The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

 

จุดมุ่งหมายของชีวิตของเราคืออะไร ผมเชื่อว่าทุกคนมีคำตอบที่ดีสำหรับตนเอง มีคนมากมายที่มีความฝัน แต่ผมเชื่อว่ามีคนไม่มากนักที่จะทำความฝันของตนเองให้เป็นจริงได้ทุกวัน

คุณอิโตะ โยชิทากะ (Ito Yoshitaka) เป็นชาวนาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกลางท้องทุ่งในชนบทอันห่างไกลของเกาะฮอกไกโด เขาไม่ได้เป็นคนที่มีชื่อเสียงอะไร เมื่อเทียบกับดาราหรือว่านักร้องในยุคสมัยนี้ที่มี Follower นับแสนนับล้าน แต่เมื่อผมได้อ่านประวัติของเขาแล้วผมเชื่อว่าเขาเป็นคนที่น่าจะมีความสุขที่สุดคนหนึ่งในโลก

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

ทุกวันนี้แม้ว่าคุณอิโตะ โยชิทากะ จะจากโลกนี้ไปเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เขาก็ได้ทำสัญญาให้ Wild Bird Society of Japan เข้ามาดูแลพื้นที่บางส่วนในบ้านของเขาและ Tsurui-Ito Tancho Sanctury ต่อไป

ในบริเวณรอบๆหมู่บ้านสึรุอิ (Tsurui) ใกล้ๆ กับเมืองคุชิโร (Kushiro) ทางตะวันออกของเกาะฮอกไกโดนั้น พื้นที่ในบริเวณรอบๆ หมู่บ้านนั้นเป็นท้องทุ่ง พื้นที่ชุ่มน้ำ สลับไปกับพื้นที่ทำการเกษตรของผู้คนมาช้านาน ในบริเวณนี้เป็นถิ่นอาศัยของสรรพชีวิตมากมาย รวมไปถึงนกกระเรียนมงกุฎแดง หรือ Red-crowned crane : Grus japonensis นกน้ำขนาดใหญ่ที่มีสีขาวราวกับหิมะ ที่เป็นต้นกำเนิดของนิทานพื้นบ้านและนิยายปรัมปราในหลากหลายวัฒนธรรม

ในญี่ปุ่น นกกระเรียนมงกุฎแดงเรียกว่า Tancho เป็นสัตว์ที่เชื่อกันว่ามีอายุยืนยาวนับพันปี เป็นสัตว์ที่เป็นตัวแทนของโชคลาภ ความรัก และความจงรักภักดี ส่วนในประเทศจีน นกกระเรียนมงกุฎแดงมักจะปรากฏตัวพร้อมกับทวยเทพหรือเหล่าเซียนที่มาจากสรวงสวรรค์ เป็นสัญลักษณ์ของอายุที่ยืนยาว มีความรู้ และเกียรติอันสูงส่ง เราจึงมักจะพบว่าภาพเขียนโบราณทั้งในวัฒนธรรมของจีนและญี่ปุ่นนั้นมีนกกระเรียนมงกุฎแดงอยู่เสมอๆ  และในแทบทุกวัฒนธรรมจะถือว่านกกระเรียนเป็นนกศักดิ์สิทธิ์

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

อากาศในยามเช้ามืดในแสงแรกของยามเช้าที่อุณหภูมิลดต่ำลงกว่า -20 องศาในฤดูหนาว ในมุมมองจากสะพาน Otowa นอกหมู่บ้านสึรุอิที่นกกระเรียนมงกุฎแดงฝูงใหญ่นับร้อยไปจับกลุ่มพักนอนกันในยามค่ำคืน นกกระเรียน, ฮอกไกโด
นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นนกที่มักจะปรากฏอยู่ในภาพเขียนและอารยธรรมของเอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือ ญี่ปุ่น มาตั้งแต่โบราณ ในฐานะสัตว์แห่งทวยเทพและสรวงสวรรค์ สัญลักษณ์ของอายุที่ยืนยาว และเกียรติอันสูงส่ง และความรักที่เป็นนิรันดร์ เมื่อดูจากสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมศิลปินถึงได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากนกกระเรียนในธรรมชาติ

แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้นนกกระเรียนทั่วโลกต่างประสบปัญหาคล้ายๆ กัน เนื่องจากนกกระเรียนนั้นเป็นนกที่กินอาหารหลากหลายชนิด ตั้งแต่ปลาชนิดต่างๆ สัตว์เลี้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ รวมไปถึงแมลง และพืชพันธุ์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด และธัญญาหารชนิดต่างๆ ในมุมหนึ่ง เมื่อมนุษย์ขยายพื้นที่เข้าไปในธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ของเราจึงเริ่มทับซ้อนกัน เมื่อเราต้องการผลผลิตเพิ่มมากขึ้น นกกระเรียนที่เข้ามารบกวนพืชผลก็กลายเป็นศัตรูของชาวไร่ชาวนา

ในยุคก่อนปี 1900 นกกระเรียนมงกุฎแดงพบได้ทั่วไปทั้งทางตอนเหนือของเกาะฮอนชู (Honshu) และฮอกไกโด (Hokkaido) รวมไปถึงทางตอนเหนือของจีนแผ่นดินใหญ่ และแมนจูเรีย แต่พื้นที่ในการทำรังของมันบนเกาะฮอนชูก็ลดลงเรื่อยๆ จนในที่สุดนกกระเรียนมงกุฎแดงที่เคยอพยพไปมาระหว่างสองเกาะก็ย้ายไปอยู่ทางตะวันออกอันห่างไกลของเกาะฮอกไกโด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากมนุษย์มากที่สุด

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

ทุกเช้าในช่วงฤดูหนาว เมื่อนกกระเรียนที่ไปพักนอนในบริเวณในแม่น้ำใกล้กับสะพานตื่นนอนก็จะบินออกไปหากิน และบางส่วนก็จะแวะเวียนเข้ามาที่ Tsurui-Ito Tancho Sanctuary ในช่วงประมาณ 9 โมงเช้า และตอนบ่ายในราวบ่าย 2 โมง ก่อนที่จะกลับไปนอนในบริเวณริมแม่น้ำในตอนเย็น

การเพาะปลูกในยุคที่เริ่มมีการใช้ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จำนวนของนกกระเรียนหลากหลายสายพันธุ์ในหลายๆ พื้นที่ในโลกเริ่มลดจำนวนลง โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ใน ค.ศ. 1952 เป็นปีที่คลื่นความหนาวเย็นเข้าปกคลุมเหนือท้องทุ่งของฮอกไกโดเป็นเวลายาวนาน นกกระเรียนมงกุฎแดงในธรรมชาติทางตอนเหนือของฮอกไกโดที่หลงเหลือในตอนนั้นมีจำนวนลดลงเหลือเพียงแค่ 33 ตัวเท่านั้น ส่วนในแผ่นดินใหญ่ของจีนที่เคยมีนกกระเรียนอาศัยอยู่นั้นก็ไม่มีรายงานการพบอย่างเป็นทางการ (อาจจะเป็นด้วยในยุคนั้นจีนก็ปิดประเทศกับฝ่ายโลกเสรีจึงไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในช่วงนั้น)

ชาวนาที่ใจดีแห่งหมู่บ้านสึรุอิรวมทั้งคุณอิโตะ โยชิทากะ ต่างก็นำข้าวโพดและธัญพืชที่ได้จากช่วงฤดูเก็บเกี่ยวไว้ มาเลี้ยงนกกระเรียนที่กำลังจะอดตายในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน   

และนั่นคือบทเริ่มต้นของมิตรภาพอันยาวนานระหว่างชาวนาในหมู่บ้านแห่งนี้กับนกกระเรียน

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

นกกระเรียนเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและจงรักภักดี นกกระเรียนส่วนใหญ่จะเลือกคู่และรักกันไปตลอดทั้งชีวิต ในช่วงเวลาที่นกกระเรียนตัวผู้จะทำหน้าที่ปกป้องรังของมันและจะอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจนกระทั่งลูกนกโตเต็มวัยก็จะแยกจากไป (จากการวิจัยในยุคหลังพบว่ามีนกกระเรียนบางตัวที่มีการเปลี่ยนคู่ครองบ้างแต่เป็นจำนวนน้อย เช่นเดียวกับนกเงือก)

นับตั้งแต่นั้นมาทุกฤดูหนาว คุณอิโตะจะนำเอาข้าวโพดมาโปรยให้กับนกกระเรียนกินในช่วงฤดูหนาวแทบทุกวันต่อเนื่องกันมานานหลายสิบปี จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Tancho Guardian ในปี 1981 จนกระทั่งในปี 1987 เขาได้ยกพื้นที่บางส่วนในฟาร์มของเขาให้กับ Wild Bird Society of Japan เพื่อจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์นกกระเรียนที่ใช้ชื่อว่า Tsurui-ito Tancho Sanctuary และเขาก็ทำหน้าที่ในการนำอาหารออกมาให้นกกระเรียนทุกวันในช่วงฤดูหนาว ก่อนที่เขาจะจากไปในปี 2000 เมื่อมีอายุได้ 81 ปี กว่า 30 ปีที่เขาเริ่มต้นให้อาหารนกกระเรียนเพียงคู่เดียวในที่ดินของเขา ทุกวันนี้มีนกกระเรียนมาหาเขาที่บ้านโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 300 ตัว

และจากนกกระเรียนที่เหลืออยู่เพียง 33 ตัวในบริเวณรอบๆ หมู่บ้านแห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นจนมีจำนวน 1,200 ตัวในญี่ปุ่น และหลงเหลืออีกเพียงไม่กี่ร้อยตัวในจีน เกาหลี และไซบีเรีย ประมาณการว่ามีนกกระเรียนมงกุฎแดงหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติทั้งโลกในราว 1,700 – 2,000 ตัว

ทุกวันนี้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น  

ในช่วงฤดูหนาวในแต่ละปีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต่างก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อชมนกกระเรียนมงกุฎแดง เต้นรำกลางหิมะเพื่อจับคู่ ก่อนที่นกจะแยกย้ายกระจายกันออกไปทำรัง และเลี้ยงลูกในท้องทุ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำในช่วงฤดูร้อน ก่อนที่จะกลับมารวมกันในบริเวณนี้อีกครั้งในช่วงฤดูหนาว

และจุดที่ทุกคนจะต้องแวะมาก็คือในบริเวณ Tsurui-ito Tancho Sanctuary หรือบ้านของคุณอิโตะ โยชิทากะ ผู้ล่วงลับนั่นเอง

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

ฝูงนกกระเรียนนับร้อยที่มารวมตัวกันในบริเวณ Tsurui-Ito Tancho Sanctuary ที่เริ่มมาจากคุณอิโตะ โยชิทากะ ชาวนาใจดีนำข้าวโพดที่เขาเก็บไว้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวบางส่วนมาโปรยให้นกกระเรียนที่กำลังจะอดตายคู่หนึ่งที่มาเกาะในบริเวณบ้านของเขาเมื่อหลายสิบปีก่อน จากนกกระเรียนที่เหลือเพียง 33 ตัวสุดท้าย ปัจจุบันนี้มีนกกระเรียนมงกุฎแดงในธรรมชาติเพิ่มขึ้นนับพันตัวในญี่ปุ่น

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

17 กุมภาพันธ์ 2565
487

ผมได้รับโอกาสให้ได้อยู่ในช่วงเวลาที่นักล่าในป่าทำงานหลายครั้ง นอกจากจะได้เห็นทักษะ รวมทั้งร่างกายซึ่งได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสมของเหล่านักล่าแล้ว ผมยังได้เห็นความสามารถในการหลบหลีกของสัตว์ที่อยู่ในสถานภาพความเป็นเหยื่อ พวกมันก็ได้รับการออกแบบมาอย่างดีเช่นกัน ในความเป็นเหยื่อ ใช่ว่าพวกมันจะยอมจำนนง่าย ๆ

แต่อีกนั่นแหละ ในขณะที่หลายตัวไม่เพียงหลบหนี แต่ใช้วิธีหันกลับมาสู้ มีบ้างบางตัวคล้ายกับการหนี หรือยอมจำนน คือสิ่งที่มันเลือก

วัวแดงโตเต็มวัยตัวหนึ่ง ทำให้ผมเห็นว่ามันเลือกที่จะยอม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดนี้ในยุคสมัยหนึ่งคือ ‘เป้าหมาย’ ของนักนิยมไพร ในการล่าเพื่อเอาเขาและหัวมาประดับฝาบ้านเช่นเดียวกับกระทิง ในช่วงเวลาที่มีประชากรวัวแดงมาก มีทั่วไปแทบทุกป่า คนจำนวนไม่น้อยมองเห็นพวกมันเป็น ‘โปรตีน’ เป็นอาหาร

แต่สำหรับบางคนซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ใช้ซากสัตว์เหล่านี้เป็นเครื่องหมายแสดงสถานะความเป็นนักผจญภัย

หากเทียบกับกระทิง คนในป่าส่วนใหญ่มีทรรศนะว่า 

“วัวแดงน่ะแหย เวลามีอะไรมันไม่สู้หรอก เอาแต่หนี ไม่เหมือนกระทิงที่จะหันกลับมาสู้”

ที่ผมเห็นวัวแดงเป็นเช่นนั้น

อาจไม่ใช่ทั้งสมองและหัวใจ ที่ทำให้สัตว์ป่าสักตัวเลือกเป็นนักสู้หรือนักยอมแพ้
หมาใน นักล่าที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เช้าวันนั้น หมาใน 2 ตัววิ่งไล่วัวแดงกระทั่งมาจนมุมริมลำห้วย วัวแดงกระโจนลงห้วย หมาในตาม มันกระชากไส้ และลูกนัยน์ตาวัวแดงออกมาตั้งแต่วัวแดงยังไม่ล้ม ก่อนหน้านี้ วัวแดงวิ่งผ่านกระทิง 4 – 5 ตัวที่กำลังพักผ่อนอยู่ริมฝั่ง

กระทิงตัวไม่โตนักลุกขึ้นยืนจังก้า ยกตีนหน้าเตะใส่หมาใน จนหมาใน 2 ตัวนั้นต้องวิ่งอ้อมหลบเพื่อไล่วัวแดงต่อ

เสียงโหยหวนสลับเสียงกระชากเนื้อ เลือดแดงสาดกระจาย ที่จริงหากวัวแดงหันกลับมาสู้บ้าง สู้แบบที่กระทิงทำ การล่าอาจล้มเหลวก็ได้

แต่คราวนี้ภารกิจของนักล่าสำเร็จ

อาจไม่ใช่ทั้งสมองและหัวใจ ที่ทำให้สัตว์ป่าสักตัวเลือกเป็นนักสู้หรือนักยอมแพ้
นกเงือกหัวแรด

การกระทำของกระทิงวันนั้น ทำให้ผมนึกถึงผู้ชายคนหนึ่งที่รู้จักเป็นเพื่อน มีโอกาสทำงานด้วยกันระยะเวลาหนึ่ง 

เขาเป็นชายหนุ่มผิวคล้ำล่ำสันวัยเบญจเพส ชื่อว่า ฮาบิ ผมเคยนำเรื่องราวฮาบิมาเขียนหลายครั้ง ความเป็นคน แบบฮาบินั้น ผมจำได้ไม่ลืม

ผมรู้จักฮาบิครั้งตามทีมสำรวจประชากรนกเงือกเข้าไปสำรวจพื้นที่แถบทิวเขาไอร์กือเนาะ เป็นพื้นที่เตรียมประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ รวมทั้งอยู่ในพื้นที่อันเรียกว่าสีแดงเข้มของเหตุการณ์ความไม่สงบ

ที่นี่ ทีมพบนกเงือก 6 ชนิด เรามีฮาบิช่วยนำทางและพาไปหาโพรงนก เขาชำนาญพื้นที่และรู้จักต้นไม้ที่นกเงือกใช้ทำโพรงเป็นอย่างดี

ช่วงนั้นฮาบิและเพื่อนมีอาชีพหลักคือ ปีนโพรงนก ล้วงเอาลูกนกเงือกไปขาย นอกจากงานเลื่อยไม้บนเขา

การขึ้นต้นไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่าเมตรครึ่ง สูงกว่า 20 เมตรของฮาบิ คล้ายเป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงใช้ตะปู 5 นิ้ว ตอกเป็นระยะปีนขึ้นไป ใช้นิ้วแค่ 3 นิ้วจับตะปู ตะแคงเท้าขึ้นไปเรื่อย ๆ

“ไม่ยากหรอก แค่ใช้ใจกล้า ๆ เท่านั้น” ฮาบิพูดไทยชัด แม้ปกติเขาจะใช้ภาษาถิ่น

อาจไม่ใช่ทั้งสมองและหัวใจ ที่ทำให้สัตว์ป่าสักตัวเลือกเป็นนักสู้หรือนักยอมแพ้
นกกก นกเงือกขนาดใหญ่ที่สุด การเข้ามาที่ต้นไทรเพื่อนำพาเมล็ดไปแพร่กระจายคืองานที่ทำอย่างได้ผล

ที่จริง การปีนต้นไม้เพื่อล้วงลูกนกเงือกในโพรงนี้ เป็นทักษะอันถ่ายทอดกันมาหลายรุ่น พ่อจะสอนลูกใช้ไม้และเถาวัลย์มัดเป็นขั้นบันได

ในรุ่นฮาบิ การล้วงลูกนกไปขายมีความหมายเพียงเงินเพื่อการเที่ยวเตร่ และไม่ใช้วิธีการซับซ้อนอะไร

หลังร่วมทำงานกันระยะหนึ่ง ฮาบิเริ่มคุ้นเคยและสนุก

“ปีนี้เราจะไม่เอาลูกนกแล้วล่ะ เราจะช่วยพวกพี่ทำงาน” เขาบอกเสียงดัง

ดูเหมือนว่าเมื่อฮาบิประกาศหยุด การล้วงลูกนกจากโพรงในบริเวณทิวเขาไอร์กือเนาะปีนั้นก็ยุติลง

อาจไม่ใช่ทั้งสมองและหัวใจ ที่ทำให้สัตว์ป่าสักตัวเลือกเป็นนักสู้หรือนักยอมแพ้
ในช่วงฤดูแห่งความรัก นกเงือกหัวแรดได้มีวิถีของพวกมันอย่างที่ควรเป็น

เราใช้กระท่อมริมน้ำในสวนที่เจ้าของหลบความไม่สงบไปอยู่ข้างนอก ฮาบิพาเพื่อนมาช่วยงานหลายคน ทุกคนเคยล้วงลูกนกไปขาย 

“ไม่มีใครเอาลูกนกแล้ว พวกเขาฟังเรา คนโต ๆ ก็ฟัง” ฮาบิพูดเรียบ ๆ

วันหนึ่ง ในซุ้มบังไพรที่ผมใช้ถ่ายรูปนกเงือกหัวแรด ฮาบินั่งอยู่ด้วย

“เสร็จงานแล้ว เราจะกลับมาช่วยพี่นะ เราอยากอนุรักษ์” ผมมองหน้าเขา เห็นแววตาจริงจังขณะจับมือลา นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่พบกับฮาบิ

ลูกนกเงือกหลายตัวมีโอกาสออกจากโพรง มาโบยบิน เติบโต ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควร

ส่วนฮาบิ จากไปไม่หวนคืน

อาจไม่ใช่ทั้งสมองและหัวใจ ที่ทำให้สัตว์ป่าสักตัวเลือกเป็นนักสู้หรือนักยอมแพ้
เรื่องราวเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ผมจำได้ดีราวกับเกิดขึันเมื่อวาน

“บิโดนอาร์ก้ายิงจนพรุน เมื่อวานตอนบ่าย” เซ ลูกพี่ลูกน้องฮาบิที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ฮาบิเข้าเมืองกลับมาบอก

บนทางเปลี่ยว มีรถกระบะขับตาม

“บิล้มมอเตอร์ไซค์ขวางถนน หันกลับมายิงใส่คนขับฟุบ แต่คนข้างหลังสองคนลุกขึ้นยิง มันเลยไม่รอด” เซหลบหนีมาได้

ผมหลับตาฟังเซถ่ายทอดเหตุการณ์ นึกถึงกระทิงที่ลุกขึ้นยืนจังก้า พร้อมโจมตีผู้ล่า

กระท่อมริมน้ำถูกห้อมล้อมด้วยต้นลองกอง เงาะ มังคุด ชานบ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ในค่ำคืนข้างขึ้น ดวงจันทร์กลมโตโผล่พ้นสันเขา ที่นี่เราใช้เป็นที่ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากงานบนภูเขา

ผมมองไปที่ดวงจันทร์กลมโต เมื่อจากโลกนี้ไป ที่ใดเป็นจุดหมายต่อไป บางทีอาจเป็นในกลุ่มดาวอันไกลโพ้น

หากอยู่บนดวงจันทร์ เวลาที่มองกลับมายังโลก ใครก็ตามที่อยู่บนนั้นจะเห็นโลกอันสวยงาม เหมือนอย่างที่เห็นดวงจันทร์กลมโต

เป็นความงดงามซึ่งอยู่ใกล้ ๆ มักมองไม่เห็น

ดูเหมือนว่าจะมีการจัดสรรและจัดการมาแล้วอย่างเหมาะสม

วัวแดงยอมจำนนกับคมเขี้ยวหมาในอย่างง่าย ๆ

กระทิงและฮาบิหันกลับมาสู้

วัวแดง กระทิง รวมทั้งฮาบิ สอนให้ผมรู้อย่างหนึ่ง

ชีวิตในธรรมชาติต่างล้วนผ่านการจัดการไว้แล้ว 

ดังนั้น การหันกลับมาสู้หรือยอม ‘จำนน’

บางทีมันก็ไม่ได้เป็นไปตามคำสั่งของสมองหรือหัวใจ

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load