ไม่ใช่เราไม่รู้ว่ามะเร็งเต้านมร้ายแรง จนเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยเป็นอันดับต้นๆ

แต่ที่ผ่านมา ไม่เคยมีการรณรงค์ใดที่ทำงานกับเรามากพอให้สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นแค่เพียงการจดจำสีชมพูเข้ม-อ่อน และตราสัญลักษณ์

จนมาเจอเข้ากับแคมเปญหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูใกล้ตัวขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ

Discount เป็นแคมเปญที่แบรนด์ดังที่รัก 7 แบรนด์ ซึ่งได้แก่ Greyhound, Patinya, VINN PATARARIN, SRETSIS, Vickteerut, ISSUE และ SENADA พร้อมใจกันติดป้ายลดราคา 90%

Pink Alert

เพื่อไม่ให้เสียอรรถรส เราอยากให้คุณลองติดตามการนำเสนอของแคมเปญนี้ด้วยตัวเองก่อน

ใครจะคิดว่าเรื่องแฟชั่นจะสร้างความตระหนักถึงโรคมะเร็งเต้านมให้เราได้ขนาดนี้

เราจึงชวน กิ๊บ-คมสัน วัฒนวาณิชกร จากบริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร จำกัด ครีเอทีฟผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญ Discount พูดคุยกระบวนการตีโจทย์เรื่องที่ใกล้ตัว ให้ใกล้ตัวยิ่งกว่าใกล้ตัวเข้าไปอีก

เมื่อฟังจบแล้ว คุณอาจจะลังเลว่าอยากเข้าไปอยู่ในห้องลองเสื้อของ Sretsis หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านดี

คมสัน วัฒนวาณิชกร

เริ่มจากโจทย์ที่ต้องการโปรโมตแอพพลิเคชัน

ด้วยความสัตย์จริง เรามีความจริงข้อหนึ่งที่อยากเล่าให้คุณฟัง

โจทย์ของแคมเปญนี้เรียบง่ายคล้ายเสื้อผ้าสไตล์มินิมอลที่คุณใส่อยู่นั่นแหละ

แคมเปญ Discount เกิดขึ้นจากชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทยและภาคีอื่นๆ ต้องการเผยแพร่ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมผ่านแอพพลิเคชันที่ชื่อว่า Pink Alert จึงมอบโจทย์ให้ทางชูใจสร้างสรรค์แคมเปญเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ชูใจทำมาตลอด

Pink Alert เป็นแอพพลิเคชันจากการทำงานร่วมกันระหว่าง ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย หรือ TBCC และอีกหลากหลายชมรมผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็น Art for Cancer, เพื่อนทอฝัน, เพื่อนมะเร็งไทย, Suandok Breast Cancer Network

คมสัน วัฒนวาณิชกร

เป็นแอพพลิเคชันที่ให้ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมซึ่งรับรองโดยสมาคมแพทย์ฯ โดยรวบรวมทุกฟังก์ชันที่ผู้หญิงต้องการสำหรับการตรวจหาความเสี่ยงด้วยตัวเอง ข้อมูลโรค นัดหมายแพทย์ การรักษา ข้อมูลข่าวสารน่ารู้ รวมถึงมีตัวช่วยแจ้งเตือนให้หมั่นตรวจเช็กเป็นประจำ

แทนที่จะออกแคมเปญเพื่อให้คนรู้จักและใช้แอพพลิเคชันนี้ สิ่งที่ชูใจทำนั้นสนุกและสร้างความตระหนักถึงโรคนี้อย่างที่ไม่เคยมีแคมเปญไหนทำมาก่อน

ของมันต้องตรวจ

ปัญหาของการรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านมที่ผ่านมาคือ ไม่ว่าแคมเปญนั้นๆ จะเชิญชวนให้ผู้หญิงเราสนใจความจำเป็นของเรื่องนี้มากแค่ไหน ยังไงก็ไม่ยอมตรวจ

ทั้งๆ ที่มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งเพียงชนิดเดียวที่อนุญาตให้เรารู้ตัวก่อนถึงมือหมอ

“อะไรคือเหตุผลที่ผู้หญิงเราไม่อยากไปตรวจหามะเร็งเต้านม” แปลกดีที่เราเอ่ยถามคำถามนี้กับครีเอทีฟซึ่งเป็นผู้ชาย

“เราคิดว่าเขาน่าจะกลัว กลัวว่าตรวจแล้วจะเจอ หรือการตรวจมะเร็งเต้านมมีค่าใช้จ่าย และรู้สึกว่าจะเจ็บตัวไม่น้อยด้วย” กิ๊บเล่า

เรื่องจริงผ่านจอ

“การตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยตัวเองก่อนจะช่วยทำให้เจอก้อนเนื้อร้ายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 90%”

เป็นชุดข้อมูลที่กิ๊บและทีมตั้งใจจะสื่อสารออกไป จึงเริ่มต้นจากคำถามว่า แล้วถ้าผู้หญิงทั่วไปไม่ได้ตรวจเช็กร่างกาย พวกเธอเหล่านั้นสนใจตรวจเช็กอะไรบ้าง

คำตอบก็คือ พวกเธอตรวจเช็กโปรโมชันของลดราคา

Senada

“ยิ่งถ้าเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ยิ่งรู้แล้วต้องบอกต่อ ถึงขั้นมีเพจเฟซบุ๊ก เราก็รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะมาทำอะไรต่อได้ จึงเป็นที่มาของไอเดียโปรโมชัน Discount ขึ้นมา จูงใจคนด้วยส่วนลด 90% โดยที่ทำร่วมกันกับแบรนด์เสื้อผ้าแบรนด์ดัง พร้อมทำถ่ายทำแฟชั่นเซ็ต Lookbook โดยใช้นางแบบที่เป็นมะเร็งเต้านม” กิ๊บเล่าที่มาของแคมเปญ Discount

มหกรรมลดครั้งยิ่งใหญ่

ถ้าใครเป็นแฟนแบรนด์ Greyhound จะรู้ว่า Greyhound ไม่เคยลดราคา 90% มาก่อน บางแบรนด์ก็ไม่เคยจัดโปรโมชันลดราคาเลย

ตัวเลข 90% จึงแรงมากพอที่จะเรียกร้องความสนใจจากเหล่าแฟชั่นนิสต้า แม้ว่าบทสรุปในตอนท้ายจะไม่ใช่ราคาที่ต้องจ่าย แต่นั่นก็สร้างการตระหนักที่เกิดประโยชน์แก่ผู้ชมจริงๆ

Greyhound

“ตอนแรกเราก็คิดถึงการลดราคาเสื้อผ้าจริงๆ ด้วยเลย แต่ก็กลัวว่าสารที่เราต้องการเล่าจะไปไม่ถึง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ทุกแบรนด์ลดราคา 90%”

สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะได้เห็นใบปิดประกาศออนไลน์แจ้งข่าวการลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ของแบรนด์เสื้อผ้าที่คุณรัก

“เช่น บอกว่าแบรนด์ Greyhound จะลดราคาแล้วนะ เชิญชวนให้คนเข้ามาดูรายละเอียดที่ Lookbook นี้ แล้วก็จะพบภาพนางแบบในเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ก่อนจะเฉลยด้วยนางแบบที่ค่อยถอดเสื้อผ้าที่สวมอยู่จนเห็นร่องรอยการรักษามะเร็งเต้านมที่หน้าอก ปิดท้ายด้วยใจความที่บอกว่าถ้าคุณหมั่นตรวจเช็กมะเร็งเต้านมคุณจะได้รับส่วนลด 90% ไม่ใช่ของราคาเสื้อผ้านะ แต่เป็นอัตราการเสี่ยงชีวิตจากการเป็นมะเร็งเต้านม

“เราเริ่มจาก Greyhound ก่อนเพราะเคยทำโปรเจกต์ Limited Education ที่ให้เด็กมาเขียนชื่อเสื้อด้วยกัน พอเล่าไอเดียของโปรเจกต์นี้ให้ฟัง เขาก็ยินดีร่วมด้วย จากนั้นก็ค่อยๆ คุยกับแต่ละแบรนด์” กิ๊บเล่า

พลังของแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ยิ่งทำให้แคมเปญนี้ยิ่งน่าสนใจ

นอกจาก Greyhound แล้ว ยังมีแบรนด์ Patinya, VINN PATARARIN, SRETSIS, Vickteerut, ISSUE และ SENADA เพราะตั้งใจอยากให้เข้าถึงผู้หญิงทุกสไตล์

SRETSIS ISSUE Vickteerut

“ทุกครั้งที่หาพาร์ตเนอร์มาร่วมโปรเจกต์ เราจะคิดหาวิธีการที่วิน-วินทุกฝ่าย อย่างแคมเปญนี้แต่ละแบรนด์ก็จะส่งเสื้อผ้าคอลเลกชันล่าสุดมาให้ถ่ายทำคลิปวิดีโอ ไม่มีอะไรต้องเสีย เพราะเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องทำสำหรับคอลเลกชันใหม่อยู่แล้ว อย่างโปรเจกต์ที่แล้ว Limited Education เราก็แค่ขอเสื้อยืดและโลโก้จาก Greyhound มาทำ ก็ทำให้คนอยากได้เสื้อมากขึ้น เราก็เลยคิดว่าแคมเปญนี้ก็น่าจะไปได้ดี” กิ๊บเล่า

ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์

ตลอดการสนทนากิ๊บย้ำกับเราซ้ำๆ ว่าขั้นตอนที่ยากที่สุดก็คือ ขั้นตอนหานางแบบที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมจริงๆ

“พวกเราหานางแบบกัน 3 – 4 เดือนเลยนะ ตอนแรกเราติดต่อ คุณเวย์-เยาวลักษณ์ กันนิกา ผู้ประกาศข่าวช่อง NBT นัดหมายวันถ่ายทำเรียบร้อย แต่ก็มีเหตุให้เลื่อนการถ่ายทำ เพราะเธอต้องเข้าไปตรวจร่างกายในโรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นทีมงานเข้าใจว่าเธอหายขาดจากมะเร็งเต้านมแล้ว จนเมื่อก่อนวันนัดหมาย พวกเราก็ทราบข่าวว่าเธอเสียชีวิต” แม้จะทำให้การทำงานชะลอตัว แต่ไม่นานทีมงานก็ได้พบนางแบบคนปัจจุบัน

“แคมเปญนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราหานางแบบที่เป็นมะเร็งเต้านมจริงๆ ไม่ได้

Pink Alert

“จริงๆ ใช้คำว่าต้องได้ เพราะถ้าไม่ได้ก็ไม่ควรทำ ไม่มีประโยชน์ที่จะโกหกหรือใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกมาช่วย สำหรับเรา นางแบบต้องเป็นคนจริงๆ เท่านั้น” กิ๊บเล่าก่อนจะทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าปลายทางของแคมเปญนี้จะทำให้คุณผู้หญิงเข้าแอพพลิเคชันหรือไม่ หรือหาข้อมูลเรื่องนี้ผ่านช่องทางไหน ก็คงไม่สำคัญเท่าทำให้ผู้หญิงหันมาเห็นความสำคัญของเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

นี่คือปีที่ 138 นับตั้งแต่ไปรษณีย์ไทยเริ่มให้บริการครั้งแรก

และนี่ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่บริษัทยักษ์ใหญ่อายุร้อยกว่าปีแห่งนี้ จะขอยื่นสมัครงานใหม่ โดยมีคุณทุกคนเป็นผู้ตัดสิน

ไปรษณีย์ไทยไม่ได้มาพร้อมพอร์ตโฟลิโอเล่มหนาและเรซูเม่ยาวเหยียดตามอายุงาน แต่เขาได้สกัดสิ่งเหล่านี้ออกมาเป็นคลิปวิดีโอสั้น ๆ ในชื่อ ‘The Resume จากใจไปรษณีย์ไทย’ ซึ่งเป็นแคมเปญล่าสุดที่ไปรษณีย์ไทยจับมือกับบริษัทชูใจ กะ กัลยาณมิตร เล่าเรื่องราวของบริษัทโลจิสติกส์ประจำประเทศที่ใครหลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

“เรื่องราวทั้งหมดในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ น่าจะมีแต่ไปรษณีย์ไทยเท่านั้นที่พูดได้” ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยืนยันอย่างหนักแน่น

แต่แน่นอน ในวันที่ธุรกิจขนส่งแทบจะกลายเป็น Red Ocean ที่เปอร์เซ็นต์การแข่งขันสูงลิ่ว ผู้ใช้บริการอย่างเราเองก็มีตัวเลือกหลากลาย คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากเราอาจหลงลืมความแตกต่างของเพื่อนใกล้ตัวที่อยู่ด้วยกันมาตลอดไปบ้าง นี่เองคือโจทย์ใหญ่ที่ กิ๊บ-คมสัน วัฒนวาณิชกร ครีเอทีฟประจำแคมเปญจากชูใจ กะ กัลยาณมิตร ต้องรับหน้าที่สานต่อ เพื่อสร้างภาพยนตร์สั้นที่จะดึงความเป็นไปรษณีย์ไทยออกมาให้ได้ในแบบที่ครบถ้วน สดใหม่ แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของไปรษณีย์ไทยเอาไว้เหมือนเคย

คมสันบอกเราพร้อมเสียงหัวเราะว่ากดดันพอควร ในเมื่อผู้ตัดสินไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนไทยทุกคน

ไปรษณีย์ไทยพร้อมสำหรับการให้สัมภาษณ์แล้ว

เรซูเม่ของเขาก็พร้อมแล้ว

ลองเริ่มต้นการสัมภาษณ์กันได้เลย

รู้จักผู้สมัครงาน

อย่างที่เราพอรู้ ไปรษณีย์ไทยคือรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ดำเนินการด้านการขนส่งและสื่อสาร ทั้งจัดส่งไปรษณีย์ พัสดุภัณฑ์ และปัจุบันยังรวมไปถึงการให้บริการด้านโลจิสติกส์ อีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตคู่มากับการขยายตัวของวงการ e-Commerce

“ในช่วงที่ผ่านมาการแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์สูงขึ้นมาก เพราะว่ามีผู้ให้บริการเข้ามาเพิ่มหลายราย ทั้งบริษัทไทยและต่างประเทศ บริษัท e-Commerce ใหญ่ ๆ ก็เริ่มเข้ามาลงทุนเอง มันเป็นความท้าทายของเราเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เราอยู่กับคนไทยมานานที่สุด ผมคิดว่าเราค่อนข้างสนิทกับคนไทยนะ เรารู้ความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแนวทางในการให้บริการของเราได้” ดร.ดนันท์ อธิบายถึงจุดแข็งอย่างหนึ่งของไปรษณีย์ไทย

ด้วยความที่ไปรษณีย์ไทยมีพนักงานทั่วประเทศมากถึง 40,000 กว่าชีวิต ทั้งยังให้บริการในชุมชนต่าง ๆ มานานหลายปี จึงไม่แปลกนักที่พวกเขาจะเป็นเหมือนเพื่อนในชุมชน ซึ่งรู้จักลักษณะนิสัยและความต้องการของเพื่อนบ้านแต่ละหลังเข้าขั้นดีเยี่ยม

เมื่อรู้มากก็ต่อยอดธุรกิจได้มากกว่า ในปัจจุบันไปรษณีย์ไทยจึงไม่ได้มีแค่บริการส่งไปรษณีย์และพัสดุภัณฑ์อย่างที่เราคุ้นเคยกันเท่านั้น เพราะพวกเขาให้บริการในแบบ Parcel Centric Logistic ดูแลสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกันไปตามความยากง่ายในการขนส่ง ทั้งยังมีบริการด้านการเงินผ่านที่ทำการไปรษณีย์และบุรุษไปรษณีย์ บริการ Fulfillment เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จัดเก็บ แพ็ก และส่งสินค้า มี Thailandpostmart ช่วยนำสินค้าของดีในแต่ละชุมชนไปวางขาย มีโครงการไปรษณีย์เพิ่มสุขที่เข้าไปช่วยพัฒนาสินค้า OTOP พื้นบ้านของแต่ละชุมชน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาแพ็กเกจ ไปจนถึงขั้นตอนการขายออนไลน์ แถมล่าสุดไปรษณีย์ไทยยังมีการทดลองใช้โดรนเพื่อขนส่งยาด้วย

“ในอนาคตจะมีเยอะกว่านี้อีก” ดร.ดนันท์ กล่าว

“เรากำลังพยายามพัฒนาในแง่อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายอย่าง เพราะเมื่อมีการแข่งขันสูง การเปลี่ยนแปลงก็มีเยอะอย่างที่เห็น การปรับตัวจึงสำคัญมาก เราเลยหันมาให้ความสำคัญกับการบริการทั้งด้าน Physical และ Digital มากขึ้น เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ ให้โลกจริงกับโลกดิจิทัลเชื่อมกันอย่างลงตัวไร้รอยต่อ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุด”

แสดงว่าไปรษณีย์ไทยเข้าใจลูกค้ามากกว่าบริษัทโลจิสติกส์อื่น ๆ ไหม – เราสงสัย

“เรียกว่าให้ความสำคัญมากกว่าดีกว่า เราให้ความสำคัญกับผู้บริโภคมากที่สุด อย่างแม่ค้าออนไลน์ วัตถุประสงค์หลักของเราคืออยากให้พวกเขาประสบความสำเร็จกับการขายของมากที่สุด ดังนั้นถ้าเราช่วยอะไรได้เราก็อยากช่วย ให้ช่วยพัฒนาสินค้า ช่วยจัดของ หรือช่วยขนส่ง เราก็ทำแทนได้ หรือในอนาคต สมมติคนทั่วไปที่บ้านมีเด็กเล็ก อยากได้ผ้าอ้อม เราก็อยากเป็นคนช่วยไปซื้อมาให้ คุณอยู่บ้านสบาย ๆ ไปได้เลย

“ผมมองว่าไปรษณีย์ไทยเป็นเหมือนผู้ใหญ่ใจดี แต่ความเป็นผู้ใหญ่บางทีก็ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นคนทันสมัย ดังนั้น เราต้องพยายามปรับตรงนี้ และพยายามสื่อสารออกไปในภาพยนตร์สั้นของเราว่า แม้จะเป็นองค์กรที่นานมากแล้ว แต่เราไม่แก่ เราตามเทคโนโลยีและพัฒนาตัวเองตลอดเวลา”

เริ่มเขียนเรซูเม่

ผู้ใหญ่ใจดีที่เก่าแต่ทันสมัย เป็นมิตร และทำอะไรได้หลายอย่าง เป็นโจทย์ที่ไปรษณีย์ไทยส่งต่อให้ทีมชูใจ กะ กัลยาณมิตร นำไปต่อยอดเพื่อทำภาพยนตร์สั้นในแบบของตัวเอง

“คนอาจจะติดว่าชื่อของเราคือไปรษณีย์ไทย ก็ต้องส่งแต่ไปรษณีย์ใช่ไหม ซึ่งความจริงสิ่งที่เราทำมันมากกว่านั้นเยอะ ผมอยากให้คนเห็นว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นยังไง และเมื่อเห็นแล้วก็ไม่อยากให้เขาลืม” ดร.ดนันท์ สรุปคร่าว ๆ ให้ฟังอีกครั้ง ก่อนที่คมสันจะเสริมต่อ

“ความยากก็คือ พอบอกว่าเป็นรัฐวิสาหกิจก็จะมีความ Traditional นิด ๆ ใช่ไหม ซึ่งเราจะเปลี่ยนมันยังไงให้ใหม่ในแบบที่ยังเป็นไปรษณีย์ไทยอยู่ เพราะถ้าพูดถึงไปรษณีย์ไทย สิ่งที่เรานึกออกแรก ๆ เลยก็คือภาพของคนขี่มอเตอร์ไซค์ ถือกระเป๋ามากดกริ่งหน้าบ้านอะไรแบบนั้น 

“เราอยากให้คนเห็นไปรษณีย์ไทยในมุมใหม่กว่านี้ พร้อมกับสิ่งที่ลูกค้ายึดมาด้วยว่า ต้องมีความเป็นเพื่อนกับคนไทยด้วย เลยต้องคงไว้ทั้งความทันสมัยและความเป็นมิตร แล้วความทันสมัยจะให้มาใหม่แบบใช้แสงสาด ตัดภาพวี้บว้าบ ล้ำ ๆ ไปเลยก็ไม่ได้ ความเป็นมิตร จะให้ใจดี นุ่มนวลไปเลยก็ไม่ดีอีก เหมือนจะทำให้ใหม่ก็กลัวเสียเก่า จะทำให้เก่าก็กลัวเสียใหม่”

แค่นั้นยังไม่พอ อีกหนึ่งความท้าทายที่ทีมงานต้องเจอ ก็คือการออกแบบเนื้อหาในภาพยนตร์ให้โดนใจกลุ่มคนหลากหลายไปพร้อมกัน ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ผู้ใช้บริการทั่วไป คนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริการโลจิสติกส์ด้วยกันทั้งสิ้น

“เราอยากให้คนดูเห็นแล้วรู้เลยว่า อ๋อ ไปรษณีย์ไทยเป็นแบบนี้นะ และ อ๋อ ตอนนี้ไปรษณีย์ไทยทำได้ขนาดนี้แล้วหรอ” คมสันสรุป 

จากจุดนั้น คมสันและทีมงานจึงค่อย ๆ มองหาวิธีเล่าเรื่องที่จะเก็บเนื้อหาสำคัญทุกอย่างไว้ได้ครบถ้วนที่สุด จนมาลงเอยที่รูปแบบของการขอสมัครงานอย่างที่ทุกคนได้เห็น

“ที่มันมาถึงไอเดียนี้ได้ เพราะเราพยายามมองหาวิธีเล่าอะไรบางอย่างแบบค่อนข้างถ่อมตนที่สุด เพราะถ้ามองจริง ๆ ไปรษณีย์ไทยคือตัวแทนประเทศเลยนะ องค์กรเขาใหญ่มาก แต่พอเขามาพูดด้วยวิธีการน่ารัก ๆ แบบนี้ เราคิดว่ามันน่าจะได้รับความเอ็นดูจากคนไทยมากกว่า 

“ถ้าพูดกันตรง ๆ เราก็มาขายของนั่นแหละว่าไปรษณีย์ไทยมีบริการอะไรบ้าง ไปใช้บริการได้นะ แต่พอมีเรื่องเรซูเม่เข้ามาด้วย มันก็เล่าได้หมดเลย ทั้งความเป็นไปรษณีย์ไทย ความเปลี่ยนแปลงของเขา การลบภาพจำเดิม ๆ ที่คนมี รวมไปถึงบริการที่เขามีด้วย” และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของแคมเปญ ‘The Resume จากใจไปรษณีย์ไทย’ ภาพยนตร์สั้นที่เล่าเรื่องไปรษณีย์ไทยอย่างเรียบง่าย ผ่านปากคำของพี่น้องไปรษณีย์ไทยจริง ๆ

มืออาชีพตัวจริง

“นักแสดงที่เป็นพนักงานไปรษณีย์ในเรื่องนี้ เราไปสัมภาษณ์มาจากทั่วประเทศเลย” คมสันเฉลย หลังจากเราลองถามถึงพี่พนักงานไปรษณีย์ในชุดซานต้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพนักงานส่งจดหมายจริง ๆ

ไม่ใช่แค่พี่หัวมัน-พนักงานในชุดซานต้าผู้โด่งดังในโลก TikTok เท่านั้น แต่พี่น้องพนักงานไปรษณีย์ไทยทุกคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ ล้วนเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทยจริง ๆ ที่ทีมงานไปแคสต์มาจากไปรษณีย์ไทยในหลายจังหวัด

“เราให้ทางไปรษณีย์ไทยเป็นคนคัดเลือกพนักงานมาให้เราจากทั่วประเทศ แล้วก็มาสัมภาษณ์ทาง Zoom กับทางโทรศัพท์ต่อ คัดจากคนเป็นร้อย ๆ เลย เพราะเราอยากให้ทุกคนได้มีส่วนรวมในงานชิ้นนี้จริง ๆ

“โจทย์ของเราคือ อยากได้กลุ่มคนที่มีอายุหลากหลายหน่อย จะได้ตอบโจทย์เรื่องความเก่าแก่ของไปรษณีย์ไทย แล้วก็ขอคนที่อินกับองค์กรด้วย เขาจะได้มีสตอรี่ที่มาแชร์กับเราได้ อันนี้สำคัญมาก”

เพราะเมื่อพูดถึงตัวแทนองค์กร ภาพแรกของใครหลายคนอาจเป็นพนักงานบริษัทที่ดูเด็กและหน้าตาดี เหมือนภาพถ่ายโฆษณาที่เราเจอได้ตามบิลบอร์ด แต่ภาพตัวแทนองค์กรที่ทีมงานอยากสื่อสารจากภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ คือกลุ่มคนทำงานจริง ที่รักในงานของพวกเขาจริง ๆ ไม่มีการปรุงแต่ง

และเราว่าพวกเขาทำสำเร็จ เพราะอย่างน้อยคุณก็น่าจะแอบอมยิ้ม ยามได้เห็นพี่น้องไปรษณีย์ไทยกำลังตอบคำถามอย่างจริงใจในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

จากใจพนักงานไปรษณีย์

ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่คมสันอยากใส่ลงไปในงานครั้งนี้มากที่สุด เขาจึงสรุปออกมาง่าย ๆ ว่าจะเรียกภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ว่าเป็นกึ่งสารคดีก็คงไม่ผิดนัก

“เรามองว่าไปรษณีย์ไทยเป็นองค์กรที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก มีความเป็นกันเอง เรียบง่าย แล้วก็มีความชาวบ้านนิด ๆ ซึ่งพนักงานทุกคนสะท้อนความเป็นไปรษณีย์ไทยตรงนี้ออกมาได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งคนที่เราเลือกมาอินกับองค์กรด้วย สิ่งที่เขาตอบมาจึงไม่ได้เป็นสคริปต์เลย” 

คมสันขยายความเพิ่มว่าการถ่ายทำยังเป็นไปแบบง่าย ๆ ผู้กำกับเป็นคนคิดคำถามเพื่อโยนให้เหล่าพนักงานเป็นคนตอบ และเมื่อมองเป็นการสัมภาษณ์งานจริง พวกเขาเลยผุดคำถามอื่น ๆ นอกเหนือจากในสคริปต์ มาช่วยให้บทสัมภาษณ์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย หลังจากนั้นคำถามทั้งหมดจะถูกนำไปดัดแปลงเพื่อใช้กับตัวละครผู้ให้สัมภาษณ์ หรือตัวแทนผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก แม่ค้าออนไลน์ ผู้สูงวัย เกษตรกร และนักธุรกิจอีกที

ซึ่งหลายคำตอบจากชาวไปรษณีย์ไทยที่สดแบบไร้บท ก็ทำเอาคมสันอึ้งไปเลยเหมือนกัน

“อย่างตอนที่เขาบอกว่านานแต่ไม่แก่ อันนี้เซอร์ไพรส์มาก เพราะเขาตอบเองจริง ๆ แบบไม่มีสคริปต์เลย คือความนานหมายถึงเชิงประสบการณ์ และแก่ของเขาก็ไม่ได้มองในเชิงลบ แต่เป็นเชิงความเก๋า มันเป็นความรู้สึกของเขาจริง ๆ ซึ่งจริงใจมาก

“อีกคนที่เป็นหัวใจสำคัญเลยคือน้องอาร์ม ที่สัมภาษณ์คนสุดท้าย ตรงนั้นเราก็ส่งสคริปต์ให้เขาคร่าว ๆ แค่ว่าอยากให้มันแลนดิ้งแบบนี้นะ เพราะนี่จะเป็นตัวปิดแล้ว แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะพูดออกมาแบบไหน ตอนนั้นเลยเตรียมแผนสำรองไว้แล้วล่ะ ว่าถ้าน้องเขาพูดออกมาแล้วไม่อิน เดี๋ยวเราจะหาโฆษกมาพูดปิดท้ายแทน

“ปรากฏว่าตอนที่เขาพูดออกมามันดีมาก พูดเสร็จน้ำตาคลอเลย ลูกค้าที่อยู่หน้าจอยังน้ำตาไหล แล้วน้องเขาเล่นแค่สองเทค เราก็ใช้เทคแรกเลย คือสดมาก สคริปต์ไม่ต้องมี ผมเรียกเขาว่าช้างเผือกเลยแล้วกัน ถ้าช็อตนั้นไม่ได้แบบนี้ หนังเรื่องนี้คงเบาลงมากเลย”

ฝากรับไว้พิจารณา

“เราชื่นชมทีมมากเลยนะที่สื่อสารเรื่องนี้ออกมาในแบบที่เป็นไปรษณีย์ไทยจริง ๆ ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้เน้นย้ำจุดแข็งของเราได้ดีเลย” ดร.ดนันท์ ยิ้ม ในขณะที่คมสันเองก็มองว่าผลลัพธ์ในครั้งนี้ออกมาดีอย่างที่ทีมงานทุกคนตั้งใจ หายเหนื่อยกันไปเยอะ

“ส่วนตัวเราเลย งานครั้งนี้มันมีความฟินเหมือนกัน เหมือนเราเห็นองค์กรนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งได้มาทำงานให้เขา ผลที่ออกมามันก็ดีแบบที่เราตั้งใจไว้ พอมาดูอีกทีเราว่าส่วนผสมในงานครั้งนี้กำลังดีเลย ถ้าทำให้เชยหรือน่ารักกว่านี้ก็ไม่ดี หรือจะทำให้ทันสมัยหลุดไปกว่านี้ก็ไม่น่าเวิร์กเหมือนกัน”

การสัมภาษณ์งานครั้งนี้ใกล้จะจบลงแล้ว คุณคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน – เราถาม

“อย่างน้อยให้เขาได้รู้ว่าไปรษณีย์ไทยทำอะไรได้มากกว่าที่ทุกคนคิดเยอะแยะ และสามารถเปลี่ยนภาพจำของคนจากแค่การส่งจดหมาย ส่งพัสดุได้แค่นี้ก็พอแล้ว อีกอย่างที่สำคัญคือ เราอยากให้ทุกคนได้เห็นมูฟเมนต์ของไปรษณีย์ไทยว่า เขายังมีชีวิตอยู่นะ ยังเอาอยู่ว่ะ แล้วก็ยังพัฒนาตัวเองไปตลอดด้วย” คมสันสรุปในฐานะคนทำงาน ก่อน ดร.ดนันท์ จะปิดท้ายแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ 

“สุดท้ายนี้ให้ไปรษณีย์ไทยช่วยคุณนะครับ”

เอาล่ะ การสัมภาษณ์งานในครั้งนี้จบลงแล้ว 

ส่วนการเข้าทำงาน คงต้องให้ชาวไทยรับไว้พิจารณา ผ่านคลิปวิดีโอ The Resume “จากใจ ไปรษณีย์ไทย” ชิ้นนี้

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load