โดยปกติทั่วไปเมื่อนักกีฬาคนใดได้แชมป์กลับบ้าน ภาพเคลื่อนไหวที่เราเห็นมักเป็นคลิปวิดีโอในหมวดข่าวกีฬา ภาพกีฬามันๆ หรือสกู๊ปพิเศษที่ออกอากาศในรายการข่าวภาคค่ำ

แต่จากการป้องกันแชมป์โลกครั้งล่าสุดของ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เราได้เห็นคลิปวิดีโอคลิปหนึ่ง เป็นสารคดีขนาดสั้นที่ถ่ายทำในวาระที่แชมป์โลกชาวไทยเดินทางไปลอสแอนเจลิสป้องกันแชมป์โลกกับ โรมัน กอนซาเลซ

พอรู้ว่าคลิปนั้นเป็นฝีมือการกำกับของ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล เราก็ทั้งแปลกใจและไม่แปลกใจ

แปลกใจ-ที่ผู้กำกับพันล้านผู้นี้ตกปากรับทำงานนี้ทั้งที่เจ้าตัวออกปากว่าไม่ได้อินกีฬามวยสากลมาก่อน และงานสารคดีกับโต้งดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งคุ้นเคย

ไม่แปลกใจ-ที่รู้ว่าคลิปที่การถ่ายทำเนี้ยบเกินคลิปกีฬาทั่วไปที่เราคุ้นเคยจะเป็นผลงานของผู้กำกับอย่างเขา และผลตอบรับก็เข้าถึงใจคนดูเหมือนอย่างที่ภาพยนตร์ของโต้งเคยทำได้เสมอมา ถึงนาทีนี้ ยอดวิวคลิปที่ลงในเพจของ M-150 ทะลุ 2 ล้านไปแล้วเรียบร้อย

แปลกใจอีกที-เมื่อเรานัดพบกับโต้งที่ GDH เพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการถ่ายทำคลิปความยาว 4 นาทีเศษๆ คลิปนี้ แล้วรู้ว่าเขาและทีมงานรวม 4 ชีวิตใช้เวลาผลิต-หมายถึงทั้งถ่ายทำ ตัดต่อ ใส่เสียง ปรับสี เสร็จภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 วัน นับตั้งแต่นาทีที่โรมัน กอนซาเลซ ลงไปนอนกองกับพื้น

ต่อไปนี้คือบันทึกเบื้องหลังภารกิจสุดระทึกที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาและควบคุมอะไรแทบไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นผลแพ้ชนะหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

3 เดือนก่อนขึ้นชก

“ลูกค้าอยากได้หนังเกี่ยวกับการแข่งขันของ แหลม-ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เพื่อไปลงในสื่อออนไลน์ของ M-150 จริงๆ แล้วเขาเคยทำคลิปวิดีโอมาแล้วครั้งหนึ่งตอนแหลมชิงแชมป์ครั้งแรก ตอนนั้น HUB HO HIN ทำเหมือนกัน ผู้กำกับคือ ต้น-วุฒิดนัย อินทรเกษตร ซึ่งคลิปนั้นเน้นถ่ายตอนซ้อม เล่าความมุ่งมั่น เป็นเสียงแหลมวอยซ์โอเวอร์ว่า ผมจะมุ่งมั่น ผมจะสู้ แล้วก็ซ้อมๆ พอผมต้องทำ ผมเห็นว่าเขาทำเรื่องซ้อมไปแล้ว แล้วเราจะทำยังไงล่ะ ตอนแรกก็กลุ้มเหมือนกัน เพราะเราไปถึงลอสแองเจลิสทั้งที เราก็ไม่อยากจะทำแค่บันทึกธรรมดา”

 

2 เดือนก่อนขึ้นชก

“ก่อนแข่ง 2 เดือนเป็นช่วงที่ผมคิดสตอรี่บอร์ดและรีเสิร์ช ผมก็ดูประวัติเขาก่อน รู้เรื่องราวความยากลำบากในชีวิตเขาที่เคยเป็นยาม เคยเก็บขยะกิน แล้วก็เลยรู้สึกว่าไอเดียบาดแผลกับนักมวยน่าจะสนุก เพราะคิดว่าเขาต้องมีอยู่แล้วล่ะ นักมวย โดนต่อยเละเทะ แล้วก็คิดว่าจะเจาะความรู้สึกตอนที่เขาลงไปนอนที่พื้น ว่ารู้สึกยังไง ปรากฏว่าเขาไม่เคยลงไปนอนเลย (หัวเราะ) แต่ผมก็เห็นว่ามือเขาปูดมาก นักมวยคนอื่นไม่เป็นขนาดนี้นะ อาจจะเพราะซ้อมเยอะมากหรืออะไรสักอย่าง

“ผมคิดได้เลยตั้งแต่ก่อนสัมภาษณ์ว่าจะเป็นไอเดีย 1 วันหลังแข่ง แล้วก็จะพูดเรื่องบาดแผล จะถ่ายหน้าเขาที่โดนต่อย แต่ที่ท้าทายคือตอนทำเราไม่รู้ว่าวันแข่งเขาจะชนะหรือแพ้ แต่ผมรู้สึกว่าไอเดียที่ว่า ‘บาดแผลจะทำให้เราแกร่งขึ้น’ ถึงแพ้เราก็พูดได้ว่า บาดแผลครั้งนี้จะทำให้คราวต่อไปสู้หนักกว่าเดิม แต่ผมก็กังวลมาก เราไม่รู้ว่าถ้าแพ้จริงๆ ใจเขาจะเป็นยังไง หรือใจเราเองด้วยนะ เพราะเขาไม่ใช่แค่ subject ของเรา แต่เขาคือประเทศชาติ เราเองก็ไม่อยากให้เขาแพ้หรอก”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

1 สัปดาห์ก่อนขึ้นชก

“โจทย์อีกข้อคือลูกค้าบอกว่าต้องการเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปกติถ้าไปถ่ายเมืองนอก กว่าจะไป กว่าจะกลับ เร็วสุดก็ต้องเป็นสัปดาห์ แต่นี่สองสามวันต้องปล่อยหนังแล้ว ถือว่าเร็วมากๆ ตอนนั้นก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเอาทีมไปที่ลอสแอนเจลิสด้วยกันเลย ไปถ่ายที่นั่นแล้วตัดที่นั่นเลย เราไปกัน 4 คน มีผมเป็นผู้กำกับ คนตัดต่อ 1 คน ตากล้อง 1 คน โปรดิวเซอร์ 1 คน ตากล้องคนเดียวที่ไปคือพี่สีบาน ที่เคยถ่าย พี่มากฯ, แฟนเดย์ฯ ด้วยกัน ก็บอกเขาว่ามีเวลาทำงาน 3 วัน ต่อยวันที่ 9 กันยายน ถ่ายวันที่ 10 แล้วก็ตัดวันที่ 11 กับ 12 เราไปถึงก่อนเป็นสัปดาห์เลย ก็ทำงานบล็อคช็อต 2 วันก่อน แล้วก็ไปที่อื่น แล้วจึงกลับมาวันแข่ง”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

9 กันยายน : วันแข่งขัน

“ก่อนแข่งเราห้ามไปยุ่งกับนักมวยเลย คือเราอยากถ่ายอยู่แล้วแหละ แต่ก็รู้สึกว่ามันละเอียดอ่อนมาก เขาคงตั้งใจกับการแข่งมาก ถ้าเกิดเราไปเกะกะอะไรเขา ผมก็คงไม่แฮปปี้ เลยตั้งใจเขียนสคริปต์มาให้มันเป็นเรื่องหลังวันแข่งไปเลย คือไม่ใช่ว่าเราอยากได้หนัง แต่เขาก็ต้องชนะด้วย ต้องได้ทั้งคู่”

 

ยกที่ 1

“จริงๆ แล้วมุมที่เราถ่ายจำกัดมาก เพราะแม้เรานั่งริงไซด์ก็จริง แต่เราก็ได้ภาพแค่มุมเดียว แต่กลายเป็นว่ามุมทั้งหมดที่พี่สีบานถ่ายไว้โคตรมีพลังเลย มันเหมือนกำลังแอบถ่ายอะไรบางอย่าง มันไม่เหมือนกล้องไหนที่ถ่ายเลย ภาพในอุดมคติผมรู้สึกว่าอยากให้เขาชนะแหละ เหมือนคนไทยทุกคน แต่ผมอยากให้หน้าเขาเละ จะได้เข้ากับคอนเซปต์หนังที่พูดเรื่องบาดแผล ประมาณว่าไม่ใช่ได้มาง่ายๆ”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

ยกที่ 4

“ปรากฏสุดท้ายดันชนะเร็วมาก น็อกตั้งแต่ยก 4 อย่างที่บอก ไอเดียบาดแผลที่อยากได้ในอุดมคติคือต่อยชนะแต่หน้าเขาต้องมีบาดแผลให้เราถ่าย แต่ปรากฏว่าตอนถ่ายจริงไม่โดนต่อยเลย คือไม่มีรอยอะไรเลย ผมนึกในใจ ฉิบหายแล้วกู (หัวเราะ)

“หลังจากน็อกโปรโมเตอร์เขาก็เรียกตากล้องขึ้นไปบนเวที พี่สีบานก็ถ่ายทุกอย่างเลย มีภาพภาพหนึ่งที่พอแหลมชนะแล้วเขาตีลังกา ภาพนี้ไม่มีใครถ่ายได้ ยกเว้นคนเดียวที่ถ่ายทั้งแมตช์ด้วยกล้องมุมกว้าง แต่เราได้ถ่ายภาพมุมแคบตอนตีลังกามา ซึ่งพิเศษมาก แล้วตอนถ่ายแหลมมาเฮฝั่งเราตลอด ผมรู้สึกว่ามันได้ฟุตเทจที่พิเศษมากอยู่แล้ว ได้เข้าไปหลังเวทีด้วย

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

10 กันยายน : วันถ่ายทำ

10.30 น.

“คืนหลังกลับจากแข่งเราก็ถกกันว่าถ่ายอะไรก่อน สุดท้ายตัดสินใจถ่ายสัมภาษณ์ก่อน หวังว่าเนื้อหาจากการสัมภาษณ์จะได้อะไรอย่างที่เราอยากได้ คือเรารีเสิร์ชไว้ก่อนแล้วว่าจะคุยอะไร มีโครงหมดแล้ว

“เราเริ่มถ่ายตั้งแต่ 10 โมงครึ่ง แล้วถึงบ่าย 4 โมงต้องเลิก ซึ่งเรารู้แค่ว่าต้องถ่ายที่ห้องเขา แสงจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่สุดท้ายเป็นอย่างที่คิดเลย คือพี่เขาต้องนั่งอยู่บนเตียงแล้วถ่ายย้อนแสง

“เข้าห้องไปเราถ่ายสัมภาษณ์ก่อน จิตใจเขาดีมาก แต่เขาพูดไม่เก่งเลย เขาเรียบเรียงไม่เก่ง แล้วยิ่งหลายๆ เรื่องเราคุยกันไปหมดแล้ว เขาก็จะตอบแบบมีแพตเทิร์น เราต้องตะล่อมทุกอย่าง ต้องเทกเยอะเหมือนกัน เราต้องหลอกล่อ ซึ่งคนตัดต่อที่ไปด้วยคืออาร์ม ชลสิทธิ์ ที่เคยตัดต่อหนังเรื่อง แฟนเดย์ฯ กับ ฉลาดเกมส์โกง เขาต้องนั่งจดทุกคำ

“ที่เซอร์ไพรส์คือแหลมพูดเรื่องแฟนเยอะมากจริงๆ ซึ่งผมว่ามันเป็นมุกที่เป็นฮุกของหนัง ผมถามไปว่า แล้วแฟนว่ายังไงบ้าง เขาบอกว่าแฟนเขาจะไปหลายทีแล้ว แต่เขาก็รั้งไว้ ซึ่งมันจี๊ดมากเลย เขาพูดแล้วเสียงสั่น ซึ่งเราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อย่างนี้ แล้วปรากฏว่าตอนกลับมาเมืองไทยเขาขอแต่งงานกับแฟนที่สนามบิน มันเลยทำให้หนังเรื่องนี้ยิ่งจี๊ด”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วันบทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

13.00 น.

“ตอนที่ออกไปถ่ายข้างนอกทีแรกเราไม่อยากจะเป็นคลิเช่แอลเอ แต่เราก็คิดว่าทางลูกค้าคงอยากได้ เราเลยต้องคิดว่าถ่ายยังไงให้ไม่สะเหล่อ ให้มันเท่ๆ สุดท้ายเราตัดสินใจใช้สูตรสำเร็จ คือใช้โลเคชันที่คุ้นตากับคน เช่น ป้ายฮอลลีวู้ด ที่โคมไฟเยอะๆ หรือ Hollywood Walk of Fame ซึ่งผมรู้สึกว่ามันมีความหมายบางอย่าง เหมือนเป็นการเดินทางไปสู่ดาว ผมอยากจะให้ทุกที่มีความหมาย ตอนแรกเล็งไว้ 4 – 5 จุด แต่สุดท้ายไปได้แค่ 3 จุด ก็มีไปวิ่งบ้าง เดินบ้าง โพสบ้าง ก็มีคนจำเขาได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ขนาดว่าทำให้ถ่ายทำยากอะไร

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

16.00 น.

“เราถ่ายกันเสร็จตอนบ่าย 4 โมง หลังถ่ายแหลมก็แยกย้ายไปกินข้าวกับกงสุลฯ เราก็แยกกลับมาตัด คืนนั้นอาร์มไม่ได้นอนเลย ดูฟุตเทจที่มีแล้วตัดเลย แต่อาร์มยังไม่ให้ผมดู

“ตอนที่ได้ฟุตเทจสัมภาษณ์มาผมไม่ค่อยมั่นใจ ตลอดเวลาผมจะกลัวว่าหนังเรื่องนี้จะออกมากลางๆ ด้วยเงื่อนไขมันเยอะมาก เวลาถ่ายทำก็ไม่มี ห้ามไปยุ่งกับเขาก่อน แล้วเขาพูดไม่เก่ง แต่ผมว่าหลายๆ อย่างเราค้นพบตอนตัดต่อ มันกลายเป็นว่าการพูดไม่เก่งคือความจริงใจอย่างหนึ่ง เราได้ความซื่อของเขาและความรู้สึกจริงๆ ของเขามาช่วย แล้วเหตุการณ์จริงๆ ในชีวิตที่เขาเจอมามันดรามาติกอยู่แล้ว”

 บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

11 กันยายน

ตีสอง

“วันรุ่งขึ้นอาร์มก็ยังไม่ให้ดู เขาบอกว่าพี่ไปเที่ยวเลย กว่าผมจะได้ดูก็ประมาณตี 2 พอดูแล้วผมบอกอาร์มเลยว่า ‘รอดว่ะ นี่กูดูแล้วรื้นเลย’ คือมันได้มากกว่าที่เราคิด แต่มันก็ยังมีประเด็นหลายอันที่หลุดๆ ไป ก็เลยบอกว่าอันไหนไม่เอา หรือเอาอันไหนคืนมา เพราะเราก็มีที่เล็งไว้แล้ว แต่สิ่งที่อาร์มตัดให้เราก็มีสิ่งใหม่ๆ หลายอัน

“อาร์มเขาก็ไปขุดมาว่าในแมตช์เก่าๆ มีคนเคยถ่ายอะไรไว้บ้าง ตอนโดนต่อยอะไรทั้งหลาย แล้วตอนที่ตัดมาประโยคว่า ‘สู้ต่อไป วันหนึ่งจะเป็นของเรา’ แล้วเห็นฟุตเทจที่แหลมต่อยคนอื่นกลิ้งไปกับพื้นเลย ผมรู้สึกว่ามันโคตรมีพลัง พอดูร่างแรกผมก็สบายใจแล้ว มันไม่น่าจะเป็นแค่บันทึกธรรมดาแล้ว

“ส่วนคลิปที่แหลมขอแฟนแต่งงานที่สนามบินสุวรรณภูมิก็เป็นฟุตเทจข่าวที่เมืองไทย ซึ่งทุกฟุตเทจที่ใช้ทาง M-150 เคลียร์ให้ แล้วมีการซื้อฟุตเทจที่จำเป็นต้องใช้เพิ่มด้วย เช่นลอสแอนเจลิสยามเช้าที่มันดูแพงๆ หรือตอนที่พูดถึงตอนเริ่มต่อยมวยตอนเด็ก ตอนแรกอาร์มเอาอะไรสักอย่างมาใส่ ซึ่งเราบอกว่ามันซื้อไม่ได้นะ ผมก็เลยเสิร์ชเฟซบุ๊กคำว่า มวยวัด แล้วไปเจอคลิปที่คนถ่ายไว้ ก็เลยอินบอกซ์ไปซื้อกับเขา แล้วเอามาเปลี่ยนเป็นภาพขาวดำ ตอนตัดสนุกมาก”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

12 กันยายน

ตีหนึ่ง

“วันรุ่งขึ้นกว่าจะได้ดูอีกทีก็ตอนเย็น ทีนี้เรานั่งอยู่ด้วยกันแล้วก็ทำต่อจนตี 1 จริงๆ มันเสร็จก่อนหน้านี้พักหนึ่งแล้ว แต่ยังเก็บไม่ละเอียด เงื่อนไขคือเราไม่มีเวลาทำสกอร์เลย ก็ต้องใช้เพลงใน Library แล้วไปเจอเพลงหนึ่งที่ดีมากๆ ก็ซื้อเลย คืนเดียวตัดต่อ ใส่ซาวนด์ ทำสี

“โปรดิวเซอร์กลับมาตอนตี 1 ก็เลยเปิดให้เขาดู แล้วบอกว่า ‘พี่ ผมมั่นใจมากว่ะ’ พอเขาดูปุ๊บก็บอกว่า เรียกลูกค้ามาเลยเถอะ (หัวเราะ) คืออยู่คนละโรงแรมด้วยนะ โปรดิวเซอร์เขามั่นใจว่าลูกค้ายังไม่นอน เพราะเจ็ตแล็กเหมือนกัน”

ตีสี่

“ตอนนั้นเมืองไทยสว่างอยู่ ถ้ายิ่งเสร็จเร็วก็สามารถคุยกับผู้บริหารใหญ่ที่เมืองไทยได้ทันที จะได้รีบปล่อยวิดีโอ พอดูแล้วลูกค้าเขาคอมเมนต์น้อยมาก แก้ตอนช่วงท้ายนิดหน่อย โปรดิวเซอร์ต้มมาม่าให้ลูกค้ากินตอนตี 4 แล้วก็คอนเฟอเรนซ์กับที่เมืองไทย สุดท้ายเขาก็แฮปปี้กัน

“สิ่งที่เปลี่ยนจากตอนแรกคือก๊อปปี้ที่คิดไว้คือ ‘ขอบคุณบาดแผล’ แต่จะขอบคุณอะไร เพราะหน้าเขาไม่มีแผลเลย ก็เลยถกกัน โปรดิวเซอร์ก็บอกว่าเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ทุกบาดแผล’ ไง เพราะคำว่าทุกบาดแผลมันแปลว่าอะไรก็ได้ที่เคยเกิด แล้วผมก็เคาะเลย ซึ่งผมชอบประโยคภาษาอังกฤษมาก ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกเลย Be thankful to your wounds.”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

ทีมงาน

ผู้กำกับ บรรจง ปิสัญธนะกูล
กำกับภาพ นฤพล โชคคณาพิทักษ์
ตัดต่อ ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต
โปรดิวเซอร์ อาฬาวี ชูประวัติ

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

การที่เทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Cannes Lions เพิ่งเปิดรางวัลหมวดใหม่อย่าง Entertainment Lions น่าจะอธิบายปรากฏการณ์ ‘ขาขึ้น’ ของงาน Branded Entertainment ได้อย่างชัดเจน

งาน Viral คือวิดีโอออนไลน์ที่ทำแล้วฮิต จะเกี่ยวกับอะไรก็ได้

Branded Content ก็คือการเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านเนื้อหาอะไรสักอย่างอย่างน่าสนใจ และไม่ใช่ขายของแบบโต้งๆ

ส่วน Branded Entertainment คือรูปแบบงานโฆษณาที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ เป็นการเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านความบันเทิงต่างๆ ทำให้คนดูหัวเราะตาม ร้องไห้ตาม แล้วค่อยๆ ซับซึมกับเนื้อหาของแบรนด์นั้น ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถสื่อสารวัตถุประสงค์ของแบรนด์ได้มากกว่าหนังโฆษณาแบบเดิมๆ

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นงาน Branded Entertainment ที่จัดว่าแปลกใหม่และใจกล้ามาก นั่นก็คือ ซีรีส์ออนไลน์เรื่อง CAN ของแบรนด์ KTC ทำโดยเอเจนซี่ Ogilvy & Mather เล่าเรื่อง ‘ประสบการณ์’ ผ่านซีรีส์แนวไซไฟ 4 ตอน

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำแบบนีี้แล้วดีกว่าหนังไวรัลคลิปเดียวยังไง ทำหลายตอนแล้วคนจะตามดูเหรอ ทำไมถึงเลือกแนวไซไฟ และสุดท้ายก็คือ การที่ไม่มีเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับบัตรเครดิตเลย มีแค่โลโก้แปะตอนท้าย KTC จะได้อะไร

เราเลยนัดพูดคุยกับ นพดล ศรีเกียรติขจร Vice-chairman และ Chief Creative Officer รวมทั้งหัวหน้าทีม Ogilvy Branded Content แห่งโอกิลวี่ และ อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร ผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้ จาก Factory 01 (บริษัทในเครือ Film Factory)

ที่ไปที่มาและความแปลกใหม่ของงาน CAN เป็นเช่นนี้

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

01 ขายประสบการณ์ ไม่ได้ขายของ

KTC เป็นบัตรเครดิตที่ไม่ได้เน้นสื่อสารเรื่องการจับจ่ายใช้สอย แต่สนับสนุนให้คนมี ‘ประสบการณ์’ อยากชวนให้คนออกไปมีประสบการณ์จริง ซึ่งแตกต่างจากการฟังหรือดูจากคนอื่น จึงอยากทำแคมเปญเพื่อสื่อสารและตอกย้ำให้คนจดจำว่า KTC ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ เป็นแคมเปญอะไร ผ่านสื่อไหนก็ได้

02 เปลี่ยนโฆษณาเป็น Branded Entertainment

เมื่อทีมโอกิลวี่ได้โจทย์นี้จึงส่งเข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของทีม Ogilvy Branded Entertainment ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ การสื่อสารในโลกตอนนี้ขับเคลื่อนไปด้วย 2 แนวทางหลัก คือใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ผู้บริโภคแล้วเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมให้ เช่น แบนเนอร์ที่เลือกโฆษณาตามความสนใจของผู้ชม อีกทางคือ การสื่อสารผ่านพล็อตและการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ จากข้อมูลพบว่า คนไทยชอบดูวิดีโอมากจนติดอันดับโลก ดังนั้น การเลือกเล่าผ่านสื่อวิดีโอจึงเป็นช่องทางมหาชน และคนไทยก็ชอบความสนุกสนาน เพราะฉะนั้น การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านความบันเทิงจึงดึงดูดความสนใจของคนไทยได้ง่ายที่สุด

03 หนังโฆษณาทางโทรทัศน์กับโฆษณาออนไลน์ใช้คนละศาสตร์

ถึงคนยุคนี้จะดูโทรทัศน์น้อยลง แต่โฆษณาในโทรทัศน์ก็ยังทรงพลัง หนังโปรโมชันทำให้ยอดขายขึ้นจริง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือฟีดแบ็ก ถ้าทำหนังโฆษณาไม่ดี คนดูสัก 2 รอบก็อาจจะลุกขึ้นมาตะโกนว่า หยุดได้แล้ว เพราะเขาต้องเห็นหนังตัวนี้ฉายซ้ำหลายรอบ แต่โฆษณาออนไลน์ คนไม่ได้ดูเพราะมีคนบังคับให้ดู ผู้ชมเลือกดูเอง เนื่องจากมีคนบอกว่าดี ถ้าเริ่มขายของเขาเมื่อไหร่ก็จะปิดทันที เทรนด์ของวัยรุ่นในโลกยุคนี้คือเกลียดโฆษณา เห็นเป็นต้องกดข้าม เมืองไทยอาจจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่วัยรุ่นไทยก็มีวิดีโออะไรต่อมิอะไรให้ดูมากมายในแต่ละวัน โฆษณาจึงต้องแย่งเวลาจากคลิปเหล่านี้มาให้ได้ ทำให้เขาดูให้ได้ แล้วเนื้อหาของแบรนด์ก็จะค่อยๆ ซึมเข้าไปในใจผู้ชม (ตราบใดที่ยังไม่มีฉากขายของ)

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

04 เปลี่ยนจากหนังยาวให้เป็นซีรีส์

เมื่อโอกิลวี่เลือกทำโปรเจกต์น้ีเป็น Branded Entertainment ทีมก็พยายามพางานนี้ไปในทิศทางใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนกล้าทำ คือเปลี่ยนจากการทำหนังยาวเรื่องเดียว ให้กลายเป็นซีรีส์ 4 ตอน ความยาวราวๆ ตอนละ 20 นาที สิ่งที่ทำให้เหล่าครีเอทีฟมั่นใจว่าจะดึงคนให้อยู่กับหน้าจอได้ยาวนานและต่อเนื่องขนาดนั้นก็คือ ความนิยมของ Netflix ความบันเทิงรูปแบบใหม่แห่งยุคสมัยนี้ โอกิลวี่จึงไม่ได้ทำหนังออนไลน์เหมือนเคย แต่กำลังทำซีรีส์แบบ Netflix ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์ ซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ KTC และซีรีส์ชุดนี้ไม่มีการพูดถึงบัตรเครดิตใดๆ โลโก้ของ KTC จะปรากฏขึ้นมาแค่ตอนจบเท่านั้น ส่วนเรื่องความยาว ทางทีมมั่นใจว่า ถ้าทำออกมาดียังไงคนก็ดู แต่ถ้าทำออกมาไม่ดี ต่อให้สั้นแค่ไหนคนก็ไม่ดู

05 เอาประสบการณ์อัดกระป๋องให้เป็นหนังไซไฟ

ทีมครีเอทีฟวางโครงของซีรีส์นี้ให้เกี่ยวกับ กระป๋องบรรจุประสบการณ์ เราสามารถสัมผัสประสบการณ์ของคนอื่นได้ด้วยการเปิดกระป๋องประสบการณ์ของเขา ไอเดียแรกสุดที่คิดกันคือ ขายกระป๋องผ่านตู้กด เหรียญที่ใช้ซื้อได้จากการเอาประสบการณ์ของเราไปอัพโหลดลงกระป๋อง พล็อตรอบแรกที่ร่างกันคือ มีตัวละคร 4 ตัว เป็นตัวแทนคน 4 กลุ่ม แต่ละตอนเล่าเรื่องของแต่ละคน ได้แก่ พนักงานบริษัท ร็อกสตาร์ นักวิ่งมาราธอน และแม่ เมื่อพล็อตมาทางนี้ เรื่องจึงมุ่งไปแนวไซไฟเต็มตัว ซึ่งเป็นประเภทความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงนี้

ซีรีส์เรื่องนี้มองกระป๋องนี้ในฐานะของผู้ร้ายมากกว่าพระเอก เพราะตรงกับอินไซต์ของคนปัจจุบันที่มักตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรจากประสบการณ์ของคนอื่น เช่น ไม่อยากไปกินร้านอาหารที่ได้คะแนนรีวิวน้อย เราเลือกเชื่อประสบการณ์ของคนอื่นจนทำให้อาจจะพลาดประสบการณ์หลายอย่างไป โดยลืมไปว่าการได้เจอประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็จะทำให้เราเติบโตขึ้น

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

06 ทำยังไงให้คนดูครบ 4 ตอน

ความยากของงานนี้คือ การเลี้ยงคนให้ดูจนจบตอนหนึ่ง เพื่อทำให้เขาอยากดูตอนสอง และเป็นอย่างนี้ไปจนจบตอนที่สี่ ถ้าเป็นซีรีส์จริงๆ ตอนแรกๆ จะเป็นช่วงปูพื้นตัวละคร จึงไม่ค่อยสนุก กว่าจะสนุกก็ท้ายซีซั่นแรก แต่งานนี้ไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ผู้กำกับและครีเอทีฟเลยเปลี่ยนการเล่าเรื่องใหม่ แทนที่จะเล่าชีวิต 4 คน แบบตอนละคน ก็เล่าทั้งหมดพร้อมกัน และเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวละครใหม่ เปลี่ยนพนักงานออฟฟิศเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นตัวแทนคนทั่วไปในยุคนี้ ตัวละครแม่ก็ไปสวมกับตัวละครที่ไม่ได้ทำงานประจำ ร็อกสตาร์กับนักวิ่งก็ลดบทบาทลง ลองเขย่าเรื่องใหม่ให้ดำเนินเรื่องบนคาแรกเตอร์น้อยลง จากนั้นก็ให้ตอนแรกทำหน้าที่เซ็ตอัพพล็อตให้คนเข้าใจ หาจุดตัดจบของแต่ละตอนที่น่าสนใจซึ่งทำให้คนอยากดูตอนต่อไป

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

07 ทำทุกอย่างให้เหมือนซีรีส์

พอคิดว่านี่คือการทำซีรีส์ ท่วงท่าในการโปรโมตจึงต่างจากหนังออนไลน์ทั่วไป มีการนับถอยหลัง มีตัวอย่าง มีโปสเตอร์ แบบซีรีส์จริงๆ เช่นเดียวกัน มีการขึ้นชื่อนักแสดงตอนต้นแบบเดียวกับซีรีส์ เมื่อคนรู้สึกว่าเป็นซีรีส์ ก็จะมีความคาดหวังกับหนังแบบซีรีส์

08 ทำซีรีส์ แต่ต้องใช้ผู้กำกับโฆษณา

ยุคนี้มีผู้กำกับที่ทำงานออนไลน์ดังๆ มากมาย แต่จะคิดแค่ทำให้หนังดังอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคลิปดังๆ อาจจะกลับมาที่แบรนด์ยาก และการสื่อสารเนื้อหาที่แบรนด์จะบอกก็ไม่พอ งานนี้ต้องพูดในน้ำเสียงที่เข้ากับแบรนด์ มันเป็นความชำนาญเฉพาะที่ไม่ใช่ว่าผู้กำกับทุกคนจะถนัด ดังนั้น ถึงจะทำเป็นซีรีส์ก็ยังต้องใช้ผู้กำกับโฆษณาทำ

09 คาแรกเตอร์ของพระเอกในเรื่องมาจากชีวิตจริงของผู้กำกับภาพในกองถ่าย

พระเอกในเรื่องเป็นคนที่น่ารัก เป็นที่พึ่งได้ และมีเหตุผลหนักแน่นมากที่จะไม่ได้อยู่กับนางเอกอย่างที่เธออยากให้อยู่ ทีมจึงวางคาแรกเตอร์ให้เป็นคนที่ออกไปทำงานอาสาสมัครตลอดเวลา ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์จริงของ แดง- ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ Director of Photography แห่ง Film Factory ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thaiwhales.org และหัวหน้าทีมงานวาฬไทย แดงใช้เวลาว่างเป็นอาสาสมัครเดินทางไปถ่ายภาพปลาวาฬเกยตื้นตามที่ต่างๆ เพื่อรณรงค์เรื่องนี้ตลอดเวลา ส่วนผู้ที่จะมารับบทนักอนุรักษ์ที่มีคาแรกเตอร์ไม่น่าเบื่อ มีความกวนตีน และความจริงจัง ก็คือ นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต พระเอกโฆษณามาดเซอร์ที่กำลังมาแรงมากในตอนนี้ (ทำความรู้จักเขาเพิ่มเติมได้ที่นี่)

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

10 สวยเกินไปก็เป็นปัญหา

ตอนแรก พระแพง-จินตนัดดา อัตถวิบูลย์ มาแคสต์เป็นแพรี่ (เน็ตไอดอลในเรื่อง) ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ที่ใกล้กับชีวิตจริงของพระแพงมาก เธอทำให้แพรี่กลายเป็นตัวละครที่สวยและมีเสน่ห์มากจนไม่รู้ว่าจะหาใครมารับบทม่อน (นางเอก) เพื่อให้คนดูรักม่อนมากกว่า ทีมงานก็เลยโยกให้พระแพงมารับบทม่่อนแทน และเลือก เล็ก-วสุ ปลื้มสกุลไทย (นักแสดงและเพื่อนซี้ของพระแพง) มารับบทแพรี่แทน

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

11 เซ็ตฉากให้เหมือนโลกอนาคต

การลงรายละเอียดส่วนต่างๆ ของซีรีส์เรื่องนี้ก็น่าสนใจ อย่างเช่นกระป๋องคือประสบการณ์สำเร็จรูป มันคือการอยากเป็นคนอื่น เป็นสิ่งตรงข้ามกับคำสอนของศาสนาที่ให้เราละวาง ไม่อยากเป็นอย่างคนอื่น ทีมงานเลยมองว่า ถ้าใช้ตู้หยอดกระป๋องเหมือนเดิมจะเล่าเรื่องยาก ใช้เวลาเล่าเยอะ การปรับให้เป็นร้านที่มีคนขายจะช่วยตอบคำถามมากมายได้ในเวลาอันสั้น ร้านนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของคนแบบหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ที่คล้ายโบสถ์ เพลงที่ใช้ในร้านและการตกแต่งจึงตามมาในแนวทางนี้

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

12 ไม่ได้เน้นเพลง

เหตุผลที่ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจทำเพลงขึ้นมาประกอบอย่างจริงจังก็เพราะ KTC ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพลงนัก และด้วยความที่หนังเป็นแนวไซไฟ การเลือกเพลงมาใช้เพื่อให้ฮิตด้วยและเข้ากับเรื่องได้ด้วยจึงไม่ง่าย

13 สร้างตัวอย่างใหม่ๆ ให้วงการซีรีส์ไทย

ตลาดซีรีส์ของไทยเกือบทั้งหมดมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ผู้ผลิตจึงเลือกลงทุนในแนวที่ค่อนข้างมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ พล็อตจึงอยู่ในแนวทางเดิมๆ งานนี้จึงเป็นการพาซีรีส์ไทยไปไกลกว่าที่เคย ทั้งแนว ทั้งพล็อต และการถ่ายทำที่ใช้วิธีถ่ายทีละกล้องแบบหนัง ต้องยกเครดิตให้ผู้บริหาร KTC ซึ่งย้ำตลอดว่าไม่ต้องการหนังป๊อปคอร์นที่คนดูจบแล้วไม่ได้อะไร แต่ต้องการหนังที่ให้อะไรใหม่ๆ และทำให้คนได้ตั้งคำถามใหม่ๆ กับชีวิต

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

14 KTC ได้อะไรจากซีรีส์เรื่องนี้

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ไม่เห็นสินค้า ไม่เห็นบัตรเครดิต โลโก้ก็ขึ้นเพียงแค่ตอนจบ เพื่อบอกว่า KTC สนับสนุนความคิดเรื่องนี้ แน่นอนว่า งานนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขายของ สิ่งที่ KTC ได้จากการดูซีรีส์เรื่องนี้จึงเป็นการที่แบรนด์ของ KTC ค่อยๆ ซึมเข้าไปสู่ผู้ชม จนทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ประสบการณ์ = KTC

15 ยังมีประสบการณ์ใหม่ๆ รอให้เราสัมผัส

แคมเปญนี้ไม่ได้จบลงแค่ซีรีส์ 4 ตอน แต่ช่วงต่อไป KTC จะขยับจากจินตนาการเรื่องประสบการณ์อัดกระป๋อง ไปสู่การนำเสนอเรื่องประสบการณ์จริงๆ ส่วนจะเป็นยังไง และพิเศษแค่ไหน ต้องติดตาม

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

ทีมงาน

Agency : Ogilvy & Mather Advertising, Bangkok
Creative Team : Ogilvy Branded Entertainment
Social Planning Team : Social @ Ogilvy
Production House : Factory 01

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load