โดยปกติทั่วไปเมื่อนักกีฬาคนใดได้แชมป์กลับบ้าน ภาพเคลื่อนไหวที่เราเห็นมักเป็นคลิปวิดีโอในหมวดข่าวกีฬา ภาพกีฬามันๆ หรือสกู๊ปพิเศษที่ออกอากาศในรายการข่าวภาคค่ำ

แต่จากการป้องกันแชมป์โลกครั้งล่าสุดของ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เราได้เห็นคลิปวิดีโอคลิปหนึ่ง เป็นสารคดีขนาดสั้นที่ถ่ายทำในวาระที่แชมป์โลกชาวไทยเดินทางไปลอสแอนเจลิสป้องกันแชมป์โลกกับ โรมัน กอนซาเลซ

พอรู้ว่าคลิปนั้นเป็นฝีมือการกำกับของ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล เราก็ทั้งแปลกใจและไม่แปลกใจ

แปลกใจ-ที่ผู้กำกับพันล้านผู้นี้ตกปากรับทำงานนี้ทั้งที่เจ้าตัวออกปากว่าไม่ได้อินกีฬามวยสากลมาก่อน และงานสารคดีกับโต้งดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งคุ้นเคย

ไม่แปลกใจ-ที่รู้ว่าคลิปที่การถ่ายทำเนี้ยบเกินคลิปกีฬาทั่วไปที่เราคุ้นเคยจะเป็นผลงานของผู้กำกับอย่างเขา และผลตอบรับก็เข้าถึงใจคนดูเหมือนอย่างที่ภาพยนตร์ของโต้งเคยทำได้เสมอมา ถึงนาทีนี้ ยอดวิวคลิปที่ลงในเพจของ M-150 ทะลุ 2 ล้านไปแล้วเรียบร้อย

แปลกใจอีกที-เมื่อเรานัดพบกับโต้งที่ GDH เพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการถ่ายทำคลิปความยาว 4 นาทีเศษๆ คลิปนี้ แล้วรู้ว่าเขาและทีมงานรวม 4 ชีวิตใช้เวลาผลิต-หมายถึงทั้งถ่ายทำ ตัดต่อ ใส่เสียง ปรับสี เสร็จภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 วัน นับตั้งแต่นาทีที่โรมัน กอนซาเลซ ลงไปนอนกองกับพื้น

ต่อไปนี้คือบันทึกเบื้องหลังภารกิจสุดระทึกที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาและควบคุมอะไรแทบไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นผลแพ้ชนะหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

3 เดือนก่อนขึ้นชก

“ลูกค้าอยากได้หนังเกี่ยวกับการแข่งขันของ แหลม-ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เพื่อไปลงในสื่อออนไลน์ของ M-150 จริงๆ แล้วเขาเคยทำคลิปวิดีโอมาแล้วครั้งหนึ่งตอนแหลมชิงแชมป์ครั้งแรก ตอนนั้น HUB HO HIN ทำเหมือนกัน ผู้กำกับคือ ต้น-วุฒิดนัย อินทรเกษตร ซึ่งคลิปนั้นเน้นถ่ายตอนซ้อม เล่าความมุ่งมั่น เป็นเสียงแหลมวอยซ์โอเวอร์ว่า ผมจะมุ่งมั่น ผมจะสู้ แล้วก็ซ้อมๆ พอผมต้องทำ ผมเห็นว่าเขาทำเรื่องซ้อมไปแล้ว แล้วเราจะทำยังไงล่ะ ตอนแรกก็กลุ้มเหมือนกัน เพราะเราไปถึงลอสแองเจลิสทั้งที เราก็ไม่อยากจะทำแค่บันทึกธรรมดา”

 

2 เดือนก่อนขึ้นชก

“ก่อนแข่ง 2 เดือนเป็นช่วงที่ผมคิดสตอรี่บอร์ดและรีเสิร์ช ผมก็ดูประวัติเขาก่อน รู้เรื่องราวความยากลำบากในชีวิตเขาที่เคยเป็นยาม เคยเก็บขยะกิน แล้วก็เลยรู้สึกว่าไอเดียบาดแผลกับนักมวยน่าจะสนุก เพราะคิดว่าเขาต้องมีอยู่แล้วล่ะ นักมวย โดนต่อยเละเทะ แล้วก็คิดว่าจะเจาะความรู้สึกตอนที่เขาลงไปนอนที่พื้น ว่ารู้สึกยังไง ปรากฏว่าเขาไม่เคยลงไปนอนเลย (หัวเราะ) แต่ผมก็เห็นว่ามือเขาปูดมาก นักมวยคนอื่นไม่เป็นขนาดนี้นะ อาจจะเพราะซ้อมเยอะมากหรืออะไรสักอย่าง

“ผมคิดได้เลยตั้งแต่ก่อนสัมภาษณ์ว่าจะเป็นไอเดีย 1 วันหลังแข่ง แล้วก็จะพูดเรื่องบาดแผล จะถ่ายหน้าเขาที่โดนต่อย แต่ที่ท้าทายคือตอนทำเราไม่รู้ว่าวันแข่งเขาจะชนะหรือแพ้ แต่ผมรู้สึกว่าไอเดียที่ว่า ‘บาดแผลจะทำให้เราแกร่งขึ้น’ ถึงแพ้เราก็พูดได้ว่า บาดแผลครั้งนี้จะทำให้คราวต่อไปสู้หนักกว่าเดิม แต่ผมก็กังวลมาก เราไม่รู้ว่าถ้าแพ้จริงๆ ใจเขาจะเป็นยังไง หรือใจเราเองด้วยนะ เพราะเขาไม่ใช่แค่ subject ของเรา แต่เขาคือประเทศชาติ เราเองก็ไม่อยากให้เขาแพ้หรอก”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

1 สัปดาห์ก่อนขึ้นชก

“โจทย์อีกข้อคือลูกค้าบอกว่าต้องการเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปกติถ้าไปถ่ายเมืองนอก กว่าจะไป กว่าจะกลับ เร็วสุดก็ต้องเป็นสัปดาห์ แต่นี่สองสามวันต้องปล่อยหนังแล้ว ถือว่าเร็วมากๆ ตอนนั้นก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเอาทีมไปที่ลอสแอนเจลิสด้วยกันเลย ไปถ่ายที่นั่นแล้วตัดที่นั่นเลย เราไปกัน 4 คน มีผมเป็นผู้กำกับ คนตัดต่อ 1 คน ตากล้อง 1 คน โปรดิวเซอร์ 1 คน ตากล้องคนเดียวที่ไปคือพี่สีบาน ที่เคยถ่าย พี่มากฯ, แฟนเดย์ฯ ด้วยกัน ก็บอกเขาว่ามีเวลาทำงาน 3 วัน ต่อยวันที่ 9 กันยายน ถ่ายวันที่ 10 แล้วก็ตัดวันที่ 11 กับ 12 เราไปถึงก่อนเป็นสัปดาห์เลย ก็ทำงานบล็อคช็อต 2 วันก่อน แล้วก็ไปที่อื่น แล้วจึงกลับมาวันแข่ง”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

9 กันยายน : วันแข่งขัน

“ก่อนแข่งเราห้ามไปยุ่งกับนักมวยเลย คือเราอยากถ่ายอยู่แล้วแหละ แต่ก็รู้สึกว่ามันละเอียดอ่อนมาก เขาคงตั้งใจกับการแข่งมาก ถ้าเกิดเราไปเกะกะอะไรเขา ผมก็คงไม่แฮปปี้ เลยตั้งใจเขียนสคริปต์มาให้มันเป็นเรื่องหลังวันแข่งไปเลย คือไม่ใช่ว่าเราอยากได้หนัง แต่เขาก็ต้องชนะด้วย ต้องได้ทั้งคู่”

 

ยกที่ 1

“จริงๆ แล้วมุมที่เราถ่ายจำกัดมาก เพราะแม้เรานั่งริงไซด์ก็จริง แต่เราก็ได้ภาพแค่มุมเดียว แต่กลายเป็นว่ามุมทั้งหมดที่พี่สีบานถ่ายไว้โคตรมีพลังเลย มันเหมือนกำลังแอบถ่ายอะไรบางอย่าง มันไม่เหมือนกล้องไหนที่ถ่ายเลย ภาพในอุดมคติผมรู้สึกว่าอยากให้เขาชนะแหละ เหมือนคนไทยทุกคน แต่ผมอยากให้หน้าเขาเละ จะได้เข้ากับคอนเซปต์หนังที่พูดเรื่องบาดแผล ประมาณว่าไม่ใช่ได้มาง่ายๆ”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

ยกที่ 4

“ปรากฏสุดท้ายดันชนะเร็วมาก น็อกตั้งแต่ยก 4 อย่างที่บอก ไอเดียบาดแผลที่อยากได้ในอุดมคติคือต่อยชนะแต่หน้าเขาต้องมีบาดแผลให้เราถ่าย แต่ปรากฏว่าตอนถ่ายจริงไม่โดนต่อยเลย คือไม่มีรอยอะไรเลย ผมนึกในใจ ฉิบหายแล้วกู (หัวเราะ)

“หลังจากน็อกโปรโมเตอร์เขาก็เรียกตากล้องขึ้นไปบนเวที พี่สีบานก็ถ่ายทุกอย่างเลย มีภาพภาพหนึ่งที่พอแหลมชนะแล้วเขาตีลังกา ภาพนี้ไม่มีใครถ่ายได้ ยกเว้นคนเดียวที่ถ่ายทั้งแมตช์ด้วยกล้องมุมกว้าง แต่เราได้ถ่ายภาพมุมแคบตอนตีลังกามา ซึ่งพิเศษมาก แล้วตอนถ่ายแหลมมาเฮฝั่งเราตลอด ผมรู้สึกว่ามันได้ฟุตเทจที่พิเศษมากอยู่แล้ว ได้เข้าไปหลังเวทีด้วย

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

10 กันยายน : วันถ่ายทำ

10.30 น.

“คืนหลังกลับจากแข่งเราก็ถกกันว่าถ่ายอะไรก่อน สุดท้ายตัดสินใจถ่ายสัมภาษณ์ก่อน หวังว่าเนื้อหาจากการสัมภาษณ์จะได้อะไรอย่างที่เราอยากได้ คือเรารีเสิร์ชไว้ก่อนแล้วว่าจะคุยอะไร มีโครงหมดแล้ว

“เราเริ่มถ่ายตั้งแต่ 10 โมงครึ่ง แล้วถึงบ่าย 4 โมงต้องเลิก ซึ่งเรารู้แค่ว่าต้องถ่ายที่ห้องเขา แสงจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่สุดท้ายเป็นอย่างที่คิดเลย คือพี่เขาต้องนั่งอยู่บนเตียงแล้วถ่ายย้อนแสง

“เข้าห้องไปเราถ่ายสัมภาษณ์ก่อน จิตใจเขาดีมาก แต่เขาพูดไม่เก่งเลย เขาเรียบเรียงไม่เก่ง แล้วยิ่งหลายๆ เรื่องเราคุยกันไปหมดแล้ว เขาก็จะตอบแบบมีแพตเทิร์น เราต้องตะล่อมทุกอย่าง ต้องเทกเยอะเหมือนกัน เราต้องหลอกล่อ ซึ่งคนตัดต่อที่ไปด้วยคืออาร์ม ชลสิทธิ์ ที่เคยตัดต่อหนังเรื่อง แฟนเดย์ฯ กับ ฉลาดเกมส์โกง เขาต้องนั่งจดทุกคำ

“ที่เซอร์ไพรส์คือแหลมพูดเรื่องแฟนเยอะมากจริงๆ ซึ่งผมว่ามันเป็นมุกที่เป็นฮุกของหนัง ผมถามไปว่า แล้วแฟนว่ายังไงบ้าง เขาบอกว่าแฟนเขาจะไปหลายทีแล้ว แต่เขาก็รั้งไว้ ซึ่งมันจี๊ดมากเลย เขาพูดแล้วเสียงสั่น ซึ่งเราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อย่างนี้ แล้วปรากฏว่าตอนกลับมาเมืองไทยเขาขอแต่งงานกับแฟนที่สนามบิน มันเลยทำให้หนังเรื่องนี้ยิ่งจี๊ด”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วันบทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

13.00 น.

“ตอนที่ออกไปถ่ายข้างนอกทีแรกเราไม่อยากจะเป็นคลิเช่แอลเอ แต่เราก็คิดว่าทางลูกค้าคงอยากได้ เราเลยต้องคิดว่าถ่ายยังไงให้ไม่สะเหล่อ ให้มันเท่ๆ สุดท้ายเราตัดสินใจใช้สูตรสำเร็จ คือใช้โลเคชันที่คุ้นตากับคน เช่น ป้ายฮอลลีวู้ด ที่โคมไฟเยอะๆ หรือ Hollywood Walk of Fame ซึ่งผมรู้สึกว่ามันมีความหมายบางอย่าง เหมือนเป็นการเดินทางไปสู่ดาว ผมอยากจะให้ทุกที่มีความหมาย ตอนแรกเล็งไว้ 4 – 5 จุด แต่สุดท้ายไปได้แค่ 3 จุด ก็มีไปวิ่งบ้าง เดินบ้าง โพสบ้าง ก็มีคนจำเขาได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ขนาดว่าทำให้ถ่ายทำยากอะไร

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

16.00 น.

“เราถ่ายกันเสร็จตอนบ่าย 4 โมง หลังถ่ายแหลมก็แยกย้ายไปกินข้าวกับกงสุลฯ เราก็แยกกลับมาตัด คืนนั้นอาร์มไม่ได้นอนเลย ดูฟุตเทจที่มีแล้วตัดเลย แต่อาร์มยังไม่ให้ผมดู

“ตอนที่ได้ฟุตเทจสัมภาษณ์มาผมไม่ค่อยมั่นใจ ตลอดเวลาผมจะกลัวว่าหนังเรื่องนี้จะออกมากลางๆ ด้วยเงื่อนไขมันเยอะมาก เวลาถ่ายทำก็ไม่มี ห้ามไปยุ่งกับเขาก่อน แล้วเขาพูดไม่เก่ง แต่ผมว่าหลายๆ อย่างเราค้นพบตอนตัดต่อ มันกลายเป็นว่าการพูดไม่เก่งคือความจริงใจอย่างหนึ่ง เราได้ความซื่อของเขาและความรู้สึกจริงๆ ของเขามาช่วย แล้วเหตุการณ์จริงๆ ในชีวิตที่เขาเจอมามันดรามาติกอยู่แล้ว”

 บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

11 กันยายน

ตีสอง

“วันรุ่งขึ้นอาร์มก็ยังไม่ให้ดู เขาบอกว่าพี่ไปเที่ยวเลย กว่าผมจะได้ดูก็ประมาณตี 2 พอดูแล้วผมบอกอาร์มเลยว่า ‘รอดว่ะ นี่กูดูแล้วรื้นเลย’ คือมันได้มากกว่าที่เราคิด แต่มันก็ยังมีประเด็นหลายอันที่หลุดๆ ไป ก็เลยบอกว่าอันไหนไม่เอา หรือเอาอันไหนคืนมา เพราะเราก็มีที่เล็งไว้แล้ว แต่สิ่งที่อาร์มตัดให้เราก็มีสิ่งใหม่ๆ หลายอัน

“อาร์มเขาก็ไปขุดมาว่าในแมตช์เก่าๆ มีคนเคยถ่ายอะไรไว้บ้าง ตอนโดนต่อยอะไรทั้งหลาย แล้วตอนที่ตัดมาประโยคว่า ‘สู้ต่อไป วันหนึ่งจะเป็นของเรา’ แล้วเห็นฟุตเทจที่แหลมต่อยคนอื่นกลิ้งไปกับพื้นเลย ผมรู้สึกว่ามันโคตรมีพลัง พอดูร่างแรกผมก็สบายใจแล้ว มันไม่น่าจะเป็นแค่บันทึกธรรมดาแล้ว

“ส่วนคลิปที่แหลมขอแฟนแต่งงานที่สนามบินสุวรรณภูมิก็เป็นฟุตเทจข่าวที่เมืองไทย ซึ่งทุกฟุตเทจที่ใช้ทาง M-150 เคลียร์ให้ แล้วมีการซื้อฟุตเทจที่จำเป็นต้องใช้เพิ่มด้วย เช่นลอสแอนเจลิสยามเช้าที่มันดูแพงๆ หรือตอนที่พูดถึงตอนเริ่มต่อยมวยตอนเด็ก ตอนแรกอาร์มเอาอะไรสักอย่างมาใส่ ซึ่งเราบอกว่ามันซื้อไม่ได้นะ ผมก็เลยเสิร์ชเฟซบุ๊กคำว่า มวยวัด แล้วไปเจอคลิปที่คนถ่ายไว้ ก็เลยอินบอกซ์ไปซื้อกับเขา แล้วเอามาเปลี่ยนเป็นภาพขาวดำ ตอนตัดสนุกมาก”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

12 กันยายน

ตีหนึ่ง

“วันรุ่งขึ้นกว่าจะได้ดูอีกทีก็ตอนเย็น ทีนี้เรานั่งอยู่ด้วยกันแล้วก็ทำต่อจนตี 1 จริงๆ มันเสร็จก่อนหน้านี้พักหนึ่งแล้ว แต่ยังเก็บไม่ละเอียด เงื่อนไขคือเราไม่มีเวลาทำสกอร์เลย ก็ต้องใช้เพลงใน Library แล้วไปเจอเพลงหนึ่งที่ดีมากๆ ก็ซื้อเลย คืนเดียวตัดต่อ ใส่ซาวนด์ ทำสี

“โปรดิวเซอร์กลับมาตอนตี 1 ก็เลยเปิดให้เขาดู แล้วบอกว่า ‘พี่ ผมมั่นใจมากว่ะ’ พอเขาดูปุ๊บก็บอกว่า เรียกลูกค้ามาเลยเถอะ (หัวเราะ) คืออยู่คนละโรงแรมด้วยนะ โปรดิวเซอร์เขามั่นใจว่าลูกค้ายังไม่นอน เพราะเจ็ตแล็กเหมือนกัน”

ตีสี่

“ตอนนั้นเมืองไทยสว่างอยู่ ถ้ายิ่งเสร็จเร็วก็สามารถคุยกับผู้บริหารใหญ่ที่เมืองไทยได้ทันที จะได้รีบปล่อยวิดีโอ พอดูแล้วลูกค้าเขาคอมเมนต์น้อยมาก แก้ตอนช่วงท้ายนิดหน่อย โปรดิวเซอร์ต้มมาม่าให้ลูกค้ากินตอนตี 4 แล้วก็คอนเฟอเรนซ์กับที่เมืองไทย สุดท้ายเขาก็แฮปปี้กัน

“สิ่งที่เปลี่ยนจากตอนแรกคือก๊อปปี้ที่คิดไว้คือ ‘ขอบคุณบาดแผล’ แต่จะขอบคุณอะไร เพราะหน้าเขาไม่มีแผลเลย ก็เลยถกกัน โปรดิวเซอร์ก็บอกว่าเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ทุกบาดแผล’ ไง เพราะคำว่าทุกบาดแผลมันแปลว่าอะไรก็ได้ที่เคยเกิด แล้วผมก็เคาะเลย ซึ่งผมชอบประโยคภาษาอังกฤษมาก ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกเลย Be thankful to your wounds.”

บทบันทึกการป้องกันแชมป์ของ แหลม ศรีสะเกษ ที่ โต้ง บรรจง ทำเสร็จภายใน 3 วัน

ทีมงาน

ผู้กำกับ บรรจง ปิสัญธนะกูล
กำกับภาพ นฤพล โชคคณาพิทักษ์
ตัดต่อ ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต
โปรดิวเซอร์ อาฬาวี ชูประวัติ

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

“พัสดุมาส่งแล้วครับ” 

ประโยคนี้จากพนักงานในชุดยูนิฟอร์มสีแดงดำ คงจะเป็นเสียงที่คุ้นเคยกันทุกบ้าน บางครั้งไม่ว่าเราจะเขียนซอยผิด ตัวหนังสือจางหรือตกหล่น แม้ว่าบ้านจะอยู่บนเขาหรือทางเข้าบ้านต้องลุยน้ำลงห้วย

พี่ ๆ ไปรษณีย์ ก็นำพัสดุมาส่งถูกที่ ถูกเวลา ได้อย่างน่าอัศจรรย์

สิ่งที่น่าประทับใจมากไปกว่านั้นคือ การนำจดหมายและพัสดุส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัย โดยเคารพกฎจราจรระหว่างทางของบุรุษไปรษณีย์ 

แต่ครั้งนี้ไปรษณีย์ไม่ได้มาส่งของ เขามาในบทบาทของแคมเปญ ‘สุภาพบุรุษไปรษณีย์’ หนังโฆษณาที่ต้องการรณรงค์สังคมให้ขับขี่ปลอดภัยตามกฎ จากความตั้งใจของ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เนรมิตแนวคิดกลายเป็นผลงานโดยฝีมือของเอเจนซี่ Monday โดย เล็ก-พรรษพล ลิมปิศิริสันต์ Co-Founder, Chief Creative Officer และ สิงห์ โพธิ์สุวรรณ Creative Director

ทั้งหมดนี้เกิดจากที่ปัจจุบันเกิดปัญหาการจราจรไม่เว้นวัน ไปรษณีย์ไทยจึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานี้ นำเสนอผ่านตัวตนสุภาพบุรุษไปรษณีย์ที่เป็นมิตรกับคนไทยมายาวนานและยั่งยืน 

“หลายครั้งบุรุษไปรษณีย์ขี่มอเตอร์ไซค์เปิดทางให้รถพยาบาล ช่วยพยุงรถที่น้ำมันหมด ช่วยปฐมพยาบาลคนที่ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นสิ่งที่เราทำจากความผูกพันกับสังคมไทย นอกเหนือจากหน้าที่หลัก”

ที่เกริ่นมานี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ จากทั้งหมดที่ไปรษณีย์ไทยทำ ยังมีการข้ามน้ำข้ามทะเลส่งพัสดุ หรือ ส่งของผ่านโดรนในช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ก็เกิดขึ้นได้ด้วยฝีมือของ ‘สุภาพบุรุษไปรษณีย์’ ที่ตอนนี้ เขากำลังจะสื่อสารเรื่องใหม่ไปถึงทุกคน

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Road Safety
กำเนิดแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์

อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นทุกวัน แท้จริงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และถือเป็นเรื่องของทุกคน

“เมื่อเราทราบข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนน เราตระหนักและไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดกับพนักงาน ครอบครัว เพื่อน และทุกคนที่ใช้รถใช้ถนน” คำบอกเล่าอย่างหนักแน่นของ ดร.ดนันท์ เป็นสิ่งที่จุดประกายโครงการขึ้น

ไปรษณีย์ไทยตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงจับมือกับสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนโครงการ “เพื่อนแท้ร่วมทาง Road Safety” พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนชุดความรู้และสื่อประชาสัมพันธ์ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโรงเรียนทักษะพิพัฒน์ของ SCG เพื่อจัดอบรมการขับขี่ปลอดภัย มีการสื่อสารภายในเป็นประจำทุกสัปดาห์ และมีนิทรรศการออนไลน์และสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ในระบบ THP Plearn (ระบบ e-Learning ของไปรษณีย์ไทย)

โครงการ Road Safety เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทบทวนความรู้ทางวินัยจราจร และได้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ทั้งคนขับขี่และคนสัญจรทางเท้า รวมทั้งสอนวิธีช่วยเหลือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น ถ้าเกิดอุบัติเหตุต้องแจ้งทางไหน เรียกรถตำรวจหรือรถพยาบาลยังไง การเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงช่วยเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญ

“เราคำนึงถึงความปลอดภัยในการจราจร ห่วงใยบุรุษไปรษณีย์ของเรา และผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนร่วมกันทุกคน” ดร.ดนันท์ ย้ำเจตนารมณ์อีกครั้ง

มีคนจำนวนมากในการใช้ถนนบนเส้นทางที่หลากหลาย ฉะนั้น จึงหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตบนท้องถนนไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ มีสติ ไม่ประมาท และเคารพกฎจราจร

นี่จึงเป็นที่มาของแคมเปญนี้ 

Casting
ตั้งโจทย์ ก่อนสตาร์ท

เมื่อมีปณิธานแน่ชัด การลงมือทำจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ตามมา

ความตั้งใจอยากทำแคมเปญรณรงค์สังคมสักหนึ่งชิ้น คือโจทย์จากไปรษณีย์ไทยถึง Monday

“จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่บุรุษไปรษณีย์เป็นฝ่ายผิด มีเพียง 0.13 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าเมื่อเข้าคอร์สอบรมแล้ว เรามีเป้าหมายชี้วัดการดำเนินการในโครงการนี้ เราคิดว่าการรับรู้เรื่อง Road Safety จับต้องได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เราตั้งเป้าไว้ว่าจะลดอุบัติเหตุที่เราเป็นฝ่ายผิด แม้ไม่ใช่ตัวเลขที่เยอะ แต่เราจะลดให้ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ และลดข้อร้องเรียนอีก 50 เปอร์เซ็นต์” แม้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดจากฝั่งไปรษณีย์จะเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ ดร.ดนันท์ ยังต้องการลดจำนวนนั้นให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะสุภาพบุรุษไปรษณีย์มีความเป็นมิตร ซึ่งเกิดขึ้นจากความผูกพันกับสังคมไทยมาเป็นระยะเวลานาน ความตั้งใจหลักอีกข้อคือ “เรารู้จักทุกพื้นที่ รู้จักคนไทยเป็นอย่างดี ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับบุรุษไปรษณีย์คือค่อนข้างเป็นมิตร ไว้ใจได้ เป็นไปในแง่ดี เราอยู่ในการให้บริการกับสังคมมานาน และเชื่อว่าจะบอกต่อเรื่องต่าง ๆ ให้กับคนไทยได้ ฉะนั้น บุรุษไปรษณีย์จึงควรขับขี่ปลอดภัยตามกฎจราจร เป็นการบอกต่อผ่านการกระทำ”

เล็ก Co-Founder, Chief Creative Officer แห่ง Monday ตอบรับทันทีตั้งแต่วินาทีแรกที่ ดร.ดนันท์ เล่าโจทย์ที่อยากทำให้ฟัง

“เรื่องรณรงค์สังคมเป็นสิ่งที่ Monday สนใจมาตลอดถ้ามีโอกาส และเราแทบไม่ปฏิเสธเลยไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม” 

เมื่อทั้งคู่มองเห็นจุดประสงค์เดียวกัน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้เลยว่า ผลงานที่ออกมาจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

“มันก็เป็นเป้าหมายที่เราก่อตั้ง Monday อยู่แล้ว ว่าการทำโฆษณาทำเพื่อให้คนซื้อของ ดังนั้น เราก็ควรทำโฆษณาเพื่อให้มี Social Branding & Awareness ด้วย”

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Workshop
เข้าใจโจทย์ เข้าใจบทบาทจราจร

‘โฆษณาแนวสนุกสนานพร้อมแง่คิดดี ๆ ในรูปแบบของหนังสั้นออนไลน์’ เป็นแนวคิดตอบโจทย์สำหรับแคมเปญนี้

และแน่นอนว่าพระเอกของเรื่องจะเป็นใครไม่ได้ ถ้าไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์

“เราอยากสื่อสารในแง่ที่นึกถึงคนใกล้ตัวที่สุด ในความเป็นไปรษณีย์ไทย เราก็ต้องนึกถึงบุรุษไปรษณีย์ เพราะพวกเขาใช้มอเตอร์ไซค์ขี่ไปส่งของ เลยคิดว่านี่แหละเป็นหัวหอกที่จะทำคนเห็นว่า เราจะขับขี่ปลอดภัยได้ยังไง” เล็กริเริ่มไอเดีย

“และเราเลือกคำว่าบุรุษไปรษณีย์ เพราะเป็นคำที่มีพลัง นอบน้อม อ่อนน้อม ตรงกับแก่นแท้และตัวตนของแบรนด์นักสำรวจเส้นทาง เคียงข้างคนไทยแบบเพื่อนรู้ใจ ทำให้บุรุษไปรษณีย์ได้รับความเชื่อใจ ไว้วางใจ” ดร.ดนันท์ เสริม

สุภาพบุรุษไปรษณีย์เป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง แต่เรื่องนี้จะเล่าผ่านเหตุการณ์จำลองในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การสอนหรือบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตรง ๆ 

“ความตั้งใจของเราคือ หนังเรื่องนี้ไม่ควรเป็นการสอน” ดร.ดนันท์ ว่า “ไอเดียหลัก ๆ ของเราคือสุภาพบุรุษไปรษณีย์ เราอยากให้คนขับขี่เหมือนมีบุรุษไปรษณีย์เป็นต้นแบบ เพราะฉะนั้น การสอนตรง ๆ ไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับคนในยุคนี้ สิ่งที่น่าจะเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าคือการทำตัวเองให้ดีก่อน ในที่นี้คือเคารพกฎจราจร มีความสุภาพ ขับรถปลอดภัย

“อีกอย่างที่สำคัญเลย คือเราต้องการให้หนังเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป เลยเซ็ตอัปให้เป็นขาวและดำในแง่นามธรรม ให้คอนทราสต์กัน บุรุษไปรษณีย์จะเป็นขาวมาก ๆ และอีกคนจะเป็นฝ่ายดำสุด ๆ เพราะเราอยากเล่าเรื่องแบบเร็ว กระชับ เล่าได้เลยว่านี่คือตัวละครฝ่ายดีนะ ส่วนนี่คือตัวละครฝ่ายตรงข้าม ให้เห็นชัด ๆ ไปเลย” เล็กเสริม

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Storyboard
ขับขี่สุภาพแบบสุภาพบุรุษไปรษณีย์ 

แต่ก่อนที่จะเลือกตัวละคร ก็ต้องค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลก่อน ทีมรีเสิร์ชของ Monday จึงสืบค้นข้อมูลโดยละเอียด ในเรื่องมุมมองการรับรู้ของคนไทยที่มีต่อสุภาพบุรุษไปรษณีย์

“ถ้าเป็นส่วนตัวเราที่ไม่ได้เช็กจากรีเสิร์ช เราจะนึกถึงว่าบุรุษไปรษณีย์ทุกคนต้องขับขี่ดีอยู่แล้ว อาจจะเพราะเขาชำนาญเรื่องเส้นทาง เราเคยรับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์บ่อย ๆ เลยรู้สึกว่าบุรุษไปรษณีย์ทุกคนน่ารัก การช่วยเหลือต่าง ๆ ในพื้นที่บ้านเรารู้หมด” 

เมื่อรีเสิร์ชมาแล้ว มุมมองของคนที่มีต่อบุรุษไปรษณีย์ก็ออกมาในทิศทางค่อนข้างดีมาก บุรุษไปรษณีย์จึงเป็นต้นแบบด้านการขับขี่ปลอดภัย และมุมที่พวกเขาช่วยเหลือเพื่อนร่วมทางมาโดยตลอด จึงถูกหยิบมาเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสั้นเรื่องนี้ 

โฆษณาชิ้นนี้เปิดฉากด้วยเหตุการณ์ที่บุรุษไปรษณีย์ยินดีช่วยเหลือคนที่วิ่งมาซ้อนท้ายขอให้พาไปส่งที่หมาย ระหว่างทางเต็มไปด้วยการสอดแทรกความรู้เรื่องขับขี่ปลอดภัย ซึ่งทั้งคู่ต่างนึกไม่ถึงเลยว่า การที่สุภาพบุรุษไปรษณีย์รับคนที่กระโดดซ้อนท้ายในครั้งนี้ จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“คาแรกเตอร์บุรุษไปรษณีย์จะเป็นคนซื่อ ๆ แบบปกติผมก็ขับรถแบบนี้แหละ เลยสร้างเรื่องขึ้นมาว่า มีคนรีบวิ่งออกมาจากที่ไหนสักที่ สตาร์ทเครื่องไม่ได้ เลยกระโดดไปซ้อนท้ายไปรษณีย์ ซึ่งปกติเขาไม่รับส่งคน ก็จะมีความน่ารัก ๆ ของไอเดียเริ่มต้น คนนั้นมันคงหลอกไปรษณีย์ว่า ‘เฮ้ย! พี่รีบไปหาแม่ น้องพาไปหน่อย’ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ไปรษณีย์ก็ตอบว่า ‘ได้ครับพี่ ผมพอจะช่วยได้ก็ช่วย’” สิงห์เกริ่นให้ฟัง ก่อนจะเล่าต่อ

“แต่ความรีบของคนนั้นกับความสุภาพของไปรษณีย์มันค่อนข้างเป็นขั้วตรงข้าม หนังมีความขัดแย้งกันอยู่ คนนี้รีบ อีกคนรีบไม่ได้เพราะผมเป็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์ เป็นชายในเครื่องแบบ ผมขับอยู่บนโครงสร้างองค์กร มันต้องอยู่ในกฎระเบียบ และผมก็เป็นแบบนี้แหละ” 

ไอเดียนี้ของสิงห์ สื่อถึงความในใจของบุรุษไปรษณีย์ได้ว่า ‘ไม่ว่าพี่จะรีบ จะให้แซงซ้าย แซงขวา เลี้ยวทันที ผมทำไม่ได้ เพราะผมเป็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์’ ซึ่งหนังก็จะค่อย ๆ เล่าความดีงามเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ จากพฤติกรรมปกติของคนที่มากระโดดซ้อนท้ายรถ คนนี้ที่เห็นไฟแดงก็จะบิดเลยเต็มที่ ไม่สนใจกฎเกณฑ์หรือคิดถึงคนอื่น แต่พอเห็นบุรุษไปรษณีย์ที่เป็นคนสุภาพ ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป

“เขาจะรู้สึกว่าการขับดี ๆ ก็โอเคนี่หว่า เหมือนไปกระตุกต่อมบางอย่างให้รู้สึกว่า โมเมนต์ดี ๆ บนท้องถนนมันก็ดีนะ จากตัวอย่างของสุภาพบุรุษไปรษณีย์”

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Happy Ending
ถึงจุดหมาย จอดแบบไม่ล้ำเส้น

สุดท้ายหนังจะจบลงด้วยดี จากคนไม่ดีก็กลับใจกลายเป็นคนที่ดีขึ้น

“วันที่ผมไปถ่าย ผมเห็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์จริง ๆ ขับผ่านตลอดเวลา เลยรู้สึกว่าหนึ่งในผู้ที่ใช้รถใช้ถนนมากที่สุดคือสุภาพบุรุษไปรษณีย์จริง ๆ” สิงห์เล่าถึงบรรยากาศหลังกล้องที่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไร้บท ไร้การเซ็ตฉากใด ๆ

อีกหนึ่งฉากก่อนจบที่เราชอบมาก คือภาพที่มอเตอร์ไซค์ขี่ย้อนศรบนทางเท้า เรียกได้ว่านี่คือปัญหาคลาสสิกที่พบได้ทุกหนแห่งและไม่มีวี่แววว่าจะหมดไป แต่เราก็แอบหวังให้หลายคนฉุกคิดขึ้นได้บ้างหลังจากชมโฆษณาชิ้นนี้

 “แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีวันไหนที่ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ขับย้อนศร เราเลยต้องใส่บริบทเรื่องขับขี่ย้อนศรลงไปในหนังให้ได้” ความจริงที่ปรากฏบนท้องถนนอยู่ทุกวันได้รับการยืนยันอีกเสียงจากมุมมองของเล็ก ก่อนที่สิงห์จะขยายความต่อ

“เราควรมีซีนอะไรบางอย่างในการสะท้อนสังคม ซึ่งปัญหาย้อนศรมันแก้ยาก แต่เราขอพูดสักหน่อย ในฉากคนที่มาซ้อนท้าย คนนี้ก็คงรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมพี่ต้องย้อนศร ไอ้คนที่ย้อนศรก็คิดว่า ก็ฉันย้อนศรแบบนี้เป็นปกติ เราเลยใส่ความเป็นดาร์กโจ๊กเข้าไปนิดหนึ่งว่า มันไม่ได้เป็นที่รถหรอก เป็นที่คนมากกว่า” 

สิงห์เล่าให้ฟึงถึงไอเดียเสียดสีสังคมที่ใส่มาได้อย่างแนบเนียนโดยไม่หลุดโทนของหนัง และกลับทำให้โฆษณาชิ้นนี้กลมกล่อมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โฆษณาสะท้อนการจราจรของคนไทย ที่ไปรษณีย์ไทยและ Monday ต้องการจะเปลี่ยนสังคมบนท้องถนนให้ดีขึ้น

Behind the Scene 
ไม่ว่าจะเบื้องหน้า-เบื้องหลัง ก็ต้องเคารพกฎจราจร

“วันที่ไปถ่ายฝนตกทั้งวันเลยครับ คุมแสงไม่ค่อยได้ด้วย แต่เราก็ต้องทำออกมาให้เต็มที่ที่สุด”

“เรามีเวลาถ่ายวันเดียวเลยต้องแพลนดี ๆ เพราะซีนในหนังเยอะมาก จนต้องถ่ายแบบกระชับพื้นที่เร็ว ๆ มาก ๆ”

นี่เป็นเพียงเบื้องหลังส่วนหนึ่งของผลงานคุณภาพชิ้นนี้ ความทุ่มเทและเต็มที่ตั้งแต่เริ่มคิดโจทย์ ตีโจทย์ ไปจนถึงกระบวนการถ่ายทำของทีมงานทุกคนทั้งไปรษณีย์ไทยและ Monday ได้ถ่ายทอดออกมาให้เห็นแล้วผ่านแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์ที่หวังให้เป็นบทบาทเล็ก ๆ ในการเปลี่ยนแปลงสังคม

“ปัจจุบันเราใช้บริการจากไรเดอร์ในการสั่งอาหารหรือเพื่อความสะดวกกันมากขึ้น โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็ง่ายขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้น ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนตระหนักและระมัดระวังมากขึ้นได้ ก็ถือว่า Success แล้ว ก่อนที่เขาจะบิดมอเตอร์ไซค์ออกไป อาจจะคิดสักนิดหนึ่งว่า เราต้องระวังเรื่องความปลอดภัย กฎ ระเบียบ” คำตอบนี้ของเล็กคงจะตอบได้ว่า แคมเปญนี้คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร

แต่ที่เห็นได้ชัดที่สุดว่าจะเป็นคลื่นลูกแรกที่ก่อมวล คือความตระหนักในการรักษากฎจราจรอย่างเคร่งครัดของบุรุษไปรษณีย์ ผู้เป็นพระเอกตัวจริงในหนังเรื่องนี้

“อย่างแรกผมว่าสิ่งนี้จะไปกระตุ้นคนที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ เพราะเหมือนเราขายภาพลักษณ์นั้นไปแล้ว ต่อไปคือหน้าที่ของคุณที่จะต้องทำให้ได้จริง ซึ่งส่วนใหญ่เขาเป็นอยู่แล้ว นี่จะเป็นตัวเสริมให้รอบคอบและระมัดระวังมากขึ้น” สิงห์เล่าในสิ่งที่ตัวเองเห็น ก่อนจะได้รับการสนับสนุนอีกเสียงจากเล็ก

“เขาน่าจะทำได้ เพราะ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เราเลยไม่ขัดเขินที่จะทำโฆษณานี้ สมมติถ้าต้องทำแคมเปญให้ลูกค้าที่เราไม่ค่อยแน่ใจ เราก็จะไม่กล้าเสนอกลยุทธ์แบบนี้”

โฆษณาสะท้อนการจราจรของคนไทย ที่ไปรษณีย์ไทยและ Monday ต้องการจะเปลี่ยนสังคมบนท้องถนนให้ดีขึ้น

นอกจากหนังโฆษณาแล้ว แคมเปญนี้ยังมีสติกเกอร์ โปสเตอร์สไตล์ Ads Copy แบบมีกิมมิกที่เชื่อมโยงไปกับกฎจราจรได้ เช่น ตัวละครพูดว่า รู้มั้ยว่าถนนเส้นนี้ใครใหญ่ ติ๊กต่อก ๆๆ ทางม้าลายใหญ่สุด หรือ สุภาพบุรุษต้องเป็นคนที่ไม่ล้ำเส้น ซึ่งเส้นในที่นี้คือเส้นจอดรถ มาเล่าเสริมความเป็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

“สิ่งที่เราต้องการขยายผลออกไปคือ เราหวังให้เกิดการบอกต่อจากบุรุษไปรษณีย์ 20,000 กว่าชีวิต บอกต่อคนรอบข้างคนละ 10 คน คนรับรู้ก็จะเพิ่มเป็น 200,000 เพราะการบอกปากต่อปากจากคนรู้จัก เป็นการสื่อสารทางตรงที่มีโอกาสสูง เมื่อคนรับรู้มากขึ้น คนใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยก็มีมากขึ้นตามไปด้วย” ดร.ดนันท์ เชื่อว่าการบอกต่อมีอิทธิพลและให้ผลลัพธ์จริงใจ ก่อนที่จะเล่าถึงอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสนใจ

“อีกหนึ่งเรื่องที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญคือ Green Logistics ในการรักษาสิ่งแวดล้อม เรามองว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งทำลายสิ่งแวดล้อมพอสมควร เช่น พออุบัติเหตุเกิดปุ๊บ รถติดปั๊บ คาร์บอนฟุตพรินต์ก็กระจาย เราจึงคิดไปถึงเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมบนท้องถนนด้วย”

เบื้องหลังฉากสุดท้ายนี้ ทั้งสามท่านฝากมุมมองที่มีต่อแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์ไว้ว่า

ดร.ดนันท์ – “ผมมองว่าแคมเปญนี้เป็นจุดเริ่มต้น สร้าง Awareness ให้คนตระหนักถึงการช่วยกันดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครอยากให้ความสูญเสียเกิดขึ้น” 

เล็ก – “แคมเปญนี้เราอยากสื่อสารกับคนขี่มอเตอร์ไซค์ เพราะทุกวันนี้มีให้เห็นทั้งขี่ย้อนศร ขี่บนทางเท้า ฝ่าไฟแดง เราเลยอยากให้บุรุษไปรษณีย์เป็นแบบอย่างให้กับทุกคน ถ้าทุกคนขับขี่ปลอดภัย คนบนท้องถนนก็น่าจะปลอดภัยขึ้น มันอาจจะยากนิดหนึ่งนะในการสื่อสาร แต่อย่างน้อยเราก็ได้พูดอะไรออกไป” 

สิงห์ – “ถ้าบอกว่าแคมเปญนี้จะทำให้คนขี่มอเตอร์ไซค์ทุกคนขับขี่ดีขึ้นในทันทีเลยไหม ผมบอกเลยว่าไม่น่าได้ แต่ในความรู้สึกผม ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าคนไทยขับรถดีขึ้นเยอะจากเมื่อก่อน เพราะกฎหมายเราแรงขึ้น และเป็นเพราะคนรอบข้างด้วย เดี๋ยวนี้ผมแทบไม่ค่อยเห็นคนที่เจอไฟเหลืองแล้วเหยียบ เพราะเขาเห็นว่าคันข้าง ๆ ไม่เหยียบ เขาเลยไม่เหยียบด้วย บริบทของสังคมมีส่วนช่วยทำให้เราขับรถดีขึ้น และนี่คือสิ่งที่ผมหวังว่าแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์นี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างบริบทการจราจรที่ดีให้เกิดขึ้นในอนาคต”

หนึ่งสิ่งสำคัญที่แคมเปญนี้ต้องการสื่อ คือ การปฏิบัติตามกฎจราจร การขับขี่โดยไม่คิดถึงแค่ตัวเอง การใช้ถนนโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นเรื่องปกติ

“ในอนาคตเราอยากทำเพิ่ม ไม่ใช่แค่บุรุษไปรษณีย์ที่สุภาพ แต่ขยายวงกว้างสู่ไรเดอร์อื่น ๆ” เสียงเล็ก ๆ จากเล็ก ที่ปรารถนาให้ชีวิตบนท้องถนนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทำได้ชั่วข้ามคืน

“มันยาก แต่ของแบบนี้ต้องใช้เวลา” เราเองก็เชื่ออย่างนั้น

“ถนนเป็นของทุกคนครับ ถ้าเราขับขี่ดี ตรงนี้ก็จะกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย” เสียงสะท้อนทิ้งท้ายจากเจ้าของไอเดียโฆษณาชิ้นนี้ถึงสุภาพชนทุกคนบนท้องถนน

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load