ขอยอมรับโดยดุษฎี ว่าก่อนจะได้พบปะสนทนากับนักเรียนไทยในสวีเดนคนนี้ เราไม่มีความรู้อยู่เลยสักกระผีกริ้นว่า อาชญาวิทยา (Criminology) คืออะไร 

นภมน สว่างวิบูลย์พงศ์ หรือ นก เป็นอดีตนักจิตวิทยาสาวไทยประจำกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนบทบาทหลักของเธอตอนทำงาน คือการใช้ความรู้ด้านจิตวิทยาประเมินสภาพจิตใจเด็กและเยาวชนผู้ถูกตัดสินว่ากระทำความผิด และเข้ามาอยู่ในความควบคุมของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน รวมถึงวางแผนร่วมกับสหวิชาชีพอื่นๆ ในการฟื้นฟูดูแลจิตใจก่อนส่งเด็กกลับออกไปใช้ชีวิตในสังคมหลังพ้นผิด

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
อาคารเรียนของสาขา Criminology ที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะ Health & Society อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลใหญ่ประจำแคว้น Skåne ทางตอนใต้ของสวีเดน

แต่วันนี้นกเป็นนักศึกษาปริญญาโทอยู่ที่เมืองมัลเม่อ (Malmö) ทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน เธอตัดสินใจมาเรียนเพื่อหาคำตอบต่อคำถามที่ก่อตัวขึ้นระหว่างทำงานในกรมพินิจฯ 

“หากการช่วยเหลือด้านจิตวิทยายังไม่เพียงพอจะการันตีว่าเด็กในความดูแลของเธอจะไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก อะไรล่ะที่ช่วยได้”

คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในห้องเรียนวิชาอาชญาวิทยา

ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า แต่อยากชวนให้มาฟังคำตอบที่เธอได้ค้นพบไปพร้อมๆ กัน

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
บรรยากาศในห้องเรียนและเพื่อนร่วมชั้น

มูลเหตุจูงใจ

เด็กหญิงนกมีฝันที่อยากทำงานกับนักโทษมาตั้งแต่เด็ก

เริ่มจากกการเป็นแฟนคลับภาพยนตร์ หนังสือ หรือซีรีส์แนวสืบสวน ที่ทำให้เธอมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจ ตั้งแต่อาชญากรคิดอะไรอยู่ ทำไมคนเราถึงทำไม่ดีกับคนอื่นได้ 

ความสงสัยที่ทับถมกลายเป็นความฝันว่าอยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับจิตใจมนุษย์ การเลือกเรียนจิตวิทยาในระดับปริญญาตรี เพียรพยายามสอบใบอนุญาตนักจิตวิทยาคลินิก และสมัครเข้าทำงานในกรมพินิจฯ เพื่อเข้าไปดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนผู้กระทำความผิด คือการทำตามความฝันนั้น

ตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำศูนย์ฝึกฯ ของกรมพินิจฯ ไม่ได้เป็นจุดหมายสุดท้าย แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขุดค้นพบปัญหาที่อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมทั้งหลายที่ซุกอยู่ใต้พรมมาแสนนาน

“เราค้นพบว่าเยาวชนที่กระทำผิดเขาไม่ได้เลวด้วยตัวเอง” นกเล่าเปิดประเด็นปัญหา “เราประจำอยู่ที่ศูนย์ฝึกฯ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรับเด็กมาดูแลจากทั่วภาคอีสาน เด็กบ้านรวยไม่เคยก้าวเข้ามาเลย เขามีเงินจ้างทนายสู้คดี และมีความจำเป็นน้อยกว่าที่จะก่อคดี เด็กที่เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของกรมพินิจฯ จำนวนมากไม่ใช่เด็กเลว แต่เป็นเด็กที่ขาดโอกาสทางสังคม

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
การเรียนวิชา Criminology ที่ต้องอ่าน Text Book และ Articles จำนวนมหาศาลเพื่อทำความเข้าใจกระบวนการทางสังคม

“ต่อให้เราแก้ปัจจัยเสี่ยงทางจิตวิทยาตามกระบวนการที่ถูกกำหนดไว้ได้หมด แต่เมื่อเด็กพ้นโทษและออกไปสู่สังคมเดิม เราไม่สามารถมั่นใจเลยว่าเขาจะไม่ทำผิดซ้ำอีก เพราะนอกศูนย์ฝึกฯ มีตัวกระตุ้นมากมาย” 

เมื่อนกตระหนักได้ว่า ต้นตอของการเกิดอาชญากรรมแท้จริงไม่สามารถแก้ด้วยทักษะทางจิตวิทยาหรือการจัดการปัจจัยเสี่ยงตามกระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียว เธอจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากกรมพินิจฯ และส่งใบสมัครไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาอาชญาวิทยาในสวีเดน

โดยหวังใจจะเรียนรู้จากประเทศที่จัดการกับอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพจนคุกว่างโล่ง

อาชญาวิทยา : เรียนอะไร

ห้องเรียนอาชญาวิทยาที่สวีเดนได้ยืนยันสมมติฐานที่นกมีอยู่ในใจว่า การเกิดอาชญากรรมไม่ใช่แค่เรื่องของความเป็นคนดีคนเลวหรือระดับของจิตใจเท่านั้น แต่มีปัจจัยแวดล้อมมากมายที่ผลักดันมนุษย์หนึ่งคนให้ก้าวเข้าสู่วังวนของการกระทำผิด

“ทางอาชญาวิทยา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการก่ออาชญากรรมมีสองประเภทใหญ่ๆ” นกปูทางเพื่อให้เราเข้าใจ “หนึ่งคือปัจจัยในระดับบุคคล นิสัยใจคอที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จุดเปลี่ยนในชีวิต รวมถึงความผิดปกติทางจิตใจ (Psychopathology) เช่น โรคสมาธิสั้น (Attention-deficit Hyperactivity Disorder) ที่พบเยอะในกลุ่มผู้กระทำความผิด หรือ จิตเภท (Schizophrenia) เป็นอีกโรคที่ได้รับความสนใจ เช่น เคสบุกแทงเด็กนักเรียนในไทยที่เคยเป็นข่าวดัง

“ประเภทที่สองก็คือ ปัจจัยแวดล้อมทางสังคม เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งที่พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมชั้นเรียน และสังคมในวงกว้างกระทำนั้น ส่งผลกระทบต่อเราไม่มากก็น้อย หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ที่เป็นใจมากเพียงใดในการก่ออาชญากรรม

“ยกตัวอย่างง่ายๆ กรณีผู้ป่วยจิตเภท จะมีอาการเห็นภาพหลอนหรือหูแว่ว งานวิจัยบ่งชี้ว่า นั่นไม่ได้นำไปสู่การกระทำผิด แต่กลับเป็นความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกับการก่ออาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรงเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่สังคมโดยรอบกระทำต่อเขาต่างหากที่อาจมีผล เพราะภาพหลอนที่ผู้ป่วยเห็น มันขึ้นอยู่กับ Input ที่เขาได้รับจากประสบการณ์ในชีวิตเขา ซึ่งมาจากสังคมแวดล้อม และเขาอาจไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดมากเพียงพอ”

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
หนังสือประกอบการเรียนสาขา Criminology

วิชาเรียนตลอดระยะเวลา 2 ปีของนกจึงเป็นการทำความเข้าใจปัจจัย 2 ประเภทนี้ ว่าส่งผลต่อกันและกันอย่างไร ผ่านทั้งวิชาเลกเชอร์และสัมมนา โดยเน้นไปที่การวิพากษ์ร่วมกันกับเพื่อนร่วมชั้นที่มีพื้นเพหลากหลาย ในประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับโครงสร้างทางสังคม

“เราได้เรียนวิชาที่เราไม่เคยได้ยินชื่อเลยในไทย เช่น วิชาที่ว่าด้วยการเป็นเหยื่อโดยเฉพาะ ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มเสี่ยงที่อ่อนไหว (Vulnerable Groups) อย่างผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย ผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ คนบางกลุ่มเราอาจลืมไปว่าเขาเป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม โดยเฉพาะการถูกมองว่ามีคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้อยกว่าคนอื่น (Dehumanized) วิชานี้เลยถือว่าเปิดหูเปิดตามาก

“เรามาคิดต่อเอาเองว่า กลุ่มอ่อนไหวในที่นี้รวมถึงบุคคลสาธารณะด้วยหรือเปล่า เพราะเราเห็นเคสของดาราหรือเน็ตไอดอลในวัฒนธรรมเอเชียที่ตกเป็นเหยื่อกันอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่ Cyberbullying ไปจนถึงถูกคุกคามในชีวิตจริง พวกเขาเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสได้ยืนหยัดเพื่อตัวเอง แต่ต้องยอมเงียบไว้เพื่อรักษาความนิยมหรือลดความขัดแย้งกับต้นสังกัด เช่น ทัศนคติทางการเมือง เพราะเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อรายได้ของเขาโดยตรง จนอาจส่งผลกระทบถึงสุขภาพจิตและการดำเนินชีวิต 

“ประเด็นนี้เรามองว่าน่าสนใจ เลยเอาไปเสนอเป็นหัวข้อเปเปอร์ ซึ่งทีแรกอาจารย์ไม่เห็นด้วยให้เขียน เราก็ต้องดีเฟนด์ให้เขามองเห็นประเด็นตรงกับเรา เพราะเขาไม่เคยรับรู้ว่าดาราในเอเชียมีข้อจำกัดที่ต่างกับทางตะวันตก

“ล่าสุดเราได้เรียนวิชาที่ว่าด้วยสุขภาพกับทฤษฎีช่วงชีวิตที่ส่งผลต่ออาชญากรรม มีโอกาสหยิบประเด็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในบริบทไทยไปวิพากษ์ และได้พบว่ามีค่านิยมกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) แฝงอยู่ในวัฒนธรรมไทย รวมถึงการละเมิดสิทธิเหนือร่างกายของเด็ก การไม่สามารถพูดถึงปัญหาภายในครอบครัวเพราะถือว่าเป็นการสาวไส้ให้กากิน ไปจนถึงการบิดเบือนปลายทางของความรุนแรงภายในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ผ่านสื่อบันเทิง (Romanticize)” นกเล่าถึงมุมมองของอาชญากรรมที่เลยไปจากขอบเขตที่เราเข้าใจ และไม่คิดว่าจะหมายรวมอยู่ในความสนใจของนักอาชญาวิทยาด้วย 

“อาชญาวิทยาเป็นสาขาที่เหมาะกับตำรวจก็จริง แต่มีอีกหลายอาชีพที่นำองค์ความรู้ไปใช้ได้ ไม่ได้เรียนไปเป็นทีมงาน CSI อย่างเดียว” นกตอบคำถามของเราที่ถามว่าอาชญาวิทยาเป็นวิชาสำหรับตำรวจเท่านั้นใช่หรือไม่ 

“อาจารย์ที่สอนหลายคนเป็นอดีตตำรวจ แต่ก็มีอาจารย์ที่เป็นจิตแพทย์และนักจิตวิทยาด้วย ส่วนเพื่อนร่วมชั้นก็มีนักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ และอีกสารพัดอาชีพรวมอยู่ ซึ่งช่วยให้เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของคนหลายสาขาอาชีพ”

ที่เอ่ยชื่ออาชีพมาก็พอจะเข้าใจ แต่มีอีกหนึ่งอาชีพที่เราคาดไม่ถึงว่าจะเกี่ยว…

อาชญาวิทยา : เรียนเพื่ออะไร

มีบทสนทนาหนึ่งในห้องเรียน ที่เพื่อนๆ ของนกลงความเห็นกันว่า อีกหนึ่งอาชีพที่ควรมีความรู้เรื่องอาชญาวิทยาคือ นักการเมือง

“เพราะเป้าหมายของการเรียนอาชญาวิทยาในสวีเดน ไม่ใช่แค่การหาตัวคนผิด” นกค่อยๆ คลายความสงสัย “เป้าหมายสูงสุดของการเข้าใจว่าอาชญากรคิดอะไร มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้พวกเขากระทำผิดบ้าง คือการหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก”

เราฟังแล้วก็ยังเอียงคอ เลยขอตัวอย่างที่เข้าใจง่าย

“ตำรวจต้องออกลาดตระเวนแบบสุ่ม ไม่เป็นเวลาแน่นอน เพราะเขาอิงทฤษฎีทางจิตวิทยาว่า โจรจะคาดเดาช่วงเวลาก่อเหตุได้ง่ายขึ้นถ้าตำรวจออกตรวจในช่วงเวลาเดิมๆ” นกยกตัวอย่าง “และแม้เราจะไม่สามารถป้องกันการกระทำผิดครั้งแรก หากตำรวจมีความเข้าใจที่สอดคล้องกับนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ ก็จะประเมินได้ว่า ผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมแต่ละคนมีความเสี่ยงด้านใด และให้ข้อมูลกับจิตแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพจิตของอาชญากรในระหว่างคุมตัว รวมถึงวางแผนการติดตามพฤติกรรมหลังพ้นผิดได้อย่างเหมาะสม ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันไม่ให้เขากลับไปทำผิดซ้ำอีก

“หรือแม้แต่ความเชื่อที่ว่า คนไม่ทำผิดเพราะเกรงกลัวต่อบาป หรือกลัวทำให้ใครเดือดร้อน (Guilt) ก็ถูกแค่บางส่วนเท่านั้น งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า คนเราไม่ก่ออาชญากรรมถ้ามันสร้างความอับอายให้กับตัวเอง (Shame) มากกว่า การมี CCTV ติดไว้อย่างชัดเจน จึงมีผลให้ความกล้ากระทำผิดลดลง เป็นต้น” นกให้อีกหนึ่งตัวอย่างของการนำองค์ความรู้อาชญาวิทยามาใช้ป้องกันอาชญากรรม

ฟังตัวอย่างแล้วพอจะเข้าใจมากขึ้นอีกนิด และเมื่อถามว่านักการเมืองทำอะไรได้ในกระบวนการนี้ นกจึงเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากสังคมสวีเดนมาให้ลองเปรียบเทียบ

“ตามสถิติแล้ว อาชญากรรมส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในสวีเดนเกิดจากผู้อพยพลี้ภัยที่ไม่ได้เติบโตมาหรือเข้าถึงสวัสดิการทางสังคม (Social Welfare) เดียวกันกับชาวสวีเดน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกหลานรุ่นสองถึงสามของผู้อพยพที่มีโอกาสรับการศึกษาในสวีเดนจะไม่ก่ออาชญากรรม หรือมีอัตราการก่ออาชญากรรมน้อยลง 

“เมื่อมีการศึกษา การงาน และการเงินที่ดี เข้าถึงสวัสดิการ และมั่นคงในชีวิต ก็ไม่มีเหตุผลจะก่ออาชญากรรม การศึกษาและสวัสดิการทางสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และแก้ปัญหาอาชญากรรมได้ตรงจุดกว่าการโทษตัวบุคคลหรือเชื้อชาติ เราจำเป็นต้องมองเห็นและปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคนเท่ากัน”

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
ห้องสมุดของเมือง Malmö สวัสดิการรัฐที่ทุกคนเข้าใช้ได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่เว้นแม้แต่คนไร้บ้าน

มาถึงตรงนี้ก็กระจ่างจนได้ นักการเมืองมีบทบาทในการออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนทิศทางของประเทศโดยตรง หากพวกเขามีความรู้ความเข้าใจปัจจัยที่จะก่อให้เกิดอาชญากรรม นโยบายที่ออกมาจะช่วยลดปัญหาในสังคมได้

“น่าเสียดายหลายประเทศไม่เชื่อว่าการกำจัดปัจจัยเสี่ยงทางสังคมเหล่านี้เป็นไปได้ เขาเลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิการทางสังคม แต่พุ่งเป้าโทษเป็นความผิดระดับปัจเจกแทน เช่น คนจนเพราะขี้เกียจ 

“แต่การมาเรียนที่สวีเดนซึ่งเป็นประเทศที่เข้าใจความสำคัญของการลดปัจจัยเสี่ยงทำให้เราเห็นได้ชัดเลยว่า สวัสดิการทางสังคมมีผลต่อการตัดสินใจก่ออาชญากรรมจริง” นกขมวดปมปิดท้าย

ไขอาชญากรรมไทยในห้องเรียนอาชญาวิทยาสวีเดนแบบไร้เลือด ด้วยการแก้ปัญหาโครงสร้างสังคม, อาชญาวิทยา Criminology
ลานฝึกสเก็ตบอร์ดของเมืองที่เกิดจากความคิดริเริ่มของคนในพื้นที่และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น
ที่ผลักดันจนทำให้งานแข่งสเก็ตกลายเป็นอีเวนต์สร้างชื่อของเมือง แทนที่จะเป็นแค่แหล่งมั่วสุม

อาชญาวิทยา : เรียนจบแล้วไปไหน

ฟังมาถึงตรงนี้ เราถึงเห็นภาพมากขึ้นว่าห้องเรียนอาชญาวิทยาไม่ได้มีแต่เลือด ไม่ได้จบแค่ขั้นตอนของการสืบสวน และคนที่ควรรู้ก็ไม่ได้มีแค่คนที่ทำงานด่านหน้าอย่างตำรวจ แต่รวมไปถึงคนที่ทำงานผลักดันโครงสร้างทางสังคม

และเป็นการเรียนเพื่อนำทางไปสู่เป้าหมายของกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก คือทำอย่างไรก็ได้ ไม่ให้ผู้กระทำผิดที่รับโทษแล้วกลับออกไปเป็นโจรอีก โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

สำหรับนกแล้ว นี่คือสิ่งที่เธออยากมาเรียนเพื่อเติมเต็มความรู้ส่วนที่พร่องไป เพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างตรงประเด็นในกระบวนการยุติธรรมไทย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่เธอคุ้นเคย รวมถึงเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ในการสื่อสารความสำคัญเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทางสังคม

“เราคาดหวังว่าเมื่อเราเรียนจบจะมีโอกาสได้ทำงานเรื่องการสร้าง Awareness เพื่อสื่อสารว่า สวัสดิการทางสังคมสำคัญอย่างไรในการสร้างสังคมมนุษย์ให้อยู่ด้วยกันได้อย่างผาสุข บทความนี้เองก็เป็นหนึ่งส่วนหนึ่งในความพยายามสร้าง Awareness ต่อความสำคัญของการแก้ปัญหาที่ระบบนั้น

“เทียบง่ายๆ ว่า เราจับปลาสกปรกขึ้นมาจากบ่อที่สกปรก ต่อให้ขัดเกล็ดให้สะอาดแล้ว สุดท้ายถ้าปล่อยปลาลงบ่อเดิมโดยไม่บำบัดน้ำในบ่อให้สะอาด ปลาก็กลับไปสกปรกเหมือนเดิมอยู่ดี วิธีการที่ยั่งยืนจึงเป็นการบำบัดบ่อน้ำ ไม่ใช่ขัดเกล็ดปลาเพียงอย่างเดียว”

แม้ว่าสาขาอาชญาวิทยาจะเพิ่งเปิดสอนในประเทศไทยมาไม่นานและมีอยู่ในไม่กี่สถาบัน แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และสะท้อนว่าประเทศของเรากำลังมองปัญหาอาชญากรรมเป็นปัญหาเชิงระบบมากขึ้น 

ประชาชนคนเดินดินอย่างเราฟังแล้วก็สบายใจ เห็นแสงรำไรที่ปลายทางแล้วว่าสังคมของเราเปลี่ยนไปในทิศทางที่สงบและปลอดภัยมากขึ้นอย่างที่เคยฝัน

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

จับพลัดจับผลูมาอยู่ป่ายาง

ออกจากงานประจำในช่วงโควิด ระหกระเหินเดินทางออกจากกรุงเทพฯ กลับบ้านที่เชียงใหม่ ไปพักกายพักใจได้สามสี่เดือน จู่ๆ ตื่นเช้ามาในเรือนยาวบนเนินเขา ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ายางทางตอนใต้ของหาดใหญ่เสียนี่

ฉันนอนจมอยู่กับความคิด เสียงจิ้งหรีดและเสียงน้ำไหลอยู่บนห้องนอน บางครั้งก็อดคิดกลับไปไม่ได้ 

ฉันมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้ยังไงนะ

ย้อนกลับไปสมัยอนุบาล ร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียนอยู่หลายคืน จนกระทั่งพ่อแม่ตัดสินใจเอาลูกออกมาทำโฮมสคูลเองจนถึง ป.4 ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ที่บ้าน จำได้สนิทใจว่าฉันรักการเรียนรู้มาก กระตือรือร้นและสนใจอะไรไปหมดทุกอย่าง 

แต่พอเข้าโรงเรียน ไฟแห่งการเรียนรู้ก็ค่อยๆ หรี่ลงทีละน้อย จนถึงมหาลัย ฉันค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบการเรียนในระบบเอาเสียเลย และอยากจะหาเรื่องออกนอกกรอบอยู่เรื่อยๆ ความคิดที่จะทำงานเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกจึงติดอยู่ในใจมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่ง เห็นโพสต์รับสมัครคุณครูจากโรงเรียนทางเลือกเปิดใหม่ในหาดใหญ่แห่งหนึ่ง

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ฉันนั่งว่างๆ ไม่มีอะไรทำที่บ้านอยู่แล้ว เลยลงมือเขียนอีเมลยาวยืดฉบับหนึ่ง สาธยายถึงประสบการณ์ งานอดิเรกต่างๆ นานา และความสนใจในการศึกษาทางเลือกของตัวเอง 2 เดือนหลังจากนั้น ฉันก็มาโผล่อยู่บนโรงเรียนเล็กๆ ในป่าใหญ่ กับคำนำหน้าใหม่ที่ทุกคนพร้อมใจกันตั้งให้ว่า ‘คุณครูพี่เฟิร์น’

จับพลัดจับผลูมาเป็นคุณครู

ก่อนมาเริ่มงานใหม่นี้ เพื่อนๆ หลายคนที่เคยทำงานกับเด็กๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เธอต้องได้เรียนรู้อะไรจากเด็กๆ มากมายแน่ๆ เลย” ฉันฟังหูไว้หู พยายามมีความคาดหวังให้น้อยที่สุด ก่อนวันแรกในการสอนจะเริ่มต้นขึ้น

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

เด็กๆ ปฐมวัยจะมีกิจวัตรประจำวันชัดเจน ช่วงเช้าจะเรียนรู้นอกห้องเรียนกับธรรมชาติรอบโรงเรียนนี่แหละ ทั้งการเล่นแบบอิสระและการเล่นที่ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อะไรบางอย่าง คล้ายๆ กับ Forest Kindergarten ที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุโรปนั่นเอง ส่วนตอนบ่าย เด็กๆ ที่ไม่นอนกลางวัน จะมีอิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตนเองอยากทำในมุมต่างๆ ทั้งศิลปะ ภาษา ตัวเลข ทำอาหาร หรือมุม Loose End ให้เด็กๆ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ที่เล่ามานี่แค่คร่าวๆ เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว เรื่องการศึกษามีรายละเอียดที่ต้องเอาใจใส่เยอะมาก แนวทางการเรียนการสอนหลักของที่นี่ คือการกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ผ่านการตั้งคำถามและการสืบค้น (Inquiry-based Learning) เราจะไม่ให้คำตอบกับเด็ก แต่สนับสนุนให้เขาตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวให้เป็น และหล่อเลี้ยงความพิศวงของวัยเด็กให้คงอยู่กับพวกเขาไปจนโต

หน้าที่หลักของครู จึงไม่ใช่การหาความรู้มาสอนเด็ก แต่เป็นการฝึกทักษะการ ‘สังเกต’ เด็กๆ โดยไม่มีการตัดสินใดๆ สังเกตทุกอย่างตามความเป็นจริงเท่านั้น อาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันไม่ง่ายเลยสักนิด เพราะมนุษย์ทั่วไป (อย่างฉัน) บ่อยครั้งจะตอบสนองกับสิ่งที่เห็นด้วยประสบการณ์เก่าของตนเองโดยอัตโนมัติ จึงต้องคอยดึงสติให้กับมีอยู่กับปัจจุบันตรงหน้านี้อยู่เสมอ

คุณครูที่นี่จึงต้องมีการเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ ไม่ต่างจากเด็กๆ เลย

และหลายครั้ง การเรียนรู้ของฉัน ก็เกิดขึ้นจากการสังเกตเด็กๆ นั่นแหละ

มาเรียนรู้จากเด็กๆ

จะเรียกว่าเป็นการฝึกสติอย่างหนึ่งก็ว่าได้ ที่เราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่มีการตัดสิน ไม่มีความลำเอียงใดๆ และเมื่อไหร่ที่การเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ สกิลล์ของการ ‘ด้นสด’ ก็ต้องถูกงัดออกมาใช้บ่อยๆ เพราะแนวทางของเราคือเอาความสนใจของเด็กเป็นศูนย์กลาง ถ้าพวกเขาไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่เราเตรียมไว้ บางครั้งก็ต้องมาคิดกันหน้างาน ว่าพลิกสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร ให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

จะจัดการกับเด็กสองคนที่ทะเลาะกันตรงหน้าอย่างไรดี 

แล้วเราควรจะเข้าไปจัดการแทนเด็กๆ ไหม 

มีเรื่องอะไรบ้างรึเปล่า ที่ถึงเราไม่ยื่นมือเข้าไป เด็กๆ ก็จัดการกันเองได้ 

เมื่อสังเกตไปเรื่อยๆ จึงเริ่มเห็นวิธีการเลี้ยงดูของแต่ละบ้าน ซึ่งมีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเด็ก ทั้งในเรื่องลักษณะนิสัย วิธีการจัดการปัญหา หรือแม้แต่ ‘การยอมรับ’ ที่ได้รับจากที่บ้านไม่เต็มที่ ทำให้พยายามเรียกร้องออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ให้คนรอบข้างมองเห็นและยอมรับพวกเขา 

พอได้เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้งเข้า หลายครั้งฉันนึกขอบคุณพ่อกับแม่ของตัวเองในใจ (และผ่านประโยคบอกเล่าทางโทรศัพท์) ด้วยความรู้สึกอีกมิติหนึ่งที่ไม่เคยได้เข้าใจมาก่อน จนได้มาเจอ และมาอยู่กับเด็กๆ เหล่านี้-ป๊ากับแม่เลี้ยงฉันได้ขนาดนี้ โคตรเก่งเลยว่ะ

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

นอกจากนั้น การได้อยู่กับ ‘ความใส’ ของเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย ดึงเอาความเป็นเด็กที่ซ่อนอยู่ในใจฉันลึกๆ ออกมาอีกครั้ง ทั้งความทรงจำดีๆ หนังสือนิทานเล่มโปรดในวัยเด็ก ที่ฉันได้เอามาแบ่งปันให้พวกเขาฟัง หรือการได้กลับไประลึกถึงวัยเด็กของตัวเอง ที่ถูกพ่อแม่บังคับให้กินผักอีกครั้ง กว่าจะมาเป็นฉันผู้กินผักได้เยอะขนาดนี้ จนถึงวันนี้ก็ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ ให้เด็กที่นี่ลองหัดกินผักดูบ้าง ซึ่งกับเด็กบางคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…

แต่พอได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน สมาธิที่ดีขึ้น หรือทัศนคติต่อการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตได้เป็นอย่างดี

ทั้งในตัวเด็กๆ และในตัวของครูเอง

เมื่อได้เห็นความกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ (อย่างการเด็ดดอกไม้ป่ามากินเล่นกันอย่างสนุกสนาน) โดยปราศจากความกลัว หรือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะใสๆ ที่เกิดจากความสุขในขณะนั้น เมื่อพวกเขาได้เล่นน้ำฝนเป็นครั้งแรกในชีวิต ฉันจึงได้แต่คอยย้ำเตือนกับตัวเองว่า

‘อย่าลืมให้ความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวเธอ ได้ออกมาใช้ชีวิตบ้างล่ะ’

มาเรียนรู้จากธรรมชาติ

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ธรรมชาติรอบตัวเรา เต็มไปด้วยบทเรียนไม่รู้จบสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตสัตว์หลากหลายชนิด แมงมุม แมงไหม คางคก ปลา กุ้งตัวจิ๋วในลำธาร หรือการเดินของมด เด็กๆ เฝ้าสังเกตกันนานอย่างไม่รู้เบื่อ 

แม้แต่มื้ออาหารแต่ละวันของพวกเรา ก็เป็นการเรียนรู้เช่นเดียวกัน

เด็กเมืองหลายคนที่มาเรียนที่นี่ เคยชินกับการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด กินข้าวนอกบ้านอยู่บ่อยๆ แต่อาหารที่เราให้เด็กๆ กิน ไม่ใช่ของที่พวกเขาเคยชินเลย ทั้งผลไม้หลากหลายชนิด ขนมเค้กโฮมเมด ขนมพื้นบ้านปักษ์ใต้อย่างขนมปำจี ขนมโค หรือขนมดอกบัว บางอย่างคุณครูต่างพื้นที่อย่างฉันก็เพิ่งจะลองชิมเป็นครั้งแรกกับเด็กๆ นั่นแหละ

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

ส่วนอาหารกลางวัน ต้องมีผักใบเขียวทุกมื้อ พร้อมน้ำพริกกับ ‘ผักเหนาะ’ รสฝาดหลากหลายชนิด อาหารทะเลปลอดสารพิษ และไข่ไก่ออร์แกนิก มาแรกๆ ต้องปรับตัวกันอยู่บ้าง ผ่านมาไม่กี่เดือน ตอนนี้กินอาหารกันได้หลากหลาย ทั้งอาหารเหนือ อาหารใต้ อาหารฝรั่ง แม้แต่อาหารอินเดีย วันไหนไปเดินป่า เจอเห็ดกินได้หรือหน่อไม้อ่อนๆ เด็กๆ ก็เก็บมาให้ป้าแม่ครัวลองทำอาหารให้กิน แถมบางมื้อยังได้ลงมือก่อไฟ ย่างปลา เจียวไข่ และหุงข้าวกินกันเองด้วย

ฉันกับเพื่อนครูอีกคนก็ไม่ต่างกัน พวกเราได้ธรรมชาติเป็นเพื่อนสนิทอีกคน แม้จะอยู่ไม่ไกลจากหาดใหญ่เท่าไหร่ แต่การเข้าเมืองแต่ละที ถ้าไม่มีรถก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กิจกรรมวันหยุดส่วนมากจึงเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์ไปเดินเที่ยวตลาดนัดยามเช้าแถวบ้าน มีอาหารพื้นบ้านแปลกๆ ให้ลองชิมมากมาย พอกินอิ่มก็ไปเดินช้อปเสื้อผ้ามือสองกันต่อ แล้วเอามาอวดกัน ว่ากางเกงตัวนี้ 20 บาท เสื้อตัวนี้ 10 บาท เป็นความสุขเล็กๆ ราคาสบายกระเป๋าของชีวิตแถวนี้นี่เอง

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

แม้การได้ออกไปเที่ยวเล่นในเมืองจะช่วยเติมสีสันใช้ชีวิตได้บ้าง สุดท้ายแล้วความสงบของธรรมชาติบนเนินลูกกอ หรือ Chestnut Hill ก็เป็นที่ชาร์จพลังงานดีๆ ให้เราอยู่เสมอ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด ฟังเสียงนกร้อง น้ำไหล เดินลงบันได 77 ขั้นไปนอนเล่นบนหินก้อนใหญ่ ซึมซับเสียงลำธารรอบๆ ตัว มองดูสีของท้องฟ้ายามเย็นที่ไม่เคยซ้ำกันสักวัน ค่ำไหนโชคดีหน่อย ก็ได้นั่งจิบไวน์ลูกหม่อนโฮมเมดที่เพื่อนครูอีกคนเอามาฝาก เหม่อมองดูพระอาทิตย์ตกดิน เคล้าบทสนทนาของชีวิต ต่อด้วยการนอนดูดาวแสนสุกสกาวในคืนวันฟ้าใส

แต่ชีวิตในป่าก็ไม่ได้สุขสบายไปซะทุกวัน หลายเดือนที่ฝนตกยาวติดต่อกัน ของรักของหวงทั้งหลายที่ขนมาด้วยทยอยขึ้นรากันไปทีละชิ้น ฉันผ่านทั้งอารมณ์หงุดหงิด โมโห เสียใจ และพยายามจะต่อสู้กับธรรมชาติ (และความชื้น) จนสุดท้ายถึงได้ยอมรับว่า ธรรมชาติมันยิ่งใหญ่กว่าเรามากนัก 

ฝืนไปข้างในเราก็เหนื่อยเปล่า สุดท้ายก็ต้องยอมรับ และปล่อยวางมันเสีย

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

มองย้อนกลับไป ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่าตัวเองมาเป็นครู หรือมาเป็นนักเรียนกันแน่

คงจะเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันนั่นแหละ

เป็นครู ที่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

เป็นครู ที่ไม่ได้มาป้อนความรู้ให้เด็กๆ

เป็นครู ที่มาแบ่งปันประสบการณ์

และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เฟิร์น ศรีปุงวิวัฒน์

กำลังเร่ร่อนไปเรื่อยๆ พร้อมกับเรียนรู้โลกและตัวเองผ่านภาษา วัฒนธรรม และผู้คนที่พบเจอ โดยมีอาหารเป็นเข็มทิศนำทางให้ได้ไปรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆ และเป็นเครื่องมือสื่อสารกับคนแปลกหน้าท้องถิ่นที่กลายมาเป็นเพื่อนกัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load