ห้างสรรพสินค้าเล็กๆ แห่งหนึ่งถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 2000 

หลังจากนั้น 8 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่น 

ด้วยกระแสช้อปปิ้งออนไลน์ คนเดินห้างลดน้อยลงเรื่อยๆ ห้างใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นต้องควบกิจการเข้าด้วยกัน เช่น ห้างอิเซตันรวมกับห้างมิตสึโคชิ หรือบางแห่งก็ปิดตัวลงเนื่องจากยอดขายไม่ดี เช่น ห้างมารุอิอิไม ห้างสรรพสินค้าใหญ่ในฮอกไกโด

ท่ามกลางความฝืดเคืองของวงการห้างสรรพสินค้าเช่นนี้ ห้างสรรพสินค้าที่ดิฉันกำลังจะเล่าต่อไปนี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีสาขาทั้งหมด 10 สาขาในญี่ปุ่น 2 สาขาในต่างประเทศ (จีนและเกาหลี) 

ห้างนี้ชื่อ ‘D & Department’ 

จุดกำเนิด D & Department

เคนเม นากาโอกะ (Kenmei Nagaoka) เคยเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ชื่อดังมาก่อน เขาตั้งบริษัทของตนเองตั้งแต่อายุ 31 ปี และออกแบบกราฟิกสมัยใหม่มาโดยตลอด 

วันหนึ่งนากาโอกะเดินผ่านร้านมือสองขนาดใหญ่ เขาเห็นเก้าอี้ใหม่เอี่ยมที่ดีไซเนอร์ชื่อดังออกแบบเมื่อปีก่อน ถูกวางขายในราคาต่ำมาก 

“คุณค่าของเก้าอี้ คุณค่าของดีไซน์ หมดเร็วขนาดนี้เลยหรือ” นากาโอกะตกใจ 

ในโลกทุนนิยมที่เราชินกับการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมากและบริโภคเป็นจำนวนมาก นากาโอกะต้องการทำสิ่งที่แตกต่าง เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Long Life Design’ 

Long Life Design คือดีไซน์ดีๆ ที่คนสามารถใช้ได้เป็นระยะเวลายาวนาน ในทางกลับกัน สินค้าที่คนใช้มาเป็นระยะเวลานาน เป็นสัญลักษณ์ว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ดี 

หากผู้ผลิตไม่ใส่ใจในการออกแบบสินค้า สินค้าก็จะถูกวางในร้านที่ไม่ได้ใส่ใจที่จะขาย ผู้บริโภคก็ซื้อสินค้าที่ไม่ได้ดีนัก ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไม่ค่อยดีตามไปด้วย 

แน่นอน หากสินค้าไม่ได้ทำให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อใช้สินค้าไปไม่นานคนก็จะเบื่อ แล้วก็ทิ้งของชิ้นนั้นไปโดยไม่รู้สึกผิดอะไร หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สิ่งแวดล้อมก็จะแย่ลง คนในสังคมก็จะรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ กลายเป็นวงจรไม่ดี เช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ซ้ำร้าย สินค้าที่ไม่ได้ถูกดีไซน์มาอย่างดีก็จะถูกเลียนแบบได้ง่าย บริษัทหลายแห่งก็ได้แต่ออกสินค้าคล้ายๆ กันออกมา คนในสังคมก็ต้องทนใช้สินค้าเหมือนๆ กัน คุณภาพกลางๆ 

นากาโอกะต้องการสร้างสถานที่ที่นำเสนอสินค้าที่มีความเป็น Long Life Design เหล่านี้ 

และ D & Department เป็นสถานที่แห่งนั้น

ร้านสรรพสินค้าที่เข้าใจสินค้าดีไซน์ดีๆ…รวบรวม…และนำเสนอให้แก่ผู้คน

D&Department
www.d-department.com

วิธีหาสินค้า

ห้างสรรพสินค้าทั่วไปตระเวนหาสินค้าเก๋ๆ ทั่วโลกมาจำหน่าย

D & Department ไม่ได้เพียงคัดเลือก แต่เดินทางไปพบผู้ผลิตโดยตรง 

ทีมงานจะเดินทางไปถึงโรงงาน ไปพบช่างฝีมือ ไปดูขั้นตอนการทำ ไปดูความยากลำบากในการถัก ทอ สาน ตอก หรือปั้น สินค้านั้นๆ 

พวกเขาดูถึงประวัติบริษัท ช่วงเวลาที่สินค้าถือกำเนิดขึ้นมา ความตั้งใจของบริษัทนั้น ผู้ผลิตใส่ใจแค่ไหน รักและภูมิใจในสินค้าที่ตนเองทำหรือเปล่า พวกเขาตั้งใจปรับปรุงสินค้าตนเองให้ดีขึ้นไหม หรือแค่ทำไปวันๆ 

สินค้าที่ D & Department เลือกต้องเป็นสินค้าที่ผู้ผลิตใส่ใจในรายละเอียด ทำด้วยความประณีต และหมั่นพัฒนาปรับปรุงสินค้าบริษัทตนเสมอๆ ที่สำคัญ ผู้ผลิตต้องรักงานของตนเอง หากผู้ผลิตรัก พวกเขาก็จะใส่ใจในรายละเอียด และต้องการปรับปรุงสินค้าตนเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก 

ยกตัวอย่างกระบอกชาจากร้าน Kaikado 

ราคา 23,220 เยน – www.d-department.com

“Kaikado เป็นร้านทำกระป๋องใส่ใบชาเก่าแก่จากเกียวโต ก่อตั้งปี 1875 ด้านในมีช้อนตักใบชา เหมาะกับการเก็บใบชาและเมล็ดกาแฟ ตัวกระป๋องดีบุก เคลือบอย่างดี ไม่เป็นสนิม สามารถใช้ได้ยาวนาน 

“ยิ่งใช้ สีกระป๋องจะยิ่งเข้มขึ้น พื้นผิวสัมผัสก็จะเปลี่ยนไป เมื่อใช้นานเป็นสิบปีกระป๋องจะเป็นสีดำคล้ายสีถ่าน เงางาม สวย ให้ความรู้สึกเหมือนท่านกำลังดูการเติบโตของอุปกรณ์” 

D&Department
store.spiral.co.jp

นี่คือสินค้า Long Life Design ในแบบของ D & Department 

วิธีเลือกสินค้า

ทุกเดือน D & Department จัดการประชุมสินค้าเพื่อคัดเลือกสินค้ามาจำหน่ายในร้าน พนักงานแต่ละคนที่รับผิดชอบสินค้าหมวดของตนเอง จะไปลองใช้สินค้าประมาณ 6 เดือน พวกเขาลองใช้ ลองเป็นลูกค้า พวกเขาดูรายละเอียดแม้แต่ว่าสวิตช์พังหรือเปล่า และที่สำคัญ สังเกตความรู้สึก พวกเขาดูว่าตนเอง ‘รัก’ สินค้านั้นไหม 

หากพนักงานไม่รัก ไม่อิน ในสินค้านั้น พวกเขาคงไม่สามารถนำเสนอสินค้าที่ดีได้ 

เกณฑ์สำคัญอีกเกณฑ์หนึ่งคือ สินค้านั้นสามารถซ่อมแซมได้หรือไม่ 

เมื่อลูกค้าใช้สินค้าไปเป็นระยะเวลานาน สินค้าอาจเสียหรือสกปรกได้ D & Department จะพยายามเลือกสินค้าที่ผู้ผลิตสามารถซ่อมแซมให้ลูกค้าได้ และไม่สนับสนุนให้ลูกค้าซื้อสินค้าใหม่เมื่อสินค้าเดิมพัง 

ตัวอย่างบล็อกรายงานสินค้าที่พนักงานร้านใช้จริง และ “รัก” จริง – www.d-department.com

วิธีขายสินค้า

แทนที่จะตั้งร้านอยู่แถวชินจูกุ ชิบูย่า หรือย่านช้อปปิ้งชื่อดัง ร้าน D & Department ในโตเกียวนั้นเป็นตึก 2 ชั้นเล็กๆ 

D&Department

 สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ สถานี Kuhombutsu (สถานีที่คนญี่ปุ่นเองยังอ่านชื่อลำบาก) แต่ก็ต้องเดินจากสถานีไป 8 นาทีอยู่ดี 

ข้างร้าน D & Department เป็นร้านจำหน่ายยางรถยนต์ อีกฝั่งเป็นบ้านคนเล็กๆ ด้านหลังเป็นสวนสาธารณะ ไม่มีร้านช้อปปิ้งร้านอื่น ไม่มีร้านอาหาร ไม่มี…อะไรเลย

“ผมตั้งใจเลือกทำเลร้านที่ไม่ดีครับ หากทำเลดี คนเดินผ่านเยอะ ลูกค้าอาจซื้อสินค้าทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากซื้อนัก หรือซื้อโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อนก็ได้ 

“ตัวผมเองก็ชอบเดินช้อปปิ้งนะครับ และมักจะเผลอซื้อของทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะซื้อ แต่ถ้ามีสินค้าอะไรที่ผมอยากได้จริงๆ ผมก็จะตั้งอกตั้งใจเดินทางไปที่ร้านนั้น หากทำเลดี พวกเราอาจไม่ใช้ความพยายามในการขายนักก็ได้” 

…เพราะยังไงลูกค้าก็เดินผ่านเยอะอยู่แล้ว

ด้วยทำเลที่ไม่เป็นใจ พนักงาน D & Department จึงต้องตั้งใจขายมาก 

พวกเขาพยายามจัดร้านให้สวยงาม

สินค้าทุกชิ้นจะมีเรื่องราว เช่น

D&Department
(ป้ายด้านซ้ายสุด) อุด้งอิเสะ เดิมทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้ผู้ที่เดินทางไปไหว้ศาลเจ้าอิเสะ ศาลเจ้าจะเตรียมอุด้งชนิดนี้ไว้ในหม้ออุ่นๆ ตลอด เผื่อผู้เดินทางที่หิว ตัวเส้นหนา นุ่ม เหมาะทานกับซอสเผ็ดหวาน ใส่ต้นหอม ไข่แดงดิบ เนื้อสับผัด แล้วคลุกให้เข้ากัน – goodthinggoing.net

พนักงานจะเขียนคำอธิบายด้วยลายมือตนเอง ทั้งคุณสมบัติสินค้า และประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยใช้สินค้านั้น แน่นอน หากลูกค้าถาม พวกเขาสามารถอธิบายสตอรี่ได้

สินค้าทุกชิ้นในร้านจะมีเรื่องราวหมด 

“ในร้าน D & Department สินค้าที่ขายไม่ได้ไม่ใช่สินค้าไม่ดี แต่เพราะพวกเรายังพยายามไม่พอ” นากาโอกะกล่าว

อนาคตของ D & Department

ปัจจุบัน D & Department มีทั้งหมด 12 สาขาในญี่ปุ่น ได้แก่ ฮอกไกโด ไซตามะ โตเกียว โทยาม่า ยามานาชิ ชิสึโอกะ เกียวโต คาโกชิม่า และโอกินาวา

D&Department
สาขาเกียวโต – www.d-department.com
D&Department
สาขาไซตามะ – www.d-department.com

แต่ละสาขาจำหน่ายสินค้า Long Life Design และมีสินค้าดีๆ ของท้องถิ่นนั้นๆ 

นากาโอกะตั้งใจจะขยายร้านจนครบ 47 สาขา เท่ากับจำนวนจังหวัดในญี่ปุ่น

“หากมีสินค้าที่ดีไซน์ไม่ดีออกมาในตลาด ผู้บริโภคก็ต้องทน ต้องซื้อสินค้าไม่ดี 

“บริษัทผู้ผลิตก็กลายเป็นบริษัทที่เอาแต่คิดถึงขนาดตลาดกับต้นทุน คอยลอกเลียนสินค้ากัน และผลิตสินค้าเหมือนๆ กันเต็มตลาดไปหมด 

“สุดท้ายลูกค้าจะรู้สึกเบื่อสิ่งของ ทิ้งของ และกลายเป็นขยะจำนวนมากที่เกิดขึ้น 

“เราจึงพยายามสร้างบริษัทที่ ‘ตั้งใจ’ 

“ทั้งดีไซเนอร์ที่ตั้งใจออกแบบสินค้า 

“ห้างร้านที่ตั้งใจขาย

และมีผู้บริโภคที่ตั้งใจซื้อ”

Makoto Lesson

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง และพฤติกรรมลูกค้าที่หันไปช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น ร้านค้าทั่วไปลำบากในการปรับตัว ปรับราคา หลายร้านต้องปิดตัวไป 

ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่กำลังหดตัวเช่นนี้ นากาโอกะและบริษัทของเขากำลังเติบโต 

นั่นเป็นเพราะ ‘แก่นธุรกิจ’ ของเขาแตกต่างจากแก่นของธุรกิจค้าปลีก

แก่นของธุรกิจค้าปลีก คือการคัดสรรสินค้าและนำเสนอให้ลูกค้า

แต่แก่นของ D & Department คือการสร้างและรักษา Long Life Design นั่นเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน

เมื่อแตกต่าง ก็เติบโต

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่น มีบริษัทที่อายุยืนเกิน 100 ปีกว่า 20,000 บริษัท ที่น่าตกใจคือ กว่าร้อยละ 98 เป็นธุรกิจครอบครัว อาจจะเป็นร้านมิโสะเก่าแก่ ร้านชาขึ้นชื่อ หรือร้านขนมญี่ปุ่นที่คนนิยมซื้อไปฝากเป็นของฝากติดไม้ติดมือกัน 

ครั้งนี้ ดิฉันมีธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่อายุยืน 100 ปีพอดี และมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดซอสโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) รวมถึงมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในไทยด้วย นั่นคือ บริษัท โอตาฟุกุโฮลดิ้งส์ 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
โอโคโนมิยากิ

กลุ่มผู้บริหารบริษัทนี้มองการณ์ไกลไปอีก 100 ปีข้างหน้า จะทำอย่างไรให้บริษัทอยู่ไปได้ถึง 200 ปี จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว  

เชิญติดตามอ่านการบริหารครอบครัวและการบริหารธุรกิจฉบับบริษัทซอส 100 ปีได้ ณ บัดนี้

บริษัทที่ไม่โฆษณาเลย

โอตาฟุกุก่อตั้งขึ้นในปี 1922 โดยเริ่มจากการจำหน่ายซีอิ๊วและเหล้าสาเกในเมืองฮิโรชิม่า ทางร้านมีซีอิ๊วสูตรต่าง ๆ ที่นำเสนอแตกต่างตามความชอบของลูกค้า จากนั้นก็เริ่มผันตัวมาเป็นผู้ผลิตน้ำส้มสายชู

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีกระแสการรับประทานอาหารตะวันตก กอปรกับเมืองฮิโรชิม่าขึ้นชื่อด้านอาหารโอโคโนมิยากิ ตอนนั้นซอสที่ทายังเป็นซอสเหลวใส ทางบริษัทจึงพยายามคิดสูตรซอสที่เข้ากับแป้ง กะหล่ำ หมูในโอโคโนมิยากิยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นเจ้าแรกที่ผลิตซอสข้น รสกลมกล่อม เป็นเจ้าแรกในญี่ปุ่น

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

โอตาฟุกุ ไม่ใช้สื่อโฆษณาหลักเลย แต่เน้นไปที่การสร้างแฟนคลับและการบอกปากต่อปาก โดยการออกบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือนำเสนอร้านโอโคโนมิยากิต่าง ๆ ให้ลองใช้ ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงมากกว่า เมื่อสินค้าดี รสชาติโดนใจ ลูกค้าก็จะชี้ชวนกันให้ซื้อซอสโอตาฟุกุเอง 

แม้ธุรกิจจะดำเนินมา 100 ปี ปัจจุบัน โอตาฟุกุก็ยังพัฒนาสินค้าใหม่เสมอ โดยมีสินค้ากว่า 2,336 อย่างแล้ว (สินค้าใหม่ออกเฉลี่ยปีละประมาณ 100 กว่าชนิด) เช่น แป้งสำหรับทำชิจิมิ (พิซซ่าเกาหลี) ซอสโอโคโนมิยากิสำหรับเด็กหย่านม (ส่วนผสมปลอดภัยและรสชาติไม่จัดเกินไป) 

การบริหารแบบญี่ปุ่น

ผู้บริหารบริษัทโอตาฟุกุกล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทตนดำเนินการบริหารแบบญี่ปุ่น 

“บริษัทเราเป็นผู้ผลิต สิ่งสำคัญของบริษัทผู้ผลิตอย่างเรา คือคนครับ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้พนักงานทำงานกับเรานาน ๆ และทำให้พวกเขายิ่งเก่งขึ้น” ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 กล่าว 

การที่พนักงานทำงานกับบริษัทนาน ๆ ข้อดีคือไม่ต้องสื่อสารกันมาก ทำงานรู้ใจกัน ไม่ต้องเสียเวลาอบรมพนักงานใหม่ แต่ข้อเสียที่มักเกิดขึ้นกับองค์กรทั่วไป คือพนักงานอาจขาดความกระตือรือร้น ทำงานไปเรื่อย ๆ 

ทางผู้บริหารไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพยายามสร้างผลงานหรือสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นในองค์กร สิ่งที่โอตาฟุกุพยายามสร้าง คือทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าของงาน และมีใจเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น 

โอตาฟุกุ จึงมักพาพนักงานไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากชีวิตการทำงานเดิม ๆ เช่น ไปอบรมนอกสถานที่ ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ แล้วร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและความประทับใจกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

นอกจากนี้ โอตาฟุกุ ยังมีกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่ง คือกิจกรรมแบ่งปัน Mission เป็นการให้พนักงานต่างแผนก ต่างโปรเจกต์ มานั่งพูดคุยกันถึงปรัชญาและพันธกิจของบริษัท เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความสำคัญของบริษัท รวมถึงคุณค่าของงานที่ตนทำ

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารพิเศษชื่อ ‘เซรินคัง’​ ซึ่งห่างจากออฟฟิศ บริเวณห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะเรียงยาว ตรงกลางเป็นพื้นที่เตาเล็ก ๆ เสียบปลาหรือเนื้อย่างได้ ให้บรรยากาศล้อมวงทานข้าวกัน 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200
Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้พนักงานเปิดใจกันคุยเรื่อง Mission องค์กร และจดจำได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานสอบ ‘วุฒิโอโคโนมิยากิ’ โดยพนักงานจะได้เรียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการทำโอโคโนมิยากิ ประเภทของโอโคโนมิยากิ ตลอดจนวิธีการบริหารร้าน ที่สำคัญ มีการตั้งแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการกระตุ้นให้พนักงานสอบวุฒิโดยเฉพาะ ชื่อแผนก ‘โอโคโนมิยากิ’ 

วุฒินี้มี 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ Instructor, Coordinator จนถึง Meister (อย่างเช่น ระดับกลาง ระดับ Coordinator จะต้องทำโอโคโนมิยากิ 3 จานพร้อมกันได้) 

Otafuku บริษัทซอส 100 ปีที่ร่างธรรมนูญครอบครัว เพื่อก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งถึงปีที่ 200

ปัจจุบัน พนักงานบริษัทโอตาฟุกุกว่าร้อยละ 70 มีวุฒิการทำโอโคโนมิยากินี้ 

ธรรมนูญครอบครัว

กิจการโอตาฟุกุ ดำเนินมาอย่างราบรื่นตลอด จน ชิเกขิ ซาซากิ ท่านประธานรุ่นที่ 6 ได้เข้าฟังสัมมนาการบริหารธุรกิจครอบครัว 

ข้อดีของธุรกิจครอบครัว คือการตัดสินใจที่ฉับไวและปรับตนเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือหากวางโครงสร้างองค์กรไม่ดี พนักงานในบริษัทอาจขาดแรงจูงใจในการทำงานได้ เพราะคิดว่าไม่ว่าตนจะมีความสามารถอย่างไร ก็คงสู้ทายาทในตระกูลในการดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหรือผู้บริหารระดับสูงไม่ได้

ชิเกขิเริ่มสนใจแนวคิดการสร้างธรรมนูญครอบครัว และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาที่บริษัทเดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่ละครั้ง สมาชิกครอบครัวซาซากิที่บริหารจะร่วมกันหารือและตกลงประเด็นต่าง ๆ แน่นอนว่าเกิดการถกเถียงในรายละเอียดปลีกย่อยตลอดทุกครั้ง 

“ตอนแรกทุกคนในบ้านถามผมว่า ทำไมต้องทำล่ะ ทำไมต้องสร้างกฎในตระกูล พวกเรารักกันดี กิจการก็ไปได้ดี แต่ผมก็พยายามอธิบายและชี้ให้เห็นว่า ควรกันก่อนแก้ ควรวางรากฐานก่อนจะเกิดปัญหา เช่น ตอนเปลี่ยนผู้บริหารหรือการสืบทอดกิจการ” 

ตระกูลซาซากิเริ่มคุยเรื่องธรรมนูญครอบครัวเมื่อปี 2013 และทำเสร็จในปี 2015 ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการหารือรายละเอียดต่าง ๆ 

ตัวอย่างธรรมนูญครอบครัว มีตั้งแต่เรื่องกิจกรรมในตระกูลที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิก เช่น จัดงานเลี้ยงทานข้าวหรือสัมมนาเพื่อการเรียนรู้ปีละ 4 ครั้ง ช่วงเทศกาลโอบ้ง การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา 3 วัน 2 คืน จัดการแข่งขันตีกอล์ฟ 

นอกจากนี้ ยังระบุวิธีแบ่งหุ้น ค่าตอบแทน ตลอดจนวิธีเลือกผู้สืบทอดกิจการด้วย 

ตระกูลซาซากิมีทั้งหมด 8 ครอบครัว มีการกำหนดกฎขึ้นมาว่า ทุกครอบครัวส่งตัวแทนมาบริหารบริษัทได้เพียงครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และยังมีกฎโหดว่า หากใครถือหุ้น ต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย ไม่มีการให้ถือหุ้นและรับเงินปันผลเฉย ๆ ผู้ถือหุ้นจากตระกูลต้องเข้ามาทำงานในบริษัท เป็นการป้องกันบางครอบครัวที่อยากขายหุ้นส่วนของตนเองออกไป 

ในธรรมนูญครอบครัวยังกำหนดจำนวนกรรมการบริหารว่า ห้ามมีคนจากตระกูลซาซากิเกินครึ่ง เพื่อให้เกิดความหลากหลายและมีการบริหารอย่างเหมาะสม กฎอีกข้อคือ คนในครอบครัวทำงานได้ถึงอายุ 65 ปี จากนั้นถึงค่อยเป็นที่ปรึกษา 

ส่วนเงินเดือนแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินเดือนพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าตำแหน่งใดก็ได้เท่ากัน กับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งสัดส่วนเป็นไปตามตำแหน่งและเนื้องาน 

หากมีสิ่งใดที่ต้องตกลงกันในตระกูล ห้ามใช้เสียงข้างมากตัดสิน ต้องหารือกันจนทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด 

ท่านประธานชิเกขิยังมองการณ์ไกล จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาดูแลตระกูล หน้าที่คืออบรมและเผยแพร่ปรัชญาบริษัท ตลอดจนประวัติศาสตร์ให้แก่คนในตระกูล อบรมทายาทผู้สืบทอด รวมถึงการบริหารทรัพย์สินของตระกูล 

“ธุรกิจครอบครัวมักมีความสัมพันธ์ที่ดีกับท้องถิ่น บางทีพนักงานอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องบริจาคเงินเพื่อช่วยวัดหรือศาลเจ้ามากขนาดนั้น ซึ่งตรงนี้ นิติบุคคลของตระกูลจะเข้ามาช่วยรับบทบาทในการสานความสัมพันธ์กับท้องถิ่นแทน” 

เห็นได้ว่าธรรมนูญครอบครัวฉบับนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ขณะเดียวกันก็พยายามลดข้อขัดแย้งหรือข้อกังขาจากฝั่งพนักงานบริษัท อีกทั้งป้องกันมิให้คนในตระกูลบริหารตามอำเภอใจเพียงอย่างเดียว 

การสืบทอดประธาน

สำหรับบริษัทโอตาฟุกุ สิ่งสำคัญอีกประการ คือการกำหนดผู้สืบทอดกิจการ 

ทางตระกูลมีเกณฑ์พิจารณาดังต่อไปนี้ 

หนึ่ง บุคคลนั้น ๆ ได้ริเริ่มทำอะไรบ้าง 

สอง บุคคลนั้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สาม บุคคลนั้น ๆ ได้ทำให้ใครเติบโตหรือสอนงานใครอย่างไรบ้าง 

แม้ว่าประธานคนปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ยังเป็นคนในตระกูลอยู่ แต่ในอนาคต ทางกรรมการก็จะพิจารณาคนนอกตระกูลให้ขึ้นเป็นประธานบริหารด้วย โดยยึดถือตามเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น

หากมองเผิน ๆ สิ่งที่ประธานบริษัทโอตาฟุกุทำ อาจเป็นการลดผลตอบแทนหรืออำนาจของคนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด 1 ครอบครัว 1 ตัวแทนบริหาร หรือการบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องเป็นพนักงานบริษัทด้วย 

“ผมขึ้นมาเป็นประธานตอนอายุ 46 ปี และผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า จะดำรงตำแหน่งนี้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เหตุผลประการแรก คือ พ่อผมเสียตอนอายุ 55 ปี ผมคิดว่าผมอาจจะมีโอกาสจากโลกนี้ไปในวัยเดียวกันก็ได้ นั่นคืออีก 10 ปีข้างหน้า เหตุผลข้อสอง คือ ประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการย้ายไปทำงานแผนกอื่นหรือเมืองอื่น อยู่สภาพเดิมตลอด ผมเกรงว่าผมจะไม่มีแรงบันดาลใจในการริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ครับ” 

หากเหลือเวลาแค่ 10 ปี ในฐานะผู้นำองค์กร ตนเองจะทำอะไรบ้าง…

คำถามนี้ทำให้ ชิเกขิ ซาซากิ ตัดสินใจเริ่มทำธรรมนูญครอบครัว มุ่งมั่นปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาดี ๆ ให้กับคนในครอบครัวและพนักงานบริษัท ตลอดจนทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบ ซึ่งนั่นทำให้เขาพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นมืออาชีพมากขึ้น และพร้อมจะก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัท 200 ปี

ภาพ : www.otafuku.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load