ร้องนำ | วัชระ ณ ระนอง, วัชระ (80 ปี)
กีต้าร์ | ฐิติชัย สวัสดิ์เวช, ตุ้ม (64 ปี)
เบส | ศิริ ดีลัน, หริ (69 ปี)
เม้าท์ออร์แกน | บุญเสริม ชูช่วย, บุญเสริม (86 ปี)
คีย์บอร์ด | เทพ เก็งวินิจ, เทพ (74 ปี) และ
กลอง | ธนกร เจียสิริ, ชาติ (65 ปี)

Bennetty

ชื่อเสียงเรียงนามและอายุ ของสมาชิกทั้งหกคนจากวง Bennetty อินดี้ร็อกซาวนด์เท่แห่งค่าย Choojai Record กำลังบอกอะไรพวกเรา

ไม่เลย ไม่สำคัญสักนิด

เพราะทันทีที่เสียงเมาท์ออร์แกนขึ้นในช่วงอินโทร สอดรับกันพอดีกับเครื่องดนตรีอีก 4 ชิ้นที่เหลือ ก่อนจะเข้าสู่คำร้องท่อนแรก ของเพลง จุดเดิม ซิงเกิลเดบิวท์ของวง เราก็เผลอพูดออกมาว่า “ล้ำชะมัด 60 เมื่อไหร่จะขอเท่อย่างนี้ได้บ้าง”

ไหนจะคำร้องที่จริงใจ เสื้อผ้าหน้าผมในมิวสิกวิดีโอ และอีกหลากหลายเหตุผลที่ทำให้เรากดฟังเพลงนี้วนไปซ้ำๆ แล้วส่งต่อให้กลุ่มเพื่อนที่นิยมฟังเพลง alternative เหมือนกัน โดยไม่ลืมที่จะส่งเพลงนี้เข้าไปในกลุ่ม Line ครอบครัว เผื่อว่าป๊าและม๊าที่บ้านจะคันไม้คันมือ ไม่รู้สึกเขินที่กลับมาทำอะไรวัยรุ่นๆ

ยิ่งเมื่อรู้ว่านอกจากเพลงและมิวสิกวิดีโอแล้ว เร็วๆ นี้จะมีภาพยนตร์สารคดีของวงด้วยแล้ว The Cloud ไม่ขอรอช้า ชวน กิ๊บ-คมสัน วัฒนวาณิชกร จากบริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร จำกัด ครีเอทีฟที่เป็นต้นเรื่องของโปรเจกต์นี้ ตามด้วย คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับภาพยนตร์ จากภาพยนตร์เรื่อง Snap, ตั้งวง, แต่เพียงผู้เดียว และ เจ-เจตมนต์ มละโยธา โปรดิวเซอร์จากค่าย smallroom มาพูดคุยกันถึงเบื้องหลังโปรเจกต์นี้ทั้งหมด

ก่อนจะไปฟังเรื่องราวเบื้องหลังของวงดนตรีกลุ่มนี้ เรามาฟังเพลงและดู MV พร้อมกันอีกสักรอบ

และ Please mind the gap… โปรดระวังช่องว่างระหว่างชายชรา

จากโจทย์ที่ทุ้มอยู่ในใจ

โจทย์เรื่องผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่อยู่ในความคิดของกิ๊บมานานแล้ว ย้อนกลับไปช่วงที่เขาและเพื่อนๆ ก่อตั้งชูใจ กะ กัลยาณมิตร ขึ้นมาใหม่ๆ พวกเขาก็ได้รับโจทย์ผู้สูงวัยจาก สสส. จึงออกมาเป็นโปรเจกต์พลังสูงวัย ที่ตั้งพรรคการเมืองที่มีแต่ผู้สูงวัยขึ้นมาช่วงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ มีนโยบายที่จุดขายอยู่ที่ประสบการณ์ของลูกพรรค แล้วจัดแถลงข่าวเปิดตัวพรรคที่สวนลุมพินี

ซึ่งแม้โปรเจกต์นี้จะจบไปนานแล้ว แต่ความคิดที่จะทำแคมเปญเรื่องผู้สูงวัยไม่เคยจากกิ๊บไปไหน

“สิ่งที่แตกต่างระหว่างโปรเจกต์นี้กับงานที่ชูใจเคยร่วมกับ สสส. ก็คือ บทบาทที่เปลี่ยนจากเอเจนซี่รับโจทย์จากลูกค้า มาเป็นคนที่ดูแลโจทย์และโปรเจกต์นี้โดยตรง”

และเพราะมองว่าดนตรีเป็นสื่อกลางที่เข้าถึงคนได้กับทุกเพศและทุกวัย

สิ่งที่ชูใจทำก็คือ การตั้งวงดนตรีที่มีสมาชิกเป็นผู้สูงวัย กับแนวเพลงคนรุ่นใหม่ ภายใต้ การดูแลของ Choojai Record

Bennetty Bennetty

“หนึ่ง เราต้องการเปลี่ยนภาพจำเดิมของวงดนตรีผู้สูงวัย ที่มักจะเป็นเพลงสุนทราภรณ์หรือเพลงเพื่อชีวิต เราอยากให้เขาลองทำสิ่งที่เป็นรสชาติ เป็นแนวทาง เป็นเคมี ของคนรุ่นใหม่ เพื่อจะบอกว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ จึงเป็นที่มาของแนวเพลงวัยรุ่น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อพิสูจน์และสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นว่า ยังคงมีสิ่งที่ไม่อาจแยกเราออกจากกัน หรือยังมีสิ่งที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ ไม่ถูกทอดทิ้งให้แยกจากกัน

“สอง ในโปรเจกต์นี้คนจะเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างคน 2 รุ่น ทั้งพี่เจที่มาช่วยทำเพลง พี่คงเดชมาช่วยทำหนังสารคดี หรือแม้แต่ศิลปินที่แต่งเพลงให้และผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ ที่มาทำงานร่วมกับวงผู้สูงวัย ซึ่งเราตั้งใจใช้ช่องทางสื่อสารตรง ให้วงเดินสายเล่นดนตรีในกิจกรรมที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยและฉายภาพยนตร์สารคดี”

ตั้งวง โดยผู้กำกับ ตั้งวง

หลายคนรู้จักคงเดชในฐานะผู้กำกับ น้อยคนจะรู้ว่าเขาเป็นนักดนตรีด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กิ๊บชวนเขามาร่วมงานนี้ด้วยกัน เพราะนอกจากประสบการณ์ รู้ขั้นตอนและเข้าใจธรรมชาติของดนตรีและการทำเพลงแล้ว ผู้กำกับรุ่นใหญ่คนนี้ยังมีรสนิยมในการฟังเพลงที่น่าสนใจ

โปรเจกต์คนแก่ให้ดูไม่แก่” คือใจความหลักที่กิ๊บใช้ชวนคงเดชมาร่วมงานในโปรเจกต์นี้

“โดยทั่วไปของโปรเจกต์ผู้สูงวัย เรามักจะเห็นคนแก่ลุกขึ้นมาสลัดคราบคนแก่จนหมดสิ้น ให้เขาแต่งตัวเป็นวัยรุ่น เรารู้สึกว่ามันดูสนุกสนานมากกว่าจะทำให้คนดูรู้สึกนับถือ เมื่อมาทำโปรเจกต์นี้ สิ่งแรกที่เราบอกพี่คงเดชก็คือ เราจะทำโปรเจกต์นี้ให้ออกมาเท่” กิ๊บเล่า

Bennetty Bennetty

คงเดชเล่าว่าหลังจากที่ได้รับโจทย์ เขาตั้งใจจะทำสารคดีตามติดชีวิตที่ออกมาธรรมชาติและผ่านการปรุงแต่งน้อยสุด เพราะอยากรู้ความรู้สึกจริงๆ ที่พวกเขามีต่อชีวิต

ในแง่ของการเริ่มทำงานหนังสารคดี คงเดชและทีมเริ่มต้นจากการหาคนต้นเรื่อง ซึ่งก็คือเหล่าคุณลุงนักดนตรี ก่อนจะเริ่มติดตามชีวิตพวกเขาระหว่างที่ทำเพลง แน่นอนว่าตัวละครทั้งหมดต้องมีอะไรที่มากกว่าแค่เล่นดนตรีได้ เพราะมันคือการหาครอบครัวให้เขา ไม่ใช่แค่จับพวกเขามาเล่นดนตรีด้วยกัน

รอบออดิชัน

ในกระบวนการออดิชัน นอกจากความสามารถทางดนตรี ทีมงานสนใจเรื่องราวเบื้องหลังและเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ทัศนคติและเคมีของการอยู่ร่วมกัน

“สิ่งที่พบระหว่างออดิชันคือ เหล่านักดนตรีผู้สูงอายุมีการรวมตัวที่เหนียวแน่นมาก ในยุคนั้นถ้าใครเล่นดนตรีเป็นอาชีพ ส่วนหนึ่งจะเล่นดนตรีร็อก ฟังก์ โซล ยุค 70 อยู่ในค่ายทหาร G.I. ที่อุดรธานี ขอนแก่น เป็นต้น ขณะที่อีกสายหนึ่งจะเล่นตามไนต์คลับ ซึ่งระหว่างที่ทำไปเราก็ค่อยๆ เห็นภาพแวดวงดนตรียุคนู้น ขณะเดียวกันเราก็ค้นพบว่าคนแก่ทุกคนก็เคยเฟี้ยวมาก่อนทั้งนั้น ทุกคนเคยวัยรุ่นมาก่อน ทุกคนเคยมีแววตาอีกแบบหนึ่งกับชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เราสนใจ ยิ่งทำให้เราอยากดูชีวิตเขา อยากคุยกับเขา” คงเดชเล่า

Bennetty Bennetty

จนกระทั่งได้สมาชิกทั้งหกคน และทุกคนล้วนมีชีวิตและฐานะที่แตกต่างกัน มีการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นผู้สูงอายุต่างกัน ทำให้เราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการติดตามกระบวนการทำเพลงของวงดนตรี

Indie Rock Band and I

จากโจทย์วงดนตรีผู้สูงอายุที่อายุ 60 ขึ้นไป ซึ่งสมาชิกในวงมาจากการคัดเลือกของทีมงาน โดยแต่ละคนมีทิศทาง ความถนัด และเส้นทางสายดนตรี ที่ต่างกัน

เจ โปรดิวเซอร์หนุ่มบอกเราว่า ความยากก็คือ เขาจะทำอะไรกับสิ่งที่มีอยู่ได้บ้าง

คมสัน วัฒนวาณิชกร, คงเดช จาตุรันต์รัศมี, เจตมนต์ มละโยธา

เขาเริ่มจากศึกษาแนวเพลงที่แต่ละคนชอบฟังและเล่นผ่านวิดีโอออดิชัน จึงได้เห็นว่าทุกคนมีพื้นฐานที่ดี เช่น คุณลุงกีตาร์และเบสชอบเล่น Hard Rock ขณะคุณลุงนักร้องนำนั้นมีเสียงร้องที่มีคาแรกเตอร์และลูกคอที่น่าสนใจ หรือคุณลุงคีย์บอร์ดที่มาจากดนตรีคลาสสิกสายแข็ง

แม้ตอนแรกเจคิดจะทำเพลงในแนว Indie Pop แต่เขาก็รู้สึกว่าไม่แปลกใหม่เท่าไหร่ ประกอบกับเขาอยากให้เพลงออกมามีความเท่แบบคนยุคนี้ด้วย จึงอยากทำเพลงในแนว Indie Rock ให้มีกลิ่นอายของญี่ปุ่นหน่อยๆ เป็นแนวเพลงที่สาย alternative น่าจะชอบ

เจเริ่มจากอธิบายแนวเพลงและสร้างความคุ้นเคยให้วงด้วยการเปิดเพลงของ Greasy Cafe ให้คุณลุงทั้ง 6 คนฟัง ความนุ่มลึกที่ไม่ดูประดักประเดิดมากเปลี่ยนบรรยากาศการทำเพลงให้ดีขึ้นถนัดตา เพราะทุกคนต่างก็ออกความเห็นและนำเสนอแนวทางที่แต่ละคนชอบ เป็นส่วนผสมการทำงานที่ลงตัวระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ จนออกมาเป็น Indie Rock ซาวนด์เท่ ด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์ของคุณลุงและทีมงาน

นอกจากจะมีส่วนร่วมในแนวเพลงแล้ว เรารู้มาว่าชื่อวง Bennetty เท่ๆ ชื่อนี้ ไม่ได้มาจากนัท มีเรีย อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มาจากการตั้งชื่อและเลือกกันเองของสมาชิกในวง

Music and Lyrics

หลังจากทุกฝ่ายยินยอมพร้อมใจ ก็ถึงเวลาของเนื้อร้องและทำนอง เจจึงชวน ดุ่ย-วิษณุ ลิขิตสถาพร จาก Youth Brush มาร่วมแต่งเนื้อร้องโดยให้โจทย์ดุ่ยว่า เพลงรักในมุมมองของคนรุ่นลุง

ดุ่ยจึงกลับมาพร้อมเดโม่ทั้งหมด 8 เพลง ซึ่งเพลงที่คุณลุงและทีมงานทุกคนเห็นตรงกันก็คือ เพลง จุดเดิม ที่เล่าถึงการจากลาว่าเป็นเพียงแค่การกลับไปที่จุดเดิม จุดที่เราไม่เคยลืม จุดที่ไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น เป็นเพลงรักที่ไม่ได้พูดถึงการตามหารักแท้ ไม่ได้พาไปค้นพบ แต่พาไปสำรวจจุดจากลา “เพียงคนหนึ่งย้อนคืนไปยังจุดเดิม…”

คมสัน วัฒนวาณิชกร, คงเดช จาตุรันต์รัศมี, เจตมนต์ มละโยธา

นอกจากเพลงจุดเดิมที่ใช้เป็นเพลงเปิดตัววง Bennetty ยังมีอีกเพลงที่จะอยู่ในหนังสารคดี เป็นเพลงที่พูดถึงการเดินทางแสนไกลเพื่อรับรู้สิ่งที่เป็นอยู่ พบว่าที่ค้นเจอนั้นอยู่ภายใน ได้แรงบันดาลใจจากประโยค “จิตใจสวยงามมองอะไรก็สวยงาม แต่ถ้าจิตใจเลวร้ายแม้มองดอกไม้ก็เห็นเพียงขวากหนาม”

ปล่อยแสง

“ในกระบวนการคิดเรียบเรียงเพลง ผมเรียกว่าทำให้มันปล่อยแสงหน่อยๆ อย่างทางกีตาร์ในท่อนเปิดที่จะมีความเก่าๆ หน่อย พอมารวมเป็นวง เราเลือกใช้คอร์ด 5 ของคีย์ที่ทำให้เพลงโดยรวมออกมาดูเท่ขึ้น ส่วนเรื่องร้อง เราอยากให้คนฟังรู้สึกเหวอนิดๆ ทั้งจากคาแรกเตอร์และวิธีการร้อง ส่วนท่อนโซโล่ ผมคิดภาพในหัวไว้เปรี้ยงปร้างมาก อยากให้ลุงกระโดด อยากเห็นภาพนี้” เจเล่าพร้อมทำเสียงดนตรีประกอบให้เราฟัง

บันทึกเสียง

หลังจากเข้าใจโจทย์และเพลงเริ่มลงตัว แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปฝึกซ้อม ซึ่งเพราะเป็นแนวทางเพลงแบบใหม่ ทำให้เหล่าสมาชิกต้องพยายามกันเป็นพิเศษ เช่น พี่บุญเสริม เม้าท์ออแกนที่กลับบ้านไปซ้อมทุกวัน ส่วนพี่เทพ คีย์บอร์ด ที่ไม่มีเปียโนที่บ้าน ซึ่งปกติจะใช้เปียโนของร้านเครื่องดนตรีในห้องสรรพสินค้าที่ไปประจำจนสนิทกับพนักงาน ก็ใช้วิธีไปร้านให้บ่อยขึ้นเพื่อซ้อมให้มากที่สุด ก่อนจะกลับมาเข้าห้องบันทึกเสียงพร้อมกัน

เพราะสมาชิกในวงไม่มีใครมีประสบการณ์ในห้องอัดเสียงมาก่อน จึงเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะรู้สึกเกร็งและประหม่า เช่น พี่เทพ คีย์บอร์ด ที่เล่นดนตรีสายคลาสสิกมาก่อน เขาก็จะรู้สึกไม่คุ้นเท่าไหร่เมื่อต้องเล่นเพลงที่มีจังหวะ Funk เล็กๆ 

หรือปัญหาเรื่องสุขภาพร่างกายของพี่บุญเสริม เม้าท์ออแกน เพราะตอนแรกโน้ตของเม้าธ์ออแกนจะต้องใช้การดูดลม ซึ่งยากกว่าการเป่าและทำให้เหนื่อย แต่พี่บุญเสริมก็ยังสู้จนทำได้ แต่ท้ายที่สุดเจก็ต้องปรับให้เป็นการเป่า เพื่อไม่ให้พี่บุญเสริมเหนื่อยเกินไป

และเพราะความแตกต่างของยุค ทำให้พี่วัชระ นักร้องนำ ต้องใช้เวลาช่วงแรกในการปรับจังหวะการร้องจากสมัยก่อนมาเป็นสมัยใหม่ จนในที่สุดก็ได้เสียงร้องที่ถ่ายทอดความหมายและความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหวังออกมา

หลังจากผ่านกระบวนการมาทั้งหมด ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าออกมาเป็นที่เท่กว่าที่คิด

เจตมนต์ มละโยธา Bennetty

คืนพื้นที่แสดงออก

นอกจากเส้นเรื่องที่ติดตามกระบวนการทำเพลงแล้ว ในส่วนของหนังสารคดี คงเดชพาเราไปพบบั้นปลายชีวิตที่แตกต่างกันของคน 6 คน บางคนบ้านรวย บางคนห้อมล้อมด้วยลูกหลาน บางคนมีบั้นปลายชีวิตที่ไม่เหลือใคร บางคนใช้ชีวิตประจำวันที่ห้างใหญ่ใกล้คอนโด เดินออกจากบ้านไปกินข้าวที่ฟู้ดคอร์ต แล้วไปเล่นดนตรีที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าจนมีพนักงานเป็นเพื่อนสนิท หรือบางคนเป็นเพลย์บอยมาทั้งชีวิต

“เราว่าต้นทุนที่ดีที่สุดสำหรับสารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเล่นดนตรี แต่เป็นชีวิตของแต่ละคน สำหรับเราเนื้อเรื่องส่วนนี้สำคัญมากนะ เราอยากรู้ว่าแต่ละคนมองชีวิตที่ผ่านมาและที่เหลืออยู่ยังไง มองความตายยังไง โดยที่ไม่ยัดเยียดจนเกินไป อยากให้มองกันเหมือนมนุษย์คนหนึ่งที่ผ่านชีวิตมามากมาย อาจจะมีเรื่องที่ทำพลาด

“เราคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนดูมากๆ ไม่ว่าจะวัยไหนก็ตาม อย่างพวกน้องๆ ดูแล้ว จะได้ไอเดียว่าจัดการกับชีวิตยังไง เพราะบางทีชีวิตมันไม่ค่อยปรานีเรา” ผู้กำกับรุ่นใหญ่บอกเรา

Bennetty

ในที่สุดก็ออกมาเป็นหนังสารคดีที่มีความยาว 70 นาที

“มันสะท้อนถึงการวางแผนชีวิตก่อนเกษียณ ซึ่งก็ขึ้นกับเงื่อนไขการดำเนินชีวิตและเส้นทางของแต่ละคน อีกด้านหนึ่งที่อยากให้เกิดขึ้นกับสังคมคือ การรองรับหน้าที่ของเขาซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการจ่ายเงินเกษียณ มันควรจะวางเขาไว้ในที่ที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ เหมือนผู้อายุในแวดวงวิชาการที่แม้เกษียณอายุแล้วก็ยังนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาได้” กิ๊บชวนเราตั้งคำถาม ก่อนจะเสริมว่าความคิดของผู้สูงวัยกับวัยรุ่นไม่แตกต่างกันมากนัก ดังเช่นที่ตอนเป็นวัยรุ่น เราก็มักจะบอกว่าสังคมนี้ไม่มีพื้นที่ให้วัยรุ่นแสดงออก

Young at Heart

ภาพของคนแก่ที่ไม่ได้ดูน่าเลื่อมใสอย่างเดียวแต่ยังดูเท่ด้วยที่เขาลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง

“จริงๆ ผมแอบคิดเล็กๆ ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ได้ทำงานกับเฉพาะคนสูงวัยเท่านั้น ลองคิดดูว่าคำว่าแก่มันมาสู่เราตอนอายุเท่าไหร่ 30 จริงมั้ย ง่ายๆ เลย เราเจอเพื่อนเราก็บ่นว่าเราแก่แล้ว ทั้งๆ ที่ อายุ 30 เองนะ นั่นหมายความว่าคำว่า ‘แก่’ เข้าไปทัชทุกคนแล้ว โดยเฉพาะในมิวสิกวิดีโอจะพูดว่าความฝันไม่มีวันแก่ เพราะฉะนั้นทุกคนแก่ และทิ้งอะไรสักอย่างไว้ข้างหลังอยู่แล้ว สิ่งที่อยากทำก็ไม่ได้ทำ หนังเรื่องนี้จะทำงานตรงนี้ด้วย”

คมสัน วัฒนวาณิชกร, คงเดช จาตุรันต์รัศมี, เจตมนต์ มละโยธา

“โดยเฉพาะคอนเซปต์รวมของมิวสิกวิดีโอที่เล่นกับวัด กับโรงพยาบาล แม้จะมีเสียงท้วงติงว่าคนจะอ่อนไหวกับการนำภาพที่เกี่ยวกับความตายมาใช้ คล้ายกำลังสาปแช่ง แต่จริงๆ เรามองว่าความตายมันเป็นเรื่องธรรมดา เราหนีมันไม่ได้ ชีวิตที่เหลืออยู่ต่างหากที่สำคัญกว่า”

กิ๊บยังเล่าอีกว่าถ้าสังเกตจะเห็นว่าในมิวสิกวิดีโอทุกคนใส่เสื้อผ้าแบบที่ใส่จริงในชีวิตประจำวัน เพราะตั้งใจจะบอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือสิ่งที่อยู่ข้างในตัวตนพวกเขา ความมั่นใจที่อยู่ข้างใน ความรู้สึกว่าความฝันยังอยู่ ยังมีหน้าที่ และยังมีประโยชน์อยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก

“สิ่งที่เราระวังที่สุดคือ นำคนแก่มาทำแล้วมันออกมาตลก การที่เราเลือกเสื้อผ้าให้เป็นแบบนั้น เพราะเราไม่อยากเอาเขามาแต่งตัวแบบพยายามวัยรุ่น ที่ผ่านมา คนจะตีโจทย์แบบนี้ว่าต้องทำให้เขาดูทันสมัย แต่เราว่ามันไม่ใช่ มันตลก เราว่าทันสมัยมันอยู่ที่แนวคิด ทัศนคติ เราอยากให้เขาเป็นธรรมชาติตามอายุ ตามแบบที่เขาเป็นอยู่ทำให้เท่ เราว่าของดีมันอยู่ข้างใน นอกจากนี้เราต้องการให้มันเชื่อมโยงกับพ่อๆ แม่ๆ ตา ยาย ที่อยู่ที่บ้าน พวกเขาก็แต่งตัวกันแบบนี้ เราดูแล้วเราจะนึกถึงคนที่บ้าน

“ในมิวสิกวิดีโอ ที่ลืมพูดถึงไม่ได้คือ ครูอุ๋ย-พรรัตน์ ดำรุง นางเอกในเรื่องที่เราเพิ่มเข้ามา เพราะเราคิดว่ามันต้องมีตัวดำเนินเรื่อง เราบรีฟครูอุ๋ยว่าให้เต้นแบบท้าทายอายุขัย ท้าทายโรคภัย เต้นแบบไม่กลัวความตาย เต้นอะไรก็ได้ ให้เต้นออกมา

“นอกจากนี้ ในมิวสิกวิดีโอยังซ่อนสัญลักษณ์ไว้ในเรื่องอีกไม่น้อย เช่น สถานที่เก่าๆ สิ่งของที่ทำให้นึกถึงช่องระหว่างวัย หรือสิ่งเกี่ยวกับอายุ เช่น ลูกอม ฟันปลอม สเก็ตบอร์ด เต่า รอยสัก เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้คนรุ่นใหม่ชอบและยอมรับกับวิธีคิดที่เราต้องการสื่อสาร” ครีเอทีฟหนุ่มเล่าด้วยตาเป็นประกาย

กลับมาที่…จุดเดิม

กิ๊บเล่าปลายทางของโปรเจกต์นี้ว่า เขาอยากให้ผู้สูงวัยค้นหาหน้าที่ของตัวเอง

“มีคนเคยบอกว่าทุกอย่างมีหน้าที่ การไม่มีหน้าที่ก็เท่ากับเราตายไปแล้ว ที่คนแก่รู้สึกว่าตัวเองแก่ลงเรื่อยๆ เป็นเพราะว่าหน้าที่ที่เคยมีมันหายไป

“ด้วยเงื่อนไขหลายๆ อย่าง หนังสารคดีเรื่องนี้และวิธีการที่เราใช้ เราไม่ได้หวังผลในแง่จำนวนคนดูที่มหาศาล เรารู้สึกว่าถ้าจัดรอบฉายตรงแก่ผู้สูงวัย มันจะทำงานกับตัวเขาแน่ๆ และนี่คือสิ่งที่เราเชื่อ คือต่อให้มีคนดูแค่ 10 คน หนังสารคดีเรื่องนี้ก็จะทำงานกับทั้งสิบคนนั้น มันคือการทำงานที่ไม่ได้วัดผลเชิงจำนวน แต่วัดผลในเชิงคุณภาพ” กิ๊บเล่า ก่อนจะทิ้งท้ายแผนการสนุกๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

“ตอนแรกพวกเรามองไปถึงการประกวดวงดนตรี โดยให้ผู้สูงอายุนำเพลงอินดี้มาทำใหม่ในสไตล์ตัวเอง วงไหนที่เข้ารอบเราจะเลือกวงดนตรีอินดี้มาเป็นโปรดิวเซอร์ และถ่ายทำหนังสารคดีเรื่องการทำงานร่วมกัน แบ่งปันประสบการณ์ออกมาเป็นอัลบั้มและคอนเสิร์ต มองใหญ่ขนาดนั้นเลย (หัวเราะ)”

Bennetty

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

เพลงรักจากพลังงานสะอาด คือแคมเปญที่ทำให้เรามานั่งอยู่หน้าจอตอนนี้ 

มือเสิร์ชยูทูบ รับชมมิวสิกวิดีโอเพลง เป็นเธอ (Brighter Sky) ของ วี-วิโอเลต วอเทียร์

ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าเพลงนี้ทำขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์ เพราะฟังดูแล้วเหมือนเพลงรักทั่วไป ราวกับภาคต่อเพลงดังของเจ้าตัวด้วยซ้ำ ไม่มีคำว่าไฟฟ้าหรือพลังงานในเนื้อสักท่อน อีกทั้งกระบวนการที่พิเศษสุด ๆ อย่างการถ่ายทำเอ็มวีด้วยรถเทรลเลอร์กักเก็บพลังงานเพียงคันเดียว ก็ยังเฉลยให้เห็นในตอนท้ายสุด 

ขนาดเอเจนซี่โฆษณาที่ได้รับมอบหมายอย่าง Dentsu ยังกลับมาพร้อมการบ้านว่า ลูกค้าเจ้านี้เป็นแบรนด์ที่มีลักษณะนิสัยแบบ Show, don’t tell

เรากำลังพูดถึง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติที่ดำเนินธุรกิจใน 10 ประเทศทั่วโลก 

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีที่บ้านปูหันมาทำแคมเปญเพื่อบอกทุกคนว่า พลังงานสะอาดจากบ้านปูอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และเลือกคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เพราะเชื่อว่าพวกเขาจะเป็นกำลังหลักของโลกอนาคต

แต่ก่อนไปพูดถึงเบื้องหลังแคมเปญ เรามาไขข้อสงสัยว่าจะเล่าเรื่องพลังงานสะอาดที่ฟังดูเข้าใจยากให้ง่ายขึ้นยังไงกันก่อน

“ต้องตีคำว่า พลังงาน ออกมาเป็นสิ่งที่เขากำลังเข้าถึงอยู่ ต้องให้เห็นปลายทางว่ามันไปออกที่ไหน เช่น ไฟฟ้า แสงสว่าง แม้กระทั่งการรีดผ้า ขับรถ ก็เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพลังงานรูปแบบใด 

“พลังงานสะอาดถือเป็นโจทย์สำหรับโลกอนาคต เพราะเราต้องดูแลโลกให้ดียิ่งขึ้น แต่เดิมรถเคยใช้น้ำมันก็เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า เป็นต้น”

เราพยักหน้าไปพลางร้องอ๋อ และหวังว่าคุณคนอ่านจะมองเห็นภาพชัดขึ้น เพราะคนที่อธิบายให้คุณฟังไปเมื่อครู่ คือ รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – ฝ่ายสื่อสารองค์กร (Head of Corporate Communications) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 

“เราต้องหาวิธีการสื่อสาร” 

รัฐพลเริ่มต้นด้วยการย้อนความให้ฟังว่า บ้านปูเป็นบริษัทพลังงานที่เติบโตจากประเทศไทย ก่อนจะขยับขยายธุรกิจและดำเนินงานในระดับนานาชาติเป็นส่วนใหญ่ 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบ้านปูหันกลับมาทำธุรกิจในประเทศ และปรับองค์กรให้อยู่ภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter คือการทำธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และทำธุรกิจให้สมาร์ทขึ้น ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวองค์กร แต่คนที่ได้ประโยชน์จากพลังงานสะอาดก็จะใช้ชีวิตอย่างสมาร์ทด้วย 

เมื่อบ้านปูเลือกที่จะเดินทางนี้ โปรดอย่าลืมว่าพลังงานเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ ไกลตัว แตกต่างจาก Consumer Product อื่น ๆ ที่หยิบจับได้ มองเห็นชัด ทั้งที่ความจริงที่ซ่อนอยู่นั้นตรงกันข้าม

หลอดไฟปิ๊งไอเดียจึงสว่างวาบที่รัฐพล “ทำยังไงให้รู้ว่าบ้านปูอยู่ใกล้พวกคุณมากกว่าที่คุณคิด” กลายเป็นโจทย์ใหญ่

เขาย้ำกับเราหลายครั้งตลอดการสนทนาว่า บ้านปูไม่ได้ขายสินค้า แต่พวกเขาขายการแก้ไขปัญหา

เป็นเธอ (Brighter Sky) เพลงรักแคมเปญ Banpu ที่ใช้พลังงานสะอาดถ่าย MV จนถึงมินิคอนเสิร์ต

เพราะความจริงคือ บ้านปูมีส่วนสำคัญในการสร้างพลังงานในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีรถเทรลเลอร์กักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่รุดช่วยจ่ายไฟเสมอยามภัยมา พัฒนาโซลาร์รูฟท็อป บริการรถรับส่งมูฟมี แม้กระทั่งเรือไฟฟ้าสำหรับการท่องเที่ยว แต่ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรก็พูดกับเราตามตรงว่า “มันอาจจะไม่ตอบโจทย์แบรนด์ ในด้านของการเข้าถึงและมีประสบการณ์ร่วม เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเราทำ”

“เราเติบโตต่างประเทศ ทำแต่ Business-to-Business ไม่ใช่ Business-to-Customer เลยไม่ได้เข้าไปถึงกลุ่มคนรายย่อย ๆ แต่ตอนนี้วิสัยทัศน์เปลี่ยนแปลงไป เราต้องหาวิธีการสื่อสารกับเขา”

เขาในที่นี้ เดิมมี 4 กลุ่มหลักคือ ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน ลูกค้าหรือคู่ค้า พนักงาน และประชาชนทั่วไป แต่กลุ่มที่บ้านปูให้ความสำคัญมากไปกว่านั้น กลับเป็นคนรุ่นใหม่ หรือวัย Gen Z

“ถึงแม้เราจะเคยทำงานร่วมกับเขาในเชิงกิจกรรม เช่น สนับสนุนบอร์ดเกม การศึกษา ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพเยาชนในด้านต่าง ๆ แต่ยังไม่เคยมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับแบรนด์โดยตรง”

เราถามผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรว่าเห็นอะไรในคนกลุ่มนี้ รัฐพลตอบอย่างมั่นใจว่า ศักยภาพ

“เขาเป็นกลุ่มที่ใส่ใจสังคมมาก มากขึ้นทุกวัน เป็นคนหาข้อมูลเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่รอบโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศ ถ้าเราสื่อสารกับเขาได้ สร้างให้เกิดแรงบันดาลใจที่ดี เขาก็จะมีแรงทำสิ่งดี ๆ ให้โลกด้วย”

แต่จะให้บริษัทพลังงานทำโฆษณาขึ้นมาเองก็กระไรอยู่ และลักษณะนิสัยของบ้านปูก็ไม่ใช่คนที่นิยมป่าวประกาศเสียด้วย

เป็นเรื่องที่แม้แต่คนที่เคยทำงานร่วมกันเพียงครั้งแรกก็ยังรู้

ใช่ Dentsu คือคนนั้น 

“ความยาก ๆ ไม่เอา”

“เราอยากสร้างประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย ทำยังไงให้รู้ว่าเราอยู่ใกล้ตัวเขาเสมอ อีกสิ่งสำคัญคือทำให้คนรุ่นใหม่รับรู้ว่า การส่งมอบพลังงานที่ดีเพื่ออนาคตคือจุดยืนของเรา”

อาจไม่ครบถ้วนทั้งหมด แต่ใจความหลักของบรีฟคือข้อความข้างต้นไม่ผิดแน่

“จริง ๆ จะว่ายากก็ไม่ได้ยากมาก” เฟิร์น-อัญชลิกา เกตุวัฒนาไชย Associate Creative Director เกริ่นเล็กน้อย “เพราะลูกค้ามีวัตถุประสงค์ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาต้องการอะไร กลุ่มเป้าหมายก็ชัดเจนมากว่าเป็นวัยรุ่น ดังนั้น เราต้องหาว่าไอเดียไหนจะสร้าง Brand Experience กับ Brand Engagement ให้เกิดขึ้นได้” 

เรื่องที่ไม่ว่ายังไงก็ยังยาก ถ้าศัพท์ Gen Z คงเรียกว่า ‘ตัวต้นเรื่อง’ คือพลังงานสะอาดที่มองทางไหนก็ดูยากไปเสียหมด แม้แต่คน Gen Y อย่าง แมน-สิงห์ ติ้นเติมทรัพย์ Group Creative Director และ ออย-ชัชนิตย์ เย็นใจ Senior Copywriter ก็ยังประสบปัญหาคล้ายกัน

“เราคิดเหมือนกันว่า พลังงานสะอาดดูไกลตัวเรามาก รู้สึกว่า เอ๊ะ เราจะไปมีประสบการณ์ร่วมกับพลังงานได้ยังไง” แมนเล่าย้อนตอนเพิ่งได้รับโจทย์ “แต่พอลูกค้าให้ข้อมูลสิ่งที่เขาเคยทำมา มันใกล้ตัวจนเราอาจจะเคยผ่าน เคยนั่ง เคยสัมผัส เคยรับรู้ถึงมัน เพียงแค่ไม่ได้รับรู้ เราเลยอยากทำให้คน Gen Z ได้รู้สึกเหมือนกับเรา”

ออยบอกว่า สะพานที่เชื่อมหนึ่งคำกับอีกหนึ่งกลุ่มคน คือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในปัจจุบัน ที่มีพลังงานสะอาดเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่รู้ตัว 

“เห็นจากอาคารบ้านเรือนก็เริ่มมีแผงโซลาร์เซลล์ รถอีวีก็เริ่มมีคนซื้อมาใช้แล้ว วัยรุ่นเริ่มตระหนักเรื่องโลกร้อนมากขึ้น เข้าไปเรียนรู้ และเริ่มปรับตัวอยู่กับพลังงานสะอาด เพราะเขามองเห็นว่าผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคตดีขึ้นด้วย”

คีย์เวิร์ดแรกที่เด้งขึ้นมากลางวงประชุม จึงเป็นคำว่าสนุก และต้องง่ายเข้าไว้ “ความยาก ๆ ไม่เอา ฉันจะผลักออกไปเลย” แมนเอ่ยอย่างหนักแน่น “เรามานั่งคิดและศึกษาข้อมูลเลยว่าเขาสนใจอะไร วิถีชีวิตเขาเป็นยังไง มิติไหนจะสื่อสารกับเขาได้ง่ายที่สุด”

เฟิร์นรับช่วงต่อ “เราทำการบ้านกันเยอะมาก เกือบ 10 ดราฟต์ คือ Final 1 Final 2 Final 3

“เราไม่ได้ทำงานกันแค่ 3 คน เบื้องหลังเราก็จะมีทีมกลยุทธ์ที่ช่วยรีเสิร์ชข้อมูลมาว่า เด็กวัยนี้ทำอะไรในหนึ่งวัน การแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียลเป็นยังไง ฟังเพลงแบบไหน ศิลปินคนไหนที่เขาชอบ 

“ในพาร์ตของครีเอทีฟ เราก็ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดนั้นด้วยว่า ถ้าเราเป็นกลุ่มเป้าหมาย เราจะทำอะไรบ้างในหนึ่งวัน ถึงแตกเป็นไอเดียที่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งการกิน การดูงานศิลป์ การทำงานอาร์ตต่าง ๆ แต่ก็มีช่องโหว่บางอย่างที่เรารู้สึกว่าเด็กทุกคนไม่ได้ชอบเหมือนกันหมด”

จิ๊กซอว์ชิ้นที่ตามหา จึงกลายเป็นชิ้นที่ถูกปัดออกไปไว้หลังสุดจนเกือบนึกไม่ถึง 

“เราคิดกันลึกเกินไป สุดท้ายมันกลับมาที่เรื่องเบสิก คือการฟังเพลงนั่นแหละ”

ถึงตาลูกค้ารับไอเดียการทำเพลงไปพิจารณา รัฐพลเล่าว่า บ้านปูมีการพูดคุยภายในกับผู้บริหารและคณะกรรมการหลายท่าน ซึ่งรวบรวมคนไว้หลายช่วงวัยด้วยกัน 

“ท้ายที่สุด ไม่ว่าวัยไหนก็จะตอบว่าเพลงนี่แหละมันใช่ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด”

เบื้องบนไฟเขียวแล้ว อยู่ที่ว่า ‘เพลง’ จะเป็นแค่ ‘เพลง’ รึเปล่า

“มันเป็นไปได้”

สำหรับ Dentsu การจะทำ Music Marketing คราวนี้ต่างออกไป เพราะสินค้าตัวอื่น ๆ อาจถือขึ้นมาโชว์ได้ หรือมีคำมากมายจะสื่อสารถึง แต่สินค้าของลูกค้ารายนี้กลับเป็นพลังงาน

ถ้ามันจับต้องไม่ได้ ก็ให้มันอยู่ในทุกกระบวนการของการทำเพลงที่จับต้องง่ายซะเลย 

Dentsu ไม่ได้พูด แต่ดูจะเป็นเช่นนั้น

“เราจะใช้พลังงานสะอาดในทุกกระบวนการการทำเพลงนี้ ตั้งแต่เริ่มต้น แต่งเพลง อัดเพลง ทุก ๆ อย่าง”

การทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและไม่รู้ว่าเป็นไปได้ไหม หลายคนอาจหนีไปตั้งหลัก บางคนอาจส่ายหน้า แต่บ้านปูยกมือเอาด้วย

“เราคิดว่าเป็นไปได้” ขอตัดสลับไปที่รัฐพล เพื่อให้เขาได้อธิบายการตัดสินใจนั้นด้วยตัวเอง 

“เราถามกระบวนการว่าเวลาอัดเพลงทำยังไง และรับเอาไปศึกษากับ Product Development ของบ้านปูที่เขามีโซลูชันเหล่านี้อยู่แล้ว เริ่มลงดีเทลกับงานโปรดักชันมากขึ้น เพราะแต่ละเครื่องดนตรีกินไฟไม่เหมือนกัน ทั้งแสง สี เสียง แล้วทีมวิศวกรก็กลับมาประมวลผล เราคิดว่าสามารถทำได้” ผู้อำนวยการย้ำความมั่นใจ

การเดินทางของแคมเปญนี้ตั้งแต่ดราฟต์แรกถึงสุดท้าย จึงเต็มไปด้วยความท้าทายว่าบ้านปูและ Dentsu จะใช้พลังงานสะอาดในเพลงตั้งแต่ก้าวที่ 1 จนถึง 100 ได้จริงหรือไม่

แต่ก่อนออกเดินไปถึงตรงนั้น คิดว่าใครเหมาะสมที่สุดที่จะทำเพลงสุดท้าทายนี้ให้คนฟังดีกว่า

เป็นเธอ (Brighter Sky) เพลงรักแคมเปญ Banpu ที่ใช้พลังงานสะอาดถ่าย MV จนถึงมินิคอนเสิร์ต

“อยากให้เพลงนี้เป็นเพลงรัก”

หลังทีม Dentsu ใช้พลังสืบค้น รวบรวมข้อมูล วี-วิโอเลต วอร์เทีย คือคนแรกที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย

เพราะนอกจากจะเป็นศิลปินที่อยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่ มีฐานแฟนคลับพอสมควร วียังเปี่ยมไปด้วยพลังบวก และสนใจเรื่องพลังงานสะอาดอีกด้วย

เราคุยกับรัฐพลภายหลัง เขาเสริมเพิ่มเติมอย่างติดตลกว่า วันที่ถ่ายทำ วียืนเต้นบนส้นสูงท่ามกลางแดดจ้าจนถึง 4 ทุ่ม ราวกับชาร์จแบตด้วยพลังแสงอาทิตย์ เห็นได้ชัดว่าบ้านปูเลือกคนไม่ผิด

แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ เป็นคนต่อมาที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย นักแต่งเพลงมือฉมังที่ถ้ามีโจทย์เพลงขวัญใจวัยรุ่นเข้ามา ก็คงหนีไม่พ้นเธอ

“ความรักมันใกล้ตัวคนมากที่สุด เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคนมีเรื่องของความรักเข้ามาเกี่ยวหมดอยู่แล้ว แต่เรารู้สึกว่าพาร์ตหนึ่งของความรักมันคือการมอบพลังงานดี ๆ ให้แก่กัน พอเรามาเปรียบเทียบว่าการมีบ้านปูอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็เหมือนเราได้รับพลังงานที่มันสะอาด ได้ส่งมอบความรักดี ๆ ให้กับโลก

“เราวางใจคุณแอ้มได้ระดับหนึ่งว่าเขาจะตีโจทย์เรื่องยาก ๆ ให้เป็นเพลงที่ติดหูได้” ทีมครีเอทีฟยื่นข้อเสนอ

ซึ่งแอ้มตีโจทย์แตกตามคาดการณ์ เพราะลูกค้าแทบจะแก้เนื้อร้องน้อยมาก รัฐพลเล่าให้ฟังว่าเขาชื่นชอบเพลงนี้ตั้งแต่แอ้มร้องไกด์ให้ฟัง และเชื่อมั่นว่าจะติดหูในไม่ช้า จากทักษะการแต่งเพลงที่มีชั้นเชิง บวกกับความเป็นมืออาชีพของแอ้มที่เข้าใจความต้องการของบ้านปูเป็นอย่างดี

เพราะนอกจากจะต้องทำให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่แล้ว โจทย์สำคัญจากบ้านปูคือ “ไม่อยากให้มีคำว่า พลังงานสะอาด ไฟฟ้า หรือคำตรง ๆ ที่ดูเป็นธุรกิจมากเกินไป”

เป็นเธอ (Brighter Sky) เพลงรักแคมเปญ Banpu ที่ใช้พลังงานสะอาดถ่าย MV จนถึงมินิคอนเสิร์ต

เราถามผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

“ไม่อยากยัดเยียด เราอยากให้เพลงนี้เป็นเพลงรัก” เขาตอบทันที

“จะตีความอะไรในบริบทของเขาได้ทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดมันจะกลับมาถึงแบรนด์เราเอง คนรุ่นใหม่ถ้าเขารักและเชื่อมั่นในแบรนด์อะไร เดี๋ยวเขาก็หาข้อมูลและเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้เอง 

“เราอยากเป็นคนที่แค่ยืนอยู่เคียงข้างเขา อยากทำให้รู้สึกว่า การที่มีบ้านปูอยู่ใกล้ ๆ เขาจะได้รับพลังงานที่ทั้งบวก สะอาด และมีความสุข ถ้าไปยัดเยียดเขาว่า โลกเราต้องสวยงาม ต้องใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เราว่าคนไม่ฟังเพลงหรอก และมันจะไม่ตอบโจทย์อะไรเลย”

ทำไมทั้งแคมเปญทั้งที ไม่ป่าวประกาศไปเลยว่าบ้านปูเป็นคนทำ – เราถามต่อ ยังไม่คลายสงสัยว่าเหตุใดบริษัทยักษ์ใหญ่ถึงได้ถ่อมตัวนัก 

“ถ้าเราทำแล้วเห็นผลเป็นที่ประจักษ์ก็เอาไปสื่อสารได้ แต่ไม่มีการโฆษณาก่อนแล้วท้ายที่สุดทำไม่ได้อย่างที่พูด เราเป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว 

“แม้กระทั่ง Dentsu เองที่ทำงานกับเราเป็นครั้งแรก ยังเห็นตัวตนเราภายในระยะเวลาไม่นาน เพียงแต่ความถ่อมตัวบางทีก็ทำให้คนมองไม่เห็น ได้แต่หวังว่าเพลงรักจากพลังงานสะอาดจะทำให้คนมองเห็นเรามากขึ้น” รัฐพลเอ่ย

“เราไม่ได้ขายโปรดักต์ เราขายโซลูชัน”

ถึงวันลงมือทำจริง ความไม่คุ้นชินคืออุปสรรคแรกที่ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ จากคนที่อยากใช้ไฟก็แค่เสียบปลั๊ก Dentsu บอกว่าทุกคนต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การอัดเสียง ถ่ายเอมวี จนถึงการทำคอนเสิร์ต โดยมีความกังวลใจว่าจะทำสำเร็จไหมเป็นเพื่อนสนิท

หลังบ้านมีการคุยกันตลอดเวลาว่าจะใช้ไฟเท่าไร มันละเอียดมาก เพราะอุปกรณ์แต่ละอย่างไฟซัพพอร์ตไม่เท่ากันเลย 

“ปกติเวลาเราขายงานลูกค้า อาจจะเจอแค่ฝ่าย Marketing แต่โปรเจกต์นี้เราต้องคุยกับวิศวกร และวิศวกรเขาอาจจะไม่เคยมานั่งประชุมเรื่อง PR ด้วยซ้ำ อย่าง AE ก็กลายเป็นต้องมานั่งอ่านเหมือนกันว่าอันนี้กี่โวลต์ กี่วัตต์ กี่แอมป์ 

“มันก็เป็นการชาเลนจ์บ้านปูเองด้วยว่า สิ่งที่เขามีอยู่จะสร้างสรรค์งานแบบนี้ออกมาได้ไหม บางทีเขาก็ต้องกลับไปผลิตอะไรเพิ่ม จากทำแคมเปญ 3 เดือนจบ แต่คราวนี้ยาวนานเกือบปี”

หลักฐานที่แสดงความเป็นไปได้ คือห้องอัดเสียงพลังงานโซลาร์เซลล์ และมินิคอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ โดยใช้ไฟจากโซลูชันพลังงานที่เป็นชุดผลิตและกักเก็บไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เพียง 1 คัน

เป็นเธอ (Brighter Sky) เพลงรักแคมเปญ Banpu ที่ใช้พลังงานสะอาดถ่าย MV จนถึงมินิคอนเสิร์ต

เฟิร์นแชร์ให้นึกภาพตามง่าย ๆ ว่า โซลูชันพลังงานตัวนี้ก็เหมือนกับแบตสำรองขนาดใหญ่มากที่เคลื่อนที่ได้ ทำงานโดยการกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์มาไว้ที่รถ จากนั้นจะถูกแปลงค่าเป็นพลังงานโวลต์ที่จ่ายไฟเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ 

ดังนั้น ทุกอย่างจึงต้องผ่านการคำนวณมาเป็นอย่างดีและแม่นยำ เพื่อให้โซลูชันพลังงานสามารถกักเก็บและผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการใช้งานได้ทั้งตลอดวัน

เราถามทีมครีเอทีฟในฐานะคนเบื้องหลังว่า พวกเขามองเห็นพลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมบันเทิงในอนาคตบ้างไหม

“นั่นแหละคือสิ่งที่เราอยากจะบอก ขนาดการทำเพลงที่ดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เรายังใช้ได้เลย เพราะฉะนั้น เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันก็อาจเกิดขึ้นง่ายกว่าด้วยซ้ำ

“มันคงไม่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันที แต่แคมเปญนี้คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีว่า เรากำลังจะก้าวเข้าไปสู่วิถีชีวิตแบบใหม่ เหมือนเป็นตัวอย่างที่ทำให้รู้ว่า ฉันก็ทำได้นะ มาลองเปลี่ยนกันไหม”

แคมเปญแรกของ Banpu ใช้พลังงานสะอาดทำเพลงรัก หวังสร้างประสบการณ์ร่วมกับคนรุ่นใหม่ และส่งมอบพลังงานดี ๆ ให้กับโลก
แคมเปญแรกของ Banpu ใช้พลังงานสะอาดทำเพลงรัก หวังสร้างประสบการณ์ร่วมกับคนรุ่นใหม่ และส่งมอบพลังงานดี ๆ ให้กับโลก

ในมุมมองของลูกค้าเอง แม้จะยังไม่มั่นใจในผลลัพธ์ว่าจะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน แต่นี่ก็ถือเป็นแคมเปญแรกที่เขามีความภาคภูมิใจมาก เพราะนอกจากเทคโนโลยีนี้แล้ว ยังมีโซลูชันแห่งอนาคตของบ้านปูปรากฏอยู่ในเอ็มวีหลายอย่าง แม้กระทั่งวิศวกร พนักงานจริง ก็โลดแล่นอยู่ด้วย

“บ้านปูไม่ได้ขายโปรดักต์ เราขายโซลูชัน” เขาย้ำอีกครั้ง “เราไม่ได้สร้างรถแล้วขายเป็นคัน แต่เรามอบทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันให้ง่ายขึ้น มีความสุขมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะความยั่งยืนคือสิ่งที่บ้านปูให้ความสำคัญมาโดยตลอด” รัฐพลทิ้งท้าย

รับชมมิวสิกวิดีโอเพลงเป็นเธอ (Brighter Sky) ได้ที่นี่

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ชาคริสต์ เจือจ้อย

ช่างภาพอิสระและนักปั่นจักรยานฟิกเกียร์ ชอบสั่งกระเพราหมูสับเผ็ดน้อยหวานๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load