8 กุมภาพันธ์ 2563
6 K

ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ- ธรรมศาสตร์แต่ละปี มีนิสิตนักศึกษาและคนทั่วไปมาร่วมงานกว่า 5,000 คน คิดง่ายๆ ว่าถ้าแต่ละคนกินดื่มด้วยบรรจุภัณฑ์พลาสติกคนละ 3 ชิ้น จะมีขยะเกิดขึ้นมากกว่า 16,000 ชิ้น ภายในวันเดียว

แม้นาทีแห่งการแข่งขันสิ้นสุดลง แต่มิตรภาพและความทรงจำจะคงอยู่ต่อไปอีกแสนนาน เช่นเดียวกับขยะที่เกิดขึ้นในงานที่จะคงอยู่กับโลกไปอีกหลายร้อยปี หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเข้าใจและรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

งานบอลในปีนี้พิเศษกว่าปีไหนๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จับมือกันจัดงานภายใต้ภารกิจในการจัดการขยะ ด้วยคอนเซปต์ ‘ลด เปลี่ยน แยก’ โดยมีเป้าหมายว่าการจับมือกันในครั้งนี้จะเป็นการ ‘เปลี่ยน ปรับ ขยับสังคม’

ตั้งแต่ต้นทางจากวัสดุที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ Recylce และ Reuse หลากหลายรูปแบบ เพื่อนำมาใช้ประกอบกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน ทั้งขบวนพาเหรด สแตนด์เชียร์ และพื้นที่สนาม ไปจนถึงปลายทางการรับผิดชอบขยะทุกชิ้นที่จะเกิดขึ้นในงาน ให้พวกมันมีทางไปต่อและยืดอายุการใช้งานออกไปให้ยาวนานที่สุด

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งวันในหน้าประวัติศาสตร์ของงานฟุตบอลประเพณี ที่นับเป็นจุดหมายสำคัญในการขยับตัวของคนรุ่นใหม่ในเรื่องความตระหนักต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

 The Cloud ชวนไปคุยกับ ศิลา รัตนวลีวงศ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานระดับนิสิต ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ -ธรรมศาสตร์ และ เพ็ญพิชชา สถิรปัญญา ประธานชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงภารกิจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง จากความตั้งใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่เรื่องการจัดการขยะ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ- ธรรมศาสตร์ครั้งที่ 74 

01 Change

เปลี่ยนอย่างไรให้ไม่เหลือเธอ (ขยะ)

ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีจุดเริ่มต้น แล้วจุดเริ่มต้นของการร่วมมือกันครั้งแรกของจุฬา-ธรรมศาสตร์ คืออะไร 

“เราเริ่มต้นจากการทราบและตระหนักถึงปัญหาเรื่องขยะมาอย่างต่อเนื่อง เลยคิดว่างานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 74 นี้ คงเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะพร้อมใจกัน แสดงพลังให้สังคมได้เห็นว่าทุกคนเริ่มต้นใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสร้างการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กันได้” เพ็ญพิชชา ประธานชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เล่าถึงจุดเริ่มต้น

เมื่อทั้งสองสถาบันเกิดการตระหนักรู้ถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องขยะแล้ว ทั้งสองจึงเลือกงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน ที่ผ่านมางานบอลมักได้รับความสนใจจากผู้คนอยู่แล้ว จึงเป็นพื้นที่ที่ดีในการทำให้ภารกิจบรรลุผล เพื่อแสดงออกถึงความตระหนักของคนรุ่นใหม่ในเรื่องการใช้ทรัพยากรและปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกส่วนของสังคมร่วมเป็นหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ได้

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“ความร่วมมือของเราจึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการใช้คอนเซปต์ ‘Make a CHANGE เปลี่ยน ปรับ ขยับสังคม’ เป้าหมายคือการทำให้คนในสังคมตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและเริ่มลงมือแก้ไขในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม เมื่อเราอยากให้สังคมตระหนักถึงปัญหา เราจึงได้นำแนวคิด ‘ลด เปลี่ยน แยก’ มาใช้ตั้งแต่การออกแบบกิจกรรม 

“แต่การจัดงานฟุตบอลประเพณีในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเราต้องการสอดแทรกแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไปให้สังคมได้เห็น ผ่านการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ” ประธานชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงความท้าทายในการจัดงานครั้งนี้ 

“ความยากครั้งนี้คือการทำให้ทุกคนเห็นความเปลี่ยนแปลงแทบทุกส่วนของเรา อย่างปกติแล้วจุฬาฯ มีโครงการ CHULA Zero Waste จัดกิจกรรมเกี่ยวกับขยะอยู่ตลอด แต่เมื่อเราคิดจะเปลี่ยนหรือทำอะไรสักอย่างให้คนทั้งประเทศได้เห็นว่าการแยกขยะมันสำคัญมากนะ มันเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน เมื่อตัดสินใจเริ่มสร้างความตระหนัก ในงานบอลฯ ครั้งนี้จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าเดิม และทำในสิ่งที่คนดูสามารถทำตามได้ 

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“แต่ยิ่งเราพยายามหาทางออกให้กับขยะเหล่านี้ มันเหมือนกับว่า Know How ของเราอาจจะยังไม่ดีพอ มันมักมีคำถามอยู่เสมอว่า จะทำอย่างไรให้ลดขยะได้แบบสมบูรณ์ ยกตัวอย่างไม้ ผ้าดิบที่เราใช้ในการเดินพาเหรด เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อแยกขยะแล้ว ขยะเหล่านี้จะไปที่ไหน จึงเกิดการร่วมมือกันระหว่างสองสถาบัน และได้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้อย่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด หรือ GC มาช่วยในงานฟุตบอลประเพณีครั้งนี้ เพื่อจัดการกับช่องว่างของปัญหาที่เรากำลังหาคำตอบ” ประธานชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสริม

GC จึงได้มีโอกาสเข้ามาเชื่อมต่อกระบวนการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ -ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 74 ผลักดันแนวคิด Circular Living ให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ ปลุกกระแส เยาวชนคนรุ่นใหม่มาร่วมจัดการขยะในงาน ผ่านแคมเปญ “Waste This Way” รักษ์โลกให้ถูกทาง

02 Reduce 

ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น

สิ่งที่ทั้งสองสถาบันทำได้และง่ายที่สุด คือการลดการใช้ขยะ Single-use ที่ไม่จำเป็นในการทำกิจกรรม หากสิ่งไหนที่ลดไม่ได้ก็จะนำกลับมาใช้ซ้ำ 

“เราเริ่มต้นจากการลดบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างแรก ยกตัวอย่างปีที่ผ่านมาจุฬาฯ ใช้พลาสติกหลายชิ้นในหนึ่งมื้ออาหาร ทั้งถุงซอส ช้อนส้อม แยกกับข้าวและข้าวออกจากกัน ปีนี้เลยปรับให้มื้ออาหารเป็นเมนูที่ไม่ต้องแยกส่วนกัน ตรงนี้ก็จะเป็นการลดขยะได้ตั้งแต่ต้นทางเลย 

“และเรายังพยายามลดขยะแบบ Single-use เท่าที่จะทำได้ เช่นขวดน้ำที่มอบให้น้องๆ ที่นั่งบนสแตนด์มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงเปลี่ยนวิธีการจากปกติแจกน้ำขวดเล็กประมาณสองร้อยห้าสิบมิลลิลิตร เราก็เปลี่ยนมาเป็นการแจกน้ำขวดใหญ่ไปเลย อย่างน้อยก็ลดพลาสติกไปได้อีกหลายชิ้น 

“ส่วนอันนี้ไม่รู้บอกได้ไหมนะ (หัวเราะ) โดยปกติแล้วทางฝั่งจุฬาฯ มีสิ่งที่เรียกว่าบัตรคิว เป็นบัตรที่แจกเวลาคนมางาน ‘BAKA Pink Road’ เพื่อใช้ในงานจับรางวัลตอนจบงาน ปีนี้เราเลยเปลี่ยนบัตรคิวมาอยู่ในโทรศัพท์มือถือแทน” ศิลา ประธานคณะกรรมการดำเนินงานระดับนิสิต ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ -ธรรมศาสตร์กล่าว

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74
ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“เราพยายามลดขยะที่ไม่จำเป็น เช่น ถุงพลาสติกที่ใช้ใส่ของในงานบอลฯ ทั้งถุงใส่อุปกรณ์ ถุงใส่เสื้อเชียร์ โดยในทุกๆ ปีมีถุงพลาสติกหุ้มเสื้อแต่ละตัว แต่ปีนี้เราจะใส่เสื้อรวมกันไปเลยไม่หุ้มถุงพลาสติกแต่ละตัวเหมือนปีก่อนๆ มันอาจจะไม่ได้ลดทุกอย่างที่ใช้พลาสติกแต่เราจะลดมันให้มากที่สุด 

เพ็ญพิชชาเสริมอย่างกระตือรือร้นว่า “GC เป็นตัวกลางในการช่วยประสานความต้องการของพวกเราเข้ากับแหล่งผลิตวัสดุจากขยะพลาสติกด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเสื้อสตาฟและถุงยังชีพที่แจกบนสแตนด์เชียร์ในปีนี้ ทั้งหมดผลิตจากขยะขวดน้ำพลาสติก

“โดยมีขั้นตอนการผลิต คือนำขยะขวดน้ำพลาสติกไปตัดเป็นพลาสติกชิ้นเล็กๆ จากนั้นหลอมพร้อมยืดจนกลายเป็นเส้นใย ทอเป็นผ้าและตัดเย็บเป็นถุงยังชีพที่เป็นเส้นใยพลาสติกร้อยเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เสื้อสตาฟที่ใช้สวมใส่ เพื่อให้สบายขึ้นจึงผสมเส้นใยพลาสติกเข้ากับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เรยอน (Polyester Rayon) เส้นใยฝ้าย และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ซิงค์ แอนตี้แบคทีเรีย (Polyester Zinc Antibacterial) ที่ป้องกันแบคทีเรียได้” 

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

ทั้งสองคนบอกเราว่า กระบวนการผลิตเสื้อสตาฟและถุงยังชีพของงานบอลฯ ครั้งนี้ ใช้เส้นใยจากขยะขวดน้ำพลาสติกจำนวน 14 ขวดต่อเสื้อหนึ่งตัว และ 7 ขวดต่อถุงหนึ่งใบเลยทีเดียว

เมื่อการลดใช้พลาสติกจากตัวเราดูจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่หลายคนทำได้ แต่ผลที่ได้รับกลับมานั้นไม่เล็กตาม เพราะงานบอลฯ ในปีนี้ตั้งใจสร้างขยะให้น้อยชิ้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะภาชนะที่ใช้ในงานที่ส่วนใหญ่จะกลายเป็นขยะ ในปีนี้จะใช้ภาชนะที่ทำจากพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากพืชและสามารถสลายตัวได้ หรือบรรจุภัณฑ์ GC Compostable มาทดแทน โดยขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นจะเป็นขยะที่ย่อยสลายได้ทั้งหมด แถมในงานยังมี Refill Station สถานีมอบเครื่องดื่มฟรีทุกชนิด เพียงแค่นำแก้วน้ำส่วนตัวมาเองเพื่อลดการใช้ภาชนะแบบ Single-use

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

03 Substitute 

เปลี่ยนนี้เพื่อโลก

“เราเริ่มเปลี่ยนเพราะต้องการสร้างให้ทุกคนรับรู้ถึงสถานการณ์ของปัญหาขยะ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจมากที่สุดแล้วเกิดการ Take Action จุดที่คนให้ความสนใจงานบอลฯ มากที่สุด คงจะเป็นขบวนพาเหรด และการแปรอักษร 

“ปกติแล้วในทุกๆ ปีพาเหรดใช้วัสดุที่ทำมาจากโฟม ไม้ และพลาสติกเป็นส่วนใหญ่ ในส่วนนี้เราก็พยายามหาสิ่งที่เปลี่ยนหรือทดแทนการใช้พลาสติกได้ ซึ่งงานบอลฯ ใช้อุปกรณ์พวกนี้ค่อนข้างสิ้นเปลือง หรือหากจำเป็นต้องใช้งานจริงๆ เราก็อยากให้สิ่งเหล่านี้สามารถกลับมาใช้ใหม่ได้ 

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“หากพูดถึงการแปรอักษรเรา จะพบว่าคนที่กินอาหารกล่องมากที่สุดเป็นคนที่อยู่บนสแตนด์ ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนไปใช้กล่องข้าวไบโอพลาสติกและช้อนจากเปลือกข้าวโพด ที่มีการย่อยสลายหลังการใช้งานในระยะเวลาเพียงสามถึงสี่เดือนแทน

“ไบโอพลาสติก (ฺBio-Compostable Packaging) เป็นพลาสติกที่ผลิตจากพืชและสามารถสลายตัวได้ โดยเมื่อสลายตัวจะกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และสารชีวมวลที่มีประโยชน์กับดินและพืชต่อไป” เพ็ญพิชชาอธิบาย 

ในปัจจุบันเทคโนโลยีในการควบคุมการสลายตัวของไบโอพลาสติกยังต้องอาศัย 3 ปัจจัย คือ อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส ความชื้น และจุลินทรีย์ในระดับเสถียร หากมีปัจจัยครบถ้วน กระบวนการย่อยสลายไบโอพลาสติกจะอยู่ที่ 180 วันเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเรื่องการจัดเก็บหลังใช้งานไม่ให้ปะปนกับพลาสติกทั่วไป เนื่องจากมีกระบวนการจัดการต่างกัน

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74
ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

“ที่เห็นการเปลี่ยนชัดๆ อีกอย่างของจุฬาฯ ก็คงจะเป็นแลนมาร์กบนสแตนด์ที่เป็นคำว่า ‘จุฬาลงกรณ์’ โดยปกติแล้วจะทำมาจากโฟมเพราะเราเน้นทำง่าย ตัดออกมาแล้วสวยงาม แต่ปีนี้เรายอมทิ้งความสวยงามเหล่านั้น ทิ้งความง่ายของมัน แล้วใช้ไม้อัดในการทำแทน แต่ต้องเพิ่มกระบวนการอีกหลายอย่าง เราก็ไปปรึกษากับอาจารย์ที่เป็นวิศวกรว่าจะทำอย่างไรให้มีความปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย” ศิลาเสริม

04 Sort

แยกขยะด้วยการเท>ทิ้ง>เท>ทิ้ง 

งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ- ธรรมศาสตร์ในปีนี้ จัดการให้มีการแยกขยะในเกือบทุกจุด โดยกำหนดให้มีจุดวางถังขยะให้เพียงพอและทั่วถึง รวมไปถึงมีสตาฟประจำอยู่ในทุกจุดแยกขยะเพื่อสอนการแยกขยะให้ทุกคนอีกด้วย และยังจัดตั้งจุดพักขยะเพื่อนำขยะเหล่านั้นกลับไปใช้งานได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ทั้งสองสถาบันพยายามสอดแทรกเข้าไปในทุกๆ กิจกรรม

  ถังขยะภายในงานครั้งนี้มีคอนเซปต์การใช้งานแบบ เท>ทิ้ง>เท>ทิ้ง ภายในงานจะมี ถังขยะอยู่ 5 แบบ คือ 

1. ถังเทเศษอาหาร สำหรับการเทเศษอาหารทุกชนิด 

2. ถังทิ้งขยะ ‘เลอะ’ สำหรับพวกขยะเหลือทิ้ง เช่น ภาชนะเลอะและขยะทั่วไป 

3. ถังเทน้ำแข็งหรือหลอด สำหรับไว้เทน้ำแข็งและหลอดโดยเฉพาะ

4. ถังทิ้งขยะแห้งหรือรีไซเคิล สำหรับทิ้งขยะที่นำไปรีไซเคิลหรือเผาเป็นพลังงานได้

5. ถังทิ้งแยก ภาชนะ Bioplastic

ขยะเหล่านี้เมื่อผ่านการใช้งานแบบ เท>ทิ้ง>เท>ทิ้ง ในบริเวณรอบสนาม และจากสแตนด์เชียร์แล้ว จะถูกแบ่งออกเป็นประเภทและเข้าสู่ประบวนการที่จะทำให้เกิดขยะน้อยที่สุด ดังนี้ 

กระบองลม นำไปรีไซเคิล 

กระดาษแปรอักษร ส่งต่อให้โรงเรียนสอนคนตาบอด เพื่อนำไปทำสมุดอักษรเบรลล์ 

กล่องไบโอพลาสติก นำไปฝังดินเพื่อย่อยสลายเป็นปุ๋ย

ขยะปนเปื้อนทั่วไป ส่งสำนักงานเขตเพื่อไปกำจัดต่อ 

เศษอาหาร ส่งเป็นอาหารสัตว์หรือนำมาทำปุ๋ยของจุฬาฯ 

น้ำหรือน้ำแข็ง นำน้ำไปทิ้งลงท่อระบายน้ำ 

นอกจากการ ลด เปลี่ยน แยก ที่ทั้งสองคนได้แลกเปลี่ยนพูดคุยพูดถึงการเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนในงานครั้งนี้ ทั้งสองมหาวิทยาลัย และ GC ยังได้ร่วมมือกันออกแบบแผนผังการจัดการขยะภายในงานอีกด้วย โดยขยะที่มาจากขบวนพาเหรดจะถูกจำแนกออกส่วนๆ และนำเข้าสู่กระบวนการกำจัดขยะ ดังนี้ 

ความจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อมของจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในการลดขยะพลาสติกจากงานบอล 74

ไม้ท่อน/ไม้แผ่น/ไม้ไผ่ จะถูกส่งต่อให้มูลนิธิกระจกเงา นำไปสร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาส

ผ้าดิบหรือผ้าต่วน จะนำผ้าเหล่านี้ไปทำถุงใส่ยาให้โรงพยาบาลที่ห่างไกล ร่วมกับ Chula Zero Waste

โฟมหรือโอเอซิส โฟมขาวและเปเปอร์มาเช่ จะส่งโรงงานเผาเป็นพลังงาน

ขยะขวดน้ำพลาสติก PET ในงาน จะนำไปทำเป็นรองเท้ามอบให้น้องๆ ผู้้ด้อยโอกาส

ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ- ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 74 จะมีการจัดเก็บข้อมูลการจัดการขยะทั้งหมดเพื่อเป็นตัวอย่างของการจัดการขยะในกิจกรรมขนาดใหญ่ ศิลาและเพ็ญพิชชากล่าวทิ้งท้ายยิ้มๆ ว่า “ถึงการจัดการขยะเราจะอยู่ฝั่งเดียวกัน แต่การแข่งขันเรายังอยู่กันคนละฝั่งนะ” 

และเมื่อช่วงเวลาแห่งการแข่งขันสิ้นสุดลง มิตรภาพและความทรงจำจะเป็นสิ่งที่คงอยู่ต่อไป ส่วนขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นในงานก็มีหนทางไปต่อ เพื่อสร้างประโยชน์ให้โลกและสังคมในอนาคต

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load