15 กุมภาพันธ์ 2561
23 K

เอ่อ..”

สวัสดี เราชื่อ….”

ในทุกช่วงชีวิตของมนุษย์ เราเชื่อว่าทุกคนต้องเคยผ่านประสบการณ์ที่ต้องผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ อยู่ตลอดเวลา

ถ้าโชคดีหน่อย คุณก็คงเป็นคนเข้ากับคนได้ไม่ยาก แค่ชวนคุยสองสามประโยคก็ได้เพื่อนใหม่

แต่ถ้าคุณประสบปัญหาไม่รู้จะเริ่มทำความรู้จักกับคนอื่นยังไง ต้องเข้าหาคนอื่นก่อนมั้ย ชวนคุยเรื่องอะไรดี คุณก็น่าจะจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับตัวละครจากโฆษณาตัวใหม่ของแอปพลิเคชัน K PLUS ของธนาคารกสิกรไทยแน่ๆ

โฆษณาตัวนี้เป็นเรื่องของเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ แต่ไม่รู้จะใช้วิธีไหนในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ จนเพื่อนคนเดียวของเธอแนะนำวิธีแมสๆ ง่ายๆ ให้ใช้แอป K PLUS เป็นตัวช่วยในการหาเรื่องคุยกับเพื่อนที่กรุงเทพฯ

สำหรับขั้นตอนก่อนที่ไอเดียสนุกๆ จะกลายออกมาเป็นโฆษณาตัวนี้ เราได้คุยกับ หนึ่ง-อัศวิน พานิชวัฒนา Executive Creative Director ของ GREYnJ United ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดและ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับ

เอาล่ะ มาเริ่มผูกมิตรกับเบื้องหลังโฆษณาตัวนี้ไปด้วยกัน

เต๋อ นวพล

ทางธนาคารกสิกรไทยบรีฟอะไรมา

โจทย์ที่ได้มาคือ แอปพลิเคชันโมบายแบงกิ้ง K PLUS เป็นแอปมหาชนที่ใครๆ ก็ใช้กัน เป็นแอปอันดับ 1 ที่อยู่ในไลฟ์สไตล์ของทุกคน ซึ่งก่อนหน้านี้มีโฆษณาที่พูดเรื่อง function ที่มี ว่าทำให้ชีวิตของเราง่ายและสะดวกยังไง มาถึงบรีฟนี้คือ จะพูดอย่างไรให้คนรู้สึกอินกับคำว่าแอปมหาชนอันดับ 1 ซึ่งในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นโฆษณาที่เศร้าสะเทือนอารมณ์ แต่ต้องทำให้คนมีอารมณ์ร่วมและความรู้สึกไปกับแบรนด์

ทำไมผู้กำกับต้องเป็นเต๋อ

หนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาเชื่อว่าในสมัยนี้งานโฆษณาไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวผลงานอย่างเดียว แต่ตัวตนของคนที่กำกับก็มีส่วนด้วย

“K PLUS เป็นแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เต๋อเขาเล่นโซเชียลเยอะ เรารู้สึกว่างานของเขาสื่อสารกับคนที่อยู่ในโลกออนไลน์ได้ดี แต่จะทำยังไงให้มีความเป็นโซเชียลมากขึ้น เต๋อก็เหมาะ บวกกับเต๋อเป็นคนไม่ค่อยพูด ก็คล้ายกับคาแรกเตอร์ที่ไม่รู้จะหาเพื่อนยังไง ในความรู้สึก เขามีโลกส่วนตัวสูง น่าจะสื่อสารความรู้สึกนี้ออกมาได้ดี”

เต๋อ นวพล เต๋อ นวพล

ทำไมต้องเป็นเรื่องเพื่อน

เรามีคุยกับผู้กำกับว่ามีทางไหนน่านำไปพัฒนาต่อบ้าง ผู้กำกับมาสะดุดกับเรื่องราวของการตีเนียนชวนเพื่อนคุย

“เราเจอพล็อตหนึ่งที่ไม่เหมือนกับที่ทำออกมาเลย เป็นพล็อตของจ๋า-ชนิกานต์ สิทธิอารีย์ (Senior Copy Writer ของทีม GREYnJ) ซึ่งเล่นเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ เป็นแนวว่าแอปนี้ช่วยพลัสมิตรภาพได้ เป็นเหมือนเราที่นั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อน พอใครพูดอะไรเราก็ได้แต่หัวเราะตามน้ำไป ไม่ได้รู้เรื่อง แต่พอมีแอปนี้ เรามี เราคุยได้ เราคิดว่ามันเป็นตัวตนของเขา พวกเนียนอยู่ในกลุ่ม อาจเพราะเราเป็นคนประเภทเดียวกันด้วย ไม่ได้เป็นคนช่างเจรจาหรือเข้ากับทุกคนได้ขนาดนั้น เนื้อเรื่องไม่เหมือนกันแต่ไอเดียหลักใกล้เคียงกัน ก็เลยเอาอันนี้ไปพัฒนาต่อ” เต๋ออธิบายให้เราฟัง

โฆษณา K PLUS

โฆษณา K PLUS

ความยากของฝั่งผู้กำกับ

เต๋อบอกเราว่างานชิ้นนี้ใช้เวลาพัฒนาบทนานที่สุดที่เคยทำโฆษณามา สิ่งที่ยากที่สุดก็คือ ทำยังไงให้ทุกอย่างออกมาสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ สถานที่ หรือบทสนทนา ที่ต้องอยู่บนตรรกะที่เข้าใจได้จริงและน่าเชื่อถือ

กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นมีหลายร่างมาก มันเป็นโลกการ์ตูน แต่ก็ต้องทำให้มันน่าเชื่อถือ จุดที่ยากที่สุดคือ การบอกว่าใช้แอปชวนคุยแล้วจะเวิร์ก คืออภิมหายากเลย เพราะในโลกความจริงเราคุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่ตัวละครต้องมาจบที่ว่าต้องใช้แอปนี้ในการคุยกับคนอื่น วิธีการที่เราคิดได้คือ โลกการ์ตูนนี่แหละ แต่โลกการ์ตูนก็แปลกจนรู้สึกว่าถ้าเป็นเราดูจะโอเคกับสิ่งนี้มั้ย เลยต้องคิดซ้อนไปอีกว่าจะทำยังไงให้คนดูเขาเก็ตกับมุกสุดท้ายด้วย เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น”

เต๋อ นวพล เบื้องหลังกองถ่าย

แมสๆ ง่ายๆ ไม่ต้องเยอะ

ตอนแรกเต๋อไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า กลัวว่าการชวนคุยด้วยเรื่องแอปจะเรียบง่ายเกินไป เลยทดลองชวนคนทั่วไปคุยเรื่องการใช้แอป K PLUS จริงๆ และคนส่วนมากก็ตอบกลับมาได้อย่างลื่นไหล กลายมาเป็นหัวข้อในการต่อบทสนทนาได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

“มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนใช้อยู่เป็นประจำ ที่ออกมาในหนังเหมือนเป็นความรู้สึกเรา หมายถึงมันใช้คุยได้จริงๆ เหรอ ตรงขนาดนี้เลยเหรอ ไม่ง่ายไปเหรอ แต่มันรอดเพราะคนก็คงคิดแบบนี้ หมายถึงตัวละครก็ไม่คิดว่าจะใช้สิ่งนี้ในการผูกมิตรกับเพื่อน ความตลกคือไปลองจริงแล้วมันเวิร์ก เราไปลองชวนเขาคุยเล่นๆ แต่เขาตอบได้ยาวมากเลย แต่กว่าจะคิดอันนี้ได้คือใกล้ถ่ายมาก พัฒนาบทจบแล้วแหละ แต่มันติดตรงนี้ว่าจะบรีฟนักแสดงยังไงให้พูดด้วยความเข้าใจ”

โฆษณา K PLUS

Why Friendshi (t) p ?

ตอนแรกจะตั้งชื่ออื่นแต่ก็ไม่ถูกใจสักที จนวันใกล้ส่งงาน เต๋อก็นึกถึงคำง่ายๆ อย่างคำว่า Friendshi (t) p แต่ด้วยความที่ใกล้ deadline ก็เลยเปลี่ยนจาก p เป็น t แทน ให้ได้ความรู้สึกว่ากำลังแย่แล้ว

อยู่ๆ ครีเอทีฟก็ได้มาเป็นตัวแสดงนำ

เต๋อเล่าให้ฟังว่าได้ร่วมงานกับจ๋ามาหลายงานแล้ว และอยากชวนจ๋ามาเล่นเป็นตัวละครสักตัวหนึ่งในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เลยแอบบอกทีมครีเอทีฟว่าอยากให้จ๋าเล่นแต่ยังไม่อยากบอกเจ้าตัว จนทางทีมต้องแอบโหลดรูปจ๋าจากเฟซบุ๊กส่งไปให้เต๋ออีกทีหนึ่ง

คิดว่าคนนี้ต้องเล่นตั้งแต่แรกเลยนะ อาจจะไม่ใช่ตัวเมนแต่ว่าต้องมีในนี้แหละ โลกเวียร์ดๆ คนหน้าแรงๆ มารวมกัน ยังเกริ่นเล่นๆ เลยว่าผมว่าจ๋าต้องเล่นนะพี่ พอถึงวันทำแคสต์จริงก็เรียกมาเลย ส่วนอีกคนเพิ่งเจอ ชื่อน้องผักกาด เขาไม่เคยเล่นอะไร เจอเขาถ่ายแบบให้ร้านออนไลน์ แล้วพอมาแคสต์ก็ออกมาดีมาก น้องเขาตรงกับตัวละครแบบอัตโนมัติก็เลยออกมาโอเคอย่างที่ตั้งใจ”

โฆษณา K PLUS โฆษณา K PLUS

อิสระที่เกิดจากการคุยกันรู้เรื่อง

เต๋อเล่าว่าไม่เคยทำโฆษณาโปรดักต์ที่ใหญ่และแมสขนาดนี้มาก่อน เมื่อถามถึงเรื่องฟีดแบ็กจากลูกค้า เขาบอกว่าถือเป็นความโชคดีที่ลูกค้าชอบไอเดียนี้มาตั้งแต่ตอนแรก ทำให้ไม่มีปัญหาในการทำงานแต่อย่างใด มีการแก้งานแค่ในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น

การที่เราจูนหัวมาทิศทางเดียวกันมันไม่ต้องทะเลาะกัน เหมือนเขาชอบกันมากๆ เดี๋ยวจะเจอสองคนนี้ตามจุดต่างๆ ของสังคม เราไม่เคยทำอะไรใหญ่ขนาดนี้และเราก็ไม่คิดว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้ ปกติเราก็ทำแบบบ้าๆ บอๆ ถ้าเขาจะยิงเยอะก็คงไปจ้างคนอื่นที่แมสกว่า ตอนเขาชวนก็ถามทางเอเจนซี่ว่า พี่ครับ เขาเคยดูงานผมใช่มั้ยครับ เพราะเราไม่ได้ทำได้ทุกแบบนะ แต่ถ้าเขาบอกว่าต้องเป็นเรา แล้วสคริปต์ที่เราส่งไปมันผ่านก็โอเค ลองดู จะเรียกว่าให้อิสระมั้ย เราว่ามันเป็นเรื่องจูนหัวตรงกัน เรารู้ว่าเราจะไปจังหวะเดียวกัน เราจะไม่ถามเขาบ่อยๆ ว่านี่เราไปจังหวะเดียวกันรึเปล่า ทำไมไม่ไปทางนั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวเราไปที่เดียวกันนะ มันเป็นอิสระที่เกิดจากการคุยกันรู้เรื่องมากกว่า เขาไม่ได้บอกว่า นวพลไปทำอะไรมาก็ได้เลยค่ะ พี่ซื้อหมด ไม่ใช่ มันคือ โอเค เราจะไปที่เดียวกันแล้วใช้วิธีเดียวกัน คุณก็ไปคิดวิธีมา”

เต๋อ นวพล

#KPLUS  #พลัสได้พลัสดี
ภาพ : GREYnJ United

Team GREYnJ United

 

Creative Team

Chief Creative Officer จุรีพร ไทยดำรงค์
Executive Creative Director อัศวิน พานิชวัฒนา
Creative Director ธัญลักษณ์ พงษ์อัชฌา
Senior Copy Writer ชนิกานต์ สิทธิอารีย์
Art Director วนาลี ไกรระวี
Copy Writer สรศักดิ์ ธรรมโกศล

 

Producer Team

Producer Director กนกศักดิ์ กาญจนจูฑะ
Producer ณัฐกิตติ์ วงศ์ปกรณ์

 

Production House : Hub Ho Hin

Director นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
Producer ณัฐพล กรแก้ว

Writer

Avatar

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

การที่เทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Cannes Lions เพิ่งเปิดรางวัลหมวดใหม่อย่าง Entertainment Lions น่าจะอธิบายปรากฏการณ์ ‘ขาขึ้น’ ของงาน Branded Entertainment ได้อย่างชัดเจน

งาน Viral คือวิดีโอออนไลน์ที่ทำแล้วฮิต จะเกี่ยวกับอะไรก็ได้

Branded Content ก็คือการเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านเนื้อหาอะไรสักอย่างอย่างน่าสนใจ และไม่ใช่ขายของแบบโต้งๆ

ส่วน Branded Entertainment คือรูปแบบงานโฆษณาที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ เป็นการเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านความบันเทิงต่างๆ ทำให้คนดูหัวเราะตาม ร้องไห้ตาม แล้วค่อยๆ ซับซึมกับเนื้อหาของแบรนด์นั้น ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถสื่อสารวัตถุประสงค์ของแบรนด์ได้มากกว่าหนังโฆษณาแบบเดิมๆ

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นงาน Branded Entertainment ที่จัดว่าแปลกใหม่และใจกล้ามาก นั่นก็คือ ซีรีส์ออนไลน์เรื่อง CAN ของแบรนด์ KTC ทำโดยเอเจนซี่ Ogilvy & Mather เล่าเรื่อง ‘ประสบการณ์’ ผ่านซีรีส์แนวไซไฟ 4 ตอน

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำแบบนีี้แล้วดีกว่าหนังไวรัลคลิปเดียวยังไง ทำหลายตอนแล้วคนจะตามดูเหรอ ทำไมถึงเลือกแนวไซไฟ และสุดท้ายก็คือ การที่ไม่มีเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับบัตรเครดิตเลย มีแค่โลโก้แปะตอนท้าย KTC จะได้อะไร

เราเลยนัดพูดคุยกับ นพดล ศรีเกียรติขจร Vice-chairman และ Chief Creative Officer รวมทั้งหัวหน้าทีม Ogilvy Branded Content แห่งโอกิลวี่ และ อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร ผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้ จาก Factory 01 (บริษัทในเครือ Film Factory)

ที่ไปที่มาและความแปลกใหม่ของงาน CAN เป็นเช่นนี้

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

01 ขายประสบการณ์ ไม่ได้ขายของ

KTC เป็นบัตรเครดิตที่ไม่ได้เน้นสื่อสารเรื่องการจับจ่ายใช้สอย แต่สนับสนุนให้คนมี ‘ประสบการณ์’ อยากชวนให้คนออกไปมีประสบการณ์จริง ซึ่งแตกต่างจากการฟังหรือดูจากคนอื่น จึงอยากทำแคมเปญเพื่อสื่อสารและตอกย้ำให้คนจดจำว่า KTC ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ เป็นแคมเปญอะไร ผ่านสื่อไหนก็ได้

02 เปลี่ยนโฆษณาเป็น Branded Entertainment

เมื่อทีมโอกิลวี่ได้โจทย์นี้จึงส่งเข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของทีม Ogilvy Branded Entertainment ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ การสื่อสารในโลกตอนนี้ขับเคลื่อนไปด้วย 2 แนวทางหลัก คือใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ผู้บริโภคแล้วเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมให้ เช่น แบนเนอร์ที่เลือกโฆษณาตามความสนใจของผู้ชม อีกทางคือ การสื่อสารผ่านพล็อตและการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ จากข้อมูลพบว่า คนไทยชอบดูวิดีโอมากจนติดอันดับโลก ดังนั้น การเลือกเล่าผ่านสื่อวิดีโอจึงเป็นช่องทางมหาชน และคนไทยก็ชอบความสนุกสนาน เพราะฉะนั้น การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านความบันเทิงจึงดึงดูดความสนใจของคนไทยได้ง่ายที่สุด

03 หนังโฆษณาทางโทรทัศน์กับโฆษณาออนไลน์ใช้คนละศาสตร์

ถึงคนยุคนี้จะดูโทรทัศน์น้อยลง แต่โฆษณาในโทรทัศน์ก็ยังทรงพลัง หนังโปรโมชันทำให้ยอดขายขึ้นจริง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือฟีดแบ็ก ถ้าทำหนังโฆษณาไม่ดี คนดูสัก 2 รอบก็อาจจะลุกขึ้นมาตะโกนว่า หยุดได้แล้ว เพราะเขาต้องเห็นหนังตัวนี้ฉายซ้ำหลายรอบ แต่โฆษณาออนไลน์ คนไม่ได้ดูเพราะมีคนบังคับให้ดู ผู้ชมเลือกดูเอง เนื่องจากมีคนบอกว่าดี ถ้าเริ่มขายของเขาเมื่อไหร่ก็จะปิดทันที เทรนด์ของวัยรุ่นในโลกยุคนี้คือเกลียดโฆษณา เห็นเป็นต้องกดข้าม เมืองไทยอาจจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่วัยรุ่นไทยก็มีวิดีโออะไรต่อมิอะไรให้ดูมากมายในแต่ละวัน โฆษณาจึงต้องแย่งเวลาจากคลิปเหล่านี้มาให้ได้ ทำให้เขาดูให้ได้ แล้วเนื้อหาของแบรนด์ก็จะค่อยๆ ซึมเข้าไปในใจผู้ชม (ตราบใดที่ยังไม่มีฉากขายของ)

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

04 เปลี่ยนจากหนังยาวให้เป็นซีรีส์

เมื่อโอกิลวี่เลือกทำโปรเจกต์น้ีเป็น Branded Entertainment ทีมก็พยายามพางานนี้ไปในทิศทางใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนกล้าทำ คือเปลี่ยนจากการทำหนังยาวเรื่องเดียว ให้กลายเป็นซีรีส์ 4 ตอน ความยาวราวๆ ตอนละ 20 นาที สิ่งที่ทำให้เหล่าครีเอทีฟมั่นใจว่าจะดึงคนให้อยู่กับหน้าจอได้ยาวนานและต่อเนื่องขนาดนั้นก็คือ ความนิยมของ Netflix ความบันเทิงรูปแบบใหม่แห่งยุคสมัยนี้ โอกิลวี่จึงไม่ได้ทำหนังออนไลน์เหมือนเคย แต่กำลังทำซีรีส์แบบ Netflix ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์ ซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ KTC และซีรีส์ชุดนี้ไม่มีการพูดถึงบัตรเครดิตใดๆ โลโก้ของ KTC จะปรากฏขึ้นมาแค่ตอนจบเท่านั้น ส่วนเรื่องความยาว ทางทีมมั่นใจว่า ถ้าทำออกมาดียังไงคนก็ดู แต่ถ้าทำออกมาไม่ดี ต่อให้สั้นแค่ไหนคนก็ไม่ดู

05 เอาประสบการณ์อัดกระป๋องให้เป็นหนังไซไฟ

ทีมครีเอทีฟวางโครงของซีรีส์นี้ให้เกี่ยวกับ กระป๋องบรรจุประสบการณ์ เราสามารถสัมผัสประสบการณ์ของคนอื่นได้ด้วยการเปิดกระป๋องประสบการณ์ของเขา ไอเดียแรกสุดที่คิดกันคือ ขายกระป๋องผ่านตู้กด เหรียญที่ใช้ซื้อได้จากการเอาประสบการณ์ของเราไปอัพโหลดลงกระป๋อง พล็อตรอบแรกที่ร่างกันคือ มีตัวละคร 4 ตัว เป็นตัวแทนคน 4 กลุ่ม แต่ละตอนเล่าเรื่องของแต่ละคน ได้แก่ พนักงานบริษัท ร็อกสตาร์ นักวิ่งมาราธอน และแม่ เมื่อพล็อตมาทางนี้ เรื่องจึงมุ่งไปแนวไซไฟเต็มตัว ซึ่งเป็นประเภทความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงนี้

ซีรีส์เรื่องนี้มองกระป๋องนี้ในฐานะของผู้ร้ายมากกว่าพระเอก เพราะตรงกับอินไซต์ของคนปัจจุบันที่มักตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรจากประสบการณ์ของคนอื่น เช่น ไม่อยากไปกินร้านอาหารที่ได้คะแนนรีวิวน้อย เราเลือกเชื่อประสบการณ์ของคนอื่นจนทำให้อาจจะพลาดประสบการณ์หลายอย่างไป โดยลืมไปว่าการได้เจอประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็จะทำให้เราเติบโตขึ้น

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

06 ทำยังไงให้คนดูครบ 4 ตอน

ความยากของงานนี้คือ การเลี้ยงคนให้ดูจนจบตอนหนึ่ง เพื่อทำให้เขาอยากดูตอนสอง และเป็นอย่างนี้ไปจนจบตอนที่สี่ ถ้าเป็นซีรีส์จริงๆ ตอนแรกๆ จะเป็นช่วงปูพื้นตัวละคร จึงไม่ค่อยสนุก กว่าจะสนุกก็ท้ายซีซั่นแรก แต่งานนี้ไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ผู้กำกับและครีเอทีฟเลยเปลี่ยนการเล่าเรื่องใหม่ แทนที่จะเล่าชีวิต 4 คน แบบตอนละคน ก็เล่าทั้งหมดพร้อมกัน และเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวละครใหม่ เปลี่ยนพนักงานออฟฟิศเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นตัวแทนคนทั่วไปในยุคนี้ ตัวละครแม่ก็ไปสวมกับตัวละครที่ไม่ได้ทำงานประจำ ร็อกสตาร์กับนักวิ่งก็ลดบทบาทลง ลองเขย่าเรื่องใหม่ให้ดำเนินเรื่องบนคาแรกเตอร์น้อยลง จากนั้นก็ให้ตอนแรกทำหน้าที่เซ็ตอัพพล็อตให้คนเข้าใจ หาจุดตัดจบของแต่ละตอนที่น่าสนใจซึ่งทำให้คนอยากดูตอนต่อไป

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

07 ทำทุกอย่างให้เหมือนซีรีส์

พอคิดว่านี่คือการทำซีรีส์ ท่วงท่าในการโปรโมตจึงต่างจากหนังออนไลน์ทั่วไป มีการนับถอยหลัง มีตัวอย่าง มีโปสเตอร์ แบบซีรีส์จริงๆ เช่นเดียวกัน มีการขึ้นชื่อนักแสดงตอนต้นแบบเดียวกับซีรีส์ เมื่อคนรู้สึกว่าเป็นซีรีส์ ก็จะมีความคาดหวังกับหนังแบบซีรีส์

08 ทำซีรีส์ แต่ต้องใช้ผู้กำกับโฆษณา

ยุคนี้มีผู้กำกับที่ทำงานออนไลน์ดังๆ มากมาย แต่จะคิดแค่ทำให้หนังดังอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคลิปดังๆ อาจจะกลับมาที่แบรนด์ยาก และการสื่อสารเนื้อหาที่แบรนด์จะบอกก็ไม่พอ งานนี้ต้องพูดในน้ำเสียงที่เข้ากับแบรนด์ มันเป็นความชำนาญเฉพาะที่ไม่ใช่ว่าผู้กำกับทุกคนจะถนัด ดังนั้น ถึงจะทำเป็นซีรีส์ก็ยังต้องใช้ผู้กำกับโฆษณาทำ

09 คาแรกเตอร์ของพระเอกในเรื่องมาจากชีวิตจริงของผู้กำกับภาพในกองถ่าย

พระเอกในเรื่องเป็นคนที่น่ารัก เป็นที่พึ่งได้ และมีเหตุผลหนักแน่นมากที่จะไม่ได้อยู่กับนางเอกอย่างที่เธออยากให้อยู่ ทีมจึงวางคาแรกเตอร์ให้เป็นคนที่ออกไปทำงานอาสาสมัครตลอดเวลา ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์จริงของ แดง- ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ Director of Photography แห่ง Film Factory ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thaiwhales.org และหัวหน้าทีมงานวาฬไทย แดงใช้เวลาว่างเป็นอาสาสมัครเดินทางไปถ่ายภาพปลาวาฬเกยตื้นตามที่ต่างๆ เพื่อรณรงค์เรื่องนี้ตลอดเวลา ส่วนผู้ที่จะมารับบทนักอนุรักษ์ที่มีคาแรกเตอร์ไม่น่าเบื่อ มีความกวนตีน และความจริงจัง ก็คือ นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต พระเอกโฆษณามาดเซอร์ที่กำลังมาแรงมากในตอนนี้ (ทำความรู้จักเขาเพิ่มเติมได้ที่นี่)

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

10 สวยเกินไปก็เป็นปัญหา

ตอนแรก พระแพง-จินตนัดดา อัตถวิบูลย์ มาแคสต์เป็นแพรี่ (เน็ตไอดอลในเรื่อง) ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ที่ใกล้กับชีวิตจริงของพระแพงมาก เธอทำให้แพรี่กลายเป็นตัวละครที่สวยและมีเสน่ห์มากจนไม่รู้ว่าจะหาใครมารับบทม่อน (นางเอก) เพื่อให้คนดูรักม่อนมากกว่า ทีมงานก็เลยโยกให้พระแพงมารับบทม่่อนแทน และเลือก เล็ก-วสุ ปลื้มสกุลไทย (นักแสดงและเพื่อนซี้ของพระแพง) มารับบทแพรี่แทน

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

11 เซ็ตฉากให้เหมือนโลกอนาคต

การลงรายละเอียดส่วนต่างๆ ของซีรีส์เรื่องนี้ก็น่าสนใจ อย่างเช่นกระป๋องคือประสบการณ์สำเร็จรูป มันคือการอยากเป็นคนอื่น เป็นสิ่งตรงข้ามกับคำสอนของศาสนาที่ให้เราละวาง ไม่อยากเป็นอย่างคนอื่น ทีมงานเลยมองว่า ถ้าใช้ตู้หยอดกระป๋องเหมือนเดิมจะเล่าเรื่องยาก ใช้เวลาเล่าเยอะ การปรับให้เป็นร้านที่มีคนขายจะช่วยตอบคำถามมากมายได้ในเวลาอันสั้น ร้านนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของคนแบบหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ที่คล้ายโบสถ์ เพลงที่ใช้ในร้านและการตกแต่งจึงตามมาในแนวทางนี้

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

12 ไม่ได้เน้นเพลง

เหตุผลที่ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจทำเพลงขึ้นมาประกอบอย่างจริงจังก็เพราะ KTC ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพลงนัก และด้วยความที่หนังเป็นแนวไซไฟ การเลือกเพลงมาใช้เพื่อให้ฮิตด้วยและเข้ากับเรื่องได้ด้วยจึงไม่ง่าย

13 สร้างตัวอย่างใหม่ๆ ให้วงการซีรีส์ไทย

ตลาดซีรีส์ของไทยเกือบทั้งหมดมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ผู้ผลิตจึงเลือกลงทุนในแนวที่ค่อนข้างมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ พล็อตจึงอยู่ในแนวทางเดิมๆ งานนี้จึงเป็นการพาซีรีส์ไทยไปไกลกว่าที่เคย ทั้งแนว ทั้งพล็อต และการถ่ายทำที่ใช้วิธีถ่ายทีละกล้องแบบหนัง ต้องยกเครดิตให้ผู้บริหาร KTC ซึ่งย้ำตลอดว่าไม่ต้องการหนังป๊อปคอร์นที่คนดูจบแล้วไม่ได้อะไร แต่ต้องการหนังที่ให้อะไรใหม่ๆ และทำให้คนได้ตั้งคำถามใหม่ๆ กับชีวิต

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

14 KTC ได้อะไรจากซีรีส์เรื่องนี้

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ไม่เห็นสินค้า ไม่เห็นบัตรเครดิต โลโก้ก็ขึ้นเพียงแค่ตอนจบ เพื่อบอกว่า KTC สนับสนุนความคิดเรื่องนี้ แน่นอนว่า งานนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขายของ สิ่งที่ KTC ได้จากการดูซีรีส์เรื่องนี้จึงเป็นการที่แบรนด์ของ KTC ค่อยๆ ซึมเข้าไปสู่ผู้ชม จนทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ประสบการณ์ = KTC

15 ยังมีประสบการณ์ใหม่ๆ รอให้เราสัมผัส

แคมเปญนี้ไม่ได้จบลงแค่ซีรีส์ 4 ตอน แต่ช่วงต่อไป KTC จะขยับจากจินตนาการเรื่องประสบการณ์อัดกระป๋อง ไปสู่การนำเสนอเรื่องประสบการณ์จริงๆ ส่วนจะเป็นยังไง และพิเศษแค่ไหน ต้องติดตาม

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

ทีมงาน

Agency : Ogilvy & Mather Advertising, Bangkok
Creative Team : Ogilvy Branded Entertainment
Social Planning Team : Social @ Ogilvy
Production House : Factory 01

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load