เวลาเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ ระหว่างทางที่ทิวทัศน์เคลื่อนผ่านสายตาของเรา สิ่งหนึ่งที่มักพบเห็นข้างทาง คือป้ายบอกชื่อสถานที่ ซอย ถนน หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ บางชื่ออาจชวนขำ บางชื่อแสนแปลกประหลาด แต่บางทีก็แสนไพเราะจนติดอยู่ในใจ แต่เคยสงสัยไหมว่าชื่อเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร เขตบางรักที่คนแห่ไปจดทะเบียนสมรสกัน เพราะคนในพื้นที่เชิดชูความรักเช่นนั้นหรือ หรือบางกะปิ เคยมีร้านค้าขายกะปิเจ้าดังอยู่ที่นั่นใช่หรือไม่

คำตอบของคำถามเหล่านี้หลายครั้งก็หาคำอธิบายไม่ได้ เพราะไม่มีการจดบันทึกไว้ ต้องยอมรับว่าเราเป็นประเทศที่มีการบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ค่อนข้างน้อย และสืบย้อนกลับไปได้ไม่ยาวนานนัก ที่จำได้เป็นความทรงจำ ซึ่งเจ้าของความทรงจำนั้นอาจหมดลมหายใจจากไปพร้อมกับความทรงจำแล้ว หลายเรื่องราวในแต่ละสถานที่จึงหายไปตามกาลเวลา เมื่อไม่มีหลักฐานการมีอยู่ ก็ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริงในยุคสมัยถัดมา

แล้วเราจะหาความทรงจำที่ไม่ถูกบันทึกไว้ได้จากที่ไหนได้บ้าง หนึ่งในนั้น คือ ‘แผนที่’

แผนที่ ไม่ได้มีหน้าที่แค่แสดงหนทาง บอกลักษณะ ขนาด และที่ตั้งของสถานที่เท่านั้น แต่เป็นสิ่งเก็บความทรงจำของพื้นที่ เมือง ประเทศ จนถึงโลก เมื่อนำแผนที่เก่ามาเรียงเปรียบเทียบกันในแต่ละช่วงปี ก็บอกความเปลี่ยนแปลงของเมืองได้ หลายพื้นที่หน้าตาเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิมเหมือนชื่อ หรือบางพื้นที่อาจเหลือไว้แค่เพียงชื่อ แต่อาจปรากฏตำแหน่งอยู่บนแผนที่เก่าสักปี แผนที่จึงเป็นหนึ่งในหลักฐานที่ยืนยันว่าเรื่องราวในอดีตนั้นเป็นจริง

แผนที่จึงไม่ได้บอกแค่ที่ไป แต่ยังบอกที่มาของสถานที่ต่าง ๆ ได้

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต

นี่คือสิ่งที่ ‘หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ พยายามสื่อสารกับคนทั่วไปมาตลอด 3 ปี และกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเรื่องราวน่าสนใจในอดีตของแผนที่เก่าที่ทางหน่วยวิจัยแผนที่ฯ คัดมานำเสนอบนเพจ หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เป็นประจำ

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ ทำงานอย่างไร และมีวิธีดูแผนที่อย่างไรให้เห็นเรื่องราวจากอดีต ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมเมืองและชุมชน หยิบแว่นขยาย กางแผนที่ แล้วตามเราไปทำความรู้จักกับพวกเขากัน

หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อตั้งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่การทำงานของพวกเขาเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นหลายสิบปี โดยเริ่มต้นจาก ศ.ดร.บัณฑิต จุลาสัย สถาปนิก อาจารย์ และอดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาฯ

“แผนที่มีความสำคัญอย่างมาก นี่เป็นสิ่งที่ผมรับรู้ได้ชัดเจนตอนเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส ที่ปารีสมีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ชื่อ The Musée des Plans-Reliefs มีการเก็บรวบรวมแผนที่โบราณไว้ แต่ที่ทำให้ผมตื่นเต้นมาก คือ มีการแสดงหุ่นจำลองของเมืองต่าง ๆ ในฝรั่งเศส ทำขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชาวตะวันตกเริ่มต้นทำแผนที่อย่างเป็นระบบมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สั่งให้คนสำรวจเมืองต่าง ๆ ไปวัดว่าถนนยาวเท่าไหร่ บ้านกว้างเท่าไหร่ เวลาเขาสร้างป้อมในฝรั่งเศส มันไม่ใช่แค่ป้อมเฉย ๆ ป้อมเขาจะคุมเมือง เป็นป้อมกลางเมือง ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ก็วาดแบบส่ง แต่สมัยนั้นไม่มีเครื่องมือเขียนแบบ แล้วจะทำยังไง ก็เลยสร้างหุ่นจำลองขึ้นมา

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต
หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต

“ถึงวันนี้เอกสารแบบสำรวจนั้นก็ยังถูกเก็บไว้ แล้วเขาก็เอามาทำเป็นหุ่นจำลอง บางเมืองมีขนาดใหญ่เท่ากับห้องหน่วยวิจัยแผนที่ฯ นี้เลยด้วยซ้ำ นี่คือเครื่องมือที่พระเจ้าหลุยส์ใช้ สมมติว่าจะทำโบสถ์ เขาก็รู้ว่าจะต้องสร้างตรงไหน อย่างไร ขนาดเท่าไหร่ เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่ และทำให้ฝรั่งเศสยิ่งใหญ่ขึ้นมา

“ประวัติการทำแผนที่และแบบจำลองนั้น ทำให้ผมเข้าใจที่มาของหน่วยวัดแบบ Foot ที่แปลว่าเท้า เพราะมันคือการวัดจากก้าวเดินจริง ๆ ในยุคที่ยังไม่มีระบบเมตร สมัยนั้นเขายังใช้หน่วยถนนกว้าง 3 ก้าว 4 ก้าวกันอยู่

“พอเรียนจบกลับมา สิ่งที่ได้ไปเห็นมันทำให้ผมแปลกใจว่า เราสอนเรื่องผังเมือง แต่เราไม่เคยสนใจแผนที่เลย ในสมัยนั้นเราพอมีแผนที่เก่าอยู่บ้าง เขาใช้แผนที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 มาสอน เรามีความสนใจเกี่ยวกับแผนที่น้อยมาก สิ่งแรกที่ผมทำ จึงเป็นการพยายามค้นหาและเก็บรวบรวมข้อมูลแผนที่เกี่ยวกับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เหตุผลที่ทำให้แผนที่ต่าง ๆ ในไทยไม่ถูกนำเสนอ เพราะว่าถูกเก็บไว้ที่กรมแผนที่ทหาร มันเป็นความลับทางราชการ แม้จะเป็นแผนที่ในอดีตไปแล้ว แต่เราลองเข้าไปขอข้อมูลเหล่านี้ออกมาเพื่อการศึกษาและขอทำเผยแพร่ โชคดีที่เขายอม เราก็เริ่มขอทุนมาพิมพ์แผนที่ต่าง ๆ แจกให้กับผู้ที่สนใจ ประกอบกับทีมของเราเริ่มค้นเอกสารต่าง ๆ จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ค้นพบเอกสารจำนวนมากที่นำมาบอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของเมือง นำมาเล่าประกอบกับแผนที่เก่าต่าง ๆ ที่เราสะสมไว้ได้ พอจุฬาฯ เห็นถึงประโยชน์ในสิ่งที่เราทำ จึงให้ทุนจัดตั้งเป็นหน่วยวิจัยแผนที่ฯ ขึ้นมา” อ.บัณฑิต เล่าที่มาให้ฟัง แล้วจึงหันไปหยิบแผนที่ฉบับหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ 

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต

แผนที่ที่อาจารย์หยิบขึ้นมาให้ดูมีที่มาน่าสนใจ ถือเป็นแผนที่เก่าที่มีความละเอียดที่สุดอันหนึ่งของประเทศ

“แผนที่กรุงเทพฯ อันนี้ เป็นแผนที่ที่มีที่มาประหลาด เพราะตำรวจเป็นคนจัดทำขึ้นมา แทนที่จะเป็น กทม. หรือกรมแผนที่ทหาร ผมเจอแผนที่นี้หลังจากไปเจอกองตำรวจหนึ่ง ชื่อว่ากองแผนที่ ความดีของแผนที่นี้ คือ มีการจัดเก็บข้อมูลที่ละเอียดมาก ๆ ระบุชื่อ บ้านเลขที่ ถนน ซอกซอย ไว้เกือบครบถ้วน ที่ต้องละเอียดเช่นนี้ เพราะในอดีตตำรวจใช้ในการตามจับผู้ร้าย ซึ่งแผนที่แผ่นนี้ผมเขียนไว้ว่า พ.ศ. 2517 แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าตำรวจทำแผนที่นี้อยู่ตลอด แก้ไปเขียนไป มีข้อมูลใหม่ก็แก้ ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง แต่ผมบังเอิญไปได้มาตอนปีนั้น ก็เลยเขียนว่าปี 2517 

“ตัวแผนที่มีการจัดทำมาก่อน เช่น เราเห็นปีที่เขียนบนแผนที่ว่า 2475 ความจริงเริ่มทำตั้งแต่ พ.ศ. 2460 จัดพิมพ์เผยแพร่ตอน พ.ศ. 2475 และสมัยก่อนเขาจะเขียนแผนที่ลงบนกระดาษไข การที่จะเผยแพร่ ต้องมีการคัดลอกใหม่ ผมขอทุนจากจุฬาฯ เพื่อคัดลอกแผนที่ฉบับนี้ใหม่ให้เป็นไฟล์ ใช้แรงทั้งหมด 300 กว่าคน เพิ่งแล้วเสร็จเมื่อปีนี้เอง”

หนึ่งในการงานของหน่วยวิจัยแผนที่ฯ คือการค้นหาแผนที่เก่ามาจัดทำให้เป็นระบบระเบียบ และนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ แต่คนทั่วไปจะได้ใช้ประโยชน์อะไรจากแผนที่เก่า เป็นคำถามที่เรายังสงสัย

“วัฒนธรรมของคนต่างชาติที่มีการบันทึก มีการจัดเก็บข้อมูลที่ดี แต่เราไม่ค่อยได้ทำหรือให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ทั้งที่มันสำคัญ เราก็เลยเริ่มต้นทำ เพราะแผนที่ไม่ได้เป็นแค่ลายแทง แต่ใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบข้อมูล เช่น ครั้งหนึ่งผมเคยไปเจอคนที่บอกว่า อาคารของเขาเป็นอาคารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เราจะรู้ว่าจริงหรือไม่ ก็ต้องกลับไปดูแผนที่ ผมพบว่าแผนที่ พ.ศ. 2475 ยังไม่มีการเกิดขึ้นของตัวอาคารนี้เลย ผมก็เอาไปให้เขาดูว่าความจริงเป็นเช่นไร 

“สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับให้ได้คือ เราเป็นชาติที่ไม่บันทึก ไม่พูดด้วยหลักฐาน เน้นอารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก ซึ่งทำให้หลายอย่างของเราขาดความเป็นมาและสร้างอะไรใหม่ขึ้นมาทับ เช่น บางรัก ทำไมถึงเรียกตรงนี้ว่าบางรัก เพราะเกี่ยวข้องกับความรัก เวลาใครจะแต่งงานก็ต้องมาจดทะเบียนที่นี่เพื่อให้รักยืนยาว

“ถ้าเรารู้ประวัติศาสตร์ที่มาของบางรัก ก็จะทราบว่ามันไม่ใช่เลย มันไม่จริง เพราะคำว่า รัก ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าความรัก แต่มาจาก ต้นรัก ซึ่งเขาเอายางจากต้นรักที่เรียกว่ายางรักไปใช้เคลือบเครื่องเขิน เคลือบอุดเรือไม่ให้รั่ว เพราะฉะนั้น คุณสมบัติของรักในที่นี่จึงเป็นความทนทาน ทนมือทนตีน แต่ถ้าแต่งงานแล้วอยากให้แฟนรักเรา ซื่อสัตย์ตลอดไป ควรจะไปจดกันที่บางซื่อ”

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต

“การรู้ที่มา รู้ประวัติศาสตร์ของตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในแง่วิชาการและการวางแผนต่อไปในอนาคตของประเทศ และแผนที่สามารถบอกที่มาได้ นี่คือประโยชน์ของแผนที่” อ.บัณฑิต เล่าด้วยน้ำเสียงสนุก 

ตลอด 3 ปีที่หน่วยวิจัยแผนที่ฯ ก่อตั้งขึ้นมา นอกจากการเก็บรวบรวมข้อมูลและสะสมแผนที่เก่าให้เป็นระบบ การนำเสนอคุณค่าแง่งามของแผนที่เก่าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทางหน่วยวิจัยฯ แผนที่เห็น พวกเขาจึงเปิดเพจเฟซบุ๊กขึ้นมา เพื่อนำเสนอข้อมูลที่หยิบใช้จากแผนที่เก่าต่าง ๆ ได้ เป็นตัวอย่างให้คนเห็นคุณค่าและการใช้งานของแผนที่เก่า ซึ่งมี กอล์ฟ-รัชดา โชติพานิช และ ปุยปุย-จตุพร จันทร์เทศ นักวิจัย หน่วยปฏิบัติการวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและเมือง เป็นคนคอยดูแลเนื้อหาบนเพจเฟซบุ๊ก

“บางทีพื้นที่ในปัจจุบันกับอดีตอาจเปลี่ยนไปคนละทาง หรือบางชื่อในอดีตเคยมีชื่อนี้ แต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ซึ่งเราไปพบว่ามันอยู่ในแผนที่เก่า ทำให้เราอ๋อ อดีตเป็นอย่างนี้ มีที่มาที่ไปแบบนี้ พอเห็นจากแผนที่เก่า เรื่องราวต่าง ๆ จะค่อย ๆ ตามมา จากการค้นเอกสารจากหอจดหมายเหตุเพิ่มเติม และนำมาโพสต์ลงเพจให้คนทั่วไปรับรู้

“มีช่วงหนึ่งเรานำเสนอเรื่องราวของถนนสายต่าง ๆ เช่น ถนนในพระราชวังสวนดุสิต ในแผนที่สมัยรัชกาลที่ 5 มีถนนชื่อถนนดวงดาว ถนนดวงเดือน ถนนฮกลกซิ่ว ถนนคอเสื้อ ถนนเบญจมาศ ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว ทำให้เราสงสัยว่าปัจจุบันถนนเหล่านี้มีชื่อว่าอะไร เปลี่ยนไปตอนไหน ทำไมตอนนั้นถึงตั้งชื่อถนนแบบนี้ มันน่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตั้งชื่อนี้เพราะอะไร เราไปค้นและพบว่ารัชกาลที่ 5 ช่วงที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำริให้สร้างสวนดุสิต พระองค์ท่านกำลังทรงเล่นเครื่องกระเบื้องจีน 

“ชื่อของถนนในวังสวนดุสิต มาจากชื่อลายของเครื่องกระเบื้องจีน เพราะลายที่ปรากฏบนเครื่องกระเบื้อง เกิดจากการที่นักปราชญ์จีนประชุมกันเพื่อคิดลายขึ้นมา และสื่อถึงความเป็นมงคล ถนนคอเสื้อ คือชื่อของลายเครื่องกระเบื้อง อยู่บริเวณคอขวด เป็นเหมือนใบไม้ยาว ๆ คล้ายใบกล้วย เขาเรียกบริเวณนั้นว่าคอเสื้อ 

“พระองค์ท่านทรงนำความสนใจในตอนนั้นมาตั้งชื่อถนน เพื่อพระราชทานความมงคลให้กับพื้นที่ พอเปลี่ยนมาเป็นสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ท่านอยากให้ทุกคนภาคภูมิใจในความเป็นไทย เลยเปลี่ยนชื่อถนนเหล่านั้น ถนนคอเสื้อเปลี่ยนเป็นถนนพิษณุโลก จากแผนที่เราพบว่า หากตรงไปตามถนนพิษณุโลกจะมีวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นของ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ประทับอยู่ นำมาตั้งเป็นชื่อถนน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเป็นเส้นทางไปสู่จังหวัดพิษณุโลกแต่อย่างใด 

“ความสงสัยและการค้นหาคำตอบทำให้เราสนุก ยิ่งค้นพบคำตอบ ยิ่งสนุก เหมือนการสืบสวนเลย คนอ่านก็น่าจะได้รับความเพลิดเพลินจากข้อมูลเหล่านี้ และได้ประโยชน์จากข้อมูลของแผนที่ต่าง ๆ ด้วย

หน่วยวิจัยแผนที่ฯ เพจแกะประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า ให้สนุกกับการรู้จักเมืองผ่านอดีต
สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา
สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา

“มีครั้งหนึ่งเราไปพบถนนชื่อ ถนนหับเผย อยู่แถวสนามหลวง ปัจจุบันยังมีชื่อนี้อยู่ เราตั้งคำถามว่ามันคืออะไร ทำไมถึงเป็นชื่อนี้ ก็เลยค้นคำว่า หับเผย จนพบคำนี้ในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ว่ามันคือคุก ในวรรณคดีมีใครสักคนโดนจับเอาไปไว้ที่หับเผย และค้นคว้าต่อจนเจอว่า หับเผยมีที่มาจากบริเวณนั้นในอดีตเคยมีโรงเรือนที่เปิดหน้าต่างขึ้นมาได้ ชาวบ้านแถวนั้นเลยเรียกชื่อตามลักษณะของเรือนบริเวณนั้นว่า หับเผย 

“การค้นพบแบบนี้น่าสนุกตรงที่เราได้ชื่อสถานที่ ไปรู้ที่มา และเชื่อมมันลงไปกับเรื่องวรรณกรรมหรือพงศาวดารได้ ทุกอย่างของคนโบราณเขามีความหมาย เขาไม่มีการตั้งชื่ออะไรขึ้นมาเล่น ๆ หรอก” กอล์ฟอธิบายการทำงานของเธออย่างอารมณ์ดี

นอกจากตัวอย่างที่เรายกมาเล่า เพจหน่วยวิจัยแผนที่ฯ ยังนำเสนอประวัติของสถานที่ต่าง ๆ อีกมากมาย โดยทุกโพสต์จะมีหลักการนำเสนออยู่ว่า ต้องเป็นข้อมูลที่มีหลักฐานว่าเป็นเรื่องจริง มีแผนที่ มีรูปเก่า หรือมีหน้าตาของบุคคลที่เกี่ยวข้องประกอบเสมอ ตัวอย่างของเนื้อหาที่ทางเพจเคยนำเสนอและเราอยากเล่าสู่คุณฟัง เช่น 

“มีตอนหนึ่งเรานำเสนอเรื่องถนนปั้น เราก็นึกว่ามันคือปั้นอะไร เป็นชื่อของเจ้าองค์ไหน หรือว่ามีชุมชนช่างปั้นอยู่บริเวณนี้เยอะ พอไปค้นเอกสาร พบว่ามาจากชื่อของนางปั้น เป็นเศรษฐีใจบุญเจ้าของที่ดิน และเป็นคนสร้างโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ซึ่งบางข้อมูลในแผนที่ยังแสดงให้เราเห็นถึงความน่าสนใจ แสดงให้เห็นว่าเราเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันหลายวัฒนธรรม ตรงบริเวณนี้ของแผนที่นี้จะมีการมีระบุว่ามีป่าช้าเดิมอยู่เยอะมาก และเป็นป่าช้าของแต่ละศาสนาอยู่ร่วมกัน เราเห็นแล้วคิดตามก็สนุกดี ผีแต่ละศาสนาเขาจะไม่ตีกันเหรอเนี่ย มีป่าช้าบาทหลวง ป่าช้าจีนแคะ ป่าช้าฮกเกี้ยน ป่าช้าจีนไหหลำ มันเป็นการอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งของตึกมหานครในปัจจุบัน” กอล์ฟเล่าด้วยความสนุก 

สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา
สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา

หลาย ๆ ข้อมูลที่ทีมหน่วยวิจัยแผนที่ฯ พยายามนำเสนอ บางคราก็สืบย้อนข้อมูลไปหาที่มาไม่ได้

“ข้อมูลของพื้นที่ต่าง ๆ แค่ภายในกรุงเทพฯ นำเสนอได้เยอะมาก จนเราอาจตายไปก่อนด้วยซ้ำ” กอล์ฟหัวเราะก่อนเล่าต่อ “แต่หลายเรื่องเราก็หาคำตอบไม่ได้ว่ามีที่มาอย่างไร อาจด้วยความจำกัดของข้อมูลที่มี คงต้องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ด้านอื่น ๆ เราอาจจะไปเจอว่ามันถูกพูดถึงในวรรณกรรมยุคสมัยก่อนก็เป็นไปได้ เช่น คลองราษฎร์บูรณะ สมัยนี้เราสะกดคำว่า ราษฎร์ คือ ราษฎรเป็นผู้บูรณะ แต่พอค้นในแผนที่เก่า เราเจอการใช้คำว่า ราช ที่หมายถึงพระราชาเป็นผู้บูรณะ ผิดจากกันเลย แล้วมันเปลี่ยนตอนไหน เราก็ค้นต่อจนเจอว่าเริ่มเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ราษฎร ในแผนที่สมัย ร.6 แต่เหตุผลของการเปลี่ยนเราไม่ยังไม่เจอหลักฐาน คงเกิดจากการเขียนผิดก็ได้ แล้วก็ผิดต่อ ๆ กันมา หลายเรื่องราวมักเจอทางตันแบบนี้ เรายังไม่พบเอกสารที่จะมาช่วยสนับสนุนข้อมูลตรงนี้ว่ามันคืออะไร หรือเกิดจากอะไร

สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา

“การหาข้อมูลมานำเสนอบนเพจทำให้ค้นพบว่าเรากำลังมีปัญหา ถ้าค้นข้อมูลย้อนกลับไปสัก 60 ปีที่แล้วขึ้นไป แทบไม่มีข้อมูลเลย เพราะคนไทยไม่บันทึก ไม่ได้ช่างจด กลับกันกับต่างประเทศ อย่างเรื่องโรงละคร เขามีข้อมูลเก็บไว้หมดเลยว่ามีกี่โรง แต่ละโรงมีละครอะไรแสดงในแต่ละวันบ้าง ละครแต่ละเรื่องนักแสดงมีใครบ้าง หน้าตาเป็นยังไง ถ้าย้อนไปแค่ไม่กี่ปี เราไม่มี ไม่รู้จักเลย ยิ่งเป็นพวกศิลปินร้องรำทำเพลง ยิ่งแทบไม่มีข้อมูล เป็นเรื่องน่าเสียดายนะที่หลาย ๆ ข้อมูลหายไป เพราะเราไม่บันทึกไว้ ราวกับมันไม่เคยมีอยู่จริงอย่างนั้นแหละ” กอล์ฟพูดด้วยแววตาเสียดาย

“เราอยากให้ทุกคนเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ เก็บอะไรก็ได้ที่อยู่แถวบ้านตัวเอง บันทึกเรื่องราวของซอยตัวเองหรือละแวกบ้าน เพื่อเป็นประวัติของประชาชน เผื่อเป็นข้อมูลให้คนที่สนใจ และสิ่งที่เราพยายามนำเสนอผ่านเพจ เราหวังว่าจะทำให้คนหันมาสนใจประวัติศาสตร์ของตัวเอง สนใจถิ่นฐานบ้านเรือนของตัวเอง เพราะมันช่วยหาคำตอบของบางสิ่งบางอย่างได้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในเวลานี้ แต่จะเป็นคำตอบให้กับลูกหลานได้ในอนาคต”

ปัจจุบันหน่วยวิจัยแผนที่ฯ ยังคงนำเสนอข้อมูลน่าสนใจจากแผนที่ลงเพจอย่างต่อเนื่อง มีการจัดพิมพ์แผนที่ในยุคสมัยต่าง ๆ แจกเป็นประโยชน์ให้กับผู้คนทั่วไป มีการจัดนิทรรศการ ทำหนังสือ เพื่อให้คนเห็นความสำคัญของแผนที่ ไม่ใช่แค่ในบทบาทของการเป็นเครื่องมือบอกที่ไป แต่ยังบอกที่มา ของเรื่องราวที่ทำให้เกิดปัจจุบัน และนำไปสู่อนาคต

สนทนากับหน่วยวิจัยแผนที่ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการทำงานกับแผนที่และวิธีดูแผนที่อย่างรู้ที่ไป-ที่มา

ติดตามได้ที่ Facebook : หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

Writer

Avatar

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“วันนี้ ชั้นจะมารีวิว ไม้เท้าคนแก่”

สตรีสูงวัยในคลิปวิดีโอเริ่มต้นทักทายผู้ชมทางบ้าน ก่อนจะจัดแจงแนะนำไม้เท้าแบบที่ 1 แบบมีไฟฉายที่ลูกสาวซื้อให้

นับจนถึงวันนี้ มีคนดูคลิปคุณยายรีวิวของชิ้นแรกไปแล้ว 2 แสนครั้ง จะว่าไปตัวเลขนี้เป็นตัวเลขคนดูพื้นฐานของเพจรีวิวที่ทุกคนคุ้นเคย

แต่สำหรับ คุณยายแกะกล่อง เพจน้องใหม่ซึ่งเปิดทำการได้ไม่ถึงเดือน ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดา

แม้จะออกอากาศได้เพียง 3 ตอน ได้แก่ รีวิวไม้เท้า รีวิวแว่นขยาย และรีวิวยาสามอย่าง แต่นั่นก็มากพอที่ทำให้ The Cloud อยากพูดคุยกับสองยายหลานแอดมินเพจคุณยายแกะกล่องถึงวิธีคิดและวิธีทำเพจรีวิวให้ออกมาสนุกสนาน และเข้าอกเข้าใจคนสูงวัย จนดูแล้วยิ้มตามไปตลอด

คุณยายปราณี อดีตครูสอนภาษาอังกฤษ แนะนำตัวกับเราว่าอีกนิดเธอจะมีอายุ 91 ปี ขัดกับภาพลักษณ์ที่เห็นตรงหน้า และความกระฉับกระเฉงขณะวางมือจากเกมทายคำตัวอักษรที่เล่นค้างไว้ตอนเช้า แล้วเดินไปหยิบข้าวของเครื่องใช้ที่ปรากฏในรายการมาเล่าให้เราฟังอีกครั้งด้วยตาที่เป็นประกายกว่าที่เห็นในจอ

นอกจากคุณยายแล้ว เราต้องยกความดีความชอบให้กับ ปัน-ปาณศานต์ พัฒนกุลชัย หลานชายวัย 23 ปี ฟรีแลนซ์กราฟิกดีไซเนอร์ และบัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เอาล่ะ เวรี่กู๊ด!

https://www.facebook.com/unboxingwithgrandma/videos/1801718589879566/

ตอนเริ่มทำเพจ คุณยายเป็นคนขอให้ปันมาช่วยทำ หรือปันมาขอให้คุณยายทำคะ

คุณยาย : ปันปันเขาคงเห็นว่าดิฉันรู้สึกเหงา ทั้งๆ ที่ดิฉันไม่เคยบ่นนะ เขาก็มาถามว่า ‘ทำ เพจกันมั้ย’ เพราะเห็นว่าดิฉันมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะพูด ดิฉันรู้สึกว่าก็ดีเหมือนกันนะ เพราะเดี๋ยวนี้ดิฉันอ่านหนังสือไม่ได้ ถือเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง เวลาว่างที่มีมันเยอะเกินไป ปกติดิฉันจะทำงานตลอด อยู่เฉยๆ ไม่ได้เลย ไม่ซ่อมเสื้อผ้า ก็ทำกับข้าว ออกไปช้อปปิ้ง และที่ชอบมากคืออ่านหนังสือ รับทำงานพิเศษแปลหนังสือบ้างนิดๆ หน่อยๆ ช่วงที่ตาไม่ดีดิฉันก็ต้องเลิกทำ

อะไรทำให้คุณปันรู้สึกว่าความเหงาของยายเป็นเรื่องสำคัญ

ปัน : ผมชอบเล่นสนุกกับคุณยายอยู่แล้ว จริงๆ ตอนที่ชวนท่านมาทำก็คิดภาพในใจไว้ว่าเราน่าจะทำเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นได้บ้าง ท่านเป็นเหมือนนักวิชาการในบ้าน มีความรู้เยอะมาก ดังนั้น สิ่งที่ทำออกมาจึงไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่มีเรื่องอื่นๆ ด้วย

คนสมัยใหม่ชอบมองว่าผู้ใหญ่เข้าถึงยาก เราก็เลยอยากใช้อีโมจิเข้ามาเพื่อให้รู้สึกเข้าถึงง่ายขึ้น ต้องการจะสื่อว่าเป็นคุณยายรุ่นใหม่ เป็นคุณยายที่เข้ากับยุคสมัย ส่วนชื่อรายการ ‘คุณยายแกะกล่อง’ กล่องในความหมายแรกคือข้าวของของคุณยาย กล่องในความหมายที่สองคือประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมากว่า 90 ปี การแกะกล่องในที่นี้ก็หมายถึงกล่องความรู้ของคุณยายที่เราหยิบมาเล่าให้ฟัง จริงๆ เป็นเพราะคุณยายความจำดีด้วยแหละ

คุณยาย : ความจำดีมากไป

คุณยายแกะกล่อง
คุณยายแกะกล่อง

ใครเป็นคนเริ่มต้นเสนอไอเดียรีวิวไม้เท้าคนแก่

คุณยาย : เป็นความตั้งใจที่จะพูดถึงของใช้เล็กๆ น้อยๆ ที่จำเป็นกับผู้สูงอายุ และของใช้ที่คนสมัยใหม่ไม่ค่อยรู้จัก เช่น เรื่องฝาชี ทำไมเราต้องใช้ฝาชี และฝาชีมีกี่แบบ สนุกมากนะ

ดิฉันเริ่มคิดจากตัวดิฉันเองว่าทำไมของเหล่านี้น่าใช้ รายการตอนแรกจึงเริ่มจากของใช้ที่จำเป็นที่สุดสำหรับคนแก่ ซึ่งก็คือไม้เท้า รวมไปถึงอาจจะมีเรื่องอื่นๆ ที่ดิฉันอยากพูดถึง เช่นตอนนี้กำลังสนใจการใช้ภาษาในสมัยนี้ ดิฉันรู้สึกว่าภาษาไทยยุคหลังมีสีสันมากเกินไป เช่น ฟุตบอลใช้ฟาดแข้ง ดิฉันคิดว่าเป็นคำที่แสดงความรุนแรง อาจจะเกิดทัศนคติที่ไม่ดี ทำให้คนเข้าใจว่าความรุนแรงเป็นของธรรมดา กลายเป็นเรื่องเคยชิน จะเห็นว่าคนไทยเดี๋ยวนี้อารมณ์เสียง่าย มีเรื่องนิดหน่อยก็ขึ้นต่อสู้กัน ดิฉันถึงบอกว่าเกี่ยวข้องกับภาษาและการสื่อสาร

จริงๆ แล้วเป็นเพจที่ทำขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับใครหรือกลุ่มไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า

คุณยาย : ดิฉันอยากให้เด็กรุ่นใหม่เห็นและเข้าใจว่าผู้สูงอายุคิดอะไรถึงทำอย่างนั้น ตอนเด็กๆ ดิฉันเองก็เคยรำคาญคนแก่และเคยนินทาในใจเหมือนกัน พอมาอายุมากเข้าเองก็ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

คุณยายแกะกล่อง

ย้อนกลับไปตอนที่คุณปันชวนทำเพจ ตอนนั้นงงมั้ย แล้วเข้าใจว่าเพจคืออะไร

คุณยาย : ดิฉันรู้จักนะ เพราะลูกหลานเล่นกันเรื่อยเลย ตัวเองเล่นไม่ได้เพราะมองไม่เห็น ดิฉันมองว่าคนสมัยนี้ใช้เทคโนโลยีมากเกินไป ถ้าใช้เพื่อความบันเทิงเวลาว่างจริงๆ ก็ไม่ว่า แต่ถ้าตลอดเวลาก็คงไม่ไหว ดิฉันไม่เห็นด้วย

อีกอย่างที่ไม่ชอบเพราะว่ามันทำให้คนอ่านหนังสือน้อยลง ใช้ภาษาสั้นๆ จนมันเพี้ยนทำให้เมื่อต้องเขียนจริงๆ แล้วจะมีปัญหา เมื่อก่อนเวลาอยู่ไกลกันต่างแดน ดิฉันจะจดหมายถึงบ้านทุกอาทิตย์ นั่นทำให้เราเรียนหนังสือเป็น รู้จักเรียบเรียงความคิด แต่คนสมัยนี้ใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ นานๆ จะได้รับโปสการ์ดจากหลานที่อยู่ต่างประเทศ

แต่รายการคุณยายอยู่ในเฟซบุ๊กนะคะ

คุณยาย : ก็ไม่เลว ถ้าเราใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าหากว่าใช้มากไปจนติด หรือใช้ส่งต่อเรื่องจุ๊บจิ๊บ เรื่องไม่เป็นเรื่องมันก็ไม่ดี

ไหนบอกไม่ใช้ แล้วทำไมคุณยายรู้คะว่าคนบนโซเชียลเขาคุยกันเรื่องอะไรบ้าง

คุณยาย : ดิฉันก็ฟังจากที่เขาพูดกันนี่แหละ ดิฉันคิดว่าการที่จะสร้างข่าวขึ้นมาจากคนหนึ่งคน ส่งต่อไปถึงอีกคน แล้วคนรับสารนั้นก็เชื่อและส่งต่อๆ ไป ซึ่งมันเสียหาย ดิฉันคิดว่ามันไม่เป็นธรรมกับคนที่เขาถูกกล่าวหา ดิฉันถูกสอนมาว่าอย่าเชื่อคนง่าย จะเชื่ออะไรต้องคิดให้แน่ใจดีๆ ก่อน คำแนะนำก็คือ ฟังได้นะ แต่ถ้าไม่แน่ใจอย่ากระจายข่าว คนเราไม่ควรทำร้ายกันโดยที่คนอีกฝั่งเขาตอบโต้ไม่ได้

ปาณศานต์ พัฒนกุลชัย
ปาณศานต์ พัฒนกุลชัย

การทำเพจกับคุณยายทำให้คุณต้องปรับตัวหรือวิธีการทำงานยังไงบ้าง

ปัน : นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเล่นสนุกแบบจริงจัง ก่อนหน้านี้ผมชวนยายมาแต่งตัวถ่ายรูปสำหรับทำงาน thesis สำหรับการทำรายการนั้น ตอนที่ชวนเสร็จก็ยกกล้องลงมาจัดไฟ แล้วตั้งกล้องถ่ายเลย ส่วนวิธีการทำงานร่วมกัน อย่างแรกเราคงต้องคิดว่าเขาไม่ใช่คนแก่ ปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนที่อายุเท่ากัน ไม่ได้หมายว่าให้ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่นะ แต่เป็นการแสดงความใส่ใจและทำให้เขารู้สึกสนุกมากขึ้น เราเองก็จะทำงานสนุกขึ้น ไม่ว่าจะเล่นหรือจริงจัง

แล้วคุณยายล่ะคะ มีวิธีเข้าหาเด็กรุ่นใหม่ยังไงบ้าง

คุณยาย: ดิฉันไม่เห็นว่าวัยเป็นเรื่องสำคัญนะ เด็กหรือผู้ใหญ่ก็เหมือนกันนะ เราอยากคุยเราก็คุย บางทีก็มากไป (หมายถึงเด็กหรือผู้ใหญ่คะ) ดิฉันนี่แหละ เขาอาจจะคิดอะไรบางอย่าง หรือมีเรื่องที่ไม่รู้ แล้วไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราสามารถช่วยเขาได้ก็คงจะดี

คุณยายแกะกล่อง
คุณยายแกะกล่อง

แล้วคุณยายรู้จักคำวัยรุ่นๆ คำไหนบ้าง

คุณยาย : บางอย่างฟังไม่รู้เรื่อง อย่างฟรุ้งฟริ้ง ไม่รู้แปลว่าอะไร และไม่ชอบเท่าไหร่ ที่ไม่ชอบเพราะว่าราชบัณฑิตไปใส่เป็นคำศัพท์ ดิฉันรู้ว่าภาษาสแลงเปลี่ยนได้ตลอด ดังนั้น คำพวกนี้ไม่ควรนำมาบรรจุรวมไว้พจนานุกรม

พูดถึงเปิ๊ดสะก๊าดที่คนชอบมาคอมเมนต์ ทำให้นึกถึงคำที่ดิฉันใช้สมัยก่อน คนทำอะไรเปิ่นๆ เราเรียกว่า ‘เชย’ มาจากลุงเชยในเรื่อง สามเกลอ ของ ป. อินทรปาลิต สมัยนั้นเวลาขึ้นรถไฟหรือรถรางเขาจะคิดราคาตามเบาะที่นั่ง ชั้นหนึ่งจะมีเบาะ ดังนั้น เมื่อลุงเชยต้องขึ้นสามล้อแกก็เลยไม่ยอมนั่งที่เบาะ เลือกนั่งบนพื้นที่วางรองเท้าเพราะกลัวจะเสียสตางค์มาก หรืออย่างคำว่า ‘แห้ว’ มาจากเจ้าแห้วคนใช้ของเจ้าคุณปัจจนึกพินาศที่ชอบเก็บเหล้าที่เหลือของเจ้าคุณไว้กินเอง จนวันหนึ่งเจ้าคุณจับได้จึงโดนเอ็ดก็เลยอดกิน มีอีกๆ คำว่า ‘เต้ยเลย’ เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า ‘เจ๋ง’

รู้ตัวไหมคะว่าคำว่า ‘เวรี่กู้ด’ ที่ใช้ในคลิปน่ารักมากเลย

คุณยาย : จริงๆ ไม่ชอบให้ตัวเองพูดไทยคำอังกฤษคำหรอกนะ เวลาทำรายการจริงๆ เราไม่ได้ทำสคริปต์ไว้ล่วงหน้า บางทีมันก็หลุดออกมา ไปๆ มาๆ ปันปันเขาบอกว่าดี แต่เราก็พยายามใช้ให้น้อยที่สุด

คุณยายแกะกล่อง

อะไรคือความงดงามของการเป็นคนแก่

คุณยาย : ดิฉันสารภาพว่าดิฉันไม่ค่อยรู้สึกตัวว่าตัวเองแก่ขึ้น รู้สึกเหมือนเดิม ยังทำทุกอย่างเหมือนเดิม ตอนที่เริ่มเปลี่ยนจริงๆ คงเป็นตอนที่ตาเริ่มมองไม่ค่อยเห็น ดิฉันเลิกขับรถตอนอายุ 80 กว่าๆ แต่ก็ยังชอบเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถไฟฟ้าเพราะมันสะดวก ส่วนมากไปซื้อของที่เซ็นทรัลชิดลม ขึ้นรถไฟฟ้าเก่งเลยนะ แต่ลูกๆ ชอบห้าม

เมื่อก่อนดิฉันเป็นคนชอบทำอะไรเร็ว เดี๋ยวนี้พอลุกขึ้นจากที่นั่งก็ต้องเข้าเกียร์หนึ่งก่อน ถ้าเดินทันทีจะซวน เรื่องเดินเหินดิฉันก็เป็นคนเดินเร็ว เมื่อก่อนต้องใส่ส้นสูง 3 นิ้วเป็นอย่างน้อย ใส่ตั้งแต่เรียนอยู่ต่างประเทศจนกลับมาที่ไทย รู้ไหมถ้าให้เดินแข่งกับลูกศิษย์ดิฉันรับรองว่าเดินชนะ แต่พออายุมากขึ้นส้นก็ต้องเตี้ยลง คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ว่าผู้สูงอายุใส่รองเท้าราบๆ เลยไม่ได้นะ เพราะเขารู้สึกเหมือนเดินถอยหลังตลอดเวลา

แว่นขยาย

เรื่องร่างกายที่เปลี่ยนไปและความเจ็บไข้ เป็นเรื่องใหญ่แค่ไหนของคนวัยนี้คะ

คุณยาย : ดิฉันต้องพยายามไม่เป็นทุกข์ มองโลกในแง่ดี เวลาเราเจ็บไข้ขึ้นมา คนที่เดือดร้อนมากที่สุดไม่ใช่ลูกหลาน แต่เป็นเรา เพราะฉะนั้น ต้องพยายามรักษาตัวไม่ให้เจ็บให้ไข้ วิธีง่ายๆ ก็คือ เชื่อร่างกาย เวลาเราหิวเราก็ทาน กินเมื่อร่างกายต้องการ อิ่มแล้วก็อิ่ม เดินเร็วไม่ได้ก็ต้องยอมเดินช้าๆ

จะเรียกว่าความดีหรือเปล่านะ ดิฉันเชื่อเสมอว่าเวลาจะไปไหนมาไหนอย่าให้ใครเขารู้สึกสมเพช ถึงแม้เราจะกำลังเป็นทุกข์ เราก็ไม่ต้องทำท่าทางให้คนอื่นเห็นและเดือดร้อน เวลาใครถามว่าสบายดีมั้ย เราก็จะไม่ฟูมฟาย แต่ตอบสั้นๆ แค่สบายดี เพราะไม่ต้องการให้คนที่ฟังรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนไปด้วย

ดีจังเลยค่ะ เพราะคนยุคนี้เราชอบแสดงความเศร้า ความทุกข์ ของตัวเองออกมามากมายเหลือเกิน

คุณยาย : อันนั้นมากไป

แล้วความสนุกของการเป็นคนวัยนี้ล่ะคะ

คุณยาย : แม้จะมีข้อเสียคือร่างกายไม่อำนวยให้ทำอะไรได้ดั่งใจ แต่ความสนุกของวัยนี้คือการพบปะเพื่อนฝูง นอกจากกลุ่มเพื่อน 3 กลุ่มที่พบกันทุก 1 – 2 เดือน ยังมีกลุ่มเพื่อนที่ทำงานด้วย ดิฉันชอบพบคน ชอบคุย สนุกที่จะได้พบคนแปลกหน้า ไม่นานมานี้ดิฉันไปซื้อของกับลูกสาว ระหว่างที่รอจ่ายเงิน ดิฉันก็เดินออกมารอข้างนอก ก็มีผู้หญิงฝรั่งและผู้ชายแขกเข้ามาขอถ่ายรูป คุยไปคุยมาจนรู้จักว่าเขามาจากที่ไหน แต่กิจกรรมที่สนุกมากคือการพบปะลูกหลาน อย่างน้อยต้องพบปะกินข้าวกันทุกเดือน สำหรับดิฉันการมีลูกหลานมากมายทำให้ชีวิตเรามีความหมาย

เบื้องหลังการทำงานร่วมกันของสองยายหลานแอดมินเพจ 'คุณยายแกะกล่อง' และแง่งามของความสดใสสูงวัย
เบื้องหลังการทำงานร่วมกันของสองยายหลานแอดมินเพจ 'คุณยายแกะกล่อง' และแง่งามของความสดใสสูงวัย

แล้วความว่างในวัยนี้มันเลวร้ายแค่ไหนคะ

คุณยาย : เลวร้ายมาก (ลากเสียง) นั่งๆ นอนๆ ดูละคร ดิฉันทนไม่ไหว ต้องหาอะไรทำ ชอบอะไรสนุก อย่างการเล่น Sudoku

ทุกวันนี้ ตื่นมาก็ออกกำลังกายบนเตียง ยกขา งอขา ถีบจักรยานอากาศ 40 ครั้ง ชกมวยบนฟ้าแล้วถึงจะลุกจากเตียง จากนั้นดื่มน้ำอุ่นถ้วยโตๆ เข้าห้องน้ำ อาบน้ำอาบท่า แต่งตัว ทำเตียง ลงมาทานข้าว ไข่ลวก 2 ฟอง ขนมปัง 1 – 2 แผ่น หมูทอด และมะเขือเทศ กินแบบนี้เพราะมันเร็ว ไม่ชอบกินข้าวต้มเพราะมันอ้อยอิ่ง จากนั้นกินยา วัดความดัน นั่งทำเกมปริศนาภาษาอังกฤษ เปิดวิทยุไปด้วย ดิฉันชอบฟัง 95.5 TRS รายงานจราจร มีเรื่องที่เป็นประโยชน์อยู่ ระหว่างนั้นก็นั่งทำ Sudoku อักษรไขว้ ลุกขึ้นเดินย่อยอาหาร แต่ละวันดิฉันคิดเมนูอาหารกลางวันเอง แล้วก็ถึงเวลาละครตอนบ่าย พยายามหาอะไรทำให้มากที่สุด

ในฐานะที่ผ่านโลกมาเยอะมาก คุณยายมีคำแนะนำกับคนยุคนี้ที่กำลังสิ้นหวังกับสังคม ประเทศ หรือโลกเรายังไงบ้าง

คุณยาย : ดิฉันไม่เชื่อ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมาจากตัวเราเอง ถ้าเราเห็นว่าอะไรไม่ดีเราก็ไม่ทำ หรือถ้าเห็นคนอื่นทำเราก็พยายามบอกเขา อย่าดูดาย ถ้าหากทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือมันจะดีเอง ดิฉันจึงชอบเรื่องจิตอาสา มันน่ารัก คนเราต้องไม่คิดถึงแต่ตัวเองเป็นใหญ่ แต่ต้องคิดว่าเราเป็นหนี้โลก เป็นหนี้แผ่นดิน เราเกิดมาเป็นคนอย่าให้เสียชาติเกิด ถ้าทุกคนทำแบบนี้ได้ คนที่ผิดพยายามกลับตัวเราก็ต้องอภัยให้เขา แต่ว่าเขาก็ต้องรู้สำนึกนะ

คำถามสุดท้ายแล้วค่ะ รู้สึกยังไงกับการเป็นเนทไอดอลตอนอายุ 91 ปีคะ

คุณยาย : ดิฉันไม่เป็นไอดอลหรอก คำนี้มันอาจจะมากเกินไป น่าจะเหมาะกับคนดีที่น่านับถือมากกว่า ถ้าจะเรียก เรียกคุณยายเฉยๆ ดีกว่านะ

เบื้องหลังการทำงานร่วมกันของสองยายหลานแอดมินเพจ 'คุณยายแกะกล่อง' และแง่งามของความสดใสสูงวัย
https://www.facebook.com/unboxingwithgrandma/videos/1807981839253241/
https://www.facebook.com/unboxingwithgrandma/videos/1816178218433603/

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load