28 กุมภาพันธ์ 2562
7 K

พวกเรานั่งอยู่ใน PLEARN Space กลางจุฬาฯ ที่นี่คือ Digital Co-learning Space หรือพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน ที่รังสรรค์โดยธนาคารกสิกรไทย

ทำไมสถาบันการเงินอย่างธนาคารต้องมาสร้างพื้นที่แบบนี้ ร่วมกันกับสถาบันการศึกษา นี่ไม่ใช่ขอบเขตของงานธนาคารที่เราคุ้นชินกันเลย แต่เป็นความตั้งใจของกสิกรไทยกับจุฬาฯ เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน

ผู้ที่จะมาเล่าเรื่องการร่วมมือนี้ให้ฟังนั่งอยู่ตรงหน้า เธอคือ ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการแห่งธนาคารกสิกรไทย มาพร้อมทีมผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์เทคโนโลยีให้โปรเจกต์ CU NEX

CU NEX

“ธุรกิจธนาคารเปลี่ยนไปเยอะเลย เดี๋ยวนี้สตาร์ทอัพหรือใครก็เข้ามาทำได้หมด ถ้าเราอยู่เป็นธนาคารแล้วทำเหมือนเดิม ในอนาคตเราคงเหนื่อย เราเลยเปลี่ยนตัวเองด้วยการไปสร้างที่ยืนใหม่ในพื้นที่อื่นๆ” ขัตติยาตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกับการเล่าเรื่องงานนี้

เพราะเหตุนี้ CU NEX จึงเป็นมากกว่าแค่ธนาคารดูแลเรื่องการเงินให้มหาวิทยาลัย

แล้วจะเป็นมากกว่าได้อย่างไรบ้าง? กสิกรไทยเลือกส่งทีมซึ่งเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการออกแบบเข้ามาช่วยจัดการสร้างสรรค์แอป พวกเขาใช้วิธีการเข้าไปพูดคุยสอบถามกับชาวจุฬาฯ อย่างเจาะลึก จนเข้าใจว่าชาวจุฬาฯ ต้องการอะไร แล้วจึงทำโปรเจกต์ไปตามทิศทางนั้น

“นิสิตเป็นวัยลูกค้าที่เรายังไม่ค่อยมี ยังไม่รู้ใจกัน วิธีการทำแรกๆ เราทำเหมือนเคแบงก์ทำ แต่ปรากฏว่าทั้งนิสิต ทั้งบุคลากร เขาไม่เก็ต เลยต้องเป็นทีมใหม่ที่ไม่ใช่ของเคแบงก์ เพื่อโฟกัสของจุฬาฯ โดยเฉพาะ” เธออธิบาย

นี่คือเรื่องเจ๋งๆ 7 เรื่อง ที่เราไม่เคยคิดว่าธนาคารกับมหาวิทยาลัยจะร่วมกันสร้างได้

CU NEX CU NEX

01

ใช้แอปแทนบัตรนิสิตได้เลย

เพราะบัตรประจำตัวเป็นสิ่งที่นิสิตต้องใช้ทุกวัน ทีมเลยผลักดันให้บัตรนิสิตแบบ Virtual เสร็จเป็นสิ่งแรกๆ ของโปรเจกต์

บัตรนิสิตแบบ Virtual หมายถึง การมีบัตรนิสิตอยู่บนแอป CU NEX ทำให้นิสิตยืนยันตัวตนได้โดยไม่ต้องเปิดกระเป๋าตังค์ ตั้งแต่เข้าสถานที่ต่างๆ ใช้ห้องประชุมที่ตนจองไว้ แม้กระทั่งการเปิดล็อกเกอร์ใน PLEARN Space ก็ใช้มือถือแตะแทนได้ทั้งหมด ต่อให้บัตรทิ้งไว้ที่บ้านก็ยังใช้ชีวิตได้ไม่ติดขัด

ถ้าต้องการขอออกบัตรใหม่แบบที่มีบัตรเดบิตพ่วงด้วย ก็ทำบนแอปนี้ได้เลยโดยไม่ต้องไปถึงธนาคารเหมือนแต่ก่อน

นอกจากนั้น แอปยังช่วยเก็บข้อมูลตำแหน่งแหล่งที่ของผู้ใช้งาน เพื่อดูว่าประชากรจุฬาฯ อยู่ในพื้นที่ไหนเป็นหลัก และเน้นพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ ถ้ามีเรื่องด่วน ก็กด SOS ให้ความช่วยเหลือไปหาได้ทันที

สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความต้องการของนิสิตที่ทีมพบว่า “อยากให้เรื่องจุกจิกที่ทำให้เขาไม่ได้โฟกัสเรื่องเรียนหายไป” ซึ่งการพกบัตรนิสิตก็เป็นหนึ่งในนั้น

02

เปลี่ยนห้องเรียนเมื่อไรก็มีแจ้ง

นอกจากเรื่องบัตรแล้ว ก็มีเรื่องระบบการเช็กข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะตารางสอน ตารางสอบ และที่อยู่ของแต่ละห้องเรียนที่นิสิตหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่าอยากได้ความช่วยเหลือ

“แต่เดิมจะประกาศอะไรก็ใช้กระดาษแปะหน้าห้อง ทุกวันนี้ก็ใช้ไลน์ต่อๆ กัน เราเลยจับมารวมกันอยู่ที่เดียว ซึ่งแอปนี้ทำได้” ขัตติยาอธิบาย

แอป CU NEX มีข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนทุกอย่าง ตั้งแต่วันนี้คุณมีเรียนวิชาอะไรตอนไหนบ้าง จนถึงห้องตัวย่ออะไรอยู่ชั้นไหนของตึกไหน รวมถึงสามารถแจ้งเตือนประกาศเวลาเปลี่ยนห้องเรียนหรืองดคาบเรียน ส่งตรงถึงมือทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ขัตติยาย้ำอีกรอบว่า “เรื่องการศึกษาเราไม่ยุ่ง เราแค่ช่วยดูแลเรื่องการกำจัดความวุ่นวายให้”

CU NEX

03

จัดกิจกรรมง่ายเพียงปลายนิ้ว

“เด็กเดี๋ยวนี้เขาชอบแสดงออก และทำได้ดีด้วยนะคะ เราเลยอยากมีเวทีให้เขาได้แสดงออก” ขัตติยากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

โจทย์ดังกล่าว กสิกรไทยร่วมครุ่นคิดกับจุฬาฯ จนออกมาเป็น PLEARN Space ที่พวกเรานั่งอยู่ ที่นี่เป็นพื้นที่สาธารณะที่ให้นิสิตจองและใช้งานผ่านแอปได้โดยตรง ขนาดทีมละครนิเทศฯ ก็เคยใช้พื้นที่ในการโปรโมตขายบัตรละคร และโชว์ทีมแดนซ์กลางลานมาแล้ว

เสียงตอบรับดีล้นหลามของพื้นที่ ทำให้ธนาคารกับอาจารย์เริ่มคุยกันเพื่อวางแผนขยับขยายพื้นที่อื่นๆ ให้ชาวจุฬาฯ เพิ่มเติม

แต่พื้นที่อย่างเดียวก็อาจไม่มีประโยชน์ ต้องมีระบบที่ช่วยให้นิสิตสร้างและโปรโมตกิจกรรมได้ด้วยตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กๆ ก็ไม่ต้องเหนื่อยเดินเรื่องประชาสัมพันธ์ ส่วนผู้สนใจก็ไม่ต้องเหนื่อยไปขวนขวายหากิจกรรมให้เข้าร่วม

04

พอกันทีกับการวุ่นวายขอเอกสาร

การขอเอกสารน่าจะเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของหลายมหาวิทยาลัย

ทางทีมเล่าให้ฟังถึงเสียงจากนิสิตที่ต่างพูดตรงกันว่า การขอลดขั้นตอนและเวลาขอเอกสาร เป็นสิ่งที่ถ้าทำได้จะดีมาก

กสิกรไทยร่วมมือกับบุคลากรที่ดูแลเรื่องนี้ ออกมาเป็นการแก้ปัญหาด้วยระบบ Blockchain ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลหล่นหายหรือถูกปลอมแปลงได้ยาก การเข้าถึงข้อมูลจะทำได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น หนึ่งในผลลัพธ์ปลายทางที่ออกมาคือ นิสิตจะกดขอเอกสารได้ทันทีในแอปนี้

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากกสิกรไทยทำงานอยู่กับบริษัทใหญ่หลายที่ เช่น ปตท. นิสิตที่อยากฝึกงานหรือสมัครเข้าทำงานอาจไม่ต้องขอเอกสารเลยก็ได้ เพราะระบบ Blockchain จะช่วยส่งผลการศึกษาไปยังบริษัทต่างๆ โดยตรง

ขัตติยาชวนสังเกตว่า การแก้ปัญหาไม่ได้แตะกับส่วนข้อมูลเลย แต่เป็นการให้เครื่องมือมากกว่า “แอปนี้จะประสบความสำเร็จก็ต้องเป็นความร่วมมือ เนื้อหาข้างในเป็นของจุฬาฯ ทั้งหมด เราเพียงแค่ทำระบบให้”

CU NEX

05

ทุนการศึกษาเป็นของหาไม่ยาก

รู้หรือไม่ จุฬาฯ มีทุนการศึกษาอยู่มากถึง 2,000 ทุนต่อปี

คณาจารย์ต้องการผลักดันให้ทุนเหล่านี้กับนิสิต และมองเห็นว่าหากมีช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยได้มาก

พวกเขาจึงนำทุนการศึกษามาเสนอถึงมือนิสิตให้สมัครได้ และรอฟังผลได้ทันทีผ่านทางแอป

ระหว่างการอธิบาย ขัตติยาพูดออกมาว่า “เราเปลี่ยนกระบวนการเพราะคิดว่าถ้าเด็กอยากได้ทุนก็คงอยากรู้ว่าได้หรือยัง อาจารย์ต้องการเอกสารอะไรเพิ่มมั้ย แล้วมีเดดไลน์ชัดเจน อาจารย์เองก็คงอยากให้ทุนอยู่แล้ว คงดีกว่าถ้ามีข้อความเด้งขึ้นมาคอยเตือนคอยบอก ก็ทำเพื่อทุกคนแหละ”

06

มากกว่าเทคโนโลยี คือผู้คน

อีกมุมหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้เกี่ยวกับ CU NEX คือการรวมนิสิตเข้ามาในกระบวนการอย่างแท้จริง

ตัวอย่างเช่นการให้นิสิตนิเทศศาสตร์ทำโฆษณาแนะนำโปรเจกต์นี้ หรือล่าสุด ทีมก็กำลังตามหานิสิตสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่จะเป็นผู้ออกแบบตู้ ATM สำหรับใช้จริงในพื้นที่จุฬาฯ

ข้อดีของการทำเช่นนี้คือ นิสิตได้มีโอกาสทำงานจริง และผลผลิตก็ออกมาตรงใจกลุ่มเป้าหมาย

“ของสิ่งนี้ จุฬาฯ เป็นเจ้าของ นิสิตเป็นเจ้าของ” ขัตติยาพูดพร้อมรอยยิ้ม

โปรเจกต์นี้จึงเป็นมากกว่าแค่ที่เห็นในมือถือมากนัก

07

ต่างมหาวิทยาลัย ต่างฝัน

แม้โปรเจกต์นี้จะดีกับจุฬาฯ ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับมหาวิทยาลัยอื่นด้วย

“ฝันของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน” ขัตติยากล่าว ก่อนเล่าต่อไปถึงงานที่เธอทำกับแห่งอื่นๆ ทั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แต่ละที่มีวิธีคิดที่แตกต่างกัน เพราะมีจุดยืน ตัวตน และเป้าหมาย แตกต่างกัน

เธออธิบายว่า “เราไม่เคยมีเทมเพลต ที่เปลี่ยนแค่โลโก้ เปลี่ยนสี แล้วกลายเป็นอีกมหาวิทยาลัยได้ เราพยายามปรับแต่งให้เหมาะกับนิสิตนักศึกษาและบุคลากรของแต่ละมหาวิทยาลัย”

เมื่อดูเผินๆ แล้ว CU NEX อาจเป็นโปรเจกต์ที่ไม่ซับซ้อนหวือหวามากนัก แต่เบื้องหลังคือการร่วมมือในทุกด้าน ระหว่างกสิกรไทยกับจุฬาฯ จนกลายเป็นต้นแบบการใช้ชีวิตการศึกษาในยุคดิจิทัลได้ในที่สุด

CU NEX

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

The Cloud X SC Asset

ลองคิดดูเล่นๆ ว่า เมืองที่เราอยู่ตอบสนองการใช้ชีวิตเรามากน้อยเพียงใด…

ถามใหม่ดีกว่า ลองให้คะแนนว่าวันนี้เราโชคดีแค่ไหน…ที่มีพี่วินผ่านมารับเราไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้าพอดิบพอดี หรือบังเอิญว่าเช้านี้รถไม่ติด ฝนไม่ตก โชคดีที่ไม่เดินสะดุดฟุตปาทที่มีพื้นตะปุุ่มตะป่ำ มาประชุมทันเวลาก่อนนายเข้าฉิวเฉียด (นี่แค่ปฐมบทชีวิตคนกรุงภาคเช้านะ)

จริงๆ แล้วคุณภาพชีวิต กับ ‘เมือง’ ที่เราอยู่อาศัยเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก ในยุคที่พื้นที่มีจำกัด ประชากรเพิ่มขึ้น ความแออัดของเมืองก่อตัวขึ้นหลากหลายรูปแบบ หลายประเทศแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาเมืองใหม่ เพราะผังเมืองแน่น คนเยอะ รถแยะ ความวุ่นวายกระจุกตัวเกินเยียวยา ครั้นจะรอนโยบายของนักปกครองมาขับเคลื่อนก็คงไม่ทันการณ์ โครงการ ‘เมืองใหม่’ (Planned Cities) ที่ได้รับการวางแผนอย่างถี่ถ้วนในหลายมุมทั่วโลก จึงเกิดจากความคิด ความร่วมมือ และการลงมือทำของภาคเอกชน ภาคการศึกษา รวมไปถึงชุมชนที่มองเห็นความสำคัญของวางผังเมืองใหม่ที่มีการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบเอื้อต่อการดำเนินชีวิตตามความเป็นจริง

‘ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน’ เป็นสุภาษิตไทยที่ฟังดูเช้ยเชย แต่กลับตรงกับแนวทางของการสร้างเมืองยุคใหม่เป๊ะ Human-centric โมเดลที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ความต้องการของผู้อยู่อาศัยเป็นหัวใจ ในการวางผัง ออกแบบเมือง ก่อสร้างบ้านอาคาร คิดบริการ ผลิตภัณฑ์ ตัวช่วยอื่นๆ ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ชวนคิดเล่นๆ อีกรอบว่า ถ้าตื่นมาทุกเช้าแบบไม่ต้องลุ้นว่า…จะมีพี่วินผ่านมารับเราไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้ามั้ย เช้านี้รถติด ฝนจะตก จะเดินสะดุดฟุตปาทที่มีพื้นตะปุุ่มตะป่ำ และมาประชุมทันมั้ย น่าจะเป็นชีวิตที่ดี (จะมีเวลาและพลังงานไปทำอย่างอื่น)

ยิ่งถ้ามีการเชื่อมต่อระหว่างบ้านกับระบบขนส่งมวลชน จักรยานสาธารณะ ห้องอาบน้ำ พื้นที่เพื่อการใช้งานของคนทุกกลุ่ม คาเฟ่หรือห้องสมุด 24 ชั่วโมง ไวไฟทั่วเมืองแบบลื่นปรื๊ด ชีวิตคงยิ่งดี๊ดี

การสร้างเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยเป็นผู้กำหนด จึงเป็นมากกว่าการเป็นเพียงเมืองอัจฉริยะ เพราะเป็นการเข้าใจและแก้ปัญหาตามความต้องการที่หลากหลายในทุกรายละเอียด ผ่านการพูดคุยกับกลุ่มผู้อยู่อาศัย สังเกตพฤติกรรม เพื่อออกแบบระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนพื้นที่นั้นจริงๆ

ในปัจจุบัน มีโครงการพัฒนาเมืองที่เป็นตัวอย่างของการสร้างเมืองที่รู้ใจผู้อยู่ ทั้งที่เป็นงานวิจัยเชิงวิชาการ เมืองที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และโครงการกำลังจะสร้างในอนาคตที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

GRAMERCY DISTRICT

USA

ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ โคเวิร์กกิ้งสเปซ

โปรเจกต์ที่ได้รับกล่าวถึงในแวดวง Smart City ในระดับนานาชาติในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เป็นโครงการมิกซ์ยูสบนพื้นที่กว่า 2.5 ล้านตารางฟุต ในเขต Ashburn มลรัฐเวอร์จิเนีย ที่เกิดจากความร่วมของผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ และนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นตัวช่วยในทุกรายละเอียดของชีวิต ตั้งแต่การจอดรถ ไปจนถึงการซื้อของ Gramercy Distinct รวมเอาทั้งที่อยู่อาศัย โคเวิร์กกิ้งสเปซ สถานศึกษา ร้านค้า และอาคารสำนักงาน มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทั้งหมดได้รับการออกแบบให้สามารถเดินถึงกันได้ และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมของเมืองในรูปแบบใหม่นี้คำนึงถึงการใช้ชีวิตของชุมชนผู้อยู่อาศัยแบบบูรณาการ เรียกว่าสามารถใช้ชีวิต ทำงาน เรียน เล่น พักผ่อน ตลอด 24 ชั่วโมงได้แบบแทบไม่ต้องออกนอกเมกะโปรเจกต์นี้เลยทีเดียว

MYNEIGHBORHOOD

EUROPE

ลิสบอน ลิสบอน

โครงการวิจัยในยุโรปที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้าง ‘Human Smart City’ ซึ่งมุ่งยกระดับ ‘คุณภาพชีวิต’ ของผู้อยู่มากกว่าเน้นเรื่องเทคโนโลยี MyNeighborhood นำร่องในสี่เมืองทั่วยุโรป ได้แก่ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส, เมืองออลบอร์ก ในเดนมาร์ก, เมืองเบอร์มิงแฮม ในสหราชอาณาจักร และมิลาน ประเทศอิตาลี การศึกษาพบว่าแต่ละเมืองมีความต้องการแตกต่าง ลิสบอนอยากให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เบอร์มิงแฮมอยากให้ปรับปรุงเรื่องการเดินทาง มิลานอยากให้ดูแลพื้นที่สาธาณะ ส่วนออลบอร์กกังวลว่าคนพิการจะมีชีวิตที่ไม่เท่าเทียม การรับฟัง พูดคุยแบบเปิดใจ ทำให้ชุมชนได้แชร์ความเห็น ความรู้สึก ประสบการณ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมคิด ร่วมมือ ร่วมทำ ให้เมืองและระบบนิเวศการอยู่อาศัยของพวกเขาน่าอยู่ขึ้น อย่างที่พวกเขาอยากให้เป็นจริงๆ ภาครัฐจึงสามารถนำผลการศึกษาไปพัฒนาต่อยอดในการสร้างชุมชนแบบ Human-centric ได้อย่างยั่งยืน

PUTRAJAYA

MALAYSIA

PUTRAJAYA ปุตราจายา

ระบบสาธารณูปโภคแบบจัดเต็ม ระบบขนส่งมวลชนเชื่อมต่อ ถนน 8 เลน สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ปุตราจายาได้รับการพัฒนาขึ้นให้เป็นศูนย์กลางราชการแห่งใหม่ของมาเลเซียตามแนวคิดการพัฒนาเมืองแบบหลายศูนย์ (Polycentric Cities) แบบยั่งยืน ควบคู่ไปกับเมืองไอทีอย่างไซเบอร์จายา หรือซิลิคอนแวลลีย์ของมาเลเซีย นอกจากจะเป็นเมืองใหม่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแล้ว ปุตราจายายังเป็นเมืองสีเขียว และเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) เพราะอาคารต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบวางแผนมาแล้ว บวกกับการที่ทุกคนร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

The Neighbourhood by SC Asset

THAILAND

ทางด่วน ครอบครัว

ในประเทศไทยเอง มีภาคเอกชนผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ริเริ่มนำเอาแนวคิดแบบ Human-centric มาใช้ในการพัฒนาเขตที่อยู่อาศัยใหม่ The Neighbourhood by SC Asset เป็นโครงการที่อยู่อาศัยต้นแบบ ที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง SC Asset และภาควิชาการอย่าง REDEK ศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการสร้างโมเดลที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ที่ตอบรับการเติบโตของชุมชนเมืองในอนาคต ตามแนวทาง Township Concept Development ซึ่งอาจใช้พื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาเมืองในพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต

ในการเข้าอกและเข้าใจผู้อยู่อาศัย เพื่อพัฒนาสองพื้นที่หลักของโครงการนี้ในทั้งโซนเหนือของกรุงเทพฯ บริเวณบางกระดี จังหวัดปทุมธานี  200 ไร่ และโซนตะวันออก บริเวณกรุงเทพกรีฑากว่า 115 ไร่ REDEK จึงเป็นเจ้าภาพในการทำวิจัยเพื่อศึกษาพื้นที่ พฤติกรรม กิจกรรม ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ศึกษา ทั้งในเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และแนวโน้มการเติบโตของย่าน โดยการลงพื้นที่ สัมภาษณ์กลุ่มผู้อยู่อาศัย สังเกตพฤติกรรม รวมไปถึงการทำเวิร์กช็อป เพื่อหาความต้องการในมิติต่างๆ ในด้านที่อยู่อาศัยและการดำเนินชีวิต เพื่อเป้าหมายในพัฒนาพื้นที่ ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของทุกคน ไม่เพียงแต่คนในโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในอนาคต แต่รวมไปถึงชุมชนที่อยู่ในบริเวณโดยรอบ

Delphi

ม.ล. จิรทิพย์ เทวกุล ผู้จัดการโครงการ,   ดร.ชำนาญ ติรภาส หัวหน้าโครงการ จาก REDEK ศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี,
คุณโฉมชฎา กุลดิลก Head of Corporate Brand และ คุณณัฎฐกิตติ์ ศิริรัตน์ Head of Marketing บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

“บริการที่จะมาตอบสนองการใช้ชีวิตควรได้รับการออกแบบเพื่อคนในพื้นที่นั้นๆ อย่างแท้จริง เช่น รถ Shuttle Bus ที่เชื่อมต่อหมู่บ้านต่างๆ ในย่านนั้นไปสถานีรถไฟ พร้อมตารางการเดินรถที่ตรงเวลา จุดจอด ทางลาด และการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานจริง” คุณโฉมชฎา กุลดิลก Head of Corporate Brand บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยกตัวอย่างไอเดียการบริการสาธารณะที่ทั้งคนในโครงการและชุมชนที่อยู่โดยรอบสามารถใช้ร่วมกันได้

ดร.ชำนาญ ติรภาส จาก REDEK ศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หัวหน้าโครงการ เล่าถึง การขยายเมืองแบบ Township Concept Development ว่า ประเทศไทยเป็นเมืองตัวเดี่ยวที่มีการกระจายเมืองออกไปโดยไม่มีสาธารณูปโภคพื้นฐานมารองรับ และไม่การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ชัดเจน เมื่อชุมชนที่อยู่อาศัยอยู่ไกลจุดศูนย์กลาง จึงยิ่งทำให้เกิดการใช้รถเพื่อเดินทางมากกว่าเดิม การสร้างย่านที่อยู่อาศัยรูปแบบนี้ที่ตอบรับการเติบโตของชุมชนเมืองในอนาคต เป็นการสร้างจุดศูนย์รวม (Node) เพื่อให้เป็นแหล่งงาน แหล่งการค้า ศูนย์กลางในแง่ต่างๆ ย่านนั้นอยู่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้สามารถพัฒนาระบบเชื่อมต่อการเดินทางไปส่วนอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากความต้องการพื้นฐาน เช่น การออกแบบที่ใช้ประโยชน์ได้จริง เหมาะกับการอยู่อาศัย การเดินทางสะดวก ระบบรักษาความปลอดภัย นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ และความเป็นชุมชนน่าอยู่ แม้ผลการวิจัยยังอยู่ในช่วงการประมวลผล แต่จากการลงพื้นที่และสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย การศึกษาโครงการ The Neighbourhood by SC Asset ยังพบข้อสังเกตว่า มีความต้องการและความคาดหวังของผู้อยู่อาศัยที่สอดรับกับเทรนด์การอยู่อาศัยโลก

“จากการวิจัย ส่วนหนึ่งเราพบว่ากลุ่มเป้าหมายเลือกซื้อบ้านชานเมืองเพราะอยากอยู่ใกล้โรงเรียนที่ดี และอยากอยู่ใกล้ครอบครัวหรือญาติ เพื่อให้ไปมาหาสู่กันได้ง่าย” ม.ล.จิรทิพย์ เทวกุล ผู้จัดการโครงการ เผยหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผู้อยู่อาศัยยุคใหม่คำนึงถึงก่อนลงหลักปักฐานในย่านใดย่านหนึ่ง

นอกจากนี้ Flexible Design ความยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนการใช้งานของพื้นที่และที่อยู่อาศัย ก็เป็นอีกโจทย์สำคัญที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนักออกแบบต้องนึกถึง เพื่อรองรับความต้องการและความสามารถของกลุ่มผู้อาศัยได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อหมุนตามโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

Writer

Avatar

พิมชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยา

อินโทรเวิร์ด ที่ชอบ 'คุย' กับคน เพื่อสำรวจความคิดและถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load