หากพูดถึงสิ่งของที่สาวๆ ต้านทานแรงดึงดูดไม่ไหว เครื่องเขียนน่าจะอยู่อันดับต้นๆ เราเองเป็นหนึ่งในนั้น จะปล่อยอยู่ในร้านเครื่องเขียนทั้งวันก็ยังไหว 

เพราะมีนัดกับเจ้าของร้านขายดินสอในวันรุ่งขึ้น เราจึงใช้เวลาคืนก่อนหน้าจัดแจงกระเป๋าดินสอของตัวเองใหม่ โดยไม่พลาดหยิบดินสอแท่งโปรดไปนั่งคุยเก๋ๆ กับเจ้าของร้าน

เรายืนอยู่ที่ร้าน CW Pencil Enterprise ในย่านไชน่าทาวน์ของเมืองแมนฮัตตัน ในกระเป๋ามีไอแพดและแอปเปิ้ลเพนซิล 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

ในร้านขนาด 1 คูหาเล็กๆ บ่ายนี้เต็มไปด้วยลูกค้าแน่นร้าน บางคนกำลังยืนเลือกดินสอ บางคนกำลังทดลองกบเหลา บางคนถือตะกร้าที่มีดินสออยู่แน่น แล้วสายตาเราหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีรอยสักรูปดินสออยู่ที่แขนด้านใน 

เรายิ้มให้และกล่าวทักทายกัน หญิงสาวเจ้าของรอยสักนั้นคือ Caroline Weaver ผู้ก่อตั้งร้าน CW Pencil Enterprise นั่นเอง 

Caroline Weaver ผู้ก่อตั้งร้าน

ดินสอแท่งที่หนึ่ง 

แคโรไลน์เติบโตที่เมืองเล็กๆ ในรัฐโอไฮโอ ครอบครัวของเธอทำงานสายความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เธอเติบโตมากับอุปกรณ์ศิลปะเเละเครื่องเขียน เธอได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของดินสอตั้งแต่เด็ก ค่อยๆ สะสมความชอบจนกลายมาเป็นความหลงใหล พอเข้ามหาลัย เธอเริ่มคิดถึงชีวิตทำงานและชีวิตหลังเกษียณ มุกตลกที่เธอชอบเล่นกับตัวเอง และเพื่อนๆ ชอบล้อเธออยู่บ่อยๆ คือ วันหนึ่งเธอจะเป็นคุณป้านั่งอยู่ในร้านขายดินสอหลังเกษียณ 

หลังเรียนจบ เธอย้ายมาอยู่นิวยอร์ก โดยไม่คาดคิดว่ามุกตลกภาพคุณป้าในร้านขายดินสอกำลังจะกลายเป็นความจริง 

ปี 2014 แคโรไลน์เริ่มจากเปิดเว็บไซต์ขายดินสอออนไลน์เป็นงานอดิเรก เธอพบว่าความยุ่งยากของระบบออนไลน์คือการจัดการข้อมูล อธิบายที่มารายละเอียดของดินสอ แถมยังไม่มีที่ให้ลองจับหรือลองเขียน บวกกับในช่วงนั้นนิวยอร์กยังไม่มีร้านที่ขายเฉพาะดินสออย่างเดียว ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีร้านอื่นนอกจากร้านของเธอนะ

จากความชอบและความเชื่อว่าน่าจะมีคนที่ชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน เธอจึงตัดสินใจเปิดร้านขายดินสอ โดยร้านแรกเป็นร้านเล็กๆ ขนาด 200 ตารางฟุตในย่านบรู๊กลิน 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

ร้านดินสอจากความชอบและความกล้า ที่เจ้าตัวนิยามว่าความบ้า

ตอนนั้นเธออายุ 24 เรียนจบด้านการออกแบบ ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจเลย เธอเริ่มต้นด้วยความชอบในดินสอและคิดว่านิวยอร์กน่าจะต้องการร้านที่ขายเฉพาะดินสอบ้างสิ เธอลุยเลยโดยไม่มีการสำรวจตลาดใดๆ มีเพียงความรักในดินสอเป็นเข็มทิศนำทาง ด้วยความที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการทำธุรกิจมาก่อน ความท้าทายในช่วงแรกๆ จึงเป็นการเรียนรู้ระบบธุรกิจและการพยายามเพิ่มยอดขาย 

เธอเล่าว่าช่วงแรกเธอส่งอีเมลจำนวนมากไปหาบริษัทดินสอ เพื่อจะซื้อสินค้ามาขาย ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็ยังแปลกใจว่าเธอจะเปิดร้านจริงเหรอ การจัดระบบสต็อก ทำเรื่องจ้างพนักงาน เสียภาษี ล้วนเป็นเรื่องที่เธอต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด แต่หลังจากนั้น เธอก็สนุกและทำมันมาเรื่อยๆ 

ปัจจุบันร้านของเธอขยับขยายมาเป็นห้องแถวขนาดใหญ่ขึ้น มีพื้นที่สำหรับห้องทำงาน โชว์รูมสติกเกอร์ และสต็อก และปัจจุบันมีพนักงาน 6 คนแล้ว

เธอกล่าวว่า ถ้าเป็นตอนนี้ซึ่งเธอเริ่มเรียนรู้อะไรมากขึ้นแล้ว คงยากเกินไปที่จะกล้าหาญทำอะไรแบบนั้นอีก แต่เธอก็ดีใจที่ตอนนั้นตัดสินใจเปิดร้านนี้ 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด
CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

ดินสอของนักดนตรี ช่างไม้ คนรักครอสเวิร์ด และอื่นๆ

“ความนิยมของดินสอในปัจจุบันแตกต่างกับตอนที่คุณเริ่มเปิดร้านอย่างไรบ้าง” เราถาม

“ความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ ที่นิยมใช้ดินสออยู่เพราะเขาคุ้นเคย บางคนชอบเพื่อเขียนบันทึก วาดรูป เป็นกิจกรรมที่ทำให้ได้พักจากหน้าจอโทรศัพท์ บางคนรู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกนึกถึงความหลัง ซึ่งกลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะดินสอเป็นสิ่งที่นำความสุขเล็กๆ มาให้ เป็นของแอนะล็อกที่คนกำลังฮิตและโหยหา” แคโรไลน์เล่า

เราตื่นเต้นเมื่อได้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักของ CW Pencil Enterprise คือ นักดนตรี เพราะพวกเขาชอบเขียนเพลงและโน้ตบนกระดาษด้วยดินสอ 

“กลุ่มใหญ่สุดคือ Orchestral Librarian กลุ่มนี้เขาใช้ดินสอทุกวัน นอกนั้นก็มีช่างไม้ ศิลปิน ครอบครัว นักท่องเที่ยว นักเรียน คนที่ชอบเล่นครอสเวิร์ดก็มาตามหาดินสอที่เหมาะกับการเขียน ลูกค้าหลากหลายมาก สิ่งที่ฉันชอบคือลูกค้าทุกคนมักจะน่ารัก จะไม่มีแนวคุณพ่อขี้โมโหเดินเข้าร้านมาซื้อดินสอแน่ๆ” 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

การออกเดินทางเพื่อเสาะหาดินสอคุณภาพดีจากทั่วโลก

แคโรไลน์เล่าเกณฑ์การเลือกดินสอเข้ามาขายที่ร้านให้ฟังว่า เธอเลือกจากความน่าสนใจของตัวดินสอและคุณภาพ ไม่ใช่แค่เพียงสินค้าที่เธอชอบ แต่คิดถึงคุณภาพและสรรหาความหลากหลายมาให้ลูกค้า

“ฉันเริ่มจากแบรนด์ที่รู้จัก ตอนแรกคนก็งงว่าฉันพยายามจะทำอะไร ฉันส่งอีเมลไปตามแบรนด์ต่างๆ เยอะมาก ปัจจุบันใช้วิธีเดินทางและสำรวจมากขึ้น ตอนนี้มันง่ายขึ้นมาก เพราะร้านกลายเป็นที่รู้จัก มักมีคนมาบอกฉันถ้ามีสินค้าอันไหนที่น่าสนใจ หรือแบรนด์มีของใหม่ก็จะอีเมลมาบอกหรือส่งมาให้ มีบางอันที่ไม่ใช่แบบที่ฉันชอบ แต่เลือกมาเพราะลูกค้าถามหาบ่อย เราไม่มีพื้นที่พอจะขายดินสอทุกแบบที่ดีบนโลกนี้ได้ มันขึ้นอยู่กับลูกค้าของเรา เราต้องรู้จักลูกค้าของเราว่าเขาต้องการอะไร และเราคิดว่าเขาน่าจะต้องการอะไร เลือกอะไรที่จะเหมาะกับเขา” แคโรไลน์เล่า

“ดินสอของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันยังไงบ้าง” เราถาม

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“ดินสอจากเยอรมันจะเป็นแบบดั้งเดิม เพราะเยอรมันเป็นประเทศแรกที่ผลิตดินสอแบบอุตสาหกรรมเพื่อการค้า แล้ววิธีผลิตของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยจากตอนนั้น ขณะที่ดินสอจากญี่ปุ่นจะมีคุณภาพสูงมากและมักมีลูกเล่นแปลกๆ อยู่ข้างใน เช่น ใส่แว็กซ์ มีความซับซ้อนและละเอียดในการออกแบบมากๆ 

“มีความแตกต่างระหว่างแบรนด์ที่เป็นโรงงานผลิตดินสอ กับแบรนด์ดีไซเนอร์เล็กๆ ที่หยิบดินสอมาเป็นงานออกแบบ ถ้าเป็นแบรนด์ดีไซเนอร์เล็กๆ เขาจะคำนึงถึงดีไซน์หรือรูปร่างหน้าตามากกว่า แล้วค่อยไปสั่งให้โรงงานผลิตตามแบบนั้น แบรนด์ที่เป็นโรงงานจะผลิตแบบหน้าตาเหมือนเดิม แต่รักษาคุณภาพมาตรฐานได้ดี ทุกยี่ห้อมีคาแรกเตอร์เฉพาะของตัวเอง บางอัน Butterly บางอันสีอ่อน บางอันสีเข้ม มีรายละเอียดเล็กๆ ต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ ดินสอและขั้นตอนการผลิตดินสอแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่มันเกิดขึ้นมานานหลายร้อยปีแล้ว” 

นอกจากดินสอ ที่นี่ยังมีสินค้าอื่นๆ อีกด้วย เช่น กระดาษ สมุด กบเหลาดินสอ ยางลบ 

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด
CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“เริ่มจากดินสอต้องการกระดาษ เราก็เอาเข้ามาที่ร้าน แล้วก็มีของเพิ่มมาเรื่อยๆ สมุด กบเหลาดินสอ ยางลบ ตอนนี้มีห้องสติกเกอร์เพราะเป็นความชอบของฉันเอง ฉันฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากมีที่ที่เดินเข้าไปแล้วมีสติกเกอร์ให้เลือกเต็มไปหมด แล้วที่นิวยอร์กไม่ค่อยมีที่แบบนั้น ฉันว่านี่แหละคือสิ่งที่นิวยอร์กต้องการ พอย้ายมาร้านนี้ มีพื้นที่มากขึ้นเลยทำห้องสติกเกอร์ ซึ่งผลตอบรับดีมาก ไม่เคยมีใครแปลกใจเลยที่เจอห้องสติกเกอร์ในร้านดินสอ อาจเพราะสติกเกอร์เป็นอีกอย่างที่ให้ความรู้สึกนึกถึงวัยเด็กสำหรับผู้ใหญ่ ทุกคนชอบ” 

ใช่! เราพยักหน้าเห็นด้วยเป็นที่สุด

“ไม้กายสิทธิ์เป็นผู้เลือกพ่อมดนะ คุณพอตเตอร์”

ก่อนมาที่นี่ มีคนบอกว่าที่นี่เหมือนร้านไม้กายสิทธิ์ของโอลลิแวนเดอร์ ในหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เลือกดินสอให้ลูกค้าตรงตามการใช้งานสุดๆ เราจึงไม่พลาดที่จะถามเคล็ดลับจากเธอ 

“เราเพียงแนะนำตามการใช้งาน ส่วนมากลูกค้ามีความต้องการในใจมาอยู่แล้ว เช่น ชอบแบบนิ่ม แบบเขียนลื่น ดินสอสำหรับเด็กหัดเขียน หรือเขียนบ่อยแค่ไหน ถ้าต้องเขียนอะไรนานๆ ดินสอแท่งใหญ่ทำให้สบายมือในการเขียนมากกว่า ฉันจะเลือกอันนี้ให้ รายละเอียดที่สำคัญคือ ความถนัด ซ้าย-ขวา เพราะสำหรับลูกค้าที่ถนัดซ้าย เวลาเขียนมือเขาจะลากผ่านสิ่งที่เขียนไปแล้ว ฉันจะแนะนำดินสอที่ไส้มีความแข็งกว่า เพื่อลดรอยเปื้อนเวลามือไถไปโดน มีคนเชื่อว่า คนถนัดซ้ายไม่ใช้ดินสอ นั่นเป็นความเชื่อผิดๆ เขาแค่ต้องการดินสอที่เหมาะกับเขาเท่านั้นเอง” แค่ได้ฟังก็ทำให้เราอยากลุกขึ้นไปลองดินสอทั้งหมดในร้านทันที

CW Pencil Enterprise ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“ฟังดูใช้ความเชี่ยวชาญเรื่องดินสอไม่น้อย แล้วคุณมีวิธีการเลือกลูกทีมอย่างไร” เราถาม

“ฉันไม่ค่อยสนใจว่าคนนั้นมีประสบการณ์ด้านการขายหรือไม่ ฉันเลือกคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกว่าจะทำงานร่วมกันได้ อาจไม่มีแพสชันที่ตรงกัน แต่มีใจที่อยากทำงาน แล้วรู้สึกเคมีเข้ากัน ที่สำคัญคือมีความสนใจในเครื่องเขียนและประวัติศาสตร์ของสิ่งต่างๆ ฉันเชื่อว่าเรื่องอื่นสอนกันได้ ฉันสอนพนักงานทุกคนให้รู้ทุกอย่างในร้านเท่าที่ฉันรู้” แคโรไลน์ตอบ

ร้านเครื่องเขียนและประวัติศาสตร์ของสิ่งต่างๆ

“ในวันนี้ อะไรคือความท้าทายของการเปิดร้าน” เราถาม

“การรักษายอดขายและการจัดการกับความคาดหวัง หาสินค้าและเรื่องราวใหม่ๆ มาเพิ่มในร้าน รวมทั้งแบ่งเวลาจากการทำสต็อกมาพัฒนาร้าน” แคโรไลน์ตอบ ก่อนเสริมว่าเธอชอบร้านนี้มากจนไม่คิดอยากขยายสาขา

“ฉันไม่คิดขยายสาขาเลย ฉันชอบร้านนี้ อยากเดินเข้ามาในร้านแล้วได้ดูแลลูกค้าทุกคนด้วยตัวเอง ได้คุย ได้รู้จักความชอบของลูกค้า และมีเวลาทำอย่างอื่น ถ้าอยากจะขยายก็อาจจะขยายร้านนี้ให้มีส่วนขายเครื่องเขียนอื่นๆ มากขึ้น สิ่งที่ฉันสนใจคือ กาว ถ้าคุณสังเกตดีๆ กาวแต่ละประเทศมีลักษณะเฉพาะตัวต่างกัน เหมาะแก่การใช้งานต่างกัน มีรายละเอียดที่สนุก นอกจากนั้นฉันอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ร้าน ออกแบบดินสอหรือร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น” เธอแนะนำ กาวกินได้ (ปลอดสารเคมี) กลิ่นอัลมอนด์ที่นำเข้ามาจากอิตาลี 

ก่อนจากกัน เราถามเธอว่าถ้าให้พูดถึง 1 สิ่ง อะไรคือสิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดของดินสอ

ร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่คนรักดินสอทั่วโลกไม่ควรพลาด

“ความคลาสสิกของดินสอ คือมันมีประวัติมายาวนาน แต่ดีไซน์ของมันแทบไม่เปลี่ยนเลย เหมือนเป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์ค้นพบจุดสูงสุดในการออกแบบเพื่อตอบสนองฟังก์ชันที่ต้องการแล้ว”

เราฟังเธอแล้วยิ้ม นึกถึงแอปเปิ้ลเพนซิลในกระเป๋า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป หรือเทคโนโลยีจะก้าวไปแค่ไหน เราต่างยังคงหลงรักในฟังก์ชันของการได้จับดินสอเพื่อขีดเขียนมากกว่าการสไลด์นิ้ว

ปัจจุบัน CW Pencil Enterprise กลายเป็นร้านดินสอร้านแรกและร้านเดียวในนิวยอร์กที่บริษัทดินสอต่างส่งอีเมลมาเพื่อขอวางผลิตภัณฑ์ในร้านของเธอ และเป็นจุดหมายของคนรักดินสอจากทั่วโลก

CW Pencil Enterprise

cwpencils.com

คำว่า Pencil มีรากมาจากภาษาละติน ว่า Penicillus แปลว่า หางเล็กๆ ใช้เรียกพู่กันขนอูฐซึ่งเป็นอุปกรณ์วาดเขียนของชาวโรมันโบราณ (ยุคแรกเลยก่อน Stylus) และ แร่แกรไฟต์ ตั้งชื่อตามคำภาษากรีก แปลว่า สำหรับเขียน 

ดินสอไส้แกรไฟต์คิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1564 หลังมีการค้นพบเหมืองแกรไฟต์ขนาดใหญ่ที่ประเทศอังกฤษ โดยตอนนั้นคนเข้าใจว่าแกรไฟต์คือตะกั่ว คนอังกฤษนำแกรไฟต์มาทำเป็นเส้นเล็กๆ แล้วใส่ลงไปตรงกลางของแท่งไม้ที่เหลาด้วยมือ อังกฤษเป็นผู้ผลิตรายเดียวในอุตสาหกรรมในช่วงนั้นเพราะไม่มีใครมีเหมืองและรู้วิธีทำ 

ต่อมาโรงงานเยอรมันเริ่มคิดวิธีทำแท่งแกรไฟต์ได้โดยใช้ผงแกรไฟต์ กำมะถัน และพลวง ความนิยมเริ่มแพร่หลาย แต่ด้วยการเมืองสมัยสงครามนโปเลียน ดินสอจากอังกฤษและเยอรมันไม่สามารถเผยแพร่ในประเทศฝรั่งเศสได้ ค.ศ. 1795 ทหารผู้ช่วยในกองทัพของนโปเลียน ค้นพบวิธีเผาผงแกรไฟต์ร่วมกับดิน ทำให้เกิดเป็นแท่งแกรไฟต์สำหรับใส่ในดินสอ และสัดส่วนของแกรไฟต์กับดินที่ต่างกันทำให้เกิดความอ่อนนิ่มที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสูตรความอ่อนเข้มของดินสอในปัจจุบัน

Writer & Photographer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สีคราม

ครามได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งสีย้อม

ที่ได้ฉายาเช่นนั้นเพราะนอกจากสีน้ำเงินเข้มเฉดออกม่วงๆ ที่มีมิติเป็นเอกลักษณ์แล้ว สีจากครามก็ยังให้ประโยชน์อีกหลายอย่าง ครามเป็นพืชใบ ชอบขึ้นแทรกตามต้นไม้ใหญ่ มีแหล่งกำเนิดมาจากอินเดีย

สีของครามได้มาจากการเอาใบสดมาหมักแล้วก็คั้นน้ำ ถ้าจะเก็บไว้นานก็สามารถเอาใบมาทับให้แห้งแล้วบดเป็นผงไว้ก็ได้เช่นกัน สีครามเมื่อเอาไปย้อมเสื้อผ้าแล้วใส่สบายตัว ไม่ระคายผิว ป้องกันแมลง ระบายอากาศได้ดี แถมยังป้องกันแสงยูวีได้อีกด้วย การย้อมครามจะเป็นการย้อมแบบเย็น ใช้ได้ดีกับเส้นใยจากธรรมชาติ ถ้าใครเคยใส่เสื้อย้อมครามแล้วละก็ รับรองว่าติดใจทุกคน

การเอาครามมาย้อมผมเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมมาจากชาวอินเดีย พวกเขาและเธอเอาน้ำที่คั้นจากการหมักใบครามมาย้อมเส้นผม ซึ่งก็เป็นเส้นใยธรรมชาติอย่างหนึ่ง ด้วยคุณสมบัติของครามที่เล่าไป มันเลยทำให้ผมชาวอินเดียดูดกดำ แข็งแรง แล้วก็เงางามเป็นธรรมชาติกันทั้งหญิงชาย

แต่จะให้คนยุค 2018 อย่างเราไปคั้นน้ำจากใบครามและนั่งหมักผมไป 6 – 8 ชั่วโมงก็น่าจะเป็นไปได้ยาก Indian Indigo ร้านทำสีผมที่เห็นคุณค่าของความงามจากธรรมชาติจึงได้คิดค้นวิธีนำความดีงามนี้มาสู่โลกยุค 4.0

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ย้อมผมด้วยคราม

“ไม่ซีเรียสเรื่องสีใช่ไหมคะ” แจมถามเราในวันที่ไปย้อมผมครั้งแรก ในนาทีที่เรานั่งลงหน้ากระจก

เป็นคำถามที่ออกจะแปลกสักหน่อยที่จะเอามาถามคนที่มาทำสีผม เราเลยขอให้แจมอธิบายเพิ่ม แจมบอกว่า “การย้อมด้วยสีจากพืช สีผมที่ได้จะขึ้นกับพื้นฐานผมของลูกค้าที่ทำปฏิกิริยากับพืช ลูกค้าแต่ละคนที่มาทำก็จะได้สีออกไปไม่เหมือนกัน” แน่นอนว่าเราไม่มีปัญหาเลย

สีครามเป็นสีเข้ม มันจึงดีมากสำหรับการปิดผมขาว และข้อดีมากๆ ในเรื่องนี้ก็คือ แจมบอกว่าคนที่ผมขาวยิ่งเยอะจะยิ่งได้ผมสีครามสวยมากกว่าคนที่ผมสีเข้มอยู่แล้ว

เหมือนกับร้านย้อมผมอื่นๆ แจมเริ่มจากการสระผม เป่าผมให้หมาด และใส่เซรั่มบำรุงหนังศีรษะให้เรา แต่ความพิเศษมันอยู่ตรงที่ทุกอย่างมาจากธรรมชาติล้วนๆ และมันไม่ทำให้ฉุนจมูกหรือแสบหนังศีรษะ สีย้อมผมของ Indian Indigo มีส่วนประกอบหลักเป็นครามอินเดีย แต่แจมก็ยังผสมพืชอีกหลากชนิดเข้าไปเพื่อให้การทำสีผมด้วยครามนี้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้น เช่นมะขามป้อม สะเดา เอามาช่วยทำให้ผมนุ่มและสีติดได้ง่ายขึ้น ทำให้การย้อมใช้เวลาเพียง 1 – 2 ชั่วโมง แทนที่จะเป็น 6 – 8 ชั่วโมง ส่วนสมอพิเภกกับเฮนน่า ก็ถูกเลือกมาช่วยให้สีของครามมีประกายแดงเข้ากับยุคสมัย แล้วก็เป็นทรีตเมนต์ดูแลผมและหนังศีรษะไปด้วยในตัว การย้อมเป็นไปอย่างเนิบช้าและใจเย็น บรรยากาศสบายๆ ในร้านไม่มีเสียงรีบร้อนของไดร์เป่าผมหรือผู้คนพลุกพล่าน เป็นความตั้งใจของแจมที่อยากจะให้ร้านเสริมสวยนี้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ครามไม่ธรรมดา

Indian Indigo ยังมีความพิเศษอีกเรื่องตรงที่ผลิตภัณฑ์ในร้านไม่เหมือนกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในตลาดทั่วไป

ใบของครามและพืชต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นระดับพรีเมียมระดับยอดอ่อนสามใบ ไม่ต่างจากการเลือกชาดีๆ แถมพืชต่างๆ ที่สั่งเข้ามาจากอินเดียยังเก็บได้ไม่นานเพราะว่าเป็นของสดและไม่ได้มีตลอด จนบางครั้งทางร้านต้องประกาศหยุดขายชั่วคราวเพราะไม่มีของ เหตุผลทางธรรมชาติเหล่านี้เลยทำให้ Indian Indigo มีต้นทุนแพงกว่าการใช้เคมีมาก แต่การที่ร้านเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติทั้งหมดมันก็มีเหตุผลที่เป็นมิตรในระดับพรีเมียมด้วยเหมือนกัน

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

“เราอยู่ในวงการร้านทำผมมาหลายปี ก็เห็นว่าคนที่อยู่ในร้านทำผมนานๆ จะมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ ทั้งแสบจมูกง่ายแล้วก็เป็นภูมิแพ้ อาจารย์ที่เป็นช่างเก่งๆ หลายท่านก็ยังเลี่ยงที่จะใช้สารเคมีกับตัวเองเลย เราเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเรามาทำร้านทำผมแบบที่ไม่ใช้สารเคมีเลยดีกว่า”

นอกจากจะไม่ใช่สารเคมีแล้ว ขั้นตอนการดูแลเส้นผมที่ Indian Indigo ก็ยังเป็นมิตรต่อเส้นผมแบบองค์รวมด้วย อย่างการใช้ปลายนิ้วแทนที่จะใช้เล็บเกาศีรษะให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ายังได้ความรู้สึกสะอาดแต่ไม่ระคายหนังศีรษะ หรือการใช้ไดร์เป่าผมความร้อนพอดีๆ ที่เมื่อรวมกับพืชที่ใช้ย้อมผมแล้ว ผมลูกค้าก็จะสวยเงาออกจากร้านได้ไม่ต่างจากร้านทำผมทั่วไป แถมไม่ร้อนหูด้วย เรื่องแบบนี้ทางร้านต้องใช้ช่างที่มากประสบการณ์และเต็มไปด้วยความเชี่ยวชาญ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างน่าประทับใจที่สุด

ช่างประจำร้านท่านหนึ่งบอกเราอย่างน่าประทับใจว่า “เวลาที่ลูกค้ามาที่ร้าน เราก็จะแนะนำเรื่องการดูแลผมไปด้วย เรื่องที่แนะนำมันก็ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์อะไร เป็นเรื่องที่คนทั่วไปจริงๆ รู้อยู่แล้วแต่อาจจะลืมนึกถึง พอเราแนะนำไปให้เขาค่อยๆ ปรับพฤติกรรม สุขภาพผมของเขาก็จะดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการแก้ปัญหาอะไรเลย”

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

เคล็ดลับครามงามอย่างเป็นธรรมชาติ

มีงานวิจัยบอกว่า ผู้หญิงจะแต่งหน้าเฉลี่ยแล้ว 16 ขั้นตอนเพื่อให้หน้าออกมาดูเหมือนไม่ได้แต่ง พอเรามีเทคโนโลยีเครื่องสำอางที่สามารถกลบทุกอย่างบนผิวแล้ว เราจะแต่งแต้มอะไรขึ้นมาใหม่ก็ได้ รวมทั้งจะทำให้ดูเป็นธรรมชาติก็ทำได้

แล้วความสวยแบบธรรมชาติสรุปแล้วเป็นยังไง

ถ้าถามช่างผู้เชี่ยวชาญที่ Indian Indigo เราก็จะได้คำตอบว่า “คนสมัยนี้ชินกับความวุ่นวาย การจะได้มาซึ่งอะไรที่มันง่ายๆ ก็กลายเป็นไปทำให้มันยุ่งยาก” ผลิตภัณฑ์และการดูแลเส้นผมที่ Indian Indigo ใช้จึงเป็นการทำทุกอย่างให้กลับสู่สภาพดั้งเดิมและคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งเป็นการดูแลที่ยั่งยืนที่สุด แต่การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน เช่นการสระผม การใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผม มันทำให้สภาพดั้งเดิมของเส้นผมและหนังศีรษะแทบจะไม่หลงเหลือ ในระยะแรกๆเราจึงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้สภาพเส้นผมและหนังศีรษะกลับไปอยู่อย่างธรรมชาติของมันเหมือนเดิม

เพื่อความงามอย่างเป็นธรรมชาติ เราเลยขอให้ทางร้านแนะนำเราและผู้อ่านของเราให้เอาไปลองทำกันดู ข้อแนะนำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ท้าทายมีดังนี้

ข้อแรก จริงๆ คนเราควรจะสระผมเพียงสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งเท่านั้น คำแนะนำนี้ คนที่ไม่ค่อยชอบสระผมน่าจะถูกใจ แต่คนทั่วไปอาจจะรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย

“ชั้นบนสุดของหนังศีรษะคนเราเป็นขี้ผึ้งที่ช่วยกักเก็บน้ำมัน ทุกครั้งที่สระผมน้ำมันก็จะหายไป หนังศีรษะเราก็จะแห้งตึง ทำให้ผมร่วง แล้วหนังศีรษะก็จะสร้างน้ำมันขึ้นมาใหม่ให้มันมากขึ้นไปอีก เราก็ยิ่งสระผมบ่อยขึ้นไปอีก ปัญหามันก็จะวนๆ อยู่อย่างนี้ การปรับตัวให้สระผมน้อยลงช่วงแรกๆ เราจะแนะนำให้ลูกค้าที่มาย้อมผมด้วยครามกับเราไปแล้ว ให้ใช้น้ำเกลือแบบเดียวกับที่ล้างแผลนั่นล่ะค่ะ เช็ดผมวันที่ไม่ได้สระไปสักระยะ ห้ามใช้น้ำอุ่นสระผม แล้วก็ลดการใช้สารเคมี ในระยะยาวพอหนังศีรษะฟื้นฟูได้ ผมก็จะร่วงน้อยลง และผมขาวก็จะน้อยลงด้วย”

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ข้อเสนอแนะนี้ จริงๆ แล้วมุ่งเป้าไปพูดกับคุณผู้ชายทั้งหลายเป็นหลัก เพราะการสระผมสำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องยุ่งยาก กว่าจะสระและรอให้แห้ง ฉะนั้น เชื่อเถิดว่าผู้หญิงร้อยทั้งร้อยจะสระผมเท่าที่จำเป็นอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ชายผมสั้นๆ แห้งง่ายๆ การอาบน้ำแบบราดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นเรื่องที่ทำกันจนเป็นนิสัย และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งแห่งความผมบาง ที่ทำให้หนุ่มๆ เป็นโรคขี้ใจน้อยกันเป็นแถว

“ผู้ชายหลายคนจำเป็นต้องสระผมเพราะว่าใช้แว็กซ์จัดทรงผม อันนี้เราสามารถใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแว็กซ์ออกก็ได้ค่ะ จะได้สบายศีรษะแบบไม่ต้องสระผม” ทางร้านแนะนำทางออกเอาไว้ให้ด้วยเผื่อน้อยใจ

ข้อสอง นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก็สามารถช่วยลดวังวนของการสระผมบ่อยๆ นี้ได้เช่นกัน ทางร้านแนะนำให้ใช้แชมพูจากสมุนไพร เพราะว่ามีสารตกค้างน้อย เวลาเหงื่อออกหรือโดนความสกปรก มันก็จะไม่เกาะแน่นอยู่บนศรีษะ ซึ่งก็จะทำให้เราไม่ต้องสระผมบ่อยๆ ครีมนวดผมก็แนะนำให้ใช้แค่บริเวณปลายผมและปล่อยให้แรงโน้มถ่วงช่วยให้ผมเราไม่ชี้ฟู เท่านั้นก็พอแล้ว

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมต้องไม่สกปรกนะคะ” ช่างทำผมผู้รักผมเป็นชีวิตจิตใจกล่าวย้ำแล้วย้ำอีก

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ครามสวยเลือกได้

เราได้ผมสีเข้มออกมาจากร้าน เป็นสีที่ต้องมองดีๆ แบบดีมากๆ ถึงจะเห็นว่ามันมีความน้ำเงินเข้มอยู่ในนั้น แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ ผมขาวหายไป และผมเรานุ่มมากแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน  

นี่เป็นการเอาธรรมชาติมาต่อกรกับธรรมชาติ เพราะถึงแม้ธรรมชาติจะคือความจริง ผมขาวก็เป็นความจริงที่เรายังรับไม่ได้ในเวลานี้

Indian Indigo อยากให้การย้อมผมด้วยครามนี้เป็นทางเลือกให้กับทุกคน ไม่อยากให้ลูกค้ารอให้มีปัญหาแล้วถึงมาใช้ธรรมชาติในการแก้ไข

“ทุกวันนี้กลายเป็นว่าลูกค้าบางคนไม่คุ้นกับผมสีเข้มและคิดไปว่ามันทำให้หน้าดูดุ แต่ดูอย่างใบไม้สิคะ ใบที่แห้งกรอบสีอ่อนกับใบที่สีเขียวเข้ม อันไหนดูอ่อนโยนกว่ากัน” Indian Indigo ฝากเอาไว้ให้คิด

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

The Rules

1 การออกแบบบริการอย่างองค์รวม

Indian Indigo ไม่ได้แค่สนใจการปิดผมขาว แต่ยังใส่ใจในทุกขั้นตอนของการให้บริการ ทั้งบรรยากาศ ขั้นตอนการให้บริการและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ให้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดให้กับลูกค้า

 

2 ยึดมั่นความจริงใจ

Indian Indigo ไม่ฟันธงว่าใช้ผลิตภัณฑ์ของเราแล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างสำเร็จรูป หากแต่จริงใจในการแนะนำที่มาที่ไปของปัญหาให้กับลูกค้ารวมทั้งแนะนำทางออกอย่างระมัดระวังไม่ใช้ลูกค้าคาดหวังมากจนเกินไป

 

3 มีความเป็นผู้เชี่ยวชาญและไม่หยุดเรียนรู้

ลูกค้าที่ใช้บริการของ Indian Indigo ไม่ได้เพียงผมสีสวยกลับไป แต่ยังจะได้ความรู้ในการดูแลเส้นผมไปเป็นของแถมด้วย ในทางกลับกัน Indian Indigo ก็ได้เอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากปัญหาต่างๆของลูกค้ามาพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ด้วยเหมือนกัน

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load