอในการเรียนปีสุดท้ายคือ การฝึกสอนในโรงเรียน

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“การที่เรามาฝึกสอน ช่วงแรกคนอาจจะสงสัย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะขนาดตัวเราเองตอนนั้นยังกลัวเลยว่าเราจะฝึกสอนได้รึเปล่า ตอนแรกเขาจะให้ฝึกสอนที่โรงเรียนสอนคนตาบอด แต่โรงเรียนมีแค่ชั้นประถมศึกษา ซึ่งเราเรียนสาขามัธยมศึกษา ตัวเราเองก็กังวลว่าจะทำได้ไหม 

“จึงเริ่มจากการฝึกสอนรุ่นน้องที่รู้จัก เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และด้วยความที่เคยทำค่ายอยากเป็นครู ทำให้ได้รู้จักรุ่นน้องมากขึ้น เราเลยเอาตรงนี้มาเป็นจุดเริ่มต้นให้เราพัฒนาตัวเอง ไปสอนน้องๆ ฟรี ในขณะที่เพื่อนคนอื่นไปเป็นติวเตอร์หารายได้เสริมกัน เราก็ใช้ตรงนี้เป็นการฝึกตัวเอง”

ไอซ์ฝึกสอนเทอมแรกที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นด่านปราบเซียนของนิสิตฝึกสอน และใช้เวลาเทอมสองที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ไอซ์ใช้ความขยันเป็นจีพีเอสนำทางและมีความตั้งใจจริงเป็นเกราะคุ้มภัย เขาผ่านด่านฝึกสอนมาได้พร้อมบาดแผลเล็กน้อยทว่าสวยงาม ไอซ์เรียนจบพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง (เกรดเฉลี่ย 3.95) และคว้าฝันแรกสำเร็จด้วยการสอบผ่านเข้าบรรจุเป็นข้าราชการครู สอนวิชาภาษาอังกฤษได้ที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

03

กำแพงของการมองไม่เห็น

เมื่อบัดนี้ต้นไม้ต้นนี้เติบใหญ่ ถึงเวลาย้ายสู่ดินผืนใหม่เผื่อให้เขาได้หยั่งรากและแผ่กิ่ง เขาเคยฝึกสอนที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยมาแล้ว นี่จึงเหมือนการได้กลับบ้านอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เขากลับมาในฐานะของคุณครูอย่างเต็มตัว 

แม้จะได้กลับคืนสู่ผืนดินอุดมที่คุ้นเคย แต่ภาพของการเป็นผู้พิการทางสายตานั้นดึงดูดความสงสัย ความไม่เชื่อใจ จากทั้งครูคนอื่นในโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครอง อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในบทบาทของการเป็นครูเขาเองก็ต้องทำการบ้านหนักไม่แพ้นักเรียน

“ตั้งแต่ตอนที่มาฝึกสอน แรกๆ เด็กก็สงสัยว่าครูจะสอนได้ไหม แต่เด็กไม่พูดนะ แต่เด็กมายอมรับทีหลังว่าคิดเหมือนกันว่าครูจะไหวไหม จะทำได้หรือเปล่า แต่พอเขาลองเรียนก็เห็นว่าเราทำได้

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“พอได้มาบรรจุก็หนักกว่าตอนฝึกสอน เราได้รับการต้อนรับจากโรงเรียนอย่างดี แต่ก็มีผู้ปกครองบางคนที่มีความกังวลเพราะเขาไม่ได้รู้ว่าเราจบอะไรมา หรืออาจจะรู้แต่ก็ยังมีติดนิดหนึ่งกับคำว่าตาบอด จะสอนลูกเขายังไง จะคุมห้องยังไง ซึ่งเราเข้าใจนะ ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหนเราก็ต้องเจอกับคำถามพวกนี้อยู่แล้ว 

“ต้องขอบคุณคุณครูในหมวด คุณครูพี่เลี้ยงที่คอยช่วย และ คุณครูวีณา รัตนสุมาวงค์ หัวหน้าหมวดภาษาต่างประเทศ ที่ให้โอกาส เขาพยายามบอกว่าเราทำได้นะ โดยให้สอนเเบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากให้สอนในระดับเดิมก่อน มีไปติวสอบ O-Net บ้าง ช่วงแรกชั่วโมงยังไม่เยอะมากเท่าไหร่”

ไอซ์เล่าต่อว่า “เวลามีประชุมผู้ปกครองเราไม่เคยโดนคำพูดหรือปะทะตรงๆ แต่จะมีครูพี่เลี้ยงเล่าให้ฟังว่ามีคนมองบ้าง มีคนสงสัยบ้าง จากภาพที่เขาเห็นเรา เราคิดเสมอว่าเราจะทำอย่างไรให้เขามั่นใจว่าเราสอนลูกเขาได้

“เราก็มานั่งลิสต์ว่าเรายังทำอะไรไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่ามีบางอย่างที่เรายังทำได้ไม่เต็มที่ สมมติวันนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์เราจะแก้ปัญหายังไง เราเขียนกระดานไม่ได้ เราก็ต้องพูดสดสอน หรือเราคุมเด็กด้วยสายตาไม่ได้ ก็มานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้เด็กฟังเรา จึงหาเทคนิคใหม่ๆ มาทำให้เขาอยากเรียนกับเรา

“กับเพื่อนครูและการทำงานอื่นๆ ที่โรงเรียนอย่างยืนเวรเราก็ช่วย เขาจะให้ยืนในจุดที่ยืนหลายคน ทางโรงเรียนพยายามช่วยให้เราได้ทำสิ่งที่เราทำได้ เช่น ช่วงสอบเราคุมสอบไม่ได้ ก็มารับหน้าที่เป็นคนประกาศเวลาสอบแทน มีคุณครูพิมพ์ข้อมูลมาให้ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติเขาเขียน นี่ก็เป็นความช่วยเหลือ พอมาทำตรงนี้ก็เลยได้เป็นประชาสัมพันธ์ให้โรงเรียนด้วย เพราะเราใช้เสียงพูดได้ เราประทับใจโรงเรียนในแง่ที่เขาดึงจุดที่เราทำได้มาให้เราได้ทำด้วย”  

เมื่อเจอกำแพงของความไม่เชื่อใจและถนนสายนี้ไม่มีทางลัด ทางเดียวที่จะก้าวข้ามกำแพงนั้นไปได้ คือการทำให้เห็น โดยที่ไม่ลืมเห็นคุณค่าของตัวเอง 

“เราให้กำลังใจตัวเองด้วยการมองสิ่งที่เรามี วันที่เราท้อมันไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวไปทุกอย่าง มันมีจุดที่เราทำได้ เช่น ตอนช่วงเรียน ท้อมาก เหนื่อยกับการทำเอกสาร เราก็มองย้อนกลับไปว่าเราก็สอบเข้าครุฯ จุฬาฯ เอกอังกฤษ ได้นะ เรายังผ่านพวกนั้นมาได้ ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อะไรเลย เราผ่านมาเยอะ จนทุกวันนี้เราพิสูจน์ให้คนเห็นแล้วว่าเราทำได้”  

04

ห้องเรียนของครูไอซ์

ห้องเรียนของเขาสร้างด้วยคานความตั้งใจ วางบนเสาความทุ่มเท แล้วบรรจงเรียงอิฐความใส่ใจทีละก้อน ก่อนจะฉาบทับด้วยความอยากพัฒนาอยู่เสมอ นอกจากนั้น เทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เข้ามาเป็นสื่อสำคัญในห้องเรียนนี้อีกด้วย 

ผู้มีความบกพร่องทางสายตาใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนได้ปกติ ด้วยการติดตั้งโปรแกรมอ่านจอภาพ เช่น โปรแกรม NVDA (Non Visual Desktop Access) ซึ่งเป็นโปรแกรมอ่านจอภาพบนระบบปฏิบัติการวินโดว์ที่พัฒนาโดยคนไทย หรือการเปิดโหมด Accessibility Access ในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งช่วยอ่านไฟล์เทกซ์ทั้งจากโปรแกรมต่างๆ และบนอินเทอร์เน็ตออกมาเป็นเสียง

ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

ไอซ์ส่งหนังสือเรียนทุกเล่มไปให้อาจารย์ช่วยแปลงเป็นอักษรเบรลล์เพื่อใช้อ่านเตรียมตัวก่อนมาสอนและง่ายต่อการจดโน้ตเป็นอักษรเบรลล์ในส่วนที่นักเรียนยังไม่เข้าใจเพื่อที่เขาจะได้ไปทำการบ้านมาเพิ่ม พร้อมทำสไลด์ PowerPoint เพื่อใช้สอนเนื้อหาในแต่ละคาบ

เวลาว่างส่วนใหญ่ของครูไอซ์ถูกใช้ไปกับการหาเทคนิคใหม่ๆ ในการมาสอนจากเว็บต่างๆ เช่น British Council และ English Teaching Forum ห้องเรียนของเขาจึงเต็มไปด้วยกิจกรรมและสื่อการสอนใหม่ๆ เสมอ 

หนึ่งในนั้นคือ Kahoot แอปพลิเคชันในการสร้างและตอบคำถามออนไลน์ ที่กำลังได้รับความนิยมในห้องเรียนและการสัมมนาทั่วโลก โปรแกรมจะคล้ายๆ การเล่นเกมตอบคำถามแบบ ก ข ค ง โดยฉายคำถามขึ้นจอ แล้วเด็กๆ จะกดตอบคำถามจากมือถือหรือคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้ เพื่อแข่งกันว่าใครจะได้คะแนนมากที่สุด การบ้านของเขาถูกจัดทำด้วยโปรแกรม Microsoft Word พร้อมมี QR Code ให้นักเรียนทำควิซต่อได้อีก

ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“คนมักจะสงสัยเรื่องตรวจการบ้านยังไง เราใช้ Google Quiz สร้างการบ้าน ทำไฟล์เอกสารแล้วให้เด็กส่งมาทางอีเมลล์หรือเฟซบุ๊ก ส่วนข้อสอบปรนัยจะมีคอมพิวเตอร์ช่วยตรวจอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นตัวข้อสอบอัตนัยนี่ต้องให้น้องฝึกสอนหรือครูในหมวดช่วยอ่านให้ โดยเราจะทำเฉลยไว้ แล้วมานั่งคุยกันให้ผลการตรวจเป็นเรามากที่สุด ก็ต้องยอมรับว่าบางอย่างเราต้องพึ่งพาคนอื่นบ้าง” 

ระหว่างทางที่เราเดินคุยกับครูไอซ์ มีนักเรียนส่งเสียงสวัสดีและวิ่งเข้ามาชวนคุยอยู่ตลอดทาง จนอดสงสัยไม่ได้ว่านี่เราเดินอยู่กับคุณครูหรือดารากันแน่ เด็กๆ เล่าให้เราฟัง (แอบเม้าลับหลังครูไอซ์) ว่า ช่วงแรกมีไม่มั่นใจบ้างว่าครูจะสอนไหวไหม แต่พอได้ลองเรียนก็ชอบ ครูสอนสนุก ส่วนบางคนมีรุ่นพี่บอกต่อกันมาว่าครูสอนดีทำให้อยากเรียน 

เด็กๆ ยังเล่าเสริมอีกว่า ถึงแม้คุณครูจะมองไม่เห็น แต่คุณครูรู้ทุกครั้งถ้ามีใครแอบคุยกันหรือใครไม่ตั้งใจเรียน เขาจะใช้วิธีเรียกถามคำถาม ถ้าตอบไม่ได้ก็จะโดนจับได้ทันทีว่าไม่ตั้งใจฟังครู

“ครูไอซ์มีหนังสือเรียนเวอร์ชันอักษรเบรลล์ของเขาเอง เขาตอบได้หมดเลยว่าอะไรอยู่หน้าไหน แม่นกว่าหนูอีก บางทีบอกถูกหน้ากว่าครูบางคนด้วยค่ะ” 

“ครูไอซ์มีเกมมาตลอด มีชิพมาแจกเด็กๆ หนูชอบมาก (ประสานเสียง) ใครตอบคำถามได้ก็จะได้ชิพ แล้วไปบวกเป็นคะแนนจิตพิสัยท้ายเทอม” 

  ไอซ์เปลี่ยนภาพจำของคุณครูที่เด็กๆ ต้องเคารพแต่ไม่กล้าสบตา เป็นคุณครูที่ลูกศิษย์หลากรุ่นต่างวิ่งเข้ามาหา มาอัพเดตชีวิตส่วนตัวให้ฟัง ไม่ต้องมองเห็นก็รับรู้ได้ว่าดอกไม้ที่เขาใช้ความตั้งใจรดนั้นกำลังบานสะพรั่ง

05

ข้อสอบอัตนัย

มาถึงตรงนี้คงไม่มีคำถามอีกแล้วว่าเขาสอนได้อย่างไร ต้นไม้ต้นนี้หยั่งรากยืนต้นอย่างมั่นคง แผ่ร่มเงาให้แก่ทุกคนที่อยู่ใกล้ ไอซ์ได้รับการยอมรับจากทั้งนักเรียน เพื่อนร่วมงาน และผู้ปกครอง แล้ววันนี้อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการสอน เราถาม

“จะทำยังไงให้เด็กอยากเรียน” ไอซ์ตอบกลับทันที พร้อมย้ำหลายครั้งว่าคำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว และเป็นสิ่งที่เขาก็พยายามหาคำตอบใหม่ๆ มาอัพเดตห้องเรียนของเขาอยู่เสมอ 

“เราสอนแบบมีเกม มีกิจกรรม ให้เด็กได้พูด ได้จับคู่กัน อย่าง ม.ต้น เขาจะชอบพูด ส่วน ม.ปลาย ก็เอาข้อสอบเข้ามหา’ลัยมาติวเสริมให้เขา ที่สำคัญ เราจะเปิดโอกาสให้เด็กกล้าตอบ ถ้าตอบผิดก็จะไม่ว่า เพราะภาษาอังกฤษ สิ่งสำคัญคือต้องกล้า เด็กต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดให้ได้ มันทำให้เด็กอยากเรียนขนาดนั้นไหม มันก็ยังนะ เราก็ยังมีประสบการณ์ไม่มาก ยังต้องหากันต่อไป” 

แล้วถ้าให้ออกแบบวิชาของตัวเองได้ อยากสอนวิชาอะไร เราถามต่อ 

“English for Life สอนภาษาอังกฤษพื้นฐานในการใช้ชีวิต เช่น ทักษะการสื่อสาร การพูด การเขียน การติดต่อ อาจจะเป็นการเขียนจดหมาย Complain เขียนชื่นชม หรืออวยพรวันคริสต์มาส แล้วก็มีเสริมส่วนการค้นหาตัวเอง” ไอซ์ตอบพร้อมรอยยิ้ม 

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

ปัจจุบันไอซ์สอนที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยมาเกือบ 3 ปีแล้ว มีสอนสัปดาห์ละ 18 คาบ ให้นักเรียนชั้น ม.2 กับ ม.6 และยังคงหาวิธีการสอนใหม่ๆ มาให้นักเรียนของเขาเสมอ 

ล่าสุด ไอซ์ได้รับทุน Fulbright เพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเขาตั้งใจว่าจะไปศึกษาเพิ่มเติมด้านการสอนภาษาอังกฤษ หาประสบการณ์เพิ่มเติมเพื่อกลับมาพัฒนาการสอนของเขา 

จากเด็กชายไอซ์ที่เคยเป็นนักเรียนร่วมในชั้นมัธยม ค่อยๆ ค้นพบตัวเองและก้าวข้ามอุปสรรคในการเรียน จนกลายมาเป็นคุณครูผู้สอนในชั้นเรียนของเด็กสายตาปกติ เขาพิสูจน์ให้คนเห็นแล้วว่าการมองไม่เห็นไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนการสอน แล้วอะไรคือข้อจำกัดของวงการการศึกษาไทย อันนี้เป็นคำถามที่เราต้องช่วยกันตอบ (100 คะแนน) 

“เรื่องการศึกษา เราอยากให้เน้นภาคปฏิบัติมากขึ้น ทฤษฎีบางอย่างก็ต้องรู้ แกรมม่าก็ต้องเรียน แต่อยากให้เน้นการเอาไปใช้มากขึ้น เปิดให้นักเรียนได้ใช้ความคิดที่หลากหลาย ไม่จำกัดกรอบเขามาก ส่วนในภาพรวม ตอนนี้มีสอบเยอะมาก อยากให้ลดลง ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น 

“เช่นบางคนรู้เรื่องวิชาการหมดเลย แต่มาโรงเรียนยังไงไม่รู้ ควรให้เด็กได้มีทักษะชีวิต สิ่งสำคัญเลยคือทักษะที่จะใช้ในการแก้ปัญหา ไม่ใช่ปัญหาที่คุณครูกำหนดนะ แต่เป็นปัญหาในชีวิต ตรงนี้น่าจะเสริม ไม่อยากให้เรียนเพื่อแข่งเกรดกัน อยากให้ทุกคนช่วยกันเรียนแล้วประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

ดำเกิง มุ่งธัญญา ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

“เด็กแต่ละคนเขามีความต้องการแตกต่างกัน ไม่จำเป็นจะต้องไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่ว่าจบวิทย์ต้องไปเป็นหมอทุกคน นี่คือสิ่งที่อยากเห็น การเรียนที่ตอบสนองความหลากหลายของแต่ละคน เขาเป็นอย่างไรให้เขาได้เป็น ให้เขาได้ลอง” 

เรามีโอกาสได้คุยกับคุณครูวีณา รัตนสุมาวงค์ หัวหน้าหมวดวิชาภาษาอังกฤษ ถึงความรู้สึกวันแรกที่ได้เจอไอซ์ เธอเล่าให้ฟังว่า ตอนแรกเธอเองก็กังวลและสงสัยว่าจะทำได้อย่างไร แต่เธอเชื่อมั่นว่าเขาผ่านอะไรมาเยอะ ความเป็นครูสำหรับเธอคือการให้โอกาส แม้ในช่วงแรกจะมีความสงสัยจากคนรอบข้างบ้าง แต่สุดท้ายไอซ์ก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาทำได้ และเป็นครูที่มีศักยภาพสูง ทางโรงเรียนยินดีที่มีครูเก่งๆ มาสอนที่โรงเรียน 

“ทางโรงเรียนไม่ได้มีโควตาเพื่อคนพิการให้ เราให้โอกาสเขา ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นคนพิการ แต่เราเห็นว่ามีความตั้งใจจริงและเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาทำได้ เขาได้มาเป็นครูเพราะเขามีความสามารถผ่านเกณฑ์ของโรงเรียน นักเรียนทุกคนรักครูไอซ์ ถ้าวันหน้ามีคนที่มีความสามารถ มีความตั้งใจอยากเป็นครู ไม่ว่าจะพิการหรือไม่ เรายินดีต้อนรับ” คุณครูวีณากล่าว 

06

Inclusive Society

ต้นไม้จะงาม ไม่ใช่เพียงจากเมล็ดพันธ์ที่ดี หากต้องการดินดี ที่นั่นจึงจะกลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์

เรื่องราวของครูไอซ์เป็นบทพิสูจน์ว่าการเติบโตขึ้นท่ามกลางดินที่อุดมไปด้วยโอกาส และความเข้าใจทั้งจากครอบครัว เพื่อน โรงเรียน และสังคม ส่งผลให้เขากลายมาเป็นไม้งามที่ให้ร่มและแรงบันดาลใจต่อคนอื่นๆ ในการช่วยกันขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 10 Reduced Inequality

ในวันนี้ไอซ์วาดอนาคตไว้ว่าหลังจากเรียนจบเขาจะกลับมาเป็นคุณครูสอนเด็กๆ ไปเรื่อยๆ และถ้ามีโอกาสก็อยากเป็นวิทยากรหรือให้คำแนะนำเรื่องงานให้แก่ผู้พิการคนอื่นๆ ด้วย

“เราอยากสนับสนุน Inclusive Education การเรียนรวมให้คนพิการได้มีโอกาสเรียนร่วมกับนักเรียนปกติ อย่างที่เราได้รับโอกาส อีกอย่างเราคิดว่าการที่เรามาอยู่ตรงนี้ มันน่าจะเป็นการจุดประกายอย่างหนึ่งให้คนตาดีกับคนตาบอดเข้าใจกัน อย่างน้อยนักเรียนที่นี่เข้าใจเรา อย่างน้อยเขาเคยพาเราเดินและรู้ว่าเพียงให้คนตาบอดจับที่แขนเหนือข้อศอกแล้วเดินตามปกติ เขาก็ไปช่วยคนอื่นต่อได้ ซึ่งถ้าเราสอนแค่โรงเรียนสอนคนตาบอด ชีวิตจริงเด็กตาบอดไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เลยคิดว่าเราอยู่ตรงนี้ถูกที่แล้ว” 

หากผืนดินที่ต้นไม้หลากพันธุ์อยู่ร่วมกันกลายเป็นผืนป่า เปรียบดั่งสังคมที่ผู้พิการและคนอื่นๆ อยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งการอยู่ร่วมกันนั้นไม่ใช่การให้อภิสิทธิ์ใครอยู่เหนือใคร หากแต่เป็นการโอบรับความต้องการที่แตกต่างอย่างเปิดใจ เกื้อกูลในจุดที่อีกฝ่ายขาด และเลือกสรรจุดเด่นมาใช้เพื่อเติมเต็มกันและกัน สังคมคงกลายเป็นผืนป่าที่ร่มเย็นและน่าอยู่ 

ผู้ก้าวข้ามการมองไม่เห็นสู่พ่อพิมพ์ของชาติที่มอบแรงบันดาลใจให้คนทุกคน

Writer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ในชีวิตประจำวัน คนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่เรารู้จักข้าวที่กินลึกซึ้งแค่ไหน

ลองถามตัวเองว่า เรารู้ไหมว่าข้าวสวยร้อนๆ ที่แม่หุงให้กินแต่เช้าเป็นข้าวสายพันธุ์อะไร ข้าวสวยเมล็ดสีขาวจากร้านข้าวแกงใกล้ออฟฟิศที่กินประจำเป็นข้าวพันธุ์ใด ปลูกจากที่ไหน หรือแม้แต่ข้าวในกล่องอาหารแช่แข็งที่ต้องกินในวันหยุดยาว มีที่มาอย่างไร

  หากจะเดาเราคงนึกออกเพียงสายพันธุ์ข้าวที่คุ้นหูและมีขายอยู่ในตลาดทั่วไป ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ข้าวเหนียว ข้าวเสาไห้ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สายพันธุ์ข้าวที่ผุดขึ้นในใจเราคงมีเท่านี้ ซึ่งนับว่าข้าวที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก คิดเป็นเพียงไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของจำนวนสายพันธุ์ข้าวไทยที่มีอยู่ในธนาคารข้าวกว่าสองหมื่นสายพันธุ์

ข้าวอีโต๋น ข้าวก่ำดอ ข้าวลืมผัว ข้าวเล้าแตก จะมีสักกี่คนที่รู้จักและเห็นความสำคัญ ในวันที่เราคิดกันว่าข้าวก็คือข้าว ที่กินให้อิ่มท้องเท่านั้น ไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ และไม่ได้ใส่ใจเรื่องใกล้ตัวที่เป็นเหมือนเลือดเนื้อของเรา 

ผลกระทบจากความไม่รู้ ไม่ได้ใส่ใจ และไม่เลือกสรร จะส่งผลให้สายพันธุ์ข้าวไทยที่เรากินกันขาดความหลากหลาย และนำไปสู่การขาดความมั่นคงทางอาหาร ลุกลามไปถึงการทำลายวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิม

ชาวนาไทอีสาน

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณเดินทางสู่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อไปทำความรู้จัก ‘กลุ่ม ชาวนาไทอีสาน’ ชาวนารุ่นใหม่กลุ่มเล็กๆ ที่มีความตั้งใจอยากอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองไทย ด้วยวิถีดั้งเดิมที่ใส่ใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและการทำเกษตรพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

พวกเขาทำงานด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 2 Zero Hunger ที่มุ่งเน้นเกษตรกรรม ในด้านของการคงความหลากหลายทางพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้เพาะปลูก และชนิดพันธุ์พืชตามธรรมชาติ รวมถึงการมีธนาคารเมล็ดพันธุ์และพืชที่มีการจัดการที่ดีและมีความหลากหลาย เพื่อสร้างหลักประกันว่า จะมีการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม และองค์ความรู้ท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม

รวมถึงมุ่งเน้นการสร้างหลักประกัน ว่าจะมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืน และดำเนินตามแนวปฏิบัติการเกษตรที่มีภูมิคุ้มกันที่จะเพิ่มผลิตภาพและการผลิต ซึ่งช่วยรักษาระบบนิเวศและช่วยพัฒนาคุณภาพดินอย่างต่อเนื่อง

ชาวนาไทอีสาน

กลุ่มชาวนาไทยอีสาน ยังก่อตั้ง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙D) โดยปรับปรุงพื้นที่ริมหนองน้ำในหมู่บ้าน ให้กลายเป็นพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์พร้อมไปกับการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านไว้ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้ชุมชนและคนทั่วไป พวกเขากำลังขมักเขม่นทดสอบ และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวนับร้อยสายพันธุ์ โดยวันนี้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ 7 สายพันธุ์พร้อมเป็นทางเลือกที่เพิ่มความหลากหลายให้คนไทยได้กิน 

เรื่องราวของพวกเขา ทำให้เราหันกลับมามองเรื่องข้าวใหม่อีกครั้ง เพราะสายพันธุ์และวิถีปลูกให้ได้มาซึ่งข้าวแต่ละเม็ดที่เรากิน มีความหมายยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง ไปถึงความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของระบบนิเวศ 

ดังนั้นในฐานะผู้บริโภค ซื้อข้าวหรือผลผลิตทางการเกษตรใดๆ ในครั้งต่อไป เราควรใส่ใจถึงที่มาและให้ความสำคัญกับความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชตามธรรมชาติ ด้วยการอุดหนุนเกษตรกรที่ปลูกพืชพรรณชนิดอื่นๆ ดูบ้าง ที่สำคัญคือวัตถุดิบทุกชนิดมีคุณค่า ซื้อแต่พอดีเท่าที่บริโภค ไม่เหลือทิ้งขว้างเพื่อความยั่งยืนของระบบการผลิตอาหารและทรัพยากรของลูกหลานเราในอนาคต

01

กลุ่มชาวนารุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นอนุรักษ์พันธุ์ข้าวไทย

 อุ้ม– คนึงนิตย์ ชะนะโม หนึ่งในสมาชิกกลุ่มชาวนาไทอีสาน คือชาวนารุ่นใหม่จากจังหวัดบุรีรัมย์ที่กลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด

เริ่มแรกนั้นเธอทิ้งชีวิตการงานในกรุงเทพฯเพื่อกลับมาดูแลแม่ที่ป่วย และรับช่วงต่อการทำนาของที่บ้าน โดยที่ไม่ได้มีความรู้ด้านการเกษตรอะไรมากมายไปกว่าการทำไปตามที่จดจำได้ในวัยเด็ก เพียงแต่ครั้งนี้เธออยากทำการเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวปลอดสารพิษ เพื่อดูแลสุขภาพของแม่ไปพร้อมกัน 

อุ้ม–คนึงนิตย์ ชะนะโม

ชีวิตการทำนาของอุ้มไม่ใช่เรื่องง่าย เธอต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ทั้งจากคนรอบข้างที่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทิ้งชีวิตที่ควรจะได้เป็นเจ้าคนนายคนมาทำนาอินทรีย์ที่ลงมือลงแรงมากกว่าการทำนาใช้สารเคมีตามสมัย

แต่เธอไม่ถอดใจ หาข้อมูลมากมายจากอินเทอร์เน็ต และสุดท้ายได้ไปอบรมกับเครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนาของทีวีบูรพา ทำให้เธอได้รับความรู้ชุดใหม่จากครูบาอาจารย์หลายท่านที่ทำเรื่องข้าวมานาน

ชาวนาไทอีสาน

หนึ่งในผู้ให้ความรู้ที่อาจเรียกได้ว่าเปลี่ยนความคิดของอุ้มในครั้งนั้นคือ อาจารย์ตุ๊หล่าง-แก่นคำหล้า พิลาน้อย นักพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองชาวยโสธร และเป็นชาวนารุ่นใหม่วัยสามสิบกว่าผู้มีสายเลือดชาวนาเต็มเปี่ยม เขาอุทิศชีวิตให้กับการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชพื้นบ้านให้มีความหลากหลายเหมือนที่เคยเป็นมา ทั้งยังต่อยอดปรับปรุงและพัฒนา เพื่อให้ตอบสนองการเพาะปลูกพื้นบ้านและนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารมาตลอดชีวิต

“จากที่ชีวิตรู้จักและเคยกินแต่ข้าวหอมมะลิกับข้าวเหนียว พอได้ความรู้จากพี่ตุ๊หล่าง เราตื่นเต้นมาก สายพันธุ์ข้าวมีเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ ทำไมเราได้กินแค่นี้ละ เรานั้นอยากเอามาปลูกให้ที่บ้านกิน แต่พอได้คุยและเห็นสิ่งที่เขาทำ ทำให้อยากมีส่วนร่วมที่จะช่วยเขาในการปลูก คัดพันธุ์ข้าว เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวนาดั้งเดิมจริงๆ ที่หายไป และเพื่อนๆ หลายคนที่ไปอบรมด้วยกันก็มีเป้าหมายเช่นเดียวกัน”

02

ก่อกำเนิดกลุ่มชาวนาไทอีสาน

การอบรมครั้งนั้นก่อให้เกิดการการรวมตัวกันของกลุ่มของชาวนาภาคอีสานรุ่นใหม่ ที่มีที่มาจากหลากหลายอาชีพ แต่มีพื้นเพความเป็นลูกหลานชาวนาและมีอายุไล่เลี่ยกัน ที่สำคัญคือมีความมุ่งมั่นและศรัทธาในวิถีการทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวอย่างแรงกล้า โดยมีอาจารย์ตุ๊หล่างเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้ ทุกคนในกลุ่มกลับไปทำนาของตนในหลายจังหวัดภาคอีสาน เช่น ยโสธร บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ ได้มาแบ่งปันข้อมูลกัน ความสัมพันธ์ของผู้มีอุดมการณ์เดียวกันก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นพี่น้องและเพื่อนที่พร้อมช่วยเหลือกันและกัน

หมอรุจน์–สมศักดิ์ สมจิตร

 หมอรุจน์ – สมศักดิ์ สมจิตร สัตวแพทย์ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ดูแลด้านการสื่อสารของกลุ่มชาวนาไทอีสาน เล่าถึงการเริ่มต้นของการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มชาวนาไทอีสานเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2560 โดยมีสมาชิกเพื่อนพี่น้องชาวนา 15 คน ที่มีผืนนาอยู่ในภาคอีสาน โดยตั้งกฎเกณฑ์ แบ่งหน้าที่ และกำหนดภารกิจหลักของกลุ่มไว้ว่า

แปลงนาแต่ละผืนของกลุ่มชาวนาไทยอีสานเป็นเหมือนงานวิจัยพัฒนา ทุกคนมีส่วนในการนำเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองที่ต้องการอนุรักษ์ หรือเมล็ดข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาจากอาจารย์ตุ๊หล่างมาทดลองปลูกเพื่อเก็บข้อมูล สรุปผล เพื่อขยายพันธุ์ให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุดต่อไป

03

ความมั่นคงทางอาหารที่หายไป

เราได้ยินคำพูดที่ว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” จากทั้งคู่อยู่หลายครั้ง จึงถามในฐานะผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่ได้ตระหนักถึงประเด็นนี้ว่ามีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

“การที่เรารู้จักข้าวที่กินเพียงไม่กี่สายพันธุ์ พอไปร้านขายผักก็มีผักไม่กี่ชนิด นี่คือการขาดความหลากหลาย หากพวกเราไม่อนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวหรือพืชที่ประเทศเราเคยมีไว้ ความมั่นคงทางอาหารจะหายไปพร้อมกับรุ่นเรา” อุ้มเล่าถึงความกังวลต่อสถานการณ์ในตอนนี้ 

ชาวนาไทอีสาน
ชาวนาไทอีสาน

ก่อนที่หมอรุจน์เสริมขึ้นในประเด็นของระบบทุน ที่ทำให้ความหลากหลายและความมั่นคงทางอาหารหายไป “เขาผลิตได้เท่าไหร่ก็ให้คนรู้จักเท่านั้น หรือบางอย่างไม่เหมาะกับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม เช่น ผักพื้นบ้านต่างๆ เมื่อมีสินค้าเท่านั้นก็ประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้เท่าที่มี ว่ามีทางเลือกเท่านี้ กลายเป็นการสร้างกรอบในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะกับคนเมืองที่แทบไม่มีทางเลือกและไม่ได้หาทางเลือกเพิ่มให้กับตัวเอง ตลาดสีเขียวที่พอจะเป็นทางเลือกมีน้อย เข้าถึงได้ยาก ราคาสูงเกินไป ทุกอย่างบีบให้เราเหลือทางเลือกน้อยลง”

ความปลอดภัยและความใส่ใจในที่มาของอาหาร นับเป็นอีกมิติหนึ่งของความมั่นคงของอาหาร ที่เมื่อขาดความสนใจจนเกิดผลเสียมากมายกว่าที่เราคิดกัน

ชาวนาไทอีสาน

“เราไม่ได้สนใจที่มาของอาหาร ไม่ได้เชื่อมโยงว่าการกินของเรามีผลกระทบอะไรบ้าง การกินแบบนี้ภูเขาหัวโล้นไหม น้ำเสียหรือเปล่า มีปลาหรือจุลินทรีย์ตายไปกี่ล้านประเภท สูญพันธุ์ไปเท่าไหร่ หรือแม้แต่การกินโดยไม่รู้ที่มา ส่งผลถึงชีวิตที่ล่มสลายไปแค่ไหน ชาวกะเหรี่ยงที่เคยหากินในป่า วิถีชีวิตที่พึ่งพิงอนุรักษ์ป่าหายไป เพราะป่าถูกถางให้โล่งเตียนเพื่อปลูกข้าวโพด เมื่อกินโดยไม่มีส่วนไปเกื้อกูลผู้ผลิต ผลเสียคือความไม่ยั่งยืนโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต หรือสร้างปัญหาสารพัดให้เกิดขึ้นมา”

“นี่ยังไม่นับถึงการพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือโรงสีขนาดใหญ่ พึ่งพาแรงงานบางส่วนจากคนอื่น หรือพึ่งพาเครื่องจักรบางประเภทเกินกำลังตัวเอง ก็ไม่ได้เกิดความมั่นคงที่แท้จริงลุกลามไปถึงอธิปไตยทางอาหารและผืนดินของเราอาจถูกจำกัดสิทธิ์ด้วยกฎเกณฑ์บางอย่าง ปลูกพืชผักที่มีการจดสิทธิบัตรไม่ได้ ขยายพันธุ์พืชไม่ได้ กลายเป็นการมาให้เสรีภาพในการปลูก ในที่สุดก็ไปจำกัดเสรีภาพในการกินด้วยเช่นกัน”

04

วิถีการทำนาที่ประณีตและที่ยั่งยืน

ด้วยปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารที่ประเทศไทยประสบอยู่ กลุ่มชาวนาไทอีสานพยายามหาทางแก้ปัญหานี้ด้วยวิถีการทำนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ยิ่งในยุคสมัยที่รีบเร่ง ชาวนาถูกเร่งรัดให้ผลิตข้าวได้เร็วขึ้น ปริมาณมากขึ้นเพื่อไปแข่งขันกันในตลาด วิถีการเกษตรดั้งเดิมอันประณีตและเน้นการพึ่งพาตนเองก็หายไป วิถีสำคัญในการคัดพันธุ์ข้าวอันเป็นกระบวนการรักษาพันธุ์ให้ได้คุณภาพถูกตัดออกไป โดยชาวนาเลือกที่จะไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือโรงสีขนาดใหญ่ ไม่มีการพึ่งพาตนเอง

“ปัจจุบันไม่มีใครคัดพันธุ์ข้าวแล้ว ทำให้คุณภาพของเมล็ดข้าวต่ำลง สุดท้ายข้าวไทยจะไม่มีคุณภาพ ปัญหาหนึ่งที่กรมการข้าวพบคือ ข้าวไทยมีคุณภาพต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา ส่งผลต่อการส่งออก ทั้งที่พันธุ์ข้าวของเราที่เคยดี ในระดับดีเอ็นเอก็ยังดีอยู่ แต่ลักษณะการปลูกที่ไม่ได้คัดพันธุ์อยู่เสมอ ทำให้คุณภาพต่ำลงไปเรื่อยๆ” หมอรุจน์ เล่าถึงปัญหาที่เกิดจากการทำนาในวิถีปัจจุบัน

ชาวนาไทอีสาน
ชาวนาไทอีสาน

การทำนาของกลุ่มชาวนาไทอีสานจึงเป็นการรื้อฟื้นวิถีการเกษตรดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่หายไปตามกาลเวลา เป็นการทำงานอย่างประณีต เทียบได้กับเป็นงานคราฟต์ตามสมัยที่ใครๆ เรียกกัน เริ่มตั้งแต่กระบวนการเตรียมแปลงนาให้เป็นอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและปุ๋ย ซึ่งต้องหาทางจัดการไปตามพื้นที่ของแต่ละคน

แปลงนาทุกผืนของสมาชิกกลุ่มเป็นนาดำ นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องนำต้นกล้าปักดำในผืนนาทีละต้น นับเป็นการทำนาดั้งเดิมชนิดที่แต่ละพื้นที่จะมีนาชนิดนี้ก็จากชาวนากลุ่มนี้เท่านั้น เพราะปัจจุบันชาวนาทั่วไปมักใช้วิธีการหว่าน หลังจากหว่านก็พ่นยาฆ่าหญ้าแบบปูพรมเพื่อไม่ให้ต้นหญ้าโตแซงต้นข้าว ก่อนที่ฝนจะตกและมีน้ำมาคลุมต้นหญ้าและให้ข้าวเติบโต ดังนั้นถ้าบ้านไหนทำนาหว่านก็มีโอกาสที่ต้องใช้สารเคมี

ชาวนาไทอีสาน

ระหว่างที่ต้นกล้าเติบโตก็เข้าสู่การคัดพันธุ์ข้าวสำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ในปีต่อไป เพราะข้าวที่ปลูกมีการกลายพันธุ์ทุกปี หากไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีไว้ปลูกต่อ ข้าวรุ่นใหม่จะมีลักษณะห่างไกลจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปเรื่อยๆ ขั้นตอนการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวต้องสังเกตกันตั้งแต่ข้าวแตกกอไปจนถึงก่อนนำไปปลูก อุ้มเล่าขั้นตอนคร่าวๆ ว่า 

1. เริ่มจากการสังเกตในช่วงที่ข้าวแตกกอ ชาวนาจะเดินดูว่าข้าวแต่ละสายพันธุ์ว่ามีการแตกกอได้ดีหรือ การออกรวงมีเมล็ดดกตรงตามพันธุ์หรือไม่ 

2. นับจำนวนรวง จำนวนเมล็ดข้าวต่อรวง ปริมาณเมล็ดข้าวต่อหนึ่งงานที่ทดลองปลูก และขนาดของเมล็ดข้าว สี และรสชาติที่ตรงตามสายพันธุ์ 

3. เมื่อได้ต้นตรงตามลักษณะพันธุ์ก็จะคัดแยกโดยผูกเชื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจะเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ แต่สุดท้ายหากแกะเปลือกข้าวชิมทั้งที่ดิบแล้วไม่หอมก็ถูกคัดออก นอกจากเห็นว่ารวงสวยมากจึงจะเก็บไว้เพื่อปลูกผสมกับพันธุ์อื่นต่อไป

4. นำเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากกอที่เก็บไว้มาแกะเปลือกดูทีละเมล็ด เพื่อดูว่าข้าวที่เลือกไว้มีรูปร่างสมบูรณ์ ไม่แตก ไม่เว้าแหว่ง ไม่ท้องลาย และมีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ เมื่อชิมแล้วมีกลิ่นหอม รสชาติดีก็จะเก็บไว้ บางครั้งอาจต้องใช้แว่นขยายส่องหาเพื่อเฟ้นหาเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ที่สุด เมื่อคัดเมล็ดพันธุ์ไว้ได้ เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ชาวนาจะลองชิมรสชาติอีกครั้งเพื่อทดสอบคุณภาพก่อนทำการปลูก 

ชาวนาไทอีสาน
ชาวนาไทอีสาน

การคัดพันธุ์ข้าวจึงเป็นงานละเอียดที่ต้องใช้ความรู้และความละเอียดอ่อนสูง เพียงขั้นตอนหนึ่งอาจใช้เวลาเป็นวันหรือหลายวัน หากเป็นชาวนาทั่วไปที่ไม่ได้มีใจรักในสิ่งที่ทำขนาดนี้ คงหนีไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ทั้งง่ายและไม่เปลืองแรงในการทำงาน

หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์แล้ว กระบวนการยังไม่จบ เพราะพวกเขาต้องนำเมล็ดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เหล่านี้ลงปลูกในปีถัดไป เพื่อเพิ่มจำนวนให้เยอะขึ้นและตอบสนองต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี ซึ่งหมายความว่ากระบวนกันอันละเอียดลออที่เล่ามาทั้งหมดนี้ต้องทำซ้ำทุกปีไม่มีหยุด

ชาวนาไทอีสาน

“เมล็ดพันธุ์ต้องมีการปลูกทุกปี ไม่ใช่ว่าได้พันธุ์ที่ดีแล้วจะเก็บแช่ตู้เย็นไว้ 3 ปีแล้วกลับมาปลูก ทำอย่างนั้นไม่ได้ อัตราการรอดจะต่ำ เพราะไม่มีการจดจำของเมล็ดพันธุ์ในระดับดีเอ็นเอ การตอบสนองต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปีไม่มีการปรับตัว ดังนั้นการอนุรักษ์ที่ดีคือต้องปลูกทุกปี ซึ่งตุ๊หล่างมีพันธุ์ข้าวโบราณเป็นร้อยพันธุ์ที่ต้องปลูกและเก็บเกี่ยวรักษาไว้ งานนี้จึงทำคนเดียวไม่ได้ ต้องแบ่งงานกันในกลุ่มทำ และยิ่งถ้ามีคนเยอะเท่าไหร่ การอนุรักษ์และพัฒนาจะไปได้ง่าย เร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น” หมอรุจน์อธิบายเสริม

“นี่ยังไม่รวมถึงการผสมพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ๆ” หมอรุจน์เกริ่นพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนที่อุ้มจะเสริมตามประสบการณ์ตรงของตัวเองว่า “อันนี้ยากกว่าจริงๆ เพราะเราต้องนั่งรอให้เกสรบาน ใน 1 วันจะมีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราต้องใช้ฟอเซปคีบเกสรจากต้นนี้ไปใส่อีกต้น”

“แต่การคีบเกสรผสมพันธุ์ยังเป็นขั้นปลายนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ต้องปลูกข้าว 2 พันธุ์ที่มีอายุต่างกันให้ออกดอกพร้อมกัน สมมติว่าพันธุ์นี้ 120 วัน อีกพันธุ์ 80 วัน ก็ต้องวางแผนปลูกพันธุ์ 120 วันก่อน เพื่อให้ออกดอกพร้อมกัน ทุกอย่างต้องวางแผน ชาวนาต้องเป็นทั้งนักคิด นักวางแผน และนักปฏิบัติการในคนเดียวกัน”

05

ความมั่นคงทางอาหารที่เกิดได้จริง

ทุกขั้นตอนที่กลุ่มชาวนาไทอีสานทุ่มเททำล้วนเป็นการพึ่งพาตัวเองอย่างสมบูรณ์ พวกเขามีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับปลูกในปีต่อไป ในแปลงนามีข้าวหลายสายพันธุ์ที่พอสำหรับกินในครอบครัว แบ่งปันสำหรับคนที่ขัดสน และพอมีสำหรับการจำหน่าย

อุ้มเล่าถึงการทำเกษตรอินทรีย์ที่ให้ผลแก่ตัวเองในเบื้องต้นว่า“ผลที่เห็นคือเริ่มจากตัวเองมีทางเลือกที่หลากหลาย เราเลือกกินได้ จึงจะเรียกว่าในพื้นที่ของตัวเองมีความมั่นคงด้านอาหารอย่างแท้จริง แล้วเราไม่ได้กินเพียงแค่ในครอบครัว แต่ได้แจกจ่ายคนที่ไม่มีกิน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้”

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d)

นอกเหนือจากงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาในนามกลุ่มชาวนาไทอีสานแล้ว อุ้มยังก่อตั้ง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d) โดยปรับปรุงพื้นที่ริมหนองน้ำในหมู่บ้าน ให้กลายเป็นพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์และพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน พร้อมไปกับการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านไว้ และส่งต่อองค์ความรู้ให้ชาวบ้านไป เพื่อหวังให้เกิดกระจายความรู้ต่อไปให้บ้านใกล้เรือนเคียง ศูนย์นี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลา 5 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วม 41 คน โดยมีแปลงปลูก 161 แปลง

สมาชิกของ 0๙d มีพืชผักอินทรีย์ปลอดภัยเก็บกินได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ อยากกินอะไรก็ปลูกเองได้ เป็นการพึ่งพิงตนเอง ลดการพึ่งพิงภายนอก ทั้งยังมีเงินเหลือเก็บและสร้างรายได้เสริมจากการขายผักที่ปลูกได้ นับเป็นการรื้อฟื้นวิธีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน ที่สะท้อนถึงความมั่นคงทางด้านอาหารได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d)
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d)

“เด็กที่ครอบครัวยากจนสามารถเข้ามาเก็บผักของเราได้โดยไม่ต้องจ่ายตังค์ เรารู้สึกว่าเป็นทางเลือกให้เขาได้ ถ้าเขาไปซื้อต้นหอม 5 บาท ผักชี 5 บาทก็นับเป็นรายจ่าย ถ้าชาวบ้านไม่มีรายจ่ายตรงนี้ ก็ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน พวกเขาก็มีความสุข อยากกินส้มตำก็ไปเก็บที่ศูนย์ได้ แทบไม่ต้องควักเงินเลย” เธอยิ้มอย่างภูมิใจในผลที่ได้เห็นจริง

“ศูนย์กลางของเขาจะเปลี่ยนไป จากร้านพุ่มพวงกลายเป็นที่ศูนย์แทน” หมอรุจน์พูดแซวถึงสถานการณ์ที่ได้เห็นว่าเกิดขึ้นจริงที่บ้านของอุ้ม

01

ภารกิจเพื่อมนุษยชาติ

ปัจจุบัน กลุ่มชาวนาไทยอีสานกำลังช่วยอาจารย์ตุ๊หล่างทดสอบและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวนับร้อยสายพันธุ์ แต่วันนี้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ 7 สายพันธุ์ที่มีการพัฒนามากว่า 20 ปีที่พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้คนได้กิน แต่ละสายพันธุ์มีชื่อไพเราะและมีความหมาย สะท้อนถึงความละเมียดละไมในการสรรค์สร้างประดุจเป็นอัญมณีที่ผู้รังสรรค์ตั้งใจทำ

ข้าวเจ้าหอมเวสสันตะระ ข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตร ข้าวเจ้าหอมเวสวิสุทธิ์ ข้าวเหนียวดำสีลาภรณ์ ข้าวเหนียวดำอสิตะ ข้าวเจ้าหอมเพชรราตรี ทั้งหมดคือข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่อาจารย์ตุ๊หล่างและกลุ่มชาวนาไทอีสานภูมิใจเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน ‘มาเด้อมาชิมข้าวใหม่’ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

ชาวนาไทอีสาน

ภายในงานมีทั้งนิทรรศการ เวิร์กช็อป การเสวนา และ Chef’s Table ที่เชฟชื่อดัง 6 คนมารังสรรค์เมนูจากข้าวทั้ง 7 สายพันธุ์ นับเป็นการสื่อสารต่อสังคมอย่างเป็นทางการที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมมากขึ้น โดยมีผู้คนเริ่มติดต่อสอบถาม อุดหนุน สนับสนุนกลุ่ม และมีเชฟชาวต่างชาตินำข้าวไทยไปใช้รังสรรค์เมนู พร้อมเป็นตัวแทนสื่อสารความตั้งใจของกลุ่มชาวนาไทอีสานให้โลกได้รู้จัก

หลังจากที่เดินบนเส้นทางการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวและพืชมาอย่างต่อเนื่อง อาจารย์ตุ๊หล่างและกลุ่มชาวนาไทอีสานมองไปถึงภารกิจสำคัญที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ที่อยากให้มนุษยชาติมีความมั่นคงทางอาหารอย่างแท้จริง

  “นอกจากเราอยากพัฒนาพันธุ์ให้ได้ข้าวที่ดี สวย อร่อย ตรงตามความต้องการหรือความชอบของคนที่มีหลากหลายมากและเล็กลงเรื่อยๆ จนเป็น Subculture แล้ว เรายังอยากปลูกข้าวให้ได้ในสภาพอากาศและความเปลี่ยนแปลงของโลก ถ้าไม่มีการพัฒนา ข้าวจะนิ่ง ไม่มีการปรับ เพราะระบบการเกษตรที่ทำลายทุกอย่าง ไม่ได้ช่วยในการพัฒนาสายพันธุ์เลย” หมอรุจน์เริ่มเล่าให้เห็นความตั้งใจที่ใหญ่ขึ้น

“ตุ๊หล่างมองไปถึงอนาคต เขาถึงกับฝันว่าจะเอาข้าวที่ปลูกได้ผลผลิตมากๆ และปลูกได้ในที่แห้งแล้งมาพัฒนาให้อินเดียปลูก เพราะข้าวพันธุ์อินเดียไม่เวิร์ค เขาอยากให้คนอินเดียได้กินข้าวที่อร่อย ปลูกครั้งเดียวได้กินทั้งปี เพราะเขาเคยไปอินเดียและเห็นว่าที่นั่นไม่มีความมั่นคงใดๆ การทำเกษตรยังไม่ถึงจุดที่พอเลี้ยงดูตัวเองได้ แค่พื้นฐานการมีอยู่มีกินยังยาก ถ้าได้ข้าวสายพันธุ์ที่ไปตอบโจทย๋ได้ก็เป็นเรื่องดี นี่คือเขามองความยั่งยืนไม่ใช่เฉพาะในบ้านเราแล้ว แต่ยังมองถึงอนาคตเผื่อแผ่ไปถึงที่อื่นด้วย”

จากวันเริ่มต้นที่เพียงอยากมีข้าวหลายสายพันธุ์ให้คนที่บ้านได้กิน วันนี้อุ้มกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสิ่งอันมีคุณค่าให้แก่มวลมนุษยชาติ ที่เธอเองไม่เคยตระหนักถึงว่างานที่เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ และทำด้วยใจจะก่อกำเนิดผลยิ่งใหญ่ได้เพียงนี้

“อุ้มรู้สึกอิ่มอยู่ข้างใน ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยัง นี่เราทำได้ขนาดนี้เชียวเหรอ สิ่งเล็กๆ ที่เราทำอยู่เป็นเรื่องปากท้องของเรา แต่กลับเชื่อมโยงกับผู้คนตั้งมากมาย เรารู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว เราได้รู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ที่เมื่อก่อนเราเคยค้นหาว่าเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร นี่แหละความหมายของชีวิตที่เราจะมีอยู่ ณ ตอนนี้และต่อไป” อุ้มทิ้งท้ายด้วยดวงตามีประกายแห่งความสุข

เราเชื่อมั่นว่ากลุ่มชาวนาไทอีสานและภารกิจในการผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 2 Zero Hunger จะดำเนินต่อไปด้วยความยั่งยืน เพราะตอนนี้สิ่งเล็กๆ ที่พวกเขาค่อยๆ ก่อร่างสร้างขึ้น ทำให้ผู้บริโภคในเมืองอย่างพวกเราได้ตระหนักถึงความปลอดภัยและความใส่ใจที่มาของอาหาร ซึ่งเป็นอีกมิติของความมั่นคงของอาหาร ที่เมื่อขาดความสนใจจนเกิดผลเสียมากมายกว่าที่เราคิดกัน

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load