8 กุมภาพันธ์ 2563
6 K

ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ- ธรรมศาสตร์แต่ละปี มีนิสิตนักศึกษาและคนทั่วไปมาร่วมงานกว่า 5,000 คน คิดง่ายๆ ว่าถ้าแต่ละคนกินดื่มด้วยบรรจุภัณฑ์พลาสติกคนละ 3 ชิ้น จะมีขยะเกิดขึ้นมากกว่า 16,000 ชิ้น ภายในวันเดียว

แม้นาทีแห่งการแข่งขันสิ้นสุดลง แต่มิตรภาพและความทรงจำจะคงอยู่ต่อไปอีกแสนนาน เช่นเดียวกับขยะที่เกิดขึ้นในงานที่จะคงอยู่กับโลกไปอีกหลายร้อยปี หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเข้าใจและรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

งานบอลในปีนี้พิเศษกว่าปีไหนๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จับมือกันจัดงานภายใต้ภารกิจในการจัดการขยะ ด้วยคอนเซปต์ ‘ลด เปลี่ยน แยก’ โดยมีเป้าหมายว่าการจับมือกันในครั้งนี้จะเป็นการ ‘เปลี่ยน ปรับ ขยับสังคม’

ตั้งแต่ต้นทางจากวัสดุที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ Recylce และ Reuse หลากหลายรูปแบบ เพื่อนำมาใช้ประกอบกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน ทั้งขบวนพาเหรด สแตนด์เชียร์ และพื้นที่สนาม ไปจนถึงปลายทางการรับผิดชอบขยะทุกชิ้นที่จะเกิดขึ้นในงาน ให้พวกมันมีทางไปต่อและยืดอายุการใช้งานออกไปให้ยาวนานที่สุด

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งวันในหน้าประวัติศาสตร์ของงานฟุตบอลประเพณี ที่นับเป็นจุดหมายสำคัญในการขยับตัวของคนรุ่นใหม่ในเรื่องความตระหนักต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

 The Cloud ชวนไปคุยกับ ศิลา รัตนวลีวงศ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานระดับนิสิต ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ -ธรรมศาสตร์ และ เพ็ญพิชชา สถิรปัญญา ประธานชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงภารกิจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง จากความตั้งใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่เรื่องการจัดการขยะ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ- ธรรมศาสตร์ครั้งที่ 74 

01 Change

เปลี่ยนอย่างไรให้ไม่เหลือเธอ (ขยะ)

ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีจุดเริ่มต้น แล้วจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันครั้งแรกของจุฬา-ธรรมศาสตร์ คืออะไร 

“เราเริ่มต้นจากการทราบและตระหนักถึงปัญหาเรื่องขยะมาอย่างต่อเนื่อง เลยคิดว่างานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 74 นี้ คงเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะพร้อมใจกัน แสดงพลังให้สังคมได้เห็นว่าทุกคนเริ่มต้นใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสร้างการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กันได้” เพ็ญพิชชา ประธานชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เล่าถึงจุดเริ่มต้น

เมื่อทั้งสองสถาบันเกิดการตระหนักรู้ถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องขยะแล้ว ทั้งสองจึงเลือกงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน ที่ผ่านมางานบอลมักได้รับความสนใจจากผู้คนอยู่แล้ว จึงเป็นพื้นที่ที่ดีในการทำให้ภารกิจบรรลุผล เพื่อแสดงออกถึงความตระหนักของคนรุ่นใหม่ในเรื่องการใช้ทรัพยากรและปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกส่วนของสังคมร่วมเป็นหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ได้

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“ความร่วมมือของเราจึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการใช้คอนเซปต์ ‘Make a CHANGE เปลี่ยน ปรับ ขยับสังคม’ เป้าหมายคือการทำให้คนในสังคมตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและเริ่มลงมือแก้ไขในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม เมื่อเราอยากให้สังคมตระหนักถึงปัญหา เราจึงได้นำแนวคิด ‘ลด เปลี่ยน แยก’ มาใช้ตั้งแต่การออกแบบกิจกรรม 

“แต่การจัดงานฟุตบอลประเพณีในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเราต้องการสอดแทรกแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไปให้สังคมได้เห็น ผ่านการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ” ประธานชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงความท้าทายในการจัดงานครั้งนี้ 

“ความยากครั้งนี้คือการทำให้ทุกคนเห็นความเปลี่ยนแปลงแทบทุกส่วนของเรา อย่างปกติแล้วจุฬาฯ มีโครงการ CHULA Zero Waste จัดกิจกรรมเกี่ยวกับขยะอยู่ตลอด แต่เมื่อเราคิดจะเปลี่ยนหรือทำอะไรสักอย่างให้คนทั้งประเทศได้เห็นว่าการแยกขยะมันสำคัญมากนะ มันเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน เมื่อตัดสินใจเริ่มสร้างความตระหนัก ในงานบอลฯ ครั้งนี้จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าเดิม และทำในสิ่งที่คนดูสามารถทำตามได้ 

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“แต่ยิ่งเราพยายามหาทางออกให้กับขยะเหล่านี้ มันเหมือนกับว่า Know How ของเราอาจจะยังไม่ดีพอ มันมักมีคำถามอยู่เสมอว่า จะทำอย่างไรให้ลดขยะได้แบบสมบูรณ์ ยกตัวอย่างไม้ ผ้าดิบที่เราใช้ในการเดินพาเหรด เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อแยกขยะแล้ว ขยะเหล่านี้จะไปที่ไหน จึงเกิดการร่วมมือกันระหว่างสองสถาบัน และได้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้อย่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด หรือ GC มาช่วยในงานฟุตบอลประเพณีครั้งนี้ เพื่อจัดการกับช่องว่างของปัญหาที่เรากำลังหาคำตอบ” ประธานชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสริม

GC จึงได้มีโอกาสเข้ามาเชื่อมต่อกระบวนการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ -ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 74 ผลักดันแนวคิด Circular Living ให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ ปลุกกระแส เยาวชนคนรุ่นใหม่มาร่วมจัดการขยะในงาน ผ่านแคมเปญ “Waste This Way” รักษ์โลกให้ถูกทาง

02 Reduce 

ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น

สิ่งที่ทั้งสองสถาบันทำได้และง่ายที่สุด คือการลดการใช้ขยะ Single-use ที่ไม่จำเป็นในการทำกิจกรรม หากสิ่งไหนที่ลดไม่ได้ก็จะนำกลับมาใช้ซ้ำ 

“เราเริ่มต้นจากการลดบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างแรก ยกตัวอย่างปีที่ผ่านมาจุฬาฯ ใช้พลาสติกหลายชิ้นในหนึ่งมื้ออาหาร ทั้งถุงซอส ช้อนส้อม แยกกับข้าวและข้าวออกจากกัน ปีนี้เลยปรับให้มื้ออาหารเป็นเมนูที่ไม่ต้องแยกส่วนกัน ตรงนี้ก็จะเป็นการลดขยะได้ตั้งแต่ต้นทางเลย 

“และเรายังพยายามลดขยะแบบ Single-use เท่าที่จะทำได้ เช่นขวดน้ำที่มอบให้น้องๆ ที่นั่งบนสแตนด์มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงเปลี่ยนวิธีการจากปกติแจกน้ำขวดเล็กประมาณสองร้อยห้าสิบมิลลิลิตร เราก็เปลี่ยนมาเป็นการแจกน้ำขวดใหญ่ไปเลย อย่างน้อยก็ลดพลาสติกไปได้อีกหลายชิ้น 

“ส่วนอันนี้ไม่รู้บอกได้ไหมนะ (หัวเราะ) โดยปกติแล้วทางฝั่งจุฬาฯ มีสิ่งที่เรียกว่าบัตรคิว เป็นบัตรที่แจกเวลาคนมางาน ‘BAKA Pink Road’ เพื่อใช้ในงานจับรางวัลตอนจบงาน ปีนี้เราเลยเปลี่ยนบัตรคิวมาอยู่ในโทรศัพท์มือถือแทน” ศิลา ประธานคณะกรรมการดำเนินงานระดับนิสิต ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ -ธรรมศาสตร์กล่าว

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74
ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“เราพยายามลดขยะที่ไม่จำเป็น เช่น ถุงพลาสติกที่ใช้ใส่ของในงานบอลฯ ทั้งถุงใส่อุปกรณ์ ถุงใส่เสื้อเชียร์ โดยในทุกๆ ปีมีถุงพลาสติกหุ้มเสื้อแต่ละตัว แต่ปีนี้เราจะใส่เสื้อรวมกันไปเลยไม่หุ้มถุงพลาสติกแต่ละตัวเหมือนปีก่อนๆ มันอาจจะไม่ได้ลดทุกอย่างที่ใช้พลาสติกแต่เราจะลดมันให้มากที่สุด 

เพ็ญพิชชาเสริมอย่างกระตือรือร้นว่า “GC เป็นตัวกลางในการช่วยประสานความต้องการของพวกเราเข้ากับแหล่งผลิตวัสดุจากขยะพลาสติกด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเสื้อสตาฟและถุงยังชีพที่แจกบนสแตนด์เชียร์ในปีนี้ ทั้งหมดผลิตจากขยะขวดน้ำพลาสติก

“โดยมีขั้นตอนการผลิต คือนำขยะขวดน้ำพลาสติกไปตัดเป็นพลาสติกชิ้นเล็กๆ จากนั้นหลอมพร้อมยืดจนกลายเป็นเส้นใย ทอเป็นผ้าและตัดเย็บเป็นถุงยังชีพที่เป็นเส้นใยพลาสติกร้อยเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เสื้อสตาฟที่ใช้สวมใส่ เพื่อให้สบายขึ้นจึงผสมเส้นใยพลาสติกเข้ากับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เรยอน (Polyester Rayon) เส้นใยฝ้าย และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ซิงค์ แอนตี้แบคทีเรีย (Polyester Zinc Antibacterial) ที่ป้องกันแบคทีเรียได้” 

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

ทั้งสองคนบอกเราว่า กระบวนการผลิตเสื้อสตาฟและถุงยังชีพของงานบอลฯ ครั้งนี้ ใช้เส้นใยจากขยะขวดน้ำพลาสติกจำนวน 14 ขวดต่อเสื้อหนึ่งตัว และ 7 ขวดต่อถุงหนึ่งใบเลยทีเดียว

เมื่อการลดใช้พลาสติกจากตัวเราดูจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่หลายคนทำได้ แต่ผลที่ได้รับกลับมานั้นไม่เล็กตาม เพราะงานบอลฯ ในปีนี้ตั้งใจสร้างขยะให้น้อยชิ้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะภาชนะที่ใช้ในงานที่ส่วนใหญ่จะกลายเป็นขยะ ในปีนี้จะใช้ภาชนะที่ทำจากพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากพืชและสามารถสลายตัวได้ หรือบรรจุภัณฑ์ GC Compostable มาทดแทน โดยขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นจะเป็นขยะที่ย่อยสลายได้ทั้งหมด แถมในงานยังมี Refill Station สถานีมอบเครื่องดื่มฟรีทุกชนิด เพียงแค่นำแก้วน้ำส่วนตัวมาเองเพื่อลดการใช้ภาชนะแบบ Single-use

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

03 Substitute 

เปลี่ยนนี้เพื่อโลก

“เราเริ่มเปลี่ยนเพราะต้องการสร้างให้ทุกคนรับรู้ถึงสถานการณ์ของปัญหาขยะ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจมากที่สุดแล้วเกิดการ Take Action จุดที่คนให้ความสนใจงานบอลฯ มากที่สุด คงจะเป็นขบวนพาเหรด และการแปรอักษร 

“ปกติแล้วในทุกๆ ปีพาเหรดใช้วัสดุที่ทำมาจากโฟม ไม้ และพลาสติกเป็นส่วนใหญ่ ในส่วนนี้เราก็พยายามหาสิ่งที่เปลี่ยนหรือทดแทนการใช้พลาสติกได้ ซึ่งงานบอลฯ ใช้อุปกรณ์พวกนี้ค่อนข้างสิ้นเปลือง หรือหากจำเป็นต้องใช้งานจริงๆ เราก็อยากให้สิ่งเหล่านี้สามารถกลับมาใช้ใหม่ได้ 

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“หากพูดถึงการแปรอักษรเรา จะพบว่าคนที่กินอาหารกล่องมากที่สุดเป็นคนที่อยู่บนสแตนด์ ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนไปใช้กล่องข้าวไบโอพลาสติกและช้อนจากเปลือกข้าวโพด ที่มีการย่อยสลายหลังการใช้งานในระยะเวลาเพียงสามถึงสี่เดือนแทน

“ไบโอพลาสติก (ฺBio-Compostable Packaging) เป็นพลาสติกที่ผลิตจากพืชและสามารถสลายตัวได้ โดยเมื่อสลายตัวจะกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และสารชีวมวลที่มีประโยชน์กับดินและพืชต่อไป” เพ็ญพิชชาอธิบาย 

ในปัจจุบันเทคโนโลยีในการควบคุมการสลายตัวของไบโอพลาสติกยังต้องอาศัย 3 ปัจจัย คือ อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส ความชื้น และจุลินทรีย์ในระดับเสถียร หากมีปัจจัยครบถ้วน กระบวนการย่อยสลายไบโอพลาสติกจะอยู่ที่ 180 วันเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเรื่องการจัดเก็บหลังใช้งานไม่ให้ปะปนกับพลาสติกทั่วไป เนื่องจากมีกระบวนการจัดการต่างกัน

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74
ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“ที่เห็นการเปลี่ยนชัดๆ อีกอย่างของจุฬาฯ ก็คงจะเป็นแลนมาร์กบนสแตนด์ที่เป็นคำว่า ‘จุฬาลงกรณ์’ โดยปกติแล้วจะทำมาจากโฟมเพราะเราเน้นทำง่าย ตัดออกมาแล้วสวยงาม แต่ปีนี้เรายอมทิ้งความสวยงามเหล่านั้น ทิ้งความง่ายของมัน แล้วใช้ไม้อัดในการทำแทน แต่ต้องเพิ่มกระบวนการอีกหลายอย่าง เราก็ไปปรึกษากับอาจารย์ที่เป็นวิศวกรว่าจะทำอย่างไรให้มีความปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย” ศิลาเสริม

04 Sort

แยกขยะด้วยการเท>ทิ้ง>เท>ทิ้ง 

งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ- ธรรมศาสตร์ในปีนี้ จัดการให้มีการแยกขยะในเกือบทุกจุด โดยกำหนดให้มีจุดวางถังขยะให้เพียงพอและทั่วถึง รวมไปถึงมีสตาฟประจำอยู่ในทุกจุดแยกขยะเพื่อสอนการแยกขยะให้ทุกคนอีกด้วย และยังจัดตั้งจุดพักขยะเพื่อนำขยะเหล่านั้นกลับไปใช้งานได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ทั้งสองสถาบันพยายามสอดแทรกเข้าไปในทุกๆ กิจกรรม

  ถังขยะภายในงานครั้งนี้มีคอนเซปต์การใช้งานแบบ เท>ทิ้ง>เท>ทิ้ง ภายในงานจะมี ถังขยะอยู่ 5 แบบ คือ 

1. ถังเทเศษอาหาร สำหรับการเทเศษอาหารทุกชนิด 

2. ถังทิ้งขยะ ‘เลอะ’ สำหรับพวกขยะเหลือทิ้ง เช่น ภาชนะเลอะและขยะทั่วไป 

3. ถังเทน้ำแข็งหรือหลอด สำหรับไว้เทน้ำแข็งและหลอดโดยเฉพาะ

4. ถังทิ้งขยะแห้งหรือรีไซเคิล สำหรับทิ้งขยะที่นำไปรีไซเคิลหรือเผาเป็นพลังงานได้

5. ถังทิ้งแยก ภาชนะ Bioplastic

ขยะเหล่านี้เมื่อผ่านการใช้งานแบบ เท>ทิ้ง>เท>ทิ้ง ในบริเวณรอบสนาม และจากสแตนด์เชียร์แล้ว จะถูกแบ่งออกเป็นประเภทและเข้าสู่ประบวนการที่จะทำให้เกิดขยะน้อยที่สุด ดังนี้ 

กระบองลม นำไปรีไซเคิล 

กระดาษแปรอักษร ส่งต่อให้โรงเรียนสอนคนตาบอด เพื่อนำไปทำสมุดอักษรเบรลล์ 

กล่องไบโอพลาสติก นำไปฝังดินเพื่อย่อยสลายเป็นปุ๋ย

ขยะปนเปื้อนทั่วไป ส่งสำนักงานเขตเพื่อไปกำจัดต่อ 

เศษอาหาร ส่งเป็นอาหารสัตว์หรือนำมาทำปุ๋ยของจุฬาฯ 

น้ำหรือน้ำแข็ง นำน้ำไปทิ้งลงท่อระบายน้ำ 

นอกจากการ ลด เปลี่ยน แยก ที่ทั้งสองคนได้แลกเปลี่ยนพูดคุยพูดถึงการเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนในงานครั้งนี้ ทั้งสองมหาวิทยาลัย และ GC ยังได้ร่วมมือกันออกแบบแผนผังการจัดการขยะภายในงานอีกด้วย โดยขยะที่มาจากขบวนพาเหรดจะถูกจำแนกออกส่วนๆ และนำเข้าสู่กระบวนการกำจัดขยะ ดังนี้ 

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

ไม้ท่อน/ไม้แผ่น/ไม้ไผ่ จะถูกส่งต่อให้มูลนิธิกระจกเงา นำไปสร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาส

ผ้าดิบหรือผ้าต่วน จะนำผ้าเหล่านี้ไปทำถุงใส่ยาให้โรงพยาบาลที่ห่างไกล ร่วมกับ Chula Zero Waste

โฟมหรือโอเอซิส โฟมขาวและเปเปอร์มาเช่ จะส่งโรงงานเผาเป็นพลังงาน

ขยะขวดน้ำพลาสติก PET ในงาน จะนำไปทำเป็นรองเท้ามอบให้น้องๆ ผู้้ด้อยโอกาส

ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ- ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 74 จะมีการจัดเก็บข้อมูลการจัดการขยะทั้งหมดเพื่อเป็นตัวอย่างของการจัดการขยะในกิจกรรมขนาดใหญ่ ศิลาและเพ็ญพิชชากล่าวทิ้งท้ายยิ้มๆ ว่า “ถึงการจัดการขยะเราจะอยู่ฝั่งเดียวกัน แต่การแข่งขันเรายังอยู่กันคนละฝั่งนะ” 

และเมื่อช่วงเวลาแห่งการแข่งขันสิ้นสุดลง มิตรภาพและความทรงจำจะเป็นสิ่งที่คงอยู่ต่อไป ส่วนขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นในงานก็มีหนทางไปต่อ เพื่อสร้างประโยชน์ให้โลกและสังคมในอนาคต

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

คำว่า ‘หนังสือการ์ตูน’ มักตามมาด้วยความรู้สึกขบขันหรือเรื่องราวสมัยเด็ก แต่นิยามนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราได้อ่านหนังสือปกแดงเล่มหนา ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ โดย นิโคลาส เวร์สแตปเปิน (Nicolas Verstappen) ซึ่งแม้ว่าหนังสือเล่มนี้พึ่งออกจากโรงพิมพ์มาไม่นาน เรากลับได้ยินเสียงตอบรับและพูดถึงหนังสือเล่มนี้อย่างล้มหลาม 

วงการศิลปะนั้นตื่นเต้นกับภาพของการ์ตูนเก่าหายากที่ถูกนำมารวบรวมไว้อย่างงดงาม วงการวิชาการให้ความสนใจกับแง่มุมว่าที่เชื่อมโยงการ์ตูนเข้ากับการเมืองไทยและสากล และคนนอกวงการจำนวนไม่น้อยไม่อยากจะเชื่อว่า อาจารย์ฝรั่งจากเบลเยียมคนหนึ่งจะรวบรวมและเขียนข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การ์ตูนไทย ที่แม้แต่คนไทยเองก็ลืมเลือนไปแล้ว

ว่าแล้วเราเลยขอนัดสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่อทำความเข้าใจที่มาที่ไปของทั้งตัวเขาและหนังสือเล่มนี้ให้มากขึ้น นิโคลัสตอบตกลงทันที

ในวันที่เราเจอกัน เขาเซ็นหนังสือให้เราด้วยท่าทีนอบน้อม รอยยิ้มของเขาทำให้เรานึกถึงตัวการ์ตูนสักตัวในความทรงจำ มันทำให้เรารู้สึกอบอุ่นข้างในตั้งแต่แรกเริ่มบทสนทนา

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้แปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ศัพท์บางคำ อาทิ Comics ถูกทับศัพท์หรือแปลด้วยคำไทยที่หลากหลาย เนื่องจาก คำว่า ‘การ์ตูน’ อย่างเดียวนั้น ไม่ครอบคลุมทุกประเทศของสิ่งพิมพ์ ‘คอมมิค’ ที่รวม Zines, Graphic Novels, Manga ไว้ด้วยกัน เป็นต้น 

เริ่มเล่าให้ฟังหน่อยว่าชีวิตที่บรัสเซลส์เป็นยังไงบ้าง

 “ผมเกิดและโตที่บรัสเซลส์ ผมเลือกเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะที่ Université Libre de Bruxelles จากนั้นต่อปริญญาโทด้านภาพยนตร์ อันที่จริงผมรักคอมมิคมาตลอด แต่ตอนนั้นยังไม่มีการศึกษาระดับสูงด้านนี้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ระหว่างการเรียนจิตรกรรมและภาพยนตร์นั้น ทำให้ผมมีพื้นฐานเพื่อศึกษาด้วยตัวเองไม่มากก็น้อย

“ในวันที่ผมส่งวิทยานิพนธ์เสร็จ ผมตัดสินใจแวะไปร้านขายหนังสือการ์ตูนร้านโปรดเพื่อคลายเครียด ปรากฏว่าพอเปิดประตูเข้าไปปุ๊บ เจ้าของร้านถามผมว่าอยากมาทำงานช่วงฤดูร้อนที่นั่นไหม เขาต้องการคนช่วยอยู่พอดี แล้วบังเอิญว่าผมเป็นลูกค้าขาประจำคนแรกที่เดินเข้าร้านในวันนั้น แน่นอนว่าผมตอบตกลง และจับพลัดจับผลูทำงานที่นั้นต่อมาถึงสิบห้าปี มันเป็นงานในฝันของผมเลย ผมสามารถเข้าถึงคอมมิคทุกชนิดที่ถูกพิมพ์จากทั่วโลก ตั้งแต่มังงะจากญี่ปุ่น การ์ตูนจากอาร์เจนตินา ซีนทางเลือกจากแถบสแกนดิเนเวีย ฯลฯ และอ่านฟรีด้วย!”

จากนั้นเส้นทางบนถนนวงการการ์ตูนของเขาก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ นิโคลัสเริ่มทำสิ่งพิมพ์ของตัวเองกว่าสามสิบฉบับ เป็นการรวบรวมบทสัมภาษณ์นักเขียนการ์ตูนคนโปรดของเขาจากทั่วทุกมุมโลก

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

“ผมตั้งชื่อมันว่า XeroXed และแจกฟรีให้กับลูกค้าที่ซื้อหนังสือโดยนักเขียนคนนั้นๆ ในร้าน บทสัมภาษณ์ของผมส่วนมากมักจะเกี่ยวกับนิยายภาพ ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์หรือปมบาดแผลในใจ” 

มีลูกค้าประจำคนหนึ่งที่เป็นจิตแพทย์ถึงกับเชิญเขาไปพูดในวงเสวนาหลายแห่ง จนในที่สุดนิโคลัสก็จัดงานเสวนาขึ้นมาเองในหัวข้อ ‘การ์ตูนในฐานะเครื่องสื่อสารสำหรับอาการเนื่องจากบาดแผลทางจิตใจ’ (Comics as a Language of Symptoms of Psychic Trauma) แถมเขายังจัดรายการวิทยุเดือนละครั้งกับทีม Radio Grandpapier และจัดแสดงผลงานของนักเขียนมากหน้าหลายตาเป็นนิทรรศการในร้านด้วย อาทิ งานออริจินัลของ David Lloyd 

“คนที่วาด V for Vendetta ไงล่ะ!” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

 “ด้วยวุฒิการศึกษาของผม ผมอาจจะหางานที่ ‘มีเกียรติ’ กว่านี้ได้ แต่ผมไม่เคยนึกเสียดายเลยนะ ผมรักที่จะแนะนำนักสือการ์ตูนให้กับคนที่เข้ามาในร้าน ได้พบเจอและเป็นเพื่อนกับศิลปิน ได้ใช้เวลาหลายปีพัฒนาตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญจากการศึกษาหนังสือคอมมิคเป็นพันๆ เล่ม มันทำให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนของคนคอเดียวกัน ที่มองเห็นว่าการ์ตูนเป็นสิ่งลึกซึ้ง เป็นศิลปะแขนงหนึ่งในการแสดงออกของความเป็นมนุษย์“

ถ้าย้อนไปอีกนิด อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเริ่มชอบหนังสือการ์ตูนตั้งแต่เด็ก

นิโคลัสหยุดคิดสักครู่ก่อนตอบ “น่าจะเริ่มจากกระดาษนะ ผมไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กจนทุกวันนี้ ผมจะล้อมรอบตัวเองไปด้วยกระดาษและหนังสือเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย มันเป็นเซฟโซนของผมก็ว่าได้

“ความรู้สึกของเนื้อกระดาษบนนิ้วมือ กลิ่นของหนังสือเก่า น้ำหนักของรูปเล่ม ผมเรียนรู้ธรรมชาติผ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่มีภาพประกอบ ตอนอายุประมาณเก้าขวบ ผมตกหลุมรักกับหนังสือภาพว่าด้วยอารยธรรมโบราณ (La Vie Privée des Hommes) ซึ่งมีภาพประกอบโดย ปีแยร์ โจเบิร์ต (Pierre Joubert) และหนังสือการ์ตูนชื่อ Yakari: The Secret of Little Thunder โดย Job and Derib ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างมืดมน บางครั้งถึงขั้นโหดร้าย แต่ผมก็ไม่รู้สึกกลัวหรือตะขิดตะขวงนะ

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

“ผมเป็นเด็กอ่อนโยน และต้องเรียนรู้บทเรียนที่เจ็บปวด ว่าโลกใบนี้ทำร้ายเราได้อย่างสาหัส หนังสือการ์ตูนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผมเข้าใจเรื่องนี้ ในจังหวะของผมเองอย่างช้าๆ จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่ง ไม่มีดนตรีประกอบน่ากลัว ไม่มีการโผล่ออกมาให้ตกใจตัวโยนเหมือนเวลาดูหนัง อีกทั้งภาพวาดของหนังสือการ์ตูนก็ช่วยตรึงจินตนาการของผมไว้บางส่วน มันไม่เตลิดไปในความมืด เหมือนเวลาที่ผมอ่านแค่ตัวหนังสือของวรรณกรรม

“หนังสือการ์ตูน ตั้งแต่นั้นจวบจนทุกวันนี้ เลยเป็นสมดุลที่เพอร์เฟกต์ระหว่างสิ่งที่ถูกวาดให้เห็นในช่อง และสิ่งที่ถูกละไว้สำหรับจินตนาการในความว่างระหว่างช่อง การ์ตูนอาจจะไม่เล่าเรื่องที่หดหู่เท่ากับการเล่านิทานสมัยก่อน ที่สอนเด็กๆ ว่าชีวิตอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเที่ยงตรงอยู่เสมอ แต่ก็ยังเป็นวิธีส่งต่อเรื่องเล่าของพื้นถิ่น นักวาดการ์ตูนคือผู้เล่าเรื่องรอบกองไฟของยุคสมัยนี้ 

“ด้วยการ์ตูนและนิยายภาพอย่าง Batman: The Dark Knight Returns ของ แฟรงก์ มิลเลอร์ (Frank Miller), Arkham Asylum ของ แกรนต์ มอร์ริสัน (Grant Morrison) และ เดฟ แมคคีน (Dave McKean), Maus ของ อาร์ต สปีเกลแมน (Art Spiegelman), Dogs and Water ของ แอนเดอส์ นิลเซน (Anders Nilsen), The Man Without Talent ของ โยชิฮารุ สึเกะ (Yoshiharu Tsuge), หรือ Daddy’s Girl ของ เดบบี เดร็คสเลอร์ (Debbie Drechsler) หนังสือเหล่านี้ล้วนช่วยให้ผมเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็ได้เผชิญหน้ากับมุมมืดที่สุดของความเป็นมนุษย์”

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

ในไทย คำว่า ‘หนังสือการ์ตูน’ มักถูกสงวนไว้สำหรับเด็ก ซึ่งต่างลิบลับกับประสบการณ์ที่คุณเล่ามา 

“ผมว่าไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเทศส่วนใหญ่เลยล่ะที่มองว่าคอมมิคหรือหนังสือการ์ตูน มีไว้ให้เด็กๆ อ่านเล่นเวลาว่าง ซึ่งมาจากหลายเหตุผล เหตุผลแรก ถ้าให้ผมเดานะ มาจากสังคมตะวันตกที่หมกมุ่นอยู่กับอักขระ พวกเขาเชื่อว่า ในวัยเด็กเราจะมองภาพก่อน จากนั้นเป็นภาพที่มีข้อเขียนประกอบ จากนั้นพัฒนาเป็นการอ่านหนังสือภาพ และในที่สุดก็จะอ่านหนังสือที่ไม่มีภาพได้ 

“การที่คนเราจะมี ‘อารยะ’ หรือ ‘การศึกษา’ จะต้องทิ้งหนังสือภาพไปเสีย ในหัวพวกเขา ภาพประกอบทำหน้าที่เป็นหมือนล้อขาไถสำหรับจักรยานเด็ก ต้องเอาออกไปเมื่อเขาขี่ได้แข็งแล้ว อันนี้น่าจะมาจากความคิดยุคเรเนสซองส์ที่ศิลปินตัดสินใจห้ามผสมภาพและตัวอักษรเข้าด้วยกัน (ศาสตร์แต่ละแขนงต้องบริสุทธิ์และเป็นเอกเทศ) ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นในยุคกลางเป็นเรื่องปกติมาก 

“จากนั้นมา แนวคิดนี้เหมือนจะแพร่หลายไปทั่วโลก การผสมข้อเขียนและภาพเข้าด้วยกันอย่างในคอมมิคกลายเป็นเรื่องศิลปะด้อยค่า ชั้นต่ำ แต่ไม่ใช่สำหรับสังคมมุสลิมหรือประเทศแถบทวีปเอเชียอย่างญี่ปุ่น รวมถึงเบลเยียม อาจจะเพราะเป็นทางแพร่งระหว่างวัฒนธรรมละตินและวัฒนธรรมโบราณ (Germanic Culture) 

“กล่าวคือ เราไม่หมกมุ่นกับ ‘ศิลปะชั้นสูง’ เหมือนประเทศแทบยุโรปอื่นๆ เราเป็นเหมือน ‘หม้อซุป’ ที่เป็นแรงบันดาลใจของการผสมผสานแบบเหนือจริงให้ศิลปินอย่าง เรอเน มากริต (René Magritte)” นิโคลัสตั้งข้อสังเกต 

“เราผสมสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ ข้อเขียนกับภาพก็ด้วย โดยไม่ไปตีกรอบมันว่าเป็นของชั้นต่ำหรือสำหรับเด็กเท่านั้น จะเห็นว่าในวงการของเบลเยียมมีงาน อย่าง The Adventures of Tintin โดย แอร์เฌ (Hergé) หรือ The Smurfs โดย เปโย (Peyo) อีกทั้งนักเขียนท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จอีกมาก และปู่ย่าของผมก็อ่านสิ่งเหล่านี้ เขาส่งต่อให้รุ่นพ่อแม่ผม และพ่อแม่ก็ส่งต่อมาให้ผม มันเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของเราไปแล้ว

  “ตรงนี้ผมว่าคล้ายกับเมืองไทยนะ เพราะที่นี่อยู่ตรงเส้นตัดของวัฒนธรรมจีน ชวา และอินเดีย ชาติพันธุ์ ‘ไท’ มีการผสมกับชาวมอญและเขมรในศตวรรษที่ผ่านๆ มา พื้นที่ตรงนี้จึงมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมอย่างมาก จนมาถึงศตวรรษที่ 20 รัฐบาลพยายามสร้างมาตรการเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของชาติไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับแค่บางกลุ่มนี่แหละ ตั้งแต่ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว ไปจนถึงผ้าผะเหวด 

“เราจะเห็นว่าชาวสยามเล่าเรื่องด้วยภาพเสมอ แม้แต่รัชกาลที่ 5 ก็ทรงเขียนการ์ตูนและสนับสนุนการเผยแพร่ศิลปะแขนงนี้ สมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการ์ตูนตีพิมพ์ในสื่ออย่าง ดุสิตสมิต การเขียนการ์ตูนถูกมองว่าเป็นศิลปะที่สำคัญมาจนถึงช่วงปี 70 ซึ่งที่นี่เคยมีศิลปินอย่าง เหม เวชกร หรือ ประยูร จรรยาวงษ์ มีผู้อ่านส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ที่สนใจชั้นเชิงในการเล่าเรื่องของพวกเขา เสียดายที่สังคมกลับไปให้นิยมขนบธรรมเนียม การสร้างพลเมืองชนชั้นกลาง ไปจนถึงการศึกษาแบบสูตรสำเร็จ และความพยายามกลับไปสู่ ‘รากเหง้า’ ของวัฒนธรรมชั้นสูงในวัง 

“ทั้งหมดนี้ทำให้การ์ตูนถูกละทิ้ง และถูกโทษว่าเป็นสิ่งสร้างพฤติกรรมที่ไม่ดีงามสำหรับเด็ก คล้ายกับที่เกิดขึ้นที่หลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งอเมริกาด้วย”

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

แล้วทำไมคุณถึงย้ายมาเมืองไทย

“หลังจากสิบห้าปีที่ผมทำงานในร้านหนังสือการ์ตูนกับภรรยาของผม ตลาดของมันเปลี่ยนไปและถึงจุดอิ่มตัว หนังสือการ์ตูนและนิยายภาพถูกพิมพ์ในจำนวนมหาศาล เกินความต้องการผู้อ่าน เราขนกล่องเข้าออกร้านตลอด จนไม่มีเวลาพูดคุยหรือแนะนำผู้อ่าน เราสองคนเลยตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เราเคยมาประเทศไทยแล้วตอนพักร้อน จึงตกหลุมรักทั้งประเทศและผู้คนที่นี่” นิโคลัสยิ้ม

“เมื่อย้ายมาแล้ว ผมก็นึกถึงการสอนมากขึ้นเรื่อยๆ เลยร่อนใบสมัครไปที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแล้วก็ได้สอนที่นี่มาตลอด” ถึงตรงนี้ เนื่องจากเรารู้สึกว่าเรากำลังนั่งในห้องเรียนวิชาคอมมิค จากนี้ไปจะขอเปลี่ยนสรรพนามของเขาเป็น ‘อาจารย์นิค’ แทน 

เริ่มทำหนังสือ ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ ได้อย่างไร

“ช่วงปีแรกที่สอนที่คณะ ผมถูกขอให้ทำงานวิจัยวิชาการ เนื่องจาก จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยมาก ผมเริ่มจากการไปคลุกคลีกับวงการการ์ตูนกระแสรอง เพราะผมมีโอกาสได้รู้จักกับศิลปินนักวาดการ์ตูนอย่าง สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ทำให้ผมสนใจการพัฒนาของวงการนี้ในช่วงยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา จากนั้นทางคณะได้ขอให้ผมสำรวจงานที่เก่ากว่านั้นด้วย ก่อนจะโยงมาถึงรูปแบบของการ์ตูนในปัจจุบัน 

“บอกตามตรงว่าตอนแรกผมคาดว่ามันคงไม่ยากนัก เพราะการ์ตูนไทยเท่าที่เห็นมีจำนวนจำกัด แต่เอาเข้าจริง ผมค้นพบว่ามีช่องโหว่อยู่ในประวัติศาตร์ของการ์ตูนไทย ในช่วงศตวรรษที่ 20 การ์ตูนและนิยายภาพเคยเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ถูกกลืนไปด้วยการเข้ามายึดตลาดโดยการ์ตูนญี่ปุ่น ผมประหลาดใจมากกับสิ่งนี้ และตัดสินใจทุ่มเทการทำวิจัย เพื่อค้นหาข้อมูลจากแต่ละยุคที่หายไปของการ์ตูนไทยในอดีต

“หนึ่งปีผ่านไป ผมได้รู้จักกับ ซาราห์ รูเนย์ (Sarah Rooney) เธอเป็นบรรณาธิการอยู่ที่สำนักพิมพ์ River Books หลังจากที่เธอมาฟังงานเสวนาที่ผมจัดที่คณะ เธอทาบทามให้ผมแปรงานวิจัยเป็นรูปเล่มหนังสือกับสำนักพิมพ์ของเธอ

“ผมตอบตกลง เพราะนึกว่ามันคงใช้เวลาไม่นาน แต่ผมคิดผิด ทุกๆ ครั้งที่ผมเจออะไรบางอย่าง มันเปิดประตูไปสู่ศิลปินชั้นครู และงานชิ้นสำคัญที่โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ระหว่างทาง การตามหาการ์ตูนที่สูญหายก็ใช้เวลามาก เพราะมันกระจัดกระจายไปหมด กว่าจะได้ภาพสแกนที่ชัดเจนของแต่ละเล่ม ผมต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ต้องค้นหาทั้งในตลาดและออนไลน์ เพื่อจะได้การ์ตูนทุกๆ เล่มที่เป็นตัวแทนเส้นประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1907 มาจนถึงปัจจุบัน”

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

ช่วยเล่าเกี่ยวกับการสืบเสาะการ์ตูนเก่าหายากให้เราฟังหน่อย คุณหาของเหล่านี้เจอได้ยังไง ทั้งๆ ที่คุณเองพูดภาษาไทยก็ไม่คล่อง

“อย่างที่คุณว่า น่าเศร้าที่ภาษาไทยผมยังไม่เอาถ่าน แต่ผมก็ไปลงคอร์สเรียนให้พออ่านและเขียนภาษาไทยพื้นฐานได้นะ สำหรับบทความ ผมเรียนคำศัพท์ที่เกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนและสิ่งพิมพ์ พอที่จะกวาดตาอ่านและหาย่อหน้าที่ผมสนใจได้ ผมสามารถหาบันทึกวันเดือนปีและชื่อนักเขียนได้ (สังเกตพวกตัวการันต์หรือตัวอักษรแปลกๆ เอาน่ะ) 

“และถ้าไม่แน่ใจ ผมก็จะถามคุณเบิร์ด ผู้ช่วยของผมให้ช่วยคอนเฟิร์มรายละเอียดต่างๆ หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ และถ้ามันน่าสนใจจริงๆ ผมจะส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยแปล เพื่อจะได้ถอดคำต่างๆ อย่างสมบูรณ์ที่สุด แต่ถ้าเป็นพวกหนังสือการ์ตูน ลำดับและภาษาภาพของมันจะช่วยผมอยู่แล้ว จะว่าไป ผมว่าภาษาที่ผมเชี่ยวชาญที่สุดคือ ‘ภาษาการ์ตูน’ อันนี้เชี่ยวชาญกว่าภาษาฝรั่งเศสที่ผมพูดด้วยซ้ำ โดยรวมลักษณะไวยากรณ์ และความเป็นกวีของภาพ อีกทั้งโครงสร้างและการวาดซ้ำสัญญะที่ส่งสารอย่างชัดเจน ไม่ว่าผู้วาดจะมีสไตล์ส่วนตัวหรือไม่ก็ตาม”

อาจารย์นิคบอกว่า เขาเป็นเพื่อนกับคนขายการ์ตูนมือสอง “เขาจะรู้ว่าผมกำลังตามหาอะไร วันหนึ่งเขาเจอการ์ตูนช่องที่ถูกตัดออกจากหนังสือพิมพ์ในช่วง ค.ศ. 1930 กว่าพันชิ้น! ปรากฏว่าเป็นผลงานของนักวาดระดับตำนานอย่าง จำนงค์ รอดอริห์” 

นอกจากนี้เขายังอยู่ในกลุ่มนักสะสมการ์ตูนเก่าในเฟซบุ๊กหลายกลุ่ม เมื่อสมาชิกในกลุ่มเหล่านั้นเห็นว่าเขามีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์และศึกษาสิ่งนี้อย่างจริงจัง พวกเขาก็ช่วยเหลืออาจารย์ด้วยเช่นกัน

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

“สำหรับศิลปินนักวาดการ์ตูนร่วมสมัย ผมพยายามไปงานเปิดนิทรรศการ หรือร่วมกิจกรรมต่างๆ ของพวกเขาให้ได้มากที่สุด เกิดเป็นมิตรภาพที่สานต่อกันไปเรื่อยๆ ศิลปินไทยจะดีใจมากเมื่อมีคนมาเห็นความสำคัญในสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ โดยเฉพาะนักวิชาการต่างชาติ เพราะเหมือนว่าพวกเขาจะได้รับการยอมรับน้อยเหลือเกินจากสังคมและภาครัฐที่นี่”

ขณะที่อาจารย์นิคเปิดพลิกหน้าหนังสือของเขาให้ดู เราสังเกตเห็นว่า ในเส้นเวลาที่ร้อยเรียงประวัติและยุคสมัยของการ์ตูนไทยไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผู้เขียนได้สอดแทรกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างการ์ตูนไทยกับการ์ตูนตะวันตกไว้พอสมควร โดยเฉพาะจากประเทศเบลเยียม

“อย่างที่ผมเกริ่นไปว่า เบลเยียมเป็นเหมือนจุดตัดของหลายวัฒนธรรม ถ้าจะดูตัวอย่างชัดๆ ศิลปินอย่าง Hergé ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากลายเส้นของศิลปินอเมริกัน มันทำให้เขาสร้างผลงานชื่อดัง The Adventures of Tintin ขึ้นมาใน ค.ศ. 1929 แต่สไตล์ของเขาพัฒนาขึ้นอีกขั้น เมื่อเขาได้เจอกับนักศึกษาชาวจีนที่บรัสเซลส์ ผู้สอนเขาเกี่ยวกับศิลปะตะวันออกและปรัชญาที่ว่า ‘แต่ละองค์ประกอบล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน’ 

“เมื่อเขาผสมลายเส้นแบบอเมริกันและวาดทุกๆ รายละเอียดด้วยความใส่ใจที่เท่าเทียมกัน เขาจึงได้สไตล์เส้นที่เรียบง่ายและทรงพลัง สร้างเป็นโลกที่ซับซ้อน และในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงหากันและกัน”

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

“ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ใน ค.ศ. 1932 สวัสดิ์ จุฑะรพ ก็ทำสิ่งที่คล้ายกัน นั่นคือเขาเอาลายเส้นแบบอเมริกันจาก Popeye ของ อี.ซี.เซการ์​ (E.C.Segar) มาใช้ แต่ก็ให้ความสำคัญกับทุกๆ องค์ประกอบในภาพตั้งแต่ตัวละครจวบจนพื้นหลัง ทั้ง Hergé และ สวัสดิ์ ผสานโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างเสรี เนื่องจากพวกเขาเป็นส่วนหนังของสังคมพหุวัฒนธรรม” 

อาจารย์นิคโยงให้เราคิดถึงเส้นขนานระหว่างการ์ตูนไทยและสากลอีกหลายตัวอย่าง อาทิ งานที่ว่าด้วยศาสนาและปรัชญาพุทธของ เหม เวชกร สะท้อนกับงานที่ว่าด้วยศาสนาและปรัชญาคริสต์ของ Jijé ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการในประเทศของตน หรือ เรื่อง JOE the SEA-CRET Agent ของ สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ที่ได้แรงบันดาลใจอย่างมากจาก Akira โดย คัตสึฮิโระ โอโตโมะ (Katsuhiro Otomo) ฯลฯ

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

 “ตอนที่ผมเซ็นสัญญา ตกลงกับสำนักพิมพ์ไว้ว่าหนังสือจะมีความยาวประมาณสองร้อยหน้า แต่สุดท้ายปาไปสองร้อยแปดสิบแปดหน้า ซึ่งผมตัดอะไรได้ไม่เลยจริงๆ มันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรวบรวมการ์ตูนไทยด้วยนิยามที่เปิดกว้าง หนังสือขำขันอย่าง ขายหัวเราะ ก็สำคัญ เช่นเดียวกับการ์ตูนเล่มละบาท หรือเหล่า Zine เชิงทดลอง และการ์ตูนโจมตีคอมมิวนิสต์ที่ถูกตีพิมพ์โดยฝั่งอเมริกันช่วงสงคราม ทั้งหมดล้วนเล่าเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับบทบาททางสังคมของศิลปะชนิดนี้ในประเทศไทย

“กรอบเดียวที่ผมจำกัดตัวเองไว้คือ เลือกเฉพาะการ์ตูนที่ถูกพิมพ์ออกมาเท่านั้น (จึงไม่มีพวกการ์ตูนออน์ไลน์) ผมก็สงสารกองบรรณาธิการเล่มเหมือนกันนะ ที่ต้นฉบับมันยืดยาวขึ้นทุกเดือนๆ” อาจารย์นิคหัวเราะ เขาบอกว่าสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ใช้เวลา 6 ปีในการเขียนและเรียบเรียงจนสมบูรณ์

 มองย้อนกลับไป คุณเรียนรู้อะไรบ้างระหว่างทางของการทำหนังสือเล่มนี้

“โอ้โห เยอะมากเลย เนื่องจากหนังสือการ์ตูนไทยนั้นเป็นจุดตัดของหลากหลายศาสตร์ (งานออกแบบ ละคร กวีนิพนธ์ วรรณกรรม การเมือง ความเชื่อ ฯลฯ) ทำให้ผมต้องศึกษาเยอะมากเกี่ยวกับหลายแง่มุมของวัฒนธรรมที่นี่ แต่ถ้าให้เลือกสิ่งที่อะเมซิ่งมากที่ผมค้นพบคือ ‘การ์ตูน ลิเก’ โดย ประยูร จรรยาวงษ์ มันทำให้ผมต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับโรงละครลิเกและประเพณีที่ผู้ชมมีส่วนร่วมไปกับนักแสดงบนเวทีได้ แถมบ่อยครั้งยังสอดแทรกข้อคิดทางสังคมและการเมืองเข้าไปในละครด้วย ซึ่ง ประยูรผนวกการเล่นละครนี้เข้ากับสื่อของหนังสือการ์ตูนอย่างชาญฉลาด 

“การ์ตูนของเขามีเส้นเรื่องที่ซ้อนทับกันหลายเส้น บางทีตัวเอกลิเกก็จะเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านของตัวเอง จนเขาถูกดึงกลับมาเล่าเรื่องบนเวทีด้วยเสียงร้องของผู้ชม ทุกๆ สามสี่หน้าเราจะกระโดดไปมาระหว่างหลังม่านและหน้าม่าน วิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ผมไม่เคยพบเจอที่ไหนในโลกในยุคนั้น เรียกได้ว่า ประยูร จรรยาวงษ์ เป็นอัจฉริยะด้านการเล่าเรื่องผ่านการ์ตูนอันดับต้นๆ ของโลกตอนนั้น แต่คนรู้จักเขาน้อยมากทั้งในไทยและต่างประเทศ นี่แค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นนะ” 

แล้วถ้ามองไปข้างหน้า คุณคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะต่อยอดวงการการ์ตูนหรือการรับรู้ของคนเกี่ยวกับวงการนี้อย่างไรในอนาคต

“นอกเหนือการค้นคว้าในฐานะงานวิจัย ปณิธานตั้งต้นของผม คือการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม (Belonging) หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ทำขึ้นเพื่อนักเขียนการ์ตูนรุ่นนี้ ซึ่งอาจจะไม่รู้ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และความรุ่มรวยของวงการการ์ตูนที่มีคุณภาพในเมืองไทยตลอดศตวรรษที่ผ่านมา พวกเขาทำงานในวงการที่ถูกมองว่าด้อยค่า ทำเป็นกลุ่มเล็กๆ แยกจากกัน 

“ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะสร้างความเป็นปึกแผ่น และเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ สร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจ เพื่อจะยอมรับหรือต่อยอดประเพณีและแนวคิดที่เคยผ่านมา” อาจารย์นิคกล่าว 

“ถ้าเรารู้รากเหง้าว่าเรามากจากไหน มันจะง่ายขึ้นที่จะเข้าใจจุดยืนของเราในปัจจุบันและทิศทางในอนาคต แน่นอนว่ามีเรื่องของความสนใจจากต่างชาติด้วย (หนังสือเล่มนี้พิมพ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ) ผมหวังว่านักเขียนชั้นครูของเมืองไทยจะได้การยอมรับที่พวกเขาคู่ควร อีกทั้งรัฐบาลจะหันมาให้ค่ากับหนังสือการตูนในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม และมีงบสนับสนุนคนในวงการนี้ 

“ผมหวังว่านักวาดการ์ตูนจะได้มีพื้นที่ในงานศิลปะระดับชาติ หวังว่านักวิชาการในเมืองไทยจะหันมาศึกษาประวัติศาสตร์การ์ตูนไทยในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น ใช่แล้ว ผมหวังโน่นนี่เยอะเลยล่ะ” อาจารย์นิคหัวเราะ 

“แต่สุดท้าย ผมคงไม่ริอาจบอกว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอก ผมเป็นแค่แขกคนหนึ่งในประเทศของคุณ สำหรับผม หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนบานประตู คุณจะเปิดมันและก้าวไปต่อหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

เมื่อจบบทสนทนากับเรา อาจารย์นิคปิดหน้าสุดท้ายหนังสือ แต่เรารู้สึกว่าเรื่องราวของเขากับวงการการ์ตูนไทยพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

 ขอบคุณสถานที่ นิทรรศการ ‘ไอ้ผีเล่มละบาท’ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน

และ ภาพบางส่วนจาก นิโคลาส เวร์สแตปเปิน, มูลนิธิประยูร จรรยาวงษ์

หนังสือ การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ River Books วางขายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อได้ทาง Facebook : River Books

Writer

โอ๊ต มณเฑียร

ศิลปินวาดรูปนู้ด แม่มด คนรักพิพิธภัณฑ์ และนักเขียนหนังสือ 'London Scene' กับ 'Paris Souvenir'

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load