28 กุมภาพันธ์ 2562
7 K

พวกเรานั่งอยู่ใน PLEARN Space กลางจุฬาฯ ที่นี่คือ Digital Co-learning Space หรือพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน ที่รังสรรค์โดยธนาคารกสิกรไทย

ทำไมสถาบันการเงินอย่างธนาคารต้องมาสร้างพื้นที่แบบนี้ ร่วมกันกับสถาบันการศึกษา นี่ไม่ใช่ขอบเขตของงานธนาคารที่เราคุ้นชินกันเลย แต่เป็นความตั้งใจของกสิกรไทยกับจุฬาฯ เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน

ผู้ที่จะมาเล่าเรื่องการร่วมมือนี้ให้ฟังนั่งอยู่ตรงหน้า เธอคือ ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการแห่งธนาคารกสิกรไทย มาพร้อมทีมผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์เทคโนโลยีให้โปรเจกต์ CU NEX

CU NEX

“ธุรกิจธนาคารเปลี่ยนไปเยอะเลย เดี๋ยวนี้สตาร์ทอัพหรือใครก็เข้ามาทำได้หมด ถ้าเราอยู่เป็นธนาคารแล้วทำเหมือนเดิม ในอนาคตเราคงเหนื่อย เราเลยเปลี่ยนตัวเองด้วยการไปสร้างที่ยืนใหม่ในพื้นที่อื่นๆ” ขัตติยาตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกับการเล่าเรื่องงานนี้

เพราะเหตุนี้ CU NEX จึงเป็นมากกว่าแค่ธนาคารดูแลเรื่องการเงินให้มหาวิทยาลัย

แล้วจะเป็นมากกว่าได้อย่างไรบ้าง? กสิกรไทยเลือกส่งทีมซึ่งเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการออกแบบเข้ามาช่วยจัดการสร้างสรรค์แอป พวกเขาใช้วิธีการเข้าไปพูดคุยสอบถามกับชาวจุฬาฯ อย่างเจาะลึก จนเข้าใจว่าชาวจุฬาฯ ต้องการอะไร แล้วจึงทำโปรเจกต์ไปตามทิศทางนั้น

“นิสิตเป็นวัยลูกค้าที่เรายังไม่ค่อยมี ยังไม่รู้ใจกัน วิธีการทำแรกๆ เราทำเหมือนเคแบงก์ทำ แต่ปรากฏว่าทั้งนิสิต ทั้งบุคลากร เขาไม่เก็ต เลยต้องเป็นทีมใหม่ที่ไม่ใช่ของเคแบงก์ เพื่อโฟกัสของจุฬาฯ โดยเฉพาะ” เธออธิบาย

นี่คือเรื่องเจ๋งๆ 7 เรื่อง ที่เราไม่เคยคิดว่าธนาคารกับมหาวิทยาลัยจะร่วมกันสร้างได้

CU NEX CU NEX

01

ใช้แอปแทนบัตรนิสิตได้เลย

เพราะบัตรประจำตัวเป็นสิ่งที่นิสิตต้องใช้ทุกวัน ทีมเลยผลักดันให้บัตรนิสิตแบบ Virtual เสร็จเป็นสิ่งแรกๆ ของโปรเจกต์

บัตรนิสิตแบบ Virtual หมายถึง การมีบัตรนิสิตอยู่บนแอป CU NEX ทำให้นิสิตยืนยันตัวตนได้โดยไม่ต้องเปิดกระเป๋าตังค์ ตั้งแต่เข้าสถานที่ต่างๆ ใช้ห้องประชุมที่ตนจองไว้ แม้กระทั่งการเปิดล็อกเกอร์ใน PLEARN Space ก็ใช้มือถือแตะแทนได้ทั้งหมด ต่อให้บัตรทิ้งไว้ที่บ้านก็ยังใช้ชีวิตได้ไม่ติดขัด

ถ้าต้องการขอออกบัตรใหม่แบบที่มีบัตรเดบิตพ่วงด้วย ก็ทำบนแอปนี้ได้เลยโดยไม่ต้องไปถึงธนาคารเหมือนแต่ก่อน

นอกจากนั้น แอปยังช่วยเก็บข้อมูลตำแหน่งแหล่งที่ของผู้ใช้งาน เพื่อดูว่าประชากรจุฬาฯ อยู่ในพื้นที่ไหนเป็นหลัก และเน้นพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ ถ้ามีเรื่องด่วน ก็กด SOS ให้ความช่วยเหลือไปหาได้ทันที

สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความต้องการของนิสิตที่ทีมพบว่า “อยากให้เรื่องจุกจิกที่ทำให้เขาไม่ได้โฟกัสเรื่องเรียนหายไป” ซึ่งการพกบัตรนิสิตก็เป็นหนึ่งในนั้น

02

เปลี่ยนห้องเรียนเมื่อไรก็มีแจ้ง

นอกจากเรื่องบัตรแล้ว ก็มีเรื่องระบบการเช็กข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะตารางสอน ตารางสอบ และที่อยู่ของแต่ละห้องเรียนที่นิสิตหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่าอยากได้ความช่วยเหลือ

“แต่เดิมจะประกาศอะไรก็ใช้กระดาษแปะหน้าห้อง ทุกวันนี้ก็ใช้ไลน์ต่อๆ กัน เราเลยจับมารวมกันอยู่ที่เดียว ซึ่งแอปนี้ทำได้” ขัตติยาอธิบาย

แอป CU NEX มีข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนทุกอย่าง ตั้งแต่วันนี้คุณมีเรียนวิชาอะไรตอนไหนบ้าง จนถึงห้องตัวย่ออะไรอยู่ชั้นไหนของตึกไหน รวมถึงสามารถแจ้งเตือนประกาศเวลาเปลี่ยนห้องเรียนหรืองดคาบเรียน ส่งตรงถึงมือทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ขัตติยาย้ำอีกรอบว่า “เรื่องการศึกษาเราไม่ยุ่ง เราแค่ช่วยดูแลเรื่องการกำจัดความวุ่นวายให้”

CU NEX

03

จัดกิจกรรมง่ายเพียงปลายนิ้ว

“เด็กเดี๋ยวนี้เขาชอบแสดงออก และทำได้ดีด้วยนะคะ เราเลยอยากมีเวทีให้เขาได้แสดงออก” ขัตติยากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

โจทย์ดังกล่าว กสิกรไทยร่วมครุ่นคิดกับจุฬาฯ จนออกมาเป็น PLEARN Space ที่พวกเรานั่งอยู่ ที่นี่เป็นพื้นที่สาธารณะที่ให้นิสิตจองและใช้งานผ่านแอปได้โดยตรง ขนาดทีมละครนิเทศฯ ก็เคยใช้พื้นที่ในการโปรโมตขายบัตรละคร และโชว์ทีมแดนซ์กลางลานมาแล้ว

เสียงตอบรับดีล้นหลามของพื้นที่ ทำให้ธนาคารกับอาจารย์เริ่มคุยกันเพื่อวางแผนขยับขยายพื้นที่อื่นๆ ให้ชาวจุฬาฯ เพิ่มเติม

แต่พื้นที่อย่างเดียวก็อาจไม่มีประโยชน์ ต้องมีระบบที่ช่วยให้นิสิตสร้างและโปรโมตกิจกรรมได้ด้วยตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กๆ ก็ไม่ต้องเหนื่อยเดินเรื่องประชาสัมพันธ์ ส่วนผู้สนใจก็ไม่ต้องเหนื่อยไปขวนขวายหากิจกรรมให้เข้าร่วม

04

พอกันทีกับการวุ่นวายขอเอกสาร

การขอเอกสารน่าจะเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของหลายมหาวิทยาลัย

ทางทีมเล่าให้ฟังถึงเสียงจากนิสิตที่ต่างพูดตรงกันว่า การขอลดขั้นตอนและเวลาขอเอกสาร เป็นสิ่งที่ถ้าทำได้จะดีมาก

กสิกรไทยร่วมมือกับบุคลากรที่ดูแลเรื่องนี้ ออกมาเป็นการแก้ปัญหาด้วยระบบ Blockchain ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลหล่นหายหรือถูกปลอมแปลงได้ยาก การเข้าถึงข้อมูลจะทำได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น หนึ่งในผลลัพธ์ปลายทางที่ออกมาคือ นิสิตจะกดขอเอกสารได้ทันทีในแอปนี้

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากกสิกรไทยทำงานอยู่กับบริษัทใหญ่หลายที่ เช่น ปตท. นิสิตที่อยากฝึกงานหรือสมัครเข้าทำงานอาจไม่ต้องขอเอกสารเลยก็ได้ เพราะระบบ Blockchain จะช่วยส่งผลการศึกษาไปยังบริษัทต่างๆ โดยตรง

ขัตติยาชวนสังเกตว่า การแก้ปัญหาไม่ได้แตะกับส่วนข้อมูลเลย แต่เป็นการให้เครื่องมือมากกว่า “แอปนี้จะประสบความสำเร็จก็ต้องเป็นความร่วมมือ เนื้อหาข้างในเป็นของจุฬาฯ ทั้งหมด เราเพียงแค่ทำระบบให้”

CU NEX

05

ทุนการศึกษาเป็นของหาไม่ยาก

รู้หรือไม่ จุฬาฯ มีทุนการศึกษาอยู่มากถึง 2,000 ทุนต่อปี

คณาจารย์ต้องการผลักดันให้ทุนเหล่านี้กับนิสิต และมองเห็นว่าหากมีช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยได้มาก

พวกเขาจึงนำทุนการศึกษามาเสนอถึงมือนิสิตให้สมัครได้ และรอฟังผลได้ทันทีผ่านทางแอป

ระหว่างการอธิบาย ขัตติยาพูดออกมาว่า “เราเปลี่ยนกระบวนการเพราะคิดว่าถ้าเด็กอยากได้ทุนก็คงอยากรู้ว่าได้หรือยัง อาจารย์ต้องการเอกสารอะไรเพิ่มมั้ย แล้วมีเดดไลน์ชัดเจน อาจารย์เองก็คงอยากให้ทุนอยู่แล้ว คงดีกว่าถ้ามีข้อความเด้งขึ้นมาคอยเตือนคอยบอก ก็ทำเพื่อทุกคนแหละ”

06

มากกว่าเทคโนโลยี คือผู้คน

อีกมุมหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้เกี่ยวกับ CU NEX คือการรวมนิสิตเข้ามาในกระบวนการอย่างแท้จริง

ตัวอย่างเช่นการให้นิสิตนิเทศศาสตร์ทำโฆษณาแนะนำโปรเจกต์นี้ หรือล่าสุด ทีมก็กำลังตามหานิสิตสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่จะเป็นผู้ออกแบบตู้ ATM สำหรับใช้จริงในพื้นที่จุฬาฯ

ข้อดีของการทำเช่นนี้คือ นิสิตได้มีโอกาสทำงานจริง และผลผลิตก็ออกมาตรงใจกลุ่มเป้าหมาย

“ของสิ่งนี้ จุฬาฯ เป็นเจ้าของ นิสิตเป็นเจ้าของ” ขัตติยาพูดพร้อมรอยยิ้ม

โปรเจกต์นี้จึงเป็นมากกว่าแค่ที่เห็นในมือถือมากนัก

07

ต่างมหาวิทยาลัย ต่างฝัน

แม้โปรเจกต์นี้จะดีกับจุฬาฯ ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับมหาวิทยาลัยอื่นด้วย

“ฝันของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน” ขัตติยากล่าว ก่อนเล่าต่อไปถึงงานที่เธอทำกับแห่งอื่นๆ ทั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แต่ละที่มีวิธีคิดที่แตกต่างกัน เพราะมีจุดยืน ตัวตน และเป้าหมาย แตกต่างกัน

เธออธิบายว่า “เราไม่เคยมีเทมเพลต ที่เปลี่ยนแค่โลโก้ เปลี่ยนสี แล้วกลายเป็นอีกมหาวิทยาลัยได้ เราพยายามปรับแต่งให้เหมาะกับนิสิตนักศึกษาและบุคลากรของแต่ละมหาวิทยาลัย”

เมื่อดูเผินๆ แล้ว CU NEX อาจเป็นโปรเจกต์ที่ไม่ซับซ้อนหวือหวามากนัก แต่เบื้องหลังคือการร่วมมือในทุกด้าน ระหว่างกสิกรไทยกับจุฬาฯ จนกลายเป็นต้นแบบการใช้ชีวิตการศึกษาในยุคดิจิทัลได้ในที่สุด

CU NEX

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เราปฏิบัติกับเด็กเหมือนเขาเป็นเด็ก หรือเป็นมนุษย์คนหนึ่ง?

คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจ เมื่อฉันได้พูดคุยกับ อุ๊-อัจจิมา ณ พัทลุง Festival Director ของเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชนที่จะจัดขึ้นวันที่ 15 – 27 พฤษภาคมนี้ ผู้คัดเลือกละครสำหรับเด็กจากทั่วโลกมาแสดงที่กรุงเทพมหานครเห็นว่าสื่อละครสำหรับเด็กมักพูดเรื่องเทพนิยาย แฟนตาซี และมักแฝงคติสอนใจว่าเด็กควรคิดหรือควรทำอะไรให้ถูกต้อง

อุ๊สนใจงานละครร่วมสมัยที่เปิดกว้าง ไม่ห่อหุ้มเด็กๆ ด้วยความปลอดภัยและข้อสรุปเบ็ดเสร็จ แต่เปิดโอกาสให้เด็กได้รับรู้ชีวิตที่ต่างออกไปจากที่ตัวเองรู้จัก เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามและหาคำตอบให้ตัวเองก่อนผู้ใหญ่บอก

“ละครช่วยฝึกการเรียนรู้เด็กในหลายด้าน ทั้งศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว ที่สำคัญคือมีความสด มีความเป็นมนุษย์ การอยู่ร่วมกันระหว่างนักแสดงและผู้ชมเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหน้าจอ หรือการดูรูปภาพ การดูละครร่วมกับพ่อแม่ แล้วได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ไปด้วยกันเป็นการเชื่อมต่อที่ดีของครอบครัว และเด็กๆ ก็จะได้เชื่อมต่อกับคนอื่น ได้สัมผัสประสบการณ์และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากมุมของตัวเอง”

การแสดง 9 เรื่องที่เดินทางมาจาก 7 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เบลเยียม สกอตแลนด์ อินโดนีเชีย และประเทศไทย มีสไตล์หลากหลายตั้งแต่กายกรรมรูปแบบใหม่ การเต้นร่วมสมัย ไปจนถึงละครใบ้และละครหุ่น แต่ละเรื่องเหมาะสมกับผู้ชมแตกต่างกันไป ตั้งแต่วัย 3 ขวบ 7 ขวบ ไปจนถึงทุกเพศทุกวัย

ก่อนบัตรจะเต็มและการแสดงจะเริ่มขึ้น ขอเชิญทำความรู้จักการแสดงทั้ง 9 เรื่อง เลือกเรื่องที่ใช้ แล้วพาเด็กๆ หรือคนที่สนใจไปสร้างประสบการณ์ดีๆ ร่วมกันตลอด 2 สัปดาห์ของการแสดงกันเถอะ

 

1

Horses

ละครเบลเยียม-ไทยที่เด็กๆ ไทยเป็นนักแสดง

Horses

ประเดิมงานแรกด้วยละครของกลุ่ม kabinet k ที่จัดเวิร์กช็อปความยาว 7 วันกับนักแสดงชาวไทย 12 คน เป็นผู้ใหญ่ 6 คน และเด็กๆ อีก 6 คนที่สมัครเข้ามา ทั้งหมดเต้นรำและเคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อแสดงเรื่องราวการอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนตัวใหญ่และคนตัวเล็ก

“Horses เป็นเรื่องของความอยากเป็นผู้ใหญ่และความยังอยากเป็นเด็ก เรื่องของพลังกับความอ่อนแอ เรื่องของการอุ้มและถูกอุ้ม เรื่องของการดั้นด้นเสาะหาก่อนจะยอมแพ้ การค้นหาว่าใครคือผู้เชิดชักใย และการค้นหาท่วงทำนองสอดประสานที่ใช่ระหว่างกัน

“Horses เป็นประจักษ์พยานของพลังและความจริงใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การแสดงที่นักแสดงค้นหาวิธีการอยู่ร่วมกันและความสัมพันธ์เฉพาะหนึ่งต่อหนึ่งระหว่างชีวิตกับชีวิต เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างม้ากับผู้ขี่ของมัน”

งานนี้เป็นการแสดงเปิดตัวของเทศกาลที่เปิดให้เข้าชมฟรี และปฏิบัติกับเด็กกับผู้ใหญ่อย่างเท่าเทียม คือเป็นนักเต้นที่มีความเป็นมืออาชีพ

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป
เข้าชมฟรี (ลงทะเบียนล่วงหน้า)
สถานที่ : สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 2 รอบ วันที่ 17 – 19 พฤษภาคม

 

2

Flaque

กายกรรมโดยกลุ่ม Companie Defracto จากฝรั่งเศส

Flaque Flaque

การแสดงส่วนหนึ่งของงาน French Highlight นี้เป็นของกลุ่ม Companie Defracto กลุ่มศิลปินที่เรียนกายกรรมเองโดยไม่ได้เรียนจากสถาบันไหน และใช้เทคนิค Juggling (โยนสิ่งของ) มาผสมกับการเต้นและดนตรี ผู้ชายสองคนที่ใช้การเล่นจักกลิ้งสนทนากันได้พาการแสดงกายกรรมออกจากกรอบเดิม ไปสู่วิถี New Circus ที่แตกต่างไปจากกายกรรมตามขนบที่เราคุ้นชิน

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 3 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

3

Four go wild in wellies

การเต้นสำหรับเด็ก โดย Independ – Dance 4 จากสกอตแลนด์

Four go wild in wellies Four go wild in wellies

เรื่องราวเกี่ยวกับสี่สหายที่พบว่าสิ่งของที่เตรียมมาแคมป์มีชีวิตขึ้นมาและพากันออกผจญภัย พวกเขาจึงต้องผจญภัยในรองเท้าบู๊ต พร้อมกับหมวกไหมพรม ผ้าพันคอ และเต็นท์แสนซน เรื่องนี้เข้าใจง่าย ชัดเจน น่ารัก ชวนให้เด็กสนุกได้มาก ที่สำคัญการแสดงอบอุ่นสำหรับเด็กเรื่องนี้มีนักแสดงมืออาชีพสองในสี่คนที่เป็นดาวน์ซินโดรม แต่พวกเขาได้เดินทางทัวร์การแสดงคุณภาพชิ้นนี้มาแล้วหลายประเทศในยุโรป และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับจากละครเรื่องนี้จึงเป็นการลดอคติหรือการตัดสินคนพิการอีกด้วย

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี
บัตรผู้ใหญ่ : 450 บาท, บัตรเด็ก : 150 บาท
สถานที่ : Creative Industries
แสดง 6 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

4

วาวา The Rice Child

การแสดงหุ่นสายโดยพระจันทร์เสี้ยวการละคร

วาวา The Rice Child วาวา The Rice Child

วาวา The Rice Child เป็นละครหุ่นสื่อผสมของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวที่ทำละครหุ่นมาต่อเนื่องสม่ำเสมอ พวกเขาสนใจประเด็นเด็กแรงงานข้ามชาติ เลยศึกษาข้อมูลและลงพื้นที่ที่จังหวัดสมุทรสาคร เรียนรู้ปัญหาของเด็กๆ ที่พ่อแม่เป็นแรงงานข้ามชาติหรือผู้ลี้ภัย การเกิด เติบโต และเรียนหนังสือ ในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่าย

พระจันทร์เสี้ยวการละครจึงนำประเด็นหนักนี้มาย่อยเล่าอย่างเรียบง่าย ผสมผสานกับนิทานพื้นบ้านลุ่มน้ำโขง นิทานน้ำเต้า เพื่อให้ผู้ชมเด็กๆ กับครอบครัวได้นั่งดูชีวิตของเด็กน้อยวาวา เด็กแรงงานข้ามชาติกับมิตรภาพกับเพื่อนคนไทยไปด้วยกัน และได้เห็นหุ่นสายที่โลดแล่นมีชีวิตชีวาผสมผสานกับภาพจากการวาดทราย หุ่นกระดาษ การเล่นเงา และบทเพลง

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 350 บาท, บัตรเด็ก : 100 บาท
สถานที่ : ห้อง 401 ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 5 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

5

Puno

การเชิดหุ่นโดย Papermoon Puppet Theatre จากอินโดนีเซีย

Puno Puno

ละครหุ่นอบอุ่นเรื่องนี้เล่าเรื่องเด็กที่เสียพ่อไปโดยไม่ได้พูดความในใจ ความเชื่อของอินโดนีเซียเชื่อว่าหลังจากตายใหม่ๆ วิญญาณของผู้ตายจะยังวนเวียนอยู่รอบๆ อีก 40 วัน เด็กน้อย Tala จึงพยายามหาทางสื่อสารกับพ่อของตัวเอง

งานนี้เป็นการแสดงสำหรับเด็กที่พูดถึงความตายอย่างซื่อตรงและงดงาม ไม่ฉาบแต่เรื่องราวสวยงามเทพนิยายให้เด็กๆ แต่พูดถึงความจริงของโลกใบนี้ได้อย่างกินใจน่าดูน่าชม

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : Creative Industries
แสดง 3 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

6

Primo

การเต้นร่วมสมัยในสระน้ำ โดย Alfredo Zinola จากเยอรมนี

Primo Primo

Primo หมายถึงแรกเริ่มหรือจุดเริ่มต้น ศิลปินเยอรมัน 2 คนจะเต้นแบบมินิมัลในสระน้ำยางขอบใส ให้คนดูจะนั่งหรือนอนรอบๆ สระเพื่อมองการแสดง เป็นงานที่เรียบง่าย สงบ สวยงาม มีความเป็นบทกวี และพาคนดูดำดิ่งเชื่อมโยงกับประสบการณ์เก่าแรกเริ่มของตัวเอง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความได้อย่างเต็มที่

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 – 5 ปี และผู้ใหญ่
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 5 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

7

Babymime Show @Star Wars

ละครใบ้ที่เล่าเรื่องครอบครัวสุดซึ้งโดย Babymime

Babymime Show @Star Wars Babymime Show @Star Wars

Babymime เป็นกลุ่มละครใบ้ของ 3 หนุ่มที่ทำงานเพื่อคนดูกลุ่มครอบครัวมานาน เทศกาลนี้จึงขาดพวกเขาไปไม่ได้ Star Wars เป็นคอเมดีดรามาที่เล่าปัญหาในบ้านผ่านสายตาของเด็กออทิสติกที่คลั่งไคล้ Star Wars จึงเห็นภาพพ่อแม่เป็นตัวละครในจินตนาการของตัวเอง รับประกันได้ว่าเรื่องนี้ตลก ซึ้ง มีความสนุกชวนอมยิ้ม อุ่นๆ ในหัวใจตามสไตล์เบบี้ไมม์แน่นอน

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 450 บาท, บัตรเด็ก : 150 บาท
สถานที่ : ห้องสตูดิโอชั้นสี่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 5 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

 

8

Sarabande

การเล่น Juggling ผสมศิลปการแสดงหลายแขนงโดย Jörg Müller

Sarabande

การแสดงกายกรรมฝรั่งเศสชิ้นนี้ ผสมผสาน Fine Art, Temporary Art และการจักกลิ้งเข้าด้วยกัน โดยศิลปินไม่จักกลิ้งด้วยลูกบอล แต่แขวนท่อเหล็กจากข้างบนเป็น Installation Art แล้วจักกลิ้งแนวราบกับท่อนเหล็กเหล่านี้ ประกอบไปกับดนตรีคลาสสิกของนักเล่นไวโอลินสด งานที่น่าตื่นเต้นนี้ฉีกกรอบการแสดงกายกรรมไปโดยสิ้นเชิง และจะเป็นประสบการณ์ชมการแสดงที่แสนพิเศษสำหรับผู้ชมทุกวัย

เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : ศูนย์ศิลปการละครสดใสพันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 3 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

9

GABEZ Show

ละครใบ้ผสมการเต้นโดยกลุ่ม GABEZ จากญี่ปุ่น

GABEZ Show GABEZ Show

ปิดท้ายด้วยละครใบ้สนุกๆ และการเต้นเปี่ยมคุณภาพของสองหนุ่มฮิโตชิและมาสะจากโอกินาวา พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากชาร์ลี แชปลิน และคณะนักดนตรีที่มีมุกตลกแพรวพราวชาวญี่ปุ่น The Drifters การฝึกฝนมายาวนานหลายปีทำให้จังหวะการเคลื่อนไหวของพวกเขาเนี้ยบกริบ ขำกลิ้ง เข้าใจง่าย แม้จะไม่ได้อ้าปากพูดเลยสักคำ ภาษากายของพวกเขาก็เอาชนะใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : ศูนย์ศิลปการละครสดใสพันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 5 รอบ วันที่ 24 – 27 พฤษภาคม

จองบัตรละครทุกเรื่องได้ที่นี่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load