ท่ามกลางทะเลข่าวสารข้อมูลในโซเชียลมีเดียเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา มีแคมเปญดีๆ หนึ่งที่เราอยากชวนให้คุณรู้จัก นอกจากหนังโฆษณาสั้นแบบที่คุ้นเคย ความร่วมมือร่วมใจของเหล่าบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ สร้างความอยากรู้อยากเห็นแก่เราเกี่ยวกับแคมเปญนี้

ข้อมูลชุดแรกที่เรามีคือ แคมเปญนี้เรื่องนี้พูดถึงโรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสันคืออะไร?

เราเชื่อว่าหลายคนคงจะตอบว่าโรคสั่นที่เกิดในผู้สูงอายุเท่านั้น และคงคิดว่าโรคนี้เป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไป ความจริงก็คืออาการสั่นนี้ไม่ใช่อาการเพียงอย่างเดียวของโรค

จากข้อมูลสถิติพบว่าในประเทศไทยมีผู้สูงอายุเป็นโรคพาร์กินสันถึง 3% และใน 10% ของผู้มีอาการพาร์กินสันเริ่มเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย

ภายใต้โปรเจกต์ที่เรากำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ประกอบด้วยหนังโฆษณาความยาว 90 วินาทีเรื่องนี้ กำกับโดย เอสคมกฤษ ตรีวิมล มีเนื้อหาเล่าถึงเรื่องของชีวิตประจำวันของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่ต้องการเพียงความเข้าใจและการช่วยเหลือจากทุกคนในการดำเนินชีวิตอย่างปกติ ซึ่งรวมไปถึงการวิดีโอเบื้องหลังที่มีแอฟทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ ร่วมถ่ายทอด และนานาภาพถ่ายเบลอๆ สั่นๆ จากดารานักแสดงมากมายในอินสตาแกรมพร้อมแฮชแท็ก #เข้าใจพาร์กินสัน #อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เข้าใจพาร์กินสัน

“โลกของคนที่มีอาการพาร์กินสัน ก็คือโลกใบเดียวกับคนทั่วไป ถ้าเราอยู่กันด้วยความเข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” ติดต่อรับคำปรึกษา : ศูนย์พาร์กินสัน จุฬาฯ สภากาชาดไทย FB: เพื่อน พาร์กินสัน FB: Parkinson Chula Ig: parkinson_chulawww.chulapd.org โทร. 081-107-9999 #เข้าใจพาร์กินสัน

Posted by Parkinson Chula Fanpage on Wednesday, March 28, 2018

เข้าใจพาร์กินสัน เอส คมกฤษ ตรีวิมล

ข้อมูลชุดต่อมาก็คือแคมเปญนี้เป็นการร่วมมือกันของสมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ และชมรมเพื่อนพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ได้รับการสนับสนุนทางด้านสื่อจากบริษัท ออมนิคอม มีเดีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และอีกหลายหลายหน่วยงานที่เป็นพันธมิตรและยินดีช่วยเหลือแบ่งพื้นที่สื่อให้อย่างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ความน่าสนใจก็คือ หน่วยงานเหล่านี้มาเกี่ยวข้องกันได้ยังไง และอะไรคือไอเดียสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญนี้ จึงเป็นที่มาขอบทสนทนาระหว่างเราและหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของแคมเปญอย่าง ครูกี้..วิฏราธร จิรประวัติ อดีตนายกสมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาฯ, เกียรติ-วีระเกียรติ เอื้อประเสริฐวณิช, จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ, บี๋ปรารถนา จริยวิลาศกุล, อิมจินตกาญ ศรีชลวัฒนา และ ปูนเล็กนลินา ชยสมบัติ ตัวแทนจากสมาคมฯ ที่รับบทบาทเป็นทั้งเอเจนซี่โฆษณาและโปรดักชันเฮาส์ 

คลิปเบื้องหลัง "เข้าใจพาร์กินสัน"

การเป็นนักแสดงจำเป็นต้องก้าวข้ามขีดจำกัดทั้งทางจิตใจและ “ร่างกาย” มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนธรรมดา และไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ “พวกเขา”ติดต่อรับคำปรึกษา: ศูนย์พาร์กินสัน จุฬาฯ สภากาชาดไทย FB: เพื่อน พาร์กินสัน,FB: Parkinson Chula หรือ www.chulapd.org โทร. 081-107-9999#เข้าใจพาร์กินสัน

Posted by Parkinson Chula Fanpage on Tuesday, April 3, 2018

แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

นิเทศฯ จุฬาฯ มาเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ได้ยังไง อะไรคือหน้าที่ของสมาคม

ครูกี้เล่าให้ฟังว่าแคมเปญนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งคุณรัชนีวรรณ เปล่งศรี ประธานชมรมเพื่อนพาร์กินสัน ติดต่อสมาคมนิสิตเก่าฯ เข้ามาผ่านทางน้องที่จบนิเทศฯ จุฬาฯ ว่าต้องการทำประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสันและผู้ป่วยให้กับคนทั่วไปเข้าใจมากขึ้น

ซึ่งตัวครูกี้ในฐานะนายกสมาคมนิสิตเก่านิเทศฯ จุฬาฯ ร่วมกับจินา โอสถศิลป์ ขณะนั้น มีความตั้งใจที่จะจัดงานที่เกี่ยวข้องกับสังคมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเป็ดติดล้องานวิ่งการกุศลที่นำรายได้ไปซื้อรถเข็นให้เด็กผู้พิการหรือเป็ดเปลี่ยนโลกงานทอล์กที่รวมศิษย์เก่านิเทศฯ จุฬาฯ จากหลากหลายวงการมาเล่าว่าวิชาชีพนี้สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไรบ้าง โดยครูกี้มองว่านอกจากเรื่องการเชื่อมโยงสายใยของชาวนิเทศฯ ให้แน่นเฟ้นแล้ว การสร้างสายใยเพื่อสังคมก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สมาคมฯ ควรทำ

เดิมทีกิจกรรมที่เราทำเป็นการรวมชาวนิเทศฯ ให้มาร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อความสนุก และมีปลายทางคือการนำเงินที่ได้ไปบริจาคเฉยๆ แต่คราวนี้หนักข้อขึ้นกว่าเดิม เราคิดว่าในเมื่อนิเทศฯ เรามีพี่ๆ น้องๆ ที่เก่งกาจมากมาย ทำไมเราไม่เอาความเชี่ยวชาญทางด้านนิเทศศาสตร์ของเรามาทำประโยชน์ให้คนอื่น นำทักษะและความสามารถทางด้านการสื่อสารมาสร้างงานที่มีประโยชน์ต่อคนอื่นครูกี้เล่า

ทางสมาคมนิสิตเก่าฯ จึงนำเงิน “กองทุนกิจกรรมสร้างสรรค์” ที่รุ่นพี่นิเทศฯ รุ่นที่ 7 เคยให้ไว้ทำประโยชน์เมื่อนานมาแล้วมาใช้แทน แคมเปญนี้จึงถือกำเนิดเกิดขึ้นมาโดยที่ชมรมไม่ต้องออกสตางค์เลยสักบาทเดียว

เข้าใจพาร์กินสัน เข้าใจพาร์กินสัน

ถ้าความไม่รู้เป็นโรค นิเทศศาสตร์ก็เป็นหมอรักษาโรคไม่รู้

ในตอนแรก บี๋ผู้รับหน้าที่ในการคลี่คลายโจทย์ในเบื้องต้นเห็นว่าต้นตอของปัญหาที่ทำให้ผู้มีอาการพาร์กินสันไม่อยากออกจากบ้าน เป็นเพราะความไม่รู้ของคนในสังคม ส่งผลให้แคมเปญนี้นอกจากจะช่วยเหลือผู้เป็นพาร์กินสันแล้ว ยังแก้ความเข้าใจผิดของคนในสังคมด้วย

เป็นเรื่องสำคัญนะที่จะทำให้คนทั่วไปรู้และเข้าใจมากขึ้น จะได้ไม่กลายเป็นคนใจร้ายโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เพราะบางทีคนที่เป็นพาร์กินสันเขาปัดมือไปโดน คนก็กล่าวโทษว่าเขาลวนลาม หรือบางทีก็นึกรำคาญว่าทำไมป้าคนนี้ช้าจังเลย ถามว่าคนเหล่านี้ผิดมั้ย ก็ไม่นะ เขาแค่ไม่รู้

เมื่อโจทย์คือการแก้ความไม่รู้ แทนที่จะเป็นการนำเสนอแต่ในแง่ดราม่าสะเทือนอารมณ์ วิธีคิดและการเล่าเรื่องจึงนำด้วยเรื่องประสบการณ์และความเป็นจริงที่ผู้เป็นพาร์กินสันต้องเจอในชีวิตประจำวัน และเพราะต้องการให้มีหลักจำง่าย ที่เหมือน 5 ในการสังเกตว่าใครเป็นพาร์กินสันบ้าง บี๋จึงร่วมสรุปกับคุณหมอจนออกมาเป็น 3S ได้แก่ Shake สั่น, Slow ช้า และ Stiff แข็งเกร็ง อย่างที่เห็นในตัวหนังโฆษณา

ตัวหนังถูกออกแบบว่าต้องการให้คนรู้ได้เลยว่า หนึ่ง คนเป็นพาร์กินสันมีเยอะกว่าที่คิด สอง คุณมีโอกาสจะเจอคนเหล่านี้ได้ในสังคมทั่วไป และสาม คนใกล้ตัวคุณมีโอกาสเป็น อันนี้มันสร้างการรับรู้หลายเรื่องไปพร้อมๆ กัน เพราะพอเห็นแบบนี้ก็สังเกตพ่อแม่ได้ว่าเป็นรึเปล่า เราออกแบบทุกจุดให้เกิดผลจริงๆ เพราะเรากำลังสร้างความรู้ทดแทนความไม่รู้อยู่

เข้าใจพาร์กินสัน เข้าใจพาร์กินสัน

 

ทำไมต้องเอาผู้ป่วยจริงมาเป็นนักแสดง

หลังจากได้ไอเดียตั้งต้นแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือการส่งไม้ต่อให้ หม่ามวิโรจน์ จารุสาร ครีเอทีฟ และ เอสคมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับ ร่วมกันสร้างสรรค์ไอเดียนี้ออกมาเป็นภาพ โดยปูนเล็กผู้รับบทโปรดิวเซอร์เล่าเหตุผลของการเลือกผู้ป่วยจริงมาแสดงแทนการใช้นักแสดงที่มีชื่อเสียง ซึ่งน่าจะง่ายกว่าทั้งในแง่การทำงานและกระแสตอบรับ ให้ฟังว่า

ตอนแรก เรากับพี่เอสก็ยังคิดที่จะใช้นักแสดงมาแสดงอยู่ เลยไปคุยกับครูบิวอรพรรณ อาจสมรรถ คุยไปคุยมาก็มีความคิดที่อยากจะลองเชิญผู้ป่วยจริงๆ มาลองเล่นดู ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ ประธานชมรมเพื่อนพาร์กินสันก็บอกว่าขอไปถามความสมัครใจก่อน เพราะต้องเปิดเผยหน้าตาและข้อมูลส่วนตัว จนได้รายชื่อมาจำนวนหนึ่ง ก่อนจะเข้ากระบวนการแคสติ้งต่อไป ซึ่งมันเปิดโลกเรานะ เพราะมันจริงมาก

ปกติแล้ว การทำงานของปูนเล็กในฐานะโปรดิวเซอร์คือการหาคนที่เล่นเก่งที่สุด หรือหาคนที่หน้าตาดีที่สุด แต่ด้วยเงื่อนไขที่มี ทางทีมงานจึงต้องพลิกกลับมาทำความเข้าใจผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีในการทำโปรดักชันใหม่ เพื่อให้เข้ากับผู้ป่วย เช่น พยายามเข้าใจว่าเขาจะแสดงออกแบบไหน สะดวกแบบไหน ช่วงเวลาที่ถ่ายทำได้คือกี่โมง ต้องยอมทำตามกติกาที่มีทั้งหมด

ผู้ป่วยพาร์กินสัน เข้าใจพาร์กินสัน

 

เบื้องหลังที่ผ่านการคิดมาแล้ว

สำหรับคลิปเบื้องหลังความยาว 6 นาทีที่เป็นฝีมือของผู้กำกับสารคดีรุ่นใหม่อย่าง ไก่ณฐพล บุญประกอบ เปิดเรื่องโดยให้ แอฟทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ มาเล่าเรื่องราว ในความหมายที่ว่าขนาดการแสดงสำหรับนักแสดงมืออาชีพยังถือเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องมาแสดงพร้อมด้วยอาการที่มีอยู่ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก โดยเป็นการขยายความต่อจากตัวหนังโฆษณาตัวแรกอีกทีหนึ่ง

อย่างที่บอกว่าการที่เราเอาผู้ป่วยพาร์กินสันมาเล่นมันเป็นเรื่องใหม่ มันมีเรื่องราวมากขึ้น คนทำโปรดักชันก็ต้องเปิดใจด้วยว่าการทำงานจะต่างออกไป ในบางฉากพี่เอสก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใจร้ายจังเลย แค่การขอให้เข้ามาร์กยังเป็นเรื่องยากสำหรับเขา อย่างการข้ามถนนที่เห็นต้องยกมือไหว้ขออีกเทก เพราะว่ามันยังไม่ได้ปูนเล็กเล่า

ตัวเบื้องหลังไก่เขาก็ไปสัมภาษณ์หมอก่อนตอนเช้าแล้วถ่ายแอฟตอนบ่าย หมอเปรียบเทียบอาการเป็นเหมือนรถไฟ ไอเดียเขาเลยได้มาจากตรงนั้นว่าต้องให้แอฟทำท่ายังไง ให้ลองยกมือหรือท่าทางต่างๆ ที่จริงแล้วตอนที่โทรไปชวนแอฟยังไม่รู้เลยว่าให้มาทำอะไร แต่แอฟก็เชื่อใจ โทรตามวันนี้ เขามาให้เช้าวันรุ่งขึ้นเลยครูกี้เสริม

เข้าใจพาร์กินสัน เข้าใจพาร์กินสัน

 

ช่องทางปล่อยสื่อได้มาได้ยังไงบ้าง

เมื่อจบการถ่ายทำจนได้หนังโฆษณาออกมาแล้ว ขั้นตอนการวางแผนปล่อยสื่อและทำประชาสัมพันธ์จึงเริ่มต้นขึ้น

ตอนแรกเราคิดว่าเรามีเนื้อหาที่ดีอยู่แล้ว จะลงช่องทางไหนก็ค่อยว่ากันเพราะไม่มีปัญญาไปซื้อสื่ออะไรเลย ในที่สุดก็คิดว่า เอาวะ เราใช้วิธีบอกบุญเอาแล้วกันครูกี้เล่าย้อนไปถึงตอนที่ติดต่อกับรุ่นน้องที่บริษัท ออมนิคอม มีเดีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) หรือ OMG ให้ช่วยสำหรับหาทางปล่อยลงสื่อ โดยที่ยังไม่ทันได้ขยายความอะไรเลย ทาง OMG ก็ตกลงที่จะช่วยทันที

ถ้าเป็นเรื่องดีๆ เขาก็อยากจะช่วย เลยออกมาเป็นแผนมีเดียให้เรา อันไหนที่เขาพอจะขอได้ก็ขอให้ คนที่ไม่ใช่นิเทศฯ เลยอย่างคิวแอดทั้งหมด เราได้ Media Value มาทั้งหมดน่าจะหลายสิบล้าน ก็แชร์รายละเอียดต่อไปกับรุ่นพี่ เขาก็แชร์ต่อให้เพื่อนๆ อีกทีหนึ่ง พี่มารุต อรรถไกวัลวที จาก VGI ก็ให้กันตนาให้ช่วงเวลาที่เขาพอจะมีเหลือ เพื่อนครูที่เป็น ผอ. Thai PBS ก็ช่วยส่งสปอตไปให้ เราจึงได้ออกรายการนารีกระจ่างไปครึ่งชั่วโมง ทั้งหมดนี้เป็นความร่วมมืออันเข้มแข็งของชาวนิเทศฯ รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่แม้จะไม่ใช่ชาวนิเทศฯ ด้วยที่มาช่วยกัน

 

ใช้บุคลากรที่มีให้เป็นประโยชน์

และแน่นอน ในเมื่อนิเทศฯ จุฬาฯ เป็นสถาบันที่ผลิตดารา นักแสดง และผู้มีชื่อเสียง จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างการรับรู้ให้ขยายไปสู่วงที่กว้างขึ้นและกว้างขึ้น

ตอนแรกครูขอสื่อพวกป้ายริมถนน จะเอารูปภาพนิ่งมาใช้ แต่บี๋ก็บอกว่าภาพนิ่งที่จะเล่าได้ดีที่สุดก็คือการสั่นนี้แหละ ถ่ายให้มันสั่นๆ เราก็ไปหาเรเฟอเรนซ์มาว่าต้องเป็นภาพสั่นแบบไหนยังไง ก็โทรไปขอหม่ามว่าอยากได้แฮชแท็กกับแคปชัน  แล้วก็โทรหา ย้งทรงยศ สุขมากอนันต์ ย้งจึงบอกให้ดารานาดาวทั้งค่ายลงรูปในอินสตาแกรมพร้อมกันตอน 6 โมงเย็นวันที่เราออกสปอต เอสก็ไปบอกดาราที่เขาทำหนังด้วยอยู่ โทรหา ลูกกอล์ฟคณาธิป สุนทรรักษ์ เขาก็ไปบอก โอปอล์ปาณิสรา อารยะสกุล ต่อ ครูบอก แป้งภัทรีดา ประสานทอง เขาก็ไปบอกพวกศิลปินด้วยกัน เพื่อนที่อยู่ Exact เขาก็ไปบอกดาราในค่ายให้ลงให้ครูกี้เล่าให้ฟังถึงไอเดียการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ

เข้าใจพาร์กินสัน

 

จะวิชาชีพไหนก็ช่วยเหลือสังคมได้เหมือนกัน

สิ่งที่เราคุยมาทั้งหมดในวันนี้ ฟังดูเผินๆ คงเหมือนการกล่าวอ้างถึงโครงการทำเพื่อสังคมของชาวนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แต่ทุกคนที่เราคุยด้วยกลับออกตัวไว้ว่านั่นไม่ใช่สาระสำคัญเลย แถมยังบอกว่าขอไม่รับเครดิตความดีความชอบใดๆ

วันนี้ที่เราเล่า เราไม่ได้จะบอกว่านิเทศฯ จุฬาฯ เจ๋ง หรือบอกว่าคนที่นี่รักกันมากขนาดไหน แต่เราอยากจะบอกว่าวิชาชีพไหนก็รับใช้สังคมได้ ต่อให้ทุกวันนี้คุณจะยุ่งแค่ไหน แต่วันหนึ่งที่คุณรวมตัวกันก็ทำอะไรแบบนี้ได้เหมือนกัน

ไม่ว่าคุณจะถนัดอะไร คุณจะมีอาชีพไหน ไม่ว่ามันจะดูห่างไกลจากการช่วยเหลือสังคมแค่ไหนก็ตาม วิชาชีพของคุณมีประโยชน์ อย่างเรา คนทำการสื่อสาร ทำหนัง ทำโฆษณา เราไม่เคยคิดว่าเราจะไปทำให้ความยากจนหายไปได้ เราอาจจะไม่ได้ทำให้คนหายป่วย แต่ถ้าทำให้คนมีกำลังใจ เราทำได้อิมสรุป

เข้าใจพาร์กินสัน

ภาพ :  ศศิดิศ ศศิสกุลพร

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

ก่อนจะเปิดเพลย์ลิสต์ Focus Working ฟังให้ได้บรรยากาศห้องทำงานในฝัน 

เจ้าของเพลย์ลิสต์อย่างพฤกษา อาสาพาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อปีก่อน ในตอนที่พวกเขาริเริ่มโปรเจกต์ Tomorrow. Reimagined. ภายใต้แนวคิด ใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ด้วยความเชื่อที่ว่า บ้านคือการลงทุนทั้งชีวิต ซึ่งทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และบ้านไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือประสบการณ์การใช้ชีวิตทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ดังนั้น จึงต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่วันนี้ถึงจนถึงอนาคตข้างหน้า พร้อมตั้งใจที่อยากให้บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขกายที่ดี และสุขภาพใจที่ดี

ประกอบไปด้วย 3 เรื่องสำคัญคือ Health and Wellness บ้านไม่ใช่แค่ที่ปลอดภัย แต่ควรเป็นบ้านที่ส่งเสริมให้สุขภาพดียิ่งขึ้น, Lifestyle Disruption บ้านที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่แตกต่างกันของคนทุกช่วงวัย และ Sustainability การสร้างชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุด

ความจริง แนวคิดข้างต้นของพฤกษาก็ปรากฏอยู่ในคอลัมน์หมู่บ้านของ The Cloud ไปแล้ว แต่คราวนี้พฤกษาไม่ได้มาเพื่อพูดถึงเรื่องนั้น

ผ่านไป 1 ปี พวกเขายังคงพัฒนาต่อยอดแนวคิดดังกล่าว 

เรากำลังจะเล่าถึงแคมเปญล่าสุดอย่าง Unlock Your Future Living ที่จะช่วยดูแลสุขภาพทั้งกายและใจเพื่อทุกชีวิตในบ้านอย่างแท้จริง

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Generation Why?

ทุกคนรู้ไหมว่า ‘บ้าน’ ทำให้สุขภาพกายและใจของเราดีขึ้นได้

อาจจะเป็นคำถามที่เราไม่เคยคิดมาก่อน แต่จริง ๆ แล้วบ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพกายและใจที่ดีได้

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสุขภาพกายให้ดีโดยใช้ทุกพื้นที่ของบ้านในการออกกำลังกาย การเลือกบ้านที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์ และวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีสารพิษ หรือการสร้างสุขภาพใจที่เราสร้างบรรยากาศดี ๆ ให้กับบ้าน เพื่อเติมใจให้ฟูในช่วงเวลาที่อยู่บ้านได้

ความต้องการของพฤกษา คือการทำบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้สุขภาพกายและใจดีขึ้นในทุก ๆ วันที่ใช้ชีวิต

แม้แคมเปญที่ผ่านมา พวกเขาจะสื่อสารเพื่อคนทุกช่วงวัยเป็นหลัก แต่กลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ถือว่าเป็นกำลังหลักในการเลือกซื้อบ้าน คือกลุ่มคน Gen Y โดยส่วนมากยังไม่มีลูก คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มาอาศัยอยู่ด้วย และอายุก็ยังไม่มากนัก สิ่งที่ควรดูแลเป็นอย่างมากจึงหนีไม่พ้นตัวเอง

พวกเขาตีความว่า บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่ดี แต่จิตใจอาจจะไม่ได้แข็งแรงเท่ากายนัก จากปัจจัยภายนอกที่เผชิญมาตลอดวัน

พฤกษาอยากให้คุณกลับบ้านมาแล้วเหมือนได้ชาร์จแบต เพราะการมีสุขภาพที่ดีขึ้นของคนกลุ่มนี้ คือการออกไปทำตามฝัน ทำในสิ่งที่อยากทำได้เต็มที่ แม้ในวันพรุ่งนี้จะต้องออกไปลุยและอาจจะต้องเจอกับเรื่องเดิม ๆ อีกก็ตาม รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลากับโลกของเราในช่วง 2 – 3 ปีนี้ คนใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น ทำให้บ้านต้องมีพื้นที่ที่พร้อมรองรับการใช้ชีวิตอยู่เสมอ

แคมเปญนี้จึงแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือการดูแลสุขภาพกายและดูแลสุขภาพใจ

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือจะสื่อสารเรื่องพวกนี้ให้คนวัยทำงานที่ก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน ไม่ได้สนใจตัวเองเท่าไรได้ยังไง

ถ้าเป็นเราก็คงนิ่งคิดไปนาน แต่พฤกษาส่งน้องฟิวเจอร์กลับมาเป็นคำตอบ เรียกน้องว่า Virtual Life Inspirer แบรนด์พรีเซนเตอร์ AI คนแรกของพวกเขา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนที่จะมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่า พฤกษาออกแบบบ้านยังไง ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ว่าต้องคำนึงถึงอะไรถ้าต้องเลือกซื้อบ้าน และคุณเลือกได้เพื่ออนาคตของคุณเอง

ในขณะที่หลายแบรนด์เลือกใช้ดารานักแสดงเป็นพรีเซนเตอร์ ความสงสัยถัดมาจึงหนีไม่พ้นว่าอะไรทำให้พฤกษาเลือกใช้ AI ชื่อฟิวเจอร์เป็นทางออก 

คำตอบคือ จากที่ได้ศึกษา Consumer Insight ของกลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่เป็น Digital Natives ดังนั้น การใช้ Virtual Inspirer จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เข้าถึงใจของกลุ่ม Gen Y ได้มากขึ้น รวมไปถึงช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้กลุ่มคน Gen Y ที่มีความคิด ความสนใจหลากหลายได้อย่างเท่าเทียม

การตามหาพรีเซนเตอร์หน้าตาดีเพื่อดึงดูดลูกค้าจึงไม่ใช่สิ่งที่พฤกษาคาดหวัง พวกเขากำลังหาคนคนหนึ่งหรือสิ่งสิ่งหนึ่งที่มาช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่มีความ Individual แตกต่างกันได้

แม้แต่งานแถลงข่าว พฤกษายังแถลงบน Metaverse ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยการเป็น Avatar แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ให้ความสนใจกับโลกแห่งอนาคตมากแค่ไหน 

โดยลักษณะนิสัยของฟิวเจอร์เป็นคนจริงใจ เฟรนด์ลี่ สดใส เข้าถึงง่าย คอยห่วงใยผู้อื่นเสมอ อีกทั้งฉลาด รอบรู้ทั้งเทรนด์ปัจจุบันและอนาคต เสมือนเพื่อนผู้เป็นโค้ชที่มาพร้อมคำแนะนำดี ๆ ซึ่งต่อให้แบรนด์ไม่เฉลย เราก็รับรู้ได้เองว่านั่นสะท้อนจาก Brand Personality ของพฤกษาเป็นแน่

นอกจากฟิวเจอร์จะพาทุกคนเยี่ยมชมโครงการของพฤกษาได้แล้ว ยังมีโปรแกรมออกกำลังกายสนุก ๆ เปลี่ยนบ้านให้เป็น Sport Lifestyle Studio for Tomorrow ปลดล็อกสุขภาพกายของลูกบ้านอีกด้วย 

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

เพลง Old Fashioned ของ Bruno Major ดังคลอขึ้นมา ชวนให้อยากรู้ว่าใครกันนะที่คัดเลือกเพลงเหล่านี้ได้อย่างเหมาะเจาะ และพวกเขามีวิธีการทำงานให้เสียงเพลงส่งผลกับสุขภาพจิตใจอย่างไรกันแน่

People – Pet – Plant

เพลย์ลิสต์ส่งเสริมสุขภาพใจของพฤกษาแบ่งออกเป็น 3 หมวดที่ออกแบบสำหรับทุกชีวิตในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ มีทั้งหมด 6 เพลย์ลิสต์ ได้แก่ Happy Pets อารมณ์ก็ดี เลี้ยงก็ง่าย, Growing Plants โตง่าย ก็เพลงมันเพราะ, Fine Cooking เพลงดีทำอะไรก็อร่อย, Family Gathering สร้างความสุขทุกช่วงเวลา, Focus working เพลงดี…ไอเดียเกิด และ Hard Workout ได้ทั้งฟีล ได้ทั้งเหงื่อ

เพราะพฤกษาเชื่อว่า การใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะคนเท่านั้น แต่รวมถึงการใส่ใจรายละเอียดที่จะสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ผ่อนคลาย และสร้างเสริมความสุขสำหรับทุก ๆ ชีวิตในบ้านด้วยเช่นกัน 

เรื่องที่สนุกที่สุด คือขั้นตอนของการค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ Gen Y สนใจ เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้ามาก

หนึ่ง พฤกษาให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจในทุก ๆ รายละเอียดการใช้ชีวิตของลูกค้า จึงมีการทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง 

สอง พวกเขาใช้ Big Data ที่มีมากพอสมควร จาก Customer Journey จากความเข้าใจลูกค้า จากทุกจุด Touch Point ตั้งแต่เริ่มเสิร์ชหาบ้าน ลงทะเบียน มาคุยกับเซลส์ ไปเยี่ยมชมโครงการ จนถึงวันที่เข้าไปอยู่จริง

เมื่อได้ชุดข้อมูลมหึมา คำถามแรกที่แบรนด์ตั้งคือ จะพูดเรื่องอะไรให้ Gen Y รู้สึกมีส่วนร่วม 

พฤกษาพบว่าคนส่วนใหญ่สนใจ Entertainment ทั้งเพลง หนัง ละคร ไปจนถึงยูทูบเบอร์ ตามมาด้วยกลุ่มของคนรักสัตว์ที่เห็นได้เกือบทุกหลังในโครงการ จะมีสัตว์เลี้ยงตัวน้อยใหญ่ และกลุ่มคนรักต้นไม้ที่มีการเติบโตชัดเจนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเสียงเพลงคือสิ่งที่จะยึดโยงทุกกลุ่มคนเข้าด้วยกัน

แต่พฤกษาจะทำทุกอย่างให้ตอบโจทย์ทุกคนได้ยังไง ในเมื่อพวกเขาถนัดสร้างบ้าน

การร่วมมือกันระหว่างบ้าน จิตแพทย์ นักดนตรีบำบัด โรงพยาบาล และสัตวแพทย์จึงเกิดขึ้น 

ส่วนเพลย์ลิสต์ทั้ง 6 ก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Dream Team

จุดยืนของพฤกษาชัดเจน คือไม่อยากทำเพลย์ลิสต์ให้เป็นแค่ Marketing Gimmick แต่ต้องเข้าใจลูกค้าจริง ๆ ดีจริง ได้ผลจริง แคมเปญนี้จึงจำเป็นต้องทำกับผู้เชี่ยวชาญที่รู้เรื่องนี้จริง ๆ และมีงานวิจัยที่รับรองจริง ๆ ด้วย

สมาชิกคนแรกในทีมอเวนเจอร์คือทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์สุขภาพใจและนักดนตรีบำบัด โรงพยาบาลวิมุต หมอประจำบ้านของพฤกษา รับดูแลหมวด People ที่ต้องทำงานร่วมกันในการศึกษาและพูดคุยกับผู้ป่วยเพื่อทำความเข้าใจเป็นรายบุคคล เพราะดนตรีที่จะบำบัดได้ดีไม่ได้เกิดจากนักดนตรีบำบัดเป็นคนเลือกอย่างเดียว แต่ผู้ฟังมีส่วนร่วมในการเลือกด้วย  

ถือเป็นการ synergy ของพฤกษาและรพ.วิมุต ต่อยอดมาจากการที่ทางทีมผู้เชี่ยวชาญจาก รพ.วิมุตช่วยออกแบบฟังก์ชั่น ทั้งภายในบ้านและส่วนกลาง ที่ช่วยเสริมพัฒนาการและความปลอดภัยให้กับลูกบ้านได้อย่างครอบคลุม เพราะแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน พฤกษาจึงใส่ใจออกแบบบ้านให้เหมาะกับกิจกรรมที่หลากหลายของแต่ละคน มีการออกแบบพิเศษให้ตอบโจทย์กิจกรรมที่แตกต่างกันตามความชอบ ทั้งการทำ Flexible Space บ้านที่พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ, Ventilation System แค่ได้นั่งพักผ่อน สูดอากาศดี ๆ ในมุมโปรดของบ้านก็หายเหนื่อย, ส่วนกลางขนาดใหญ่ที่พักใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงบริการ Pruksa x Vimut ที่ให้ลูกบ้านรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ทุกเมื่อ  

จากสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ความกดดันที่มีมากขึ้น สุขภาพใจที่หลายคนมักมองข้าม กลับกลายเป็นสิ่งสำคัญ

คราวนี้ คุณหมอเข้ามาช่วยในเรื่องของทฤษฎีดนตรีบำบัดว่าแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หนึ่ง เพลงแนว Breathing List ที่มีจังหวะสม่ำเสมอ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และ สอง Energy List มีเนื้อเพลงและจังหวะเร้าใจ เพิ่มความแอคทีฟเติมพลังให้กับชีวิต ทางการแพทย์ก็ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือรักษาโรคอยู่แล้ว เนื่องจากมันทำให้อารมณ์ดีและเข้าใจตัวเอง

ซึ่งในหมวดนี้มีถึง 4 เพลย์ลิสต์ด้วยกัน แบ่งตามกลุ่มกิจกรรมในบ้าน ได้แก่ Fine Cooking เพลงดีทำอะไรก็อร่อย, Family Gathering สร้างความสุขทุกช่วงเวลา, Focus working เพลงดี…ไอเดียเกิด และ Hard Workout ได้ทั้งฟีล ได้ทั้งเหงื่อ สามารถเลือกฟังเพลงที่เหมาะกับอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลาของตนเองได้ตามความต้องการ 

สมาชิกคนต่อมาของทีม คือ น.สพ.ภพปภัค หุ่นโพธิ์ สัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ รับดูแลในหมวด Pet ที่ทางพฤกษาเองก็ต้องลงไปนั่งคุยและศึกษาอย่างจริงจัง พบว่า สุนัขที่ป่วยก็มีวิธีบำบัดด้วยการเปิดเพลงแนวคลาสสิกให้ฟังเช่นกัน พร้อมข้อแนะนำอีกหลายอย่างจากผลวิจัยและการทดลองใช้จริง รวมถึงข้อเสนอแนะว่าจะสร้างบ้านให้มีพื้นที่เพียงพอต่อสัตว์เลี้ยงได้ยังไง มากไปกว่านั้น คือเพลงแบบไหนกันที่เด็ก ๆ ฟังแล้วจะอารมณ์ดี

รูปแบบเพลงที่เหมาะสมที่สุดที่จะลดความกังวลในสุนัขจะเป็นดนตรีที่มีจังหวะแผ่วเบา นุ่มนวล สบาย ๆ อย่างเสียงเปียโนช้า ๆ ที่มีบีท 50 – 70 ต่อนาที รองลงมาจะเป็นดนตรีคลาสสิก หรือเป็น canine lullabies เพลงเด็กทำนองช้า ๆ ซึ่งจะช่วยให้สุนัขรู้สึกผ่อนคลาย 

จนได้เป็นเพลย์ลิสต์ Happy Pets อารมณ์ก็ดี เลี้ยงก็ง่าย ที่ถ้าเปิดให้ฟัง แล้วลองค่อย ๆ ลูบเขาไปด้วย เขาจะสร้างความจดจำว่านี่คือเสียงเพลงแห่งความสุข เมื่อต้องเดินทางไปเที่ยวไกล ๆ ถ้าเขาได้ยินเพลงเพลงนี้ เขาจะจำได้ และรู้สึกเหมือนอยู่กับเจ้าของ ไม่ได้โดนทิ้ง

เพราะยามที่คุณเหงา เศร้า หรือไม่สบายใจ น้อง ๆ ก็จะเป็นคนฮีลใจและสร้างความสุขให้ พฤกษาจึงอยากให้พวกเขามีความสุขไปด้วยกันกับคุณ 

คนรักสัตว์แบบเราถึงกับต้องเก็บเพลย์ลิสต์เข้ากรุ ก่อนเขยิบมาหมวด Plant ที่พฤกษาเองได้นำผลวิจัยมาใช้ในการออกแบบค่อนข้างมาก บวกกับได้ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้อย่าง บ้านและสวน มาอยู่ในทีมอเวนเจอร์ด้วย ช่วยให้บ้าน เสียงดนตรี และพื้นที่สีเขียวอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว

ซึ่งนอกจากการให้ความร่มรื่นและช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับทุกคนที่อยู่อาศัยแล้ว ต้นไม้ยังสามารถส่งต่อพลังบวก บำบัด และเพิ่มความสุขให้กับทุกคนในบ้านได้ด้วย แต่การที่ต้นไม้จะเติบโตได้อย่างแข็งแรงและมีความสุขได้ ก็ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ของเราเช่นกัน  

ถ้าได้ลองเปิดเพลงในเพลย์ลิสต์ Growing Plants โตง่าย ก็เพลงมันเพราะ ให้ฟังก็คงจะดีไม่น้อย เพราะมีทั้งเพลงช้าบรรเลงให้ความรู้้สึกถึงฟ้ายามเช้าที่แดดค่อย ๆ ออก จนถึงเพลงจังหวะสนุกสนานที่เหมาะแก่การรดน้ำต้นไม้เป็นที่สุด เชื่อว่าพวกต้นไม้เองก็คงรู้สึกสดชื่นไม่ต่างกัน

เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ คือคนสุดท้ายในทีม นักร้องที่ผันตัวเองมาเป็นนักจิตวิทยา ซึ่งนอกจากเขาจะเชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพจิตใจแล้ว เขื่อนยังมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองและปลูกต้นไม้จำนวนมาก

เมื่อรวมตัวกันครบทีม ต่อให้กัปตันพฤกษาไม่ได้พูดปลุกใจว่า Avengers Assemble เหมือนในภาพยนตร์ แต่เราเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมสร้างเพลย์ลิสต์ที่ตอบโจทย์ลูกบ้านอย่างเต็มกำลังแน่นอน

เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living
เพิ่มพลังบวกให้บ้านด้วย 6 Playlist จากพฤกษา ในแคมเปญ Unlock Your Future Living

Co-working Space

หากจะถามว่าพฤกษารู้ได้อย่างไรว่าเพลงไหนเหมาะสมที่สุดก็คงเป็นคำถามที่ยากเกินไป เพราะคำว่าดีที่สุดของพฤกษา ไม่มีจุดสิ้นสุด

พวกเขาใช้เวลาพูดคุยกับคุณหมอหลายชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจ คัดเพลง ส่งลิสต์กลับไปกลับมา แล้วก็ประชุมกับคุณหมออีกรอบว่าจัดเพลงยังไง

อย่างที่บอก พวกเขาไม่ต้องการให้มันเป็นแค่เพลย์ลิสต์ ไม่ได้ทำวันนี้วันเดียว แต่ต้องทำทุก ๆ อย่างประกอบกัน ใส่ใจทุกรายละเอียด และทำอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายจึงเป็นการทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นเหมือนกันว่าอะไรคือความหมายของ ‘การใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต’ 

เพราะการสร้างบ้านหลังหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยคนคนเดียว สถาปนิกของพฤกษาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์เลี้ยง ทีมออกแบบบ้านต้องทำตามหลักที่เอื้อเรื่องสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี มาร์เก็ตติ้งทุกคนต้องสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้เข้าถึงลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญ พาร์ตเนอร์ทั้งหลายก็จะเข้ามาช่วยให้แคมเปญนี้ดียิ่งขึ้น

สัตวแพทย์จากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อก็ไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องดนตรีบำบัดสัตว์เลี้ยงเพียงอย่างเดียว ลูกบ้านพฤกษาจะได้รับสิทธิพิเศษที่โรงพยาบาลสัตว์ด้วย เพราะโจทย์ที่พวกเขาให้ คือลูกบ้านพฤกษามีน้องหมาก็เหมือนมีลูกคน อีกทั้งน้อง ๆ พวกนี้ยังอาศัยอยู่ที่บ้านมากกว่าพวกมนุษย์เสียอีก จะปล่อยให้อยู่อย่างไม่มีความสุขได้ยังไง แม้แต่โรงพยาบาลวิมุต ก็นำเพลย์ลิสต์หมวด People ไปเปิดใช้จริงด้วยเช่นกัน

ตามเจตจำนงของพวกเขาที่อยากบอกว่า จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดของการมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ก็คือบ้านของทุกคนนั่นเอง

Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน
Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน

Happy Ending

แน่นอนว่าแคมเปญนี้เกี่ยวเนื่องกับความรู้สึกและชีวิตคนโดยตรง การวัดผลว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนจึงเป็นไปได้ยาก แต่เราก็หวังใจว่ากลุ่มเป้าหมายของพวกเขาจะชื่นชอบ ขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่ยืนยันได้ว่าพฤกษาพยายามอย่างหนักที่จะเข้าใจลูกค้า และมองทุกมุมโดยละเอียด

เพื่อให้คน Gen Y เข้าใจบ้านที่พวกเขาออกแบบมากยิ่งขึ้นในวันหน้า ในทางกลับกัน พวกเขาก็จะได้ออกแบบบ้านที่เข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้นต่อเนื่องไปด้วย

ยกตัวอย่างว่า บางคนอายุ 30 กำลังเพิ่งแต่งงาน 10 ปีผ่านไป เขาก็จะอายุ 40 อาจจะมีลูกสักอายุ 2 – 3 ขวบ ผ่านไปอีก 10 ปี เขาจะเริ่มแตะวัย Senior Aging ลูกเขาจะเริ่มเป็นวัยรุ่น และถ้ามีคุณตาคุณยายมาอยู่ด้วย ก็เป็นคนอายุประมาณสัก 80 แล้ว

Future Living ของพฤกษาคือการคิดถึงอนาคตนั้น ไม่ต้องไกลก็ได้ มองใกล้ ๆ ว่าตรงนี้ยังเป็นห้องเก็บของ อยากจะเปลี่ยนเป็นสตูดิโอพรุ่งนี้หรือเดือนหน้าได้เลย วันนี้สนใจปั่นจักรยาน วันต่อไปอยากเล่นโยคะ บ้านนี้ก็จะมีพื้นที่ที่ดีไซน์ให้ทั้งหมดเกิดขึ้นได้

หลังผ่านระยะเวลาหลายเดือน เพลย์ลิสต์ทั้ง 6 ก็ส่งออกสู่ลูกบ้านและคนทั่วไปได้ฟังกัน ขวัญใจคนทำงานอย่างเราคงหนีไม่พ้น Focus Working ที่เล่นเพลง Stiches ของ Shawn Mendes อยู่ตอนนี้

ก่อนจากกัน อยากให้เฝ้าติดตามสเต็ปต่อไปภายใต้แนวคิดอันยิ่งใหญ่ที่มีคำว่า ทั้งชีวิต เป็นคำมั่นสัญญา

เพราะพฤกษาไม่ได้ใส่ใจแค่ลูกบ้าน แต่รวมถึงสัตว์เลี้ยง ต้นไม้ ทุก ๆ ชีวิตในบ้านให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และยังคงตั้งมั่นที่จะทำให้บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพกายและใจที่ดี ทั้งในวันนี้และในอนาคตต่อไป แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะพึงพอใจแล้วก็ตาม

ว่าแล้วก็ออกไปรดน้ำต้นไม้ยามสาย แล้วแวะมาลูบหัวเพื่อนรักสี่ขาที่นอนมองตาละห้อยสักหน่อยดีกว่า 

Unlock Your Future Living : แคมเปญเปลี่ยนบ้านของคน Gen Y ให้เป็นพลังบวก ด้วย 6 Playlist สไตล์จากพฤกษา เพื่อคน สัตว์ ต้นไม้ และทุกชีวิตในบ้าน

นอกจากจะมีเสียงดนตรีที่ช่วยในการสร้างพลังบวก สำคัญคือ บ้านของพฤกษาจะต้องเป็น “บ้านที่จะช่วยสร้างสุขภาพใจที่ดี” พวกเขาจึงใส่ใจออกแบบ Pruksa Living Solution ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ของการอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยทุกคน ทุกชีวิต มีความสุข และให้บ้านเป็นสถานที่พักกายพักใจ ช่วยให้คุณปลดล็อกสุขภาพกายและใจให้ฟื้นฟูเพราะบ้านที่มาพร้อมกับ Pruksa Living solution จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้น 

สัมผัสประสบการณ์ Unlock Your Future Living เพิ่มเติมได้ที่ https://www.pruksa.com/inspiring-story/unlockyourfutureliving-music

ข้อมูลอ้างอิงงานวิจัย
  • Giordano F, Scarlata E, Baroni M, et al. Receptive music therapy to reduce stress and improve wellbeing in Italian clinical staff involved in COVID-19 pandemic: A preliminary study. Arts Psychother 2020;70: 101688.
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1558787811001845
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0031938416306977
  • www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7671032/
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1558787811001845
  • www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0031938416306977

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load