28 กุมภาพันธ์ 2562

พวกเรานั่งอยู่ใน PLEARN Space กลางจุฬาฯ ที่นี่คือ Digital Co-learning Space หรือพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน ที่รังสรรค์โดยธนาคารกสิกรไทย

ทำไมสถาบันการเงินอย่างธนาคารต้องมาสร้างพื้นที่แบบนี้ ร่วมกันกับสถาบันการศึกษา นี่ไม่ใช่ขอบเขตของงานธนาคารที่เราคุ้นชินกันเลย แต่เป็นความตั้งใจของกสิกรไทยกับจุฬาฯ เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน

ผู้ที่จะมาเล่าเรื่องการร่วมมือนี้ให้ฟังนั่งอยู่ตรงหน้า เธอคือ ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการแห่งธนาคารกสิกรไทย มาพร้อมทีมผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์เทคโนโลยีให้โปรเจกต์ CU NEX

CU NEX

“ธุรกิจธนาคารเปลี่ยนไปเยอะเลย เดี๋ยวนี้สตาร์ทอัพหรือใครก็เข้ามาทำได้หมด ถ้าเราอยู่เป็นธนาคารแล้วทำเหมือนเดิม ในอนาคตเราคงเหนื่อย เราเลยเปลี่ยนตัวเองด้วยการไปสร้างที่ยืนใหม่ในพื้นที่อื่นๆ” ขัตติยาตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกับการเล่าเรื่องงานนี้

เพราะเหตุนี้ CU NEX จึงเป็นมากกว่าแค่ธนาคารดูแลเรื่องการเงินให้มหาวิทยาลัย

แล้วจะเป็นมากกว่าได้อย่างไรบ้าง? กสิกรไทยเลือกส่งทีมซึ่งเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการออกแบบเข้ามาช่วยจัดการสร้างสรรค์แอป พวกเขาใช้วิธีการเข้าไปพูดคุยสอบถามกับชาวจุฬาฯ อย่างเจาะลึก จนเข้าใจว่าชาวจุฬาฯ ต้องการอะไร แล้วจึงทำโปรเจกต์ไปตามทิศทางนั้น

“นิสิตเป็นวัยลูกค้าที่เรายังไม่ค่อยมี ยังไม่รู้ใจกัน วิธีการทำแรกๆ เราทำเหมือนเคแบงก์ทำ แต่ปรากฏว่าทั้งนิสิต ทั้งบุคลากร เขาไม่เก็ต เลยต้องเป็นทีมใหม่ที่ไม่ใช่ของเคแบงก์ เพื่อโฟกัสของจุฬาฯ โดยเฉพาะ” เธออธิบาย

นี่คือเรื่องเจ๋งๆ 7 เรื่อง ที่เราไม่เคยคิดว่าธนาคารกับมหาวิทยาลัยจะร่วมกันสร้างได้

CU NEX CU NEX

01

ใช้แอปแทนบัตรนิสิตได้เลย

เพราะบัตรประจำตัวเป็นสิ่งที่นิสิตต้องใช้ทุกวัน ทีมเลยผลักดันให้บัตรนิสิตแบบ Virtual เสร็จเป็นสิ่งแรกๆ ของโปรเจกต์

บัตรนิสิตแบบ Virtual หมายถึง การมีบัตรนิสิตอยู่บนแอป CU NEX ทำให้นิสิตยืนยันตัวตนได้โดยไม่ต้องเปิดกระเป๋าตังค์ ตั้งแต่เข้าสถานที่ต่างๆ ใช้ห้องประชุมที่ตนจองไว้ แม้กระทั่งการเปิดล็อกเกอร์ใน PLEARN Space ก็ใช้มือถือแตะแทนได้ทั้งหมด ต่อให้บัตรทิ้งไว้ที่บ้านก็ยังใช้ชีวิตได้ไม่ติดขัด

ถ้าต้องการขอออกบัตรใหม่แบบที่มีบัตรเดบิตพ่วงด้วย ก็ทำบนแอปนี้ได้เลยโดยไม่ต้องไปถึงธนาคารเหมือนแต่ก่อน

นอกจากนั้น แอปยังช่วยเก็บข้อมูลตำแหน่งแหล่งที่ของผู้ใช้งาน เพื่อดูว่าประชากรจุฬาฯ อยู่ในพื้นที่ไหนเป็นหลัก และเน้นพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ ถ้ามีเรื่องด่วน ก็กด SOS ให้ความช่วยเหลือไปหาได้ทันที

สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความต้องการของนิสิตที่ทีมพบว่า “อยากให้เรื่องจุกจิกที่ทำให้เขาไม่ได้โฟกัสเรื่องเรียนหายไป” ซึ่งการพกบัตรนิสิตก็เป็นหนึ่งในนั้น

02

เปลี่ยนห้องเรียนเมื่อไรก็มีแจ้ง

นอกจากเรื่องบัตรแล้ว ก็มีเรื่องระบบการเช็กข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะตารางสอน ตารางสอบ และที่อยู่ของแต่ละห้องเรียนที่นิสิตหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่าอยากได้ความช่วยเหลือ

“แต่เดิมจะประกาศอะไรก็ใช้กระดาษแปะหน้าห้อง ทุกวันนี้ก็ใช้ไลน์ต่อๆ กัน เราเลยจับมารวมกันอยู่ที่เดียว ซึ่งแอปนี้ทำได้” ขัตติยาอธิบาย

แอป CU NEX มีข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนทุกอย่าง ตั้งแต่วันนี้คุณมีเรียนวิชาอะไรตอนไหนบ้าง จนถึงห้องตัวย่ออะไรอยู่ชั้นไหนของตึกไหน รวมถึงสามารถแจ้งเตือนประกาศเวลาเปลี่ยนห้องเรียนหรืองดคาบเรียน ส่งตรงถึงมือทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ขัตติยาย้ำอีกรอบว่า “เรื่องการศึกษาเราไม่ยุ่ง เราแค่ช่วยดูแลเรื่องการกำจัดความวุ่นวายให้”

CU NEX

03

จัดกิจกรรมง่ายเพียงปลายนิ้ว

“เด็กเดี๋ยวนี้เขาชอบแสดงออก และทำได้ดีด้วยนะคะ เราเลยอยากมีเวทีให้เขาได้แสดงออก” ขัตติยากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

โจทย์ดังกล่าว กสิกรไทยร่วมครุ่นคิดกับจุฬาฯ จนออกมาเป็น PLEARN Space ที่พวกเรานั่งอยู่ ที่นี่เป็นพื้นที่สาธารณะที่ให้นิสิตจองและใช้งานผ่านแอปได้โดยตรง ขนาดทีมละครนิเทศฯ ก็เคยใช้พื้นที่ในการโปรโมตขายบัตรละคร และโชว์ทีมแดนซ์กลางลานมาแล้ว

เสียงตอบรับดีล้นหลามของพื้นที่ ทำให้ธนาคารกับอาจารย์เริ่มคุยกันเพื่อวางแผนขยับขยายพื้นที่อื่นๆ ให้ชาวจุฬาฯ เพิ่มเติม

แต่พื้นที่อย่างเดียวก็อาจไม่มีประโยชน์ ต้องมีระบบที่ช่วยให้นิสิตสร้างและโปรโมตกิจกรรมได้ด้วยตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กๆ ก็ไม่ต้องเหนื่อยเดินเรื่องประชาสัมพันธ์ ส่วนผู้สนใจก็ไม่ต้องเหนื่อยไปขวนขวายหากิจกรรมให้เข้าร่วม

04

พอกันทีกับการวุ่นวายขอเอกสาร

การขอเอกสารน่าจะเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของหลายมหาวิทยาลัย

ทางทีมเล่าให้ฟังถึงเสียงจากนิสิตที่ต่างพูดตรงกันว่า การขอลดขั้นตอนและเวลาขอเอกสาร เป็นสิ่งที่ถ้าทำได้จะดีมาก

กสิกรไทยร่วมมือกับบุคลากรที่ดูแลเรื่องนี้ ออกมาเป็นการแก้ปัญหาด้วยระบบ Blockchain ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลหล่นหายหรือถูกปลอมแปลงได้ยาก การเข้าถึงข้อมูลจะทำได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น หนึ่งในผลลัพธ์ปลายทางที่ออกมาคือ นิสิตจะกดขอเอกสารได้ทันทีในแอปนี้

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากกสิกรไทยทำงานอยู่กับบริษัทใหญ่หลายที่ เช่น ปตท. นิสิตที่อยากฝึกงานหรือสมัครเข้าทำงานอาจไม่ต้องขอเอกสารเลยก็ได้ เพราะระบบ Blockchain จะช่วยส่งผลการศึกษาไปยังบริษัทต่างๆ โดยตรง

ขัตติยาชวนสังเกตว่า การแก้ปัญหาไม่ได้แตะกับส่วนข้อมูลเลย แต่เป็นการให้เครื่องมือมากกว่า “แอปนี้จะประสบความสำเร็จก็ต้องเป็นความร่วมมือ เนื้อหาข้างในเป็นของจุฬาฯ ทั้งหมด เราเพียงแค่ทำระบบให้”

CU NEX

05

ทุนการศึกษาเป็นของหาไม่ยาก

รู้หรือไม่ จุฬาฯ มีทุนการศึกษาอยู่มากถึง 2,000 ทุนต่อปี

คณาจารย์ต้องการผลักดันให้ทุนเหล่านี้กับนิสิต และมองเห็นว่าหากมีช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยได้มาก

พวกเขาจึงนำทุนการศึกษามาเสนอถึงมือนิสิตให้สมัครได้ และรอฟังผลได้ทันทีผ่านทางแอป

ระหว่างการอธิบาย ขัตติยาพูดออกมาว่า “เราเปลี่ยนกระบวนการเพราะคิดว่าถ้าเด็กอยากได้ทุนก็คงอยากรู้ว่าได้หรือยัง อาจารย์ต้องการเอกสารอะไรเพิ่มมั้ย แล้วมีเดดไลน์ชัดเจน อาจารย์เองก็คงอยากให้ทุนอยู่แล้ว คงดีกว่าถ้ามีข้อความเด้งขึ้นมาคอยเตือนคอยบอก ก็ทำเพื่อทุกคนแหละ”

06

มากกว่าเทคโนโลยี คือผู้คน

อีกมุมหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้เกี่ยวกับ CU NEX คือการรวมนิสิตเข้ามาในกระบวนการอย่างแท้จริง

ตัวอย่างเช่นการให้นิสิตนิเทศศาสตร์ทำโฆษณาแนะนำโปรเจกต์นี้ หรือล่าสุด ทีมก็กำลังตามหานิสิตสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่จะเป็นผู้ออกแบบตู้ ATM สำหรับใช้จริงในพื้นที่จุฬาฯ

ข้อดีของการทำเช่นนี้คือ นิสิตได้มีโอกาสทำงานจริง และผลผลิตก็ออกมาตรงใจกลุ่มเป้าหมาย

“ของสิ่งนี้ จุฬาฯ เป็นเจ้าของ นิสิตเป็นเจ้าของ” ขัตติยาพูดพร้อมรอยยิ้ม

โปรเจกต์นี้จึงเป็นมากกว่าแค่ที่เห็นในมือถือมากนัก

07

ต่างมหาวิทยาลัย ต่างฝัน

แม้โปรเจกต์นี้จะดีกับจุฬาฯ ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับมหาวิทยาลัยอื่นด้วย

“ฝันของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน” ขัตติยากล่าว ก่อนเล่าต่อไปถึงงานที่เธอทำกับแห่งอื่นๆ ทั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แต่ละที่มีวิธีคิดที่แตกต่างกัน เพราะมีจุดยืน ตัวตน และเป้าหมาย แตกต่างกัน

เธออธิบายว่า “เราไม่เคยมีเทมเพลต ที่เปลี่ยนแค่โลโก้ เปลี่ยนสี แล้วกลายเป็นอีกมหาวิทยาลัยได้ เราพยายามปรับแต่งให้เหมาะกับนิสิตนักศึกษาและบุคลากรของแต่ละมหาวิทยาลัย”

เมื่อดูเผินๆ แล้ว CU NEX อาจเป็นโปรเจกต์ที่ไม่ซับซ้อนหวือหวามากนัก แต่เบื้องหลังคือการร่วมมือในทุกด้าน ระหว่างกสิกรไทยกับจุฬาฯ จนกลายเป็นต้นแบบการใช้ชีวิตการศึกษาในยุคดิจิทัลได้ในที่สุด

CU NEX

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ตัวละคร

มกุฎ อรฤดี

มกุฏ อรฤดี (ชายผู้รักการทำหนังสือ)

เกล้ามาศ ยิบอินซอย (หญิงผู้รักษ์พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน)


เปิดฉาก

วิวาหพระสมุท

พ.ศ. 2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทละครพูดสลับลำนำเรื่อง วิวาหพระสมุท เหตุเกิดที่เกาะอัลฟะเบตา ชาวเมืองเชื่อว่าทุก 100 ปีจะต้องส่งสาวพรหมจารีไปแต่งงานกับเจ้าแห่งท้องทะเล ท้าวมิดัสเจ้าเมืองตัดสินใจส่งอันโดรเมดา ลูกสาวผู้เป็นที่รัก ไปเป็นเจ้าสาวของพระสมุท แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงนั้น เมื่อมีชายหนุ่มตกหลุมรักเธอถึง 2 คน ความรักสมปรารถนาจึงเกิดขึ้น เป็นบทละคร Romantic Comedy ที่นักแสดงล้วนชื่อเป็นฝรั่ง แต่พูดและขับร้องแบบไทยแท้

จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ครบ 100 ปีพอดิบพอดี ถึงเวลาต้องส่งของกำนัลเป็นสาวงามไปวิวาห์หวานชื่นกับพระสมุท แน่นอนว่าเราคงส่งอันโดรเมดาไปอีกครั้งไม่ได้ แต่จะขอส่งหนังสือรูปงามตามแบบฉบับดั้งเดิมของรัชกาลที่ 6 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเก่งฉกาจเรื่องการทำหนังสือไปแทน

สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลายเตรียมตัว เตรียมใจ ให้พร้อม มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการผู้รื้อฟื้นการทำหนังสือบทละครเก่าแก่ จะพาคุณท่องมหาสมุทรแห่งเรื่องราวเบื้องหลังของคนทำหนังสือเก่าในยุคสมัยใหม่ ตั้งแต่ปกหน้าตลอดจนกระดาษแผ่นสุดท้าย

ฉากที่ 1

ล่องเรือย้อนไปเมื่อ 4 ทศวรรษที่แล้ว

วิวาหพระสมุท

“เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ผมเข้าไปในหอสมุดแห่งชาติ ไปเห็นหนังสือของรัชกาลที่ 6 เรื่อง วิวาหพระสมุท แล้วสนใจมาก ทำไมรูปเล่มมันเล็กแบบนี้ มันเหมาะมือ ใส่กระเป๋าพกไปไหนก็ได้ ผมนั่งคิดตั้งแต่ตอนนั้นว่าอยากจะทำหนังสือแบบนี้บ้าง”  

หนังสือ

มกุฏเล่าพลางหยิบผลพลอยได้จากความ ‘อยากทำ’ เมื่อ 40 ปีที่แล้วให้เราดู หนังสือปกขาวของสำนักพิมพ์เล่มเล็ก เช่น ขวัญหนี , โยคะพบเซ็น รวมถึงหนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อในปัจจุบัน เช่น บันทึกส่วนตัวซายูริ, จะเล่าให้คุณฟัง เป็นหนังสือเล่มเล็กที่ประหยัดกระดาษกว่าขนาดพ็อกเก็ตบุ๊กทั่วไป ในจำนวนหน้าและเนื้อหาที่ใกล้เคียงกัน แถมอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่อ่านหนังสือเล่มเล็กเหล่านี้บอกข้อดีอีกอย่างว่าใส่กระเป๋าเสื้อนอกได้ พกไปอ่านสะดวก

ชายผมสีขาวชวนเราตั้งข้อสังเกตและย้อนคิดกลับไป รัชกาลที่ 6 ทรงออกแบบหนังสือขนาดเล็กเพื่ออะไร ได้ฟังคำตอบก็ร้องอ๋อ เพราะขนาดหนังสือใส่ลงได้พอดีเป๊ะกับขนาดของกระเป๋าเสื้อราชปะแตน เหมาะกับเหล่าข้าราชการที่เวลาไปงานพระราชพิธี สามารถอ่านฆ่าเวลาได้

ฉากที่ 2

ปลุกชีพอันโดรเมดา

วิวาหพระสมุท วิวาหพระสมุท

ต้นสายปลายเหตุที่มกุฎมาทำหนังสือ วิวาหพระสมุท เริ่มจากทำโครงการอ่านหนังสือพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันมาก่อน จนได้พบกับ เกล้ามาศ ยิบอินซอย ผู้อำนวยการสำนักงานพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

“คุณเกล้ามาศบอกว่าอยากพิมพ์หนังสือบางเรื่องของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และบอกชื่อหนังสือมาหลายรายการ เล่มหนึ่งคือ วิวาหพระสมุท ที่ผมเห็นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ผมชอบหนังสือไซส์นี้มาก จึงตกลงทำ และจะพยายามใช้วัสดุให้เหมือนอย่างเดิมทุกประการ เสมือนหนึ่งเป็นหนังสือที่พิมพ์ขึ้นเมื่อ 100 ปีที่แล้ว”

มกุฏเล่าจบก็อวดโฉมหนังสือขนาดกะทัดรัดสีน้ำเงินสด ประดับลวดลายสีทองหรูหรา เพียงได้เห็นก็อดใจไม่ไหวที่จะอยากรู้ว่าชายคนนี้ทำหนังสือโบราณอย่างไรให้เหมือนเดิมแทบทุกประการ  

ฉากที่ 3

ถอดแบบ วิวาหพระสมุท

วิวาหพระสมุท วิวาหพระสมุท วิวาหพระสมุท วิวาหพระสมุท วิวาหพระสมุท

วิธีการถอดแบบหนังสือเก่านั้นไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย เริ่มจากการหาต้นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดจากหอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ถ่ายภาพหน้าปกสุดเลือนรางมาตกแต่งเสียใหม่ในคอมพิวเตอร์ ทำบล็อกลวดลายตามแบบโบราณทุกประการ สำหรับเนื้อหาด้านในใช้เทคโนโลยีการสแกนภาพช่วยอีกแรง จากนั้นจึงนำไปทำเพลต ต่างจากแบบโบราณที่ใช้วิธีการเรียงพิมพ์ เมื่อใช้มือลูบไปบนตัวอักษรจะสัมผัสได้ถึงความนูนบนแผ่นกระดาษอย่างดีจากประเทศอังกฤษ

“วิธีการทำปก ทำอะไรต่างๆ ใช้วิธีเดิมหมด เมื่อโบราณใช้ผ้าคล้ายแบบนี้ แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว ผ้าที่เราใช้ตอนนี้เนื้อเป็นกำมะหยี่มากกว่าเดิม แต่ว่าผิวสัมผัสคล้ายกัน สันโค้งเคาะด้วยมือ เย็บกี่ด้วยเชือก ใช้กระดาษที่ใกล้เคียงกันกับกระดาษสมัยก่อน ความหนาเท่ากัน สีสันใกล้เคียงกัน หมึกก็ใช้ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าไม่ใช้ตัวตะกั่วเท่านั้นเอง”

วิวาหพระสมุท

มกุฏเล่าให้เราฟังต่อถึงเรื่องราวความประทับใจในรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์งานเขียนหลากรูปแบบ และสนพระทัยการทำหนังสือด้วย พระองค์ทรงทดลองเล่นกับหนังสือแทบจะทุกรูปแบบ เพื่อผลิตหนังสือให้เหมาะกับคนทุกประเภท ขนาดหนังสือของพระองค์มีหลากหลาย ทั้งที่เป็นบทละครเหมือนกัน แต่กลับทำขนาดต่างกัน เช่น บทละครพูดคำกลอน พระร่วง มีขนาดใหญ่กว่าบทละครพูดสลับลำ วิวาหพระสมุท อยู่มาก ทั้งที่เป็นหนังสือประเภทเดียวกัน หนังสือเล่มเล็กก็เหมาะกับการพกติดตัวไปไหนมาไหน ใหญ่หน่อยขนาดประมาณ A4 ก็เหมาะมือและถนัดตาดีสำหรับกางอ่านเวลาซ้อมละคร

หนังสือโบราณ หนังสือ

เอกลักษณ์สำคัญเจ้าของพระนามแฝง ‘ศรีอยุธยา’ คือ สันโค้ง พระองค์ทรงทำสันโค้งกับหนังสือทุกเล่ม แม้กระทั่งหนังสือที่มีจำนวนหน้าเพียง 48 หน้า! ริมของหนังสือก็ใช้ทองคำแท้มาตีเป็นแผ่นให้บาง ปาดเข้าไปที่ริมหนังสือทั้งสามด้าน นอกจะแวววาวสวยงามแล้ว ยังป้องกันเจ้าแมลงตัวเล็กที่ชอบกัดกินหนังสือแสนรักของเรา โดยปัจจุบันมกุฎใช้ฟอยล์สีทองอร่ามทดแทน

วิวาหพระสมุท วิวาหพระสมุท

ภาพประกอบภายในเล่มของรัชกาลที่ 6 ก็วิจิตรไม่แพ้กัน อย่างหนังสือบทละคร ท้าวแสนปม ภาพประกอบภายในเล่มเขียนโดย ‘หลวงเจนจิตรยง’ กรมช่างมหาดเล็ก เขียนภาพพื้นสีดำ เลียนแบบสมุดดำแบบไทย ภาพและลวดแสนลายวิจิตรเขียนด้วยทองกับรงค์ขาว ทองชนิดที่ว่าแค่นิ้วมือลูบผ่าน ทองก็ติดขึ้นมาด้วย ส่วน หัวใจนักรบ ภาพประกอบทันสมัยขึ้นมาเสียหน่อย เป็นภาพถ่ายขาวดำ แทนภาพเขียนแบบเดิม

หนังสือ หนังสือ

ชายผู้ทุ่มเทหัวใจให้กับการทำหนังสือใส่ทุกรายละเอียดข้างต้นไปทั้งหมดแบบไม่มีกั๊ก ไม่เว้นแต่คิ้วหนังสือทั้งสันด้านบนและด้านล่าง ที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อสั่งพิเศษมาจากประเทศอังกฤษ นอกจากจะมอบความสวยงามผ่านด้ายสลับสีขาวน้ำเงินแล้ว ยังช่วยปกป้องสันหนังสือให้คงทน ริบบิ้นคั่นหนังสือก็ผลิตเอง ที่เห็นแล้วต้องร้องว้าว! คือแผ่นปลิวหน้าคู่ลวดลายหินอ่อน ที่สมัยก่อนจะนำเข้ากระดาษอย่างดีจากประเทศอังกฤษ แต่มกุฏเลือกที่จะทำเอง คล้ายกับแผ่นปลิวใน มัทนะพาธา บทละครพูดคำฉันท์ 5 องก์ หนังสือรุ่นปัจจุบันพิเศษตรงเคลือบพีวีซีเพิ่มความทนทาน จากปกติเปิดหน้าหนังสือได้ 2,500 ครั้ง พอเคลือบพีวีซี ก็เปิดได้มากถึง 10,000 ครั้งเลย

วิวาหพระสมุท

อีกหนึ่งความน่ารักของปกหนังสือ วิวาหพระสมุท ที่รัชกาลที่ 6 ทรงเล่นกับสีสัน โดยเลือกใช้สีถึง 4 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีเขียว สีน้ำตาลและสีส้ม ด้วยความรักพี่เสียดายสี มกุฏเลือกทำหนังสือบทละครสีน้ำเงิน และทำสมุดบันทึกเปล่าสีส้มที่หน้าตาเหมือนหนังสือทุกประการ ให้คนรักหนังสือสวยๆ ได้ซื้อไปใช้หรือสะสมด้วย

ฉากที่ 4

หันหัวเรือจากเกาะอัลฟะเบตากลับสู่สยาม

วิวาหพระสมุท วิวาหพระสมุท

ถ้าอดใจรอเป็นเจ้าของไม่ไหว เราจะบอกพิกัดให้ท่านล่องเรือไปจับจองมาเป็นเจ้าของ เตรียมเข็มทิศและสังเกตทิศทางลมให้แม่นยำ เริ่มออกเดินทางจากเกาะอัลฟะเบตา ไปยังพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จุดจำหน่ายและจุดกำเนิดของบทละครพูดสลับขับร้อง นอกจากจะได้หนังสือไปครอบครอง ทางพระราชนิเวศน์จะจดรายชื่อผู้ซื้อหนังสือทั้งหมดเพื่อเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ สามารถเข้าพระราชนิเวศน์โดยไม่ต้องเสียบัตรผ่านประตูตลอดชีวิต ส่วนจุดจำหน่ายอีกหนึ่งที่คือ งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว งานมีถึงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ .2561  อย่ารอช้า ถ้าหมดจะหาว่าอันโดรเมดาไม่เตือนไม่ได้นะ

ส่วนใครที่อยากเห็นบทละครพูดสลับลำ วิวาหพระสมุท เล่มจริง สามารถไปดูด้วยตาและสัมผัสด้วยมือได้ที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ ห้องบริการหนังสือหายาก อาคาร 2 ชั้น 3 หรือ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

วิวาหพระสมุท ฉบับล่าสุดผลิตแค่ 3,000 เล่ม สามารถซื้อเป็นชุดหนังสือ สมุดบันทึก และซีดีเพลงที่ขับร้องโดยคณะดนตรีของพระราชนิเวศน์ได้ ข่าวดีอีกอย่างคือหนังสือของรัชกาลที่ 6 ที่จะนำมาทำใหม่ในรูปแบบดั้งเดิมโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อมีอีก 2 เล่ม คือ พระร่วง และ ท้าวแสนปม

ในอนาคตอันใกล้โดยไม่ต้องรอวาระครบรอบวิวาห์ใดๆ สำนักพิมพ์ผีเสื้อจะร่วมกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จัดทำ‘พิพิธภัณฑ์และโรงเรียนที่ว่าด้วยวิชาหนังสือ’ เริ่มกันตั้งแต่ผลิตกระดาษ จนสามารถประกอบอาชีพได้จริง เน้นความเป็นหนังสือกระดาษด้วยกรรมวิธีโบราณอย่างครบถ้วนสมบูรณ์มกุฎ อรฤดี

(ปิดม่าน)

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load