ขอยอมรับโดยดุษฎี ว่าก่อนจะได้พบปะสนทนากับนักเรียนไทยในสวีเดนคนนี้ เราไม่มีความรู้อยู่เลยสักกระผีกริ้นว่า อาชญาวิทยา (Criminology) คืออะไร 

นภมน สว่างวิบูลย์พงศ์ หรือ นก เป็นอดีตนักจิตวิทยาสาวไทยประจำกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนบทบาทหลักของเธอตอนทำงาน คือการใช้ความรู้ด้านจิตวิทยาประเมินสภาพจิตใจเด็กและเยาวชนผู้ถูกตัดสินว่ากระทำความผิด และเข้ามาอยู่ในความควบคุมของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน รวมถึงวางแผนร่วมกับสหวิชาชีพอื่นๆ ในการฟื้นฟูดูแลจิตใจก่อนส่งเด็กกลับออกไปใช้ชีวิตในสังคมหลังพ้นผิด

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
อาคารเรียนของสาขา Criminology ที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะ Health & Society อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลใหญ่ประจำแคว้น Skåne ทางตอนใต้ของสวีเดน

แต่วันนี้นกเป็นนักศึกษาปริญญาโทอยู่ที่เมืองมัลเม่อ (Malmö) ทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน เธอตัดสินใจมาเรียนเพื่อหาคำตอบต่อคำถามที่ก่อตัวขึ้นระหว่างทำงานในกรมพินิจฯ 

“หากการช่วยเหลือด้านจิตวิทยายังไม่เพียงพอจะการันตีว่าเด็กในความดูแลของเธอจะไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก อะไรล่ะที่ช่วยได้”

คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในห้องเรียนวิชาอาชญาวิทยา

ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า แต่อยากชวนให้มาฟังคำตอบที่เธอได้ค้นพบไปพร้อมๆ กัน

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
บรรยากาศในห้องเรียนและเพื่อนร่วมชั้น

มูลเหตุจูงใจ

เด็กหญิงนกมีฝันที่อยากทำงานกับนักโทษมาตั้งแต่เด็ก

เริ่มจากกการเป็นแฟนคลับภาพยนตร์ หนังสือ หรือซีรีส์แนวสืบสวน ที่ทำให้เธอมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจ ตั้งแต่อาชญากรคิดอะไรอยู่ ทำไมคนเราถึงทำไม่ดีกับคนอื่นได้ 

ความสงสัยที่ทับถมกลายเป็นความฝันว่าอยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับจิตใจมนุษย์ การเลือกเรียนจิตวิทยาในระดับปริญญาตรี เพียรพยายามสอบใบอนุญาตนักจิตวิทยาคลินิก และสมัครเข้าทำงานในกรมพินิจฯ เพื่อเข้าไปดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนผู้กระทำความผิด คือการทำตามความฝันนั้น

ตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำศูนย์ฝึกฯ ของกรมพินิจฯ ไม่ได้เป็นจุดหมายสุดท้าย แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขุดค้นพบปัญหาที่อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมทั้งหลายที่ซุกอยู่ใต้พรมมาแสนนาน

“เราค้นพบว่าเยาวชนที่กระทำผิดเขาไม่ได้เลวด้วยตัวเอง” นกเล่าเปิดประเด็นปัญหา “เราประจำอยู่ที่ศูนย์ฝึกฯ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรับเด็กมาดูแลจากทั่วภาคอีสาน เด็กบ้านรวยไม่เคยก้าวเข้ามาเลย เขามีเงินจ้างทนายสู้คดี และมีความจำเป็นน้อยกว่าที่จะก่อคดี เด็กที่เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของกรมพินิจฯ จำนวนมากไม่ใช่เด็กเลว แต่เป็นเด็กที่ขาดโอกาสทางสังคม

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
การเรียนวิชา Criminology ที่ต้องอ่าน Text Book และ Articles จำนวนมหาศาลเพื่อทำความเข้าใจกระบวนการทางสังคม

“ต่อให้เราแก้ปัจจัยเสี่ยงทางจิตวิทยาตามกระบวนการที่ถูกกำหนดไว้ได้หมด แต่เมื่อเด็กพ้นโทษและออกไปสู่สังคมเดิม เราไม่สามารถมั่นใจเลยว่าเขาจะไม่ทำผิดซ้ำอีก เพราะนอกศูนย์ฝึกฯ มีตัวกระตุ้นมากมาย” 

เมื่อนกตระหนักได้ว่า ต้นตอของการเกิดอาชญากรรมแท้จริงไม่สามารถแก้ด้วยทักษะทางจิตวิทยาหรือการจัดการปัจจัยเสี่ยงตามกระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียว เธอจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากกรมพินิจฯ และส่งใบสมัครไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาอาชญาวิทยาในสวีเดน

โดยหวังใจจะเรียนรู้จากประเทศที่จัดการกับอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพจนคุกว่างโล่ง

อาชญาวิทยา : เรียนอะไร

ห้องเรียนอาชญาวิทยาที่สวีเดนได้ยืนยันสมมติฐานที่นกมีอยู่ในใจว่า การเกิดอาชญากรรมไม่ใช่แค่เรื่องของความเป็นคนดีคนเลวหรือระดับของจิตใจเท่านั้น แต่มีปัจจัยแวดล้อมมากมายที่ผลักดันมนุษย์หนึ่งคนให้ก้าวเข้าสู่วังวนของการกระทำผิด

“ทางอาชญาวิทยา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการก่ออาชญากรรมมีสองประเภทใหญ่ๆ” นกปูทางเพื่อให้เราเข้าใจ “หนึ่งคือปัจจัยในระดับบุคคล นิสัยใจคอที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จุดเปลี่ยนในชีวิต รวมถึงความผิดปกติทางจิตใจ (Psychopathology) เช่น โรคสมาธิสั้น (Attention-deficit Hyperactivity Disorder) ที่พบเยอะในกลุ่มผู้กระทำความผิด หรือ จิตเภท (Schizophrenia) เป็นอีกโรคที่ได้รับความสนใจ เช่น เคสบุกแทงเด็กนักเรียนในไทยที่เคยเป็นข่าวดัง

“ประเภทที่สองก็คือ ปัจจัยแวดล้อมทางสังคม เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งที่พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมชั้นเรียน และสังคมในวงกว้างกระทำนั้น ส่งผลกระทบต่อเราไม่มากก็น้อย หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ที่เป็นใจมากเพียงใดในการก่ออาชญากรรม

“ยกตัวอย่างง่ายๆ กรณีผู้ป่วยจิตเภท จะมีอาการเห็นภาพหลอนหรือหูแว่ว งานวิจัยบ่งชี้ว่า นั่นไม่ได้นำไปสู่การกระทำผิด แต่กลับเป็นความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกับการก่ออาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรงเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่สังคมโดยรอบกระทำต่อเขาต่างหากที่อาจมีผล เพราะภาพหลอนที่ผู้ป่วยเห็น มันขึ้นอยู่กับ Input ที่เขาได้รับจากประสบการณ์ในชีวิตเขา ซึ่งมาจากสังคมแวดล้อม และเขาอาจไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดมากเพียงพอ”

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
หนังสือประกอบการเรียนสาขา Criminology

วิชาเรียนตลอดระยะเวลา 2 ปีของนกจึงเป็นการทำความเข้าใจปัจจัย 2 ประเภทนี้ ว่าส่งผลต่อกันและกันอย่างไร ผ่านทั้งวิชาเลกเชอร์และสัมมนา โดยเน้นไปที่การวิพากษ์ร่วมกันกับเพื่อนร่วมชั้นที่มีพื้นเพหลากหลาย ในประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับโครงสร้างทางสังคม

“เราได้เรียนวิชาที่เราไม่เคยได้ยินชื่อเลยในไทย เช่น วิชาที่ว่าด้วยการเป็นเหยื่อโดยเฉพาะ ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มเสี่ยงที่อ่อนไหว (Vulnerable Groups) อย่างผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย ผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ คนบางกลุ่มเราอาจลืมไปว่าเขาเป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม โดยเฉพาะการถูกมองว่ามีคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้อยกว่าคนอื่น (Dehumanized) วิชานี้เลยถือว่าเปิดหูเปิดตามาก

“เรามาคิดต่อเอาเองว่า กลุ่มอ่อนไหวในที่นี้รวมถึงบุคคลสาธารณะด้วยหรือเปล่า เพราะเราเห็นเคสของดาราหรือเน็ตไอดอลในวัฒนธรรมเอเชียที่ตกเป็นเหยื่อกันอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่ Cyberbullying ไปจนถึงถูกคุกคามในชีวิตจริง พวกเขาเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสได้ยืนหยัดเพื่อตัวเอง แต่ต้องยอมเงียบไว้เพื่อรักษาความนิยมหรือลดความขัดแย้งกับต้นสังกัด เช่น ทัศนคติทางการเมือง เพราะเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อรายได้ของเขาโดยตรง จนอาจส่งผลกระทบถึงสุขภาพจิตและการดำเนินชีวิต 

“ประเด็นนี้เรามองว่าน่าสนใจ เลยเอาไปเสนอเป็นหัวข้อเปเปอร์ ซึ่งทีแรกอาจารย์ไม่เห็นด้วยให้เขียน เราก็ต้องดีเฟนด์ให้เขามองเห็นประเด็นตรงกับเรา เพราะเขาไม่เคยรับรู้ว่าดาราในเอเชียมีข้อจำกัดที่ต่างกับทางตะวันตก

“ล่าสุดเราได้เรียนวิชาที่ว่าด้วยสุขภาพกับทฤษฎีช่วงชีวิตที่ส่งผลต่ออาชญากรรม มีโอกาสหยิบประเด็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในบริบทไทยไปวิพากษ์ และได้พบว่ามีค่านิยมกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) แฝงอยู่ในวัฒนธรรมไทย รวมถึงการละเมิดสิทธิเหนือร่างกายของเด็ก การไม่สามารถพูดถึงปัญหาภายในครอบครัวเพราะถือว่าเป็นการสาวไส้ให้กากิน ไปจนถึงการบิดเบือนปลายทางของความรุนแรงภายในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ผ่านสื่อบันเทิง (Romanticize)” นกเล่าถึงมุมมองของอาชญากรรมที่เลยไปจากขอบเขตที่เราเข้าใจ และไม่คิดว่าจะหมายรวมอยู่ในความสนใจของนักอาชญาวิทยาด้วย 

“อาชญาวิทยาเป็นสาขาที่เหมาะกับตำรวจก็จริง แต่มีอีกหลายอาชีพที่นำองค์ความรู้ไปใช้ได้ ไม่ได้เรียนไปเป็นทีมงาน CSI อย่างเดียว” นกตอบคำถามของเราที่ถามว่าอาชญาวิทยาเป็นวิชาสำหรับตำรวจเท่านั้นใช่หรือไม่ 

“อาจารย์ที่สอนหลายคนเป็นอดีตตำรวจ แต่ก็มีอาจารย์ที่เป็นจิตแพทย์และนักจิตวิทยาด้วย ส่วนเพื่อนร่วมชั้นก็มีนักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ และอีกสารพัดอาชีพรวมอยู่ ซึ่งช่วยให้เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของคนหลายสาขาอาชีพ”

ที่เอ่ยชื่ออาชีพมาก็พอจะเข้าใจ แต่มีอีกหนึ่งอาชีพที่เราคาดไม่ถึงว่าจะเกี่ยว…

อาชญาวิทยา : เรียนเพื่ออะไร

มีบทสนทนาหนึ่งในห้องเรียน ที่เพื่อนๆ ของนกลงความเห็นกันว่า อีกหนึ่งอาชีพที่ควรมีความรู้เรื่องอาชญาวิทยาคือ นักการเมือง

“เพราะเป้าหมายของการเรียนอาชญาวิทยาในสวีเดน ไม่ใช่แค่การหาตัวคนผิด” นกค่อยๆ คลายความสงสัย “เป้าหมายสูงสุดของการเข้าใจว่าอาชญากรคิดอะไร มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้พวกเขากระทำผิดบ้าง คือการหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก”

เราฟังแล้วก็ยังเอียงคอ เลยขอตัวอย่างที่เข้าใจง่าย

“ตำรวจต้องออกลาดตระเวนแบบสุ่ม ไม่เป็นเวลาแน่นอน เพราะเขาอิงทฤษฎีทางจิตวิทยาว่า โจรจะคาดเดาช่วงเวลาก่อเหตุได้ง่ายขึ้นถ้าตำรวจออกตรวจในช่วงเวลาเดิมๆ” นกยกตัวอย่าง “และแม้เราจะไม่สามารถป้องกันการกระทำผิดครั้งแรก หากตำรวจมีความเข้าใจที่สอดคล้องกับนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ ก็จะประเมินได้ว่า ผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมแต่ละคนมีความเสี่ยงด้านใด และให้ข้อมูลกับจิตแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพจิตของอาชญากรในระหว่างคุมตัว รวมถึงวางแผนการติดตามพฤติกรรมหลังพ้นผิดได้อย่างเหมาะสม ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันไม่ให้เขากลับไปทำผิดซ้ำอีก

“หรือแม้แต่ความเชื่อที่ว่า คนไม่ทำผิดเพราะเกรงกลัวต่อบาป หรือกลัวทำให้ใครเดือดร้อน (Guilt) ก็ถูกแค่บางส่วนเท่านั้น งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า คนเราไม่ก่ออาชญากรรมถ้ามันสร้างความอับอายให้กับตัวเอง (Shame) มากกว่า การมี CCTV ติดไว้อย่างชัดเจน จึงมีผลให้ความกล้ากระทำผิดลดลง เป็นต้น” นกให้อีกหนึ่งตัวอย่างของการนำองค์ความรู้อาชญาวิทยามาใช้ป้องกันอาชญากรรม

ฟังตัวอย่างแล้วพอจะเข้าใจมากขึ้นอีกนิด และเมื่อถามว่านักการเมืองทำอะไรได้ในกระบวนการนี้ นกจึงเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากสังคมสวีเดนมาให้ลองเปรียบเทียบ

“ตามสถิติแล้ว อาชญากรรมส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในสวีเดนเกิดจากผู้อพยพลี้ภัยที่ไม่ได้เติบโตมาหรือเข้าถึงสวัสดิการทางสังคม (Social Welfare) เดียวกันกับชาวสวีเดน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกหลานรุ่นสองถึงสามของผู้อพยพที่มีโอกาสรับการศึกษาในสวีเดนจะไม่ก่ออาชญากรรม หรือมีอัตราการก่ออาชญากรรมน้อยลง 

“เมื่อมีการศึกษา การงาน และการเงินที่ดี เข้าถึงสวัสดิการ และมั่นคงในชีวิต ก็ไม่มีเหตุผลจะก่ออาชญากรรม การศึกษาและสวัสดิการทางสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และแก้ปัญหาอาชญากรรมได้ตรงจุดกว่าการโทษตัวบุคคลหรือเชื้อชาติ เราจำเป็นต้องมองเห็นและปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคนเท่ากัน”

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
ห้องสมุดของเมือง Malmö สวัสดิการรัฐที่ทุกคนเข้าใช้ได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่เว้นแม้แต่คนไร้บ้าน

มาถึงตรงนี้ก็กระจ่างจนได้ นักการเมืองมีบทบาทในการออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนทิศทางของประเทศโดยตรง หากพวกเขามีความรู้ความเข้าใจปัจจัยที่จะก่อให้เกิดอาชญากรรม นโยบายที่ออกมาจะช่วยลดปัญหาในสังคมได้

“น่าเสียดายหลายประเทศไม่เชื่อว่าการกำจัดปัจจัยเสี่ยงทางสังคมเหล่านี้เป็นไปได้ เขาเลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิการทางสังคม แต่พุ่งเป้าโทษเป็นความผิดระดับปัจเจกแทน เช่น คนจนเพราะขี้เกียจ 

“แต่การมาเรียนที่สวีเดนซึ่งเป็นประเทศที่เข้าใจความสำคัญของการลดปัจจัยเสี่ยงทำให้เราเห็นได้ชัดเลยว่า สวัสดิการทางสังคมมีผลต่อการตัดสินใจก่ออาชญากรรมจริง” นกขมวดปมปิดท้าย

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
ลานฝึกสเก็ตบอร์ดของเมืองที่เกิดจากความคิดริเริ่มของคนในพื้นที่และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น
ที่ผลักดันจนทำให้งานแข่งสเก็ตกลายเป็นอีเวนต์สร้างชื่อของเมือง แทนที่จะเป็นแค่แหล่งมั่วสุม

อาชญาวิทยา : เรียนจบแล้วไปไหน

ฟังมาถึงตรงนี้ เราถึงเห็นภาพมากขึ้นว่าห้องเรียนอาชญาวิทยาไม่ได้มีแต่เลือด ไม่ได้จบแค่ขั้นตอนของการสืบสวน และคนที่ควรรู้ก็ไม่ได้มีแค่คนที่ทำงานด่านหน้าอย่างตำรวจ แต่รวมไปถึงคนที่ทำงานผลักดันโครงสร้างทางสังคม

และเป็นการเรียนเพื่อนำทางไปสู่เป้าหมายของกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก คือทำอย่างไรก็ได้ ไม่ให้ผู้กระทำผิดที่รับโทษแล้วกลับออกไปเป็นโจรอีก โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

สำหรับนกแล้ว นี่คือสิ่งที่เธออยากมาเรียนเพื่อเติมเต็มความรู้ส่วนที่พร่องไป เพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างตรงประเด็นในกระบวนการยุติธรรมไทย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่เธอคุ้นเคย รวมถึงเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ในการสื่อสารความสำคัญเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทางสังคม

“เราคาดหวังว่าเมื่อเราเรียนจบจะมีโอกาสได้ทำงานเรื่องการสร้าง Awareness เพื่อสื่อสารว่า สวัสดิการทางสังคมสำคัญอย่างไรในการสร้างสังคมมนุษย์ให้อยู่ด้วยกันได้อย่างผาสุข บทความนี้เองก็เป็นหนึ่งส่วนหนึ่งในความพยายามสร้าง Awareness ต่อความสำคัญของการแก้ปัญหาที่ระบบนั้น

“เทียบง่ายๆ ว่า เราจับปลาสกปรกขึ้นมาจากบ่อที่สกปรก ต่อให้ขัดเกล็ดให้สะอาดแล้ว สุดท้ายถ้าปล่อยปลาลงบ่อเดิมโดยไม่บำบัดน้ำในบ่อให้สะอาด ปลาก็กลับไปสกปรกเหมือนเดิมอยู่ดี วิธีการที่ยั่งยืนจึงเป็นการบำบัดบ่อน้ำ ไม่ใช่ขัดเกล็ดปลาเพียงอย่างเดียว”

แม้ว่าสาขาอาชญาวิทยาจะเพิ่งเปิดสอนในประเทศไทยมาไม่นานและมีอยู่ในไม่กี่สถาบัน แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และสะท้อนว่าประเทศของเรากำลังมองปัญหาอาชญากรรมเป็นปัญหาเชิงระบบมากขึ้น 

ประชาชนคนเดินดินอย่างเราฟังแล้วก็สบายใจ เห็นแสงรำไรที่ปลายทางแล้วว่าสังคมของเราเปลี่ยนไปในทิศทางที่สงบและปลอดภัยมากขึ้นอย่างที่เคยฝัน

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เดือนตุลาคมของทุกปีที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี จะมีงานมหกรรมหนังสือ ‘แฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์’ (Frankfurter Buchmesse หรือ Frankfurt Book Fair) ว่ากันว่าเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและจัดมากว่า 70 ปีแล้ว ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด มีสำนักพิมพ์กว่า 4,000 ราย จากเกือบร้อยประเทศเดินทางมาร่วมงาน มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ถือเป็นงานที่นักอ่านจากทุกประเทศพลาดไม่ได้

ต่อจากนี้คือประสบการณ์ 5 วัน ในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ 2022 ของ ‘หย่งศรี’ ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งล่าม แจกนามบัตร เฝ้าบูท ชงชา ชวนชาวต่างชาติสนทนา และฟังความเป็นไปของโลกหนังสือสากลว่าก้าวหน้ากันไปถึงขั้นไหนแล้ว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins
เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

งานหนังสือที่ไม่เหมือนสัปดาห์หนังสือไทย

ท่ามกลางอากาศหนาวกลางเดือนตุลาคม ฉันนั่งรถไฟ S-Bahn ขบวนสีแดงแปร๊ดมาลงที่สถานี Messe ที่คุ้นชิน บันไดเลื่อนพาฉันและผู้โดยสารร่วมทางอีกหลายสิบชีวิตขึ้นมาสู่ทางเข้า เมื่อสแกนบัตรผ่าน ฉันพบกับป้ายประกาศใหญ่โตเขียนไว้ชัดว่า ‘Welcome to Frankfurt Book Fair 2022’ 

รู้สึกเหมือนมีลมเย็นปะทะใบหน้า ดีใจที่ได้กลับมาทำงานแสนรักอีกคำรบหนึ่งแล้ว

หากพูดถึง ‘งานหนังสือ’ เราน่าจะนึกถึงภาพของงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติอย่างบ้านเรา ที่เป็นงานขายปลีก สำนักพิมพ์ออกบูทเองขายเอง เพื่อเปิดตัวผลงานใหม่ พานักเขียนมาพบปะแฟนคลับ ให้เหล่านักอ่านเลือกซื้อหนังสือราคาพิเศษพร้อมสารพัดโปรโมชัน

นั่นคล้ายกับงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ ‘การซื้อขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศ’ โดย 3 วันแรกเป็นวันเจรจาธุรกิจ สำนักพิมพ์ทั้งหลายจากทั่วโลกพากันมาออกบูทเพื่อนำเสนอผลงานของตัวเอง

แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ของโลกมักมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พวกเขามาพร้อมบูทใหญ่โต มีเอเยนต์ดูแลงานแต่ละหมวดหลายสิบชีวิต ตั้งโต๊ะคุยกับตัวแทนจากทั่วโลกอย่างขะมักเขม้น

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

Literacy Agents คือเอเยนต์ตัวแทนนักเขียนชื่อดังทั้งหลายที่ไม่ได้สังกัดสำนักพิมพ์ (แต่สังกัดเอเยนต์) มาตั้งโต๊ะเจรจาด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนัดมาล่วงหน้า การขอคุยหน้างานแทบจะเป็นไปไม่ได้

สำหรับสำนักพิมพ์เล็ก ๆ หากเดินผ่านบูทเขาแล้วเห็นหนังสือที่ถูกใจ สนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลก็สอบถามและนัดหมายเพื่อคุยระหว่างงานได้

ส่วนงาน 2 วันสุดท้ายจะจัดให้ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์เสมอ เพื่อเปิดให้สาธารณชนผู้สนใจเข้าชม ซึ่งโดยมากเป็นคนเยอรมัน ทีนี้ก็จะคล้ายกับงานบ้านเราที่มีการเปิดตัวหนังสือปกใหม่ มีนักเขียนชื่อดังมาแจกลายเซ็น บอกเลยว่าคนล้นหลามมาก แต่ที่เยอรมนี หนังสือออกใหม่ไม่มีการลดราคา (จนกว่าจะตีพิมพ์ไปแล้วอย่างน้อย 18 เดือน) เป็นกฎหมายบังคับไว้

นอกจากนั้น ใน 2 วันสุดท้าย เราจะได้เห็นกลุ่มนักแต่งตัวคอสเพลย์มารวมตัวกันด้วย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกปี (จากที่สังเกต) จนในปัจจุบัน จัดเป็นงาน Frankfurt Cosplay อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประเทศไทยอยู่ที่ไหนในงานนี้

โดยปกติประเทศไทยมีบูทไปออกกับเขาเหมือนกัน แถมยังจัดอย่างใหญ่โต เป็นความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กว่า 2 ทศวรรษ

หลังจากไม่ได้เข้าร่วม 2 ปีด้วยเหตุโควิด-19 อาละวาด ปี 2022 เราก็กลับมาอีกครั้ง! แถมยังได้ทำเลทองที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก อยู่กลางฮอลล์ 6 ซึ่งเต็มไปด้วยสำนักพิมพ์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีเพื่อนบ้านเป็นไต้หวันและนิวซีแลนด์ และมีบ้านต้นซอยเป็น HarperCollins!

ปีนี้เรามีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 10 ราย แต่ละรายนำผลงานที่คาดว่าจะขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้มาจัดแสดง มีตั้งแต่หมวดเด็ก การ์ตูน และศิลปวัฒนธรรม

แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากหาซื้อลิขสิทธิ์หนังสือดีมีคุณภาพและน่าจะทำยอดขายได้สูง เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาไทยด้วย เรียกว่ามางานนี้มาทั้งซื้อและขาย

และเมื่อมีบูทประเทศไทย ก็ต้องมีล่ามประจำบูท

นั่นก็คืองานของหย่งศรีเอง!

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ชีวิตประสาล่ามประจำบูท

ฉันมีหน้าที่ตั้งแต่เปิด-ปิดบูท ดูแลความเรียบร้อย ความสะอาด คอยระแวดระวังมิให้หนังสือหาย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและสำนักพิมพ์ที่มาร่วมงาน ทั้งในแง่ข้อมูลและภาคปฏิบัติ เสิร์ฟน้ำและกาแฟให้กับผู้ที่มาเจรจาติดต่อ

นอกจากนั้น ต้องคอยเก็บคอนแทกของผู้ที่เข้ามาติดต่อ และตอบคำถามสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่นักเขียนที่มองหาสำนักพิมพ์ที่อาจสนใจงานของตน ซึ่งพวกเขามาจากทุกมุมโลกตั้งแต่ชมพูทวีป เรื่อยไปจนถึงยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา 

ที่เห็นชัดมากในปีนี้ คือนักเขียนชาวอิสราเอลทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็น Self-help Spiritual นิทานเด็ก หรือนิยาย ขยันเดินมาเสนอผลงานและเตรียมตัวมาดีมาก มี Press Kit (เอกสาร) น้อย ๆ แนะนำตัวเองและบทคัดย่อของผลงานเสร็จสรรพ แค่นั้นยังไม่พอ ยังขยันตามงาน ขอพบกับตัวแทนสำนักพิมพ์ไทยให้จงได้ ตรงนี้ไม่รู้ว่ากระแสความโด่งดังของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (นักเขียนชาวอิสราเอล) ผู้เขียน Sapiens จะมีส่วนด้วยหรือเปล่า

ต่อมา ชายใส่สูทชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมายื่นนามบัตรให้พร้อมพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย เขากำลังมองหาลู่ทางในการมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือของไทยอยู่ บอกเลยว่าวงการหนังสือไทยก็เป็นปลายทางที่ทั่วโลกสนใจเหมือนกัน

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

นอกจากนั้น ยังมีสำนักพิมพ์ต่างชาติที่สนใจใช้บริการโรงพิมพ์ไทย หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศที่อยากเชิญชวนสำนักพิมพ์ของเราไปออกงานที่ประเทศของตน ร้านหนังสือออนไลน์ใหญ่ยักษ์มองหาผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในประเทศไทย ฯลฯ

แต่สิ่งที่ฉันได้คุยมากขึ้นในปีนี้ คือการสนับสนุนด้านเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ จากสารพัดหน่วยงานของต่างประเทศ 

การทำงานวันที่ 3 คนที่เดินเข้ามาบูทยังไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่จากผู้จัดงาน Bologna Children Book Fair ซึ่งเป็นงานหนังสือเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกแจ้งว่ามีทุนให้กับสำนักพิมพ์หนังสือเด็กไทยที่ไม่เคยไปออกงานที่นั่นนำผลงานไปออกได้

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จากประเทศซาอุดีอาระเบียที่บอกฉันว่า มีเงินทุนให้กับสำนักพิมพ์ที่สนใจจะแปลงานจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทย ไหนจะศิลปินนักวาดชาวสเปนที่บอกว่า หน่วยงานของรัฐบาลสเปนมีเงินทุนสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเด็กหากจ้างนักวาดจากประเทศสเปน

สำหรับประเทศเยอรมนีที่ฉันอาศัยมานับสิบปีก็มีห้องสมุดจากรัฐบาเยิร์น แจ้งว่าทำแคตตาล็อกนิทานและวรรณกรรมเยาวชนนานาชาติทุกปี แต่ยังไม่มีหนังสือไทยอยู่ในนั้นเลย รวมทั้งมีทุนวิจัยด้านหนังสือเด็กให้นักวิชาการที่สนใจด้วย

เมื่อหน้าปากซอยเป็น HarperCollins

เท่าที่ฉันเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นล่ามในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์หลายปีก่อนหน้า บูทไทยมักถูกจัดให้อยู่ในฮอลล์เดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน พลวัตของผู้คนไม่หนาแน่นมาก เพราะส่วนมากมุ่งหน้าไปยังฮอลล์ที่มีบูทสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ

ครั้งนี้ ฉันคาดว่าจะเป็นเช่นนั้นอีก ยิ่งมาจัดในปีที่เพิ่งเริ่มฟื้นจากโควิด-19 ด้วย ซึ่งจีนยังปิดประเทศอยู่ ทำให้แทบไม่มีสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์จากจีนมาร่วม รวมถึงอีกหลายแห่งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ คะเนด้วยสายตา จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานหายไปในราว 30 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขจากผู้จัดแจ้งว่า ปี 2022 มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้นเกือบ 200,000 ราย แบ่งเป็นนักธุรกิจ 93,000 คน และประชาชน 87,000 คน)

แต่มันไม่เป็นดังคาด

ด้วยความที่ฮอลล์จัดงานบางส่วนปิดปรับปรุง และจำนวนสำนักพิมพ์มาร่วมงานน้อยลง (เข้าใจว่าหลายบริษัทเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย) ทำให้การจัดผังของงานเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด บูทไทยได้มาอยู่ในฮอลล์ 6 อันเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ยักษ์ที่มีพลวัตสูงมาก แถมอยู่ในซอยเดียวกันกับ HarperCollins หนึ่งใน Big Five สำนักพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษของโลก อีก 4 แห่งที่เหลือได้แก่ Penguin Random House, Simon & Schuster, Hachette และ Macmillan

ผู้คนที่ผ่านมาทางนั้น จึงเดินผ่านบูทของเราด้วย

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประกอบกับบูทไทยปีนี้จัดในธีม Drawing Story นำผลงานของนักวาดการ์ตูน Illustrator และนักวาดนิยายกราฟิกไทย 20 ท่านที่มีผลงานโดดเด่นมานำเสนอ โดยเชื่อว่าภาพวาดเหล่านั้นไม่ต้องแปลก็เข้าใจได้

รวมทั้งมีส่วนของ Thai Book Archive นำงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัล ได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ หรือนำไปทำในรูปแบบละครโทรทัศน์ ซีรีส์ การ์ตูน ฯลฯ มาจัดแสดง ซึ่งนิยายวายจำนวนไม่น้อยก็ได้รับเลือกให้มาออกในงานนี้ด้วย

เมื่อตั้งอยู่ในฮอลล์ที่คนมามหาศาล พร้อมกับเนื้อหาที่ใช่ เข้าถึงง่าย ฉันที่ยืนเฝ้าบูทอยู่จึงได้เห็นคนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันมาชื่นชมผลงานของนักวาดไทย เรื่อยไปถึงผลงานอื่น บ้างพลิกเปิดดูด้านใน บ้างก็ยืนอมยิ้ม หัวเราะไปกับภาพที่ได้เห็น แม้ว่าจะอ่านไม่ออก แต่ความเป็นสากลของภาพก็ทะลุกำแพงภาษาไปเลย

ดีใจแทนนักวาด หากเจ้าของผลงานได้มาเห็นว่ามีคนต่างชาติสนใจผลงานของตัวเองมากขนาดไหน ต้องปลื้มใจมากแน่

จากที่คิดเอาเองก่อนเริ่มงานว่าน่าจะเงียบ กลายเป็นว่าบูทของเรามีสำนักพิมพ์และนักเขียนจากสารพัดประเทศ ‘เข้าคิว’ กันขอข้อมูล ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่ล่ามที่อยู่ประจำบูท ตอบคำถามจนแทบไม่มีเวลาได้พักทานข้าวกลางวันเลยทีเดียว

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

นอกจากการเจรจาซื้อขาย ปีนี้ยังมีการจัดพื้นที่ให้สำนักพิมพ์จากประเทศยูเครนมาออกแสดงโดยเฉพาะ และในงานยังเวทีเสวนาอีกนับสิบเวทีนำเสนอแนวโน้มและประเด็นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแปลและนักแปล ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการเผยแพร่งานออกสู่วงนานาชาติ รวมไปถึงความร่วมมือกับสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ซึ่งมาออกบูทโปรโมตแฮชแท็ก #Booktok แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เป็นการพากลุ่มคนออนไลน์และหนังสือมาเจอกัน

อ้อ! อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ Guest of Honor กล่าวคือ ทุกปีจะมีหนึ่งประเทศได้เป็น ‘แขกรับเชิญพิเศษ’ ประเทศนั้นจะได้จัดแสดงหนังสือของตนอย่างใหญ่โตในอาคาร Forum รอบงานมีการจัดอภิปราย อ่านหนังสือ แสดงวัฒนธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าอยากทำอะไรเพื่อให้เข้าถึงสาธารณชน ผู้จัดบอกว่า ที่จัดโปรแกรมแขกรับเชิญพิเศษนี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะช่วยให้ประเทศแขกรับเชิญพิเศษขายงานลิขสิทธิ์ผลงานของประเทศตนได้มากขึ้น

Guest of Honor ปีนี้คือสเปน มาในธีม Spilling Creativity โดย King Felipe VI และ Queen Letizia เดินทางมาร่วมงานพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง รวมทั้งนักเขียนอีกกว่าร้อยชีวิตที่มาร่วมพูดคุยในงานตลอด 5 วัน

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก
เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

ปัจจุบัน ชาวโลกมองหาอะไร

ความที่ปีนี้เรานำผลงานของนักวาดมาจัดแสดง จึงได้เห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจร่วมงานกับนักวาด หลายประเทศขอรายชื่อนักวาดไทยทั้งหมดที่มี เพื่อไปคัดสรรและติดต่อขอร่วมงาน

ในส่วนของหนังสือที่ฮอตฮิต มีคนมาสอบถามอยู่ตลอด คือ การ์ตูน (มังงะ) ที่มีเนื้อเรื่องเป็นออริจินัลของคนไทย นิทานเด็ก (หนังสือภาพ) และนวนิยาย ซึ่งมักได้รับอิทธิพลมาจากละคร

อย่างหลังนี้ ผู้มาสอบถามมักเป็นสำนักพิมพ์จากประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือละครไทยเรื่องใดดังในประเทศของเขาก็จะมีคนตามมาหาซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายต้นฉบับไปแปล และที่เห็นได้ชัดคือ มีผู้สนใจนิยายวายมากขึ้น แต่ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังไม่อาจตีพิมพ์เรื่องเหล่านี้ได้

พูดถึงความสนใจของสำนักพิมพ์ไปเยอะแล้ว แต่ใน 2 วันสุดท้ายจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเดินชมงาน มีผู้คนมากมายแวะเวียนมาที่บูทของเราเช่นเดิม

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

สิ่งที่คนเข้ามาถามไม่ขาดสายเลยคือ คู่มือเรียนภาษาไทยในระดับต่างกัน บ้างก็หาตำราเรียน บ้างก็หาหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างง่าย รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นไทย

หลายคนรักและชอบเมืองไทย อยากไปเที่ยว จึงอยากหัดภาษาไว้

บางคนมีแฟนเป็นลูกครึ่งชาวไทย และอยากหัดภาษาเพื่อพูดกับว่าที่คุณแม่สามี (กรี๊ด)

บางคนอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เพราะหลงรักซีรีส์วายของไทย จึงกวาดนิยายที่ตัวเองเคยดูซีรีส์แล้วกลับบ้าน ประมาณว่าขอให้ได้มีไว้ในครอบครองก็ดีใจแล้ว และใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาต่อไป

บางท่านเป็นเจ้าของร้านหนังสือเด็กสารพัดภาษาในเยอรมนี แม้อ่านไม่ออก แต่รู้ว่าจะเลือกซื้อเล่มไหน เพื่อให้ขายหมดไม่เหลือสต็อก

ไม่นับคนไทยในแวดวงนักอ่านในเยอรมนี อย่าง คุณหนึ่ง-อธิวดี วิศวกรกระดาษ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือป๊อปอัปมากมาย คุณติ๊ก บรรณาธิการสำนักพิมพ์ภาษาเยอรมันที่สืบทอดมากว่า 5 อายุคน เจสซี่ อินฟลูเอนเซอร์ นักรีวิวหนังสือ ที่มีผู้ติดตามใน Instagram และ TikTok หลักหมื่น

รวมไปถึงน้องคนไทยอีกนับสิบชีวิตจากทุกอาชีพการงาน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงาน พยาบาล ฯลฯ รวมไปถึงลูกครึ่ง ลูกติด ที่มามองหาหนังสือเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน

ถ้าไม่ได้มาเป็นล่ามประจำบูทประเทศไทยก็คงไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลครองโลก มีแต่เสียงบอกว่า ‘ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว’

แต่เมื่อโชคชะตาชักพาให้มาร่วมงานอีกครั้ง เรากลับได้คำตอบที่ชัดเจน

นักอ่านยังมีเยอะมาก และคนทุกชาติทุกภาษายังคงมองหาหนังสือเนื้อหาดี น่าสนใจ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

Can you see? Books never die!

ภาพ : Frankfurt Book Fair

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load