ในยุคสมัยที่การซื้อสินค้าออนไลน์กลายมาเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ไม่ว่าใคร กลุ่มอายุไหน ก็ซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมไปถึงการทำธุรกรรมการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตหรือแอพพลิเคชันในมือถือยิ่งร่นระยะเวลาและขั้นตอนให้ใช้จ่ายคล่องขึ้นอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกัน การที่ทุกขั้นตอนพร้อมใจกัน ‘ง่าย’ และ ‘สะดวก’ ก็ยิ่งทำให้เราขาดสติและจับจ่ายโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีเช่นกัน จนบ่อยครั้ง เราจะพบว่าการซื้อของอย่างไร้สติ ก็ทำชีวิตพังได้โดยไม่รู้ตัว  

CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญโฆษณา, ธนาคารกรุงไทย

เราจึงอยากแนะนำแคมเปญที่จะมา ‘ให้สติ’ คิดก่อนซื้อ เป็นแคมเปญสนุกๆ ของธนาคารกรุงไทยที่หยิบสินค้าที่เราซื้อกันเป็นประจำ เช่น ลิปสติกเฉดสีเดิมๆ รองเท้าผ้าใบสีขาวที่มีกี่คู่แล้วก็ไม่รู้ เดรสทรงยอดนิยมที่เราเคยซื้อจนลืมไปแล้ว หรือหมวกที่นานๆ ใส่ที มาแปะป้ายพร้อมข้อความเตือนสติที่เห็นแล้วต้องรู้สึกจึ้กไม่มากก็น้อย สินค้าเหล่านี้ไม่ใช่แค่ไอเดียลอยๆ แต่มีขายจริงทางอินสตาแกรม @hisati_shop ได้ข่าวมาว่าขายดีจนต้องสั่งผลิตสินค้าเพิ่มอีกด้วย

CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญโฆษณา, ธนาคารกรุงไทย CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญโฆษณา, ธนาคารกรุงไทย

เป็นอีกครั้งที่ The Cloud นัด ชาย-สหรัฐ สวัสดิ์อธิคม Excusive Creative Director ของ CJ WORX เพื่อพูดคุยเบื้องหลังแคมเปญที่เขาบอกเราว่า นี่เป็นโปรเจกต์หนึ่งที่แปลกที่สุดเท่าที่เคยทำมา

จุดเริ่มต้นของแคมเปญนี้มีที่มาจากธนาคารกรุงไทย ซึ่งได้รับโจทย์จากรัฐบาลมาว่า ต้องการให้ทุกธนาคารในประเทศช่วยกันทำให้ประชาชนชาวไทยยั้งคิดเรื่องการจับจ่ายใช้สอย ธนาคารกรุงไทยเป็นเจ้าแรกที่นำร่องโครงการนี้ ทางธนาคารจึงมอบโจทย์ว่า ต้องการสื่อสารกับกลุ่มคนที่ช้อปปิ้งออนไลน์โดยตรง ชอบซื้อสินค้าผ่านอินสตาแกรม และทำธุรกรรมการเงินผ่านออนไลน์ หรือเป็นคนที่มีเงินเดือนเท่าไหร่ก็หมดไปกับร้านค้าเหล่านี้

ซื้อง่าย ซื้อคล่อง แต่ใช้จริงมั้ย

ทีมครีเอทีฟเริ่มจากกาคิดถึงสินค้าที่ซื้อง่าย ราคาไม่แพงมาก ซื้อได้ทุกวัน และเมื่อซื้อแล้วไม่ได้ใช้ สินค้าเหล่านี้ก็กลายมาเป็นขยะจริงๆ

“โปรเจกต์นี้เราตั้งชื่อว่า ‘ให้สติ’ เป็นการเตือนใจในมุมที่ต่างออกไป โดยเลือกหยิบสินค้าในชีวิตประจำวันมาทำป้ายแปะ เขียนเลยว่า ‘อันนี้คุณมีแล้วนะ’ เราคิดในมุมผู้บริโภคว่าทุกคนน่าจะมีสินค้าประเภทนี้อยู่แล้ว อย่างการซื้อลิปสติกสีเดิมซ้ำๆ เป็นปกติ เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ แต่ไม่ได้เอามาทำเป็นโฆษณา ถ้าเราพูดว่าอันนี้มีแล้วนะ มันอาจจะไม่มีพลังเท่ากับการทำฉลากขึ้นมา จึงคิดต่อว่างั้นมาทำเป็นโฆษณาเลย ตั้งชื่อแบรนด์สินค้าว่า ให้สติ”

CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญโฆษณา, ธนาคารกรุงไทย CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญโฆษณา, ธนาคารกรุงไทย

ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยขึ้น

นอกจากการเตือนสติคนไทยให้คิดก่อนช้อป ผลพลอยได้สำคัญคือ การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดูเด็กลง ทันสมัย และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นอีกด้วย

“เราตั้งใจจะบอกว่า ธนาคารกรุงไทยเปลี่ยนไปจากเดิม ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เราปรับภาพลักษณ์ของธนาคารกรุงไทยค่อนข้างเยอะ ใส่ความทันสมัยลงไปเพื่อให้แบรนด์ดูดีขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเป็นธนาคารของรัฐบาล แต่มีบริการทุกอย่างดีไม่แพ้ใคร ทุกแคมเปญเป็นการสื่อสารภาพลักษณ์ที่ธนาคารเองก็เปลี่ยนการให้บริการทุกวัน ไม่ใช่แค่แคมเปญปรับภาพลักษณ์แล้วจบไป เนื่องจากโฆษณาปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคได้แค่วันเดียว และถ้าผู้บริโภคเห็นของเดิมซ้ำๆ ก็ไม่ได้ช่วย เพราะเราแค่สื่อสารว่าฉันดีขึ้นนะ แต่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรใหม่ให้ดีขึ้นเลยก็คงไม่ได้”

CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญโฆษณา, ธนาคารกรุงไทย CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญโฆษณา, ธนาคารกรุงไทย

ไอเดียที่ได้มาจากปัญหาในวงการโฆษณา

ปัญหาที่ว่าก็คือ หนังโฆษณาออนไลน์ได้รับความสนใจอย่างหนักมา 5 – 6 ปีติดกัน มีหนังเยอะมากจนเรียกได้ว่าทุกคนแข่งกันด้วย 3 วินาทีแรกของหนัง ถ้า 3 – 5 วินาทีแรกไม่รอด ก็คือพัง ชายเลยลองหาวิถีทางเปลี่ยนข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อให้คนอยากดูโฆษณาเพราะความสนใจจริงๆ และอยากแบ่งปันสิ่งนี้ต่ออีกทอดหนึ่ง

เขาให้ความสำคัญกับไอเดีย และเมื่อจะผลิตสินค้าออกมาให้จับต้องได้ ก็ต้องไปให้สุดทาง สินค้าที่ทำขึ้นมาจึงมีกระแสตอบรับที่ดีมาก ถึงขนาดต้องผลิตสินค้าเพิ่ม ต่างจากแคมเปญอื่นที่ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวอย่างเท่านั้น

“เราเคยเห็นงานส่งประกวดหลายชิ้น ทำสินค้าที่มีชิ้นเดียวในโลก แต่เล่าเป็นตุเป็นตะว่ามีหลายชิ้น เราก็เสียดายว่าทำไมเขาไม่ทำขึ้นมาจริงๆ เพราะน่าจะออกมาดีมาก และเป็นประโยชน์ต่อสังคม โปรเจกต์นี้เราเลยผลิตจริง ทำให้ผู้บริโภคเห็นจริง ลูกค้าจ่ายเงินจริง แล้วเราก็ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมจริงๆ”

CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญโฆษณา, ธนาคารกรุงไทย CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญ, ธนาคารกรุงไทย

ขายงานยังไง

เนื่องจากไอเดียนี้โดดเด่นกว่าไอเดียอื่นๆ แบบชนะขาด ธนาคารกรุงไทยจึงเลือก ‘ให้สติ’ มาทำจริง

“ไอเดียนี้ตอบโจทย์ในแง่ว่ามีหลาย Execution คือนำเสนอบนไอจีได้ ขายได้จริง วางบนช็อปได้จริง จัดเป็นชุดส่งให้ influencer ได้ ทุกคนที่ได้รับก็ตั้งสติตัวเอง หรือแชร์ต่อให้เพื่อนๆ เป็นการโฆษณาที่ยั่งยืนกว่าทำโฆษณาแล้วจบไป พอเป็นวัตถุตั้งอยู่ที่บ้านก็ทำให้ระลึกได้เสมอว่า อ๋อ เรามีรองเท้าคู่นี้แล้วนะ”

CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญ, ธนาคารกรุงไทย CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญ, ธนาคารกรุงไทย

ไม่รู้จะเรียกการทำโฆษณาแบบนี้ว่าอะไรดี

เขานิ่งคิดพักหนึ่ง หลังจากเราถามเขาว่าโฆษณาประเภทนี้มีชื่อเรียกว่าอะไร ก่อนจะตอบเราว่า “โฆษณาสมัยใหม่”

“บางทีผมก็เรียกว่าเป็นโฆษณาประเภท ‘ไม่หนัง’ ที่ผ่านมาเราทำงานที่เป็นหนังโฆษณาเกือบๆ 90 เปอร์เซ็นต์ งานแบบ ‘ไม่หนัง’ ทำยากกว่าหลายเท่า เพราะนิยามที่กว้างทำให้ไม่รู้จะทำอะไรดีจนกลายเป็นการจบไม่ลง ปีนี้เราทำงานไม่หนังมาหลายตัว เป็นโฆษณาที่ดูไม่ใช่โฆษณา นั่นคือผลิตอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องนั้นอีกทอดหนึ่ง”

ชายขยายความต่ออีกว่า ในปัจจุบันงบประมาณในขั้นตอนการคิดโฆษณาน้อยลงเรื่อยๆ ไม่เหมือนสมัยก่อน และจะหนักไปทางการลงสื่อในช่องทางต่างๆ มากกว่า

“เราจึงคิดว่า ในจำนวนเงินที่เท่ากัน ถ้าไม่ใช้ถ่ายทำหนังโฆษณา เราจะมีเงินเหลือ และกระจายไปทางมีเดียได้มากขึ้นด้วย การไม่ทำหนังโฆษณาจึงเป็นอีกมิติหนึ่งที่เล่าเรื่องราวได้เหมือนกัน แต่ในที่สุดแล้วก็ยังต้องมีวิดีโออะไรบางอย่างเล่าอยู่ดีนะ เพียงแค่ไม่ใช่ดราม่าเท่านั้นเอง โดยสรุปคือ ไม่หนังแต่ก็ยังต้องมีหนังเพื่อให้ผู้บริโภคย่อยง่ายอยู่ดี”

CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญ, ธนาคารกรุงไทย CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญ, ธนาคารกรุงไทย

การทำงานเปลี่ยน วิธีคิดก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย

เรานึกสงสัยว่า แนวคิดของการไม่อยากที่จะทำหนังนี้เริ่มต้นมาจากอะไร และกว่าจะพัฒนามาเป็นโฆษณาประเภทที่ว่า ความคิดตั้งต้นที่ดีควรเป็นแบบไหน ชายจึงเท้าความให้เราฟังว่า บริษัทโฆษณาในอดีตมีรูปแบบการคิดแบบดั้งเดิมที่ทุกโรงเรียนโฆษณาสอน นั่นคือ ตั้ง Key Message ขึ้นมา และสร้าง Execution เพื่อเล่าไอเดียนั้นๆ

“จะเรียกเป็นเทคนิคเมื่อ 20 ปีก่อนก็ไม่ผิด วันนี้ทั่วโลกก็ยังใช้ระบบนี้อยู่ ปัญหาคือ ถ้าเรายังใช้วิธีคิดเมื่อ 20 ปีก่อน เราก็จะได้งานที่เหมาะกับ 20 ปีก่อน ถ้าเราเลิกระบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องลองคิดแบบไม่ตั้ง Key Message ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับบริษัทโฆษณา”

ตอนนี้ทั้งชายและทีมงานของเขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะหา Solution ใหม่เพื่อแก้ปัญหา

“วิธีการของเราคือ เราใช้ Objective ของลูกค้ามาวางแทน Key Message แล้วหา Problem ว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไขไหม แล้วจึงหาวิธี Execution จากปัญหาเหล่านั้นแทน แน่นอนว่ายากกว่า เพราะว่า Key Message ทำให้ชี้เป้าชัดเจนเลยว่าต้องทำอะไร อย่างไร แต่ว่า Problem เป็นชุดข้อมูลก้อนใหญ่ ข้อดีคือคุณจะทำโฆษณาสมัยใหม่ได้ แต่ข้อเสียก็คือ คุณอาจจะพิมพ์ผิดปุ่มหรือทำสิ่งที่ผิดทิศทางได้เหมือนกัน เพราะโจทย์และวิธีการที่ใช้นั้นกว้างกว่าเยอะ ความท้าทายอยู่ตรงนี้แหละว่าคุณจะจิ้มถูกจุดไหม”

CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญ, ธนาคารกรุงไทย CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญ, ธนาคารกรุงไทย CJWORX, ให้สติ ,hisati, หนังโฆษณา, แคมเปญ, ธนาคารกรุงไทย

เป้าหมายที่ไปไกลกว่าโฆษณา

จุดมุ่งหมายที่ชายต้องการให้แคมเปญนี้ส่งแรงไปถึงก็คือ ช่วยให้ผู้บริโภคฉุกคิดและเปลี่ยนพฤติกรรมจริงๆ เพื่อให้แคมเปญนี้ไปได้ไกลกว่าสิ่งที่หนังโฆษณาจะทำได้

“อย่างน้อยที่สุด แคมเปญนี้จะไม่ได้มีพลังอยู่แค่ 3 นาที แต่สารที่ต้องการสื่อแปลงเปลี่ยนเป็นของที่จับต้องได้ คุณอาจจะใช้งานจริงหรือตั้งอยู่ในบ้าน ในฐานะคนทำงานเราหวังว่าให้สติจะให้สติทุกคนสมชื่อ นี่คือสิ่งที่อยู่ในโจทย์ของลูกค้า ทั้งทางตรงคือธนาคารกรุงไทยและทางอ้อมคือภาครัฐ ที่อยากให้โฆษณาชุดนี้จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่เห็น แต่ให้ทุกคนเอาเรื่องนี้ไปคิด และมีสติกับมัน”

CJ WORX TEAM

สหรัฐ สวัสดิ์อธิคม
Executive Creative Director

วุฒิชัย จงสงวน
ชโลธร นวนทอง
Associate Creative Director

นิดา เตชะกฤตธีรนันท์
Senior Art Director

นวพร ซื่อตรง
Senior Copywriter

สรทัศน์ ปึงศิริเจริญ
เมธาพร มุจจลินทน์กูล
Social Copywriter

จิพัฒน์ถิกาล ปาณิกบุตร
Director of Strategy and Business Solutions

สาริศ ตระการศรีสุนันท์
Strategic Planner

ขวัญชนก ภู่ชัยวัฒนานนท์
Associate Digital Media Planning Director

พชรพร วงศ์วิทูไท
Digital Media Planner

ธนกร แสงจันทร์
Digital Media Planning Assistant
Biddable Specialist

จริยา แก้วแดง
พิมพ์ชนก เหลืองอร่าม
Media Buyer

นครียา ด้วงวิสุทธิ์
Communication manager

ธีรวุฒิ สถิตภัทรกุล
Communication Manager

นครินทร์ อุทัยชลานนท์
Account Director

มนสินี นารีโภชน์
Account Executive

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

นักเรียนโฆษณาที่ชอบการขีดเขียน มีภาพยนตร์ เครื่องหอม และของอร่อยเป็นความสนใจหลัก

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

“ผมมีความฝัน”

ประโยคสั้นๆ ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชื่อก้องชาวอเมริกันกล่าวเอาไว้ ในการปราศรัยเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกอบอาชีพและอิสรภาพของพลเมือง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว 

ประโยคที่ทรงพลังนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสิทธิและความเท่าเทียมไปทั่วโลก

เพราะความฝันเป็นเรื่องที่เรามีกันได้ทุกคน ไม่จำกัดสีผิว ชนชั้น ที่มา และฐานะทางสังคม

แคมเปญ I HAVE A DREAM เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Greyhound Original แบรนด์สตรีทแฟชั่นสัญชาติไทยที่ใครๆ ก็คุ้นหู กับ The Hub Saidek ศูนย์ลดความเสี่ยงสำหรับเด็กไร้บ้าน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายเด็ก 1387 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

The Hub Saidek มีหน้าที่หลักคือการดูแลเด็กที่ประสบความยากลำบากจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้รับการยอมรับเพราะความหลากหลายทางเพศ ไปถึงการค้ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่บนถนน 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ เต๋า-วุฒิชัย วงศ์ใหญ่ เจ้าหน้าที่สื่อสารและระดมทุนของมูลนิธิสายเด็ก 1387 ที่เป็นผู้ออกปากชวน บี-บดินทร์ อภิมาน Creative Director จาก Greyhound ให้มาทำหน้าที่ ‘ไฟฉายขยายส่วน’ เพื่อให้เรื่องราวของเด็กไร้บ้านถูกมองเห็นในวงที่กว้างมากขึ้น รวมถึงเจ้าหน้าที่อีก 2 ท่าน กานต์-กานต์ มงคล และ แจม-ธัญญ์นภัส วิริยาวัชรนนท์ จาก The Hub Saidek ที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ ตลอดโครงการ

เหมือนฝัน

การได้มาร่วมงานกันระหว่างสององค์กรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

เต๋าเปิดประเด็นให้เราฟังว่า เขาเพิ่งเริ่มทำงานด้านการสื่อสารกับมูลนิธิสายเด็ก 1387 เมื่อต้น พ.ศ. 2563 ส่วนตัวมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่แล้วเป็นทุน เมื่อได้เห็นแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Autumn Winter 2019 “Street Of Bangkok” ของ Greyhound Original ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนของกรุงเทพฯ เขาจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเข้าไปหา Greyhound ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจทันทีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชักชวนให้มาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน

“ผมมองว่าบริบทของเด็กที่ The Hub Saidek น่าจะตรงกับเสื้อผ้าของ Greyhound เพราะเด็กที่นี่ก็เป็นเด็กสตรีท” เต๋าเล่าจุดเริ่มต้น

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ทางฝั่ง Greyhound เอง ในโอกาสที่อายุครบ 40 ปี ทางแบรนด์ก็มีวาระในใจว่าอยากจะทำให้แฟชั่นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของผู้คนให้มากขึ้น ผ่านคอนเซปต์ #FromFashionToLife ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการสอดแทรกประสบการณ์พิเศษเข้าไปในการรับประทานอาหารของ Greyhound Cafe หรือการร่วมมือกับ IKEA ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์

ในฝั่งของการทำเพื่อสังคม ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีแคมเปญที่เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์นี้แล้ว เช่น Smileyhound แบรนด์ลูกของ Greyhound จัดงานวิ่งแบบ Virtual Run ระดมทุนไปช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ 

นั่นทำให้การติดต่อเข้ามาของ The Hub Saidek นั้นช่างเข้ากันดีกับความตั้งใจของ Greyhound

“ตอนที่เต๋าติดต่อเข้ามาทางเฟซบุ๊กเพจ ผมไปนั่งอ่านเองเลย คิดในใจว่า เฮ้ย มาแล้วว่ะ ตอนแรกผมคิดโปรเจกต์ไว้ในหัวก่อนด้วยว่าอยากทำอะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็เข้ามา” บีเล่า

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บีเองก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง Creative Director ของทาง Greyhound เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เหมือนกัน ความประจวบเหมาะของจังหวะเวลานี้จึงไม่น่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่น่าจะเรียกว่าเหมือนฝันเลยก็ได้

เมื่อคนที่มีฝันเดียวกันได้มาพบกัน ความมันก็บังเกิด

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ฝันให้ไกล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Greyhound ทำแคมเปญเพื่อสังคม ก่อนหน้านี้เราได้เห็นทางแบรนด์ร่วมแจมกับโปรเจกต์ Limited Education ที่รณรงค์เรื่องการศึกษามาแล้ว แต่นี่เป็นโปรเจกต์แรกที่บีเข้ามาทำงานเป็นครีเอทีฟเองเต็มตัว งานแรกของบีในฐานะครีเอทีฟจึงเป็นการทำความเข้าใจว่า ทางมูลนิธิกำลังทำงานอะไรอยู่ มีความท้าทายอะไร

เนื้อหาหลักในการประชุมครั้งแรกของแคมเปญ จึงเป็นการรับฟังประสบการณ์จากเต๋า กานต์ และแจม ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลเรื่องพื้นฐาน สอนให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดของร่างกาย การเยียวยาทางจิตใจ สำหรับเคสที่เด็กเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีมา ไปจนถึงการสนับสนุนทักษะอาชีพ

ความท้าทายหนึ่งในการทำงานของ The Hub Saidek ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อนในการสื่อสารกับบุคคลภายนอก เพราะเรื่องราวเบื้องหลังและประสบการณ์ของเด็กเร่ร่อนนั้นมักถูกมองว่า ‘น่าสงสาร’

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวอันซับซ้อนของเด็กๆ จากทีมงานแล้ว บีก็ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองและ Greyhound ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ Greyhound ทำได้ดีที่สุด จากความสามารถ ผู้คน และสื่อที่มีอยู่ในมือ นั่นคือ การสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้

โดยมีโจทย์ที่สำคัญ อย่างการทำให้คนอยากสนับสนุนมูลนิธิและเด็กไร้บ้านเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพราะความรู้สึกสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่ติดภาพกัน

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ต่างจากคนอื่นในสังคม เป้าหมายของทุกคนคือการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ” บีเล่า พร้อมบอกเราว่าเขาต้องการเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมกันมากแค่ไหน

“เราต้องการทำให้เด็กกล้าแสดงออก มีความฝันในตัวเอง และโชว์ออกมาได้อย่างเต็มที่” เต๋าเสริม

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า การตั้งโจทย์แบบนี้เป็นการฝันไกลไม่ใช่เล่น จะทำอย่างไรให้คนอยากช่วยโดยไม่รู้สึกสงสาร และนี่คือความท้าทายที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญทั้งแต่จุดสตาร์ท

แฟชั่น ก็ไม่ต่างจากฝันของคนที่อยากมีตัวตน

เราถามต่อไปถึงที่มาของเป็นการเล่าเรื่องนี้ผ่านแฟชั่นเซ็ต ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่เรียบง่ายแต่กินใจกลับมาว่า แฟชั่นเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคน ตัวตน และความฝัน

บีเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า การที่เราทุกคนแต่งตัว สนใจเรื่องเสื้อผ้าหรือแฟชั่น ก็เป็นเพราะเราต้องการแสดงออกถึงตัวตนให้โลกรับรู้ เราล้วนมีตัวตนที่อยากเป็น เราล้วนฝันอยากเป็นสิ่งที่ดีขึ้นในสายตาของเราเอง และความฝันนี้ย่อมมีอยู่ในทุกคน รวมถึงเด็กไร้บ้านด้วย 

นอกจากนี้การให้เด็กได้ลองมาอยู่หน้ากล้อง อาจจะเป็นการทำให้พวกเขาเห็นตัวตนของตัวเองชัดเจนมากขึ้น และน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจในตัวเองให้เกิดขึ้นได้

“การใช้เสื้อผ้าคอลเลกชันสี่สิบปี Greyhound มาให้น้องๆ ใส่ถ่ายแฟชั่นเซ็ต แทนที่จะทำเสื้อยืดสกรีนลายแคมเปญเฉยๆ มันตอบโจทย์ Meaningful Life ของ Greyhound เอง ให้น้องแต่งเต็มกันไปเลย ครบทุกไอเท็ม น่าจะดูสนุกขึ้น รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการซื้อคอลเลกชันนี้ ก็เอาไปบริจาคให้กับ The Hub Saidek นี่แหละ” บีเชื่อมโยงกลับไปถึงเป้าหมายของแบรนด์

บีเล่าต่อไปว่า ตอนแรกสุดที่ตัดสินใจว่าจะถ่ายแฟชั่นเซ็ต เขารู้สึกหนักใจกับกระบวนการคัดตัว เพราะที่ The Hub Saidek มีเด็กที่เข้ามาพักอาศัยอยู่มากถึง 30 – 50 คน แต่โชคดีที่เต๋า กานต์ และแจม รับหน้าที่นั้นไป

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

กานต์เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมว่า เขาเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา และคิดไปถึงอนาคตว่าอยากเป็นและอยากทำอะไร แล้วให้เด็กๆ ลองวาดภาพออกมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น ก่อนจะนำไปบอกเล่าเรื่องความฝันต่อให้ทีม Greyhound ฟัง

เด็กๆ หลายคนตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าจะได้ถ่ายแบบ แต่ก็ยังมีเด็กบางส่วนที่เขินอายและรู้สึกไม่มั่นใจ แจมเล่าให้เราฟังว่า น้องๆ ส่วนใหญ่มีความสามารถ แต่ขาดทักษะการเข้าสังคมหรือเคยโดยกลั่นแกล้งมาก่อน ดังนั้นกระบวนการคัดเลือกจึงต้องเน้นความสมัครใจเป็นหลัก ไม่มีการบังคับกันเกิดขึ้น 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“พอได้เจอหน้าเด็กทั้งเก้าคนที่จะมาเป็นโมเดล เรารู้สึกตื่นเต้นเลย ถ้าทำอะไรแล้วเรารู้สึกตื่นเต้น อยากเห็น เรารู้สึกว่ามันจะดี ทุกคนมีคาแรกเตอร์ แววตาร้ายๆ แบบเด็กที่ใช้ชีวิตเต็มที่ หน้าตาแบบไม่กลัวคน มีพลังกว่าพวกเราเยอะ” บีเล่าถึงความประทับใจแรกต่อโมเดลของโปรเจกต์นี้

นี่คือตัวตนของเด็กทั้ง 9 คนที่ได้กระโจนเข้ามาสู่โลกแฟชั่นผ่านทาง Greyhound

เข้าใกล้ความฝัน

เมื่อได้ตัวโมเดลทั้ง 9 เรียบร้อยแล้ว สถานีต่อไปก็คือการฟิตติ้งและถ่ายจริง

กระบวนการเลือกทีมงานที่จะเข้ามาทำงานกับเด็กๆ ก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้ขั้นตอนการคิดไอเดีย ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้ โดม ทรงประโคน บรรณาธิการนิตยสาร Looker มาทำสไตล์ลิ่ง และ กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว มาเป็นช่างภาพ บีเสริมว่า ทั้งสองท่านมีความเข้าใจประเด็นของความเท่าเทียมเป็นทุนเดิม จึงถ่ายทอดเด็กๆ ออกมาในแบบที่พวกเขาเป็นได้ดี 

เต๋าและกานต์เล่าถึงความตื่นเต้นของเด็กๆ เมื่อถึงวันถ่ายจริงว่า “ปกติเด็กจะตื่นสาย แต่วันนั้นผมมาถึงก่อนแปดโมง เด็กแทบทุกคนอาบน้ำแต่งตัว พร้อมที่จะไปแล้ว” 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันฟิตติ้งที่ทางทีมงานขอให้เด็กเข้าไปให้สตูดิโอทีละคน เพราะกลัวว่าจะเขินอายกัน ทำให้เด็กคนอื่นๆ ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก แต่ความตื่นเต้นนั้นก็ไม่ได้หายไป เมื่อเด็กคนก่อนหน้าเดินออกมา คนอื่นก็จะรุมถามว่าด้านในเป็นอย่างไรบ้าง 

บีเล่าว่า การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีภาพความอาย ความซนบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่อึดอัดเลย เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ทั้งสีหน้า แววตาของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายแบบนั้นมีพลังจนไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งทีมงานและช่างภาพก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่มันดีกว่าการทำงานกับโมเดลมืออาชีพเสียอีก

ระหว่างที่พูดคุยกัน บีซึ่งนั่งฟังอยู่ก็ช่วยเราถามทีมงานฝั่ง The Hub Saidek ว่า หลังจากผ่านวันถ่ายทำไปแล้ว น้องๆ มีท่าทีอย่างไรกันบ้าง เพราะเกรงว่าเด็กจะรู้สึกว่าถ่ายแบบแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เราบอกเด็กเสมอครับว่า การทำกิจกรรมแบบนี้มันจะนำองค์กรไปสู่สังคมภายนอก เขารับทราบและเข้าใจ” กานต์ตอบ

“หลังจากถ่ายแบบ มีน้องมาบอกว่า เขาอยากออกจากพื้นที่บริเวณ The Hub Saidek ที่เขาอยู่มาหลายปี ไปทำงานและใช้ชีวิตที่อื่น ซึ่งเรารู้สึกว่า เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งที่เด็กอยากจะออกไปเอง เราไม่ได้บังคับให้เด็กออกไปทำงานด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราพาเด็กไปถ่ายแบบ และย้ำกับเขาว่าเขามีความฝันอยู่นะ” เต๋าแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการถ่ายแบบสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการเสริมคำตอบของกานต์

ดูเหมือนว่าอย่างน้อยที่สุด โปรเจกต์นี้ก็ได้ผลักใครคนหนึ่งให้เข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกก้าว

ฝันที่ (อยากให้) เป็นจริง

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันไปทุกแง่มุมของแคมเปญ I HAVE A DREAM ไปแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะวกมาถามถึงความฝันของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ว่าอยากให้ผู้ชมได้เห็นอะไรจากภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดนี้ 

ฝั่ง The Hub Saidek ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจแรกเริ่มว่า แค่อยากใช้พื้นที่สื่อเล็กๆ สะกิดให้สังคมหันมามองเห็นตัวตนของเด็กไร้บ้าน มองว่าเขามีความเป็นมนุษย์เท่ากันกับเราทุกคน และให้การสนับสนุนพวกเขาเท่าที่จะทำได้

บีให้ความเห็นเสริมขึ้นมาว่า ทาง Greyhound เองแค่หวังจะเป็นพื้นที่สื่อให้กับมูลนิธิสายเด็ก 1387 และ The Hub Saidek “เราต้องให้พื้นที่กับคนที่เป็น ‘คน’ จริงๆ ด้วย นี่คือชีวิตจริง แคมเปญก็หวังง่ายๆ ว่า คนจะกลับมาที่ The Hub โทรมาเลย 1387 ไม่ต้องซื้อเสื้อก็ได้ คุณมาดูแล มาสนับสนุนเขาได้ เขาทำสิ่งนี้อยู่แล้วและดีด้วย”

“อีกเรื่องที่ผมฝันก็คือ อยากเปลี่ยนภาพการมองคน ให้เรามองคนด้วยความเป็นคนที่เท่ากัน ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนฉุกคิดได้ขนาดนั้นก็น่าจะดี”

และนี่ก็คือฝันที่ทั้ง Greyhound และ The Hub Saidek รวมถึงเราด้วย อยากเห็นและให้เป็นจริง ซึ่งคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าความฝันของน้องๆ ได้ โดยการเข้าไปซื้อสินค้าคอลเลกชัน Greyhound 40 ปี โดยรายได้หลักจากหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้มูลนิธิสายเด็ก 1387 หรือติดต่อเพื่อสมทบทุนกับทางมูลนิธิได้ที่สายด่วน 1387 และ childlinethailand.org

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load