ห้างสรรพสินค้าเล็กๆ แห่งหนึ่งถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 2000 

หลังจากนั้น 8 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่น 

ด้วยกระแสช้อปปิ้งออนไลน์ คนเดินห้างลดน้อยลงเรื่อยๆ ห้างใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นต้องควบกิจการเข้าด้วยกัน เช่น ห้างอิเซตันรวมกับห้างมิตสึโคชิ หรือบางแห่งก็ปิดตัวลงเนื่องจากยอดขายไม่ดี เช่น ห้างมารุอิอิไม ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในฮอกไกโด

ท่ามกลางความฝืดเคืองของวงการห้างสรรพสินค้าเช่นนี้ ห้างสรรพสินค้าที่ดิฉันกำลังจะเล่าต่อไปนี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีสาขาทั้งหมด 10 สาขาในญี่ปุ่น 2 สาขาในต่างประเทศ (จีนและเกาหลี) 

ห้างนี้ชื่อ ‘D & Department’ 

จุดกำเนิด D & Department

เคนเม นากาโอกะ (Kenmei Nagaoka) เคยเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ชื่อดังมาก่อน เขาตั้งบริษัทของตนเองตั้งแต่อายุ 31 ปี และออกแบบกราฟิกสมัยใหม่มาโดยตลอด 

วันหนึ่งนากาโอกะเดินผ่านร้านมือสองขนาดใหญ่ เขาเห็นเก้าอี้ใหม่เอี่ยมที่ดีไซเนอร์ชื่อดังออกแบบเมื่อปีก่อน ถูกวางขายในราคาต่ำมาก 

“คุณค่าของเก้าอี้ คุณค่าของดีไซน์ หมดเร็วขนาดนี้เลยหรือ” นากาโอกะตกใจ 

ในโลกทุนนิยมที่เราชินกับการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมากและบริโภคเป็นจำนวนมาก นากาโอกะต้องการทำสิ่งที่แตกต่าง เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Long Life Design’ 

Long Life Design คือดีไซน์ดีๆ ที่คนสามารถใช้ได้เป็นระยะเวลายาวนาน ในทางกลับกัน สินค้าที่คนใช้มาเป็นระยะเวลานาน เป็นสัญลักษณ์ว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ดี 

หากผู้ผลิตไม่ใส่ใจในการออกแบบสินค้า สินค้าก็จะถูกวางในร้านที่ไม่ได้ใส่ใจที่จะขาย ผู้บริโภคก็ซื้อสินค้าที่ไม่ได้ดีนัก ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไม่ค่อยดีตามไปด้วย 

แน่นอน หากสินค้าไม่ได้ทำให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อใช้สินค้าไปไม่นานคนก็จะเบื่อ แล้วก็ทิ้งของชิ้นนั้นไปโดยไม่รู้สึกผิดอะไร หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สิ่งแวดล้อมก็จะแย่ลง คนในสังคมก็จะรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ กลายเป็นวงจรไม่ดี เช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ซ้ำร้าย สินค้าที่ไม่ได้ถูกดีไซน์มาอย่างดีก็จะถูกเลียนแบบได้ง่าย บริษัทหลายแห่งก็ได้แต่ออกสินค้าคล้ายๆ กันออกมา คนในสังคมก็ต้องทนใช้สินค้าเหมือนๆ กัน คุณภาพกลางๆ 

นากาโอกะต้องการสร้างสถานที่ที่นำเสนอสินค้าที่มีความเป็น Long Life Design เหล่านี้ 

และ D & Department เป็นสถานที่แห่งนั้น

ร้านสรรพสินค้าที่เข้าใจสินค้าดีไซน์ดีๆ…รวบรวม…และนำเสนอให้แก่ผู้คน

D&Department
www.d-department.com

วิธีหาสินค้า

ห้างสรรพสินค้าทั่วไปตระเวนหาสินค้าเก๋ๆ ทั่วโลกมาจำหน่าย

D & Department ไม่ได้เพียงคัดเลือก แต่เดินทางไปพบผู้ผลิตโดยตรง 

ทีมงานจะเดินทางไปถึงโรงงาน ไปพบช่างฝีมือ ไปดูขั้นตอนการทำ ไปดูความยากลำบากในการถัก ทอ สาน ตอก หรือปั้น สินค้านั้นๆ 

พวกเขาดูถึงประวัติบริษัท ช่วงเวลาที่สินค้าถือกำเนิดขึ้นมา ความตั้งใจของบริษัทนั้น ผู้ผลิตใส่ใจแค่ไหน รักและภูมิใจในสินค้าที่ตนเองทำหรือเปล่า พวกเขาตั้งใจปรับปรุงสินค้าตนเองให้ดีขึ้นไหม หรือแค่ทำไปวันๆ 

สินค้าที่ D & Department เลือกต้องเป็นสินค้าที่ผู้ผลิตใส่ใจในรายละเอียด ทำด้วยความประณีต และหมั่นพัฒนาปรับปรุงสินค้าบริษัทตนเสมอๆ ที่สำคัญ ผู้ผลิตต้องรักงานของตนเอง หากผู้ผลิตรัก พวกเขาก็จะใส่ใจในรายละเอียด และต้องการปรับปรุงสินค้าตนเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก 

ยกตัวอย่างกระบอกชาจากร้าน Kaikado 

ราคา 23,220 เยน – www.d-department.com

“Kaikado เป็นร้านทำกระป๋องใส่ใบชาเก่าแก่จากเกียวโต ก่อตั้งปี 1875 ด้านในมีช้อนตักใบชา เหมาะกับการเก็บใบชาและเมล็ดกาแฟ ตัวกระป๋องดีบุก เคลือบอย่างดี ไม่เป็นสนิม สามารถใช้ได้ยาวนาน 

“ยิ่งใช้ สีกระป๋องจะยิ่งเข้มขึ้น พื้นผิวสัมผัสก็จะเปลี่ยนไป เมื่อใช้นานเป็นสิบปีกระป๋องจะเป็นสีดำคล้ายสีถ่าน เงางาม สวย ให้ความรู้สึกเหมือนท่านกำลังดูการเติบโตของอุปกรณ์” 

D&Department
store.spiral.co.jp

นี่คือสินค้า Long Life Design ในแบบของ D & Department 

วิธีเลือกสินค้า

ทุกเดือน D & Department จัดการประชุมสินค้าเพื่อคัดเลือกสินค้ามาจำหน่ายในร้าน พนักงานแต่ละคนที่รับผิดชอบสินค้าหมวดของตนเอง จะไปลองใช้สินค้าประมาณ 6 เดือน พวกเขาลองใช้ ลองเป็นลูกค้า พวกเขาดูรายละเอียดแม้แต่ว่าสวิตช์พังหรือเปล่า และที่สำคัญ สังเกตความรู้สึก พวกเขาดูว่าตนเอง ‘รัก’ สินค้านั้นไหม 

หากพนักงานไม่รัก ไม่อิน ในสินค้านั้น พวกเขาคงไม่สามารถนำเสนอสินค้าที่ดีได้ 

เกณฑ์สำคัญอีกเกณฑ์หนึ่งคือ สินค้านั้นสามารถซ่อมแซมได้หรือไม่ 

เมื่อลูกค้าใช้สินค้าไปเป็นระยะเวลานาน สินค้าอาจเสียหรือสกปรกได้ D & Department จะพยายามเลือกสินค้าที่ผู้ผลิตสามารถซ่อมแซมให้ลูกค้าได้ และไม่สนับสนุนให้ลูกค้าซื้อสินค้าใหม่เมื่อสินค้าเดิมพัง 

ตัวอย่างบล็อกรายงานสินค้าที่พนักงานร้านใช้จริง และ “รัก” จริง – www.d-department.com

วิธีขายสินค้า

แทนที่จะตั้งร้านอยู่แถวชินจูกุ ชิบูย่า หรือย่านช้อปปิ้งชื่อดัง ร้าน D & Department ในโตเกียวนั้นเป็นตึก 2 ชั้นเล็กๆ 

D&Department

 สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ สถานี Kuhombutsu (สถานีที่คนญี่ปุ่นเองยังอ่านชื่อลำบาก) แต่ก็ต้องเดินจากสถานีไป 8 นาทีอยู่ดี 

ข้างร้าน D & Department เป็นร้านจำหน่ายยางรถยนต์ อีกฝั่งเป็นบ้านคนเล็กๆ ด้านหลังเป็นสวนสาธารณะ ไม่มีร้านช้อปปิ้งร้านอื่น ไม่มีร้านอาหาร ไม่มี…อะไรเลย

“ผมตั้งใจเลือกทำเลร้านที่ไม่ดีครับ หากทำเลดี คนเดินผ่านเยอะ ลูกค้าอาจซื้อสินค้าทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากซื้อนัก หรือซื้อโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อนก็ได้ 

“ตัวผมเองก็ชอบเดินช้อปปิ้งนะครับ และมักจะเผลอซื้อของทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะซื้อ แต่ถ้ามีสินค้าอะไรที่ผมอยากได้จริงๆ ผมก็จะตั้งอกตั้งใจเดินทางไปที่ร้านนั้น หากทำเลดี พวกเราอาจไม่ใช้ความพยายามในการขายนักก็ได้” 

…เพราะยังไงลูกค้าก็เดินผ่านเยอะอยู่แล้ว

ด้วยทำเลที่ไม่เป็นใจ พนักงาน D & Department จึงต้องตั้งใจขายมาก 

พวกเขาพยายามจัดร้านให้สวยงาม

สินค้าทุกชิ้นจะมีเรื่องราว เช่น

D&Department
(ป้ายด้านซ้ายสุด) อุด้งอิเสะ เดิมทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้ผู้ที่เดินทางไปไหว้ศาลเจ้าอิเสะ ศาลเจ้าจะเตรียมอุด้งชนิดนี้ไว้ในหม้ออุ่นๆ ตลอด เผื่อผู้เดินทางที่หิว ตัวเส้นหนา นุ่ม เหมาะทานกับซอสเผ็ดหวาน ใส่ต้นหอม ไข่แดงดิบ เนื้อสับผัด แล้วคลุกให้เข้ากัน – goodthinggoing.net

พนักงานจะเขียนคำอธิบายด้วยลายมือตนเอง ทั้งคุณสมบัติสินค้า และประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยใช้สินค้านั้น แน่นอน หากลูกค้าถาม พวกเขาสามารถอธิบายสตอรี่ได้

สินค้าทุกชิ้นในร้านจะมีเรื่องราวหมด 

“ในร้าน D & Department สินค้าที่ขายไม่ได้ไม่ใช่สินค้าไม่ดี แต่เพราะพวกเรายังพยายามไม่พอ” นากาโอกะกล่าว

อนาคตของ D & Department

ปัจจุบัน D & Department มีทั้งหมด 12 สาขาในญี่ปุ่น ได้แก่ ฮอกไกโด ไซตามะ โตเกียว โทยาม่า ยามานาชิ ชิสึโอกะ เกียวโต คาโกชิม่า และโอกินาวา

D&Department
สาขาเกียวโต – www.d-department.com
D&Department
สาขาไซตามะ – www.d-department.com

แต่ละสาขาจำหน่ายสินค้า Long Life Design และมีสินค้าดีๆ ของท้องถิ่นนั้นๆ 

นากาโอกะตั้งใจจะขยายร้านจนครบ 47 สาขา เท่ากับจำนวนจังหวัดในญี่ปุ่น

“หากมีสินค้าที่ดีไซน์ไม่ดีออกมาในตลาด ผู้บริโภคก็ต้องทน ต้องซื้อสินค้าไม่ดี 

“บริษัทผู้ผลิตก็กลายเป็นบริษัทที่เอาแต่คิดถึงขนาดตลาดกับต้นทุน คอยลอกเลียนสินค้ากัน และผลิตสินค้าเหมือนๆ กันเต็มตลาดไปหมด 

“สุดท้ายลูกค้าจะรู้สึกเบื่อสิ่งของ ทิ้งของ และกลายเป็นขยะจำนวนมากที่เกิดขึ้น 

“เราจึงพยายามสร้างบริษัทที่ ‘ตั้งใจ’ 

“ทั้งดีไซเนอร์ที่ตั้งใจออกแบบสินค้า 

“ห้างร้านที่ตั้งใจขาย

และมีผู้บริโภคที่ตั้งใจซื้อ”

Makoto Lesson

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง และพฤติกรรมลูกค้าที่หันไปช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น ร้านค้าทั่วไปลำบากในการปรับตัว ปรับราคา หลายร้านต้องปิดตัวไป 

ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่กำลังหดตัวเช่นนี้ นากาโอกะและบริษัทของเขากำลังเติบโต 

นั่นเป็นเพราะ ‘แก่นธุรกิจ’ ของเขาแตกต่างจากแก่นของธุรกิจค้าปลีก

แก่นของธุรกิจค้าปลีก คือการคัดสรรสินค้าและนำเสนอให้ลูกค้า

แต่แก่นของ D & Department คือการสร้างและรักษา Long Life Design นั่นเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน

เมื่อแตกต่าง ก็เติบโต

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

“จงออกแบบเก้าอี้

โจทย์นี้ชวนให้พวกเราคิดเพลินๆ ว่า จะออกแบบเก้าอี้ทรงไหน ลายใด ใช้วัสดุสีอะไร จะบุกำมะหยี่ หรือทาสีดำไหม

แต่หากถามคุณนาโอโตะ ฟุกุซาว่า ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก และที่ปรึกษาด้านดีไซน์ของ MUJI แล้ว เขาไม่ได้เริ่มจากเก้าอี้เหมือนพวกเรา

คุณนาโอโตะจะเริ่มจากการเดินวนไปวนมาบริเวณ ‘บรรยากาศ’ รอบ ๆ ที่ที่ควรเป็นที่ตั้งของเก้าอี้นั้น

เขาจะคิดว่าคนนั่งจะเดินเข้ามานั่งจากฝั่งซ้าย หรือฝั่งขวาของเก้าอี้

เขาจะจินตนาการต่อว่าคนนั่งคนนั้นมีเสื้อแจ็กเก็ตมาด้วยหรือเปล่า แล้วคนคนนั้นจะถอดเสื้อไหม จะแขวนกับเก้าอี้หรือเปล่า และแขวนกับตรงไหน

เขาจะพยายามมองหา ‘บรรยากาศ’​ และออกแบบเก้าอี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศนั้น

ทำอย่างไรให้เก้าอี้นั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบรรยากาศ โดยไม่แหวกหรือขัดแย้ง

คุณนาโอโตะพูด …เหมือนเขากำลัง ‘เห็น’ บรรยากาศ (Ambient) อยู่รอบๆ ผลิตภัณฑ์ที่เขาจะดีไซน์

 

ดิฉันได้มีโอกาสไปฟังคุณนาโอโตะเล่าเรื่องปรัชญาการออกแบบมูจิในงานเปิดตัว flagship store เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

What is MUJI?

คือชื่อของงานเสวนาครั้งนี้

ในสายตาของคนส่วนใหญ่แล้ว หัวใจของมูจิก็คือความเรียบง่าย

แต่จริงๆ แล้ว มูจิลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ขณะเดียวกัน ก็ธรรมดากว่านั้น

ขอต้อนรับสู่โลกแห่งมูจิค่ะ

 

Harmony

คุณนาโอโตะแสดงภาพหนึ่งให้พวกเราดู

ภาพแรก เป็นภาพจิ๊กซอว์

ภาพที่สองคือ ภาพจิ๊กซอว์อื่นๆ แล้วมีช่องโหว่ตรงกลาง

เขาถามพวกเราว่า จะมองจิ๊กซอว์หรือจะมองช่องที่อยู่ตรงกลาง

ความแตกต่างคือ แบบแรกเป็นการพุ่งมองไปที่ผลิตภัณฑ์ หากเห็นแบบนี้ ดีไซเนอร์ก็จะคิดว่าออกแบบผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นอย่างไรให้ดีที่สุด

แต่แบบที่สอง คือการมองว่าจิ๊กซอว์ตัวอื่นๆ สร้างรูโหว่ตรงกลาง จะออกแบบอะไรมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ให้ได้พอดี

กล่าวคือ จุดเริ่มต้นดีไซน์แบบมูจินั้นไม่ได้มาจากการมองหาสินค้าที่จะออกแบบ แต่จะเฟ้นหาช่องโหว่ต่างๆ เช่นนี้ในชีวิตประจำวันของคน และเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนั้น เมื่อเราวางสินค้ามูจิ มันจะไม่ได้ลอยเด่นออกมา แต่จะกลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบ ๆ

เมื่อใช้ชีวิตมาสักระยะ ผมก็เริ่มเห็นว่า ดีไซน์ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนประทับใจ ผมว่าดีไซน์ที่เป็นตัวกระตุ้นกิเลสตัณหาคนนั้นพูดมากเกินไป ผมเลยเริ่มไม่พูดว่าใครเป็นคนออกแบบ การที่เราเห็นว่าความเป็นตัวตนของดีไซเนอร์จะออกมาในผลงานนั้น มันก็เหมือนอัตตา

นี่เป็นสาเหตุที่มูจิไม่เคยออกมาประกาศว่า นาโอโตะ ฟุกาซาว่า เป็นผู้ออกแบบเครื่องเล่นซีดีติดผนังสุดเก๋นั้น เช่นเดียวกับสินค้ามูจิตัวอื่นที่ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกออกแบบ หากพลิกฉลากสินค้ามูจิดู ก็จะไม่มีการเขียนว่าออกแบบโดยใครเช่นเดียวกัน

ลดอัตตา และกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม

คุณนาโอโตะเปรียบเทียบปรัชญาการดีไซน์ของเขากับกลอนไฮกุไว้อย่างน่าสนใจ

กวีไฮกุจะไม่พรรณนาสภาพจิตใจหรืออารมณ์ของเขา แต่จะพรรณนาถึงภาพทิวทัศน์หรือปรากฏการณ์ต่างๆ แทน ดังเช่นกลอนไฮกุชื่อดัง สระโบราณ กบกระโจนลงไป เสียงของน้ำ” ผู้อ่านก็จะจินตนาการและสัมผัสได้ถึงความสงบเงียบนั้น

มูจิ จึงออกแบบให้ ‘คน’ เป็นตัวเอกในการใช้ชีวิต ไม่ใช่สินค้า ผลิตภัณฑ์เป็นแค่ทิวทัศน์หรือพระรอง ที่คอยสนับสนุนชีวิตของพระเอกคนนั้นเท่านั้น ดีไซน์ของมูจิจึงเรียบง่าย ไม่โดดเด่นเกินไป แต่แฝงด้วยความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ นั่นเอง

 

Micro Consideration: ใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

เมื่อคุณนาโอโตะเห็นบรรยากาศรอบๆ ของสิ่งนั้น เข้าใจพฤติกรรมของคนใช้แล้ว เขาก็จะออกแบบสินค้าที่ไม่ขัดกับการเคลื่อนไหวของคน เช่น

เมื่อออกแบบหม้อหุงข้าว เขาเห็นปัญหาหนึ่ง คือคนไม่รู้จะวางทัพพีตักข้าวไว้ตรงไหน วางไว้ตรงถ้วยข้างๆ เอาไปเสียบกลับไว้ที่อื่น หม้อหุงข้าวบางรุ่นมีที่เสียบอยู่ด้านข้าง แต่คุณนาโอโตะมองว่าการเคลื่อนไหวของร่างกายคนนั้นยังไม่ลื่นไหลดีที่สุด

เขาจึงออกแบบหม้อหุงข้าวที่ตรงฝาด้านบนมีจะงอยยื่นออกมาเล็กน้อย ให้คนวางที่ตักข้าวได้ ตักข้าวเสร็จ มือซ้ายถือชามข้าว มือขวาปิดฝาหม้อ แล้วก็วางทัพพีได้เลย

www.muji.com/jp/

www.muji.us

Flow การตักข้าวของคน   Source: Naoto Fukasawa

ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แม้เป็นจุดที่เล็กที่สุดนี้ มูจิเรียกว่า ‘Micro Consideration’ กล่าวคือ ใส่ใจในระดับไมโคร แม้ผู้บริโภคไม่รู้รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เหล่านี้ แต่พวกเขาก็จะรู้สึกได้ว่า สินค้ามูจิ ‘ใช้ง่าย’

 

ความสุขแบบธรรมดา

คุณนาโอโตะบอกว่า มันยากที่จะกล่าวว่า มูจิ ดียังไง

ผมได้รับคำถามบ่อยๆ ว่า อะไรคือคุณค่าของมูจิ มูจิดียังไง ผมเองก็ตอบยากนะ แต่ผมจะบอกว่า… แต่ถ้าไม่มีมูจิ คุณก็จะลำบากใช่ไหมล่ะ

นั่นคือ คุณค่าของมูจิ

ดิฉันประทับใจตอนที่คุณนาโอโตะเล่าเรื่องโปรเจ็ค MUJI To Go

MUJI To Go เป็นคอลเลกชันสินค้ามูจิที่เกี่ยวกับการเดินทาง เช่น กระเป๋าเดินทาง ขวดเครื่องสำอาง เสื้อแจ็กเก็ตผ้าร่ม

www.muji.com/th/mujitogo

สินค้าที่คุณนาโอโตะยกตัวอย่างขึ้นมาคือ ที่ตากผ้าเล็กๆ ขนาดพกพาอันนี้

www.muji.net

สารภาพตามตรงว่า ตอนแรกที่ดิฉันเห็นดิฉันก็งงว่าทำไมเราต้องเอาที่ตากผ้าไปด้วยเวลาเที่ยว แต่คุณนาโอโตะก็เฉลยว่า

สมมติว่าพวกเราไปเที่ยว…ที่ไหนดี…เอาภูเก็ตก็แล้วกัน เมื่อลากกระเป๋าเข้าห้อง ถอดถุงเท้าซัก

“เปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบเอาที่ตากผ้านี้มาแขวนตรงระเบียงเพื่อตากถุงเท้า ระหว่างตาก มองออกไป เห็นหาดทรายกับทะเล มีความสุขออก

แนวคิดของ MUJI To Go คือ การนำชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ติดตัวไปในสถานที่พิเศษที่เราเดินทางไปด้วย มูจิจึงออกแบบแผ่นรองซักผ้าเล็กๆ ที่ตากผ้าเล็กๆ เสื้อกัน UV เบาๆ ให้คนพกติดตัวไปออกกำลังกาย ไปซักผ้า ไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองทำเป็นปกติในชีวิตประจำวันได้

ความสุขของผู้ใช้มูจิ จึงไม่ใช่ความสุขจากการได้ทำอะไรหวือหวาหรือลองอะไรแปลกใหม่ แต่เป็นความสุขเรียบง่าย ธรรมดาๆ ที่สัมผัสได้จากการใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละวันนั่นเอง

 

 

เราเรียนรู้อะไรจากมูจิและคุณนาโอโตะ?

คุณนาโอโตะ ฟุกาซาว่า ไม่ได้บอกให้พวกเราออกแบบสินค้าให้เรียบง่ายแล้วจะดี

เราเห็นบรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมรอบๆ ผลิตภัณฑ์นั้นไหม

เราได้คิดถึงผู้ใช้…ตลอดจนการเคลื่อนไหวของพวกเขามากแค่ไหน

ถ้าต้องออกแบบเก้าอี้ คุณนาโอโตะไม่ได้บอกให้พวกเรากระโจนไปวาดเก้าอี้ แต่ให้ลองเดินแบบผู้ใช้เดิน นั่งแบบผู้ใช้จะนั่ง สัมผัสการเคลื่อนไหว มองเห็นสิ่งรอบๆ ก่อนจะลงมือออกแบบ

นั่นจึงจะสร้างดีไซน์ที่ดี ดีไซน์ที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และสร้างความสุขแบบธรรมดาๆ ที่ผู้ใช้หยิบใช้เมื่อไรก็มีความสุข แบบสินค้ามูจินั่นเอง

ขอขอบพระคุณ MUJI Thailand ที่จัดงานดีๆ ให้ไอเดียและแรงบันดาลใจพวกเราเช่นนี้ และให้โอกาสดิฉันได้พบดีไซเนอร์ระดับโลกอย่างคุณนาโอโตะค่ะ

 

Source:

https://www.muji.com/jp/flagship/huaihai755/archive/fukazawa.html 

http://globe.asahi.com/feature/side/2017020200004.html 

NAOTO FUKASAWA (2014) (หนังสือ)

 

อ่านเพิ่มเติม:

ความมั่งคั่งรูปแบบใหม่” โดย Naoto Fukasawa

https://www.muji.com/th/compactlife/column002.html

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load