15 กุมภาพันธ์ 2561
23 K

เอ่อ..”

สวัสดี เราชื่อ….”

ในทุกช่วงชีวิตของมนุษย์ เราเชื่อว่าทุกคนต้องเคยผ่านประสบการณ์ที่ต้องผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ อยู่ตลอดเวลา

ถ้าโชคดีหน่อย คุณก็คงเป็นคนเข้ากับคนได้ไม่ยาก แค่ชวนคุยสองสามประโยคก็ได้เพื่อนใหม่

แต่ถ้าคุณประสบปัญหาไม่รู้จะเริ่มทำความรู้จักกับคนอื่นยังไง ต้องเข้าหาคนอื่นก่อนมั้ย ชวนคุยเรื่องอะไรดี คุณก็น่าจะจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับตัวละครจากโฆษณาตัวใหม่ของแอปพลิเคชัน K PLUS ของธนาคารกสิกรไทยแน่ๆ

โฆษณาตัวนี้เป็นเรื่องของเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ แต่ไม่รู้จะใช้วิธีไหนในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ จนเพื่อนคนเดียวของเธอแนะนำวิธีแมสๆ ง่ายๆ ให้ใช้แอป K PLUS เป็นตัวช่วยในการหาเรื่องคุยกับเพื่อนที่กรุงเทพฯ

สำหรับขั้นตอนก่อนที่ไอเดียสนุกๆ จะกลายออกมาเป็นโฆษณาตัวนี้ เราได้คุยกับ หนึ่ง-อัศวิน พานิชวัฒนา Executive Creative Director ของ GREYnJ United ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดและ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับ

เอาล่ะ มาเริ่มผูกมิตรกับเบื้องหลังโฆษณาตัวนี้ไปด้วยกัน

เต๋อ นวพล

ทางธนาคารกสิกรไทยบรีฟอะไรมา

โจทย์ที่ได้มาคือ แอปพลิเคชันโมบายแบงกิ้ง K PLUS เป็นแอปมหาชนที่ใครๆ ก็ใช้กัน เป็นแอปอันดับ 1 ที่อยู่ในไลฟ์สไตล์ของทุกคน ซึ่งก่อนหน้านี้มีโฆษณาที่พูดเรื่อง function ที่มี ว่าทำให้ชีวิตของเราง่ายและสะดวกยังไง มาถึงบรีฟนี้คือ จะพูดอย่างไรให้คนรู้สึกอินกับคำว่าแอปมหาชนอันดับ 1 ซึ่งในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นโฆษณาที่เศร้าสะเทือนอารมณ์ แต่ต้องทำให้คนมีอารมณ์ร่วมและความรู้สึกไปกับแบรนด์

ทำไมผู้กำกับต้องเป็นเต๋อ

หนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาเชื่อว่าในสมัยนี้งานโฆษณาไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวผลงานอย่างเดียว แต่ตัวตนของคนที่กำกับก็มีส่วนด้วย

“K PLUS เป็นแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เต๋อเขาเล่นโซเชียลเยอะ เรารู้สึกว่างานของเขาสื่อสารกับคนที่อยู่ในโลกออนไลน์ได้ดี แต่จะทำยังไงให้มีความเป็นโซเชียลมากขึ้น เต๋อก็เหมาะ บวกกับเต๋อเป็นคนไม่ค่อยพูด ก็คล้ายกับคาแรกเตอร์ที่ไม่รู้จะหาเพื่อนยังไง ในความรู้สึก เขามีโลกส่วนตัวสูง น่าจะสื่อสารความรู้สึกนี้ออกมาได้ดี”

เต๋อ นวพล เต๋อ นวพล

ทำไมต้องเป็นเรื่องเพื่อน

เรามีคุยกับผู้กำกับว่ามีทางไหนน่านำไปพัฒนาต่อบ้าง ผู้กำกับมาสะดุดกับเรื่องราวของการตีเนียนชวนเพื่อนคุย

“เราเจอพล็อตหนึ่งที่ไม่เหมือนกับที่ทำออกมาเลย เป็นพล็อตของจ๋า-ชนิกานต์ สิทธิอารีย์ (Senior Copy Writer ของทีม GREYnJ) ซึ่งเล่นเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ เป็นแนวว่าแอปนี้ช่วยพลัสมิตรภาพได้ เป็นเหมือนเราที่นั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อน พอใครพูดอะไรเราก็ได้แต่หัวเราะตามน้ำไป ไม่ได้รู้เรื่อง แต่พอมีแอปนี้ เรามี เราคุยได้ เราคิดว่ามันเป็นตัวตนของเขา พวกเนียนอยู่ในกลุ่ม อาจเพราะเราเป็นคนประเภทเดียวกันด้วย ไม่ได้เป็นคนช่างเจรจาหรือเข้ากับทุกคนได้ขนาดนั้น เนื้อเรื่องไม่เหมือนกันแต่ไอเดียหลักใกล้เคียงกัน ก็เลยเอาอันนี้ไปพัฒนาต่อ” เต๋ออธิบายให้เราฟัง

โฆษณา K PLUS

โฆษณา K PLUS

ความยากของฝั่งผู้กำกับ

เต๋อบอกเราว่างานชิ้นนี้ใช้เวลาพัฒนาบทนานที่สุดที่เคยทำโฆษณามา สิ่งที่ยากที่สุดก็คือ ทำยังไงให้ทุกอย่างออกมาสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ สถานที่ หรือบทสนทนา ที่ต้องอยู่บนตรรกะที่เข้าใจได้จริงและน่าเชื่อถือ

กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นมีหลายร่างมาก มันเป็นโลกการ์ตูน แต่ก็ต้องทำให้มันน่าเชื่อถือ จุดที่ยากที่สุดคือ การบอกว่าใช้แอปชวนคุยแล้วจะเวิร์ก คืออภิมหายากเลย เพราะในโลกความจริงเราคุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่ตัวละครต้องมาจบที่ว่าต้องใช้แอปนี้ในการคุยกับคนอื่น วิธีการที่เราคิดได้คือ โลกการ์ตูนนี่แหละ แต่โลกการ์ตูนก็แปลกจนรู้สึกว่าถ้าเป็นเราดูจะโอเคกับสิ่งนี้มั้ย เลยต้องคิดซ้อนไปอีกว่าจะทำยังไงให้คนดูเขาเก็ตกับมุกสุดท้ายด้วย เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น”

เต๋อ นวพล เบื้องหลังกองถ่าย

แมสๆ ง่ายๆ ไม่ต้องเยอะ

ตอนแรกเต๋อไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า กลัวว่าการชวนคุยด้วยเรื่องแอปจะเรียบง่ายเกินไป เลยทดลองชวนคนทั่วไปคุยเรื่องการใช้แอป K PLUS จริงๆ และคนส่วนมากก็ตอบกลับมาได้อย่างลื่นไหล กลายมาเป็นหัวข้อในการต่อบทสนทนาได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

“มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนใช้อยู่เป็นประจำ ที่ออกมาในหนังเหมือนเป็นความรู้สึกเรา หมายถึงมันใช้คุยได้จริงๆ เหรอ ตรงขนาดนี้เลยเหรอ ไม่ง่ายไปเหรอ แต่มันรอดเพราะคนก็คงคิดแบบนี้ หมายถึงตัวละครก็ไม่คิดว่าจะใช้สิ่งนี้ในการผูกมิตรกับเพื่อน ความตลกคือไปลองจริงแล้วมันเวิร์ก เราไปลองชวนเขาคุยเล่นๆ แต่เขาตอบได้ยาวมากเลย แต่กว่าจะคิดอันนี้ได้คือใกล้ถ่ายมาก พัฒนาบทจบแล้วแหละ แต่มันติดตรงนี้ว่าจะบรีฟนักแสดงยังไงให้พูดด้วยความเข้าใจ”

โฆษณา K PLUS

Why Friendshi (t) p ?

ตอนแรกจะตั้งชื่ออื่นแต่ก็ไม่ถูกใจสักที จนวันใกล้ส่งงาน เต๋อก็นึกถึงคำง่ายๆ อย่างคำว่า Friendshi (t) p แต่ด้วยความที่ใกล้ deadline ก็เลยเปลี่ยนจาก p เป็น t แทน ให้ได้ความรู้สึกว่ากำลังแย่แล้ว

อยู่ๆ ครีเอทีฟก็ได้มาเป็นตัวแสดงนำ

เต๋อเล่าให้ฟังว่าได้ร่วมงานกับจ๋ามาหลายงานแล้ว และอยากชวนจ๋ามาเล่นเป็นตัวละครสักตัวหนึ่งในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เลยแอบบอกทีมครีเอทีฟว่าอยากให้จ๋าเล่นแต่ยังไม่อยากบอกเจ้าตัว จนทางทีมต้องแอบโหลดรูปจ๋าจากเฟซบุ๊กส่งไปให้เต๋ออีกทีหนึ่ง

คิดว่าคนนี้ต้องเล่นตั้งแต่แรกเลยนะ อาจจะไม่ใช่ตัวเมนแต่ว่าต้องมีในนี้แหละ โลกเวียร์ดๆ คนหน้าแรงๆ มารวมกัน ยังเกริ่นเล่นๆ เลยว่าผมว่าจ๋าต้องเล่นนะพี่ พอถึงวันทำแคสต์จริงก็เรียกมาเลย ส่วนอีกคนเพิ่งเจอ ชื่อน้องผักกาด เขาไม่เคยเล่นอะไร เจอเขาถ่ายแบบให้ร้านออนไลน์ แล้วพอมาแคสต์ก็ออกมาดีมาก น้องเขาตรงกับตัวละครแบบอัตโนมัติก็เลยออกมาโอเคอย่างที่ตั้งใจ”

โฆษณา K PLUS โฆษณา K PLUS

อิสระที่เกิดจากการคุยกันรู้เรื่อง

เต๋อเล่าว่าไม่เคยทำโฆษณาโปรดักต์ที่ใหญ่และแมสขนาดนี้มาก่อน เมื่อถามถึงเรื่องฟีดแบ็กจากลูกค้า เขาบอกว่าถือเป็นความโชคดีที่ลูกค้าชอบไอเดียนี้มาตั้งแต่ตอนแรก ทำให้ไม่มีปัญหาในการทำงานแต่อย่างใด มีการแก้งานแค่ในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น

การที่เราจูนหัวมาทิศทางเดียวกันมันไม่ต้องทะเลาะกัน เหมือนเขาชอบกันมากๆ เดี๋ยวจะเจอสองคนนี้ตามจุดต่างๆ ของสังคม เราไม่เคยทำอะไรใหญ่ขนาดนี้และเราก็ไม่คิดว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้ ปกติเราก็ทำแบบบ้าๆ บอๆ ถ้าเขาจะยิงเยอะก็คงไปจ้างคนอื่นที่แมสกว่า ตอนเขาชวนก็ถามทางเอเจนซี่ว่า พี่ครับ เขาเคยดูงานผมใช่มั้ยครับ เพราะเราไม่ได้ทำได้ทุกแบบนะ แต่ถ้าเขาบอกว่าต้องเป็นเรา แล้วสคริปต์ที่เราส่งไปมันผ่านก็โอเค ลองดู จะเรียกว่าให้อิสระมั้ย เราว่ามันเป็นเรื่องจูนหัวตรงกัน เรารู้ว่าเราจะไปจังหวะเดียวกัน เราจะไม่ถามเขาบ่อยๆ ว่านี่เราไปจังหวะเดียวกันรึเปล่า ทำไมไม่ไปทางนั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวเราไปที่เดียวกันนะ มันเป็นอิสระที่เกิดจากการคุยกันรู้เรื่องมากกว่า เขาไม่ได้บอกว่า นวพลไปทำอะไรมาก็ได้เลยค่ะ พี่ซื้อหมด ไม่ใช่ มันคือ โอเค เราจะไปที่เดียวกันแล้วใช้วิธีเดียวกัน คุณก็ไปคิดวิธีมา”

เต๋อ นวพล

#KPLUS  #พลัสได้พลัสดี
ภาพ : GREYnJ United

Team GREYnJ United

 

Creative Team

Chief Creative Officer จุรีพร ไทยดำรงค์
Executive Creative Director อัศวิน พานิชวัฒนา
Creative Director ธัญลักษณ์ พงษ์อัชฌา
Senior Copy Writer ชนิกานต์ สิทธิอารีย์
Art Director วนาลี ไกรระวี
Copy Writer สรศักดิ์ ธรรมโกศล

 

Producer Team

Producer Director กนกศักดิ์ กาญจนจูฑะ
Producer ณัฐกิตติ์ วงศ์ปกรณ์

 

Production House : Hub Ho Hin

Director นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
Producer ณัฐพล กรแก้ว

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

นี่คือปีที่ 138 นับตั้งแต่ไปรษณีย์ไทยเริ่มให้บริการครั้งแรก

และนี่ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่บริษัทยักษ์ใหญ่อายุร้อยกว่าปีแห่งนี้ จะขอยื่นสมัครงานใหม่ โดยมีคุณทุกคนเป็นผู้ตัดสิน

ไปรษณีย์ไทยไม่ได้มาพร้อมพอร์ตโฟลิโอเล่มหนาและเรซูเม่ยาวเหยียดตามอายุงาน แต่เขาได้สกัดสิ่งเหล่านี้ออกมาเป็นคลิปวิดีโอสั้น ๆ ในชื่อ ‘The Resume จากใจไปรษณีย์ไทย’ ซึ่งเป็นแคมเปญล่าสุดที่ไปรษณีย์ไทยจับมือกับบริษัทชูใจ กะ กัลยาณมิตร เล่าเรื่องราวของบริษัทโลจิสติกส์ประจำประเทศที่ใครหลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

“เรื่องราวทั้งหมดในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ น่าจะมีแต่ไปรษณีย์ไทยเท่านั้นที่พูดได้” ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยืนยันอย่างหนักแน่น

แต่แน่นอน ในวันที่ธุรกิจขนส่งแทบจะกลายเป็น Red Ocean ที่เปอร์เซ็นต์การแข่งขันสูงลิ่ว ผู้ใช้บริการอย่างเราเองก็มีตัวเลือกหลากลาย คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากเราอาจหลงลืมความแตกต่างของเพื่อนใกล้ตัวที่อยู่ด้วยกันมาตลอดไปบ้าง นี่เองคือโจทย์ใหญ่ที่ กิ๊บ-คมสัน วัฒนวาณิชกร ครีเอทีฟประจำแคมเปญจากชูใจ กะ กัลยาณมิตร ต้องรับหน้าที่สานต่อ เพื่อสร้างภาพยนตร์สั้นที่จะดึงความเป็นไปรษณีย์ไทยออกมาให้ได้ในแบบที่ครบถ้วน สดใหม่ แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของไปรษณีย์ไทยเอาไว้เหมือนเคย

คมสันบอกเราพร้อมเสียงหัวเราะว่ากดดันพอควร ในเมื่อผู้ตัดสินไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนไทยทุกคน

ไปรษณีย์ไทยพร้อมสำหรับการให้สัมภาษณ์แล้ว

เรซูเม่ของเขาก็พร้อมแล้ว

ลองเริ่มต้นการสัมภาษณ์กันได้เลย

รู้จักผู้สมัครงาน

อย่างที่เราพอรู้ ไปรษณีย์ไทยคือรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ดำเนินการด้านการขนส่งและสื่อสาร ทั้งจัดส่งไปรษณีย์ พัสดุภัณฑ์ และปัจุบันยังรวมไปถึงการให้บริการด้านโลจิสติกส์ อีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตคู่มากับการขยายตัวของวงการ e-Commerce

“ในช่วงที่ผ่านมาการแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์สูงขึ้นมาก เพราะว่ามีผู้ให้บริการเข้ามาเพิ่มหลายราย ทั้งบริษัทไทยและต่างประเทศ บริษัท e-Commerce ใหญ่ ๆ ก็เริ่มเข้ามาลงทุนเอง มันเป็นความท้าทายของเราเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เราอยู่กับคนไทยมานานที่สุด ผมคิดว่าเราค่อนข้างสนิทกับคนไทยนะ เรารู้ความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแนวทางในการให้บริการของเราได้” ดร.ดนันท์ อธิบายถึงจุดแข็งอย่างหนึ่งของไปรษณีย์ไทย

ด้วยความที่ไปรษณีย์ไทยมีพนักงานทั่วประเทศมากถึง 40,000 กว่าชีวิต ทั้งยังให้บริการในชุมชนต่าง ๆ มานานหลายปี จึงไม่แปลกนักที่พวกเขาจะเป็นเหมือนเพื่อนในชุมชน ซึ่งรู้จักลักษณะนิสัยและความต้องการของเพื่อนบ้านแต่ละหลังเข้าขั้นดีเยี่ยม

เมื่อรู้มากก็ต่อยอดธุรกิจได้มากกว่า ในปัจจุบันไปรษณีย์ไทยจึงไม่ได้มีแค่บริการส่งไปรษณีย์และพัสดุภัณฑ์อย่างที่เราคุ้นเคยกันเท่านั้น เพราะพวกเขาให้บริการในแบบ Parcel Centric Logistic ดูแลสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกันไปตามความยากง่ายในการขนส่ง ทั้งยังมีบริการด้านการเงินผ่านที่ทำการไปรษณีย์และบุรุษไปรษณีย์ บริการ Fulfillment เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จัดเก็บ แพ็ก และส่งสินค้า มี Thailandpostmart ช่วยนำสินค้าของดีในแต่ละชุมชนไปวางขาย มีโครงการไปรษณีย์เพิ่มสุขที่เข้าไปช่วยพัฒนาสินค้า OTOP พื้นบ้านของแต่ละชุมชน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาแพ็กเกจ ไปจนถึงขั้นตอนการขายออนไลน์ แถมล่าสุดไปรษณีย์ไทยยังมีการทดลองใช้โดรนเพื่อขนส่งยาด้วย

“ในอนาคตจะมีเยอะกว่านี้อีก” ดร.ดนันท์ กล่าว

“เรากำลังพยายามพัฒนาในแง่อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายอย่าง เพราะเมื่อมีการแข่งขันสูง การเปลี่ยนแปลงก็มีเยอะอย่างที่เห็น การปรับตัวจึงสำคัญมาก เราเลยหันมาให้ความสำคัญกับการบริการทั้งด้าน Physical และ Digital มากขึ้น เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ ให้โลกจริงกับโลกดิจิทัลเชื่อมกันอย่างลงตัวไร้รอยต่อ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุด”

แสดงว่าไปรษณีย์ไทยเข้าใจลูกค้ามากกว่าบริษัทโลจิสติกส์อื่น ๆ ไหม – เราสงสัย

“เรียกว่าให้ความสำคัญมากกว่าดีกว่า เราให้ความสำคัญกับผู้บริโภคมากที่สุด อย่างแม่ค้าออนไลน์ วัตถุประสงค์หลักของเราคืออยากให้พวกเขาประสบความสำเร็จกับการขายของมากที่สุด ดังนั้นถ้าเราช่วยอะไรได้เราก็อยากช่วย ให้ช่วยพัฒนาสินค้า ช่วยจัดของ หรือช่วยขนส่ง เราก็ทำแทนได้ หรือในอนาคต สมมติคนทั่วไปที่บ้านมีเด็กเล็ก อยากได้ผ้าอ้อม เราก็อยากเป็นคนช่วยไปซื้อมาให้ คุณอยู่บ้านสบาย ๆ ไปได้เลย

“ผมมองว่าไปรษณีย์ไทยเป็นเหมือนผู้ใหญ่ใจดี แต่ความเป็นผู้ใหญ่บางทีก็ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นคนทันสมัย ดังนั้น เราต้องพยายามปรับตรงนี้ และพยายามสื่อสารออกไปในภาพยนตร์สั้นของเราว่า แม้จะเป็นองค์กรที่นานมากแล้ว แต่เราไม่แก่ เราตามเทคโนโลยีและพัฒนาตัวเองตลอดเวลา”

เริ่มเขียนเรซูเม่

ผู้ใหญ่ใจดีที่เก่าแต่ทันสมัย เป็นมิตร และทำอะไรได้หลายอย่าง เป็นโจทย์ที่ไปรษณีย์ไทยส่งต่อให้ทีมชูใจ กะ กัลยาณมิตร นำไปต่อยอดเพื่อทำภาพยนตร์สั้นในแบบของตัวเอง

“คนอาจจะติดว่าชื่อของเราคือไปรษณีย์ไทย ก็ต้องส่งแต่ไปรษณีย์ใช่ไหม ซึ่งความจริงสิ่งที่เราทำมันมากกว่านั้นเยอะ ผมอยากให้คนเห็นว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นยังไง และเมื่อเห็นแล้วก็ไม่อยากให้เขาลืม” ดร.ดนันท์ สรุปคร่าว ๆ ให้ฟังอีกครั้ง ก่อนที่คมสันจะเสริมต่อ

“ความยากก็คือ พอบอกว่าเป็นรัฐวิสาหกิจก็จะมีความ Traditional นิด ๆ ใช่ไหม ซึ่งเราจะเปลี่ยนมันยังไงให้ใหม่ในแบบที่ยังเป็นไปรษณีย์ไทยอยู่ เพราะถ้าพูดถึงไปรษณีย์ไทย สิ่งที่เรานึกออกแรก ๆ เลยก็คือภาพของคนขี่มอเตอร์ไซค์ ถือกระเป๋ามากดกริ่งหน้าบ้านอะไรแบบนั้น 

“เราอยากให้คนเห็นไปรษณีย์ไทยในมุมใหม่กว่านี้ พร้อมกับสิ่งที่ลูกค้ายึดมาด้วยว่า ต้องมีความเป็นเพื่อนกับคนไทยด้วย เลยต้องคงไว้ทั้งความทันสมัยและความเป็นมิตร แล้วความทันสมัยจะให้มาใหม่แบบใช้แสงสาด ตัดภาพวี้บว้าบ ล้ำ ๆ ไปเลยก็ไม่ได้ ความเป็นมิตร จะให้ใจดี นุ่มนวลไปเลยก็ไม่ดีอีก เหมือนจะทำให้ใหม่ก็กลัวเสียเก่า จะทำให้เก่าก็กลัวเสียใหม่”

แค่นั้นยังไม่พอ อีกหนึ่งความท้าทายที่ทีมงานต้องเจอ ก็คือการออกแบบเนื้อหาในภาพยนตร์ให้โดนใจกลุ่มคนหลากหลายไปพร้อมกัน ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ผู้ใช้บริการทั่วไป คนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริการโลจิสติกส์ด้วยกันทั้งสิ้น

“เราอยากให้คนดูเห็นแล้วรู้เลยว่า อ๋อ ไปรษณีย์ไทยเป็นแบบนี้นะ และ อ๋อ ตอนนี้ไปรษณีย์ไทยทำได้ขนาดนี้แล้วหรอ” คมสันสรุป 

จากจุดนั้น คมสันและทีมงานจึงค่อย ๆ มองหาวิธีเล่าเรื่องที่จะเก็บเนื้อหาสำคัญทุกอย่างไว้ได้ครบถ้วนที่สุด จนมาลงเอยที่รูปแบบของการขอสมัครงานอย่างที่ทุกคนได้เห็น

“ที่มันมาถึงไอเดียนี้ได้ เพราะเราพยายามมองหาวิธีเล่าอะไรบางอย่างแบบค่อนข้างถ่อมตนที่สุด เพราะถ้ามองจริง ๆ ไปรษณีย์ไทยคือตัวแทนประเทศเลยนะ องค์กรเขาใหญ่มาก แต่พอเขามาพูดด้วยวิธีการน่ารัก ๆ แบบนี้ เราคิดว่ามันน่าจะได้รับความเอ็นดูจากคนไทยมากกว่า 

“ถ้าพูดกันตรง ๆ เราก็มาขายของนั่นแหละว่าไปรษณีย์ไทยมีบริการอะไรบ้าง ไปใช้บริการได้นะ แต่พอมีเรื่องเรซูเม่เข้ามาด้วย มันก็เล่าได้หมดเลย ทั้งความเป็นไปรษณีย์ไทย ความเปลี่ยนแปลงของเขา การลบภาพจำเดิม ๆ ที่คนมี รวมไปถึงบริการที่เขามีด้วย” และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของแคมเปญ ‘The Resume จากใจไปรษณีย์ไทย’ ภาพยนตร์สั้นที่เล่าเรื่องไปรษณีย์ไทยอย่างเรียบง่าย ผ่านปากคำของพี่น้องไปรษณีย์ไทยจริง ๆ

มืออาชีพตัวจริง

“นักแสดงที่เป็นพนักงานไปรษณีย์ในเรื่องนี้ เราไปสัมภาษณ์มาจากทั่วประเทศเลย” คมสันเฉลย หลังจากเราลองถามถึงพี่พนักงานไปรษณีย์ในชุดซานต้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพนักงานส่งจดหมายจริง ๆ

ไม่ใช่แค่พี่หัวมัน-พนักงานในชุดซานต้าผู้โด่งดังในโลก TikTok เท่านั้น แต่พี่น้องพนักงานไปรษณีย์ไทยทุกคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ ล้วนเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทยจริง ๆ ที่ทีมงานไปแคสต์มาจากไปรษณีย์ไทยในหลายจังหวัด

“เราให้ทางไปรษณีย์ไทยเป็นคนคัดเลือกพนักงานมาให้เราจากทั่วประเทศ แล้วก็มาสัมภาษณ์ทาง Zoom กับทางโทรศัพท์ต่อ คัดจากคนเป็นร้อย ๆ เลย เพราะเราอยากให้ทุกคนได้มีส่วนรวมในงานชิ้นนี้จริง ๆ

“โจทย์ของเราคือ อยากได้กลุ่มคนที่มีอายุหลากหลายหน่อย จะได้ตอบโจทย์เรื่องความเก่าแก่ของไปรษณีย์ไทย แล้วก็ขอคนที่อินกับองค์กรด้วย เขาจะได้มีสตอรี่ที่มาแชร์กับเราได้ อันนี้สำคัญมาก”

เพราะเมื่อพูดถึงตัวแทนองค์กร ภาพแรกของใครหลายคนอาจเป็นพนักงานบริษัทที่ดูเด็กและหน้าตาดี เหมือนภาพถ่ายโฆษณาที่เราเจอได้ตามบิลบอร์ด แต่ภาพตัวแทนองค์กรที่ทีมงานอยากสื่อสารจากภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ คือกลุ่มคนทำงานจริง ที่รักในงานของพวกเขาจริง ๆ ไม่มีการปรุงแต่ง

และเราว่าพวกเขาทำสำเร็จ เพราะอย่างน้อยคุณก็น่าจะแอบอมยิ้ม ยามได้เห็นพี่น้องไปรษณีย์ไทยกำลังตอบคำถามอย่างจริงใจในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

จากใจพนักงานไปรษณีย์

ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่คมสันอยากใส่ลงไปในงานครั้งนี้มากที่สุด เขาจึงสรุปออกมาง่าย ๆ ว่าจะเรียกภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ว่าเป็นกึ่งสารคดีก็คงไม่ผิดนัก

“เรามองว่าไปรษณีย์ไทยเป็นองค์กรที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก มีความเป็นกันเอง เรียบง่าย แล้วก็มีความชาวบ้านนิด ๆ ซึ่งพนักงานทุกคนสะท้อนความเป็นไปรษณีย์ไทยตรงนี้ออกมาได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งคนที่เราเลือกมาอินกับองค์กรด้วย สิ่งที่เขาตอบมาจึงไม่ได้เป็นสคริปต์เลย” 

คมสันขยายความเพิ่มว่าการถ่ายทำยังเป็นไปแบบง่าย ๆ ผู้กำกับเป็นคนคิดคำถามเพื่อโยนให้เหล่าพนักงานเป็นคนตอบ และเมื่อมองเป็นการสัมภาษณ์งานจริง พวกเขาเลยผุดคำถามอื่น ๆ นอกเหนือจากในสคริปต์ มาช่วยให้บทสัมภาษณ์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย หลังจากนั้นคำถามทั้งหมดจะถูกนำไปดัดแปลงเพื่อใช้กับตัวละครผู้ให้สัมภาษณ์ หรือตัวแทนผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก แม่ค้าออนไลน์ ผู้สูงวัย เกษตรกร และนักธุรกิจอีกที

ซึ่งหลายคำตอบจากชาวไปรษณีย์ไทยที่สดแบบไร้บท ก็ทำเอาคมสันอึ้งไปเลยเหมือนกัน

“อย่างตอนที่เขาบอกว่านานแต่ไม่แก่ อันนี้เซอร์ไพรส์มาก เพราะเขาตอบเองจริง ๆ แบบไม่มีสคริปต์เลย คือความนานหมายถึงเชิงประสบการณ์ และแก่ของเขาก็ไม่ได้มองในเชิงลบ แต่เป็นเชิงความเก๋า มันเป็นความรู้สึกของเขาจริง ๆ ซึ่งจริงใจมาก

“อีกคนที่เป็นหัวใจสำคัญเลยคือน้องอาร์ม ที่สัมภาษณ์คนสุดท้าย ตรงนั้นเราก็ส่งสคริปต์ให้เขาคร่าว ๆ แค่ว่าอยากให้มันแลนดิ้งแบบนี้นะ เพราะนี่จะเป็นตัวปิดแล้ว แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะพูดออกมาแบบไหน ตอนนั้นเลยเตรียมแผนสำรองไว้แล้วล่ะ ว่าถ้าน้องเขาพูดออกมาแล้วไม่อิน เดี๋ยวเราจะหาโฆษกมาพูดปิดท้ายแทน

“ปรากฏว่าตอนที่เขาพูดออกมามันดีมาก พูดเสร็จน้ำตาคลอเลย ลูกค้าที่อยู่หน้าจอยังน้ำตาไหล แล้วน้องเขาเล่นแค่สองเทค เราก็ใช้เทคแรกเลย คือสดมาก สคริปต์ไม่ต้องมี ผมเรียกเขาว่าช้างเผือกเลยแล้วกัน ถ้าช็อตนั้นไม่ได้แบบนี้ หนังเรื่องนี้คงเบาลงมากเลย”

ฝากรับไว้พิจารณา

“เราชื่นชมทีมมากเลยนะที่สื่อสารเรื่องนี้ออกมาในแบบที่เป็นไปรษณีย์ไทยจริง ๆ ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้เน้นย้ำจุดแข็งของเราได้ดีเลย” ดร.ดนันท์ ยิ้ม ในขณะที่คมสันเองก็มองว่าผลลัพธ์ในครั้งนี้ออกมาดีอย่างที่ทีมงานทุกคนตั้งใจ หายเหนื่อยกันไปเยอะ

“ส่วนตัวเราเลย งานครั้งนี้มันมีความฟินเหมือนกัน เหมือนเราเห็นองค์กรนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งได้มาทำงานให้เขา ผลที่ออกมามันก็ดีแบบที่เราตั้งใจไว้ พอมาดูอีกทีเราว่าส่วนผสมในงานครั้งนี้กำลังดีเลย ถ้าทำให้เชยหรือน่ารักกว่านี้ก็ไม่ดี หรือจะทำให้ทันสมัยหลุดไปกว่านี้ก็ไม่น่าเวิร์กเหมือนกัน”

การสัมภาษณ์งานครั้งนี้ใกล้จะจบลงแล้ว คุณคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน – เราถาม

“อย่างน้อยให้เขาได้รู้ว่าไปรษณีย์ไทยทำอะไรได้มากกว่าที่ทุกคนคิดเยอะแยะ และสามารถเปลี่ยนภาพจำของคนจากแค่การส่งจดหมาย ส่งพัสดุได้แค่นี้ก็พอแล้ว อีกอย่างที่สำคัญคือ เราอยากให้ทุกคนได้เห็นมูฟเมนต์ของไปรษณีย์ไทยว่า เขายังมีชีวิตอยู่นะ ยังเอาอยู่ว่ะ แล้วก็ยังพัฒนาตัวเองไปตลอดด้วย” คมสันสรุปในฐานะคนทำงาน ก่อน ดร.ดนันท์ จะปิดท้ายแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ 

“สุดท้ายนี้ให้ไปรษณีย์ไทยช่วยคุณนะครับ”

เอาล่ะ การสัมภาษณ์งานในครั้งนี้จบลงแล้ว 

ส่วนการเข้าทำงาน คงต้องให้ชาวไทยรับไว้พิจารณา ผ่านคลิปวิดีโอ The Resume “จากใจ ไปรษณีย์ไทย” ชิ้นนี้

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load