ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของ ‘บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด’ (Buriram United) หรือไม่ เราต่างต้องยอมรับว่าเรื่องราวของสโมสรฟุตบอลนี้มหัศจรรย์

จากเมืองอีสานที่เป็นทางผ่าน กีฬาเป่าลมหายใจรดเมืองเล็กๆ นี้ให้มีชีวิตชีวา เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย เมืองเติบโตก้าวหน้า และหัวใจคนบุรีรัมย์ก็สามัคคีเป็นหนึ่งเดียว

ขณะที่สโมสรฟุตบอลประจำจังหวัดย่างเท้าเข้าสู่ปีที่ 10 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยังเปิดตัวจังหวัดสู่บทบาทใหม่ ในฐานะชุมชนงานคราฟต์อีสานที่ยิ่งใหญ่และมีคุณภาพ

สโมสรฟุตบอลชายและแม่บ้านนักทอผ้าไทย ดูเผินๆ ไม่เกี่ยวข้องกันสักนิด แต่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กำลังจะสร้างสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้อีกครั้ง

โดยเริ่มจากผ้าพันคอ

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

จากผ้าถักของคุณยายอังกฤษ กลายเป็นผ้าทอคุณป้าอีสาน

ผ้าพันคอเป็นวัฒนธรรมแฟนบอลอังกฤษที่เริ่มต้นในช่วงปี 1900

ชาวเมืองผู้ดีที่ชอบใส่เสื้อโค้ตและหมวกสีเรียบทึม นิยมใช้ผ้าพันคอสีประจำสโมสรฟุตบอลเป็นสัญลักษณ์แสดงความภักดี และชูผ้าโห่ร้องเมื่อได้รับชัยชนะ

ในช่วงแรก ผ้าพันคอเหล่านี้เป็นผ้าไหมพรมที่คุณย่าคุณยายหรือคุณแม่ถักให้ลูกหลานใช้ ต่อมาก็กลายเป็นอุตสาหกรรมผ้าพิมพ์ลายสีฉูดฉาด เพราะการชูผ้าพันคอเชียร์บอลข้างสนามหรือซื้อผ้าเก็บเป็นที่ระลึก กลายเป็นธรรมเนียมที่แพร่หลายไปทั่วโลก

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

สโมสรฟุตบอลในเมืองไทยก็รับวัฒนธรรมผ้าพันคอมาใช้เป็นของที่ระลึกเหมือนกัน แม้บ้านเราจะเป็นเมืองร้อน (มาก) จนผ้าพันคอไม่เคยได้ใช้กันหนาวตามฟังก์ชันดั้งเดิม ครั้นจะเอาผ้าผืนยาวหน้าแคบมาใช้ในชีวิตประจำวันก็ไม่ถนัด แตกต่างจากผ้าขาวม้าที่เป็นผ้าติดมือสารพัดประโยชน์ของคนอีสาน จะใช้นุ่งเป็นโสร่ง โพกหัว ผูกเอว ผูกเป็นย่ามใส่ข้าวกล่องไปทำงานก็ได้

แนน-ชิดชนก ชิดชอบ Merchandise Director แห่งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ลูกสาวของ เนวิน ชิดชอบ ที่ดูแลของที่ระลึกทั้งหมดของสโมสร มองเห็นช่องโหว่ของสินค้าในมือ เลยเกิดไอเดียเปลี่ยนผ้าพันคอแบบอังกฤษเป็นผ้าทอมือแบบบุรีรัมย์ บิดโจทย์ด้วยการเปลี่ยนขนาด รูปทรง และดีไซน์ใหม่ ผ้าเชียร์บอลที่โบกสะบัดในมือแฟนๆ ก็ใช้ได้ในทุกโอกาส ทุกวัน แถมยังได้สนับสนุนคุณป้าคุณน้าที่ทำงานคราฟต์ในจังหวัดด้วย

การเดินทางจากผ้าถักไหมพรมเรียบง่าย สู่ผ้าเร็จรูปจากโรงงาน แล้วกลับไปสู่กระบวนการคราฟต์อย่างการทอมือเกิดขึ้นได้อย่างไร เราเดินทางไปหาคำตอบนี้ที่บุรีรัมย์

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

เป่าลมหายใจให้เมือง

“Breath of Buriram เป็นสโลแกนของสโมสรที่พ่อคิด โจทย์มันเรียบง่ายมาก บุรีรัมย์เป็นเมืองผ่าน ตั้งแต่มาทำสโมสรฟุตบอล คนก็สนใจมาก และประสบความสำเร็จมากจนเราสร้างสนามฟุตบอลได้ เขาเลยเอาคำนี้ไปคาดไว้บนอัฒจันทร์”

ข้างสนามช้างอารีน่าหรือปราสาทสายฟ้า แนนเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เธอเล่าต่อว่า ทุกปีสโมสรจะมีแคมเปญใหม่ๆ ผลัดเปลี่ยนเสมอ จนคำว่า Breath of Buriram เริ่มจมหายไป ในวาระที่สโมสรจะอายุครบรอบ 10 ปี ในปี 2019 ที่จะมาถึง เธอจึงอยากชูคำนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

สำหรับลูกสาวประธานสโมสร ลมหายใจของบุรีรัมย์ไม่ใช่แค่ทีมฟุตบอล แต่คือคนบุรีรัมย์

“เวลาพ่อไปบรรยายที่ไหน เขาพูดเสมอว่า ตั้งแต่ทำสโมสรฟุตบอลเศรษฐกิจเมืองบุรีรัมย์ดีขึ้นมาก GDP เพิ่มเป็นพันเปอร์เซ็นต์ จริงอยู่ที่ค่าเฉลี่ยรายได้คนบุรีรัมย์ขึ้นก็จริง แต่คนที่ได้ประโยชน์คือเจ้าของโรงแรม เจ้าของร้านอาหาร เจ้าของคาเฟ่ พวกคนที่ทำธุรกิจท่องเที่ยว คนส่วนใหญ่ในบุรีรัมย์ที่เป็นเกษตรกรเขายังไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมาย ดังนั้น ในวาระที่เราจะอายุครบ 10 ปี เราอยากให้ชาวบ้านมากกว่านี้ สโมสรอยากจะตอบแทนคนบุรีรัมย์ ทำให้บุรีรัมย์มีลมหายใจอีกครั้ง”

ฝ่ายของที่ระลึกที่ชิดชนกดูแลเป็นฝ่ายที่ทำรายได้ให้สโมสรได้มากที่สุดหลายปีติดต่อกัน เพราะแฟนคลับและนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาซื้อสารพัดของที่ระลึกตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอ ตุ๊กตา พวงกุญแจ หรือเสื้อบอลที่ชอบหมดเกลี้ยงในพริบตา แนนรู้ว่าตอนนี้อ้อมแขนของสโมสรฟุตบอลกว้างพอที่จะโอบคนท้องถิ่นให้เดินไปด้วยกัน

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

ของดี 7 หมู่บ้าน

“วิเวียน เวสต์วูด ทำให้ผ้าลายสก๊อตเจ๋งได้ เราก็อยากทำให้ผ้าไทยเข้าถึงวัยรุ่นเหมือนกัน”

ดีไซเนอร์ที่ซื้อผ้าซื้อพรมท้องถิ่นจากทุกประเทศที่ไปเที่ยว เช่น อินเดีย โมร็อกโก หลงรักงานคราฟต์ท้องถิ่นมาเนิ่นนาน

“จุดเด่นของผ้าบุรีรัมย์คือผ้าซิ่นตีนแดงและผ้าหางกระรอก คนบุรีรัมย์มี 4 เผ่า คือไทยเขมร ไทยลาว ไทยโคราช และไทยส่วย ซึ่งแต่ละเผ่ามีผ้าแตกต่างกัน แต่พอมาอยู่บุรีรัมย์ด้วยกันก็เลยเกิดการผสมผสานเป็นผ้าซิ่นตีนแดงหางกระรอก นอกจากนี้ ยังมีผ้าไหมเปลือกนอก ผ้าขาวม้า และผ้าฝ้าย” หญิงสาวอธิบายความหลากหลายของผ้าอย่างคร่าวๆ

“แนนชอบคำว่า Local for Local ของบ้านเรามันมีดีอยู่แล้ว ไม่ต้องรอแบรนด์เมืองนอกเอาผ้าไทยไปตัด มันก็สวยด้วยตัวมันเอง คุณภาพก็ดี แต่ตัวสินค้าอาจยังขายไม่ได้กับคนรุ่นใหม่ เรามีฐานแฟนบอลอยู่แล้ว เรารู้ว่าเขาชอบซื้ออะไร มันเป็นโอกาสที่เราจะช่วยคนบุรีรัมย์ได้ เราอยากทำงานคราฟต์ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ ไม่ได้อยากทำสินค้าหรูหรา ต้องเป็นของที่เข้าถึงคน ซื้อง่าย ใช้ง่าย”

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

การทอผ้าเป็นทักษะงานคราฟต์ที่ผู้หญิงบุรีรัมย์รุ่นก่อนๆ ทำเป็นกันอยู่แล้ว แนนและทีมงานตระเวนดูหมู่บ้านต่างๆ ในบุรีรัมย์ แล้วเลือกหมู่บ้านเล็กๆ 7 หมู่บ้านมาเป็นแนวร่วมตัวอย่าง

เกณฑ์คือไม่เลือกหมู่บ้านที่ดังเรื่องการทอผ้าที่สุด เพราะพวกเขามีกลุ่มลูกค้าของตัวเองแล้ว แต่จงใจเลือกหมู่บ้านที่มีแม่บ้านที่ทอผ้าเป็นอาชีพเสริม ไปทำนามาตอนเช้า บ่ายๆ ระหว่างเลี้ยงลูกหลานก็ทอผ้าไปด้วยได้ โครงการนี้จะทำให้คนกลุ่มนี้มีรายได้เสถียรมากขึ้น

เกณฑ์ข้อต่อมา คือเลือกหมู่บ้านที่ยินดีปรับตัว พร้อมจะทดลองทำสิ่งใหม่ไปด้วยกัน

“ช่วงแรกป้าๆ หลายคนบอกเราว่าเขาทำไม่ได้หรอก เขาไม่เคยทำ แต่ถ้า 7 หมู่บ้านนี้เป็นตัวอย่างว่าประสบความสำเร็จ ต่อไปก็จะมีมากกว่านี้”

แนนกล่าวอย่างมุ่งมั่น

แปลงโฉมผ้าไทย

ชิดชนกและทีมงานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พัฒนารูปแบบ ลายผ้า และสีสันของผ้าไทยแบบต่างๆ ให้ทันสมัยขึ้น เป็นผ้าโทนสีฟ้าน้ำเงิน 6 แบบที่ใช้งานได้แตกต่างกัน โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ร่วมเป็นตัวกลางสื่อสารเรื่องดีไซน์กับบรรดาคุณป้าช่างย้อมช่างทอ

ผ้าไทยส่วนใหญ่จะทอเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้งานอื่นนอกจากนุ่งเป็นซิ่นไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฟังก์ชันจะเพิ่มเป็นโพก พัน คาด นุ่ง ห่ม ได้สารพัด

ผ้า 2 แบบที่ได้ทอเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส คือผ้าไหมเปลือกนอกเนื้อหนาฟูนุ่ม เหมาะกับการห่มกันหนาว ห่มนอนบนโซฟาที่บ้าน ของกลุ่มทอผ้าบ้านหนองตาไก้ และผ้าไหมมัดหมี่รวม จากกลุ่มทอผ้าบ้านตาลองที่เชี่ยวชาญเรื่องการย้อมสีธรรมชาติ จะโพกหัว ผูกคอ หรือพลิกแพลงได้ตามความชอบ

ผ้าที่เหลือทอชื่อ BURIRAM UNITED ตรงกลาง ขนาดใกล้เคียงผ้าขาวม้าดั้งเดิมที่ใช้คนเก่าคนแก่ออกแบบไว้ให้ใช้งานได้ดีแล้ว ใช้ชูในสนามได้อย่างเก๋ไก๋ แม้เนื้อสัมผัสและลวดลายแตกต่างกันออกไป ได้แก่ ผ้าขาวม้าจากกลุ่มทอผ้าบ้านโคกสะอาด บ้านหนองกระโดน และบ้านตาลอง ผ้าหางกระรอกขอบแดง จากกลุ่มทอป้าบ้านสนวนนอก ผ้าภูอัคนีย้อมดินภูเขาไฟ จากกลุ่มทอผ้าบ้านเจริญสุข และผ้าไหมมัดหมี่ลายสายฟ้า จากกลุ่มทอผ้าชุมชนสายยาว

น่าเสียดายที่ผ้าทั้งหมดกำลังอยู่ในขั้นตอนการทอ เราเลยไม่มีผ้าทั้ง 6 แบบมาอวดโฉม แต่เราได้เดินทางไปเยี่ยม 2 หมู่บ้านสุดท้าย เลยมีตัวอย่างขั้นตอนการผลิตผ้าย้อมดินภูเขาไฟ และผ้าไหมลายสายฟ้าสุดเท่มาให้ดู

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram unitedบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram unitedบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

ลำแข้งแม่บ้าน

ผ้าของที่ระลึกเหล่านี้จะเริ่มวางขายปลายเดือนกันยายน ทุกแบบมีจำนวนจำกัด เพราะแต่ละหมู่บ้านทอได้แค่หมู่บ้านละ 100 ผืน

“ผ้าทุกผืนจะมีนามบัตรป้าที่ทอผ้าผืนนั้นไว้ มีเบอร์โทรติดต่อเสร็จสรรพ เผื่อเขาจะสั่งซื้อเพิ่มอีก เราไม่อยากกินรวบ ถ้าเขาไปขายของต่อเองได้ก็วิน-วินกันหมด เราขอสงวนแค่สีและแบบที่เป็นของสโมสรเท่านั้น” ดีไซเนอร์ไฟแรงอธิบาย

“บนนามบัตรยังมีที่ให้เขาเขียนอะไรสั้นๆ ลงไป เขาจะได้ภูมิใจ และจะได้มีความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนรับก็รู้สึกดี สัมผัสความตั้งใจได้มากกว่าซื้อของที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ เราหวังว่าจะทำให้คนทอภูมิใจในงานคราฟต์ของตัวเอง และอาจจะปลุกคนอื่นๆ ให้สนใจงานนี้

แนนได้ยินตลอดว่าคนรุ่นใหม่ไม่ชอบทำงานแบบนี้แล้ว ลูกหลานของป้าๆ ชอบเข้าไปทำงานในเมืองเพราะรายได้ดีกว่า มันน่าเสียใจนะที่เรากำลังเสียวัฒนธรรมที่สวยงามไป เราอยากสร้างโอกาสให้การกลับมาทำงานคราฟต์ที่บ้านเป็นไปได้”

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united

“เราอยากทำให้มันเป็นโครงการระยะยาว เพราะมันคือ Breath of Buriram ถ้าคุณหยุดหายใจ คุณก็ตาย”

ผู้หญิงที่กุมบังเหียนฝ่ายสำคัญในสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตั้งใจว่า นับแต่นี้ สินค้าของที่ระลึกของสโมสรฟุตบอลจะไม่หยุดแค่ผ้า แต่จะช่วยสนับสนุนของคราฟต์ท้องถิ่นทุกอย่างของบุรีรัมย์ เช่น เสื่อสาน กระเป๋าสาน และสารพัดงานฝีมือ

“เราคงทำให้คราฟต์ 100% ไม่ได้ อย่างเสื้อบอลก็ต้องทำให้เหมาะกับการเล่นกีฬา ต้องพึ่งเทคโนโลยี แต่เราอยากจะคืนกำไรสู่แฟนๆ สู่คนที่สนับสนุนเรามาตลอด กำลังดูอยู่ว่าชาวบ้านสามารถจะผลิตผ้าเป็นสินค้าอื่นๆ ได้มากแค่ไหน”

การขยับตัวจากเมืองกีฬาสู่เมืองคราฟต์ อาจทำให้เมืองแห่งผ้าอื่นๆ ไหวตัวตาม แต่ลูกสาวคนเดียวของประธานสโมสรฟุตบอลชายประกาศชัดเจนว่า เธอไม่คิดจะลงสนามแข่งขันกับใคร

“แต่ละเมืองมีจุดเด่นต่างกัน เราคงไม่ไปแข่งกับเมืองคราฟต์เมืองอื่นหรอก นี่ไม่ใช่ฟุตบอล (หัวเราะ) แนนก็อยากเรียนรู้จากเมืองอื่นๆ นะ คงจะดีถ้าเรากระตุ้นความคิดเรื่องการรักษางานคราฟต์ไปด้วยกัน”

ชิดชนก ชิดชอบ เอ่ยอย่างครุ่นคิด เธอกอดลาป้าๆ ช่างทออย่างรักใคร่ก่อนก้าวขาออกจากหมู่บ้าน สิ่งที่เธอมอบให้พวกเขาไม่ใช่แค่การออกแบบลวดลายผ้าใหม่ หรือออร์เดอร์ผ้าพันคอมากมาย

แต่เป็นโอกาสให้พวกเขาได้ยืนบนลำแข้งของตัวเอง โดยไม่พึ่งเพียงชื่อเสียงของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, Buriram united



ข้อมูลบางส่วนจาก https://www.ruffneckscarves.com/blogs/ruffneck-blog/a-history-of-soccer-scarves-explained

ถ้าสนใจอยากไปเรียนรู้ขั้นตอนการทอและย้อมผ้าที่ระลึกสุดคราฟต์ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อ่านรายละเอียดและสมัครร่วมทริปได้ที่นี่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

“ผมมีความฝัน”

ประโยคสั้นๆ ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชื่อก้องชาวอเมริกันกล่าวเอาไว้ ในการปราศรัยเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกอบอาชีพและอิสรภาพของพลเมือง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว 

ประโยคที่ทรงพลังนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสิทธิและความเท่าเทียมไปทั่วโลก

เพราะความฝันเป็นเรื่องที่เรามีกันได้ทุกคน ไม่จำกัดสีผิว ชนชั้น ที่มา และฐานะทางสังคม

แคมเปญ I HAVE A DREAM เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Greyhound Original แบรนด์สตรีทแฟชั่นสัญชาติไทยที่ใครๆ ก็คุ้นหู กับ The Hub Saidek ศูนย์ลดความเสี่ยงสำหรับเด็กไร้บ้าน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายเด็ก 1387 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

The Hub Saidek มีหน้าที่หลักคือการดูแลเด็กที่ประสบความยากลำบากจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้รับการยอมรับเพราะความหลากหลายทางเพศ ไปถึงการค้ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่บนถนน 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ เต๋า-วุฒิชัย วงศ์ใหญ่ เจ้าหน้าที่สื่อสารและระดมทุนของมูลนิธิสายเด็ก 1387 ที่เป็นผู้ออกปากชวน บี-บดินทร์ อภิมาน Creative Director จาก Greyhound ให้มาทำหน้าที่ ‘ไฟฉายขยายส่วน’ เพื่อให้เรื่องราวของเด็กไร้บ้านถูกมองเห็นในวงที่กว้างมากขึ้น รวมถึงเจ้าหน้าที่อีก 2 ท่าน กานต์-กานต์ มงคล และ แจม-ธัญญ์นภัส วิริยาวัชรนนท์ จาก The Hub Saidek ที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ ตลอดโครงการ

เหมือนฝัน

การได้มาร่วมงานกันระหว่างสององค์กรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

เต๋าเปิดประเด็นให้เราฟังว่า เขาเพิ่งเริ่มทำงานด้านการสื่อสารกับมูลนิธิสายเด็ก 1387 เมื่อต้น พ.ศ. 2563 ส่วนตัวมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่แล้วเป็นทุน เมื่อได้เห็นแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Autumn Winter 2019 “Street Of Bangkok” ของ Greyhound Original ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนของกรุงเทพฯ เขาจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเข้าไปหา Greyhound ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจทันทีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชักชวนให้มาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน

“ผมมองว่าบริบทของเด็กที่ The Hub Saidek น่าจะตรงกับเสื้อผ้าของ Greyhound เพราะเด็กที่นี่ก็เป็นเด็กสตรีท” เต๋าเล่าจุดเริ่มต้น

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ทางฝั่ง Greyhound เอง ในโอกาสที่อายุครบ 40 ปี ทางแบรนด์ก็มีวาระในใจว่าอยากจะทำให้แฟชั่นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของผู้คนให้มากขึ้น ผ่านคอนเซปต์ #FromFashionToLife ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการสอดแทรกประสบการณ์พิเศษเข้าไปในการรับประทานอาหารของ Greyhound Cafe หรือการร่วมมือกับ IKEA ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์

ในฝั่งของการทำเพื่อสังคม ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีแคมเปญที่เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์นี้แล้ว เช่น Smileyhound แบรนด์ลูกของ Greyhound จัดงานวิ่งแบบ Virtual Run ระดมทุนไปช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ 

นั่นทำให้การติดต่อเข้ามาของ The Hub Saidek นั้นช่างเข้ากันดีกับความตั้งใจของ Greyhound

“ตอนที่เต๋าติดต่อเข้ามาทางเฟซบุ๊กเพจ ผมไปนั่งอ่านเองเลย คิดในใจว่า เฮ้ย มาแล้วว่ะ ตอนแรกผมคิดโปรเจกต์ไว้ในหัวก่อนด้วยว่าอยากทำอะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็เข้ามา” บีเล่า

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บีเองก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง Creative Director ของทาง Greyhound เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เหมือนกัน ความประจวบเหมาะของจังหวะเวลานี้จึงไม่น่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่น่าจะเรียกว่าเหมือนฝันเลยก็ได้

เมื่อคนที่มีฝันเดียวกันได้มาพบกัน ความมันก็บังเกิด

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ฝันให้ไกล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Greyhound ทำแคมเปญเพื่อสังคม ก่อนหน้านี้เราได้เห็นทางแบรนด์ร่วมแจมกับโปรเจกต์ Limited Education ที่รณรงค์เรื่องการศึกษามาแล้ว แต่นี่เป็นโปรเจกต์แรกที่บีเข้ามาทำงานเป็นครีเอทีฟเองเต็มตัว งานแรกของบีในฐานะครีเอทีฟจึงเป็นการทำความเข้าใจว่า ทางมูลนิธิกำลังทำงานอะไรอยู่ มีความท้าทายอะไร

เนื้อหาหลักในการประชุมครั้งแรกของแคมเปญ จึงเป็นการรับฟังประสบการณ์จากเต๋า กานต์ และแจม ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลเรื่องพื้นฐาน สอนให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดของร่างกาย การเยียวยาทางจิตใจ สำหรับเคสที่เด็กเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีมา ไปจนถึงการสนับสนุนทักษะอาชีพ

ความท้าทายหนึ่งในการทำงานของ The Hub Saidek ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อนในการสื่อสารกับบุคคลภายนอก เพราะเรื่องราวเบื้องหลังและประสบการณ์ของเด็กเร่ร่อนนั้นมักถูกมองว่า ‘น่าสงสาร’

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวอันซับซ้อนของเด็กๆ จากทีมงานแล้ว บีก็ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองและ Greyhound ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ Greyhound ทำได้ดีที่สุด จากความสามารถ ผู้คน และสื่อที่มีอยู่ในมือ นั่นคือ การสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้

โดยมีโจทย์ที่สำคัญ อย่างการทำให้คนอยากสนับสนุนมูลนิธิและเด็กไร้บ้านเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพราะความรู้สึกสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่ติดภาพกัน

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ต่างจากคนอื่นในสังคม เป้าหมายของทุกคนคือการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ” บีเล่า พร้อมบอกเราว่าเขาต้องการเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมกันมากแค่ไหน

“เราต้องการทำให้เด็กกล้าแสดงออก มีความฝันในตัวเอง และโชว์ออกมาได้อย่างเต็มที่” เต๋าเสริม

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า การตั้งโจทย์แบบนี้เป็นการฝันไกลไม่ใช่เล่น จะทำอย่างไรให้คนอยากช่วยโดยไม่รู้สึกสงสาร และนี่คือความท้าทายที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญทั้งแต่จุดสตาร์ท

แฟชั่น ก็ไม่ต่างจากฝันของคนที่อยากมีตัวตน

เราถามต่อไปถึงที่มาของเป็นการเล่าเรื่องนี้ผ่านแฟชั่นเซ็ต ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่เรียบง่ายแต่กินใจกลับมาว่า แฟชั่นเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคน ตัวตน และความฝัน

บีเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า การที่เราทุกคนแต่งตัว สนใจเรื่องเสื้อผ้าหรือแฟชั่น ก็เป็นเพราะเราต้องการแสดงออกถึงตัวตนให้โลกรับรู้ เราล้วนมีตัวตนที่อยากเป็น เราล้วนฝันอยากเป็นสิ่งที่ดีขึ้นในสายตาของเราเอง และความฝันนี้ย่อมมีอยู่ในทุกคน รวมถึงเด็กไร้บ้านด้วย 

นอกจากนี้การให้เด็กได้ลองมาอยู่หน้ากล้อง อาจจะเป็นการทำให้พวกเขาเห็นตัวตนของตัวเองชัดเจนมากขึ้น และน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจในตัวเองให้เกิดขึ้นได้

“การใช้เสื้อผ้าคอลเลกชันสี่สิบปี Greyhound มาให้น้องๆ ใส่ถ่ายแฟชั่นเซ็ต แทนที่จะทำเสื้อยืดสกรีนลายแคมเปญเฉยๆ มันตอบโจทย์ Meaningful Life ของ Greyhound เอง ให้น้องแต่งเต็มกันไปเลย ครบทุกไอเท็ม น่าจะดูสนุกขึ้น รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการซื้อคอลเลกชันนี้ ก็เอาไปบริจาคให้กับ The Hub Saidek นี่แหละ” บีเชื่อมโยงกลับไปถึงเป้าหมายของแบรนด์

บีเล่าต่อไปว่า ตอนแรกสุดที่ตัดสินใจว่าจะถ่ายแฟชั่นเซ็ต เขารู้สึกหนักใจกับกระบวนการคัดตัว เพราะที่ The Hub Saidek มีเด็กที่เข้ามาพักอาศัยอยู่มากถึง 30 – 50 คน แต่โชคดีที่เต๋า กานต์ และแจม รับหน้าที่นั้นไป

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

กานต์เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมว่า เขาเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา และคิดไปถึงอนาคตว่าอยากเป็นและอยากทำอะไร แล้วให้เด็กๆ ลองวาดภาพออกมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น ก่อนจะนำไปบอกเล่าเรื่องความฝันต่อให้ทีม Greyhound ฟัง

เด็กๆ หลายคนตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าจะได้ถ่ายแบบ แต่ก็ยังมีเด็กบางส่วนที่เขินอายและรู้สึกไม่มั่นใจ แจมเล่าให้เราฟังว่า น้องๆ ส่วนใหญ่มีความสามารถ แต่ขาดทักษะการเข้าสังคมหรือเคยโดยกลั่นแกล้งมาก่อน ดังนั้นกระบวนการคัดเลือกจึงต้องเน้นความสมัครใจเป็นหลัก ไม่มีการบังคับกันเกิดขึ้น 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“พอได้เจอหน้าเด็กทั้งเก้าคนที่จะมาเป็นโมเดล เรารู้สึกตื่นเต้นเลย ถ้าทำอะไรแล้วเรารู้สึกตื่นเต้น อยากเห็น เรารู้สึกว่ามันจะดี ทุกคนมีคาแรกเตอร์ แววตาร้ายๆ แบบเด็กที่ใช้ชีวิตเต็มที่ หน้าตาแบบไม่กลัวคน มีพลังกว่าพวกเราเยอะ” บีเล่าถึงความประทับใจแรกต่อโมเดลของโปรเจกต์นี้

นี่คือตัวตนของเด็กทั้ง 9 คนที่ได้กระโจนเข้ามาสู่โลกแฟชั่นผ่านทาง Greyhound

เข้าใกล้ความฝัน

เมื่อได้ตัวโมเดลทั้ง 9 เรียบร้อยแล้ว สถานีต่อไปก็คือการฟิตติ้งและถ่ายจริง

กระบวนการเลือกทีมงานที่จะเข้ามาทำงานกับเด็กๆ ก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้ขั้นตอนการคิดไอเดีย ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้ โดม ทรงประโคน บรรณาธิการนิตยสาร Looker มาทำสไตล์ลิ่ง และ กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว มาเป็นช่างภาพ บีเสริมว่า ทั้งสองท่านมีความเข้าใจประเด็นของความเท่าเทียมเป็นทุนเดิม จึงถ่ายทอดเด็กๆ ออกมาในแบบที่พวกเขาเป็นได้ดี 

เต๋าและกานต์เล่าถึงความตื่นเต้นของเด็กๆ เมื่อถึงวันถ่ายจริงว่า “ปกติเด็กจะตื่นสาย แต่วันนั้นผมมาถึงก่อนแปดโมง เด็กแทบทุกคนอาบน้ำแต่งตัว พร้อมที่จะไปแล้ว” 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันฟิตติ้งที่ทางทีมงานขอให้เด็กเข้าไปให้สตูดิโอทีละคน เพราะกลัวว่าจะเขินอายกัน ทำให้เด็กคนอื่นๆ ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก แต่ความตื่นเต้นนั้นก็ไม่ได้หายไป เมื่อเด็กคนก่อนหน้าเดินออกมา คนอื่นก็จะรุมถามว่าด้านในเป็นอย่างไรบ้าง 

บีเล่าว่า การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีภาพความอาย ความซนบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่อึดอัดเลย เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ทั้งสีหน้า แววตาของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายแบบนั้นมีพลังจนไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งทีมงานและช่างภาพก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่มันดีกว่าการทำงานกับโมเดลมืออาชีพเสียอีก

ระหว่างที่พูดคุยกัน บีซึ่งนั่งฟังอยู่ก็ช่วยเราถามทีมงานฝั่ง The Hub Saidek ว่า หลังจากผ่านวันถ่ายทำไปแล้ว น้องๆ มีท่าทีอย่างไรกันบ้าง เพราะเกรงว่าเด็กจะรู้สึกว่าถ่ายแบบแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เราบอกเด็กเสมอครับว่า การทำกิจกรรมแบบนี้มันจะนำองค์กรไปสู่สังคมภายนอก เขารับทราบและเข้าใจ” กานต์ตอบ

“หลังจากถ่ายแบบ มีน้องมาบอกว่า เขาอยากออกจากพื้นที่บริเวณ The Hub Saidek ที่เขาอยู่มาหลายปี ไปทำงานและใช้ชีวิตที่อื่น ซึ่งเรารู้สึกว่า เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งที่เด็กอยากจะออกไปเอง เราไม่ได้บังคับให้เด็กออกไปทำงานด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราพาเด็กไปถ่ายแบบ และย้ำกับเขาว่าเขามีความฝันอยู่นะ” เต๋าแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการถ่ายแบบสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการเสริมคำตอบของกานต์

ดูเหมือนว่าอย่างน้อยที่สุด โปรเจกต์นี้ก็ได้ผลักใครคนหนึ่งให้เข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกก้าว

ฝันที่ (อยากให้) เป็นจริง

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันไปทุกแง่มุมของแคมเปญ I HAVE A DREAM ไปแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะวกมาถามถึงความฝันของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ว่าอยากให้ผู้ชมได้เห็นอะไรจากภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดนี้ 

ฝั่ง The Hub Saidek ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจแรกเริ่มว่า แค่อยากใช้พื้นที่สื่อเล็กๆ สะกิดให้สังคมหันมามองเห็นตัวตนของเด็กไร้บ้าน มองว่าเขามีความเป็นมนุษย์เท่ากันกับเราทุกคน และให้การสนับสนุนพวกเขาเท่าที่จะทำได้

บีให้ความเห็นเสริมขึ้นมาว่า ทาง Greyhound เองแค่หวังจะเป็นพื้นที่สื่อให้กับมูลนิธิสายเด็ก 1387 และ The Hub Saidek “เราต้องให้พื้นที่กับคนที่เป็น ‘คน’ จริงๆ ด้วย นี่คือชีวิตจริง แคมเปญก็หวังง่ายๆ ว่า คนจะกลับมาที่ The Hub โทรมาเลย 1387 ไม่ต้องซื้อเสื้อก็ได้ คุณมาดูแล มาสนับสนุนเขาได้ เขาทำสิ่งนี้อยู่แล้วและดีด้วย”

“อีกเรื่องที่ผมฝันก็คือ อยากเปลี่ยนภาพการมองคน ให้เรามองคนด้วยความเป็นคนที่เท่ากัน ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนฉุกคิดได้ขนาดนั้นก็น่าจะดี”

และนี่ก็คือฝันที่ทั้ง Greyhound และ The Hub Saidek รวมถึงเราด้วย อยากเห็นและให้เป็นจริง ซึ่งคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าความฝันของน้องๆ ได้ โดยการเข้าไปซื้อสินค้าคอลเลกชัน Greyhound 40 ปี โดยรายได้หลักจากหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้มูลนิธิสายเด็ก 1387 หรือติดต่อเพื่อสมทบทุนกับทางมูลนิธิได้ที่สายด่วน 1387 และ childlinethailand.org

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load