หลาย ๆ เหตุการณ์ในช่วงนี้ทำให้อยากเขียนถึงสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จริง ไม่เชี่ยวชาญอีกครั้ง

นั่นคือเมือง Curon (คูรอน)

ที่มาที่ไปก็คือ ดูหนังทาง Netflix อยู่ดี ๆ นี่ล่ะ ก็หาหนังอิตาเลียน ก็ให้มาเจอเรื่องนึงชื่อ Curon

Curon เป็นหนังระทึกขวัญ (Thriller) ที่สนุก ฉลาด ในหนังไม่ได้พูดอะไรถึงเมืองนี้มากนัก เพียงแต่ใช้เป็นฉากหลัง คนดูที่ไม่ใช่อิตาเลียนอาจจะมีงง ๆ ด้วยซ้ำว่าทำไมตัวละครบางตัวพูดเยอรมัน

หนังพูดถึงแต่เรื่องเมืองจมน้ำ และเหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่า ถูกจมเพราะครอบครัวหนึ่งทำให้จม ผู้คนก็เลยชิงชังมาจนถึงวันนี้

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix

แต่หนังก็คือหนัง ถ้าไม่ใช่สารคดี ก็ต้องฟังหูไว้หู ดูตาไว้ตา ตกลงเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่หนอ ก็เลยเริ่มหาอ่านตามเว็บต่าง ๆ เผื่อจะได้เอามาเล่าให้ลูกเพจ ‘ครูก้า’ อ่าน แล้วในช่วงนั้นเองก็มีลูกศิษย์ที่เรียนอิตาเลียนออนไลน์จากอิตาลีมาแนะนำตัวว่าตอนนี้อยู่แถว ๆ นั้น อ้ะ มีเรื่องบังเอิญเข้ามาอีกเรื่อง

และท้ายที่สุด ลูกศิษย์ที่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘อ่านอิตาลี’ ก็มาถามว่า ครูขา จะช่วยแปลหนังสือเล่มหนึ่งให้หนูหน่อยได้มั้ยคะ พอส่งรูปหน้าปกหนังสือมา ผ่าง หอระฆังกลางน้ำที่คุ้นตาก็โผล่มาให้เห็นอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับปักหมุดเลย หากเดินทางออกนอกประเทศได้โดยไม่ติดขัดอีกครั้ง จะต้องไปที่นี่แน่ ๆ

และนี่คือข้อมูลที่จะขอเอามาเล่าสู่กันฟัง ทั้งที่ได้จากการอ่านและการแปลนวนิยาย

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : www.flickr.com/photos/fabianfranke-fotos/7190357668

เมื่อพูดถึงคูรอน ‘ในปัจจุบัน’ ก็คือเมืองที่มีชื่อเต็มว่า คูรอน เวนอสตา (Curon Venosta) เป็นเมืองหรือหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ริมทะเลสาบเรเซีย (Lago di Resia) อยู่ตรงที่ปัจจุบันเรียกว่าแคว้น Trentino – Alto Adige (เตรนตีโน อัลโต อาดีเจ) อันเป็นแคว้นที่มีการปกครองพิเศษ หลายคนรู้จักกันในนาม ซุดตีโรล (Sudtirol) เป็นภาษาเยอรมันอันแปลว่า ทีรอลตอนใต้

แล้วทำไมพื้นที่ในอิตาลีจึงมีชื่อเป็นเยอรมัน คำตอบคือแคว้นนี้แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรีย (ซึ่งพูดภาษาเยอรมัน) เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ดินแดนส่วนนี้ก็ถูกยกให้เป็นของอิตาลี ซึ่งก็มีความประดักประเดิดมาก ด้วยว่าสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ประชากรแทบจะทั้งหมดพูดภาษาเยอรมัน วัฒนธรรมอะไรก็ไม่เหมือน คนที่นั่นไม่คิดแม้แต่น้อยว่าตัวเองเป็นชาวอิตาเลียน และรอวันจะไม่เป็นอิตาเลียนอยู่ทุกลมหายใจ

เมื่อพูดถึงคูรอนในปัจจุบัน ก็ต้องมีคูรอน ‘ในอดีต’ ซึ่งเรามองไม่เห็นด้วยว่ามันได้จมอยู่ใต้น้ำไปแล้ว

ไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติใด ๆ เกิดจากฝีมือมนุษย์นี่ล่ะ

จะเริ่มต้นเล่าอย่างไรดี เล่าจากที่เห็นก่อนแล้วกัน

หอระฆังที่เห็นเด่นเป็นสง่านั้นไม่ได้สร้างให้อยู่กลางน้ำ หากแต่มันคือหอระฆังของโบสถ์แห่งหนึ่ง ชื่อโบสถ์ซานตา คาเตรีนา ดิ อะเลซซานเดรีย (Santa Caterina di Alessandria) อันเป็นโบสถ์ประจำเมืองคูรอน

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : www.flickr.com/photos/pacioz/7682473278

โบสถ์อะไรที่ไหน ไม่เห็นมีโบสถ์ คุณไม่เห็นหรอก เพราะมันอยู่ใต้น้ำ ลึกลงไปราว 22 เมตร และทั้งโบสถ์ทั้งหมู่บ้านก็ถูกระเบิด ก่อนที่ทางการจะปล่อยน้ำจมทุกอย่างเพื่อหวังจะสร้างเขื่อนนั่นเอง

อันที่จริง ความคิดที่จะสร้างเขื่อนใหญ่นั้นมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1910 แล้ว แต่ด้วยมีสงครามโลกครั้งที่ 1 แผนนั้นก็ยับยั้งไว้ แล้วหยิบมาปัดฝุ่นอีกทีตอนสงครามเลิก

แผนเดิมที่ว่านั้น คือการรวมทะเลสาบทั้ง 3 แห่งที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างแหล่งผลิตพลังงานขนาดใหญ่มหึมา ในแผนนั้นระดับน้ำจะขึ้นมาอีก 5 เมตรเท่านั้น ซึ่งชาวคูรอนก็รับทราบดีและดูไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมาย แต่แน่นอน ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้มี

Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : www.schoeneben.it
Curon Venosta หมู่บ้านใต้น้ำในอิตาลีที่กลายเป็นต้นกำเนิดซีรีส์ Netflix
ภาพ : scribol.com

สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิด แผนการสร้างเขื่อนระงับ ชาวคูรอนคิดว่าคงไม่มีการสร้างเขื่อนแล้ว นอนใจอยู่ได้ไม่นาน แต่พอสงครามเลิกและไม่มีมุสโสลินีแล้ว การสร้างเขื่อนก็ยังกลับมาอีก คราวนี้นายทุนใหญ่ประกาศเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนเป็น 22 เมตร

ชาวคูรอนกลุ่มหนึ่งพยายามต่อสู้ แต่ผลก็เป็นอย่างที่รู้ ๆ กัน ส่วนที่บอกว่ากลุ่มหนึ่งนั้น เพราะใน ค.ศ. 1939 ได้มีประกาศให้ชาวคูรอนเลือกได้ว่าจะอยู่ ณ ที่ตรงนี้ต่อ หรือจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่เยอรมันกับฮิตเลอร์ ประชากรที่คูรอนก็เบาบางลงไปบ้างแล้วนับแต่ตอนนั้น ส่วนประชากรที่เหลือ บางคนก็ไม่เชื่อเอาเสียจริง ๆ ว่าจะมีการจมเมืองสร้างเขื่อนจริง ๆ ประกาศที่ทางการมาติดที่เทศบาลเมืองก็เป็นภาษาอิตาเลียน ซึ่งชาวเมืองแทบจะอ่านไม่ออกสักคำ

ชาวเมืองต่อสู้กันสุดฤทธิ์ ถึงกับเชิญนายกฯ มา ไปหาสันตะปาปาที่โรม แต่แล้วผลก็เป็นอย่างที่รู้กัน

การจมหมู่บ้านในครั้งนั้น มีบ้านจมไปเกือบ 200 หลังคาเรือน (บางแหล่งข่าวบอก 163 บ้างก็บอก 180) ก่อนจะจมมีการระเบิดบ้านทุกหลังก่อน ไม่มีใครตายเพราะการระเบิดหรือการปล่อยน้ำในครั้งนั้น แต่จากการตรอมใจหรืออื่น ๆ ย่อมไม่มีใครรู้

ภาพ : twitter.com/Avventural

วกกลับมาที่หนังนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น การจมคูรอนไม่ได้เป็นการตัดสินใจของชาวบ้านหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเลย แต่เป็นการลงนามอนุมัติของรัฐบาลอิตาลีนี่ล่ะ ส่วนความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนั้น มีขึ้นตั้งแต่ตอนที่ประชากรเลือกข้างว่าจะอยู่หรือจะไปแล้ว

คราวนี้มารู้จักกับตัวละครหลักของเมืองนี้กันดีกว่า นั่นก็คือหอระฆังกลางน้ำ ถามว่าตัวละครหลักแค่ไหน เอาเป็นว่าตราประจำเมืองเป็นรูปหอนี้ก็แล้วกัน

ตราประจำเมือง
ภาพ : www.araldicacivica.it/comune/curon-venosta

ตามประวัติ หอระฆังนี้สร้างในศตวรรษที่ 14 แต่ที่หอระฆังยังดูแข็งแรงอยู่นั้น เป็นเพราะได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 2009 นี้เอง

ภาพ : it.wikipedia.org

เรื่องอัศจรรย์ใจของหอระฆังนี้ก็ย่อมมีแน่นอน เรื่องแรกคือตอนที่รัฐบาลส่งคนมาระเบิดหมู่บ้าน (ระเบิดบ้านทีละหลัง) นั้น ก็ระเบิดโบสถ์ด้วยเช่นกัน ปรากฏว่าโบสถ์ถล่ม แต่หอระฆังยืนนิ่งไม่สะเทือน ข่าวว่าพวกช่างแอบกลัว ต่างพากันถอดใจ ประกอบกับตอนนั้นเริ่มปล่อยน้ำแล้ว ก็เลยปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น

เรื่องเล่าขานอีกเรื่องของหอระฆังก็คงจะไม่พ้นเรื่องเสียงระฆัง ว่ากันว่าวันดีคืนดีในช่วงฤดูหนาว จะมีคนได้ยินเสียงระฆังหง่างเหง่งวังเวงแว่วดังมาจากหอนั้น หลายท่านคงคิดว่าก็คงจะมีคนปีนขึ้นไปตีน่ะสิ คงไม่น่าจะเป็นเรื่องเป็นราวอะไร หากระฆังไม่ได้ถูกปลดออกจากหอตั้งแต่ตอนปล่อยน้ำลงเขื่อนแล้ว

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนเล่ากันแต่เป็นเรื่องจริง ก็คือ 1 ปีหลังจากที่คูรอนกลายเป็นทะเลสาบแล้ว ได้มีรถเมล์คันหนึ่งแหกถนนพุ่งลงทะเลสาบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย เหลือรอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

ปัจจุบันผู้ที่ไปเยือนคูรอน เวนอสต้า ก็ต้องพุ่งตรงไปถ่ายรูปกับหอระฆังกลางน้ำ หากในหน้าแดดอุ่นก็ออกเรือไปชมใกล้ ๆ ได้ หากไปหน้าหนาว ก็เดินเท้าไปบนทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็ง กิจกรรมฤดูร้อน-ฤดูหนาว มีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมิได้ขาด

ทะเลสาบเรเซียในฤดูหนาว
ภาพ : www.suedtirolerland.it

ใครอยากสัมผัสกับรายละเอียดว่าชาวเมืองในช่วงเวลานั้น ‘น่าจะ’ รู้สึกนึกคิดอย่างไร ขอแนะนำนวนิยายแปลของสำนักพิมพ์อ่านอิตาลี ที่ใช้ท้องเรื่องเป็นเมืองคูรอนในช่วงนับแต่ ‘บ้านเมืองยังดี’ จนกระทั่งเมืองทุกพังทลายกลายไปอยู่ใต้น้ำ หน้าปกเป็นรูปหอระฆังกลางน้ำนี้ อยู่ใต้ชื่อภาษาไทยว่า ‘หยัดยืน’

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

เรื่องในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบุญเรื่องกุศลแต่อย่างใด สำหรับท่านที่ไม่รู้จักคำว่า ปล่อยไก่ นั้น ราชบัณฑิตฯ ท่านได้ให้คำนิยามอย่างใจร้ายว่า ‘(ปาก) ก. แสดงความโง่ออกมา’ 

อนึ่ง ปาก นั้น หมายถึง ภาษาปาก ส่วน ก. นั้น หมายถึง เป็นคำกริยา 

การไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ผิดภาษา ผิดวัฒนธรรมนั้น การปล่อยไก่ถือเป็นเรื่องต้องทำใจ แต่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เอ็นดูตัวเองเสียเต็มประดา ในแง่หนึ่ง มันคือ Culture Shock คือความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีอย่างอื่นอีกด้วย จึงตั้งชื่อเรื่องรวม ๆ ไว้เช่นนั้น

เรื่องการปล่อยไก่หรือแสดงความโง่เขลาเบาปัญญานั้น จะยกตัวอย่างใครได้ดีเท่ายกตัวเอง ซึ่งดูเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางน้อยที่สุดแล้ว

หลายเรื่องที่ยกขึ้นมาอาจจะมีทับซ้อนกับตอนอื่น ๆ ของ Miss Italy ขอจงให้อภัย

เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ฉัน ผู้ซึ่งแทบไม่เคยไปเมืองนอกมาก่อนเลย มีอันจะต้องไปอิตาลี แถมยังหน้าหนาวอีกด้วย เงินทองที่บ้านก็ไม่ค่อยจะมี แค่ซื้อกระเป๋าเดินทางอย่างเดียวก็ตัวเบาแล้ว แม่จึงไปขอรับบริจาคชุดกันหนาวมาจากเพื่อน ๆ ซึ่งก็ได้มาจำนวนหนึ่ง เลือกเอาตัวที่ใส่ได้พับใส่กระเป๋าเดินทางไป

ไปถึงก็ได้ใช้จริง ๆ แต่มีอยู่ตัวหนึ่งเรียบ โก้ เป็นทรงโอเวอร์โค้ตทั่วไป สีเบจ ดูดีมาก ฉันเก็บไว้ใช้นาน ๆ ที แต่ทุกครั้งที่ใส่ ผู้คนก็จะมองพร้อมเอาศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อน ทั้งต่อหน้าและเหลียวหลัง ยังความปลื้มปีติมาให้แก่ฉันจนสุดประมาณ แอบเสียดายที่หน้าหนาวมีแค่ 3 เดือน 

วันหนึ่งเพื่อนคนไทยจะมาเยี่ยมจากฝรั่งเศส ฉันก็บอกเพื่อนให้ช่วยแต่งตัวหน่อย ฉันต้องดูดี เพื่อนจะได้เบาใจว่าฉันอยู่สบาย ไม่อัตคัดแล้ว เพื่อนอิตาเลียนก็เอาอันโน้นมาแมตช์อันนี้ โน่นนี่จนพอใจ เมื่อเสร็จ ก่อนจะออกจากบ้าน ฉันก็คว้าเสื้อตัวเก่งออกไปโดยมิได้ถามอะไรเพื่อน ราวกับสิ่งนี้เป็นท็อปปิ้งที่ต้องใส่อยู่แล้วอย่างแน่นอน

“บุสก้าจะใส่เสื้อตัวนี้ออกไปเหรอ” เพื่อนถาม

“ใช่ ทำไมเหรอ” ฉันตอบ พลางดูว่า เอ หรือมันมีอะไรเปื้อนไหม

“ก็…” เพื่อนหันไปทางหน้าต่างก่อนจะกลับมาตอบ “ฝนไม่ได้ตกนี่”

เกิดความเงียบงันไปพักใหญ่ ฉันซึ่งไม่เข้าใจในตอนแรก แต่แล้วก็เริ่มเข้าใจอะไรราง ๆ แล้วภาพผู้คนที่มองฉันพลางอมยิ้มตลอดเหมันตฤดูในโบโลญญาก็ค่อย ๆ Flashback เข้ามาในสมอง ทีละคน ทีละฉาก ที่ฉันคิดว่าเขายิ้มด้วยความชื่นชมนั้น จริง ๆ คงไม่ใช่แล้ว ที่พยักเพยิดให้เพื่อนดู คงไม่ไช่แบบเสื้อหรูไฮ หากแต่เป็น ดูคนนี้สิเธอ ใส่เสื้อกันฝนเดินอ่ะ เปิ่นเทิ่นมันเทศ เทเวศร์สำปะหลังสุด ๆ 

เย็นวันนั้น ฉันพับเสื้อใส่กระเป๋าทันที ฝนตกก็ไม่ใส่ กางร่มเอา

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Lawrence Chismorie on Unsplash

ที่อิตาลีขับรถทางขวามือ ตรงข้ามกับประเทศไทยและอังกฤษ ความเฉิ่มเด๋อพื้นฐานคือ เวลารอรถเมล์อยู่คนเดียว ก็จะชอบเผลอหันไปมองทางขวา ซึ่งแน่นอน รถเมล์มาทางซ้าย หวิดจะเด็ดหัวอยู่หลายหน เพราะดูไม่ดูเปล่า มีการชะเง้อชะแง้แลชำเลืองออกนอกถนนอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ระบบการขนส่งในอิตาลีมักทำ คือการคุมเวลาเดินรถ ที่ป้ายรถเมล์จะบอกว่า รถเมล์สายนี้จะมาตอนกี่โมง กี่นาที การบอกเวลารถเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะกับรถที่นาน ๆ มาที เช่น ทุกครึ่งชั่วโมง พลาดทีไปโรงเรียนสายเลย

วันหนึ่งฉันออกบ้านสายนิดเดียว แล้วคนเซียน่าก็ได้เรื่องไปเอ็นจอยกันหนึ่งวัน

บ้านของฉันอยู่ใกล้สี่แยกนอกเมือง รถไม่พลุกพล่าน พอวิ่งลงไปก็พบว่า รถที่ตัวเองจะต้องขึ้นนั้น ออกจากป้ายแล้ว และมาจอดติดไฟแดงอยู่กลางสี่แยก

ด้วยความเป็นเมืองเล็กอย่างเซียน่า และคนขับก็คนเดิม (เพราะขึ้นเที่ยวนี้ทุกวัน) ฉันก็โบกไม้โบกมือแต่ไกลขอขึ้นรถด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมืองใหญ่นี่อย่าได้หวัง คุณลุงใจดีก็กวักมือให้รีบมา แล้วฉันก็วิ่งไปด้านที่ฉันคุ้นเคยนั่นคือ…. ด้านที่เป็นหน้าต่าง

ไม่ใช่แค่นั้น ผีห่าซาตานตัวไหนก็ไม่รู้มาเข้าทรงองค์ประทับให้ตะโกนโหวกเหวกว่า “ประตูไปไหน ประตูไปไหน ทำไมไม่มีประตู”

ทุกคนในรถพร้อมใจกันโบกไม้โบกมือให้ฉันไปอีกฝั่งหนึ่งของรถ 

ฉันเดินขึ้นรถซึ่งมีประตูในฝั่งที่มันควรจะอยู่ ฉันไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ในขณะที่คนในรถดูมีความสุขกับการมีโชว์ให้ดูแต่เช้า โดยนักแสดงจากโพ้นทะเล

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Anna Vi on Unsplash

อันที่จริง สิ่งที่ชวนทำให้เราขายหน้ามิได้อยู่ที่เรื่องราวทางวัฒนธรรมเท่านั้น ภาษาเนี่ย บางครั้งก็เล่นงานเราได้อยู่ได้ไม่น้อยเช่นกัน ต่อไปนี้เป็นเรื่องของภาษาอิตาเลียน แต่คิดว่าทุกคนคงตามเรื่องได้ไม่ยาก 

เริ่มจากทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน

pizza = พิซซ่า อ่านว่า ปิ๊ต-ส่ะ

piazza = ลานกว้าง จตุรัส อ่านว่า เปี๊ยต-ส่ะ

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Lorenzo Fustaino on Unsplash

บางทีนะ ลิ้นก็พันกัน วันหนึ่งด้วยความเหนื่อยและหิว ก็บอกลุงคนขายพิซซ่าเจ้าประจำกลางเซียน่า ตั้งใจจะบอกว่า ขอพิซซาชิ้นหนึ่ง แต่ปากไปออกเสียงอีกคำ

ไม่มีซะละที่คุณลุงจะยอมพลาดโอกาสทองในครั้งนี้ เธอชี้ออกไปนอกร้าน พลางอมยิ้มพูดอย่างมีชัยว่า “โน่น! นังเด๋อ”

คำสุดท้าย ลุงไม่ได้พูด แต่ฉันรู้สึกของฉันเอง

ยังอยู่ในร้านพิซซ่า อันนี้ไม่ได้เด๋อเอง แต่เพื่อนเด๋อ และต่อ ๆ มาก็เห็นลูกศิษย์เด๋ออยู่อย่างไม่หยุดหย่อน คือ จะขอ basilico (โหระพา, กะเพรา) แต่ไปพูดว่า basilica อันแปลว่า มหาวิหาร ราวกับว่าจะต้องเข้าฟังมิสซาก่อนกินพิซซ่าถาดนี้ก็มิปาน

4 เรื่องเด๋อด๋าที่ 'ครูก้า' เคยปล่อยไก่ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Fineas Anton on Unsplash

เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นในห้องเรียน

เกริ่นให้ฟังก่อนว่า ที่เรียกว่าโรงเรียนที่เซียน่านั้น จริง ๆ เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติ นักเรียนในห้องจึงเป็นคนต่างชาติหมด 

ทุกเช้าวันจันทร์ ครูจะให้พวกเราเล่าว่า ไปทำอะไรกันมาบ้างในช่วงวันหยุด เราก็จะเล่าไป โม้บ้างจริงบ้างก็เล่าไป ไม่มีใครมาเช็ก เพราะจุดประสงค์คือฝึกภาษาทั้งพูดและฟัง

มาถึงเพื่อนคนหนึ่ง เธอเล่าว่าไปตกปลา เล่นน้ำ 

“สนุกมากเลย น้ำเย็นสบ๊ายสบาย พวกเธอต้องไปกันนะ” เพื่อน ๆ พยักหน้ากัน ถามว่าอยู่ที่ไหน 

“มันเป็นคลองเล็ก ๆ ” หน้าของเธอยังคงสดใสราวกับพรายน้ำแสนซน “ไหลมาจาก อาโน” เธอบอก

พวกเราทุกคนเข้าใจว่าเธอจะบอกว่า Arno อันเป็นชื่อแม่น้ำสายใหญ่ของแคว้นทัสกานี เพียงแต่เธอไม่ได้กระดกลิ้น รรรร เท่านั้นเอง 

แต่มีคนหนึ่งไม่ได้ยินอย่างที่เราได้ยิน

นั่นคืออาจารย์

อาจารย์หัวเราะพรืดออกมา แล้วก็สอนต่อไม่ได้อีกเลย และไม่ยอมบอกว่าหัวเราะเรื่องอะไร ให้เราเปิดดิกฯ กันเอง

พวกเราเปิดดิกฯ กันมือเป็นระวิง จึงได้รู้ว่า ชื่อแม่น้ำอาร์โน (Arno) นั้น หากไม่กระดกลิ้นเพียงนิดเดียวก็จะกลายเป็นคำว่า ano ซึ่งแปลว่า รูทวาร เมื่อประกอบกับเรื่องน้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว แหวกว่ายกอบัวอยู่ไหว ๆ พร้อมทั้งเชิญชวนให้เราไปสรงสนานด้วยนั้น อาจารย์ผู้มีจินตนาการอันชัดเจนและกว้างไกลจึงไม่สามารถสอนต่อได้ด้วยประการฉะนี้

ขออีกเรื่องเกี่ยวกับคำนี้ คำนี้ถ้าออกเสียงยาว คือ อาโน (ano) ก็แปลอย่างที่บอกไปแล้ว แต่ถ้าออกเสียงสั้นเป็น อันโน จะแปลว่า ปี (anno) ผู้ที่แยกเสียงสั้นเสียงยาวไม่ได้นั้น เมื่อต้องการจะบอกประโยคเช่น “ฉันอายุ 25 ปี” (ซึ่งในโครงสร้างภาษาอิตาเลียนแปลตรงตัวว่า ฉันมี 25 ปี) ก็จะเสี่ยงกับการที่อิตาเลียนจะได้ยินว่า เรามีบางสิ่งอยู่ในตัวถึง 25 หน่วย ถ้าคุณบอกอายุของคุณแล้วเขากลั้นหัวเราะละก็ ใช่ละ

ใครมีเรื่องเด๋ออะไรจะมาเล่า เชิญแลกเปลี่ยนกันได้ในเพจ ‘ครูก้า’ เพื่อมิให้ชนรุ่นหลังได้อัปยศเยี่ยงเรา

4 เรื่องเด็ดและ Culture Shock ที่ ‘ครูก้า’ เคยประสบและปล่อยไก่ไว้ในอิตาลี ทั้งเสื้อตัวเก่ง รถเมล์ จนถึงภาษา
ภาพ : Giuseppe Mondì on Unsplash

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load