โม-ทัศนัย แมตา เป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของครอบครัวที่ทำอาหารอินเดียขายมา 70 ปีแล้ว เขาก็ยังคงรับช่วงต่อทำอาหารขาย แต่ต่างกันตรงที่เขาขายอาหารออนไลน์ผ่านเพจที่ชื่อ Curry & Co

Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง

บางเมนูที่เขาทำขายหาไม่ได้ในร้านอาหารอินเดียทั่วไป ถึงมีก็หน้าตาไม่เหมือนกันจนคิดว่าเป็นคนละเมนู 

ไม่ใช่เพราะอยากทำให้ไม่เหมือน แต่อาหารของเขาถอดออกมาจากตำราอาหารและประวัติศาสตร์ ก่อนที่หน้าตาของเมนูนั้นจะถูกพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

เขาใช้เวลาทำแต่ละเมนู รวมเวลาทุกกระบวนการแล้วนานเป็นเดือน

เนื้อหาในเพจ Curry & Co แทนที่จะอธิบายรสชาติ แต่เขาเลือกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอาหารชนิดนั้น

ทำให้ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าจะจัดหมวดหมู่ Curry & Co อยู่ในหมวดหมู่อาหารหรือประวัติศาสตร์ดี

Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง
1

ถ้าเข้าไปดูในเพจหรืออินสตาแกรม เราจะเจอกับรูปอาหารสวยงาม มองดูด้วยตาประกอบเข้ากับชื่อเพจ ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นแกงโดยเฉพาะแกงอาหารอินเดีย

จะเรียกว่าเพจอาหารอินเดียก็ไม่ถูก เพจ Curry & Co นี้คล้ายจะเป็นสารานุกรมอาหารในหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกเสียมากกว่า และถ้าจะพูดถึงแค่อาหารอินเดีย ก็ยังเรียกได้ไม่เต็มปาก หากได้อ่านเรื่องราวที่มาของแต่ละเมนูที่เขาเขียน

Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง

“แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของอาหารที่เขียนในเพจ แทบไม่ใช่อาหารอินเดียเลย” โมบอกกับผม

“ส่วนใหญ่เป็นอาหารเปอร์เซียที่คนอินเดียรับอิทธิพลเข้ามาหรือเอามาดัดแปลง จนถึงทุกวันนี้เชื่อว่าแม้แต่คนทำร้านอาหารอินเดียบางคน ก็ยังไม่รู้ที่มาของอาหารที่ตัวเองทำเลยว่ามีที่มาจากอะไร ผมคุยกับเจ้าของร้านบางร้านก็บอกว่าเขาบอกให้ทำแบบนี้กันมา อาหารหลายอย่างมันหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมโดยความไม่รู้ที่มา”

เหตุผลที่โมสร้างเพจขึ้น เพื่ออยากสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารอินเดียที่ขายอยู่ในต่างประเทศ รวมถึงในบ้านเรา ด้วยวิธีการเล่าถึงประวัติศาสตร์ให้เห็นถึงต้นทาง หรือต้นฉบับของอาหารเมนูใดหนึ่ง แต่ไม่ได้เล่าแค่อย่างเดียว เขาเลือกปรุงมันขึ้นมาจริงๆ ด้วยวัตถุดิบและวิธีการตามตำราที่เขาศึกษา

2

ตระกูลของโมเป็นชาวอินเดียที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ไทยตั้งแต่รุ่นทวด ที่บ้านของเขาทำอาหารกันมารุ่นต่อรุ่น เขาซึมซับการทำอาหารติดตัวมาบ้าง แต่อาชีพหลักของเขาไม่เกี่ยวข้องกับอาหารเลยสักนิด โมมีอาชีพเป็นช่างซ่อมบำรุงเครื่องบิน และมีประวัติศาสตร์เป็นความสนใจส่วนตัว 

“ส่วนตัวชอบเรื่องประวัติศาสตร์ทางการทหารและสงคราม เพราะชอบดูหนัง และเกี่ยวข้องกับงานที่เคยทำเมื่อก่อนซ่อมคือเครื่องบินรบ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาทำเครื่องบินพาณิชย์แล้ว”

ผมเพิ่งเชื่อมโยงภาพได้เมื่อไม่นานนี้ว่า ประวัติศาสตร์ของการทหารและสงครามเชื่อมโยงกับอาหารมาตลอด โดยเฉพาะในยุคล่าอาณานิคม เกิดการเดินทางไปทั่วโลก และสิ่งที่เคลื่อนที่ไปด้วยนั้นคืออาหาร

“ในยุคอาณานิคม คนที่อพยพถิ่นฐานในยุคอาณานิคมคือแรงงานและทหาร สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อใครก็ตามต้องย้ายถิ่นฐานเป็นเวลานาน อาหารเป็นสิ่งที่บรรเทาอาการคิดถึงบ้านในต่างแดน เกิดการเคลื่อนย้ายอาหาร ผสมผสานเข้ากับการกินแบบท้องถิ่นใหม่ อาหารหลายชนิดก็เกิดจากผู้ย้ายถิ่นฐาน

“อีกอย่างคืออาหารอินเดียเป็นคอมฟอร์ตฟู้ด เพราะมันดีต่อใจ ดีต่อร่างกาย เขาไม่ได้บริโภคเนื้อสัตว์เป็นหลัก เมื่ออาหารไม่ใช้เนื้อสัตว์ เลยง่ายต่อการปรับเปลี่ยนไปตามภูมิประเทศและภูมิอากาศใหม่ อยู่ในทะเลทรายหรืออยู่ใกล้ทะเล ก็มีทางเลือกของวัตถุดิบในการทำอาหารอยู่ดี 

“นี่คือจุดเริ่มต้นเวลาผมเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ มักเจออาหารที่คล้ายกับของที่เรารู้จักเลย”

Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง
Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง
3

อาชีพที่มีโอกาสเดินทาง ทำให้เห็นความหลากหลายของวัฒนธรรมอาหาร เป็นที่มาและจุดเริ่มต้นในการทำคอนเทนต์อาหารที่ทั้งอ่านและกินได้ขึ้นมา

“ผมชอบเก็บหนังสือสูตรอาหารเก่าๆ เริ่มจากหาเมนูซึ่งใช้วัตถุดิบที่พอจะหาได้ในบ้านเรา เริ่มจากเดินไปซื้อวัตถุดิบ เริ่มจากพวกเครื่องเทศเป็นหลัก ทดลองทำให้คนใกล้ตัวอย่างเพื่อนและครอบครัวลองกินก่อนว่ามันโอเคไหม บางทีเขาก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าเมนูนี้มันดีหรือเปล่า เพราะเขาไม่เคยกินมาก่อน แต่ผมก็จะมีที่ปรึกษาหลักเวลาทำอาหาร คือเพื่อนที่เป็นเชฟที่อินเดีย คอยปรึกษากันตลอด

“เมื่อปรุงอาหารเสร็จเรียบร้อยได้รสตามที่ต้องการก็นำมาถ่ายรูป แล้วก็ไล่อ่านประวัติศาสตร์ หาจากแหล่งข้อมูลเป็นสิบๆ ที่ บางครั้งอาหารจานเดียวมีเรื่องเล่าเป็นสิบอย่าง ผมก็ต้องไปวิเคราะห์ว่าข้อมูลไหนน่าเชื่อถือได้บ้าง หรือดูเป็นไปได้ที่สุด ถึงค่อยนำมาโพสต์ลงเพจ”

โมลำดับวิธีการทำงานต่อหนึ่งเมนูที่เขาศึกษา โดยที่ทำ 1 เมนู ใช้เวลารวมๆ กันประมาณ 1 เดือน

“บางทีก็จะมีคนที่ตามเพจมาบอกว่าทำไมผมหายไปนาน ที่หายไปเพราะหนึ่งเมนูต้องใช้เวลาในการศึกษาและทดลองทำนานมาก จนมั่นใจว่าพร้อมขายและเขียนลงเพจ” โมเล่า

“แรกๆ ก็ขายยากเหมือนกัน ผมรู้เลยว่าบางคนไม่ได้อ่าน เห็นว่าเป็นแกงก็ถามว่าแกงอะไร ทั้งที่ใส่ข้อมูลไปหมดแล้ว (ยิ้ม)

“ผมอยากให้เขารู้ว่าอาหารที่ขายไม่ใช่เมนูที่หาได้ทั่วไป บางคนคุยกัน ผมก็ส่งไปให้เขาลองชิมเฉยๆ เลยก็มี จนเริ่มมีคนที่ติดตามอยู่กลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่เขาสนใจอาหารจริงๆ”

Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง
4

“บางเมนูเริ่มจากสูตรอาหารก่อน แต่บางเมนูก็เริ่มจากประวัติศาสตร์ของมันก่อน เพราะผมรู้ที่มาของมันอยู่แล้ว 

“เราเห็นว่าร้านอาหารอินเดียบางร้านก็ขายแบบไม่เข้าใจที่มาของมัน ยกตัวอย่างเช่น ‘แกงวินดาลู’ หลายๆ ร้านที่ผมไปกินแล้วคุยกับเจ้าของ รูปร่างหน้าตาของแกงข้นและมีมันฝรั่ง แต่แกงวินดาลู (Vindaloo) เป็นแกงสัญชาติอินเดีย มีที่มาจากเมือง กัว (Goa) เมืองที่เป็นศูนย์กลางอาณานิคมของโปรตุเกสในอินเดีย 

“เรื่องราวของแกงวิดาลูมีที่มาจากการเดินเรือของโปรตุเกส และต้องเตรียมของเพื่อใช้ทำอาหารสำหรับการเดินทางอันยาวนานจากโปรตุเกสมาสู่เอเชีย หนึ่งในอาหารบนเรือคือ Carne Vinha d’alhos หรือเนื้อสัตว์ (ที่ทำให้สุก) หมักในกระเทียมและไวน์แดง อาหารชนิดนี้ถูกเก็บไว้ในถังและจะนำมากินระหว่างเดินทาง จนมาถึงอินเดีย เมนูนี้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเมนูแบบท้องถิ่นโดยคนพื้นถิ่น จากอาหารที่ไม่มีรสเผ็ด ก็มีรสที่เผ็ดจากการใส่เครื่องเทศ เปลี่ยนจากไวน์แดงที่ใช้หมัก เป็นน้ำส้มสายชูตามวัฒนธรรมการกิน 

“จากอาหารแบบยุโรป กลายเป็นอาหารอินเดียรสเผ็ด 

“ความเข้าใจผิดที่ทำให้มีมันฝรั่งในแกงเกิดจากความเข้าใจผิดในเรื่องภาษา คำว่า ‘Alhos’ ที่แปลว่ากระเทียมในภาษาโปรตุเกส คนทำมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคำว่า ‘Aloo’ ที่แปลว่ามันฝรั่งในภาษาฮินดี เลยใส่มันฝรั่งเข้าไปในแกงวินดาลูในเวอร์ชันอาหารอินเดีย

“ร้านอาหารอินเดียหลายร้านใส่มันฝรั่งในแกงวินดาลูแบบไม่รู้ถึงที่มา ปรับแกงให้ข้นขึ้นด้วย เพื่อให้เข้ากับมันฝรั่ง ผมเลยอยากทำแกงวินดาลูที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับ ซึ่งจะมีแค่พริก น้ำส้มสายชู และกระเทียม ในการให้รสเท่านั้น 

“คนมักคิดว่าคนอินเดียไม่กินหมู จริงๆ แล้วเป็นแค่บางส่วนในคนที่นับถือมุสลิม เลยมักจะไม่ใช้หมูกับแกงวินดาลู แต่ที่จริงในตอนเริ่มต้นแกงวินดาลูมีส่วนผสมของเนื้อหมู

“เหตุผลที่เนื้อสัตว์ในแกงวินดาลูแบบต้นฉบับเป็นเนื้อหมู เพราะชาวโปรตุเกสได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองกัว และต้องการเปลี่ยนความเชื่อของชาวท้องถิ่นให้นับถือศาสนาคริสต์และสอนให้กินหมู แกงวินดาลูที่เมืองกัวก็ยังคงเป็นแกงที่ใส่หมู และไม่ใส่มันฝรั่งแบบดั้งเดิมเช่นเดียวกัน

“ที่ผมอยากทำแกงวินดาลูคือการให้คนได้รู้จักที่มาของอาหาร เพราะถ้าคนรู้จักแล้ว เขาจะเข้าใจว่าอาหารชนิดนั้นมันถูกออกแบบมาด้วยวิธีคิดอย่างไร”

Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง
5

ถ้าอ่านจากชื่อเมนูคร่าวๆ อาหารในเพจ Curry & Co เป็นอาหารที่แทบหากินตามร้านอาหารอินเดียไม่ได้เลย เช่น Yakhani (ยัคณี) อาหารที่มีต้นกำเนิดจากเปอร์เซีย ไปสู่เอเชียกลาง และมาถึงอินเดียในสมัยของพระเจ้าอักบาร์มหาราช หรือ Junglee Maas แกงรสร้อนแรงแบบรัฐราชสถานของอินเดีย ไปจนถึง Dak Bungalow แกงอินเดียรสอ่อนปรุงเครื่องเทศน้อยเพื่อให้ถูกปากคนอังกฤษในยุคอาณานิคม ล้วนเป็นเมนูที่ยกตัวอย่างมาเพื่อให้เห็นภาพของอาหารอินเดียในแบบ Curry & Co

ส่วนเมนูที่เขามักจะเขียนถึงและทำบ่อยๆ คือข้าวหมกแบบต่างๆ เขาบอกว่าข้าวหมกเป็นเมนูที่คนมักเข้าใจผิด และเริ่มหาความหลากหลายได้ยากในร้านอาหาร

“เราจะเห็นว่าร้านจะทำข้าวหมกเอาไว้อยู่แล้ว หลายคนใช้ผงกะหรี่ แล้วแค่เปลี่ยนเครื่องหรือเนื้อสัตว์ที่กินด้วยกัน เช่น ไก่ เนื้อ ปลา หรือแพะ แต่จริงๆ แล้ว ข้าวหมกเนื้อสัตว์แต่ละชนิดมีวิธีที่แตกต่างกัน

Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง

“เมนูข้าวหมกเป็นเมนูที่ทำให้ผมรู้ว่าสามารถเอาข้าวชนิดหนึ่งมาทำเป็นอาหารได้ร้อยกว่าแบบ ที่อินเดียภาษาและสำเนียงจะเปลี่ยนไปทุกๆ สิบสองกิโลเมตร ข้าวหมกก็เปลี่ยนไปทุกสิบสองกิโลเมตรเช่นกัน” โมอธิบายความมากมายของข้าวหมกที่อินเดียได้อย่างเห็นภาพ

“เราเห็นข้าวหมกว่ามีสีส้ม สีเหลือง หรือสีขาว แตกต่างกัน มันขึ้นอยู่กับวัตถุดิบของแต่ละท้องถิ่นเลย อย่างของอินเดียภาคเหนือที่ได้รับอิทธิพลเปอร์เซียใช้หญ้าฝรั่นในการหุงข้าว สีเลยจะออกส้ม ภาคใต้จะใช้ขมิ้นแทนข้าวเลยจะออกเหลือง หรือข้าวหมกของภาคตะวันออกที่เขากินอาหารทะเลอยู่แล้ว ลักษณะของการหุงข้าวจะไม่ใส่เกลือเลย เพราะมีรสเค็มในอาหารทะเลอยู่แล้ว นี่พูดถึงแค่ข้าวหมกในอินเดียอย่างเดียวนะ ยังมีข้าวหมกแบบเปอร์เซียอีกเยอะมาก” 

โมรู้สิ่งเหล่านี้จากการเดินทาง และไม่มีตำราไหนที่เขียนบอก

อิหร่าน โมร็อกโก และอียิปต์ ล้วนเป็นประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารเปอร์เซีย และเขาเล่าว่าตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้เรื่องอาหารจากประเทศเหล่านี้

“เราต้องเปิดใจกินก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าคุณไม่เปิดใจกินทุกอย่าง ก็จะไม่มีทางรู้ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร เมื่อเปิดใจลองกินทุกแบบแล้ว ไม่ต้องไปถามใครหรอกว่าอะไรผิดหรือถูก เราจะพิจารณาได้เองว่าอะไรคือผิด อะไรคือถูก” คำตอบของเขาทำให้เห็นถึงความอยากเรียนรู้แบบเปิดใจ

Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง
Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง
6

“ผมไม่ได้ขายอาหาร แต่ผมขายประสบการณ์ ประสบการณ์คือ เหมือนว่าเราอยากจะย้อนรอยกลับไปกินแบบที่ในสมัยก่อนเขากินกัน แต่เราทำไม่ได้แล้ว เช่น ผมอยากทำกินอาหารฝีมือคุณย่า แต่คุณย่าก็ไม่อยู่แล้ว ผมอาจจะทำได้ไม่เหมือนคุณย่า แต่ก็จะตั้งมาตรฐานไว้ว่าอยากให้เหมือนได้สักแปดสิบเปอร์เซ็นต์

“ในเพจเล่าเรื่องวัตถุดิบเป็นหลัก ผมอยากให้คนรู้ที่มาของวัตถุดิบ บางอย่างอาจจะไม่เคยกินเพราะเป็นเมนูเก่ามาก แต่ก็พยายามหาวัตถุดิบที่ใช้ให้ใกล้เคียงกับที่เขาใช้กันให้มากที่สุด เช่น บางเมนูเขาใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์เผา ก็พยายามจะหามาให้ใกล้เคียง ให้รู้ว่าเมื่อก่อนเขากินกันอย่างนี้ ผมว่าวัตถุดิบหลายๆ อย่างมันหายไปเลยหลังจากที่มนุษย์คิดค้นผงชูรสขึ้นมาแล้ว (หัวเราะ) สิ่งที่ผมต้องการทำคือ พาทุกคนย้อนกลับไป ณ จุดนั้น เพื่อให้กินอาหารที่ไม่มีวัตถุดิบสังเคราะห์หรือวัตถุดิบกันเสีย

“ผมว่าการที่เราจะไปกินอาหารโดยการฟังรีวิวมันไม่ได้ช่วยอะไร เรื่องรสชาติมันบรรยายผ่านการรีวิว ผ่านวิดีโอ หรือตัวหนังสือ ไม่ได้อยู่แล้ว ผมอยากให้คนกินอาหารผ่านความรู้และความรู้สึกมากกว่ารสชาติ สิ่งหนึ่งที่เราจะพาคนย้อนเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ได้ใกล้เคียงที่สุดคืออาหาร มันมีสัมผัสทั้งห้าที่ครบ และจะพามนุษย์กลับไปสัมผัสประวัติศาสตร์ได้

“การที่คนรู้จักประวัติศาสตร์ ทำให้ช่วยสร้างภาพวิวัฒนาการของอาหารเมนูนั้นจริงๆ ให้ชัดเจนขึ้นได้ด้วย ถ้าลองให้คนได้ย้อนกลับไปกินได้ใกล้เคียงตันฉบับจริงๆ ก็อาจจะเข้าใจว่ามันเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลามาได้อย่างไร

“ตั้งแต่เปิดเพจมายังไม่เคยบูสต์โพสต์เลย อาหารจะขายได้หรือไม่ได้มันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมชอบให้คนเข้ามาอ่าน ชอบทัศนคติของคนที่สามารถเรียนรู้ไปด้วยกันได้ เคยคิดเรื่องเปิดร้านอาหารของตัวเองอยู่บ้าง อยากจะเปลี่ยนคอนเซปต์อาหารไปทุกๆ เดือน เช่น เดือนนี้เป็นธีมเดินเรือของสเปน อีกเดือนอาจจะเป็นเรื่องเส้นทางสายไหม” 

Curry & Co เพจประวัติศาสตร์อาหารที่แกะสูตรแกงจากประวัติศาสตร์ให้ออกมากินได้จริง

หากสนใจรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของเครื่องแกง และชิมรสแกงที่แกะสูตรจากประวัติศาสตร์ โมจะอาหารขายเฉพาะทางเพจ Curry & Co และถนนคนเดินคลองโอ่งอ่างทุกวันศุกร์-อาทิตย์

Writer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load