01

โรงเรียนของหนู 

เสียงโทรศัพท์จากพี่คนหนึ่งโทรมาหาเราบอกว่า “มาทำหลักสูตรชุมชนด้วยกันหน่อยสิ” 

เราจำไม่ได้แล้วว่าพี่เขารู้จักเราได้อย่างไร แต่จำได้ว่าเรารู้จักพี่เขาจากโครงการชื่อว่า ‘โรงเรียนของหนู’ 

เราเรียกพี่คนนั้นว่า พี่หน่อง เมื่อ 20 ปีก่อน พี่หน่องช่วยเพื่อนๆ ทำโครงการโรงเรียนของหนู เป็นที่รู้จักกันว่า เขาจะขับรถโฟวิลเข้าไปในป่า ไปสร้างโรงเรียน และเอาของไปแจกโรงเรียน 

แต่ประสบการณ์การทำโรงเรียนของหนูของพี่เขามาถึง 7 ปี เขาสรุปกับตัวเองว่า โครงการโรงเรียนของหนูอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของวิถีชุมชนที่แท้จริงในชนบทห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไปแจกยูนิฟอร์ม ชุดนักเรียน เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าจากในเมือง ของเล่น ข้าวของเหล่านี้ เอาเข้าจริงไม่ได้สำคัญกับสาระการเรียนรู้และวิถีที่พวกเขามีเท่าที่ควร 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

บทเรียนสำคัญที่พี่ได้หน่องได้เรียนรู้จากโครงการโรงเรียนของหนู ทำให้พี่หน่องได้สนใจเรียนรู้จากชุมชน 

และชวนเราทำเรื่อง ‘หลักสูตรชุมชน’ ใน 20 ปีก่อน ในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร นั่นเป็นสิ่งที่ซื้อใจให้เราเข้าไปทำเรื่องหลักสูตรชุมชนกับพี่เขาได้ แม้ว่าหนทางจะห่างไกลเหลือเกิน 

ตอนนั้น พี่หน่อง-วิลิต เติมผลบุญ ได้เริ่มก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน หรือชื่อย่อว่า มูลนิธิซี วาย เอฟ

สิ่งที่เราต้องทำในการสร้างหลักสูตรชุมชน คือเข้าถึงและเข้าใจชุมชน เข้าไปอยู่เรียนรู้จากชุมชนนั้นก่อน 

สมัยนั้น แม้แต่รถโฟวิลก็ยังไม่สามารถขึ้นไปถึงหมู่บ้านที่มีโรงเรียนในเขตทุ่งใหญ่นเรศวรทั้งหมด ในฤดูฝน บางหมู่บ้านเราต้องเดินเท้าข้ามน้ำข้ามเขาขึ้นไป ระยะทางเป็นวันๆ 

ในระยะเวลาไม่กี่เดือน เราได้โครงหลักสูตรชุมชนของทุ่งใหญ่นเรศวรมาจากการเข้าไปอยู่กับชุมชน

แต่โครงการหลักสูตรนั้นสุดท้ายล้มไม่เป็นท่า เพราะว่าในที่สุด ข้าราชการครูบางคนก็บอกว่า เรียนไปแล้ว ‘ไม่ได้วุฒิการศึกษา’ จะเรียนไปทำไม 

ตอนนั้นเราเองขอถอยออกมาก่อน เพราะไม่มีอะไรจะไปโต้แย้งให้ชนะ 

แต่พี่หน่องไม่ถอย เขาขอสู้ต่อ ถ้าหลักสูตรชุมชนนี้ไม่ได้รับได้รับการยอมรับ เขาจึงทำเรื่องศูนย์วัฒนธรรมเรื่องชาติพันธุ์แทน 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

02

ความฝันที่เป็นจริงของการจัดการศึกษาของชุมชนที่มีวุฒิรับรองในชื่อ ศูนย์การเรียน 

เสียงโทรศัพท์จากพี่หน่องที่เคารพรักคนเดิมโทรมาหาเราปีก่อน บอกว่าเขาพาเด็กๆ จากศูนย์การเรียนสะเน่พ่อง จังหวัดกาญจนบุรี และศูนย์การเรียนรู้ห้วยพ่าน จังหวัดน่าน เดินทางทั่วภาคเหนือเป็นเวลาหนึ่งเดือน และกำลังจะจบการเดินทางภายในอีกหนึ่งสัปดาห์ พี่เขาอยากขอใช้บ้านเรา สวนศิลป์บินสิ เป็นสถานที่ให้เด็กได้มาสรุปการเดินทาง 3 – 4 วัน และให้เราช่วยจัดกระบวนการสรุปการเรียนรู้ 

ในหนึ่งสัปดาห์สุดท้ายของการเดินทางนั้น เราจึงขอกระโดดขึ้นตามขึ้นรถบัสของเด็กๆ แบบไปไหนไปด้วย เพื่อสังเกตการณ์ ก่อนที่จะต้องจัดกระบวนการให้เด็กๆ

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

เรื่องน่าตื่นเต้นที่สุดที่เราได้รับรู้จากโครงการนี้ และเราแทบไม่เชื่อหูตัวเอง คือการจัดการเรียนแบบนี้พาเด็กๆ จากสองศูนย์การเรียนออกเดินทางเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน รวมอยู่ในหลักสูตรของศูนย์การเรียนที่ออกวุฒิการศึกษาได้

ใช่แล้ว! เราไม่ได้ฟังผิดไป ศูนย์การเรียนนี้ออกวุฒิการศึกษาเองได้ ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้เองได้ เรียนจากที่ไหนก็ได้ตามอัธยาศัย และครูผู้สอนไม่ต้องมีประกาศนียบัตรวุฒิครูรับรอง แต่ใช้ประสบการณ์ชีวิตในการถ่ายทอดการเรียนรู้ นับเป็นศูนย์การเรียนภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ระบุไว้ 

ตามที่เราได้คุยกับพี่หน่อง เรามีกฎหมายนี้และค่อยๆ มีกฎกระทรวงที่ร่างออกมา เพื่อ ‘คืนอำนาจและสิทธิการจัดการศึกษาให้กับชุมชน’ เป็นระยะเวลากว่า 40 ปีแล้ว 

แต่ว่ายังมีหน่วยงานภาครัฐในกระทรวงศึกษาธิการที่รับลูกและมีคณะทำงานและงบประมาณด้านนี้อย่างครอบคลุมทั้ง 6 รูปแบบของการจัดการศึกษาภายใต้มาตรา 12 นี้ที่แบ่งออกเป็น 6 ประเภท นั่นคือ 

  1. รูปแบบโฮมสคูล ซึ่งมีผู้จดทะเบียนกว่า 900 ครอบครัว ที่ลงทะเบียนใน พ.ศ. 2562 
  2. รูปแบบสถานประกอบการ จำนวนกว่า 10 สถานประกอบการ เช่น ปัญญาภิวัฒน์ โรงแรมเชอราตัน
  3. รูปแบบบุคคล ศูนย์การเรียนมาบเอื้อง อาจารย์ยักษ์ 
  4. รูปแบบองค์กรเอกชนและองค์กรชุมชน จำนวนกว่า 80 ศูนย์การเรียนทั่วประเทศ ที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นแห่งแรกในระดับการจัดการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา คือศูนย์การเรียนห้วยพ่าน จังหวัดน่าน และศูนย์การเรียนชุมชนศรีวรรณสะเน่พ่อง (วิถีทุ่งใหญ่นเรศวร) จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้รับการจดทะเบียนในการจัดการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาเป็นแห่งแรก 
  5. รูปแบบองค์กรวิชาชีพ 
  6. รูปแบบองค์กรทางศาสนาพุทธ 
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

03

การออกเดินทางของศุนย์การเรียนชุมชนต้นแบบ

ทริปเดินทางของสองศูนย์การเรียนนี้เรียนรู้ร่วมกันได้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทัวร์เรียนตามอัธยาศัยของผู้จัดการเรียนรู้และผู้เรียนรู้ 

เด็กๆ จากสองศูนย์การเรียนเดินทางร่วมกันหนึ่งเดือน เพื่อ ‘ทัวร์เรียน’ เรียนรู้ไปตามศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ภายใต้มาตรา 12 ทั่วประเทศ

ศูนย์การเรียนห้วยพ่าน จากจังหวัดน่าน ที่มีปรัชญาการเรียนรู้ว่า การศึกษาเป็นเรื่องของการเข้าใจชุมชน ปลูกต้นกล้าอะไรก็ได้อย่างนั้น การกำหนดอนาคตของชุมชนอีกสิบปี ร้อยปีข้างหน้า ขึ้นอยู่กับการให้การศึกษากับเยาวชนในวันนี้

จะกินปลาต้องสร้างวงปลา จะกินของป่าต้องสร้างป่า 

อยากทำการศึกษาต้องเข้าใจชุมชน หลักสูตรของที่นี่ จึงมีเพียง 3 สิ่งคือ การรักษา ดิน น้ำ และคน

ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุุวรรณสะเน่พ่อง (วิถีทุ่งใหญ่นเรศวร) โดยองค์กรชุมชนสะเนพ่อง จังหวัดกาญจนบุรี สิ่งที่ศูนย์การเรียนวิถีทุ่งใหญ่แห่งนี้พยายามสร้างให้เกิดขึ้นมา คือการสร้างเด็กให้กลับมาดูแลชุมชนและวิถี สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดว่าศูนย์การเรียนได้พัฒนาและมีคุณภาพหนึ่งอยู่ที่ เด็กที่จบการศึกษาแล้วพบว่าสิ่งที่พวกเขาสัญญาไว้ คือการคืนโอกาสให้กับคนรุ่นต่อไป กลับมาพัฒนาชุมชนและใช้ชีวิตในหมู่บ้าน รวมถึงรักษาผืนป่าของพวกเขาได้

วันที่เราทำกระบวนการสังเคราะห์การเรียนรู้ให้เด็กๆ กลุ่มนี้ เด็กๆ บอกกับเราว่า สิ่งที่เคยคิดว่าตัวเองเป็น คือเป็นเด็กชาติพันธุ์นั้นช่างแตกต่างและเป็นชนส่วนน้อย เป็นเสียงน้อยในประเทศนี้เสียเหลือเกิน แต่การได้เดินทางเรียนรู้แบบนี้ เขาได้เห็นความแตกต่างหลากหลายและยิ่งใหญ่ เขาไม่รู้สึกว่าความเป็นชาติพันธุ์ของตัวเองเป็นปมด้อยอีกต่อไป 

และสิ่งที่เด็กๆ บอกกันเป็นเสียงเดียวว่า ทุกก้าวที่กล้าเดินออกจากบ้าน จากป่า จากผืนแผ่นดินต้นน้ำที่พวกเขาดูแลและคุ้นเคย จากพื้นที่ปลอดภัย ทำให้ตัวตนเขาใหญ่ขึ้น โลกที่เคยรู้สึกเหมือนกว้างใหญ่ใบนี้เล็กลง และเข้าถึงได้มากขึ้น 

การเดินทางเรียนของพวกเขา ทีละภูมิภาค ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ บนรถบัสคันย่อมๆ เปิดความหมายของห้องเรียนและการเรียนรู้ของพวกเขาให้กว้างเท่ากับโลกใบใหญ่นี้ เข้าถึง เข้าใจได้ มากกว่าเรียนรู้จากหลักสูตรในตำราเรียนของห้องเรียนทั่วไป และที่สำคัญ พวกเขาได้วุฒิการศึกษาแบบมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับวุฒิของโรงเรียนที่จบในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วไป 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

04

แม้แต่ในที่ไร้อิสรภาพ ‘สิทธิ’ ของการได้รับการศึกษาต้องเข้าถึง

เสียงโทรศัพท์จากพี่หน่องคนเดิมโทรมาหาเราอีกกลางปีนี้ เขาบอกว่ากำลังทำศูนย์การเรียนของมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (ซี วาย เอฟ) เองแล้วนะ อยู่ที่จังหวัดนครพนม มาเยี่ยมกันหน่อย เมื่อได้จังหวะและโอกาสเหมาะ ที่เราจะเริ่มทำรายการใหม่ ชื่อว่า โรงเรียนทำเอง (Homemade School) เราก็คิดว่าเรื่องมาตรา 12 การทวงคืนอำนาจและสิทธิในการจัดการศึกษาให้กับชุมชนและสังคมเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่รับรู้ และทางภาครัฐยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร สถานที่แรกที่เราคิดว่าต้องไปศึกษาและบอกเล่า คือที่ที่พยายามผลักดันแบบกัดไม่ปล่อย แบบเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ก็คือศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ ที่กัดไม่ปล่อยมาเป็นระยะเวลา 20 กว่าปีเป็นที่แรก ทั้งทำงานในแง่ของการขับเคลื่อนนโยบายและการปฏิบัติให้เกิดขึ้นในส่วนของภาครัฐ และทำงานในส่วนฐานรากหญ้า คือเป็นผู้สนับสนุนผลักดันให้เกิดศูนย์การเรียนชุมชนทั้งในระดับประถม และมัธยม ทั้งห้วยพ่านและสะเน่พ่อง 

ขับรถจากลำพูนข้ามคืนมาถึงนครพนมเกือบเที่ยงวัน สิ่งที่พี่หน่องบอกเราก็คือ สิ่งที่ศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ ที่นครพนมทำในวันนี้ คือทำงานกับเด็กกลุ่มที่สังคมเรียกว่า Drop Out (เด็กที่หลุดจากการเรียนในระบบ) ที่ไปอยู่ในสถานพินิจเด็กและเยาวชนของจังหวัดนครพนม ครูของศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ จะเข้าไปสอนในสถานพินิจฯ เราได้รับอนุญาตตามเข้าไปถ่ายทำด้วยในทันที ในนั้นมีเด็กประมาณ 180 คน และมีเด็ก Drop Out ไปอยู่ในเรือนจำกลางถึง 400 กว่าคน 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

เราได้คุยกับผู้อำนวยการของสถานพินิจฯ ถึงความท้าทายของการทำการศึกษาเพื่อคืนกลับเยาวชนเหล่านี้ให้กับสังคม 

ท่าน ผอ. บอกว่า สิ่งที่ท้าทายคือระบบการศึกษาที่ทางสถานพินิจฯ ใช้ คือระบบการศึกษาแบบ กศน. ซึ่งมีความแข็งตัวในเรื่องของปีการศึกษา เวลาเข้าสอบ แต่สภาพความเป็นจริงของเด็กที่เข้าๆ ออกๆ ในสถานพินิจฯ นี้ เด็กๆ จะเข้าๆ ออกๆ กันไม่เป็นเวลา บางคนมาแล้วออกไป ไม่ทันจะได้เข้าสอบหรือเข้าเรียน 

แต่เมื่อการศึกษาแบบ ‘ศูนย์การเรียน’ ที่มูลนิธิซี วาย เอฟ ทำนั้น มีความยืดหยุ่นในแง่ของการออกแบบหลักสูตร เวลาเรียน ครูผู้สอน สถานที่เรียน ที่จะทำจากที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรก็ได้ 

เมื่อเราได้คุยกับเด็กๆ บางคนในที่นั่น สิ่งที่เขาบอกกับเราคือ หลักสูตรที่ศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ มาสอนนำไปใช้กับชีวิตจริงได้เลยเมื่อได้กลับออกไป เช่น หลักสูตรการทำร้านกาแฟ การทำโซดาคราฟต์ หลักสูตรการทำโปสการ์ด งานไม้ หรือคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษที่นำไปใช้งานได้เลย และทั้งนี้ ‘ประสบการณ์ชีวิต’ ที่เด็กๆ เหล่านี้มี กรมฝึกแรงงานจากในสถานพินิจฯ 

“การเรียนเดิมๆ ที่หยุดมา เช่น เรียนอยู่มอสองแล้วมาเข้าสถานพินิจฯ นำมาเทียบโอนกับวุฒิการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนนี้ได้เลย โดยไม่ต้องทิ้งไปหรือเริ่มใหม่เหมือนระบบการศึกษาแบบ กศน.”

เด็กอีกคนหนึ่งบอกกับเราว่า สิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่การกลับไปแล้วสังคมไม่ยอมรับ แต่เขากลัวว่า ‘ใจ’ ของเขาต่างหากที่จะไม่เข้มแข็งพอต้านทานกับกระแสสังคมที่ยั่วยุอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำงานทางลัดบางอย่างมันได้เงินง่าย แต่ถ้าต้องทนเรียนในสิ่งที่ไม่ได้สนใจ และไม่รู้ว่าจะหาเงินได้เมื่อไหร่ ก็ไม่รู้จะอดทนไปทำไม 

04

อย่ารอให้เด็ก Drop Out ไปถึงปลายน้ำ

ประสบการณ์การได้ไปทำงานกับเด็ก Drop Out ในสถานพินิจฯ จังหวัดนครพนม ของศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ เขาสรุปออกมาว่า 

ถ้ารอให้เราไปเจอตัวเด็ก Drop Out พวกนี้ในสถานพินิจฯ นั่นคือเราไปทำงานกันที่ ‘ปลายน้ำ’ แล้ว ทำไมเราไม่ไปทำงานที่ ‘ต้นน้ำ’ ตามต้นทาง ตามหาเด็กกลุ่มนี้ก่อนที่เขาจะไปอยู่ในสถานพินิจฯ แล้วศูนย์การเรียนก็พบว่า ก่อนที่เราจะพบพวกเขาในสถานพินิจไม่ใช่เรื่องง่าย เด็กกลุ่มนี้อาจเรียกว่าเด็กแขวนลอย คือหยุดเรียนไป หายไปจากสารระบบบ มีชื่ออยู่ในโรงเรียน แต่ตัวไม่ปรากฎ กว่าจะตามตัวกันได้ ก็มีชื่อไปอยู่ในสถานพินิจฯ หรือว่าอายุเกิน 15 ต้องแทงออกจากชื่อโรงเรียนในสำนักเขตการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว เพราะอายุเกิน

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

เพราะฉะนั้น เราจึงมีแต่ ‘ตัวเลขผี’ ตัวเลขที่ไม่แท้จริงของเด็กที่แขวนลอยอยู่ในระบบการศึกษาไม่รู้เท่าไหร่ 

หากฐานข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกเปิดเผยออกมาและติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็สายเกินไปที่เราจะไปพบพวกเขา ที่ถูกเรียกว่าเป็นเด็ก Drop Out ในสถานพินิจเด็กและเยาวชน 

เราไม่อาจโยนบาปและชี้ไปแค่ที่ตัวเด็กแต่ละคนว่า เขาเป็นเด็ก Drop Out เพราะเขาไม่สนใจเรียน เขาขี้คร้าน เขายากจน เขาเกเร หากเราทั้งสังคมพูดได้เต็มปากแล้วว่าระบบการศึกษาและสังคมที่เป็นอยู่ในบ้านเราไม่มีปัญหา หากระบบการศึกษาและโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่มีอยู่ในทุกวันนี้ดีจริง เด็กๆ ของเราจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และจะไม่มีเด็กๆ เข้าๆ ออกๆ ในสถานพินิจฯ หรือเรือนจำใช่หรือไม่ 

มีคำกล่าวว่า “คุกเป็นแบบไหน ก็สะท้อนสังคมแบบนั้้น” 

05

เรียนรู้ตามอัธยาสัย รูปแบบ สไตล์ ที่ใช่ 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

รูปแบบของการจัดการศึกษาแบบศูนย์การเรียนชุมชน ไม่อาจครอบเหมารวมได้เหมือนกับระบบการศึกษาหลักแห่งชาติที่เราใช้ในโรงเรียนกันทั่วไป 

แต่การคืนอำนาจการจัดการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนชุมชน ทำให้เกิดการจัดการศึกษาโดยชุมชนที่หลากหลาย เฉพาะทาง และเฉพาะกลุ่ม 

เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ เฉพาะกลุ่มวิถีป่าต้นน้ำ เฉพาะกลุ่มปรัชญาการเรียนรู้ เฉพาะทางเศรษฐกิจการประกอบวิชาชีพ 

เฉพาะปัญหาและศักยภาพของกลุ่มนั้นๆ 

ฯลฯ

เด็กได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเรียน ออกแบบสิ่งที่ต้องเรียนเรียนรู้เองได้ วัดประเมินผลสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้ได้ เรียนจากที่ไหนก็ได้ เมื่อใดก็ได้ และเรียนกับใครก็ได้ผ่านประสบการณ์

ห้องเรียนเขาคือโลกกว้างและชีวิตที่ทำให้ความฝันเขาจับต้องได้ในทุกขณะของการเติบโต 

นั่นคือการเรียนรู้ตามอัธยาศัย แบบที่เป็นหัวใจของการจัดการเรียนรู้ในแบบมาตรา 12 

“คืนการจัดการศึกษาให้กับชุมชน” ที่เป็น ‘อำนาจ’ และ ‘สิทธิ’ ไม่ใช่แค่ ‘ทางเลือก’ 

ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์
ทัวร์เรียน : หลักสูตรเดินทางเรียนตามอัธยาศัยของน่านกับกาญจน์ที่คืนโอกาสเด็กชาติพันธุ์

สนใจเรื่องราวการเดินทางเกี่ยวกับการคืนอำนาจและสิทธิการจัดการศึกษาให้กับชุมชน ภายใต้มาตรา 12 

ได้ทางเพจ Homemade School โรงเรียนทำเอง 

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01 ความรัก ความยุติธรรม และแรงบันดาลใจในการเก็บเมล็ดพันธุ์ 

ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้อยู่เลยว่าตื่นเต้นขนาดไหน… 

วันนั้นเป็นวันที่ได้รับอีเมลจากคนต้นแบบของเราคนหนึ่ง ทำให้เราตื่นเต้น จองตั๋วจากอินเดียไปลงเดลี แล้วจองรถไฟจากเดลี ไปที่เมืองเดราดุน (Dehradun) ทางตอนเหนือของอินเดียในวันเดียวกัน ครั้งนั้นเป็นทริปที่ไปอินเดียครั้งที่เท่าไหร่นับไม่ถ้วน แม้ว่าทุกครั้งจะมีเรื่องราวน่าประทับใจไม่ซ้ำกัน แต่ครั้งนี้ฉันกำลังจะได้ไปพบกับป้าคนแกร่งคนหนึ่งของอินเดียชื่อ วันทนา ศิวะ เธอตอบอีเมลด้วยตัวเอง และบอกว่ายินดีมากที่จะให้ฉันเข้าพบและสัมภาษณ์ ในช่วงบ่ายของวันหนึ่งที่ศูนย์การเรียนรู้ ‘นวธัญญะ’ (Navdanya) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนาที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย และมาหลอมรวมเป็นแม่น้ำคงคา ได้ยินมาว่าเมืองนี้สวยมาก 

นวธัญญะ หมายถึง เมล็ดพันธุ์เก้าเมล็ด และ ของขวัญใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ผู้รักษาเมล็ดพันธุ์คือผู้ให้เมล็ดพันธุ์ที่แท้จริง

โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน
โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน

แม้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจากไทยไปถึงที่นั่นรวดเดียว เพื่อพบ ป้าวันทนา ศิวะ เช้าวันนั้นเราก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย ถ้าใครรู้จักเธอจากภาพข่าว บทความสัมภาษณ์ หรือสารคดีต่างๆ บทสัมภาษณ์และท่าทางของเธอออกรสออกชาติดุเดือด เมื่อเธอพูดถึงปัญหาการตัดต่อ ครอบครองเมล็ดพันธุ์ของบรรษัทยักษ์ข้ามชาติและรัฐ แต่วันนั้นเธอเดินเข้ามาหาเราด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความเมตตาเอ็นดู 

คำถามแรกที่พุ่งไปหาเราพุ่งไปหาเธอเลยคือ “อะไรทำให้เธอมีความกล้าและอาวุธ ที่จะต่อสู้กับบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่จ้องจะครอบครองเมล็ดพันธุ์บนโลกใบนี้” 

เธอยิ้มอีกครั้ง แต่สายตาเธอเปลี่ยนไป ความดุดันเอาเรื่องและจริงจังส่อมาในแววตา 

คำตอบของเธอมี 3 ข้อ 

ข้อที่ 1 ‘ความรัก’ เธอบอกว่า เพราะว่าเธอเคยเป็นแม่คน และเป็นลูกสาวมาก่อน เธอทั้งรู้จักและให้และรับ ความรักแบบที่ไม่มีเงื่อนไข เธอบอกว่าเมล็ดพันธุ์ก็มีความรักแบบนั้นให้กับผืนดิน มนุษย์ และสรรพสิ่ง เมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีใครครอบครอง ตัดต่อ และหาผลประโยชน์ 

ข้อที่ 2 ‘ความยุติธรรม’ ถึงให้เราแสร้งปิดตา เราก็ต้องเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวนา เกษตรกรในอินเดียที่ฆ่าตัวตายปีละเป็นแสน เพราะการหลอกลวงของบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ การตัดต่อพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ทำให้วิถีการปลูก การกิน การขาย เป็นไปทางที่พวกเขากำหนดได้ ไม่ว่าจะเป็นราคา วิถีการปลูกที่ต้องใส่ปุ๋ย ยา และตลาดที่พวกเขาสร้างกลไกตลาดขึ้นมา ถ้ามองเห็นความยุติธรรมนี้แล้วไม่ทำอะไร จะมีไปสู่หน้ากับชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินอยู่ทุกวันได้อย่างไร 

ข้อที่ 3 ‘แรงบันดาลใจ’ เธอได้แรงบันดาลใจจากคานธีที่ต่อสู้กับราชอาณาจักรอังกฤษ โดยใช้เมล็ดฝ้ายเล็กๆ ทำให้คนกลับมาปั่นฝ้าย ทอผ้าฝ้ายใช้เอง ไม่ใช้ผ้านำเข้าจากราชอาณาจักรในยุคสมัยนั้น และปลุกประเทศให้ได้รับเอกราชในเวลาต่อมา 

เธอคิดว่าโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ กำลังต่อสู้เพื่อเอกราชอีกครั้งของประเทศอินเดีย ด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน 

โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน
โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน

02 ความฝันเปลี่ยนไป เมื่อรักษาภูเขาลูกนั้นไว้ได้ 

คำถามที่สอง 2 เราคือ “อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ ป้าวันทนา ศิวะ ทำในสิ่งที่ทำทุกวันนี้ ครอบครัว การศึกษา หรืออะไร”

เธอเล่าให้ฟังว่าเคยฝันจะเป็นนักฟิสิกส์ เรียนตรงมาทางสาขานั้น แต่ว่าเติบโตมาในครอบครัวนักกิจกรรมยุคคานธีที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช จุดเปลี่ยนจากนักฟิสิกส์ของเธอเริ่มจากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เธอต้องออกไปเก็บข้อมูลที่หมู่บ้านในหุบเขาแห่งหนึ่งหกเดือน แทนที่เธอจะได้งานวิจัยฟิสิกส์ของเธอกลับมา เธอกลับได้มีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อรักษาภูเขาและป่าไม้ตรงนั้น ไม่ให้ถูกสัมปทานโดยบริษัทข้ามชาติ ตั้งแต่นั้นการอยู่ในห้องแล็บไม่มีความหมายกับเธออีกต่อไป 

เธอเริ่มการทำงานกับขบวนการภาคสังคม เพื่อต่อสู้เรียกร้องเรื่องอธิปไตยในการเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม เพื่อรักษาเมล็ดพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่หลากหลาย เธอทำงานในท้องไร่ ท้องนา สวนของเกษตรกรเป็นเวลาหลายปี จนเห็นว่ามันจับต้องและเห็นเป็นรูปธรรมได้ยาก จึงตั้งนวธัญญะขึ้นมา

นวธัญญะเป็นทั้งโรงเรียนเรื่องเมล็ดพันธุ์ มหาวิทยาลัยเรื่องนิเวศวิทยาในการดูแลโลก ฟื้นดูดิน น้ำ และความหลากลายทางชีวภาพ ผู้สอนและผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นคุณย่าคุณยายชาวนา เกษตรกรชาวบ้านกันเอง รื้อฟื้นความรู้พื้นเมืองที่อุดมไปด้วยอารยธรรมเชิงนิเวศของคนรุ่นก่อน 

นวธัญญะ มีธนาคารเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองจากชุมชนทั่วอินเดียกว่า 150 แห่ง โดยการออม แบ่งปัน และเพาะพันธุ์พันธุ์พื้นเมืองจาก 22 รัฐในอินเดีย เก็บโดยการ ปลูก กิน แจกจ่าย เมล็ดพันธุ์จึงจะมีวงจรชีวิตจริง 

นวธัญญะ ทำให้อาหารไม่ใช่สินค้าที่ผลิตด้วยสารพิษและสารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งผลักดันให้สัตว์สูญพันธุ์ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แพร่โรคภัยไข้เจ็บ และโรคระบาดใหญ่ 

อาหารคือชีวิต อาหารคือสุขภาพ การปลูกอาหารในระบบนิเวศ คือการดูแลโลกและการฟื้นฟูดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อคุณเชื่อมต่อโดยตรงผ่านการรับประทานอาหารออร์แกนิก เพื่อดูแลสุขภาพและสุขภาพของผู้ผลิต เกษตรกร ผู้บริโภค และโลก ไปด้วยกัน 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

03 กลับมาเรียนรู้จากคนรุ่นย่ายาย 

คำถามที่ 3 คือ “เธอเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์นี้จากไหน” 

เธอชี้ไปยังผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งแกะเมล็ดข้าวโพด เธอบอกว่าป้าคนนั้นชื่อ บิจา (Bija) เป็นคนทำงานในบ้านของเธอตั้งแต่ยังเล็ก ลำพังเธอเองโตมากับการศึกษากระแสหลักในโรงเรียน ไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้หรอก ตอนที่เธอประกาศว่าจะทำโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์ เธอก็ให้ป้าบิจาพาไปที่หมู่บ้านที่ป้าเกิด และเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่นั่น 

เธอได้เห็นพันธุ์ข้าวที่ไม่กลัวน้ำท่วม แต่จะสูงกระโดดยืดขึ้นมาในเวลาที่น้ำหลาก ได้เห็นพันธุ์มะเขือเทศหลายสิบชนิด และพืชพรรณธัญญาหารอื่นๆ ที่เธอไม่เคยได้กินมาก่อนในชีวิต เธอจึงขอให้ป้าบิจามาเป็นครูคนแรกของโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งนี้ รวมทั้งเชิญคุณป้าคุณย่าคุณยายที่อยู่ในหมู่บ้านทั่วประเทศอินเดียมาเป็นครู และแลกเปลี่ยนรวบรวมความรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ โดยทุกคนนำเมล็ดพันธุ์ที่ตัวเองและบรรพบุรุษเก็บสะสมต่อเนื่องกันไว้มาที่นี่ด้วย การเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จากบรรพบุรุษ ได้ถูกส่งต่อไปให้กับชาวนาเกษตรกรทั่วประเทศอินเดียแล้ว 

ที่นี่ยังทำงานวิจัย มีอาสาสมัครนักฝึกงานที่มาทำฐานข้อมูลเรื่องความหลากหลายทางชีวิภาพของเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเธอเคยเป็นนักฟิสิกส์มาก่อน เธอจึงต้องการฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เหล่านี้ไว้ด้วย 

วันที่เราไป เรายังได้พบกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมนี ที่มาเข้าเรียนโปรแกรม Earth Democracy University พวกเขาบอกว่าคอร์สเรียนมีระยะเวลา 6 เดือน ในช่วง 2 เดือนแรกต้องเขียนหลักสูตรการเรียนรู้ขึ้นมาเอง จากการได้ลงภาคสนามไปอยู่กับชาวนา เกษตรกร สืบค้นปัญหา ทดลองปฏิบัติ จนเข้าใจชีวิตและกลไกและหายนะของการครอบครองตัดต่อพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์ในสังคมอินเดียก่อน จากนั้นพวกเขาถึงจะได้เริ่มสืบค้นหาคำตอบ และวิธีการที่จะนำเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมและความหลากหลายกลับมา 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

04 การศึกษาผลิตผู้บริโภคที่เชื่อง 

คำถามสุดท้าย “การศึกษาในกระแสหลักมีส่วนทำให้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านและความหลากหลายหายไปได้อย่างไร” 

เธอหัวเราะให้คำถามนี้ และมีคำตอบที่ทำให้เรายิ้มไม่ออก เธอบอกว่าการศึกษาในโรงเรียนในสถาบันทุกวันนี้ ได้แต่สอนให้เราไปเป็นลูกจ้างของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เหล่านั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเปลี่ยนวิถีให้เราเป็นผู้บริโภคที่เชื่อง เราคิดว่าเราเป็นผู้มีการศึกษาเลือกอยู่เลือกกินได้ แต่ที่ไหนล่ะ ในตลาดทุกวันนี้มีพืชพันธุ์ผักอยู่ไม่กี่ชนิด ล้วนเป็นพืชพันธุ์ผักที่ตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้ขนส่งและเก็บได้นาน แต่หารสชาติที่แท้จริงของพืชพันธุ์เหล่านั้นไม่ได้เลย เราจึงต้องพึ่งสารปรุงรสต่างๆ ในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย การศึกษาส่งเราไปในวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และสุดท้ายเก็บเงินเพื่อรักษาตัวในบั้นปลายชีวิต 

นวธัญญะนอกจากเป็นโรงเรียนสำหรับชาวนา เกษตรกร นักกิจกรรมแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนที่มีการศึกษาแล้วรู้ตัวว่าได้เดินออกไปไกลจาก ปัจจัยพื้นฐานในการมีชีวิตที่แท้นั่นก็คือ ปัจจัย 4 อาหาร บ้าน ยา และความสุขเรียบง่ายที่ได้กลับมาใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัว ดิน น้ำ อากาศบริสุทธิ์ ผีเสื้อ ดอกไม้ มากกว่านี้ อะไรอีกที่ชีวิตเราต้องการนักหนา 

และที่นี่ทำให้คนเห็นว่า เมื่อเรามีพื้นฐานในชีวิตที่เรียบง่ายมากเท่าไหร่ เราก็จะแบ่งปันได้มากกว่า 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

05 การส่งต่อเมล็ดพันธุ์

หลังจากได้พบกับ ป้าวันทนา ศิวะ ที่นวธัญญะในทริปอินเดียครั้งนั้น ฉันก็ไม่ได้กลับอินเดียอีกเลยในอีกหลายปี 

เมล็ดพันธุ์ที่ ป้าวันทนา ศิวะ ได้มอบให้ ไม่ได้เป็นเมล็ดพันธุ์สักเมล็ดที่จับต้องได้ในวันนั้น สิ่งที่ป้าวันทนาได้ส่งต่อให้ฉัน อาจจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตอยู่ในใจของฉันมาตลอด วันหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสปักหลักลงดิน สร้างอาณาจักรเล็กๆ สวนศิลป์บินสิ Films Farm School ของฉันเอง ฉันก็ได้เริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์ และส่งต่อของขวัญและเมล็ดพันธุ์ให้กับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกันทั้งในไร่นาสวน และในใจของพวกเขา  

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load