วีรกรรมปราบฮ่อ หลวงพ่อพระใส สะพานไทยลาว” เป็นคำขวัญที่รวบรวมสิ่งสร้างชื่อและความภาคภูมิประจำจังหวัดชายแดนเล็กๆ ในภาคอีสานชื่อหนองคาย เอาไว้ตามขนบ

แต่นอกจากความเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับ 7* ที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในคำขวัญแล้ว หนองคายยังมีร้านอาหารเวียดนามชื่อ ‘แดงแหนมเนือง’ เป็นอีกหนึ่งหน้าตา ถ้าใครได้โอกาสไปเยือนเมืองชายแดนแห่งนี้ ไม่ว่าเป็นจุดหมายหรือทางผ่านก็มักไม่พลาดไปเยือนแน่ๆ 

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายถึงกับให้ฉายาร้านแดงแหนมเนืองเอาไว้ว่า เป็น ‘ห้องรับแขกประจำจังหวัดหนองคาย’

เราก็เป็นแฟนเหนียวแน่นของร้านแดงแหนมเนืองเช่นกัน เมื่อไปหนองคายในฤดูกฐินที่ผ่านมา หนองคายเงียบเหงาไปมากเพราะสถานการณ์ COVID-19 ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ก็ยังคงปิดอยู่ การค้าในจังหวัดชายแดนแห่งนี้เลยเงียบเหงาจนคนในจังหวัดเปรยว่า “รู้สึกเหมือนเป็นวันอาทิตย์ทุกวัน” 

แต่เมื่อเราไปเยือนร้านแดงแหนมเนืองตามสูตร ความคึกคักที่คุ้นเคยกลับไม่เปลี่ยนไปเลย ร้านอาหารเวียดนามเก่าแก่ริมแม่น้ำโขงแห่งนี้มีลูกค้าเยอะระเบิดระเบ้อ ขนาดทำให้ถนนหน้าร้านแดงเป็นจุดเดียวในจังหวัดหนองคายที่การจราจรติดขัด 

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

จากไม่เคยสงสัย ก็อยากรู้ขึ้นมาเลยว่า แนวคิดในการทำธุรกิจของแดงแหนมเนืองเป็นอย่างไร ถึงประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ และในเมื่อมีคนต้องการแดงแหนมเนืองมากจนเต็มร้านขนาดนี้ ทำไมเรายังแทบไม่เห็นร้านแดงแหนมเนืองนอกจังหวัดหนองคายเลย

ความสงสัยพาให้เราไปทำความรู้จักกับ ศัตภัทร สหัชพงษ์ ผู้จัดการร้านแดงแหนมเนืองคนปัจจุบัน และได้โอกาสต่อสายพูดคุยกับเขาในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา 

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

เขาแนะนำตัวเองและประวัติร้านไปพร้อมกันอย่างสั้นๆ ว่า เขาเป็นน้องชายคนเล็กของ แดง-วิภาดา จิตนันทกุล ผู้ก่อตั้งร้านแดงแหนมเนืองเพื่อสืบทอดธุรกิจและสูตรอาหารเวียดนามจากมารดาบิดาชาวเชื้อสายเวียดนาม แม่ของเขาหาบสาแหรกขายแหนมเนืองและอาหารเวียดนามอื่นๆ แบบต้นตำรับมาตั้งแต่ พ.ศ. 2511 และเปิดเป็นร้านในตึกแถวเล็กๆ ให้ชื่อว่าแดงแหนมเนือง ตามชื่อลูกสาวคนโตผู้เป็นผู้ช่วยมือหนึ่งในตอนนั้น 

หลังจากพี่แดงเสียชีวิตไปเมื่อ พ.ศ. 2560 ศัตภัทรผู้ใกล้ชิดกับธุรกิจร้านแดงแหนมเนืองมาตลอดก็เข้ามาดูแลกิจการต่อเป็นรุ่นที่ 3 

“ร้านนี้ไม่ใช่แค่ของผม แต่เป็นของคนหนองคาย” แม้จะมีตำแหน่งพ่วงท้ายว่าเป็นผู้จัดการร้าน แต่เขาก็ยังยืนยันแบบนี้ “เราภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ผมอยากให้คนหนองคายบอกคนอื่นได้ว่าเรามีอะไรดี อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของร้านแดงแหนมเนือง อยากให้เขาปลื้มเวลาพาใครมากินที่ร้านเราแล้วแขกของเขาประทับใจ”

ด้วยความใกล้ชิดกับธุรกิจนี้มานาน และมุ่งมั่นแน่วแน่จะสร้างคุณค่าให้ตำนานบทนี้ ศัตภัทรจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงบางอย่างในรุ่นของเขา ถึงกระนั้น แก่นแกนและเรื่องสำคัญๆ หลายอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย 

“อาหารอร่อยเพราะเราทำใหม่ตลอดเวลา”

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

ศัตภัทรยอมบอกเคล็ดลับความสำเร็จของแดงแหนมเนืองแบบไม่หวงว่า คือความสดใหม่ซึ่งเกิดจากวัตถุดิบที่ดี การจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และความซื่อตรงที่จะรักษาคุณภาพทั้งหมดนี้ให้ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เรื่องที่ยืนหนึ่งเลย เรายกให้เรื่องผัก

ศัตภัทรเล่าว่า “ถ้าคุณมากินแดงแหนมเนืองวันเสาร์อาทิตย์ ผักที่คุณกินจะเป็นผักที่ตัดมาใหม่ทุกๆ ชั่วโมง แต่ถ้าคุณมาระหว่างสัปดาห์ เกษตกรในจังหวัดหนองคายจะขนผักจากแปลงมาส่งให้ที่แดงแหนมเนืองวันละสามรอบ” 

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

ฟังดูเป็นความพยายามระดับไม่ธรรมดา สำหรับธุรกิจที่ต้องใช้ผักมากมายรายวัน แต่เพื่อความสดของผักที่เสิร์ฟและการบริหารตู้เย็นให้ไม่มีผักเหลือ แดงแหนมเนืองจึงเลือกทำแบบนี้ 

ในบางช่วงของปี แดงแหนมเนืองถึงกับมีแปลงผักอยู่ในร้าน ถ้าใครไปกินช่วงนั้น ก็จะได้กินผักสดๆ กันข้างๆ แปลงเลยทีเดียว

แดงแหนมเนืองจริงจังเรื่องผักมาก ขนาดที่ว่าการเปิดสาขาใหม่ของแดงแหนมเนืองต้องพิจารณาว่าจังหวัดที่เปิดนั้นมีแปลงผักได้มาตรฐาน มีปริมาณมากพอ และอยู่ในรัศมีที่ส่งผักมาที่ร้านได้วันละหลายๆ รอบ เพื่อความสดตามต้นตำรับ 

ศัตภัทรเล่าว่า เขารับผักจากเกษตรกรที่ได้การรับรองมาตรฐานในระดับจังหวัด โดยเลือกแปลงที่อยู่ในเทศบาลเมืองให้มาส่งเพื่อเสิร์ฟที่ร้าน ส่วนผักจากแปลงในแถบอำเภออื่นๆ ก็เอามาแช่ห้องเย็นไว้สำหรับบรรจุขายแบบกล่อง

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย
การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

“หลังจากตัดราก ผักที่ร้านจะถูกล้างสามขั้นตอน คือ ล้างเศษดิน ล้างด่างทับทิม ล้างน้ำเปล่า แล้วสุดท้ายค่อยคัดใส่กล่องหรือลงจาน ถ้าเจอว่ามีใบไหนที่ไม่สวยหรือปลายช้ำ ก็จะตกรอบทันที” ศัตภัทรเล่าให้เห็นภาพความเด็ดขาดของทีมผัก

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

อีกหนึ่งเรื่องใหญ่ของแดงแหนมเนืองคือ เนื้อหมู 

ศัตภัทรบอกเราว่า ทุกๆ เช้า บริษัทเบทาโกรซึ่งเป็นคู่ค้าและอะไรอีกมากมาย จะส่งเนื้อหมูใหม่ๆ ถึงโรงงานของแดงแหนมเนือง และเนื้อหมูก็จะถูกแปรรูปและขายเป็นวันต่อวัน 

แหนมเนืองเป็นอาหารที่ต้องกินด้วยมือ ศัตภัทรใช้เครื่องจักรที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อปั้นและปิ้งหมูก้อนกลมๆ ที่มีรูตรงกลางอย่างที่เราคุ้นเคย ให้ได้ความหอม อร่อยตามสูตร และมีขายอย่างสม่ำเสมอ

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

กับเมนูอื่น แดงแหนมเนืองก็ทำสดๆ สำหรับลูกค้าโต๊ะใหม่ๆ ที่หลั่งไหลมาตลอดเวลาทั้งวันเช่นกัน 

“ปอเปี๊ยะเราห่อและทอดใหม่ตลอดเวลา พันหอมเราก็ทำแต่ละส่วนประกอบและพันใหม่ๆ ก่อนเสิร์ฟทุกจาน กุ้งพันอ้อยก็ทำใหม่ รวมไปถึงพวกไส้กรอกอีสานที่จะเปรี้ยวน้อยกว่าร้านอื่น เพราะเราทำใหม่ทุกวัน” ผู้จัดการร้านบรรยายจนเราน้ำลายสอ

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย
การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

ความพิถีพิถันระดับนี้ ทำให้ร้านแดงแหนมเนืองเลือกมีเพียง 12 เมนู แต่แดงแหนมเนืองก็ต้องใช้ทีมงานหลังบ้านเป็นกองทัพ เพื่อมอบความสดอร่อยนี้ให้กับลูกค้า 

“ช่วงเทศกาล เราต้องใช้พนักงานเกือบ 200 คน”

ความตั้งใจทำอาหารเสิร์ฟใหม่ๆ ทุกจาน ทำให้ต้องมีพนักงานเยอะมาก เพราะขั้นตอนสำหรับอาหารแต่ละจานของแดงแหนมเนืองนั้นไม่น้อย 

ลองคิดถึงอาหารเวียดนามที่คุณรู้จัก หรือจะคิดถึงแหนมเนืองก็ได้ ส่วนประกอบมีเยอะมาก และการเตรียมก็จุกจิก (พริกหั่นไม่เล็กไปไม่ใหญ่ไป กระเทียมปอกเปลือกและหั่น ส่วนกล้วยดิบใช้ทั้งเปลือกหั่นสี่ มะเฟืองหั่นแว่น ต้นหอมต้องกรีดและมัด และอื่นๆ และอื่นๆ) ไม่แปลกใจเลยที่แดงแหนมเนืองจะใช้พนักงานครัว 100 คน พนักงานเสิร์ฟ 50 คน ในวันปกติ และในช่วงเทศกาลก็มีพนักงานชั่วคราวมาเพิ่มอีกราว 50 คน รวมแล้วก็เกือบ 200 คน

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

พนักงานร้านแดงแหนมเนืองเป็นคนจากหมู่บ้านต่างๆ ในจังหวัดหนองคาย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่กันยาวนานเป็นคนเก่าคนแก่ 

คนที่อยู่นานสุดคือ 30 ปี เป็นพนักงานรุ่นแรกและทุกวันนี้ก็ยังอยู่

นอกจากดูแลพนักงานประจำแล้ว ศัตภัทธยังคิดเผื่อไปถึงลูกหลานของพนักงานด้วย เพราะนอกจากเป็นห้องรับแขกของจังหวัด ศัตภัทรยังภูมิใจที่ได้สร้างงานให้คนในจังหวัด

“ทำยังไงให้เขาอยู่ดีกินดี เขาก็จะอยู่กับเรา ไม่ต้องไปขายแรงงานจังหวัดอื่น เสาร์อาทิตย์ หน้าเทศกาล เราขายดีก็ไม่ต้องไปจ้างพนักงานเพิ่ม แต่เราให้ลูกหลานพนักงานมาหารายได้พิเศษ ช่วงปิดเทอมก็ช่วยเหลือลูกหลานพนักงานให้มีรายได้ พอมีรายได้ก็แบ่งเบาปัญหาค่าเทอม” 

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

การใช้พนักงานชั่วคราวที่มาช่วยแค่ช่วงเทศกาลไม่ทำให้ประสบการณ์ของแขกด้อยลงด้วยการบริการที่ไม่คล่องแคล่ว ศัตภัทรเลือกสอนลูกหลานของพนักงานให้เป็นผู้ช่วยพนักงานประจำ เช่นเป็นคนเดินอาหาร โดยมีพนักงานประจำเป็นคนรับออเดอร์และเสิร์ฟลงโต๊ะ เพื่อตรวจสอบอาหาร แล้วก็เป็นคนเก็บจาน ล้างจาน ทำให้ร้านรับลูกค้าโต๊ะใหม่ได้ไวขึ้น 

“เด็กนักเรียนเป็นคนมีไหวพริบ ทำให้การบริการของร้านเราดีขึ้น ทำให้ลูกค้าได้การบริการที่เร็วขึ้น ถูกใจลูกค้า เด็กก็มีรายได้ ส่วนเราอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ครอบครัวของพนักงานก็ได้ใกล้ชิดกัน พ่อแม่ได้ดูแลลูก” 

เราเรียกสิ่งนี้ว่า วิน-วิน 

ศัตภัทรก็เห็นด้วย 

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

“แม่กับพี่บอกว่าเราทำธุรกิจ ก็อย่าไปทำให้คนอื่นลำบาก”

ทายาทแดงแหนมเนืองเชื่อว่า อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความสดและอร่อย คือราคา

 “อาหารของเราต้องราคาไม่แพง ใครๆ ต้องเข้าถึงได้ แหนมเนืองชุดเล็กมีหมูห้าไม้ ประมาณสามร้อยกรัม กินได้สามคน เราขายแค่ร้อยแปดสิบบาท แม้ต้นทุนมาก แต่หน้าที่ของเราคือการบริหารจัดการ”

หนึ่งในหลายวิธีที่ศัตภัทรใช้บริหารต้นทุน คือการถ้อยทีถ้อยอาศัยกับคู่ค้า 

“ช่วงที่มีผักเยอะ ราคาตามท้องตลาดถูก เราให้ราคาแปลงผักดีกว่าที่อื่น พอช่วงที่ผักมีน้อย ราคาแพง เขาก็ขายให้เราถูกกว่าที่อื่น ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป

“การทำธุรกิจบางครั้งก็ต้องส่งเสริมให้คนอื่นมีรายได้ด้วย เราจะเอาแต่ประโยชน์เราอย่างเดียวไม่ได้ อย่างบางทีเราก็ยอมซื้อผักจากคนกลาง โดยไม่ตัดราคาเขา แค่ขอให้เขามาส่งให้เราโดยตรง เราก็ไม่ต้องเสียแรงคนของเราเพื่อไปซื้อที่ตลาด ค่าใช้จ่ายตรงนั้นก็ได้ถัวๆ กันไป

 “แกนกลางที่ปิ้งหมูจริงๆ แล้วเราใช้แท่งสเตนเลสได้ เพราะตอนออกแบบเครื่องปิ้ง เราวางแผนไว้เผื่อไม้ไผ่จะหายากขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังใช้ไม้ไผ่อยู่ เพราะไม่อยากทิ้งคนขายไม้ให้เรา ลองคิดดูสิ ใจเขาใจเรา ถ้าวันหนึ่งเราทำธุรกิจอยู่แล้วเขาทิ้งเรา เราก็ลำบาก”

ในฐานะร้านอาหารชื่อดังประจำจังหวัด ถ้าแดงแหนมเนืองจะขยายเวลาเปิด แตกไลน์มาขายอาหารเช้า เพื่อขายเมนูยอดฮิตอย่างไข่กระทะ ข้าวจี่ หรือต้มเส้น ก็ย่อมทำได้ แต่ศัตภัทรบอกว่า 

“แม่กับพี่บอกไว้ เราจะทำธุรกิจอย่างไม่เบียดเบียนคนที่อยู่ในจังหวัดหนองคาย อาหารที่คนในจังหวัดเขาขาย แดงแหนมเนืองจะไม่ทำขาย จะไม่ไปแย่งลูกค้าเขา” 

ถ้าคิดในแง่โอกาสก็น่าเสียดาย แต่ถ้าคิดในแง่การบริหารวัตถุดิบและการควบคุมคุณภาพ ก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะแดงแหนมเนืองไม่ต้องมีวัตถุดิบประเภทใหม่ที่ต้องบริหารจัดการเพิ่มขึ้น และถ้าคิดแบบเข้าข้างตัวเองสุดๆ เวลานักท่องเที่ยวไปกินอาหารเช้าที่ร้านไหน ร้านนั้นก็คงเต็มใจแนะนำให้ลูกค้ามากินกลางวันที่แดงแหนมเนือง

“เราซื้อเขา เขาก็จริงใจกับเรา”

นอกจากวัตถุดิบต่างๆ แล้ว องค์ความรู้เรื่องการแปรรูปและหีบห่อก็สำคัญมากในการบริหารต้นทุน เรื่องนี้ศัตภัทรเล่าว่า ผู้ช่วยคนสำคัญที่เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจด้านนี้ของแดงแหนมเนืองนี้คือ บริษัทเบทาโกร จำกัด 

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

บริษัทเบทาโกร จำกัด เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปเนื้อสัตว์ หนึ่งเหตุผลที่แดงแหนมเนืองเลือกเป็นคู่ค้ากับเบทาโกร เพราะคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับไปถึงต่างประเทศ ซึ่งผลพลอยได้คือความรู้เรื่องการทำบรรจุภัณฑ์ 

แต่เหตุผลที่ทำให้แดงแหนมเนืองผูกพันกับเบทาโกรจนเป็นมากกว่าแค่คู่ค้าของกันและกัน คือการช่วยเหลือเกื้อกูล

“เขาส่งคนมาช่วยเราเพราะว่าเป็นคู่ค้ากัน เราไว้ใจเลือกซื้อกับเขาแค่เจ้าเดียว เขาก็จริงใจกับเรา เราซื้อหมูเขาวันหนึ่งหลายตัน เขาก็ส่งคนมาให้ความรู้และช่วยพัฒนาทั้งเรื่องเครื่องจักรโรงงานและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ประธานบริษัทก็มาพบและช่วยสนับสนุน ถือว่าเป็นเกียรติมาก และธุรกิจเราก็ดีขึ้น”

 เชื่อหรือไม่ ตั้งแต่ยุคก่อตั้งมาถึงวันนี้ ยอดขาย 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ของแดงแหนมเนืองมาจากการบรรจุกล่องส่งขายตามที่ต่างๆ โดยมีตลาดใหญ่คือกรุงเทพมหานคร

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

เราขอยกมือเป็นพยานรู้เห็นวิวัฒนาการของแดงแหนมเนืองแบบบรรจุกล่อง ตั้งแต่เริ่มแรกเป็นการห่อผักด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ น้ำจิ้มใส่ถุงมัดด้วยยาง หมูก็ยกมาทั้งไม้ ใส่ลังเบียร์ส่งขึ้นรถไฟเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรมากรุงเทพฯ จนถึงวันนี้ที่แหนมเนืองบรรจุมาในกล่องแข็งแรงและออกแบบมาเป็นการเฉพาะ ทั้งน้ำจิ้ม หมู ผัก และแผ่นแป้งแพ็กมาในถุงที่ปิดสนิทอย่างดีจากโรงงาน เป็นพัฒนาการที่น่าประทับใจจนเราทดไว้ตั้งแต่เริ่มว่าต้องชวนศัตภัทรคุยเรื่องนี้

แพ็กเกจจิ้งของแดงแหนมเนืองได้มาตรฐาน GMP การบรรจุไม่มีการใช้มือสัมผัส และคนที่ควบคุมเครื่องจักรต่างๆ ต้องใส่ถุงมือ ผ้าปิดจมูก แดงแหนมเนืองมีเทคโนโลยีในการเก็บรักษาอาหารและน้ำจิ้มให้ส่งได้ไกลๆ แบบไม่ต้องใส่สารกันเสีย โดยการใช้อุณหภูมิสูงๆ เพื่อฆ่าเชื้อและอุณหภูมิต่ำๆ เพื่อจัดเก็บ กระบวนการนี้ทำให้น้ำจิ้มอยู่ได้ 90 วัน และเหมือนกับของที่ขายที่ร้าน อาหารที่ขายแบบใส่กล่องก็ทำวันต่อวันเช่นกัน

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

“แดงแหนมเนืองส่งแหนมเนืองไปกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยุคที่ส่งด้วยรถทัวร์ รถไฟ และลูกค้าต้องไปรับเองที่สถานีปลายทาง วันนี้เรามีส่งด้วยไปรษณีย์ที่ส่งถึงบ้านได้เลย จะสั่งแค่กล่องเดียวเราก็ส่ง เพราะไม่อยากไปสร้างเงื่อนไขให้คนเข้าถึงยาก” ศัตภัทรเล่าถึงการค่อยๆ ปรับธุรกิจให้เข้ากับยุคสมัยของแดงแหนมเนือง โดยยึดความตั้งใจดั้งเดิมไว้ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือน

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

“แม้จะเป็นไปได้อย่างช้าๆ แต่ธุรกิจก็ต้องเติบโต”

 “นอกจากความเห็นอกเห็นใจคนอื่นแล้ว พี่แดงยังรักน้องมากด้วย ก่อนหน้านี้ที่พี่แดงยังบริหารอยู่ ไม่มีการขยายสาขา เพราะไม่อยากให้น้องลำบากบริหารงานหลายสาขา แกมองว่าที่เป็นอยู่มันก็พอแล้ว ความเป็นอยู่ก็ดีพอแล้ว” ศัตภัทรเฉลยว่าทำไมแดงแหนมเนืองถึงไม่มีสาขาทั้งๆ ที่มีคนเรียกร้อง

“แต่พอมาถึงยุคของผม ผมอยากทำเพื่อลูกหลานเราในอนาคต จึงศึกษาวิธีการดู ก็เห็นว่ามันมีวิธีการที่ทำได้”

ต้องขอบคุณความกล้าออกจากกรอบของศัตภัทร ที่จะทำให้เราได้กินแดงแหนมเนืองแบบสดๆ โดยที่ไม่ต้องไปถึงหนองคายในอีกไม่ช้า

“ตอนนี้เรามีเปิดสาขากับเซ็นทรัล คือเซ็นทรัลโคราช โรบินสันชัยภูมิ และท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ หนองหาน เปิดมาสามปีแล้ว และเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เราเพิ่งเปิดร้านแดงแหนมเนืองที่ขอนแก่น เป็นร้านสแตนด์อโลน”

การขยายสาขาที่เป็นไปอย่างช้าๆ ทั่วอีสานนี้มีเหตุเนื่องมาจากความตั้งใจของศัตภัทรคือ “เราต้องการขายสดๆ” 

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

“สาขาเท่าที่มีตอนนี้ต้องรับของจากจุดกระจายสินค้าในหนองคายโดยรถตู้เย็น ที่จะวิ่งไปทุกวัน วันละสามรอบ ฉะนั้น จะอยู่ไกลมากไม่ได้ ยกเว้นผักที่จะซื้อจากแปลงในจังหวัดนั้นๆ โดยเราหาแหล่งมาตั้งแต่ก่อนตัดสินใจเปิด”

เรื่องการบริหารสาขา ศัตภัทรส่งพนักงานจากร้านที่หนองคายไปเป็นผู้จัดการสาขา พอถามถึงคุณสมบัติ เขาสรุปสั้นๆ ว่าต้องเป็นคนที่เหมือนกันกับเขา คือมีทัศนคติกัดไม่ปล่อยในเรื่องคุณภาพ และการทำงานกับคู่ค้าอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

นอกจากได้ขยายธุรกิจแล้ว ศัตภัทรยังใช้โอกาสนี้พัฒนาบุคลากรอีกด้วย

“ผู้จัดการในแต่ละสาขาคือคนที่เคยเป็นพนักงานของแดงแหนมเนือง แต่ละคนอยู่ด้วยกันมาไม่ต่ำกว่าสิบปี เป็นคนที่มีความรู้เรื่องในร้านครบถ้วน ทั้งเรื่องรสชาติอาหาร การเตรียมอาหาร การบริการ และที่สำคัญต้องใช้เทคโนโลยีได้ เพราะต้องรายงานผ่านระบบออนไลน์ ส่งกลับมาสำนักงานใหญ่ที่หนองคายทุกวัน

“คนที่ไปเป็นผู้จัดการจะได้เงินพิเศษ แล้วเราก็มีการฝึกผู้ช่วยผู้จัดการไปพร้อมกันด้วย ฉะนั้น ถ้าใครอยากไปเป็นผู้จัดการสาขาที่ได้เงินมากขึ้น มีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้นก็ต้องขยันเรียนรู้”

“เป้าหมายต่อไปของแดงแหนมเนือง คือการเข้าเมืองหลวง”

ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ศัตภัทรเลือกทำธุรกิจเชิงรุก เพราะหลายอย่างราคาจะถูกลง แต่เขาบอกว่าก็ต้องทำอย่างรอบคอบ 

“เราต้องชัวร์เราถึงจะเปิด” ศัตภัทรกล่าว

การเข้าเมืองหลวงของแดงแหนมเนืองถูกวางแผนมานาน แต่ก็เหมือนกับการเปิดสาขาอื่นๆ ศัตภัทรไม่ยอมอ่อนข้อให้กับการ ‘เสิร์ฟแบบสดๆ’ จึงต้องเริ่มจากการหาพื้นที่สำหรับสร้างเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ใกล้กรุงเทพฯ เสียก่อน

ที่หนองคาย ส่วนที่เป็นครัวและเครื่องจักรกินพื้นที่ไปไร่กว่าๆ และเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าให้ร้านแดงแหนมเนืองในภาคอีสาน ร้านที่อยู่ในห้างไม่ได้มีพื้นที่มากขนาดนั้น และกรุงเทพฯ ก็อยู่ไกลจากหนองคายมากเกินไป ถ้ามีสาขากรุงเทพฯ แดงแหนมเนืองจำเป็นต้องมีจุดผลิต แปรรูป และแปลงผัก เพื่อส่งไปขายที่ร้านในห้างอีกที 

โลเคชันของร้านที่ศัตภัทรมองไว้ คือตั้งใจเปิดในห้างที่ลูกค้าเข้าถึงง่าย สะดวก ไม่อยู่ไกลมากนัก เพื่อรักษาความตั้งใจดั้งเดิม ว่าทุกคนต้องเข้าถึงได้ง่ายของแดงแหนมเนืองเอาไว้

ในอีกไม่เกิน 3 ปี ศัตภัทรบอกเราว่าน่าจะได้เห็นร้านแดงแหนมเนืองในกรุงเทพมหานคร ที่สด อร่อยอย่างที่ทุกคนชื่นชอบ 

แต่อย่างไรก็ดี ห้องรับแขกประจำจังหวัดหนองคายก็ยังรอต้อนรับทุกคนอยู่เสมอ

การบริหารธุรกิจของ ‘แดงแหนมเนือง’ ร้านอาหารเวียดนามที่กลายเป็นห้องรับแขกแห่งหนองคาย

Lesson Learn

  1. อย่าทำธุรกิจเหมือนแฟชั่น คือทำเหมือนๆ กันตามๆ กัน แต่ควรทำในสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ 
  2. หาความรู้อย่างจริงจังกับอาชีพที่เราจะมาค้าขายและทำทุกอย่างให้อย่างดีเต็มที่เสมอ เพื่อลูกค้าและคนที่มาใช้บริการของเรา
  3. หาข้อแตกต่างในธุรกิจที่เราทำ และทำให้ดีกว่าคนอื่น

ข้อมูลอ้างอิง*

พ.ศ. 2544 นิตยสาร Modern Maturity ของสหรัฐอเมริกา จัดให้หนองคายเป็นเมืองน่าอยู่ลำดับที่ 7 ของโลก สำหรับคนวัยเกษียณชาวอเมริกัน จากการสำรวจ 40 เมืองทั่วโลก โดยอาศัยตัวชี้วัด 12 ตัว คือ ภูมิอากาศ ค่าครองชีพ วัฒนธรรม ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค การคมนาคม บริการทางการแพทย์ สภาพแวดล้อม กิจกรรมนันทนาการ ความปลอดภัย ความมั่นคงทางการเมืองและเทคโนโลยี

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“When life gives you lemons, squeeze them in people’s eyes.”

เราพยายามอ่านประโยคที่กำแพงประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาในใจ พร้อมนึกหาเหตุผลที่ทำให้อยากหยิบลิปสติกสีเบอร์กันดีแดงฉ่ำขึ้นมาทันที แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

จนกระทั้ง ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-founder and Executive Creative Director แห่ง SOUR Bangkok (บริษัท เซาเออร์ บางกอก) เจ้าของสถานที่เดินเข้ามาเฉลยความหมายที่ซ่อนในระหว่างบรรทัด

SOUR Bangkok เป็นบริษัทเอเจนซี่โฆษณาน้องใหม่ที่ประกาศจุดยืนในตลาดชัดเจนกว่าใครว่า เป็นเอเจนซี่ที่สนใจและทำเนื้อหาประเด็นเรื่องผู้หญิงโดยเฉพาะ

และไม่ว่าสัดส่วนการครองตลาดที่มีตัวเลขอัตราส่วนประชากรโลกชายและหญิง 1:7 จะมีนัยสำคัญมาเกี่ยวหรือไม่ เรากำลังจะเข้าสู่สังคมสาวโสดจนต้องสนใจตลาดผู้หญิงล้วนหรือเปล่า ความสนุกของเกมวงการโฆษณาที่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของสื่อสร้างสรรค์และการเป็นเอเจนซี่น้องใหม่ที่มุ่งเน้นไปตลาดผู้หญิงเป็นอย่างไร

เอเจนซี่เพื่อนหญิงพลังหญิงนี้จะเล่าให้คุณฟัง

คำเตือน โปรดระวังจะหลงเสน่ห์

SOUR Bangkok, ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา

Sweet and SOUR

“ผู้หญิงจะสวยด้วยเก่งด้วยไม่ได้หรอ” ดมิสาฐ์บอกเรา เมื่อเราถามถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ของผู้หญิง

“เราอยู่วงการโฆษณา สัมผัสมาตลอดว่าคนวงการโฆษณามักจะตีความไปที่ Core Idea อย่างความสวยต้องมาจากข้างใน นักแสดงหญิงต้องไม่แต่งหน้า เรารู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความหมายของพลังหญิงที่แท้จริง พลังหญิงน่าจะรวมรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน เราอยากผลักดันประเด็นความคิดนี้สู่การรับรู้ในสังคมว่าผู้หญิงยุคนี้ทั้งสวยและเก่งได้” ดมิสาฐ์เล่าถึงความตั้งใจเริ่มต้นที่ทำให้เธออยากทำเอเจนซี่ที่สนใจประเด็นเรื่องผู้หญิง

พอพูดถึง content ผู้หญิง ทุกคนมักจะกระโดดไปนึกถึงเครื่องสำอางอยู่เสมอ

“ทุกคนจะเข้าใจว่า content ของผู้หญิงคือเรื่องความสวยความงาม จะว่าไปเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดของตลาด ซึ่งลูกค้าหลายรายที่เราพบก็ยังคิดแบบนั้น เขามักจะถามเสมอว่าเรารับแต่สินค้าเครื่องสำอางใช่ไหม แต่สำหรับเราคำว่าผู้หญิงมีมุมและมิติต่างๆ ในชีวิตอีกเยอะมากที่เราไม่เคยเล่น เรื่องไลฟ์สไตล์ แรงบันดาลใจ ศิลปะและอื่นๆ อีกมากมายที่อยู่รอบตัวผู้หญิง เรื่อง knowledge และ how to ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ในวันที่ออฟฟิศเราได้เครื่องต้มกาแฟเป็นของขวัญวันเปิดบริษัท ทีมงานเรามีแต่ผู้หญิงและทุกคนไม่มีใครใช้เครื่องต้มกาแฟนี้เป็นเลย (หัวเราะ) อย่างแรกที่น้องในทีมทำก็คือ เปิด YouTube พิมพ์ชื่อเครื่องและรุ่นก็เจอขั้นตอนการต้ม 1 2 3 4 จะเห็นว่ามีเนื้อหาทำนองนี้อยู่มากมายนะ และวันหนึ่งผู้หญิงบางคนอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรเกี่ยวกับ IT รถยนต์ งานศิลปะ”

ก่อนที่เราจะถามถึงที่มาของชื่อว่าทำไมต้องเปรี้ยวจี๊ดมะนาวจริงด้วย “เราชอบคำว่า sour ก่อนหน้านี้เราเคยดูมิวสิกวิดีโอของญี่ปุ่น จำชื่อวงและเพลงไม่ได้ แต่จำความรู้สึกได้ว่าเท่มาก ในวันที่ทำบริษัทของตัวเองเราก็นึกถึงคำที่เป็นรสชาติของผู้หญิงซึ่งมีหลายรสชาติ แค่รสหวานกับเผ็ดคงไม่พอ ต้องเติมรสเปรี้ยวลงไปด้วย รสชาติก็จะกลมกล่อมขึ้น”

So tell me what you want, what you really really want

คนที่ทำงานเอเจนซี่โฆษณามามากกว่า 10 ปีกับการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

“เราทำงานอยู่เอเจนซี่มาสิบกว่าปี และพบทุกที่มีปัญหาแตกต่างกันไป ดังนั้นในวันที่เริ่มต้นจริงๆ เราก็คิดว่าเราควรจะหยุดบ่น เราควรจะ stop complaining แล้วมา start doing นั่นคือ เมื่อไม่ชอบหลักการของที่นี่แล้วย้ายไปที่นั่นแบบแต่ก่อนมันไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาแล้ว ในเมื่อเราไม่เชื่อในที่นั่นเราก็ทำในทางที่เราเชื่อไปเลยสิ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากทำเอเจนซี่ของตัวเอง ตอนแรกตั้งใจจะทำเล็กๆ เริ่มจากมองหาจุดขายว่าในตลาดยังไม่มีอะไร ซึ่งพอดีกับช่วงหลังเราได้ทำงานและแคมเปญเกี่ยวกับผู้หญิง เราก็เริ่มรู้สึกอิน จึงตัดสินใจวาง positioning ของแบรนด์ให้เป็นเอเจนซี่ที่โฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง

“พอมีเพื่อนๆ ในวงการเริ่มรู้ว่าเราคิดทำอะไรก็เริ่มมีคนติดต่อมาขอร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ ซึ่งเราตัดสินใจร่วมงานกับ CJ Worx เหตุผลข้อแรกก็คือ CJ Worx เป็น Independent Agency อย่างแท้จริง เราอยู่กับ network มาตลอดชีวิตก็พบว่ามีข้อดีข้อเสียที่ทำให้เราอยากลองดูว่าถ้าการทำงานแบบใหม่นี้ไม่ขึ้นตรงกับ network หรือ KPI และเป็น Independent Agency ก็น่าจะอิสระมากกว่า เหตุผลขอที่สองคือ เราเองโตมาจากงานครีเอทีฟล้วนๆ อะไรที่เราไม่ถนัด CJ Worx ช่วยสนับสนุนเต็มที่ทั้งเรื่ององค์ความรู้ใหม่ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สื่อ สนับสนุนให้เราลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือแม้แต่เรื่องการ setup ระบบบริษัทด้วย”

SOUR Bangkok
SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้

By women, for women

“ข้อดีของการกำหนด positioning ชัดเจน คือคนที่เข้ามาร่วมงานไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พาร์ตเนอร์ หรือน้องในทีม เขาจะพอรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องทำอย่างไร เขาอยากได้อะไร เขามีความเห็นในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเราแทบจะไม่ต้องใช้เวลาอธิบายความตั้งใจ และไม่น่าเชื่อว่าตลาดนี้กว้างกว่าที่เคยคิดมาก

“ตอนเริ่มต้นทำบริษัทมีแค่ 2 – 3 คนที่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ส่วนใหญ่จะทักถามว่าตีกรอบ positioning ไปที่ผู้หญิงจะแคบไปไหม ผู้หญิงในที่นี้หมายถึงกลุ่มผู้ชมหรือเปล่า โลกปัจจุบันมีความหลากหลายทางเพศทำไมเราคิดถึงแค่ผู้หญิง ซึ่งในความจริงเราไม่ได้มองว่าผู้หญิงหมายความถึงเพศหญิงอย่างเดียวนะ แต่มีมุมมองหรือมิติที่มากมายกว่านั้น ทั้งในแง่เพศสภาพ จิตใจ อายุ ซึ่งหมายรวมถึงพฤติกรรมของเขา เช่น สินค้าที่เป็นแบรนด์รถยนต์ทุกคนก็จะคิดถึงผู้ชาย แต่แทบไม่เคยมีใครรู้เลยว่าจากข้อมูลสถิติมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาผู้หญิงออกรถเยอะกว่าผู้ชายเสียอีก เพราะฉะนั้น ผู้หญิงเป็นเจ้าของรถเยอะและปัญหาคือผู้หญิงดูแลรถไม่เป็น เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าพฤติกรรมก็เป็นตัวกำหนดแบรนด์นะ ไม่ได้หมายความว่าคำว่า ผู้หญิง เท่ากับผู้หญิง แต่มีเรื่องของพฤติกรรมที่สามารถนำมาทำแคมเปญก็ได้”

SOUR Bangkok
SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้
SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้

STRONG!

“ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายมากเพราะว่ามี Independent Agency เปิดใหม่เยอะมาก และเอเจนซี่แต่ละที่ก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแตกต่างกันไป บางเจ้า one-stop service เป็นทั้งครีเอทีฟเป็นทั้งโปรดักชัน บางเจ้าก็มีเครือข่ายสนับสนุนจากเอเจนซี่ประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่ท้าทายคือลูกค้าก็จะมีตัวเลือกมากมาย และในกรณีที่ลูกค้ายังไม่เชื่อเรื่องตลาดผู้หญิงมากนัก เขาก็มอบโจทย์ให้ลองเสนอแผนงานเรื่องความเป็นผู้หญิงที่เชื่อมกับสินค้า จะเห็นว่าลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่ค่อนข้างเปิดโอกาสให้พวกเรา”

ดมิสาฐ์เล่าให้เราฟังว่าอีกหนึ่งความท้าทายของเอเจนซี่ยุคใหม่นี้ก็คือการดึงคนรุ่นใหม่ที่เก่งๆ ให้ทำงานอยู่กับองค์กรได้ตลอด “คิดว่าในหลายๆ บริษัทน่าจะเจอเหมือนกันหมดนะ เด็กรุ่นใหม่มักจะอยากจะเป็นฟรีแลนซ์เพราะคิดว่ามีอิสระด้านเวลาและรายได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่บริษัทใหม่ๆ จะสามารถรั้งคนเก่งให้ทำงานอยู่กับเขาไปได้ตลอด แต่จากการทำงานกับน้องๆ ในทีมของเรา เราพบว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่เขาอยากอยู่กับเรา ก็คือการมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทุกคนที่มาทำงานกับเราต่างรู้ตัวเองว่าอยากได้งานที่ดี มีความมุ่งมั่นในแบบเดียวกัน เฉลิมฉลองด้วยกันเวลาที่ลูกค้าซื้อไอเดียแบบที่เราอยากทำ เราจึงคิดว่าความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจนี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอยู่กับเรา”

นอกจากจะเป็นเอเจนซี่ที่มีโจทย์ชัดเจนเรื่องแคมเปญสำหรับผู้หญิงแล้ว ในด้านการทำงานกับทีมที่มีแต่ผู้หญิง เราสงสัยว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกับเอเจนซี่ทั่วไปบ้างหรือไม่

“เรื่องการทำงานคงไม่เปลี่ยนไปจากเอเจนซี่แบบเดิม แต่ถ้าเป็นเรื่องที่แตกต่างชัดเจนคงเป็นเรื่องการมีอยู่ของกระจกเงากลางออฟฟิศ (หัวเราะ) จริงๆ เราทำงานกับผู้หญิงมาบ้างอยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่ชัดเจนเมื่อเทียบการทำงานระหว่างชายและหญิงคือเรื่องความละเอียด ทั้งการคิดที่รอบด้านและรายละเอียดเล็กๆ ที่บางทีเราลืมไป ถ้าใครอยู่ในสายงานนี้แล้วเคยทำงานกับคนตัดหนังหรือคนทำสีในหนังที่เป็นผู้หญิงจะเห็นว่างานละเอียดกว่านะ”

SOUR Bangkok เอเจนซี่โฆษณาเพื่อนหญิงพลังหญิงที่เปรี้ยวและซ่าที่สุดในขณะนี้
SOUR Bangkok, ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา

Give me a SOUR, hit me baby one more time

แม้ SOUR Bangkok จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็มีผลงานเปรี้ยวแซ่บสมชื่อให้เราเห็นอยู่บ่อยๆ เราจึงขอให้ดมิสาฐ์เล่ากระบวนการคิดงานที่แปลกและสร้างสรรค์ที่สุดตั้งแต่เคยทำมา หนึ่งในนั้นก็คืองานไวรัล ใครซื้อเต่าให้

จากวันที่ได้รับฟังเรื่องราวของแบรนด์เครื่องหนัง Viera by Ragazze ดมิสาฐ์รู้สึกถึงความพิเศษในเรื่องราวที่เกี่ยวกับเครื่องหนังซึ่งลูกค้าของแบรนด์มักมองหาแต่สิ่งเนี้ยบๆ ไม่ค่อยรู้ว่าเครื่องหนังต้องใช้ให้เกิดร่องรอยแล้วจะยิ่งสวย ทาง SOUR Bangkok จึงเสนอคอนเซปต์ Craft by Life ร่องรอยความสวยงามที่แตกต่างจากการใช้งานที่แตกต่างกัน ผลก็คือลูกค้าชอบมาก โดยตอนแรกทีมงานตั้งใจจะทำหนังสั้นเล่าร้อยเรียงเรื่องราว แต่ในขณะที่กำลังพรีเซนต์เพื่อเตรียมถ่ายทำจริงอยู่นั้นลูกค้าก็บรีฟเพิ่มเติมว่า “ขอหนังที่ดูไม่รู้เรื่องได้ไหม อันนี้มันรู้เรื่องเกินไป”

“ฟังแล้วท้าทายมากเลย (หัวเราะ) เพราะเราทำการสื่อสารซึ่งก็ต้องให้คนรู้เรื่อง สุดท้ายจึงกลายมาเป็น Fashion Film ที่อยู่ตรงกลางระหว่างการเล่าเรื่องแบบไม่รู้เรื่องและนำเสนอสินค้า ซึ่งก็ทำให้คนดูเข้าใจว่าคอนเซปต์คืออะไร และพอดีกับการรีแบรนด์ครั้งนี้ลูกค้าเปลี่ยนโลโก้เป็นรูปเต่า ในวินาทีสุดท้ายมากๆ ลูกค้าถามว่า ‘ใส่เต่าลงไปในหนังด้วยได้ไหม’ เราก็คิดว่าไหนๆ หนังก็มาทางนี้แล้ว ก็ให้ผู้หญิงสักคนในเรื่องเลี้ยงเต่าเลยแล้วกัน จึงเกิดเป็นเรื่องราวชีวิตหลายๆ คู่ในนั้นหนังสั้นเรื่องนี้ สุดท้ายหนังไม่ได้เฉลยนะว่าใครซื้อเต่าให้ใคร เลยเกิดเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ มันไม่รู้เรื่องแต่มันโอเค เป็นงานที่แปลกสุดที่เคยทำเพราะลูกค้าบรีฟได้เซอร์เรียลมากๆ”

SOUR Bangkok
SOUR Bangkok

Wonder Women x Women

และแม้จะเป็นเอเจนซี่ที่น้องใหม่ เมื่อถามถึงบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจนี้ ดมิสาฐ์ก็ชวนเรามองเห็นความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์และการทำงานอย่างตั้งใจ

“มีแบรนด์เกิดใหม่ทุกวัน พอใครมีไอเดียอะไรก็ลุกขึ้นมาทำแบรนด์ จากบทเรียนที่ผ่านมาเราพบว่าการสร้างแบรนด์ๆ หนึ่งให้โดดเด่นออกมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะลูกค้าเองก็มีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น และถ้าสังเกตพฤติกรรมการรับสื่อปัจจุบันจะเห็นว่าในแต่ละวันคนเรารับเนื้อหาสุดทางมาก บางวันก็รุนแรงสุดๆ เศร้าหมองจากคดีฆ่าหั่นศพ และบางวันก็ชวนกันไปฮิตขนมหวานน้ำแข็งไส มันหลากหลายมากและสุดทางจนทำให้คนเราด้านชา เราจึงเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกงานที่ทำเราตั้งใจให้มีไอเดียที่แข็งแรงเป็นหลักเพื่อให้งานนั้นๆ ทำงานกับความรู้สึกของคน ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องยากและท้าทายเราและตลาดไม่น้อย” ได้ยินแบบนี้ก็ทำให้ไฟในการทำงานของเราลุกโชนขึ้นไม่น้อย ก่อนจะฝากคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจจากความรัก

“ ‘ความรักกับการทำธุรกิจ’ สำหรับเราแล้วคนละเรื่องกันนะ รักอย่างเดียวบางทีก็ไปไม่รอด มันต้องมีทักษะด้านอื่นๆ ด้วย อย่างเราโตมาจากสายงานครีเอทีฟที่ทั้งชีวิตไม่เคยต้องบริหาร วันหนึ่งต้องมา run ธุรกิจทั้งหมด เป็นทั้งเจ้านาย เป็นทั้งลูกน้อง ต้องโน้มน้าวคน แม้กระทั่งทำออฟฟิศก็ต้องคุยกับช่าง รายละเอียดที่ต้องติดต่อประสานคนมันเยอะมากๆ ดังนั้นความรักอย่างเดียวจึงไม่พอ ปกติเราก็แค่คิดงาน พรีเซนต์งานลูกค้า ขายผ่าน ก็คือจบแล้ว แต่มันยังมีงานหลังบ้านอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการบริหารและเรื่องแหล่งเงินทุนซึ่งจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วย เรื่องความรักในสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าต้องรู้จักหาคนที่จะดำเนินธุรกิจไปรอดได้ และโชคดีที่เราโตมากับพ่อและแม่ที่ทำกิจการเราก็เลยพอเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการอยู่บ้าง”

บทความนี้เรียบเรียงไปพร้อมๆ กับลองยาทาเล็บสีพีชสลับกากเพชรสีเขียวเทอควอยซ์

“When life gives you lemons, squeeze them in people’s eyes.” เรากลับขึ้นไปมองประโยคในบรรทัดแรกอีกครั้งก่อนขยิบตาข้างขวา แล้วแกล้งเปิดฝาแยมสตรอว์เบอร์รี่ Super Manly Man ที่ SOUR Bangkok ฝากมาให้ลองชิมไม่ออก

ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา
 ภาพ: SOUR Bangkok

The Rules

  1. ใช้ความเป็นผู้หญิงให้เป็นประโยชน์: ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อาจได้มาด้วยการบังคับ เราได้สิ่งที่เราต้องการมาด้วยการอ้อน
  2. ใช้ความอิจฉาจุดประกายเรา: อยู่ในวงการครีเอทีฟมันต้องมี passion เช่น CJ Worx ได้กรังด์ปรีซ์ เราจะยอมแพ้ไม่ได้ เราต้องทำงานให้ดียิ่งขึ้นไป จุดประกายให้เราอยากคิดงานดีๆ ออกมาทุกวัน
  3. คิดถึงคนอื่นเสมอ: พี่ต่อ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย) สอนเสมอว่าทำงานให้คิดถึงคนอื่น คิดถึงลูกค้าด้วยว่าเขาจะขายของได้ไหม อย่าคิดถึงแต่ทำงานเอารางวัลเพียงอย่างเดียว

 

SOUR Bangkok

Website: www.sourbangkok.com
Facebook: SOUR Bangkok

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load