ขอยอมรับโดยดุษฎี ว่าก่อนจะได้พบปะสนทนากับนักเรียนไทยในสวีเดนคนนี้ เราไม่มีความรู้อยู่เลยสักกระผีกริ้นว่า อาชญาวิทยา (Criminology) คืออะไร 

นภมน สว่างวิบูลย์พงศ์ หรือ นก เป็นอดีตนักจิตวิทยาสาวไทยประจำกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนบทบาทหลักของเธอตอนทำงาน คือการใช้ความรู้ด้านจิตวิทยาประเมินสภาพจิตใจเด็กและเยาวชนผู้ถูกตัดสินว่ากระทำความผิด และเข้ามาอยู่ในความควบคุมของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน รวมถึงวางแผนร่วมกับสหวิชาชีพอื่นๆ ในการฟื้นฟูดูแลจิตใจก่อนส่งเด็กกลับออกไปใช้ชีวิตในสังคมหลังพ้นผิด

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
อาคารเรียนของสาขา Criminology ที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะ Health & Society อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลใหญ่ประจำแคว้น Skåne ทางตอนใต้ของสวีเดน

แต่วันนี้นกเป็นนักศึกษาปริญญาโทอยู่ที่เมืองมัลเม่อ (Malmö) ทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน เธอตัดสินใจมาเรียนเพื่อหาคำตอบต่อคำถามที่ก่อตัวขึ้นระหว่างทำงานในกรมพินิจฯ 

“หากการช่วยเหลือด้านจิตวิทยายังไม่เพียงพอจะการันตีว่าเด็กในความดูแลของเธอจะไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก อะไรล่ะที่ช่วยได้”

คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในห้องเรียนวิชาอาชญาวิทยา

ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า แต่อยากชวนให้มาฟังคำตอบที่เธอได้ค้นพบไปพร้อมๆ กัน

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
บรรยากาศในห้องเรียนและเพื่อนร่วมชั้น

มูลเหตุจูงใจ

เด็กหญิงนกมีฝันที่อยากทำงานกับนักโทษมาตั้งแต่เด็ก

เริ่มจากกการเป็นแฟนคลับภาพยนตร์ หนังสือ หรือซีรีส์แนวสืบสวน ที่ทำให้เธอมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจ ตั้งแต่อาชญากรคิดอะไรอยู่ ทำไมคนเราถึงทำไม่ดีกับคนอื่นได้ 

ความสงสัยที่ทับถมกลายเป็นความฝันว่าอยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับจิตใจมนุษย์ การเลือกเรียนจิตวิทยาในระดับปริญญาตรี เพียรพยายามสอบใบอนุญาตนักจิตวิทยาคลินิก และสมัครเข้าทำงานในกรมพินิจฯ เพื่อเข้าไปดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนผู้กระทำความผิด คือการทำตามความฝันนั้น

ตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำศูนย์ฝึกฯ ของกรมพินิจฯ ไม่ได้เป็นจุดหมายสุดท้าย แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขุดค้นพบปัญหาที่อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมทั้งหลายที่ซุกอยู่ใต้พรมมาแสนนาน

“เราค้นพบว่าเยาวชนที่กระทำผิดเขาไม่ได้เลวด้วยตัวเอง” นกเล่าเปิดประเด็นปัญหา “เราประจำอยู่ที่ศูนย์ฝึกฯ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรับเด็กมาดูแลจากทั่วภาคอีสาน เด็กบ้านรวยไม่เคยก้าวเข้ามาเลย เขามีเงินจ้างทนายสู้คดี และมีความจำเป็นน้อยกว่าที่จะก่อคดี เด็กที่เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของกรมพินิจฯ จำนวนมากไม่ใช่เด็กเลว แต่เป็นเด็กที่ขาดโอกาสทางสังคม

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
การเรียนวิชา Criminology ที่ต้องอ่าน Text Book และ Articles จำนวนมหาศาลเพื่อทำความเข้าใจกระบวนการทางสังคม

“ต่อให้เราแก้ปัจจัยเสี่ยงทางจิตวิทยาตามกระบวนการที่ถูกกำหนดไว้ได้หมด แต่เมื่อเด็กพ้นโทษและออกไปสู่สังคมเดิม เราไม่สามารถมั่นใจเลยว่าเขาจะไม่ทำผิดซ้ำอีก เพราะนอกศูนย์ฝึกฯ มีตัวกระตุ้นมากมาย” 

เมื่อนกตระหนักได้ว่า ต้นตอของการเกิดอาชญากรรมแท้จริงไม่สามารถแก้ด้วยทักษะทางจิตวิทยาหรือการจัดการปัจจัยเสี่ยงตามกระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียว เธอจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากกรมพินิจฯ และส่งใบสมัครไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาอาชญาวิทยาในสวีเดน

โดยหวังใจจะเรียนรู้จากประเทศที่จัดการกับอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพจนคุกว่างโล่ง

อาชญาวิทยา : เรียนอะไร

ห้องเรียนอาชญาวิทยาที่สวีเดนได้ยืนยันสมมติฐานที่นกมีอยู่ในใจว่า การเกิดอาชญากรรมไม่ใช่แค่เรื่องของความเป็นคนดีคนเลวหรือระดับของจิตใจเท่านั้น แต่มีปัจจัยแวดล้อมมากมายที่ผลักดันมนุษย์หนึ่งคนให้ก้าวเข้าสู่วังวนของการกระทำผิด

“ทางอาชญาวิทยา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการก่ออาชญากรรมมีสองประเภทใหญ่ๆ” นกปูทางเพื่อให้เราเข้าใจ “หนึ่งคือปัจจัยในระดับบุคคล นิสัยใจคอที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จุดเปลี่ยนในชีวิต รวมถึงความผิดปกติทางจิตใจ (Psychopathology) เช่น โรคสมาธิสั้น (Attention-deficit Hyperactivity Disorder) ที่พบเยอะในกลุ่มผู้กระทำความผิด หรือ จิตเภท (Schizophrenia) เป็นอีกโรคที่ได้รับความสนใจ เช่น เคสบุกแทงเด็กนักเรียนในไทยที่เคยเป็นข่าวดัง

“ประเภทที่สองก็คือ ปัจจัยแวดล้อมทางสังคม เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งที่พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมชั้นเรียน และสังคมในวงกว้างกระทำนั้น ส่งผลกระทบต่อเราไม่มากก็น้อย หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ที่เป็นใจมากเพียงใดในการก่ออาชญากรรม

“ยกตัวอย่างง่ายๆ กรณีผู้ป่วยจิตเภท จะมีอาการเห็นภาพหลอนหรือหูแว่ว งานวิจัยบ่งชี้ว่า นั่นไม่ได้นำไปสู่การกระทำผิด แต่กลับเป็นความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกับการก่ออาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรงเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่สังคมโดยรอบกระทำต่อเขาต่างหากที่อาจมีผล เพราะภาพหลอนที่ผู้ป่วยเห็น มันขึ้นอยู่กับ Input ที่เขาได้รับจากประสบการณ์ในชีวิตเขา ซึ่งมาจากสังคมแวดล้อม และเขาอาจไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดมากเพียงพอ”

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
หนังสือประกอบการเรียนสาขา Criminology

วิชาเรียนตลอดระยะเวลา 2 ปีของนกจึงเป็นการทำความเข้าใจปัจจัย 2 ประเภทนี้ ว่าส่งผลต่อกันและกันอย่างไร ผ่านทั้งวิชาเลกเชอร์และสัมมนา โดยเน้นไปที่การวิพากษ์ร่วมกันกับเพื่อนร่วมชั้นที่มีพื้นเพหลากหลาย ในประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับโครงสร้างทางสังคม

“เราได้เรียนวิชาที่เราไม่เคยได้ยินชื่อเลยในไทย เช่น วิชาที่ว่าด้วยการเป็นเหยื่อโดยเฉพาะ ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มเสี่ยงที่อ่อนไหว (Vulnerable Groups) อย่างผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย ผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ คนบางกลุ่มเราอาจลืมไปว่าเขาเป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม โดยเฉพาะการถูกมองว่ามีคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้อยกว่าคนอื่น (Dehumanized) วิชานี้เลยถือว่าเปิดหูเปิดตามาก

“เรามาคิดต่อเอาเองว่า กลุ่มอ่อนไหวในที่นี้รวมถึงบุคคลสาธารณะด้วยหรือเปล่า เพราะเราเห็นเคสของดาราหรือเน็ตไอดอลในวัฒนธรรมเอเชียที่ตกเป็นเหยื่อกันอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่ Cyberbullying ไปจนถึงถูกคุกคามในชีวิตจริง พวกเขาเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสได้ยืนหยัดเพื่อตัวเอง แต่ต้องยอมเงียบไว้เพื่อรักษาความนิยมหรือลดความขัดแย้งกับต้นสังกัด เช่น ทัศนคติทางการเมือง เพราะเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อรายได้ของเขาโดยตรง จนอาจส่งผลกระทบถึงสุขภาพจิตและการดำเนินชีวิต 

“ประเด็นนี้เรามองว่าน่าสนใจ เลยเอาไปเสนอเป็นหัวข้อเปเปอร์ ซึ่งทีแรกอาจารย์ไม่เห็นด้วยให้เขียน เราก็ต้องดีเฟนด์ให้เขามองเห็นประเด็นตรงกับเรา เพราะเขาไม่เคยรับรู้ว่าดาราในเอเชียมีข้อจำกัดที่ต่างกับทางตะวันตก

“ล่าสุดเราได้เรียนวิชาที่ว่าด้วยสุขภาพกับทฤษฎีช่วงชีวิตที่ส่งผลต่ออาชญากรรม มีโอกาสหยิบประเด็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในบริบทไทยไปวิพากษ์ และได้พบว่ามีค่านิยมกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) แฝงอยู่ในวัฒนธรรมไทย รวมถึงการละเมิดสิทธิเหนือร่างกายของเด็ก การไม่สามารถพูดถึงปัญหาภายในครอบครัวเพราะถือว่าเป็นการสาวไส้ให้กากิน ไปจนถึงการบิดเบือนปลายทางของความรุนแรงภายในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ผ่านสื่อบันเทิง (Romanticize)” นกเล่าถึงมุมมองของอาชญากรรมที่เลยไปจากขอบเขตที่เราเข้าใจ และไม่คิดว่าจะหมายรวมอยู่ในความสนใจของนักอาชญาวิทยาด้วย 

“อาชญาวิทยาเป็นสาขาที่เหมาะกับตำรวจก็จริง แต่มีอีกหลายอาชีพที่นำองค์ความรู้ไปใช้ได้ ไม่ได้เรียนไปเป็นทีมงาน CSI อย่างเดียว” นกตอบคำถามของเราที่ถามว่าอาชญาวิทยาเป็นวิชาสำหรับตำรวจเท่านั้นใช่หรือไม่ 

“อาจารย์ที่สอนหลายคนเป็นอดีตตำรวจ แต่ก็มีอาจารย์ที่เป็นจิตแพทย์และนักจิตวิทยาด้วย ส่วนเพื่อนร่วมชั้นก็มีนักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ และอีกสารพัดอาชีพรวมอยู่ ซึ่งช่วยให้เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของคนหลายสาขาอาชีพ”

ที่เอ่ยชื่ออาชีพมาก็พอจะเข้าใจ แต่มีอีกหนึ่งอาชีพที่เราคาดไม่ถึงว่าจะเกี่ยว…

อาชญาวิทยา : เรียนเพื่ออะไร

มีบทสนทนาหนึ่งในห้องเรียน ที่เพื่อนๆ ของนกลงความเห็นกันว่า อีกหนึ่งอาชีพที่ควรมีความรู้เรื่องอาชญาวิทยาคือ นักการเมือง

“เพราะเป้าหมายของการเรียนอาชญาวิทยาในสวีเดน ไม่ใช่แค่การหาตัวคนผิด” นกค่อยๆ คลายความสงสัย “เป้าหมายสูงสุดของการเข้าใจว่าอาชญากรคิดอะไร มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้พวกเขากระทำผิดบ้าง คือการหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก”

เราฟังแล้วก็ยังเอียงคอ เลยขอตัวอย่างที่เข้าใจง่าย

“ตำรวจต้องออกลาดตระเวนแบบสุ่ม ไม่เป็นเวลาแน่นอน เพราะเขาอิงทฤษฎีทางจิตวิทยาว่า โจรจะคาดเดาช่วงเวลาก่อเหตุได้ง่ายขึ้นถ้าตำรวจออกตรวจในช่วงเวลาเดิมๆ” นกยกตัวอย่าง “และแม้เราจะไม่สามารถป้องกันการกระทำผิดครั้งแรก หากตำรวจมีความเข้าใจที่สอดคล้องกับนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ ก็จะประเมินได้ว่า ผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมแต่ละคนมีความเสี่ยงด้านใด และให้ข้อมูลกับจิตแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพจิตของอาชญากรในระหว่างคุมตัว รวมถึงวางแผนการติดตามพฤติกรรมหลังพ้นผิดได้อย่างเหมาะสม ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันไม่ให้เขากลับไปทำผิดซ้ำอีก

“หรือแม้แต่ความเชื่อที่ว่า คนไม่ทำผิดเพราะเกรงกลัวต่อบาป หรือกลัวทำให้ใครเดือดร้อน (Guilt) ก็ถูกแค่บางส่วนเท่านั้น งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า คนเราไม่ก่ออาชญากรรมถ้ามันสร้างความอับอายให้กับตัวเอง (Shame) มากกว่า การมี CCTV ติดไว้อย่างชัดเจน จึงมีผลให้ความกล้ากระทำผิดลดลง เป็นต้น” นกให้อีกหนึ่งตัวอย่างของการนำองค์ความรู้อาชญาวิทยามาใช้ป้องกันอาชญากรรม

ฟังตัวอย่างแล้วพอจะเข้าใจมากขึ้นอีกนิด และเมื่อถามว่านักการเมืองทำอะไรได้ในกระบวนการนี้ นกจึงเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากสังคมสวีเดนมาให้ลองเปรียบเทียบ

“ตามสถิติแล้ว อาชญากรรมส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในสวีเดนเกิดจากผู้อพยพลี้ภัยที่ไม่ได้เติบโตมาหรือเข้าถึงสวัสดิการทางสังคม (Social Welfare) เดียวกันกับชาวสวีเดน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกหลานรุ่นสองถึงสามของผู้อพยพที่มีโอกาสรับการศึกษาในสวีเดนจะไม่ก่ออาชญากรรม หรือมีอัตราการก่ออาชญากรรมน้อยลง 

“เมื่อมีการศึกษา การงาน และการเงินที่ดี เข้าถึงสวัสดิการ และมั่นคงในชีวิต ก็ไม่มีเหตุผลจะก่ออาชญากรรม การศึกษาและสวัสดิการทางสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และแก้ปัญหาอาชญากรรมได้ตรงจุดกว่าการโทษตัวบุคคลหรือเชื้อชาติ เราจำเป็นต้องมองเห็นและปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคนเท่ากัน”

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
ห้องสมุดของเมือง Malmö สวัสดิการรัฐที่ทุกคนเข้าใช้ได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่เว้นแม้แต่คนไร้บ้าน

มาถึงตรงนี้ก็กระจ่างจนได้ นักการเมืองมีบทบาทในการออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนทิศทางของประเทศโดยตรง หากพวกเขามีความรู้ความเข้าใจปัจจัยที่จะก่อให้เกิดอาชญากรรม นโยบายที่ออกมาจะช่วยลดปัญหาในสังคมได้

“น่าเสียดายหลายประเทศไม่เชื่อว่าการกำจัดปัจจัยเสี่ยงทางสังคมเหล่านี้เป็นไปได้ เขาเลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิการทางสังคม แต่พุ่งเป้าโทษเป็นความผิดระดับปัจเจกแทน เช่น คนจนเพราะขี้เกียจ 

“แต่การมาเรียนที่สวีเดนซึ่งเป็นประเทศที่เข้าใจความสำคัญของการลดปัจจัยเสี่ยงทำให้เราเห็นได้ชัดเลยว่า สวัสดิการทางสังคมมีผลต่อการตัดสินใจก่ออาชญากรรมจริง” นกขมวดปมปิดท้าย

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
ลานฝึกสเก็ตบอร์ดของเมืองที่เกิดจากความคิดริเริ่มของคนในพื้นที่และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น
ที่ผลักดันจนทำให้งานแข่งสเก็ตกลายเป็นอีเวนต์สร้างชื่อของเมือง แทนที่จะเป็นแค่แหล่งมั่วสุม

อาชญาวิทยา : เรียนจบแล้วไปไหน

ฟังมาถึงตรงนี้ เราถึงเห็นภาพมากขึ้นว่าห้องเรียนอาชญาวิทยาไม่ได้มีแต่เลือด ไม่ได้จบแค่ขั้นตอนของการสืบสวน และคนที่ควรรู้ก็ไม่ได้มีแค่คนที่ทำงานด่านหน้าอย่างตำรวจ แต่รวมไปถึงคนที่ทำงานผลักดันโครงสร้างทางสังคม

และเป็นการเรียนเพื่อนำทางไปสู่เป้าหมายของกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก คือทำอย่างไรก็ได้ ไม่ให้ผู้กระทำผิดที่รับโทษแล้วกลับออกไปเป็นโจรอีก โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

สำหรับนกแล้ว นี่คือสิ่งที่เธออยากมาเรียนเพื่อเติมเต็มความรู้ส่วนที่พร่องไป เพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างตรงประเด็นในกระบวนการยุติธรรมไทย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่เธอคุ้นเคย รวมถึงเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ในการสื่อสารความสำคัญเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทางสังคม

“เราคาดหวังว่าเมื่อเราเรียนจบจะมีโอกาสได้ทำงานเรื่องการสร้าง Awareness เพื่อสื่อสารว่า สวัสดิการทางสังคมสำคัญอย่างไรในการสร้างสังคมมนุษย์ให้อยู่ด้วยกันได้อย่างผาสุข บทความนี้เองก็เป็นหนึ่งส่วนหนึ่งในความพยายามสร้าง Awareness ต่อความสำคัญของการแก้ปัญหาที่ระบบนั้น

“เทียบง่ายๆ ว่า เราจับปลาสกปรกขึ้นมาจากบ่อที่สกปรก ต่อให้ขัดเกล็ดให้สะอาดแล้ว สุดท้ายถ้าปล่อยปลาลงบ่อเดิมโดยไม่บำบัดน้ำในบ่อให้สะอาด ปลาก็กลับไปสกปรกเหมือนเดิมอยู่ดี วิธีการที่ยั่งยืนจึงเป็นการบำบัดบ่อน้ำ ไม่ใช่ขัดเกล็ดปลาเพียงอย่างเดียว”

แม้ว่าสาขาอาชญาวิทยาจะเพิ่งเปิดสอนในประเทศไทยมาไม่นานและมีอยู่ในไม่กี่สถาบัน แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และสะท้อนว่าประเทศของเรากำลังมองปัญหาอาชญากรรมเป็นปัญหาเชิงระบบมากขึ้น 

ประชาชนคนเดินดินอย่างเราฟังแล้วก็สบายใจ เห็นแสงรำไรที่ปลายทางแล้วว่าสังคมของเราเปลี่ยนไปในทิศทางที่สงบและปลอดภัยมากขึ้นอย่างที่เคยฝัน

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

แม่เชื่อว่าทุกคนในโลกในตอนนี้ คงไม่มีใครไม่ได้รับผลจากเจ้าเชื้อไวรัสตัวจิ๊ดเดียว แต่สร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่มหาศาลบนโลกกลมๆ ใบนี้ มาเจอกันคราวนี้ แม่ขอนำเสนอบันทึกเจ้าลูกชายจากปลายปากกาของคุณแม่ว่า ใน 1 ปีที่ผ่านมา เด็กชายตัวน้อยได้ผ่านอะไรมาบ้างนะคะ

สวัสดี คอนนิจิวะนะฮะ ตอนนี้ผมอยู่ ป.1 โรงเรียนประถมของรัฐบาลฮะ ผมเข้าเรียน ป.1 ตอนเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 ตอนผมจบชั้นอนุบาลเดือนมีนาคมก็พอดีกับที่เจ้าวายร้ายโคโรน่าไวรัส หรือเจ้าโควิด-19 เริ่มเข้ามาเล่นงานโลกของเรา 

ผมดูข่าวทุกวัน ในโตเกียวหรือเมืองใหญ่ที่ญี่ปุ่น มีคนติดเชื้อเยอะแยะเลย แต่บ้านผมเป็นเมืองเล็กๆ ออกมาไกลๆ หน่อย เลยยังไม่ค่อยมีอะไร แต่ดูเหมือนมันจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะฮะว่าหน้าตามันเป็นยังไง ตัวมันใหญ่แค่ไหน แต่คงจะมีพลังเยอะน่าดู เพราะทั้งคุณครูอนุบาล ทั้งคุณแม่ๆ บอกว่าพวกเราต้องระวังตัวให้มากๆ ต้องล้างมือบ่อยๆ พ่นแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัย อย่าอยู่ใกล้ๆ กัน ผมก็ทำตามนะฮะ ผมล้างมือจนมือผมแห้ง คันยุบยิบไปเลย 

เจ้าโควิดมันยังเกือบจะทำให้ผมไม่ได้มีพิธีจบการศึกษาชั้นอนุบาล เพราะทางคุณนายกฯ อาเบะ บอกว่าพวกเราไม่ควรมาอยู่ด้วยกันเยอะๆ แต่ว่านายอำเภอของผมยังอนุญาตให้เมืองเราพอมีกิจกรรมได้บ้าง แต่ต้องจำกัดคนร่วมงานและใช้เวลาให้สั้นที่สุด พวกผมเลยโชคดีได้มีงานอำลาสุดท้ายพร้อมกับเพื่อนๆ หลังจบอนุบาลพวกเราก็มีเวลาปิดเทอม แต่เพราะเจ้าโควิดที่มันยังแพร่เชื้อไม่หยุดยั้ง ปิดเทอมคราวนี้ของผมเลยไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะผมไปไหนไม่ได้ ไปเล่นกับเพื่อนก็ไม่ได้ อยู่แต่ในบ้าน ผมก็เบื่อจัง ผมก็เลยเตะบอลมั่ง เล่นเบสบอลมั่งในบ้าน แม่ก็บอกว่าเสียงดัง แต่แม่ก็ยังให้ผมเล่นแหละ แม่บอกว่า ก็ช่วยไม่ได้นะ ออกไปไหนไม่ได้นี่นา

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

ต้นเดือนเมษายน เป็นเวลาเปิดเทอม ผมเพิ่งได้เป็นนักเรียนประถมครั้งแรกนะฮะ กระเป๋าผมใบเบ้อเริ่มเลย สีน้ำเงินเข้มด้วย เท่มากเลย แม่บอกว่าราคามันแพงมากนะ ผมต้องใช้ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 เพราะฉะนั้นผมต้องดูแลรักษาให้ดีๆ โรงเรียนผมก็อยู่ใกล้บ้านมากๆ เพราะโรงเรียนประถมของรัฐบาลใช้เกณฑ์รับนักเรียนตามเขตที่พักอาศัย พวกเราได้จะเดินไปกลับโรงเรียนด้วยตัวเองได้ฮะ

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

วันแรกของชีวิตประถมคือวันพิธีแรกเข้าโรงเรียน แต่อีกแล้วนะฮะ เจ้าโควิดมันทำให้พิธีแรกเข้าของผมสั้นจุ๊ดจู๋ จบในชั่วโมงเดียว ผมได้เจอคุณครูกับเพื่อนใหม่ๆ แค่แป๊บเดียวเอง หลังจากวันนั้นก็มีประกาศให้ปิดโรงเรียน ปิดสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ เพราะการแพร่ระบาดของเจ้าตัวร้าย ผมเลยต้องอยู่บ้านไปยาวๆ 

แล้ววันหนึ่ง คุณครู ป.1 ก็มาเยี่ยมที่บ้านผม เอาการบ้านมาให้ผมถุงใหญ่ ทำไมผมถึงมีการบ้านล่ะ ผมยังไม่เคยไปเรียนเลยนะฮะ ผมนี่งงมาก แต่ผมก็รับมาด้วยความเต็มใจ ใช่สิฮะผม ป.1 แล้วนะ ผมได้มีหนังสือกับสมุดเป็นของตัวเองแล้ว มีชื่อผมบนสมุดด้วย เพื่อนๆ ผมก็คงได้แบบเดียวกันนี่แหละ คุณครูคงจะเหนื่อยนะฮะ ต้องไปหาเพื่อนๆ ผมทุกบ้านเลย 

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

นอกจากการบ้านแล้ว ยังมีกระดาษรายการสิ่งที่ผมควรทำช่วงที่โรงเรียนยังปิดอยู่ มีเขียนตัวใหญ่เลยฮะ ออกกำลังกาย ต้องทำทุกวัน แบบง่ายๆ อย่างผมก็คือ กระโดดเชือก ป.1 1 นาที ป.2 2 นาที ป.3 ก็ 3 นาที แล้วทุกวันควรช่วยทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ผมก็ช่วยดูแลรดน้ำต้นไม้เล็กๆ ของบ้าน รดน้ำต้นไม้แล้วก็เล่นน้ำไปด้วยสนุกเลย

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน
ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

จากวันนั้นผมก็อยู่บ้าน เล่นนั่นเล่นนี่ เล่นกีฬาบ้าง เล่นตัวต่อบ้าง วาดรูปบ้าง เล่นประดิษฐ์ของจากขยะบ้าง ไม่ต้องตกใจฮะ มันคือพวกกล่องขนม ขวดน้ำ กล่องนม อะไรๆ ที่เราไม่ใช้แล้ว เอามาแปะปะติดนั่นนี่ ผมก็จะได้ของเล่นชิ้นใหม่ไว้เล่นแบบไม่ต้องเสียเงิน แต่ว่าบ้านผมไม่มีวิดีโอเกมนะฮะ ผมอยากได้มากๆ เลยแต่แม่ผมบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ผมต้องรอไปอีกหน่อย

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19
เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

บางวันแม่ก็จะเอา YouTube มาให้ผมดู เป็นรายการของโรงเรียนประถมผมเองฮะ ในรายการคุณครูใหญ่พูดทักทายนักเรียน บางวันอ่านกลอนให้ฟัง บางวันมานำออกกำลังกาย แต่ที่ผมชอบคือ คุณครูใหญ่เล่นมายากลให้พวกผมดูด้วย สนุกมากเลย ครูใหญ่ทำได้ยังไงอะ มันเจ๋งมากเลย เดี๋ยวผมต้องลองมาฝึกเองดูบ้าง 

จากนั้นก็มีคุณครูพาทัวร์โรงเรียน คุณป้าๆ โรงอาหารพาไปดูโรงครัว แล้วจากนั้นในแต่ละวันก็จะมีคุณครูของชั้นต่างๆ ป.1 2 3 จนถึง ป.6 มาเวียนกันสอนหนังสือสนุกๆ สัก 20 นาที พวกคุณครูนี่เขาตลกดี ผมว่ามันก็ดีนะฮะ ผมได้เห็นคุณครู ได้เห็นโรงเรียนของผมบ้างตอนโรงเรียนปิด ทำให้ผมพอได้รู้ว่าสิ่งที่จะได้เจอตอนโรงเรียนเปิดจะเป็นยังไง

ผมทำการบ้านของโรงเรียนทุกวันเลยนะฮะ มันไม่ยากเลย ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ ถึงแม้ผมจะแอบได้ยินคุณครูบอกแม่ว่า ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้นะคะคุณแม่ แต่ผมก็ทำจนจบ แต่ที่ผมไม่ชอบเลยคือ การบ้านเสริมพิเศษที่แม่หามาให้ผมทำ แม่บอกว่าผมไม่ได้ไปโรงเรียน ผมควรจะต้องทำอะไรเพิ่มเติม ไม่อย่างนั้นจะว่างเกินไป 

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

ตอนแรกๆ ผมก็ชอบนะฮะ แต่พอต้องทำทุกวันเหมือนโดนบังคับ ผมไม่ชอบเลย แม่บอกว่าผมควรทำให้เสร็จในตอนเช้า ก็ผมไม่อยากทำตอนเช้านี่นา ช่วงอาทิตย์นั้นผมเลยรบกับแม่ทุกวัน เพราะแม่จะโกรธถ้าผมไม่ทำตามที่สั่ง แต่ถึงแม่สั่งผมก็ไม่ทำอยู่ดี ผมว่าอาทิตย์นั้นไม่สนุกเลย พอแม่โมโห แม่ก็ไม่ยอมมาเล่นกับผม ผมว่าการเล่นนี่มันก็คือการเรียนรู้นะฮะ ผมว่าผมฉลาดขึ้นเยอะเพราะการเล่นก็หลายอย่าง มันสนุกกว่าเขียนหนังสือเป็นไหนๆ 

อาทิตย์ต่อมาแม่ผมเกิดเปลี่ยนใจอะไรไม่รู้ฮะ อยู่ดีๆ แม่ก็บอกว่าไม่ต้องรีบทำการบ้านแล้ว เดี๋ยวเราออกไปขี่จักรยานเล่นกันดีกว่า โอ้โห แบบนี้ก็ดีเลยสิครับ ผมนี่ชอบขี่จักรยานมาก แล้วได้ออกไปข้างนอกตอนซากุระบานเดือนเมษามันจะดีขนาดไหน

แม่นี่น่ารักที่สุด จากนั้นทุกวันตอนเช้าหรือหลังอาหารเที่ยง ผมกับแม่จะไปขี่จักรยานกัน แม่บอกว่าช่วงนี้เราลงไปจอดเล่นที่สวนสาธารณะไม่ได้เพราะปิด แต่แค่ได้ออกไปข้างนอกปล่อยพลัง มันก็ดีสุดๆ แล้วครับ 

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

ตอนผมขี่จักรยานสำรวจเมือง บางทีผมก็เจอเพื่อนๆ ที่เขาออกมาเดินเล่นกับพ่อๆ แม่ๆ เหมือนกัน เราได้ทักทายกันแป๊บหนึ่ง ก็เมืองผมมันไม่ได้กว้างใหญ่ เดินๆ ไปก็เจอกันเองแหละฮะ พอพวกเราขี่จักรยานเสร็จ กลับบ้านบ่ายๆ ผมพักนิดหน่อยหลังจากได้ออกแรงไปแล้ว ผมรู้สึกเองว่าผมอยากทำการบ้านเสริมของแม่ละ ผมใช้เวลาไม่นานก็ทำเสร็จ แบบนี้มันดีกว่าเยอะนะฮะ แม่ไม่ต้องมาโมโหผมทุกวัน 

ตอนผมขี่จักรยานผ่านสวนหย่อม ผมเห็นบางครอบครัวยังออกมาเล่นกันที่สวน ผมก็สงสัยว่าทำไมเขายังออกมาเล่นนอกบ้านกัน แม่บอกว่าบางบ้านเป็นห้องเช่าเล็กๆ ไม่มีพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาเล่นยืดแข้งยืดขา ก็ต้องพาออกมาข้างนอก อืม มันก็ช่วยไม่ได้นะ เด็กๆ อย่างผม การได้เล่นแบบไม่มีข้อจำกัดนี่คือความดีงามสุดๆ ไปเลย 

เพื่อนผมบางคนที่ทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ช่วงที่โรงเรียนโดนสั่งปิดนี่ลำบากมากเลยนะฮะ บางคนต้องไปอยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติที่อื่น หรือบางคนที่มีพี่ที่โตหน่อยก็ต้องอยู่บ้านกันแค่เด็กๆ แม่บอกว่าน่าเป็นห่วงนะ

เอ้อ ผมลืมบอกไป นอกจากผมที่ต้องอยู่บ้านช่วงเดือนเมษาแล้ว พ่อผมก็ต้องอยู่บ้านด้วย แม่บอกว่า พ่อต้อง Work from Home ครอบครัวเราเลยได้อยู่พร้อมหน้ากันแบบอบอุ่นจนเข้าขั้นร้อนไปเลยนะฮะ อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน แม่คงเป็นคนที่ต้องทำงานหนักหน่อย เพราะต้องดูแลอาหารการกินของพวกเราทั้งเช้า กลางวัน เย็น รวมทั้งของว่างของผมตอนบ่ายๆ ด้วย และยังต้องดูแลผม หาอะไรให้เล่น และควบคุมให้ผมอยู่ในความสงบ ตอนที่พ่อมีประชุมออนไลน์ด้วย 

การที่พ่อผมทำงานที่บ้านก็มีข้อดีนะฮะ คือผมมีที่ปรึกษาการบ้านตลอดเวลา แล้วผมก็ยังได้แอบเห็นพ่อเวลาทำงาน พ่อผมเท่มากเลย มีจอคอมพิวเตอร์ทั้งอันเล็กอันใหญ่ มีไมโครโฟน มีหูฟัง มีของเล่นดูสนุกๆ อะไรตั้งเยอะ แต่พ่อผมบอกว่า ไม่ใช่ของเล่นนะลูก มันเอาไว้ทำงาน แล้วพ่อผมก็ยังมีเพื่อนๆ มาคุยกันบนหน้าจอเป็นสิบคนเลยนะฮะ ผมก็คิดเลยว่าโตขึ้น ผมอยากจะทำงานอย่างพ่อนี่แหละ 

เวลาพ่อว่างพ่อก็จะมาแวะเล่นกับผม พ่อบอกว่าเล่นกับผมคือการพักผ่อนของพ่อ จริงฮะ เพราะเล่นกับพ่อก็คือการพักผ่อนของผมเหมือนกัน แต่แม่บอกว่าเล่นกับผมคือการทำงานของแม่ ผมไม่เข้าใจเลยฮะ เล่นกับผมเนี่ยสนุกจะตาย ทั้งเล่นต่อสู้ ซูโม่ ยูโด มวยปล้ำ เตะบอล แม่น่าจะสนุก 

แม่จะมีปัญหาทุกวันมาถามผมว่า วันนี้จะกินอะไร แม่บอกว่ามันคือเรื่องที่ยากที่สุดของแม่ในวันหนึ่งแล้วฮะ พอแม่ถาม บางทีผมไม่อยากกินข้าว ผมอยากกินขนม ผมก็บอกว่ากินช็อกโกแลตนะ แม่ก็จะบ่นงึมงำๆ แล้วเดินจากผมไป

หลังจากผมต้องอยู่บ้านเพราะโรงเรียนปิดไปเกือบ 2 เดือน วันหนึ่งแม่ก็มาบอกผมว่า ผมจะได้ไปโรงเรียนแล้ว แต่ไปแค่วันละแป๊บเดียว แล้วแบ่งเป็นไปช่วงเช้าหรือไปช่วงบ่าย ผมจะได้เรียนในห้องเรียนกับเพื่อน แต่เพื่อนผมจะมาแค่ครึ่งเดียว ผมฟังแล้วก็งงนะฮะ ครึ่งวัน ครึ่งห้อง ครึ่งเดียว แต่ไม่เป็นไรจะครึ่งจะครบจะขาด แค่ผมได้เริ่มไปโรงเรียนผมก็ดีใจแล้วฮะ 

แต่ก็มีคำสั่งจากคุณครูใหญ่ว่า ทุกคนจะต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน พอถึงโรงเรียนต้องล้างมือ และสำคัญมากๆ คือ ทุกวันตอนเช้าผมต้องวัดไข้และบันทึกลงสมุดแล้วเอาไปให้คุณครูตอนเข้าห้อง ถ้าผมมีอุณหภูมิมากกว่า 37 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิปกติของผมอยู่ที่ประมาณ 36.5 องศาเซลเซียสนะฮะ) หรือถ้ามีคนในครอบครัวมีไข้เกิน 37 องศา หรือมีอาการเจ็บป่วยไม่สบายเหมือนจะมีการติดไวรัส ผมจะต้องหยุดโรงเรียน คุณครูบอกว่ามันคือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ถ้าเราสงสัยว่าจะมีอาการ ก็ไม่ควรออกไปแพร่เชื้อ 

ผมไปเรียนแบบครึ่งๆ อยู่อาทิตย์หนึ่ง จากนั้นผมก็ได้ไปเรียนแบบเกือบปกติ เรียนเต็มวันเพื่อนเต็มห้อง วันแรกๆ ที่ผมได้ไปโรงเรียนทั้งวัน ได้เจอเพื่อนครบทั้งห้อง มันสนุกมากเลยฮะ พวกเราทั้งกระโดดโลดเต้น ตะโกนคุยกันเสียงดัง จนหน้ากากอนามัยหลุดมากองอยู่ที่คาง แล้วก็มีเสียงคุณครูประกาศออกมาทางลำโพงว่า เนื่องด้วยภาวะโคโรน่าไวรัส ขอให้นักเรียนทุกคนพูดคุยกันด้วยเสียงเบาๆ อย่าตะโกน เพราะการตะโกนทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้ ขอให้นักเรียนมีความสุขกับการมาโรงเรียน จบประกาศ 

 ในช่วงแรกๆ ที่ห้องเรียนของผมต้องพูดคุยเบาๆ แล้วก็ไม่วิ่งเล่นให้เราเหนื่อย และต้องหายใจแรงๆ ทางโรงเรียนเข้มงวดกับการรักษากฎต่างๆ มากๆ เลยฮะ ครูใหญ่คงไม่อยากให้เกิดมีปัญหาอะไรในโรงเรียนที่อาจทำให้พวกเราต้องหยุดเรียนอีก น่าจะเป็นโชคดีที่เมืองของผมมีจำนวนคนติดเชื้อแค่นิดหน่อย บางอาทิตย์ก็ไม่มีเลย เย่ 

ชีวิตของผมเกือบจะเป็นปกตินะฮะ ผมมีหน้ากากอนามัยเป็นอาวุธคู่กายของผม ขาดไม่ได้เลย ผมได้ไปโรงเรียนทุกวัน หลังๆ ก็ได้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ สวนสาธารณะก็เปิด ไปห้องสมุดสาธารณะของเมืองได้ ไปกินข้าวนอกบ้านก็ได้ ไปว่ายน้ำได้ แต่แม่เข้าไปนั่งรอไม่ได้ พวกกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนเยอะๆ ยังทำไม่ได้ แต่แค่นี้มันก็ดีพอแล้วฮะ

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

ผมได้เรียนแบบเกือบจะปกติไปจนใกล้จะจบ ป.1 แล้วครับ วันหนึ่งคุณครูก็บอกพวกผมว่า โรงเรียนจะให้แท็บเล็ตเด็กๆ คนละ 1 เครื่อง ไม่อยากจะเชื่อเลยฮะ ผมขอแม่มาตั้งหลายที แต่แม่ไม่ซื้อให้ นี่โรงเรียนจะให้ผมจริงๆ เหรอฮะ ผมกลับไปบอกแม่เรื่องนี้ แม่บอกว่า ใช่ มีจดหมายมาบอกจากโรงเรียนแล้ว ทางอำเภอจะให้แท็บเล็ตกับเด็กทุกคนในอำเภอ 

แม่บอกว่าเพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์โควิดจะมีต่อไปถึงเมื่อไร หนักหนาขนาดไหน อาจจะต้องปิดโรงเรียนอีก ถ้าไม่ได้ไปโรงเรียน นักเรียนก็ต้องเรียนออนไลน์ ทำการบ้านส่งคุณครูทางแท็บเล็ต ทางอำเภอเลยต้องเตรียมการล่วงหน้า เพราะไม่ใช่เด็กๆ ทุกบ้านจะมีความพร้อมในการเรียนออนไลน์ ใช่ฮะ บ้านผมมีแท็บเล็ต แต่พ่อเอาไว้ใช้ทำงาน ถ้าผมต้องใช้แท็บเล็ตตอนที่พ่อผมต้องทำงานพอดี มันคงจะยุ่งมากเลย บ้านเพื่อนผมหลายคนก็ไม่มี นายอำเภอนี่รู้ใจพวกผมดีจัง 

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

แล้วผมก็ได้แท็บเล็ตมาครอบครอง ที่โรงเรียนมีชั่วโมงสอนการใช้แท็บเล็ต แล้วก็มีคำสัญญาในการใช้ เช่น เราจะไม่เอาไปเล่นเกม (คุณครูรู้ได้ยังไง) ไม่ใช้แท็บเล็ตนอกเหนือไปจากสิ่งที่คุณครูสอน เราจะดูแลรักษาแท็บเล็ตของเราเป็นอย่างดี เพราะเราต้องใช้มันไปถึง ป.6 แน่นอนฮะ ผมจะทำตามสัญญา ในแต่ละสัปดาห์ วันศุกร์ผมจะได้เอาแท็บเล็ตกลับบ้านมาทำการบ้านในนั้น แล้วก็เอาไปส่งคุณครูในวันจันทร์ เป็นการทำตัวให้ชินถ้าต้องมีการเรียนแบบใหม่

อีกอาทิตย์หนึ่งผมก็จะจบ ป.1 ปิดเทอมใหญ่แล้วก็จะขึ้นชั้นไปอยู่ ป.2 ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า สถานการณ์ต่อไปจะเป็นยังไง ตอนนี้เจ้าเชื้อโควิดมันยังอยู่กับเรา ถึงมันจะมาแบบลงๆ ขึ้นๆ แต่ผมก็ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัว รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ไว้เจอกันใหม่นะฮะ บ๊ายบาย

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load