01

โรงเรียนของหนู 

เสียงโทรศัพท์จากพี่คนหนึ่งโทรมาหาเราบอกว่า “มาทำหลักสูตรชุมชนด้วยกันหน่อยสิ” 

เราจำไม่ได้แล้วว่าพี่เขารู้จักเราได้อย่างไร แต่จำได้ว่าเรารู้จักพี่เขาจากโครงการชื่อว่า ‘โรงเรียนของหนู’ 

เราเรียกพี่คนนั้นว่า พี่หน่อง เมื่อ 20 ปีก่อน พี่หน่องช่วยเพื่อนๆ ทำโครงการโรงเรียนของหนู เป็นที่รู้จักกันว่า เขาจะขับรถโฟวิลเข้าไปในป่า ไปสร้างโรงเรียน และเอาของไปแจกโรงเรียน 

แต่ประสบการณ์การทำโรงเรียนของหนูของพี่เขามาถึง 7 ปี เขาสรุปกับตัวเองว่า โครงการโรงเรียนของหนูอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของวิถีชุมชนที่แท้จริงในชนบทห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไปแจกยูนิฟอร์ม ชุดนักเรียน เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าจากในเมือง ของเล่น ข้าวของเหล่านี้ เอาเข้าจริงไม่ได้สำคัญกับสาระการเรียนรู้และวิถีที่พวกเขามีเท่าที่ควร 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

บทเรียนสำคัญที่พี่ได้หน่องได้เรียนรู้จากโครงการโรงเรียนของหนู ทำให้พี่หน่องได้สนใจเรียนรู้จากชุมชน 

และชวนเราทำเรื่อง ‘หลักสูตรชุมชน’ ใน 20 ปีก่อน ในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร นั่นเป็นสิ่งที่ซื้อใจให้เราเข้าไปทำเรื่องหลักสูตรชุมชนกับพี่เขาได้ แม้ว่าหนทางจะห่างไกลเหลือเกิน 

ตอนนั้น พี่หน่อง-วิลิต เติมผลบุญ ได้เริ่มก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน หรือชื่อย่อว่า มูลนิธิซี วาย เอฟ

สิ่งที่เราต้องทำในการสร้างหลักสูตรชุมชน คือเข้าถึงและเข้าใจชุมชน เข้าไปอยู่เรียนรู้จากชุมชนนั้นก่อน 

สมัยนั้น แม้แต่รถโฟวิลก็ยังไม่สามารถขึ้นไปถึงหมู่บ้านที่มีโรงเรียนในเขตทุ่งใหญ่นเรศวรทั้งหมด ในฤดูฝน บางหมู่บ้านเราต้องเดินเท้าข้ามน้ำข้ามเขาขึ้นไป ระยะทางเป็นวันๆ 

ในระยะเวลาไม่กี่เดือน เราได้โครงหลักสูตรชุมชนของทุ่งใหญ่นเรศวรมาจากการเข้าไปอยู่กับชุมชน

แต่โครงการหลักสูตรนั้นสุดท้ายล้มไม่เป็นท่า เพราะว่าในที่สุด ข้าราชการครูบางคนก็บอกว่า เรียนไปแล้ว ‘ไม่ได้วุฒิการศึกษา’ จะเรียนไปทำไม 

ตอนนั้นเราเองขอถอยออกมาก่อน เพราะไม่มีอะไรจะไปโต้แย้งให้ชนะ 

แต่พี่หน่องไม่ถอย เขาขอสู้ต่อ ถ้าหลักสูตรชุมชนนี้ไม่ได้รับได้รับการยอมรับ เขาจึงทำเรื่องศูนย์วัฒนธรรมเรื่องชาติพันธุ์แทน 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

02

ความฝันที่เป็นจริงของการจัดการศึกษาของชุมชนที่มีวุฒิรับรองในชื่อ ศูนย์การเรียน 

เสียงโทรศัพท์จากพี่หน่องที่เคารพรักคนเดิมโทรมาหาเราปีก่อน บอกว่าเขาพาเด็กๆ จากศูนย์การเรียนสะเน่พ่อง จังหวัดกาญจนบุรี และศูนย์การเรียนรู้ห้วยพ่าน จังหวัดน่าน เดินทางทั่วภาคเหนือเป็นเวลาหนึ่งเดือน และกำลังจะจบการเดินทางภายในอีกหนึ่งสัปดาห์ พี่เขาอยากขอใช้บ้านเรา สวนศิลป์บินสิ เป็นสถานที่ให้เด็กได้มาสรุปการเดินทาง 3 – 4 วัน และให้เราช่วยจัดกระบวนการสรุปการเรียนรู้ 

ในหนึ่งสัปดาห์สุดท้ายของการเดินทางนั้น เราจึงขอกระโดดขึ้นตามขึ้นรถบัสของเด็กๆ แบบไปไหนไปด้วย เพื่อสังเกตการณ์ ก่อนที่จะต้องจัดกระบวนการให้เด็กๆ

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

เรื่องน่าตื่นเต้นที่สุดที่เราได้รับรู้จากโครงการนี้ และเราแทบไม่เชื่อหูตัวเอง คือการจัดการเรียนแบบนี้พาเด็กๆ จากสองศูนย์การเรียนออกเดินทางเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน รวมอยู่ในหลักสูตรของศูนย์การเรียนที่ออกวุฒิการศึกษาได้

ใช่แล้ว! เราไม่ได้ฟังผิดไป ศูนย์การเรียนนี้ออกวุฒิการศึกษาเองได้ ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้เองได้ เรียนจากที่ไหนก็ได้ตามอัธยาศัย และครูผู้สอนไม่ต้องมีประกาศนียบัตรวุฒิครูรับรอง แต่ใช้ประสบการณ์ชีวิตในการถ่ายทอดการเรียนรู้ นับเป็นศูนย์การเรียนภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ระบุไว้ 

ตามที่เราได้คุยกับพี่หน่อง เรามีกฎหมายนี้และค่อยๆ มีกฎกระทรวงที่ร่างออกมา เพื่อ ‘คืนอำนาจและสิทธิการจัดการศึกษาให้กับชุมชน’ เป็นระยะเวลากว่า 40 ปีแล้ว 

แต่ว่ายังมีหน่วยงานภาครัฐในกระทรวงศึกษาธิการที่รับลูกและมีคณะทำงานและงบประมาณด้านนี้อย่างครอบคลุมทั้ง 6 รูปแบบของการจัดการศึกษาภายใต้มาตรา 12 นี้ที่แบ่งออกเป็น 6 ประเภท นั่นคือ 

  1. รูปแบบโฮมสคูล ซึ่งมีผู้จดทะเบียนกว่า 900 ครอบครัว ที่ลงทะเบียนใน พ.ศ. 2562 
  2. รูปแบบสถานประกอบการ จำนวนกว่า 10 สถานประกอบการ เช่น ปัญญาภิวัฒน์ โรงแรมเชอราตัน
  3. รูปแบบบุคคล ศูนย์การเรียนมาบเอื้อง อาจารย์ยักษ์ 
  4. รูปแบบองค์กรเอกชนและองค์กรชุมชน จำนวนกว่า 80 ศูนย์การเรียนทั่วประเทศ ที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นแห่งแรกในระดับการจัดการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา คือศูนย์การเรียนห้วยพ่าน จังหวัดน่าน และศูนย์การเรียนชุมชนศรีวรรณสะเน่พ่อง (วิถีทุ่งใหญ่นเรศวร) จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้รับการจดทะเบียนในการจัดการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาเป็นแห่งแรก 
  5. รูปแบบองค์กรวิชาชีพ 
  6. รูปแบบองค์กรทางศาสนาพุทธ 
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

03

การออกเดินทางของศุนย์การเรียนชุมชนต้นแบบ

ทริปเดินทางของสองศูนย์การเรียนนี้เรียนรู้ร่วมกันได้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทัวร์เรียนตามอัธยาศัยของผู้จัดการเรียนรู้และผู้เรียนรู้ 

เด็กๆ จากสองศูนย์การเรียนเดินทางร่วมกันหนึ่งเดือน เพื่อ ‘ทัวร์เรียน’ เรียนรู้ไปตามศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ภายใต้มาตรา 12 ทั่วประเทศ

ศูนย์การเรียนห้วยพ่าน จากจังหวัดน่าน ที่มีปรัชญาการเรียนรู้ว่า การศึกษาเป็นเรื่องของการเข้าใจชุมชน ปลูกต้นกล้าอะไรก็ได้อย่างนั้น การกำหนดอนาคตของชุมชนอีกสิบปี ร้อยปีข้างหน้า ขึ้นอยู่กับการให้การศึกษากับเยาวชนในวันนี้

จะกินปลาต้องสร้างวงปลา จะกินของป่าต้องสร้างป่า 

อยากทำการศึกษาต้องเข้าใจชุมชน หลักสูตรของที่นี่ จึงมีเพียง 3 สิ่งคือ การรักษา ดิน น้ำ และคน

ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุุวรรณสะเน่พ่อง (วิถีทุ่งใหญ่นเรศวร) โดยองค์กรชุมชนสะเนพ่อง จังหวัดกาญจนบุรี สิ่งที่ศูนย์การเรียนวิถีทุ่งใหญ่แห่งนี้พยายามสร้างให้เกิดขึ้นมา คือการสร้างเด็กให้กลับมาดูแลชุมชนและวิถี สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดว่าศูนย์การเรียนได้พัฒนาและมีคุณภาพหนึ่งอยู่ที่ เด็กที่จบการศึกษาแล้วพบว่าสิ่งที่พวกเขาสัญญาไว้ คือการคืนโอกาสให้กับคนรุ่นต่อไป กลับมาพัฒนาชุมชนและใช้ชีวิตในหมู่บ้าน รวมถึงรักษาผืนป่าของพวกเขาได้

วันที่เราทำกระบวนการสังเคราะห์การเรียนรู้ให้เด็กๆ กลุ่มนี้ เด็กๆ บอกกับเราว่า สิ่งที่เคยคิดว่าตัวเองเป็น คือเป็นเด็กชาติพันธุ์นั้นช่างแตกต่างและเป็นชนส่วนน้อย เป็นเสียงน้อยในประเทศนี้เสียเหลือเกิน แต่การได้เดินทางเรียนรู้แบบนี้ เขาได้เห็นความแตกต่างหลากหลายและยิ่งใหญ่ เขาไม่รู้สึกว่าความเป็นชาติพันธุ์ของตัวเองเป็นปมด้อยอีกต่อไป 

และสิ่งที่เด็กๆ บอกกันเป็นเสียงเดียวว่า ทุกก้าวที่กล้าเดินออกจากบ้าน จากป่า จากผืนแผ่นดินต้นน้ำที่พวกเขาดูแลและคุ้นเคย จากพื้นที่ปลอดภัย ทำให้ตัวตนเขาใหญ่ขึ้น โลกที่เคยรู้สึกเหมือนกว้างใหญ่ใบนี้เล็กลง และเข้าถึงได้มากขึ้น 

การเดินทางเรียนของพวกเขา ทีละภูมิภาค ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ บนรถบัสคันย่อมๆ เปิดความหมายของห้องเรียนและการเรียนรู้ของพวกเขาให้กว้างเท่ากับโลกใบใหญ่นี้ เข้าถึง เข้าใจได้ มากกว่าเรียนรู้จากหลักสูตรในตำราเรียนของห้องเรียนทั่วไป และที่สำคัญ พวกเขาได้วุฒิการศึกษาแบบมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับวุฒิของโรงเรียนที่จบในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วไป 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

04

แม้แต่ในที่ไร้อิสรภาพ ‘สิทธิ’ ของการได้รับการศึกษาต้องเข้าถึง

เสียงโทรศัพท์จากพี่หน่องคนเดิมโทรมาหาเราอีกกลางปีนี้ เขาบอกว่ากำลังทำศูนย์การเรียนของมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (ซี วาย เอฟ) เองแล้วนะ อยู่ที่จังหวัดนครพนม มาเยี่ยมกันหน่อย เมื่อได้จังหวะและโอกาสเหมาะ ที่เราจะเริ่มทำรายการใหม่ ชื่อว่า โรงเรียนทำเอง (Homemade School) เราก็คิดว่าเรื่องมาตรา 12 การทวงคืนอำนาจและสิทธิในการจัดการศึกษาให้กับชุมชนและสังคมเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่รับรู้ และทางภาครัฐยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร สถานที่แรกที่เราคิดว่าต้องไปศึกษาและบอกเล่า คือที่ที่พยายามผลักดันแบบกัดไม่ปล่อย แบบเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ก็คือศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ ที่กัดไม่ปล่อยมาเป็นระยะเวลา 20 กว่าปีเป็นที่แรก ทั้งทำงานในแง่ของการขับเคลื่อนนโยบายและการปฏิบัติให้เกิดขึ้นในส่วนของภาครัฐ และทำงานในส่วนฐานรากหญ้า คือเป็นผู้สนับสนุนผลักดันให้เกิดศูนย์การเรียนชุมชนทั้งในระดับประถม และมัธยม ทั้งห้วยพ่านและสะเน่พ่อง 

ขับรถจากลำพูนข้ามคืนมาถึงนครพนมเกือบเที่ยงวัน สิ่งที่พี่หน่องบอกเราก็คือ สิ่งที่ศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ ที่นครพนมทำในวันนี้ คือทำงานกับเด็กกลุ่มที่สังคมเรียกว่า Drop Out (เด็กที่หลุดจากการเรียนในระบบ) ที่ไปอยู่ในสถานพินิจเด็กและเยาวชนของจังหวัดนครพนม ครูของศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ จะเข้าไปสอนในสถานพินิจฯ เราได้รับอนุญาตตามเข้าไปถ่ายทำด้วยในทันที ในนั้นมีเด็กประมาณ 180 คน และมีเด็ก Drop Out ไปอยู่ในเรือนจำกลางถึง 400 กว่าคน 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

เราได้คุยกับผู้อำนวยการของสถานพินิจฯ ถึงความท้าทายของการทำการศึกษาเพื่อคืนกลับเยาวชนเหล่านี้ให้กับสังคม 

ท่าน ผอ. บอกว่า สิ่งที่ท้าทายคือระบบการศึกษาที่ทางสถานพินิจฯ ใช้ คือระบบการศึกษาแบบ กศน. ซึ่งมีความแข็งตัวในเรื่องของปีการศึกษา เวลาเข้าสอบ แต่สภาพความเป็นจริงของเด็กที่เข้าๆ ออกๆ ในสถานพินิจฯ นี้ เด็กๆ จะเข้าๆ ออกๆ กันไม่เป็นเวลา บางคนมาแล้วออกไป ไม่ทันจะได้เข้าสอบหรือเข้าเรียน 

แต่เมื่อการศึกษาแบบ ‘ศูนย์การเรียน’ ที่มูลนิธิซี วาย เอฟ ทำนั้น มีความยืดหยุ่นในแง่ของการออกแบบหลักสูตร เวลาเรียน ครูผู้สอน สถานที่เรียน ที่จะทำจากที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรก็ได้ 

เมื่อเราได้คุยกับเด็กๆ บางคนในที่นั่น สิ่งที่เขาบอกกับเราคือ หลักสูตรที่ศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ มาสอนนำไปใช้กับชีวิตจริงได้เลยเมื่อได้กลับออกไป เช่น หลักสูตรการทำร้านกาแฟ การทำโซดาคราฟต์ หลักสูตรการทำโปสการ์ด งานไม้ หรือคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษที่นำไปใช้งานได้เลย และทั้งนี้ ‘ประสบการณ์ชีวิต’ ที่เด็กๆ เหล่านี้มี กรมฝึกแรงงานจากในสถานพินิจฯ 

“การเรียนเดิมๆ ที่หยุดมา เช่น เรียนอยู่มอสองแล้วมาเข้าสถานพินิจฯ นำมาเทียบโอนกับวุฒิการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนนี้ได้เลย โดยไม่ต้องทิ้งไปหรือเริ่มใหม่เหมือนระบบการศึกษาแบบ กศน.”

เด็กอีกคนหนึ่งบอกกับเราว่า สิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่การกลับไปแล้วสังคมไม่ยอมรับ แต่เขากลัวว่า ‘ใจ’ ของเขาต่างหากที่จะไม่เข้มแข็งพอต้านทานกับกระแสสังคมที่ยั่วยุอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำงานทางลัดบางอย่างมันได้เงินง่าย แต่ถ้าต้องทนเรียนในสิ่งที่ไม่ได้สนใจ และไม่รู้ว่าจะหาเงินได้เมื่อไหร่ ก็ไม่รู้จะอดทนไปทำไม 

04

อย่ารอให้เด็ก Drop Out ไปถึงปลายน้ำ

ประสบการณ์การได้ไปทำงานกับเด็ก Drop Out ในสถานพินิจฯ จังหวัดนครพนม ของศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ เขาสรุปออกมาว่า 

ถ้ารอให้เราไปเจอตัวเด็ก Drop Out พวกนี้ในสถานพินิจฯ นั่นคือเราไปทำงานกันที่ ‘ปลายน้ำ’ แล้ว ทำไมเราไม่ไปทำงานที่ ‘ต้นน้ำ’ ตามต้นทาง ตามหาเด็กกลุ่มนี้ก่อนที่เขาจะไปอยู่ในสถานพินิจฯ แล้วศูนย์การเรียนก็พบว่า ก่อนที่เราจะพบพวกเขาในสถานพินิจไม่ใช่เรื่องง่าย เด็กกลุ่มนี้อาจเรียกว่าเด็กแขวนลอย คือหยุดเรียนไป หายไปจากสารระบบบ มีชื่ออยู่ในโรงเรียน แต่ตัวไม่ปรากฎ กว่าจะตามตัวกันได้ ก็มีชื่อไปอยู่ในสถานพินิจฯ หรือว่าอายุเกิน 15 ต้องแทงออกจากชื่อโรงเรียนในสำนักเขตการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว เพราะอายุเกิน

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

เพราะฉะนั้น เราจึงมีแต่ ‘ตัวเลขผี’ ตัวเลขที่ไม่แท้จริงของเด็กที่แขวนลอยอยู่ในระบบการศึกษาไม่รู้เท่าไหร่ 

หากฐานข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกเปิดเผยออกมาและติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็สายเกินไปที่เราจะไปพบพวกเขา ที่ถูกเรียกว่าเป็นเด็ก Drop Out ในสถานพินิจเด็กและเยาวชน 

เราไม่อาจโยนบาปและชี้ไปแค่ที่ตัวเด็กแต่ละคนว่า เขาเป็นเด็ก Drop Out เพราะเขาไม่สนใจเรียน เขาขี้คร้าน เขายากจน เขาเกเร หากเราทั้งสังคมพูดได้เต็มปากแล้วว่าระบบการศึกษาและสังคมที่เป็นอยู่ในบ้านเราไม่มีปัญหา หากระบบการศึกษาและโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่มีอยู่ในทุกวันนี้ดีจริง เด็กๆ ของเราจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และจะไม่มีเด็กๆ เข้าๆ ออกๆ ในสถานพินิจฯ หรือเรือนจำใช่หรือไม่ 

มีคำกล่าวว่า “คุกเป็นแบบไหน ก็สะท้อนสังคมแบบนั้้น” 

05

เรียนรู้ตามอัธยาสัย รูปแบบ สไตล์ ที่ใช่ 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

รูปแบบของการจัดการศึกษาแบบศูนย์การเรียนชุมชน ไม่อาจครอบเหมารวมได้เหมือนกับระบบการศึกษาหลักแห่งชาติที่เราใช้ในโรงเรียนกันทั่วไป 

แต่การคืนอำนาจการจัดการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนชุมชน ทำให้เกิดการจัดการศึกษาโดยชุมชนที่หลากหลาย เฉพาะทาง และเฉพาะกลุ่ม 

เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ เฉพาะกลุ่มวิถีป่าต้นน้ำ เฉพาะกลุ่มปรัชญาการเรียนรู้ เฉพาะทางเศรษฐกิจการประกอบวิชาชีพ 

เฉพาะปัญหาและศักยภาพของกลุ่มนั้นๆ 

ฯลฯ

เด็กได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเรียน ออกแบบสิ่งที่ต้องเรียนเรียนรู้เองได้ วัดประเมินผลสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้ได้ เรียนจากที่ไหนก็ได้ เมื่อใดก็ได้ และเรียนกับใครก็ได้ผ่านประสบการณ์

ห้องเรียนเขาคือโลกกว้างและชีวิตที่ทำให้ความฝันเขาจับต้องได้ในทุกขณะของการเติบโต 

นั่นคือการเรียนรู้ตามอัธยาศัย แบบที่เป็นหัวใจของการจัดการเรียนรู้ในแบบมาตรา 12 

“คืนการจัดการศึกษาให้กับชุมชน” ที่เป็น ‘อำนาจ’ และ ‘สิทธิ’ ไม่ใช่แค่ ‘ทางเลือก’ 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

สนใจเรื่องราวการเดินทางเกี่ยวกับการคืนอำนาจและสิทธิการจัดการศึกษาให้กับชุมชน ภายใต้มาตรา 12 

ได้ทางเพจ Homemade School โรงเรียนทำเอง 

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01

น้อยใจในการศึกษา

เด็กหลายคนที่ไม่อยากไปโรงเรียน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาไม่อยากเรียนหนังสือ แต่อาจเป็นเพราะโรงเรียนไม่ได้สอนให้เขาเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต และซ้ำยังฆ่าจินตนาการในการใช้ชีวิตของพวกเขาไปโดยไม่รู้ตัว

ห้องเรียนศิลปะเคยเป็นที่โปรดปราน แต่แค่ไม่กี่ชั้นปีของการศึกษา เราก็เริ่มจับทางได้ว่าครูศิลปะจะสั่งให้วาดอะไรเพื่อส่งประกวด ทุกปีจะมีหัวข้อเหมือนๆ กัน เช่น เรารักป่าไม้ ซึ่งเรารู้ว่าจะวาดอย่างไรให้ชนะ

วันหนึ่งในชั้น ป.5 เรารู้สึกว่าถึงเวลาที่เราควรจะได้วาดภาพอย่างที่เราจินตนาการ ไม่ใช่วาดเพื่อเดาใจกรรมการ และวาดตามที่อาจารย์คาดหวัง

‘ใบไม้สีม่วง’ เป็นภาพวาดในจินตนาการที่เห็นในตอนนั้น เราชอบสีม่วง และมันเป็นสีที่ไม่ได้ค่อยได้ใช้ตอนวาดภาพตามโจทย์ของโรงเรียน แวบแรกที่ครูเห็นภาพใบไม้สีม่วง ครูก็พรั่งพรูออกมาเป็นชุด “วาดอย่างนี้ไม่ได้นะ วาดอย่างนี้จะไม่ได้รางวัล เธอเป็นความหวังของห้อง…”

เด็กน้อยผู้น่าสงสารตอนนั้นตอบไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ หนูไม่ได้อยากจะได้รางวัลจากใครแล้ว”

ครูยังไม่หยุด ไม่พอใจ แล้วก็บอกว่า “ใบไม้สีม่วงของเธอน่ะไม่มีจริงหรอก”

คำนี้ทำให้เด็กน้อยคนนั้้นร้องไห้ปล่อยโฮ

มันจะไม่มีได้ไง ในเมื่อมันชัดในจินตนาการของเด็กน้อยขนาดนั้น

ตั้งแต่วันนั้น เด็กคนนั้นก็ไม่ได้เชื่อครูอีกต่อไป เธอตั้งใจไว้ว่า สักวันเธอต้องหาโรงเรียนในแบบที่จินตนาการไว้ให้เจอ ถ้าไม่มี วันหนึ่งเธอก็จะสร้างมันขึ้นมาเอง

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

02

แรงแห่งจินตนาการ

10 ปีต่อมา ค.ศ. 2000 เด็กน้อยคนนั้นบอกแม่ว่า เธอหาทุนไปเรียนเมืองนอกด้วยตัวเองที่โรงเรียนอัปปาทีนาส์ (Upattinas School) รัฐฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โรงเรียนทางเลือกที่เริ่มต้นจากครอบครัวซึ่งลุกขึ้นมาจัดการศึกษาด้วยกันเอง

ชื่อโรงเรียนมาจาก 3 คำนี้ Up At และ Tina หมายถึงที่บนเนินบ้านของธีน่า สถานที่ก่อเกิดโรงเรียนซึ่งให้ทุนไปเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตร Teacher Certificate จากองค์กร National Coalition of Alternative Community Schools (NCACS) ในสหรัฐอเมริกา ทุนการศึกษาสำหรับหลักสูตรครูทางเลือกนี้ เราต้องออกแบบการเรียนรู้ของเราเองว่าจะเรียนอย่างไร ประเมินผลอย่างไร ใช้เวลาเรียนอย่างไร และนานเท่าไหร่ ข้อกำหนดมีอย่างเดียว คือต้องเรียนรู้ด้วยการลงมือสอน

ไม่มีใครรู้เลยว่า การบินสูงและบินไกลครั้งนั้น ทำให้ได้พบใบไม้สีม่วงที่ครูประถมบอกว่า “ไม่มีจริง”

วันแรกที่เข้าไปคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนอัปปาทีนาส์ แซนดี้ เฮิร์ส ผู้หญิงร่างท้วม ผมสีดอกเลา อายุราว 50 หน้าห้องทำงานของแซนดี้มีดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองสดใสบานยิ้มแย้มตลอดฤดูใบไม้ผลิ เรายื่นหลักสูตรการเรียนที่ออกแบบไว้อย่างดีให้แซนดี้บนโต๊ะทำงานของเธอ แซนดี้ยิ้มแล้วค่อยๆ เปิดทีละหน้า อ่านอย่างตั้งใจอยู่หลายนาที แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตา ยิ้มอ่อนๆ ให้ “น่าสนใจมากๆ เป็นหลักสูตรที่สร้างสรรค์มากๆ”

แซนดี้เลื่อนหลักสูตรนั้นคืนมาให้ พร้อมกับบอกว่า “พร้อมหรือยังที่จะโยนหลักสูตรนี้ทิ้งไปได้ทุกเมื่อ”

บทเรียนที่หนึ่งของโรงเรียนนี้คือ “นักเรียนและครูจะออกแบบหลักสูตรและเรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้น ไม่ว่า หลักสูตรจะวางไว้ดีขนาดไหนก็ถูกโยนทิ้งได้ตลอด ถ้านักเรียนไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในการออกแบบการเรียนรู้ไปด้วยกัน”

ความรู้สึกที่เดินออกมาจากห้องแซนดี้ คือกลัวๆ และมึนๆ ไม่แน่ใจว่าจะเอาอะไรไปสอน ถ้าครูฝึกสอนมือใหม่คนนี้ไม่มีคัมภีร์หลักสูตรที่เขียนไว้

คำทิ้งท้ายในวันแรกของแซนดี้ยังมีอีกว่า “อย่าคิดว่าครูเป็นผู้คุมความรู้เพียงคนเดียวในห้องเรียน ถ้าถือแบบนั้นเมื่อไหร่ การเรียนรู้ที่แท้จริงระหว่างครูและนักเรียนจะ ‘พัง’ ไปด้วยกัน”

แล้วก็พังจริงๆ การเรียนการสอนเดือนแรกของครูฝึกสอนคนนี้พังมากๆ กลับบ้านปวดท้อง ร้องไห้เลยทีเดียว เด็กๆ ไม่ใช่ไม่ฟังเราเลย แต่เด็กๆ ถามแบบที่เราไม่รู้จะเอาอะไรไปตอบ เดือนที่สองเมื่อเราเริ่มตั้งสติได้ เริ่มสกัดความกลัว เปิดตาเปิดใจ แล้วสัมผัสไปรอบๆ ว่า ที่นี่เขามี ‘วิถี’ อย่างไร

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง
Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

03

โฮมรูม

ทุกเช้าแทนที่จะเข้าแถวตรงยืนเคารพธงชาติ สวดมนต์ เด็กๆ และครูทุกคนจะไปรวมกันที่ห้องโถงใหญ่ของโรงเรียน เด็กๆ และครูที่ถูกเลือกจะเป็นผู้ดำเนินการประชุมโฮมรูมสลับกันไป แต่ละวันจะเริ่มด้วย “วันนี้ใครมีอะไรจะบอกจะเล่า และใครรู้สึกอะไรกันบ้าง แล้วจบด้วยการประกาศต่างๆ ของวัน เช่น ใครจะเปิดห้องเรียนอะไร แต่ละชั้นหรือกลุ่มเรียนจะทำอะไรกันบ้าง”

“เมื่อวานนี้หนูได้กระต่ายใหม่ หนูขออนุญาตเอามาเล่นที่โรงเรียน และให้เพื่อนๆ ช่วยกันตั้งชื่อให้ได้หรือเปล่า”

“พรุ่งนี้หิมะจะละลาย เราจะไปดูลำธารน้ำไหลกันในป่าและปิกนิกกันที่นั่น ใครสนใจจะไปบ้าง”

“สัปดาห์หน้ามีละครโอเปร่าจากรัสเซียมาแสดงที่หอศิลป์ในเมือง ใครสนใจจะไปบ้าง เราจะได้จองตั๋วและจองรถตู้โรงเรียนไป”

“อีริคไม่มาโรงเรียนหลายวันแล้ว เพื่อนๆ ในห้องเรียนได้ยินมาว่า พ่อเขาป่วย เราควรไปให้กำลังใจอีริคกันหรือเปล่า”

เวลาของช่วงโฮมรูม เป็นเหมือนช่วงเวลาที่ทุกคนในโรงเรียนจะได้รับรู้สารทุกข์สุขดิบของแต่ละคน ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามจังหวะการเรียนของแต่ละคนในแต่ละวัน

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

04

จังหวะการเรียน

ที่นี่วางระดับการเรียนไว้ 3 ระดับ ประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย ไม่มีการเรียนเป็นคาบ ไม่มีวิชาบังคับ นักเรียนคละห้อง เรียนสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนได้ทุกระดับ หรือมาโรงเรียนแล้วไม่เข้าเรียนห้องเรียนไหนเลยก็ได้ จะเล่นสเก็ตบอร์ดทั้งวัน จะนอนนิ่งๆ ทั้งวันก็ได้ ถ้าคุณไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะที่นี่เชื่อว่า แต่ละคนมีจังหวะการเรียนรู้ของตัวเอง

05

ตรงไหนก็เกิดการเรียนรู้ได้

ที่นี่แบ่งพื้นที่เป็น 3 โซน โซนแรก คือโถงใหญ่ที่ใช้เป็นโฮมรูม เป็นอาคารทำด้วยหินโล่งๆ เป็นห้องครัว ห้องอาหาร และห้องเรียนอเนกประสงค์อีก 2 ห้อง และมีห้องใต้หลังคา

โซนที่สอง โรงยิมและห้องเรียนด้านศิลปะ ห้องถ่ายภาพอัดภาพขาวดำ ห้องดนตรี ห้องเรียนบทกวี ห้องเรียนภาษาต่างประเทศ ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องพักผ่อน

โซนที่สาม นอกอาคาร สวน สนามหญ้า ลานกีฬา สเก็ตบอร์ด ที่ซ่อมจักรยาน โรงเรือนเกษตร ป่าหลังโรงเรียน

แต่ละวันเราจะเห็นทุกคนอยู่ตามที่ต่างๆ จับกลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ ตามสบาย ทำกิจกรรมตามเรื่องวาระของแต่ละคน

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

เด็กคนหนึ่งตั้งแต่เริ่มเข้ามาโรงเรียนนี้ เขามักจะนอนเหมือนหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ห้องพักผ่อนทั้งวัน ไม่เห็นไปเข้ากลุ่มเรียนใดๆ กับใคร เวลาและสถานที่เดียวที่เราจะเห็นเด็กคนนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมา คือตอนที่เขาเล่นสเก็ตบอร์ดอยู่คนเดียว

วันหนึ่งในการประชุมครู ตัวเองถามในที่ประชุมว่า “เด็กคนนั้นไม่เรียนรู้อย่างอื่นเลยเหรอ เป็นอย่างนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว คณะครูควรยื่นมือเข้าไปช่วยอะไรไหม” ดูเหมือนครูหลายคนไม่ได้ร้อนใจ ไม่ได้เห็นเป็นปัญหาใหญ่เหมือนเราเลย

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

ครูคนหนึ่งบอกเราว่า ลองไปเล่นสเก็ตบอร์ดกับเด็กคนนั้นหรือยัง

วันรุ่งขึ้นเรากลั้นใจเดินไปหาเด็กคนนั้น แล้วถามเขาเรื่องสเก็ตบอร์ด เขามองหน้าแบบไม่ได้แยแสเราเท่าไหร่ในตอนแรก แต่พอเห็นเราสนใจจริงๆ เขายื่นสเก็ตบอร์ดมาให้ แล้วสอนให้เราลองเล่น ‘พัง’ ไม่เป็นท่าอีก เด็กหัวเราะใส่อย่างสะใจ

แต่จากความสะใจ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเข้าใจ เด็กเริ่มเล่าเรื่องตัวเองให้เราฟังหลายอย่าง เริ่มมีหลายคน เข้าไปเล่นสเก็ตบอร์ดกับเรา เริ่มมีคนเอาสเก็ตบอร์ดมาให้เขาซ่อม ในที่สุดเขารู้สึกว่าเขาได้รับการยอมรับจากคนในโรงเรียน และเริ่มเปิดใจยอมรับคนอื่นๆ เราเริ่มเห็นเขาพูดอะไรบางอย่างในช่วงโฮมรูม และเห็นเขาปรากฏตัวในอีกหลายห้องเรียน

06

จงฉวยโอกาสในการเรียนรู้

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง เด็กๆ ไม่ยอมเรียนอยู่ในห้องเรียนสักเท่าไหร่ ในวันที่หิมะละลาย ทุกคนต่างชวนกันไปเล่นในป่า ดูหิมะที่ค่อยๆ ละลายกลายเป็นสายธาร เด็กๆ ชอบไปป่าหลังโรงเรียนมาก มีกฎอยู่ไม่กี่ข้อในการเข้าไปในนั้น เรื่องแรกคือ ห้ามไปมีเพศสัมพันธ์กันในนั้น ไม่ไปคนเดียว หรือถ้าจะไปคนเดียวจริงๆ ต้องแจ้งให้ใครทราบ

ในป่ามีบ้านเล็กบ้านน้อยของเด็กๆ ประถม มีห้องเรียนศิละปะที่ไปเรียนกันในนั้น มีห้องเรียนถ่ายภาพที่ไปบันทึกภาพกันในนั้น

การซึมซับ ‘วิถี’ การเรียนของที่นี่ค่อยๆ เป็นไปช้าๆ เดือนที่ 3 อาการปวดท้องร้องไห้กลับบ้านจึงหายไป

ถึงเวลาที่เราคิดว่าตัวเองพร้อมที่จะประกาศในห้องโฮมรูมแล้วว่าจะสอนอะไรในโรงเรียนนี้กันแน่ สิ่งที่ประกาศออกไปคือ ครูฝึกสอนใหม่คนนี้ จะทำทริปให้คนที่สนใจเรื่องวัฒนธรรมไทยเดินทางไปประเทศไทย

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

ก่อนที่จะไปทริปด้วยกัน เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ผ่านภาษา อาหาร ศิลปะ ประเพณี

ปรากฏว่ามีเด็กและครูสนใจร่วมคลาสฉันเกือบ 30 คน และเรามาออกแบบการเรียนรู้ด้วยกันว่า ถ้าจุดหมายปลายทางของเราคือการทำทริปนี้ เราจะต้องเรียนอะไรกันอย่างไร รวมทั้งหาทุนจากที่ไหน

ห้องเรียนของวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนไทย-อเมริกันจึงเกิดขึ้นทุกที่ ในโรงอาหาร พวกเราเรียนทำอาหารไทยด้วยกัน และทำขายเป็นอาหารกลางวันในโรงเรียน ไปวัดไทยในนิวยอร์กด้วยกัน เพื่อเรียนขนบประเพณีทางศาสนาพุทธที่นั่น พวกเราทำกิจกรรมคอนเสิร์ตรำไทย เด็กๆ เรียนรำไทย เรื่องไทยๆ กลายเป็นเรื่องฮิตติดปากของโรงเรียน เราได้ยินคำทักทายในโรงเรียนด้วยคำว่า ‘อรุณสวัสดิ์’ ตอนเช้า ‘อร่อย’ ตอนอาหารกลางวัน และ ‘นอนหลับฝันดี’ ตอนกลับบ้าน

ครูและเด็กอาจจะกำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้ปลายทางไว้ด้วยกัน แต่จังหวะก้าวระหว่างทางเดินไปถึงนั้น เราต้องเดินไปด้วยกัน เป็นหุ้นส่วนการเรียนรู้ด้วยกัน จริงๆ เรามีปีการศึกษาที่คึกคักและสนุกกันมากมาย สุดท้าย ครูและเด็ก 14 คน หาทุนกันจนครบและได้ทำทริปมาประเทศไทยด้วยกัน 6 สัปดาห์

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

06

ครูที่มีอิสระ

ครูที่ปรึกษาของฉันชื่อ จิม คอนเนอร์ เขาตัดสินใจมาสอนที่นี่เพราะแซนดี้บอกว่า เขาสะสมวันหยุดยาวได้ปีละ 2 เดือน เพื่อไปปั่นจักรยานในยุโรปอย่างที่เขาฝันไว้ ขอเพียงแค่นำประสบการณ์นั้นมาบอกเล่าให้นักเรียนฟัง

ที่นี่ครูมีอิสระเสรีในการอำนวยการเรียนการสอน โดยไม่มีอำนาจเหนือกว่าเด็ก ครูปฏิเสธคำถามข้อกังขาของเด็กไม่ได้ แต่ครูมีอิสระที่ไม่ต้องเป็นผู้ที่มีคำตอบเพียงคนเดียว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ครูฝึกสอนมือใหม่อย่างเราไม่ปวดท้องร้องไห้กลับบ้านก็เพราะสิ่งนี้ การเป็นครูที่นี่ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เคารพ แต่เป็นความเชื่อมั่น เชื่อใจ และศรัทธา ที่มนุษย์พึงมีให้กัน ในการให้และรับโอกาสในการเรียนรู้ ผิดพลาด แก้ไขและเติบโต

ในห้องโฮมรูมตอนเช้า เราจะเห็นได้ชัดว่าเด็กและครูมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันในการโหวตเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

เราต่างมีอิสระเสรีเหมือนกัน เพียงแค่ทำหน้าที่ต่างกัน

07

เมื่อฉันพร้อมสำหรับโลกใบใหญ่ขึ้น

สิ่งที่น่าสงสัยมาตลอด คือระบบการประเมิน เมื่อไม่มีการสอบและให้เกรด เราจะใช้ไม้บรรทัดไหนประเมินการเรียนรู้

วันหนึ่งมีประกาศในโฮมรูมว่า จะมีการนำเสนอผลงานของจัสมินและเทรวิส นักเรียนชั้นมัธยมปลายที่เพิ่งกลับมาจากการเดินทางด้วยรถตู้ที่วิ่งด้วยน้ำมันใช้แล้วจากร้านเคเอฟซี แมคโดนัลด์ เพื่อไปเรียนรู้ในฟาร์มออร์แกนิกทั่วอเมริกา นั่นคือโปรเจกต์ทั้งปีของสองคนนี้

ห้องนำเสนอการจบการศึกษาของทั้งสองคือห้องที่ใช้โฮมรูม ห้องโถงใหญ่ที่สุดของโรงเรียน เพราะมีทั้งครูและนักเรียนแสดงความสนใจเข้าร่วมการนำเสนอนี้เป็นจำนวนมาก จัสมินและเทรวิสนำเสนอด้วยรูปภาพขาวดำอย่างน่าสนใจ จัดเป็นนิทรรศการภาพทั่วห้อง จัสมินเป็นนักร้องด้วย เธอร้องเพลงที่แต่งจากประสบการณ์ประกอบ

ระหว่างการนำเสนอหากใครมีคำถามก็ถามได้ตลอด ทางโรงเรียนมีคณะกรรมการพิจารณาการจบการศึกษา 3 – 4 คน และคนที่เข้ามาฟังก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินการจบการศึกษาของทั้งคู่ด้วย คำถามและคำตอบที่ยังไม่เคยลืมจนถึงวันนี้คือ

“คุณทั้งสองรู้ได้อย่างไรว่า คุณควรจะจบการศึกษาจากที่นี่”

“เราพร้อมที่ออกไปสู่โลกใบใหม่นอกโรงเรียนนี้แล้ว”

ทุกคนในห้องปรบมือให้ และเข้าไปกอดทั้งสองคนเพื่อแสดงความยินดี

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

08

ศูนย์ทรัพยากรอัปปาทีนาส์

อีกเรื่องที่น่าประทับใจ คือการดำเนินกิจการของโรงเรียนด้วยแรงใจและแรงทรัพยากรของโรงเรียนและชุมชนร่วมกัน แซนดี้ตระหนักว่าภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ปกครองและเด็ก การกู้ยืมทางการศึกษาเป็นปัญหาใหญ่ของคนอเมริกันมายาวนาน

โรงเรียนนี้จึงใช้วิธีสร้างสรรค์ทรัพยากรแลกเปลี่ยนกัน ทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ผู้ปกครองเข้ามาอาสาทำงานในโรงเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนค่าเล่าเรียนได้ ถ้าทางโรงเรียนต้องการวัสดุอุปกรณ์การเรียนใดๆ ชุมชนก็จะช่วยกันระดมทุนให้ เพื่อลดต้นทุนทางการศึกษาลงให้เหลือน้อยที่สุด และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาของที่นี่เปิดให้ชุมชนเข้ามาใช้ร่วมกันได้

09

ปิดฉากอัปปาทีนาส์ อาลัยรักแซนดี้ เฮิร์ส

มกราคม พ.ศ. 2563 ระหว่างที่เดินทางถ่ายทำรายการ บินสิ! อยู่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เราได้ข่าวทางเฟซบุ๊กว่า แซนดี้ เสียชีวิตแล้ว 

แซนดี้เคยบอกเราว่า “หลักสูตรที่เราออกแบบในการฝึกสอนดีมาก แต่ให้พร้อมโยนมันทิ้งไป เพราะผู้เรียนต่างหากต้องเป็นคนออกแบบการเรียนรู้เอง ครูเป็นเหมือนโค้ชที่คอยแนะนำ ส่องทาง ผู้เรียนต้องเป็นคนที่เขียน วาด ละเลง ลองผิดลองถูกกับสิ่งที่ตัวเองเลือกจะเรียนรู้”

หากใครมีปัญหาอะไรใดๆ ในการเรียนการสอน เข้าไปพบกับแซนดี้เพื่อล่าให้เธอฟังตรงๆ ได้ และเธอก็มักมีรอยยิ้มให้เราเสมอทุกคำถาม

เรานึกถึงคำปลอบโยนของแซนดี้ที่ว่า

“เด็กๆ อยากจะรู้จักครูของเขาเหมือนเพื่อนมากกว่าคนที่คอยสั่งสอนให้ความรู้ ลองทำตัวเป็นเพื่อนกับเด็กๆ สิ แล้วจะสนุกไปด้วยกัน เรียนรู้ไปด้วยกัน ครูก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ”

ได้ยินอย่างนั้น ครูมือใหม่อย่างเราก็เดินกำมือเข้าห้องไป แล้วแบไต๋ในมือออกมาเป็นลูกอมจากไทย แจกให้เด็กๆ ชิม เราทำลูกอมตกพื้น ด้วยความเป็นเด็กอเมริกัน นักเรียนก็เอาตีนคีบลูกอมส่งคืนให้เรา เราตกใจไปอีก พ่อแม่สั่งสอนว่าไม่ให้ใช้ตีนชี้ให้ผู้ใหญ่ แต่นี่เอาตีนคีบลูกอมส่งให้ครูเลยเหรอ

ยังๆๆ เรากำลังจะโกรธ แล้วก็นึกคำของแซนดี้ขึ้นมาได้

“ครูควรเป็นเพื่อนกับเด็กๆ”

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

เราเลยแจกยิ้ม หยิบลูกอมจากตีนของเด็กนักเรียนที่คีบส่งมาให้ เอามาฉีกกิน เด็กๆ ก็ยิ้มตาม

วันนั้นเราชวนเด็กๆ คุยกันเรื่องประเทศไทย แทนที่จะสอนเรื่องประเทศไทย เราก็คุยกันว่า ถ้าอยากจะรู้จักประเทศไทย วัฒนธรรมไทย ควรเรียนกันอย่างไรดี

แล้วเราก็ได้หลักสูตรการเรียนของเราว่า “เราจะเรียนวิชาวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนด้วยการเดินทางไปประเทศไทย เพราะไม่มีวิธีการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมประเทศไหน จะดีกว่าการเดินทางไป กิน อยู่ ในประเทศนั้นๆ”

ครูฝึกสอนหน้าใหม่คนนี้ก็เดินไปห้อง ผอ. บอกแซนดี้อย่างฮึกเหิมว่า “เราจะทำทริปพาเด็กๆ ไปประเทศไทย ในวิชาการฝึกสอนของเรา”

แซนดี้หัวเราะแล้วบอกว่า ต้องอย่างนี้สิ! ที่เรียกว่า Liberate your curriculum. หรือใช้ชีวิตให้เป็นบทเรียน

ทิ้งทุกหลักสูตรการสอน ตำรา แล้วออกไปใช้ชีวิต

หลักสูตรนี้เรียน 3 ปี แต่เราขอแซนดี้จบ 2 ปี เพราะรู้สึกว่าเราพร้อมที่จะกลับเมืองไทยมาทำโรงเรียนของเราเองแล้ว

แซนดี้บอกเราเสมอว่า อยากจะมาเยี่ยมโรงเรียนแบบที่เราจินตนาการ แต่แซนดี้จากโลกนี้ไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้มาเยี่ยมบ้านและโรงเรียนของเรา และวันนี้โรงเรียนอัปปาทีนาส์ปิดตัวลงไปแล้ว

เมื่อปลายปีก่อน เราเพิ่งคุยกับเพื่อนๆ ครูในอเมริกาว่า เราจะกลับไปถ่ายทำรายการ บินสิ! ที่อเมริกา แล้วจะทำสารคดีเกี่ยวกับโรงเรียนอัปปาทีนาส์และแซนดี้

แม้แซนดี้จะจากไปแล้ว เราก็ยังตั้งใจว่า วันหนึ่งเราจะต้องกลับไปเยี่ยมแซนดี้ และจะทำสารคดีบันทึกความทรงจำของแซนดี้เอาไว้

เมื่อทราบข่าวว่าแซนดี้เสียแล้วตอนที่อยู่โซล เราก็ซื้อดอกแดฟโฟดิลไปแสดงความไว้อาลัยให้กับแซนดี้ที่โบสถ์ใจกลางกรุงโซล

ดอกไม้แห่งความทรงจำหน้าห้องทำงานของแซนดี้ที่จะแบ่งบานยิ้มรับทุกคนเสมอตลอดฤดูใบไม้ผลิ

10

เอาจินตนาการของเด็กน้อยคนนั้นคืนมา!

หากจะมีโมเมนต์ไหนที่เปลี่ยนชีวิตของเราไปในระหว่างที่อยู่ที่โรงเรียนอัปปาทีนาส์ ก็จะเป็นโมเมนต์นั้นที่นักเรียนบอกว่า

“วันนี้อากาศดี ก่อนใบไม้จะร่วงหมดต้นและอากาศจะหนาวไปกว่านี้ เราไปเรียนกันในป่าหลังโรงเรียนดีกว่า”

พวกเราพากันเดินเข้าป่ากับสมุดบันทึกอารมณ์ ลมฟ้าอากาศ ขณะนั้นก็มีลมพัดวูบมา พร้อมกับใบไม้หอบใหญ่

‘ใบไม้สีม่วง’ ร่วงลงมาเต็มหน้า

ตัดภาพย้อนกลับไปห้องเรียนศิลปะ ป.5 ที่ครูบอกว่า “ใบไม้สีม่วงไม่มีจริง”

วินาทีนั้น ครูฝึกสอนมือใหม่คนนี้อยากจะกลายร่างกลับไปห้องเรียนศิลปะตอน ป.5

แล้วตะโกนบอกครูศิลปะดังๆ ว่า “เอาจินตนาการของเด็กน้อยคนนั้นคืนมา”

Upattinas School โรงเรียนเล็กที่มีวิชาเรียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจริง

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load