สถานีรถไฟในประเทศไทยมีมากกว่า 400 แห่ง และทุกที่ย่อมมีเรื่องราวและภาพพิมพ์แห่งอดีตให้เป็นเรื่องเล่า ตื่นเต้นบ้าง ลึกลับบ้าง อุดมไปด้วยความสุขและรอยยิ้มบ้าง หรือเป็นความยิ่งใหญ่ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์บ้าง ซึ่งแต่ละแห่งก็ย่อมมีเอกลักษณ์ต่างๆ เป็นของตัวเอง

สถานีที่เรากำลังพูดถึงนี้ เป็นสถานีรถไฟในเส้นทางสายใต้ มีสถานะเป็นสถานีชุมทาง หมายถึงเป็นสถานีที่มีทางแยกไปทางรถไฟอีกเส้นหนึ่ง เป็นสถานีเรือนไม้ชั้นเดียววางตัวยาวขนานไปกับทางรถไฟ มีต้นไม้ใหญ่หลังสถานีให้ความร่มเงา และมีเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่พิมพ์เอาไว้ให้นึกถึงความน่าหดหู่ของสงคราม

ที่นี่ ‘สถานีชุมทางหนองปลาดุก’

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำ สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก
ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำ สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

ในอดีต ที่นี่คือสถานีด้านยุทธศาสตร์ที่สำคัญในสงครามโลกครั้งที่สอง นับเป็นจุดเริ่มต้นการก่อสร้างทางรถไฟสายสงครามเส้นทางหนองปลาดุก (บ้านโป่ง) มุ่งหน้าไปกาญจนบุรี ทองผาภูมิ ด่านเจดีย์สามองค์ และตันบูซายัตในเขตประเทศเมียนมา รวมถึงที่ตั้งของค่ายเชลยศึกที่เป็นแรงงานในการสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า และภายหลังได้ถูกขนานนามว่าทางรถไฟสายมรณะ

ในปัจจุบัน ที่นี่คือสถานีรถไฟระหว่างทางขนาดกลางที่มีรถไฟจอดไม่กี่รอบต่อวัน สถานะที่สำคัญของหนองปลาดุกคือการเป็นสถานีรถไฟชุมทาง มีเส้นทางแยกออกไป 3 สาย สายหนึ่งคือเส้นทางรถไฟสายใต้ เส้นทางหลักที่เริ่มต้นจากกรุงเทพและธนบุรีมุ่งหน้าไปหาดใหญ่ มาเลเซีย และสิ้นสุดปลายรางที่สิงคโปร์ อีกสายไปสุดปลายทางที่สถานีสุพรรณบุรี และอีกสายหนึ่งคือเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์และสายท่องเที่ยวที่สำคัญนั่นคือสายน้ำตก (สายกาญจนบุรี) นั่นเอง

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำ สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

แม้ว่าสถานีนี้จะไม่ได้เป็นสถานีหลัก รถไฟที่ผ่านจากกรุงเทพและธนบุรีมาถึงสถานีนี้ส่วนใหญ่แล้ววิ่งผ่านไปอย่างไม่ใยดี มีเพียงรถธรรมดาสายสั้นๆ เช่น ธนบุรี-หลังสวน ธนบุรี-น้ำตก กรุงเทพ-หัวหิน ธนบุรี-ราชบุรี ฯลฯ ที่จอดรับส่งผู้โดยสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเดินทางประจำและมีภูมิลำเนาอยู่ที่หนองปลาดุกนี้ ไม่ใช่ขาจรและนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด

แต่ก็มีสิ่งหนึ่งในหนองปลาดุกที่เย้ายวนและเชื้อเชิญให้ขาจรเดินทางไปหาเหมือนกัน

นั่นคือ ‘ของกิน’

รถไฟไปถึงที่ไหน ความเจริญไปถึงที่นั่น ของกินก็เช่นกัน

ของกินกับรถไฟเป็นของคู่กันมาตั้งแต่เรายังไม่เกิด ธุรกิจการขายของเร่เป็นความมหัศจรรย์ที่คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะบูมขนาดนี้ นั่นเป็นเพราะการนั่งรถไฟต้องใช้เวลา แถมรถไฟที่มีตู้เสบียงก็เป็นแค่รถไฟด่วนที่มีตู้นอนและเดินทางไกล ราคาสูงเกินกว่าชาวบ้านที่ทรัพย์น้อยจะเอื้อมถึง ไม่ใช่แค่ในยุคนั้นแต่รวมถึงยุคนี้ด้วยเช่นกัน อาหารสองข้างทางรถไฟจึงเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับการขยายเส้นทางรถไฟ

อาหารระดับ Signature Dish ของสถานีชุมทางหนองปลาดุก คือข้าวราดแกงใส่กระทงใบตอง ที่คนนั่งรถไฟเรียกกันสั้นๆ ว่า ‘ข้าวแกงกระทงหนองปลาดุก’

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำ สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

กระทงใบตองสีเขียวบรรจุข้าวสวยร้อนๆ สีขาว กับแกงแบบบ้านๆ ให้เลือกถึง 4 อย่าง จัดเรียงในถาดถือชูร่อนตรงหน้าต่างรถไฟในวินาทีที่รถไฟจอดสนิทหน้าสถานี แม่ค้าที่ชำนิชำนาญในการขายส่งเสียงเจื้อยแจ้ว เชื้อเชิญให้คนนั่งรถไฟที่กำลังดูวิวเปลี่ยนใจมาส่งเสียงเรียกเพื่อลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง Signature Dish ประจำสถานีนี้คือ ‘ป้าน้อย’ ผู้ทำให้กระเพาะของเรานักเดินทางด้วยรถไฟเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศในราคากระทงละ 10 บาท ไม่ใช่แค่ผู้โดยสารรถไฟเท่านั้นที่ได้ลองลิ้มชิมรสข้าวกระทง เมนูของป้าน้อยนั้นได้มีโอกาสได้ทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยเช่นกัน

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

โปรไฟล์ไม่ธรรมดาจริงๆ

เรานั่งรถไฟจากสถานีธนบุรีมาหนองปลาดุกในราคา 14 บาท ด้วยเหตุผลเพียงแค่อยากกินข้าวแกงกระทงอันลือชื่อเท่านั้น

1 ชั่วโมงของการเดินทางด้วยรถไฟในวันที่อากาศเย็นสบายสิ้นสุดลง เมื่อเทียบชานชาลาสถานีหนองปลาดุก ปกติแล้วเรามักจะยืนดูรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีจนลับสายตา แต่วันนี้ไม่ใช่ เมื่อความหิวพรากรถไฟออกจากเรา ในทันทีที่เราเห็นข้าวแกงกระทงหลายสิบกระทงในถาดสเตนเลสผ่านหน้าเราไป กลิ่นของแกงเขียวหวาน พะแนง ไข่พะโล้ ดึงเราให้ออกมาจากสถานี พุ่งตรงไปที่ร้านค้าเล็กๆ ด้านหลังสถานีใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา

ที่นั่นเราเจอหญิงเจ้าเนื้อใส่แว่นท่าทางใจดี เชื้อเชิญให้เรากับเพื่อนผู้แบกความหิวโหยมาจากกรุงเทพฯ สั่งอาหาร

นี่คือป้าน้อยเจ้าของกิจการข้าวแกงกระทงตัวจริงเสียงจริง

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

เราไม่รอช้า รีบสั่งข้าวแกงกระทงมาครบทุกแกงที่ปรากฏตัวอยู่ในร้าน เมนูที่ร้านป้าน้อย 4 อย่าง คือพะแนงหมู เขียวหวานไก่ เขียวหวานเนื้อ และไข่พะโล้ แกงทุกชนิดทำอย่างพิถีพิถันตามแบบอาหารไทยสูตรโบราณ ถึงเนื้อถึงเครื่องสุดๆ

น้องเบสหลานสาวป้าน้อยเป็นคนรับออร์เดอร์ของผู้หิวโหยในวันนี้ น้องตักอาหารแต่ละอย่างใส่กระทงอย่างคล่องแคล่ว น่าเสียดายที่เขียวหวานเนื้อหมดไปตั้งแต่ช่วงสาย

น้องเบสเล่าว่า ในแต่ละวันต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเจียนใบตองหนึ่งม้วนให้กลายเป็นแผ่นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าๆ กัน ก่อนจับจีบเป็นกระทง วันละ 300 – 400 ใบ ซึ่งคาดเดาไม่ได้ว่าวันนั้นๆ จะขายได้มากน้อยขนาดไหน ถ้ามีออร์เดอร์จากรถไฟนำเที่ยวก็จะต้องทำเผื่อไว้เยอะหน่อย หน้าที่ฉีกใบตองและเย็บกระทงจะเป็นของน้องเบส พอเย็บเสร็จแล้วก็จะเรียงกระทงวนไว้ในตะกร้ารอใส่ข้าวเป็นลำดับต่อไป

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

“ปกติกระทงใบหนึ่งเย็บนานไหมน้อง”

“ไม่นานค่ะพี่ นาทีหนึ่งก็ได้ประมาณสองถึงสามใบ อยู่ที่มือจะเร็วขนาดไหน”

ป้าน้อยเล่าให้เราฟังว่าเธอเพิ่งเป็นเจ้าของร้านจริงๆ แค่ 15 ปี แต่ก่อนนั้นไม่ได้เช่าที่สถานีรถไฟทำเป็นร้าน

“เมื่อก่อนแม่ป้าน่ะขายมานานแล้ว ป้าก็อยู่กับข้าวกระทงเนี่ยมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่มีร้านรวงอะไรหรอกลูก ก็ได้แค่ใส่หาบไปขายที่สถานีหรือบนรถไฟ” ป้าเล่าความหลังให้ฟัง

“รถไฟสมัยก่อนมันเป็นรถไอน้ำ ต้องมาเติมน้ำเติมฟืนที่บางตาล (สถานีคลองบางตาล) มีที่เติมน้ำรถจักรไอน้ำ มันจอดนาน ป้ากับแม่ก็ขายได้ตอนที่มันจอดนานๆ เนี่ยแหละ

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

“เวลาเราทำกับข้าวเราก็ต้องพิถีพิถัน เขียวหวานเนื้อก็ต้องเคี่ยวให้นาน ไม่งั้นเนื้อจะเหนียว”

ป้าเล่าไปเย็บกระทงไปด้วยความคล่องแคล่ว เราสังเกตว่าป้าจะเอาใบตองด้านสีอ่อนประกบกันไว้แล้วเอาด้านสีเขียวเข้มออกด้านนอก จากนั้นเธอก็พับมุมและเย็บอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานนักกระทง 4 มุมก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับเครื่องจักรผลิตกระทง

กระทงใบตองในตะกร้าถูกจัดเรียงบนถาด น้องเบสค่อยๆ บรรจงตักข้าวสวยสีขาวหอมกรุ่นใส่ไปประมาณ 3 ใน 4 ของปริมาตรกระทง เมื่อข้าวสวยถูกใส่จนครบแล้ว ก็ค่อยๆ ตักแกงจากในหม้อใส่ไปทีละกระทง เฉลี่ยให้ทั้งถาดมีอาหารครบทุกอย่าง

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก
ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

เราได้ข้าวแกงกระทงมาครบ 3 อย่าง คือพะแนงหมู เขียวหวานไก่ และไข่พะโล้

“แบบพี่ก็มีเยอะนะ ขับรถมากินถึงร้านแต่ไม่เอาใส่จาน ขอใส่กระทงเอาบรรยากาศ หนูก็ขายนะพี่ มันเป็นเอกลักษณ์ไปแล้วอะ” น้องเบสเล่าให้เราฟัง ปกติแล้วถ้าใครมากินที่ร้านจะใส่จานราดแกงธรรมดา แต่ก็มีไม่น้อยที่รีเควสใส่กระทงใบตอง เพื่อให้อินกับบรรยากาศบนรถไฟ แบบว่าไม่ได้นั่งแต่ขอให้ได้บรรยากาศก็พอ

ถ้าให้รีวิวรสชาติ

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

พะแนงหมูมีความเผ็ดนิดๆ เนื้อหมูชิ้นใหญ่ รสชาติของเครื่องแกงค่อนข้างจัดจ้านและถึงเครื่องจริงๆ

เขียวหวานไก่ เนื้อไก่นุ่มมาก รสชาติแอบเผ็ดกว่าพะแนง มะเขือของป้าไม่ขมเลย ยิ่งกินกับข้าวสวยร้อนๆ ยิ่งได้ใจ

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

ส่วนพะโล้นั้นเหมือนเกิดมาเพื่อดับเผ็ดทั้งสองกระทงก่อนหน้า ไข่ต้มครึ่งซีกเข้าเนื้อกับหมูและน้ำแกงที่รสออกหวาน ทำให้อาการเผ็ดลดลง เหมาะกับการกินปิดท้ายเป็นที่สุด

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำ สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

“ป้ามีเมนูพิเศษนะลูก” ป้าน้อยบอกเราพร้อมยื่นกระทงที่มีผัดอะไรสักอย่างสีแดงๆ ดูเผ็ดร้อนอยู่บนนั้น

มันคือผัดเผ็ดนก ป้าน้อยบอกว่านานๆ จะทำสักที ถ้าใครได้กินถือว่าพิเศษมาก เพราะไม่ใช่เมนูปกติ ซึ่งรสชาติดีเลยล่ะ กระดูกไม่เยอะ เครื่องแกงที่ผัดลงไปดับกลิ่นนกกระทา ถ้าไม่บอกว่านี่คือผัดนกคงคิดว่ามันคือผัดเผ็ดไก่ที่สับจนละเอียด

นอกจากนั้นป้าน้อยยังบอกอีกว่า แกงทุกอย่างจะทำวันละหม้อ ถ้าอันไหนหมดก็ทำเพิ่มอีกหม้อได้ ยกเว้นเขียวหวานเนื้อที่ไม่ทำเพิ่ม หมดแล้วหมดเลย เพราะถ้าทำเพิ่มแล้วเคี่ยวเนื้อไม่นาน มันจะเหนียว ไม่อร่อย เรียกได้ว่าป้าน้อยพิถีพิถันทุกขั้นตอนจริงๆ

“ตอนที่สมเด็จพระเทพฯ เสด็จทางรถไฟวันนั้น แล้วข้าวกระทงของป้าได้รับเลือกให้เป็นของถวายด้วย ป้ารู้สึกยังไง”

“ดีใจสิลูก ดีใจมาก ป้าส่งของให้ท่านกับมือเลย”

ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำ สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก
ข้าวแกงกระทง อาหาร Signature Dish ราคา 10 บาทประจำ สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก

ป้าน้อยเล่าให้ฟังด้วยแววตาเต็มไปด้วยความทรงจำในวันนั้น ป้าบอกว่าเขาคัดเลือกของดีของบ้านโป่งมาถวาย มีไก่ย่างบางตาล มีข้าวแกงกระทงของป้า ปกติแกงของป้าพิถีพิถันอยู่แล้ว แต่วันนั้นพิถีพิถันยิ่งกว่าเดิมและลดรสชาติให้เผ็ดน้อยลง เพราะพระสหายของพระองค์ท่านเป็นชาวต่างชาติ

ป้าบอกว่าตอนที่รถไฟจอดและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนที่หน้าต่าง พอถึงคิวป้าถวายของให้ ความดีใจมันท่วมท้นออกมา “ป้าจำวันนั้นได้ดีเลยลูก” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีความสุข

ข้าวแกงกระทงของป้าน้อยเสิร์ฟให้นักเดินทางทุกวัน แต่ไม่ใช่ผู้โดยสารทุกขบวนที่จะมีโอกาสได้กิน เป็นเพราะว่าสถานีหนองปลาดุกมีรถไฟจอดน้อย ในแต่ละวันจึงมีรถไฟเพียงไม่กี่เที่ยวที่ได้มีโอกาสลองลิ้มชิมรสอาหารชั้นเลิศ หากใครอยากจะพิสูจน์ความอร่อย ก็เดินทางได้กับรถไฟที่มาถึงสถานีในช่วงเช้าจนถึงบ่าย 3 โมงตามโพยนี้เลย

รถธรรมดา 255/254 ธนบุรี-หลังสวน-ธนบุรี

รถธรรมดา 257/258/259/260 ธนบุรี-น้ำตก-ธนบุรี

รถธรรมดา 261 กรุงเทพ-หัวหิน

รถธรรมดา 251/252 ธนบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ธนบุรี

บางขบวนนั้นข้าวแกงกระทงก็จะไปเสิร์ฟถึงบนตู้รถไฟในระยะสั้นๆ ด้วยเช่นกัน

วันและเวลาผ่านไปแค่ไหน อาหารสองข้างทางรถไฟก็ยังคงเสน่ห์เช่นเดิม เราไม่รู้ว่าเมื่อการพัฒนารถไฟให้เป็นทางคู่ครอบคลุม รถไฟเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า สถานีรถไฟเป็นระบบปิด การขายของที่ชานชาลาซึ่งเป็นเสน่ห์อีกอย่างจะหายไปหรือไม่ แน่นอนว่าการพัฒนามันก็ต้องทำให้บางอย่างสูญหายไป แต่ถ้ามองในแง่ของธุรกิจแล้วนั้น ไม่แน่นะเราอาจจะเห็นข้าวแกงกระทงของป้าน้อยขายในตู้เสบียงของรถด่วนพิเศษ หรือไปปรากฏตัวอยู่บนรถไฟท่องเที่ยวก็ได้

อีกนิดอีกหน่อย

  1. ป้าน้อยฝากมาบอกว่า 5 ธันวาคม ป้าไม่ขายแต่ป้าแจกฟรี
  2. ใครอยากไปชิมข้าวแกงป้าน้อย นั่งรถไฟไปที่สถานีชุมทางหนองปลาดุกได้ ป้าขายทุกวัน แนะนำว่าให้ไปกับรถที่ออกจากสถานีธนบุรีจะสะดวกที่สุด เพราะมีรอบเยอะกว่ารถที่ออกจากสถานีกรุงเทพ
  3. ใครได้กินผัดนกกระทาหรือเมนูพิเศษอื่นๆ อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะว่าอร่อยแค่ไหน

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

6 มิถุนายน 2565
3.01 K

“ชอบรถไฟสายไหนมากที่สุด” 

เป็นคำถามยอดนิยมที่โดนถามตลอด เมื่อคู่สนทนารู้ว่าเรานั่งรถไฟมาแล้วทั่วราชอาณาจักรไทย และคำตอบก็มักจะเหมือนเดิมว่าเราชอบทุกสาย ทุกสายไม่เหมือนกัน แต่สายที่ชอบที่สุด บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า สายใต้ โดยเฉพาะเส้นทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปลายด้ามขวาน ที่เริ่มนับจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผ่านปัตตานี ยะลา และไปสุดที่สถานีสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เต็มไปด้วยการเติมเต็มความสุขจนล้นออกจากปากได้หลากหลายมาก ทั้งของกิน ธรรมชาติ ผู้คน รวมถึงความเร็วรถไฟในระดับที่เรียกว่าซิ่ง น่าจะไม่ผิดเท่าไหร่

ความชอบของเราเริ่มจากเป็นสายที่ไปยากที่สุด เพราะไกลที่สุดจากกรุงเทพฯ ด้วยระยะทางกว่าพันกิโลเมตร นั่งรถไฟที่ใช้คำว่าตูดด้าน ถ้าคุณเลือกนั่งชั้นสาม แต่คุณจะรู้สึกสบายสุด ๆ ถ้ามารถนอน นั่นหมายความว่าการจะได้ไปเยือนทางรถไฟสุดทางที่สุไหงโก-ลก เป็นเรื่องยากมาก ๆ สำหรับเด็กบ้ารถไฟในวัยเรียน ที่เงินในกระเป๋ายังไม่มากพอจะนั่งรถนอน

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

การเดินทางไปเส้นทางรถไฟสายหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก เกิดขึ้นครั้งแรกก็ปาเข้าไปช่วงทำงานแล้ว ตอนนั้นเรากลัวนะจากข่าวที่เคยได้ยิน แต่ไหน ๆ แล้ว การลงไปครั้งนั้นต้องไปหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าน่ากลัวจริงหรือเปล่า

คำตอบที่เราได้กับตัวเองคือ ทางรถไฟสายนี้ก็เหมือนกับทางรถไฟทั่ว ๆ ไป มีสถานี มีเส้นทาง มีสะพาน มีเรื่องเล่า มีธรรมชาติ และที่สำคัญคือมี ‘คน’ ที่ทำให้รถไฟสายนี้มีชีวิตชีวาไม่เหมือนใคร ในความเป็นชุมชนที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างผสมผสานของคนพื้นถิ่นต่างศาสนา แต่การใช้ชีวิต อาหารการกิน และการเดินทางกลับเหมือนกันอย่างลงตัวและเชื้อเชิญให้เราไปทำความรู้จัก

เมื่อมีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งต่อ ๆ มา

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ปกติแล้วเราจะนั่งรถเร็ว 171 กรุงเทพฯ – สุไหงโก-ลก ลงไปใต้สุดเสมอ เพราะเป็นรถที่ใช้เวลาเดินทางนานที่สุด (เขามีแต่เดินทางให้น้อยที่สุด ไอ้นี่แปลก) ออกจากกรุงเทพฯ ในช่วงเที่ยงครึ่ง ถึงหาดใหญ่ในช่วงเช้ามืด จอดรออีกประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อรอฟ้าสาง ก่อนจะเดินทางต่อไปถึงปลายทาง

รถไฟขบวน 171 มีความยาว 10 กว่าตู้ เป็นรถนั่งชั้นสามไปแล้วค่อนขบวน มีรถนั่งชั้น 2 พัดลมปรับเอน และรถนอนชั้น 2 แอร์เย็นฉ่ำอยู่ท้ายขบวน ระยะทางที่มันเดินทางนั้นร่วมหนึ่งพันกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางที่เรียกได้ว่าใครนั่งชั้น 3 ก็คือเตรียมตัวเข้าคลาสกายภาพบำบัด หรือหาหมอนวดมาช่วยเหลือร่างกายโดยทันที

ขบวนรถไฟสายสุไหงโก-ลก เป็นหนึ่งในขบวนยอดนิยม มีผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยเลยที่เดินทางในทุก ๆ วัน และตั๋วเต็มเร็วเสียยิ่งกว่าใคร อาจเป็นเพราะรถไฟคือการเดินทางที่สะดวกที่สุดสำหรับระยะไกลขนาดนี้ และที่สำคัญ เส้นทางที่มันผ่านถือว่าเข้าเมืองแบบตรง ๆ ชนิดถนนเส้นหลักต้องอ้อมไปมา จึงทำให้คนใต้นิยมนั่งรถไฟมาก แม้ว่าสายการบินต้นทุนต่ำจะมาแย่งลูกค้าไปบางส่วน 

กระนั้นแล้วความนิยมในการใช้รถไฟของพี่น้องชาวใต้ก็ยังคงเรียกได้ว่าอุ่นหนาฝาคั่ง เพราะนอกจากตัวเลือกของชั้นโดยสารมีมากมายแล้ว การเอาสัมภาระติดตัวมานั้นก็พกน้ำหนักมาได้มากกว่าเครื่องบินหลายเท่าตัว แถมถ้ารู้สึกเมื่อยขบ ก็ลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย หรือแม้แต่อาบน้ำบนตู้รถไฟยังทำได้เลย

ไม่แปลกใจเลยถ้าตู้นอนจะเต็มเร็วขนาดนี้

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

สงขลา

จากสถานีกรุงเทพด้วยระยะทาง 945 กิโลเมตรมาถึง ‘สถานีชุมทางหาดใหญ่’ สถานีที่ได้ชื่อว่ามีคนขึ้นลงมากที่สุดในเส้นทางรถไฟสายใต้ สถานีที่ทำหน้าที่เป็นชุมทางสำคัญของทางรถไฟตอนล่างที่แยกออกเป็น 2 ส่วน สายหนึ่งไปเจอกับทางรถไฟของมาเลเซียที่ปาดังเบซาร์ เพื่อมุ่งหน้าไปบัตเตอร์เวอร์ธ (ปีนัง) กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์

อีกสายหนึ่งมุ่งหน้าผ่านปัตตานี ยะลา นราธิวาส เส้นทางที่เรากำลังจะเดินทางไป

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

รถไฟทุกขบวนที่มาถึงชุมทางหาดใหญ่นั้นจะต้องจอดนานหลายนาที สาเหตุนั้นคือการตรวจสภาพรถจักร ตรวจสภาพรถ ให้มีความพร้อมก่อนเดินรถเข้าไปในเขตที่เรียกกันว่า ‘พื้นที่สีแดง’ บางขบวนก็ตัดตู้ให้สั้นลง

ในขณะที่จอดอยู่นั้น แขกกลุ่มใหม่ก็เริ่มเดินขึ้นมาบนรถในทุก ๆ ตู้ ลักษณะของแขกกลุ่มใหม่คนที่ไม่คุ้นเห็นแล้วอาจจะตกใจได้ เขาคือเหล่าอาสาความมั่นคงในชุดเครื่องแบบคอยคุ้มกันความปลอดภัยในพื้นที่สีแดง ให้แก่ขบวนรถไฟทุกขบวนที่ต้องวิ่งในเส้นทางสายสุไหงโก-ลก

นอกจากกระบวนการหลังบ้านแล้ว การจอดที่หาดใหญ่นาน ๆ ก็เป็นช่วงเวลาอันดีที่เราจะได้สรรหาของกินเพื่อสะสมสำหรับการเดินทาง ข้าวเหนียวไก่ทอดสีส้มโรยหอมเจียว เนื้อเค็มสีน้ำตาลเข้ม คืออาหารประจำสถานีชุมทางหาดใหญ่ แต่ก็เตือนไว้ก่อนว่าอย่าเพิ่งซื้อเยอะ เพราะมีอีกหลายสถานีข้างหน้าที่ของกินอร่อย ๆ รอเราอยู่ การเลือกสรรเมนูต่าง ๆ แล้วลิ้มชิมรสไปกับการเดินทางความสนุกของการเดินทางด้วยรถไฟไทย ที่สำคัญ มันทำให้เราได้รู้จักอาหารท้องถิ่นมากขึ้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

การตรวจสอบขบวนรถทั้งหมดเรียบร้อย รถไฟก็ออกเดินทางต่อเมื่อสิ้นเสียงระฆัง

เมื่อออกจากหาดใหญ่ สภาพสองข้างทางมีความเป็นเมืองขยายใหญ่โต การตัดทางรถไฟมาถึงได้สร้างจำนวนประชากรให้หลั่งไหลมาอยู่ในเมืองเศรษฐกิจแห่งนี้ ตึกรามบ้านช่องมากมายเกิดขึ้น ขยายอาณาเขตกว้างขวางจนรู้สึกได้เลยว่าหาดใหญ่เป็นเมืองหลวงของภาคใต้ตอนล่างได้ไม่ยาก ก่อนที่ภาพเมืองจะค่อย ๆ เลือนไปแล้วธรรมชาติเข้ามาแทนที่

แม้ว่ารถไฟจะออกจากหาดใหญ่มาแล้ว แต่คนในขบวนไม่ได้บางตาลงเลย ส่วนหนึ่งก็ขึ้นมาจากหาดใหญ่เพื่อเดินทางไปปัตตานี ยะลา นราธิวาส ด้วย นั่นเป็นเพราะการเดินทางด้วยถนนนั้นมีเส้นทางที่อ้อมกว่า ไม่ได้ตัดเข้าเมืองตรง ๆ อย่างรถไฟ การเดินทางด้วยขบวนรถเร็ว ไม่ได้จอดทุกสถานี เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้โดยสารที่ไม่ต้องการนั่งรถไฟท้องถิ่นแบบจอดทุกสถานี ยิ่งการซื้อตั๋วรถไฟตู้นอนในช่วงเวลากลางวันในราคาพิเศษแบบไม่คิดค่าเตียงในราคาประหยัด ทำให้ตู้นอนที่แต่ก่อนเมื่อมีคนลงแล้วก็ลงเลย กลับมีคนตีตั๋วขึ้นมาจนทำให้ที่นั่งไม่ว่างเปล่า

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

สถานีเทพา เป็นสถานีไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่ในทางโค้ง ด้านหลังสถานีเป็นบ้านเรือน ต้นไม้ใหญ่ และถังเติมน้ำรถจักรไอน้ำ อนุมานได้ว่าในอดีต สถานีเทพาเป็นหนึ่งในสถานีสำคัญของเส้นทางสายใต้ นอกจากด้านการเดินรถไฟแล้ว อาหารการกินของที่นี่เรียกได้ว่า เมื่อไหร่ที่รถไฟมาถึง เราต้องชะเง้อตัวคอยเรียกแม่ค้าที่หอบหิ้วกระเช้าเตรียมค้าขายที่ริมหน้าต่าง

เทพาอาจจะไม่คุ้นหูมากนักกับคนทั่วไป แต่ถ้าใครสักคนเคยอ่านหนังสือเรื่องผีเสื้อและดอกไม้ ที่นี่คือฉากหลังของเรื่องราวอันสละสลวยสวยงามของเด็กหนุ่มสาวชาวใต้ จนกลายเป็นหนังไทยอมตะเรื่องหนึ่ง บรรยากาศในหนังมีหลายอย่างที่ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคารสถานี ต้นไม้รกครึ้ม ผู้คนที่ขายของบนชานชาลา สะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ ส่วนสิ่งที่หายไปแล้วแน่ ๆ คือการขึ้นไปนั่งบนหลังคารถไฟและหัวรถจักรไฮดรอลิกส์รุ่นเก่า ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนนั่งรถไฟสายสามจังหวัดชายแดนน่าจะอินได้ไม่ยาก

สำหรับสถานีเทพา แกงเขียวหวานไก่ใส่ฟัก พร้อมไก่ทอดสีส้มรสเค็มราดบนข้าวสวยร้อน ๆ หอมกรุ่น คืออาหารห้ามพลาด ความคล่องแคล่วของแม่ค้าที่วิ่งหิ้วของมาเสนอขายตรงหน้าต่าง แข่งกับเวลาที่รถไฟจอดเพียงน้อยนิดแค่ 1 นาที เพียงแค่คุณเอ่ยปากไปว่าจะเอากี่กระทง เจ้าอาหารเช้าซิกเนเจอร์แห่งเทพาก็พร้อมเสิร์ฟเป็นชุด

รสชาติหวาน ๆ เผ็ด ๆ ของฟักนั้นเข้าเนื้อมาก กัดไปแล้วไม่จืดเลย ส่วนไก่ก็เค็มกำลังดี กินเพลิน ๆ พร้อมเลียนิ้วมือ ถือได้ว่าเป็นอาหารสวรรค์ของคนนั่งรถไฟสายนี้

เมื่อก่อนข้าวที่นี่ขายเป็นกระทงใบตองจริง ๆ แต่ช่วงหลัง ๆ สังเกตได้ว่ามาเป็น Traveling Kit ในถุงพลาสติก ป้าแม่ค้าบอกว่ามันง่ายกับการกิน ถ้าเป็นกระทงใบตอง จะร้อนมือเวลาจับ เมื่อราดแกงลงไปมันจะแฉะและกินลำบาก ป้าเลยอำนวยความสะดวกให้ด้วยการบรรจุข้าวใส่กระทง โปะไก่ไว้ แล้วจับแต่ละชุดลงถุงพร้อมช้อน พอขายก็ค่อยราดแกง ตอนกินก็พุ้ยเข้าปากได้โดยไม่ต้องเอามือน้อย ๆ ประคองกระทงใหญ่ กินหมดก็รวบทุกอย่าง (รวมถึงขยะอื่น ๆ) เข้าถุงแล้วเอาไปหย่อนในถุงขยะบนรถไฟต่อไป

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ปัตตานี

สถานีปัตตานี เป็นอีกที่หนึ่งที่มีคนขึ้นลงหนาตา จริง ๆ แล้วสถานีนี้ไม่ได้ชื่อปัตตานีมาแต่อ้อนแต่ออก นามที่แท้จริงคือสถานีโคกโพธิ์ ด้วยเพราะสถานีนี้ตั้งอยู่ในอำเภอโคกโพธิ์ ห่างจากตัวเมืองปัตตานีไปราว ๆ 20 กิโลเมตร แต่เพราะว่าทั้งจังหวัดปัตตานีทางรถไฟผ่านที่นี่ที่เดียว และซ้ำยังเป็นสถานีประจำจังหวัดอีก สถานีโคกโพธิ์จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีปัตตานี แล้วมีวงเล็บห้อยท้ายว่า ‘โคกโพธิ์’ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และยังคงชื่อสถานีตามพื้นที่เอาไว้ให้รู้ว่าที่นี่คืออำเภอโคกโพธิ์

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ออกจากปัตตานีแล้วเราจะผ่านสถานีนาประดู่ และตามมาด้วย สถานีวัดช้างให้ สถานีนี้เป็นที่ตั้งของ วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม ตามตำนานเล่าว่า เจ้าเมืองไทรบุรีต้องการหาชัยภูมิสำหรับสร้างเมืองใหม่ให้กับน้องสาว จึงได้อธิษฐานปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า ช้างได้หยุดตรงที่แห่งหนึ่งแล้วร้องออกมา 3 ครั้ง เจ้าเมืองจะใช้บริเวณนั้นสร้างเมืองแต่น้องสาวไม่ชอบ จึงได้สร้างเป็นวัดตรงที่นั้นแทน แล้วตั้งชื่อว่าวัดช้างให้

นอกจากตำนานวัดช้างให้แล้ว ที่นี่ยังเป็นที่สักการะบูชาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่จะเห็นเหล่าบรรดาชาวพุทธหอบหิ้วของมาไหว้บูชาบ้าง มาแก้บนบ้าง ไม่ก็มาทำบุญบ้างมากับรถไฟแล้วลงที่สถานี เดิมทีที่นี่ไม่มีสถานี ใครจะมาวัดต้องไปลงที่สถานีป่าไร่ หรือสถานีนาประดู่เท่านั้น พอคนมามาก ๆ เข้า ก็เลยอำนวยความสะดวกโดยการสร้างสถานีซะเลย อยู่หน้าวัดชนิดเรียกว่าลงปุ๊บ เดินหน่อยก็ถึงปั๊บ

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ระหว่างทางนั้นขบวนของเราสวนกับรถไฟท้องถิ่นมาประปราย จะว่าไปแล้วชีวิตคนในสายใต้ตอนล่างใช้รถไฟเดินทางกันเรียกได้ว่าเป็นประจำเลยดีกว่า มีรถท้องถิ่นเชื่อมระหว่างสุไหงโก-ลก ไปสุราษฎร์ธานี จากสุไหงโก-ลก ไปยะลา หรือแม้แต่ไปนครศรีธรรมราชหรือพัทลุง 

ขบวนที่สวนมา เต็มไปด้วยผู้คนทุกที่นั่ง ตู้ขบวนก็สีไม่เหมือนกับรถไฟแถวกรุงเทพฯ ออกจะเป็นสีเขียว-ขาว ซึ่งเราจะเห็นรถสีนี้ได้แค่ทางสายใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ชุมพรลงมาเท่านั้น แถมที่ไม่เหมือนใคร คงเป็นเก้าอี้นั่งที่ทำจากไม้สักสีน้ำตาล เห็นแล้วชวนปวดก้นไม่ใช่น้อย และในทุก ๆ ขบวน จะมีตู้ขนสัมภาระ 1 ตู้ ที่คอยไว้ขนมอเตอร์ไซค์ กล่องพัสดุ ถุงกระสอบใบใหญ่ หรือแม้แต่สะตอและลองกอง

บางทีสีเขียวของตู้โดยสารรถท้องถิ่นสายใต้ อาจจะมีแรงบันดาลใจมาจากสะตอก็ได้มั้ง

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ยะลา

เรามาถึงครึ่งทางของเส้นทางนี้แล้ว จังหวัดยะลาตั้งอยู่ริมแม่น้ำปัตตานี มีสะพานรถไฟสีดำทะมึนทอดข้ามลำน้ำเข้ามาที่ตัวเมือง ยะลาถือว่าเป็นเมืองที่คึกคักมาก

สถานียะลา ค่อนข้างแปลก ดูเหมือนอาคารพาณิชย์มากกว่าสถานีรถไฟ ทางเข้าเป็นตึกแถวสูงและมีเพียงชานชาลาเท่านั้นเองมั้ง ที่ทำให้รู้ว่าที่นี่คือสถานีรถไฟ

เดิมทีนั้นสถานียะลาก็เป็นอาคารสถานีทั่วไปนี่แหละ การเอาพื้นที่สถานีมาพัฒนาเชิงพาณิชย์นั้นเริ่มต้นมาราว ๆ 20 กว่าปีได้ เมื่อการรถไฟฯ ก็ต้องการหารายได้จากที่ดินของตัวเอง และสถานีรถไฟเองก็เป็นทำเลทองที่พัฒนาเป็นย่านการค้าได้ เพราะตั้งอยู่ในตัวเมืองมีชุมชนล้อมรอบ การสร้างอาคารพาณิชย์ควบรวมกับสถานีรถไฟจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในยุคนั้น นอกจากร้านค้าแล้วก็ยังมีสำนักงาน โรงแรม และอื่น ๆ อยู่ในตึกนั้นควบคู่กับสถานีรถไฟ จะเห็นได้ชัด ๆ ก็ที่สถานียะลา ชุมทางหาดใหญ่ อุตรดิตถ์

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ที่ยะลา เราไม่อยากให้คุณพลาดไก่ฆอและ (ไก่กอและ) เป็นอาหารพื้นถิ่นรสชาติจัดจ้านด้วยเครื่องเทศคลุกกับกะทิสีออกแดง ๆ รสชาติติดหวาน บ้านเกิดเมนูนี้เขาว่าอยู่ที่ปัตตานี ก่อนจะกระจายมาเรื่อย ๆ ในภาษามลายูจะเรียกว่า Ayam Golek คำว่า Ayam แปลว่าไก่ ส่วน Golek แปลว่ากลิ้ง ก็คงหมายถึงเวลาปิ้งไก่ก็ต้องกลิ้ง ๆ ๆ ไปนั่นแหละ แม่ค้าที่นี่ขายกันคึกครื้น ไม่ต่างอะไรกันกับข้าวแกงกระทงที่สถานีเทพาเลย ถ้าเราช้าก็อาจอดกินได้ ซึ่งแน่นอนเราอด ช่างน่าเศร้า มาตั้งไกลไม่ได้กิน

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ตั้งแต่ยะลาเป็นต้นไป คนบนรถหายไปเกือบครึ่ง มีที่ว่างมากพอให้สลับหน้าต่างซ้ายขวาดูวิวได้มากขึ้น ทัศนียภาพจะเริ่มเปลี่ยนไป ความเป็นป่ามีมากขึ้น มีภูเขาที่ยอดจับด้วยเมฆและหมอกกระจายตัวไปทั่ว อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าใสไร้ฝุ่น บ้านเรือนจับกลุ่มกันเป็นชุมชนที่มีทั้งผสมผสานไทยพุทธและไทยมุสลิม หรือแม้แต่เป็นหมู่บ้านที่มีคนมุสลิมอาศัยอยู่ล้วน ๆ

ทางรถไฟสายนี้ผ่านปัตตานีและยะลาในระยะแค่ไม่กี่กิโลเมตร เหมือนว่าทางรถไฟแค่ตัดผ่านบางส่วนของจังหวัดเท่านั้น สถานีที่ถัดจากยะลาเป็นต้นไปมีการล้อมรั้วเขตสถานีแน่นหนา มีรั้วลวดหนามรวมถึง เราสังเกตได้ว่าตรงสุดขอบรั้วนั้นมีประตูเปิดปิดได้ หมายความว่าเมื่อขบวนสุดท้ายของวันผ่านไป สถานีจะปิดประตูกั้นทางรถไฟเอาไว้ คงด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของตัวอาคารสถานีและอุปกรณ์ของรถไฟทั้งหมด

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

รถไฟเคลื่อนตัวมาจนถึงชายแดนระหว่างยะลาและนราธิวาส เส้นแบ่งเขตจังหวัดเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายบุรี แม่น้ำเส้นใหญ่ที่โอบล้อมด้วยป่า มีสะพานรถไฟขนาดใหญ่ตั้งอยู่เป็นชุด วิ่งผ่านทีเสียงดังกึงกัง เพื่อนร่วมทางของเราบอกว่าสะพานกลุ่มนี้เป็นเหมือนจุดสังเกตที่บอกคนนั่งได้ว่ากำลังจะถึงสถานีรือเสาะ และเข้าเขตจังหวัดนราธิวาส จังหวัดสุดท้ายของเส้นทาง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

นราธิวาส

สถานีรถไฟตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปจะเริ่มมีชื่อแปลก ๆ ไม่คุ้นหู จากก่อนหน้านั้นเป็นชื่อที่เรารู้สึกคุ้นหู เช่น นาม่วง วัดควนมีด จะนะ เกาะสะบ้า เทพา นาประดู่ คลองทราย หลังจากยะลาก็เข้าสู่พื้นที่ของสถานีชื่อพื้นถิ่น ที่ต้องตั้งใจอ่านและสนุกสนานไปกับการตามหาความหมายว่า สถานีนั้นชื่อแปลว่าอะไร

สถานีรือเสาะ เป็นอีกหนึ่งสถานีสำคัญของเส้นทาง อำเภอนี้คนนิยมเดินทางด้วยรถไฟมาก ทำให้คนในขบวนเริ่มดูโล่งตาขึ้นอีก ชื่อของรือเสาะเป็นภาษามลายู แปลว่า ‘ต้นสักน้ำ’ พันธุ์ไม้ชนิดนี้พบได้ทางภาคใต้ ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายบุรี ลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อนต้นใหญ่ ซึ่งเป็นไม้สักคนละแบบกับของภาคเหนือ คนท้องที่จะเรียกรือเสาะอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ยะบะ’ แปลว่าการแสดงความคารวะโดยการจับมือกันด้วยไมตรีจิต

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

ขบวนรถไฟของเราก็ยังคงเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ ผ่านสถานีชื่อแปลกหูอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านสะโลว์บูกิ๊ตยือแร (บูกิ๊ตแปลว่าภูเขา) สถานีลาโละ (ชื่อต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์) สถานีมะรือโบ (ต้นไม้เนื้อแข็งชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นสูงใหญ่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน) ที่หยุดรถกะแด๊ะ (อันนี้สะดุดตามากว่าต้องมีคนอ่านผิดแน่ ๆ) จนมาจอดที่สถานีตันหยงมัส

ตันหยงมัส คนจะคุ้นเคยชื่อนี้จากพันธุ์ลองกองสุดอร่อย ตันหยงมัสคือชื่อสถานีรถไฟที่เป็นสถานีประจำจังหวัดนราธิวาส ตั้งอยู่ในอำเภอระแงะ ห่างจากตัวเมืองนราธิวาสไปประมาณ 20 กม.

ตันหยงมัสมีความหมายที่สวยงาม

ตันหยง หมายถึง ต้นพิกุล หรือแหลม (แผ่นดินที่งอกออกไป)

มัส หมายถึง ทอง (มาศ)

ตันหยงมัส คือต้นพิกุลทอง ซึ่งก็มีอีกความหมายหนึ่งเช่นกัน ก็คือ แหลมทอง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

เหลือระยะอีกไม่มากรถไฟขบวนนี้ก็ถึงปลายทางสุไหงโก-ลก หลังจากออกเดินทางมาร่วม 20 ชั่วโมง ช่วงสุดท้ายของการเดินทาง จำนวนผู้โดยสารเริ่มบางตาลงหลังจากลงชุดใหญ่ไปแล้วที่ตันหยงมัส พี่ ๆ อาสาฯ ยังคงทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบนรถไฟตลอดเวลา พี่อาสาฯ ที่ประจำตู้เราเป็นผู้หญิงดูทะมัดทะแมงในชุดพราง ใบหน้าแต่งด้วยเครื่องสำอางสะสวย พี่สาวอาสาฯ เล่าให้ฟังว่าเป็นอาสาฯ มา 20 ปีแล้ว

“ก็ยังอยากทำงานแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ เพราะถ้าไม่ทำงานตรงนี้ก็ต้องไปค้าขาย เขาก็มีเพื่อนอาสาฯ ด้วยกันเยอะนะ หายไปก็หลายคนอยู่ บางคนไม่ได้ร่ำลากันด้วยซ้ำ”

เราถามพี่เขาว่ากลัวไหม พี่สาวตอบแทบจะทันควัน “ไม่กลัว พี่ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว ชีวิตเรามันก็แค่นี้แหละ พี่มีความสุขกับที่พี่ทำ เขาก็ดูแลเราดี”

“เนี่ย เดี๋ยวออกสุไหงปาดีไปก็ถึงสุไหงโก-ลก แล้ว มากี่วันล่ะน้อง จะไปไหนมาไหนก็หูตาไวหน่อยนะ จริง ๆ มันก็ไม่น่ากลัวหรอก ถ้าคนต่างถิ่นที่ไม่คุ้นก็ต้องช่างสังเกตหน่อย คนโก-ลก ใจดี ลองไปกินก๋วยเตี๋ยวหลังสถานีนะ อร่อยดี” พี่อาสาฯ พูดไหลไปเรื่อยชนิดที่ว่าคนพูดเก่งอย่างเรายังพูดตามไม่ทัน เราแลกเปลี่ยนอะไรกันเยอะมาก เผลอแป๊บเดียวรถไฟก็ถึงสถานีสุไหงโก-ลก ปลายทางของรถไฟขบวนนี้ในช่วงเวลาเกือบเที่ยง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

สุไหงโก-ลก

สถานีสุไหงโก-ลก เป็นสถานีสุดท้ายในเส้นทางสายใต้ และเป็นสถานีที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่สุด ด้วยระยะทางกว่า 1,159 กิโลเมตร

สุไหง แปลว่า แม่น้ำ

โก-ลก แปลว่า คดเคี้ยว

สุไหงโก-ลก จึงหมายถึงแม่น้ำที่คดเคี้ยว ซึ่งนั่นก็คือแม่น้ำที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับรัฐกลันตันของมาเลเซีย ในอดีตนั้นมีทางรถไฟเดินทางต่อไปรัฐกลันตัน ตรังกานู ในประเทศมาเลเซีย และสุดสายอยู่ที่สิงคโปร์

เดิมทีที่นี่เป็นสถานีชายแดนเหมือนกับปาดังเบซาร์ที่ฟากสงขลา ตัวอาคารสถานีตั้งอยู่ตรงกลางมีทางรถไฟล้อมรอบไว้ ถ้าว่ากันตรง ๆ มันคือสถานีที่เป็นชานชาลาเกาะ (Island Platform) ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่สถานีสุไหงโก-ลก กับสถานีชุมทางบ้านภาชี ที่อยุธยาเท่านั้น ตัวอาคารมีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่แปลกตาทีเดียว จะว่าไทยก็ไม่ไทย จะว่าโมเดิร์นก็ไม่ใช่ น่าจะเป็นรูปแบบผสมผสาน ที่ปลายสุดของชานชาลาฝั่งมาเลเซียมีอาคารหลังคาโดมทรงกลม ส่วนด้านฝั่งประเทศไทยเป็นอาคารหลังคาทรงไทย

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

จากอาคารสถานีมีสะพานลอยข้ามย่านออกไปทางฝั่งอำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งปัจจุบันสะพานไม่ได้ใช้แล้ว ใครจะเดินเข้าอำเภอก็ใช้ทางข้ามบนทางรถไฟได้เลย

ในอดีตสถานีแห่งนี้คึกคักมาก นอกจากเป็นสถานีเชื่อมต่อออกสถานีไปรันตูปันยังที่ฝั่งมาเลเซียแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งขนสินค้าจากฝั่งมาเลเซียเข้ามาที่ไทยอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง รวมถึงคนมาเลเซียและคนไทยที่เดินทางข้ามไปมาผ่านพรมแดนแห่งนี้ด้วย 

แม้ว่าในตอนนี้การเดินรถไฟข้ามไปมาระหว่างไทย-มาเลเซียของสุไหงโก-ลก จะปิดตัวลงไป และไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเชื่อมกันอีกเมื่อไหร่ แต่ทางการก็ได้ปรับปรุงสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโก-ลก เผื่อว่าสักวัน ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะทำให้เส้นทางสายนี้ได้กลับมาเชื่อมต่อผ่านเส้นทางรถไฟได้อีกครั้งเหมือนในอดีต

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

กลับหาดใหญ่

เราไม่ได้วางแผนที่จะค้างคืนที่นี่ เราเลือกนั่งรถไฟกลับไปหาดใหญ่ พี่ ๆ อาสาฯ ที่มากับขบวนรถเร็ว 171 ก็ต้องเดินทางกลับกับขบวน 172 เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยต่อ

บรรยากาศการเดินทางกลับไปหาดใหญ่นั้นมันก็เหมือนขามา อากาศช่วงบ่ายค่อนข้างร้อนอบอ้าวทีเดียว ท้องฟ้าใส ๆ ก็เริ่มมีเมฆจับหนาขึ้น บางก้อนดำทะมึน เป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานฝนคงเทลงมาแน่นอน แล้วก็จริง อากาศภาคใต้ค่อนข้างเดาใจยาก เดี๋ยวแดด เดี๋ยวครึ้ม เดี๋ยวฝน

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

เหล่าบรรดาผู้โดยสารเปลี่ยนจากคนลงเมื่อถึงปลายทางในช่วงเช้า กลายเป็นคนที่เริ่มต้นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แทน ผู้โดยสารเริ่มขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ไล่มาตั้งแต่เจาะไอร้อง ตันหยงมัส มะรือโบ รือเสาะ ไล่มาเรื่อย ๆ จากที่นั่งว่าง ๆ เริ่มเต็มจนแน่นตาที่ยะลาและปัตตานี

แดดบ่ายเริ่มคล้อยลง ป่าเขตร้อนที่เขียวชอุ่มเปลี่ยนเป็นทุ่งกว้าง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเมืองขึ้นเรื่อย ๆ จนในช่วงบ่ายแก่ขบวนรถเร็ว 172 เข้าจอดที่สถานีหาดใหญ่

หลายคนลงจากขบวนรถ และอีกหลายคนขึ้นมาบนรถ กลุ่มอาสาฯ สิ้นสุดภารกิจใจวันนี้แล้ว ก่อนจากกัน พี่สาวอาสาฯ ที่นั่งคุยกันมาตลอดทางบอกว่า “มาเที่ยวใต้อีกนะน้อง ไว้มีโอกาส หวังว่าเราคงได้เจอกันอีกนะ”

“ผมขอบอกว่า โอกาสหน้าเราจะต้องเจอกันอีกนะพี่ รักษาตัวนะครับ”

ภายใต้หน้ากากอนามัยสีฟ้านั้น เราเห็นนัยน์ตาที่บ่งบอกได้ว่าเจ้าของใบหน้ายิ้มอยู่ และเป็นยิ้มที่กว้างน่าดูทีเดียว

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load