“CURAPROX ต้องการส่งต่อความรู้และทักษะการดูแลสุขภาพช่องปากที่มากกว่าฟันขาวและลมหายใจสดชื่น แต่รวมถึงสุขภาพร่างกายด้วย

“เราอยากให้คนไข้รู้สึกแตกต่างเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ ให้รู้สึกว่าการแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก เพราะทั้งง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดี

“เราทำงานหนักเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สวยที่สุดและดีที่สุดในโลก ครองใจผู้ใช้ใหม่ ๆ กว่าล้านคนทุกปี

“คนไม่ได้เรียกเราว่า ‘ชาวสวิสผู้หมกมุ่นเรื่องฟัน’ โดยไม่มีสาเหตุหรอกนะ”

ส่วนหนึ่งของเรื่องราวบนเว็บไซต์เขียนโดย Ueli Breitschmid เขาก่อตั้งแบรนด์นี้เมื่อครึ่งทศวรรษก่อนในปี 1972 ตั้งต้นจากการจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรมในสวิตเซอร์แลนด์ภายใต้บริษัท Curaden

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

CURAPROX ตั้งเป้าจะเปลี่ยนคนธรรมดา ให้ใส่ใจและดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเองได้ ผ่านเครื่องมือที่ออกแบบให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการใช้งานได้อย่างถูกวิธี ที่สำคัญต้องทำให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก

เราเจอกับ เอก-เอกสิทธิ์ นนทรีย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คูราเดน (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อ 2 เดือนก่อน เขาเล่าเรื่องแบรนด์ให้ฟังอย่างออกรส จนต้องนัดหมายเพื่อพูดคุยกันต่อในวันนี้

“นาฬิกาเป็นยังไง การทำธุรกิจก็เป็นแบบนั้น” เขานิยามการทำธุรกิจกับคนสวิส “คำไหนคำนั้น เราสบายใจได้เลย”

Ueli เจ้าของแบรนด์เชื่อในธุรกิจนี้มาก แม้แต่ละปีจะมีบริษัทแปรงสีฟันยักษ์ใหญ่มาขอซื้อกิจการมากกว่า 1 ครั้งก็ไม่เคยคิดขาย

เอก ในฐานะ Curaden Thailand ก็มีเป้าหมายใหญ่กว่าแค่ตัวเลขยอดขายสิ้นรอบบัญชี

เป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือสังคมที่ดูแลสุขภาพช่องปากเป็นกิจวัตร และทันตแพทย์ให้ความสำคัญที่กระบวนการป้องกันมากกว่ามุ่งแต่จะแก้ไข 

คุณสมบัติที่พวกเขามีเหมือนกันคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ เจ้าของที่รักแบรนด์ยิ่งกว่าอะไรจึงไว้ใจให้นักธุรกิจในอีกซีกโลกพาธุรกิจไปยังปลายทางที่วางไว้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

1. แบรนด์ที่อยากให้คนดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตัวเอง

ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ Ueli ได้ฟังบรรยายของทันตแพทย์ท่านหนึ่ง เขาเล่าถึงการหาแนวทางไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่ต้นเหตุ และดูแลไม่ให้ต้องเจ็บป่วยอีก โดยเชื่อเรื่องการป้องกันมากกว่าซ่อมแซม ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอฟันได้รับการปลูกฝังต่อ ๆ กันมา

หมอท่านนี้สอนเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตัวเอง แต่เป็นการดูแลในมาตรฐานของหมอฟัน ไม่ใช่คนทั่วไป

“การพยายามเปลี่ยนคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้และไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพช่องปาก มาดูแลฟันได้เหมือนที่หมอทำมันไม่ง่ายนะ เวลาเราทำความสะอาดฟัน เราก็คิดว่าที่ทำนั้นสะอาดแล้ว ซึ่งสะอาดของเรากับหมอไม่เหมือนกัน” 

เอกเล่าต่อว่า Ueli ได้แรงบันดาลใจครั้งใหญ่จากหมอท่านนี้ ความเชื่อที่ว่าถ้าทุกคนดูแลช่องปากได้ ก็ไม่ต้องเป็นโรคอีกต่อไป คือจุดเริ่มต้นและจุดยืนเดียวของธุรกิจนี้ในอีก 50 ปีต่อมา

2. สุขภาพที่ดีที่ไม่ใช่แค่ในช่องปาก และการป้องกัน (Prevention) ดีกว่าการซ่อมแซม (Restoration)

ชื่อของ CURAPROX มาจาก 2 คำ

Cura แปลว่า การรักษา

Proximal หมายถึงช่องว่างระหว่างฟัน 

สโลแกนของแบรนด์คือ Better Health for You สุขภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพในช่องปาก แต่หมายถึงสุขภาพโดยรวม เพราะหลาย ๆ ครั้งโรคทางกายก็เชื่อมโยงกับโรคในปาก 

“รู้ไหมว่า หมอฟันพยายามแก้ปัญหาช่องปากมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย มีการค้นพบฟันปลอมที่ทำจากฟันคนหรือสัตว์ และการสอนแปรงฟันก็มีมาตั้งนานแล้ว มีหลากหลายเทคนิค อย่างเทคนิคหนึ่งเรียกว่า Bass Technique คิดค้นโดย Dr.Charles Bass”

ที่น่าสนใจคือ หมอแบสคนนี้ไม่ใช่หมอฟัน แต่เป็นแพทย์ผู้พัฒนาวิธีการแปรงฟันจนเป็นที่ยอมรับในหมู่ทันตแพทย์ ย้ำเตือนว่าในแวดวงทันตกรรมยังให้ความสำคัญกับการซ่อมแซม (Restoration) มากกว่าการป้องกัน (Prevention) อยู่จริง

Curaden จึงตั้งใจให้แปรงสีฟัน CURAPROX เป็นเครื่องมือป้องกันโรคทางช่องปาก และคนธรรมดาต้องทำเองได้

3. ดีไซน์ที่อนุญาตให้คนลองผิดได้โดยไม่เจ็บตัว

ปัญหาของการทำความสะอาดฟันมี 2 ข้อ หนึ่ง คนไม่รู้วิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง สอง ต่อให้รู้วิธีที่ถูกต้อง มาตรฐานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน 

“เราอาจจะคิดว่าตัวเองทำดีแล้ว แต่อย่างที่บอก ดีของเราอาจยังไม่ดีพอตามหลักของแพทย์”

ทีมโปรดักต์ดีไซน์ของแบรนด์ทำงานหนักบนโจทย์ใหญ่ พวกเขาต้องออกแบบแปรงสีฟันที่ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาแปรงฟันได้สะอาดที่สุด

“ผมชอบเทียบแปรงของเรากับไอโฟน ตอนออกมายุคแรก ๆ แม่ผมถามตลอดว่ามันกดยังไง ก่อนหน้านี้ถ้าเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมาพร้อมคู่มือการใช้ แต่ไอโฟนไม่เคยมีคู่มือตั้งแต่วันแรก เขาดีไซน์ออกมาให้ User เรียนรู้วิธีใช้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมนุษย์ชอบลองผิดลองถูกอยู่แล้ว เอามนุษย์มาขังในห้อง เดี๋ยวก็หาวิธีเปิดประตูได้”

คำตอบของทีมดีไซเนอร์คือการออกแบบโปรดักต์ที่ให้คนลองผิดได้โดยไม่เกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็ต้องเอื้อให้คนทำถูกได้ง่าย เหมือนที่เอกย้ำ “ถูกง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เป็นไร”

4. แปรงสีฟันที่ทำให้มีพฤติกรรมเดิม แต่ได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป

ปัญหาสุขภาพช่องปากส่วนใหญ่มาจากแบคทีเรียที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งสำคัญในการทำความสะอาดช่องปากคือ ตำแหน่ง น้ำหนัก และการแปรงให้ครบทุกซี่และทุกซอก

“ถ้าตำแหน่งถูก แต่น้ำหนักผิดหรือแปรงไม่ครบ ก็ทำให้เกิดปัญหาได้”

แปรงสีฟันในท้องตลาดมีขนแปรงอยู่ที่ 800 – 1,000 เส้น และจำนวนขนแปรงไม่ใช่จุดขายในประเทศไทย ณ วันนั้น

“หมอฟันมักแนะนำว่า การแปรงฟันให้สะอาดที่สุดต้องใช้เวลานาน 2 นาที ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปไม่เคยใช้เวลาเป็นตัววัดความสะอาด แต่ใช้ความรู้สึก การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงต้องปรับไปตามพฤติกรรมการใช้งานจริง การแปรงฟันจาก 2 นาทีตามคำแนะนำหมอ เราอาจแปรงแค่ 30 – 45 วินาที เลยต้องคิดต่อว่าจะทำยังไงให้การกวาดแปรงทำความสะอาดฟันทีเดียวมีประสิทธิภาพเท่ากับกวาด 5 ที 

“จึงเป็นที่มาว่า ทำไมแปรงรุ่นแรกของเราต้องมีขนแปรงมากกว่า 5,000 เส้น”

5. 5460 แปรงรุ่นแรกที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ทันตแพทย์ รูปลักษณ์สวยเซ็กซี่เอาใจผู้ใช้ และไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี

“การจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มันต้องง่ายและไม่น่าเบื่อ ต้องทำให้สนุก ให้คูลให้ได้”

โจทย์ของหมอฟันคือ แปรงสีฟันที่ไม่เป็นอันตรายต่อทั้งเหงือกทั้งฟัน และทำความสะอาดได้ดี 

เมื่อออกแบบตามความต้องการทันตแพทย์ โปรโตไทป์แรก ๆ ของ CURAPROX จึงไม่สนุกเซ็กซี่เหมือนอย่างวันนี้ที่เราเห็น 

ทีมดีไซเนอร์กลับไปรวมหัวกันใหม่จนเกิดรุ่น 5460 แปรงสีฟันรุ่นแรกที่ไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตลอด 50 ปี ด้วยหัวแปรงที่โน้มมาข้างหน้าเพื่อให้แปรงฟันด้านในได้สะดวก ขนแปรงตัดตรง ด้ามแปรง 8 เหลี่ยมจับเหมือนปากกา หากหมุนตามมุมจะทำให้หัวแปรงหัน 45 องศา ตรงตามหลักการแปรงฟันที่ถูกต้อง พอดีกับการแปรงคราบแบคทีเรียสะสมบนขอบเหงือกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเลือดออก เพราะขนแปรงนุ่มเฉพาะตัว

“กระบวนการออกแบบหัวและขนแปรงก็ท้าทายมาก” เขาเล่า “การที่เราจะใส่ขนแปรงกว่า 5,000 เส้น ถ้าหัวแปรงไม่ใหญ่ ขนแปรงก็ต้องเล็ก ซึ่งก็มีปัญหาตามมาอีก ถ้าเล็กมากเวลาเปียกน้ำจะย้วย เหมือนผู้หญิงผมเส้นเล็ก ซึ่งไม่มีวัสดุในท้องตลาดที่ตอบโจทย์นี้ บริษัทเลยต้องเริ่มจากศูนย์ พัฒนาวัตถุดิบใหม่ เกิดขนแปรงชนิดใหม่ที่แข็งเท่าเดิมถึงแม้เปียกน้ำ แต่นุ่มระดับที่สามารถแปรงบนขอบเหงือกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของเราเท่านั้น”

ส่วนสีสันสดใสมาภายหลัง ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่อยากให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปโดยปริยาย

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

6. ผลลัพธ์ที่แตกต่างไม่ได้สร้างแค่ยอดขาย แต่เกิดประสบการณ์เฉพาะตัว

CURAPROX Experience คือประสบการณ์ของผู้ใช้แปรงสีฟันแบรนด์นี้ เมื่อผลลัพธ์ที่ได้แตกต่าง คนก็ไม่อยากให้ปากสกปรก

“จริง ๆ แล้ว ปากที่สะอาดที่สุดคือตอนที่เพิ่งขูดหินปูนเสร็จใหม่ ๆ แต่นั่นคือหมอทำ ส่วนการแปรงฟันคือความสะอาดที่เราทำได้เอง มันคือความภูมิใจ

“พอแปรงฟันได้สะอาดขนาดนั้น ผมไม่กล้าดื่มกาแฟเลยนะ กลัวเปื้อน ความรู้สึกแบบนี้ทำให้คนแสวงหาผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดขั้นกว่า”

จากแปรงสีฟันรุ่น 5460 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์เฉพาะทางตามลักษณะของช่องปาก เช่น แปรงของคนจัดฟัน หรือแปรงกระจุกที่ใช้ทำความสะอาดฟันในตำแหน่งเฉพาะ ไปจนถึงแปรงรุ่น Velvet ที่มีขนแปรงถึง 12,000 เส้น

7. เพิ่มความสนุกด้วยแปรงสีฟันรุ่นลิมิเต็ด และรุ่นตอบโจทย์การใช้งานแบบเฉพาะที่ออกแบบเพื่อคนใช้งานจริง ๆ

แม้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากจะเป็นสินค้าแบบ Disposible คือใช้จนสิ้นอายุก็ต้องทิ้ง แต่แบรนด์นี้ก็ยังมีรุ่น Limited Edition ให้คนซื้อตื่นเต้นสนุกสนานอยู่เรื่อยมา อย่างครั้งที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก แบรนด์ก็ออกรุ่นพิเศษเป็นขนแปรงลายธงชาติบราซิลขายเอาใจคนในประเทศและแฟนกีฬาเสียเลย

หรืออีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เอกชอบมาก ๆ คือ Travel Set ประกอบไปด้วยแปรง 5460 ขนาดจริง แปรงซอกฟัน และยาสีฟัน บรรจุในกล่องขนาดพกพาที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน

“ผู้ใช้คือคนที่อยากทำความสะอาดช่องปากนอกสถานที่ แบบ Anytime, Anywhere อันดับแรกเลยต้องพกง่าย ขนาดกล่องต้องใส่กระเป๋าเสื้อได้ แล้วเขาก็ใส่กิมมิกให้เหมือนกระเป๋าเดินทาง

“เขาดีไซน์ให้ด้ามแปรงสีฟันรุ่น 5460 แบ่งเป็น 2 ท่อน พอเสียบต่อกันปุ๊บ กลายเป็นไซส์จริง ข้อต่อก็แข็งแรงมาก ไม่หัก ไม่งอ ไม่โครง พอกล่องเล็ก ทุกอย่างต้องใส่พอดี แต่เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องจำว่าอะไรวางยังไง เขาก็ออกแบบให้บนกล่องมีบอกตำแหน่งการวางทุกอย่าง แปรงวางแบบนี้ แปรงซอกวางแบบนี้”

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

ทีมออกแบบคิดเผื่อผู้ใช้งาน แม้กระทั่งป้ายบ่งบอกรสชาติยาสีฟันนอกกล่อง เพราะ CURAPROX มียาสีฟันหลากหลาย ซึ่งก็เกิดมาจากโจทย์ความต้องการของคนเช่นเดียวกัน

“ยาสีฟัน Be You ก็มีคอนเซ็ปต์ที่สนุกมาก มันเริ่มจากคำถามว่า เราขายแปรงสีฟันเก่งมาก แต่ทำไมคนที่ใช้แปรงเรา ไม่เห็นซื้อยาสีฟันของเราเลย”

เช่นเดียวกัน ยาสีฟัน CURAPROX รุ่นแรกดูยังไงก็เหมือนยาที่หมอจ่าย จนได้พัฒนาเป็นรุ่น Be You ให้ผู้ใช้เป็นตัวของตัวเองได้ ไอเดียเหมือนน้ำหอมที่แสดงตัวตนและบุคลิกผ่านกลิ่น ทำหน้าที่เป็นน้ำหอมของปาก มาพร้อมกลิ่นที่สนุกไม่แพ้สี เช่น Pure Happiness กลิ่น Peach & Apricot หรือ Challenger กลิ่น Gin & Tonic เป็นต้น

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

8. Curaden Thailand เกิดขึ้นในปี 2017 โดยกลุ่มคนที่เข้าใจวงการทันตกรรม

Curaden มีอยู่ 70 ประเทศทั่วโลกในรูปแบบตัวแทนจำหน่าย ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการทำตลาด บริษัทแม่จะเข้ามาลงทุนร่วม

ด้วยความที่เป็นแฟนพันธุ์แท้แปรงสีฟันยี่ห้อนี้อยู่แล้ว ทั้งยังมีเครือข่ายกับทันตแพทย์และคลินิกทั่วประเทศ เอกตัดสินใจติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อนำเสนอแผนธุรกิจ

ในอีเมลเล่าถึงศักยภาพของตลาดประเทศไทย พร้อมความเชื่อว่าคนไทยจะรักแบรนด์นี้ และแม้จะไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม Oral Care มาก่อน เขากลับมั่นใจว่าจะพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายได้ด้วย 2 เหตุผล

หนึ่ง เขามีความเข้าใจในตลาดทันตกรรม เพราะเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้เจ้าของคลินิกทำฟันมานับสิบปี หนึ่งในนั้นคือคลินิก Protech Dents ที่เราเคยไปเยี่ยมเยียน

และสอง ซึ่งนับว่าสำคัญที่สุด คือเขาเป็นผู้ใช้งานจริง และเคยผ่านประสบการณ์ที่เรียกว่า CURAPROX Experience มาแล้ว

จาก Exclusive Distributor ประจำประเทศ ก็พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ เขาสามารถพาแบรนด์เติบโตในทุกด้าน ตั้งแต่การรับรู้ ยอดขาย ไปจนถึงการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพช่องปาก ซึ่งรวมถึงผู้ใช้งาน ทันตแพทย์ หรือร้านค้าพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ จนแบรนด์แม่เลือกที่จะเข้ามาลงทุนร่วมในไทยอย่างจริงจังในปี 2019 โดยมีข้อแม้ว่า Curaden Thailand จะต้องดำเนินการโดยเอกและทีมงานเดิมทั้งหมด

9. นักขายทุกคนต้องผ่านการทดสอบเรื่องสุขภาพช่องปาก

หนึ่งตำแหน่งที่สำคัญมากที่สุดของธุรกิจในแวดวงทันตกรรมคือ นักการขาย หรือที่ Curaden Thailand เรียกว่า Partner Development Executive

ทุกคนต้องผ่านการอบรมและทดสอบ จะผ่านโปรเบชันต้องได้คะแนน 80 จาก 100 ทั้งระดับ Non-dentist Level 1 และ Level 2 ข้อสอบก็ไม่ใช่การท่องจำคุณสมบัติหรือจำนวนขนแปรงสีฟันอย่างที่หลายคนคิด แต่ต้องเรียนรู้เรื่องสุขภาพช่องปากตั้งแต่ต้นตอ ลึกไปถึงการทำงานของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เอกบอกว่า มีหลายคนไม่ผ่านโปรเบชัน

“เขาก็สงสัยว่าทำไมแบรนด์แปรงสีฟันต้องเข้มงวดกับการสอบขนาดนี้ ถ้าไม่เข้มงวด ทุกคนจะเป็นแค่เซลส์ขายแปรงสีฟัน เพราะเรามองแปรงสีฟันเป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ที่จะแปลงร่างลูกค้าให้เป็นคนใหม่ เป็นคนที่ดูแลสุขภาพช่องปากตัวเองอย่างถูกต้อง

“ผมเลือกที่จะไม่รับคนที่มาจาก Supplier เครื่องมือทันตกรรม แม้รู้ดีว่าเขาจะพาคอนเนกชันหมอกับคลินิกเข้ามาอีกมากมาย สิ่งนั้นสร้างได้ แต่การจะสอนให้เขาเปลี่ยนจากบทบาทเซลส์มาเป็น Educator หรือ Business Consultant ได้นั้นยากกว่าเยอะ”

พนักงานในตำแหน่งนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ด้าน Business Development ก็ต้องเคยทำ Marketing มาก่อน

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

10. ทำธุรกิจแบบมียอดขายเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ต้นเหตุ

อ่านมาถึงข้อนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามว่า แล้วธุรกิจนี้สนใจเรื่องยอดขายหรือเปล่า 

“สนสิ” เอกตอบทันที “แต่สนในฐานะผลลัพธ์ เราไม่ได้เอายอดขายมาตั้งต้น”

เขาเปรียบเทียบกับการสร้างภาพยนตร์ที่ได้รางวัลออสการ์ รางวัลมาทีหลัง มาจากผลลัพธ์ของผลงานที่ดี คนที่มาร่วมงานกับเขาจึงต้องสนุกกับการเรียนรู้ เรียนรู้ว่าจะทำให้ลูกค้า ทันตแพทย์ และพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ได้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง 

11. จัดกิจกรรมให้ทันตแพทย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของแบรนด์

เป้าหมายของ Curaden คือการทำงานร่วมกับทันตแพทย์ เพื่อให้คนไทยดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองได้ด้วยตัวเองจริง ๆ

แบรนด์ต้องการสนับสนุนทันตแพทย์ภาคเอกชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 2 โครงการที่ทำมาตลอดหลายปีอย่าง กลุ่ม Prevé และ Business Development Conference

โครงการแรกจัดทำขึ้นเพื่อหมอฟันที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ให้ความสำคัญในการสอนคนไข้ดูแลช่องปาก เน้นป้องกันมากกว่าซ่อมแซม แต่จะทำให้หมอฟันสนใจได้ ก็ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร

ต่อเนื่องมายังโครงการที่สอง คอร์สอบรมเรื่องการทำธุรกิจทันตกรรมโดยเอกและวิทยากรรับเชิญจากหลายสาขา ทั้งอาจารย์ภาควิชาการตลาด สอนกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจที่ไม่ใช่ราคา รวมถึงแนวคิดการทำธุรกิจคิดดีแบบ อาจารย์เกด-ดร. กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือ เกตุวดี Marumura ที่ผู้อ่าน The Cloud รู้จักเป็นอย่างดี

“เราไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่โฆษณาแบรนด์ ไม่ขายของ และหมอเจ้าของคลินิกที่มาร่วมงาน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของเรา ที่ทำตรงนี้เพราะรู้ดีว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังเป็นธุรกิจบริการทางการแพทย์ ที่จรรยาบรรณเป็นเรื่องสำคัญ 

“เราอยากเห็นคนไข้ขอบคุณหมอ มากกว่าพูดถึงหมอฟันในแง่ลบ ผมว่าบุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนสมควรได้รับคำขอบคุณนี้

“เราอยากให้หมอกลับไปพัฒนาคลินิกของตัวเอง เพราะสุดท้ายวงการก็จะพัฒนาต่อไปด้วย”

12. ตั้งใจเป็นมากกว่า Supplier

อุตสาหกรรมทันตกรรมประกอบไปด้วย 3 ผู้เล่นหลัก ๆ

Supplier ผู้จำหน่ายเครื่องมือให้ทันตแพทย์นำไปรักษาคนไข้

ทันตแพทย์ ผู้ประกอบธุรกิจบริการ

และคนไข้ที่มาใช้บริการรักษา

ถ้าใครเคยดูหนังหรือมีความเข้าใจวงการนี้อยู่บ้าง คงพอเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างเซลส์ผู้ขายกับแพทย์ผู้ซื้อ ความสัมพันธ์ที่มีลำดับขั้นและเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อให้ยอดขายทะลุเป้า

แต่ภาพในหัวของ CURAPROX ไม่ใช่แบบนั้น

เอกและทีมอยากเป็นมากกว่า Supplier ที่คอยหาสินค้ามาให้เมื่อต้องการ แต่เป็นที่ปรึกษาที่หมอดีใจทุกครั้งที่เข้าไปหา และพร้อมเล่าปัญหาให้ฟังเพื่อช่วยหาวิธีแก้ให้

15 เรื่อง CURAPROX แปรงสีฟันที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

13. ขายของอย่างตรงไปตรงมา อะไรดีบอกดี ถ้ามีที่ดีกว่าก็ยินดีแนะนำ

“ผมไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อการอยู่รอด แต่ทำเพราะอยากแก้ปัญหาทางสังคม เครือข่ายทันตแพทย์เจ้าของคลินิกเอกชน ปัญหาสุขภาพช่องปากของคนไทย ไปจนถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เป็นภาระของภาครัฐ ซึ่งมีแต่จะมากขึ้นทุกวัน” เอกพูดเสียงหนักแน่น

สำหรับเขา การทำธุรกิจมีหลายวิธี มีทั้งแบบกีฬาเทนนิส คือการทำทุกทางให้อีกฝ่ายลำบากที่สุด ตัวเองถึงชนะ หรือแบบกอล์ฟ ที่กดดันอีกฝั่งด้วยจิตวิทยา

CURAPROX ทำธุรกิจเหมือน The Voice รอบชิงชนะเลิศ

“ให้มวลชนโหวต ไม่ใช้กรรมการตัดสิน คู่แข่งอยากทำอะไร ทำเลย เราไปแย่งไมค์จากมือเขาไม่ได้ แต่เราจะชนะก็ต่อเมื่อเราร้องเพลงถูกใจมวลชนมากกว่า เท่านั้นเอง”

สิ่งนี้สะท้อนผ่านวิธีการทำงานของ CURAPROX ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาทันตแพทย์ต้องการโซลูชันที่แบรนด์อาจไม่มีคำตอบให้

“หมอฟันอยากได้ไหมขัดฟัน เรารู้ว่ายี่ห้อไหนดี เราก็แนะนำไปหรือผมรู้ว่าหมอตุ๊กตา-ทพญ.ปวีณา คุณนาเมือง ทำยาสีฟันเด็ก ของเราก็มีนะ แต่ของหมอตุ๊กตาก็ตอบโจทย์และมีคุณภาพ  ผมก็แนะนำต่อให้ร้านค้าที่เป็นพาร์ตเนอร์เรา”

เพราะไม่ได้ทำธุรกิจแบบ ‘เธอตาย แล้วฉันถึงรอด’ ต่างคนเลยต่างเติบโตไปด้วยกัน

14. จะตกลงขายก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์ต่อคนซื้อ 

ในอุตสาหกรรมทันตกรรมพูดถึง CURAPROX ว่าเป็นแบรนด์ที่เลือกคลินิก เอกอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าหมอมองสินค้าเป็นแค่แปรงสีฟันไว้ขายคนไข้ แต่ไม่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ก็จะไม่ยอมขายให้เด็ดขาด

วิธีการขายของแบรนด์ก็น่าสนใจมาก เขาไม่ขายขาด แต่ใช้วิธีฝากขาย ขายได้ 1 ด้าม วางบิลแค่ 1 ด้าม ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือใช้วิธีจำกัดจำนวน เพื่อไม่ต้องการให้เป็นภาระกับคลินิก

“เราอยากช่วยหมอ สมัยก่อนวิธีขายของ ถ้าซื้อเยอะจะมีส่วนลด มีของแถม แต่เราไม่อยากผลักภาระให้เขา ไม่อยากบีบให้ซื้อเยอะเพื่อเอาส่วนลด ทั้ง ๆ ที่ของขายไม่ได้ เมื่อเขาขายของเราไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์กับเขา ต่อให้ขายขาด เขาก็ซื้อเราแค่ครั้งเดียว เราเลยไม่ได้ขายทุกคลินิก ต้องมั่นใจก่อนว่ามันจะมีค่ากับเขา เราถึงขายให้”

15. แบรนด์แปรงสีฟันที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการทันตกรรมและสังคมไทย

ตั้งแต่ปี 2017 CURAPROX เข้ามาเปลี่ยนแวดวงทันตกรรมในหลายด้าน 

ด้านโปรดักต์ เราเริ่มเห็นแปรงสีฟันสี ๆ เห็นคนพูดถึงความสำคัญของความนุ่ม การจับแปรงแบบปากกา เริ่มเห็นแบรนด์อื่นในท้องตลาดใช้จุดขายคล้าย ๆ กัน

ด้านความสัมพันธ์กับทันตแพทย์ แบรนด์เปลี่ยนภาพจำจาก Supplier ที่เน้นขายเยอะ เป็นที่ปรึกษาที่อยากเติบโตไปด้วยกัน

ด้านทันตกรรม มีหมอฟันจากทั่วประเทศที่มุ่งมั่นทำเรื่องการป้องกัน (Prevention) เพิ่มขึ้นทุกวัน 

ด้านผู้ใช้ เกิดคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพช่องปาก ที่สนุกกับการแปรงฟันอย่างถูกวิธีจนเป็นนิสัย

เอกนึกไปถึงวันที่ Ueli เดินทางมาพบที่เมืองไทย ภาพที่เขาเดินยิ้มลงจากรถตู้ยังชัดเจน

“วันนั้น ผมยังนึกกับตัวเองอยู่เลยว่าเขาจะรู้สึกยังไงนะ ถ้าวันหนึ่งผมเดินทางไปประเทศเล็ก ๆ แล้วมีหมอฟันในประเทศนั้นเดินมาจับมือผมแล้วบอกว่า เขา Appreciate กับสิ่งที่เราทำมาก ๆ 

“เป็นผม ก็คงเดินลงจากรถตู้ยิ้มกว้างเหมือน Ueli วันนั้นแหละ”

15 เรื่อง CURAPROX แบรนด์แปรงสีฟัน Made in Switzerland ที่ออกแบบให้คนแปรงฟันถูกวิธีง่าย ผิดยาก แต่ถ้าผิดต้องไม่เจ็บตัว

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load