The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

 

จุดมุ่งหมายของชีวิตของเราคืออะไร ผมเชื่อว่าทุกคนมีคำตอบที่ดีสำหรับตนเอง มีคนมากมายที่มีความฝัน แต่ผมเชื่อว่ามีคนไม่มากนักที่จะทำความฝันของตนเองให้เป็นจริงได้ทุกวัน

คุณอิโตะ โยชิทากะ (Ito Yoshitaka) เป็นชาวนาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกลางท้องทุ่งในชนบทอันห่างไกลของเกาะฮอกไกโด เขาไม่ได้เป็นคนที่มีชื่อเสียงอะไร เมื่อเทียบกับดาราหรือว่านักร้องในยุคสมัยนี้ที่มี Follower นับแสนนับล้าน แต่เมื่อผมได้อ่านประวัติของเขาแล้วผมเชื่อว่าเขาเป็นคนที่น่าจะมีความสุขที่สุดคนหนึ่งในโลก

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

ทุกวันนี้แม้ว่าคุณอิโตะ โยชิทากะ จะจากโลกนี้ไปเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เขาก็ได้ทำสัญญาให้ Wild Bird Society of Japan เข้ามาดูแลพื้นที่บางส่วนในบ้านของเขาและ Tsurui-Ito Tancho Sanctury ต่อไป

ในบริเวณรอบๆหมู่บ้านสึรุอิ (Tsurui) ใกล้ๆ กับเมืองคุชิโร (Kushiro) ทางตะวันออกของเกาะฮอกไกโดนั้น พื้นที่ในบริเวณรอบๆ หมู่บ้านนั้นเป็นท้องทุ่ง พื้นที่ชุ่มน้ำ สลับไปกับพื้นที่ทำการเกษตรของผู้คนมาช้านาน ในบริเวณนี้เป็นถิ่นอาศัยของสรรพชีวิตมากมาย รวมไปถึงนกกระเรียนมงกุฎแดง หรือ Red-crowned crane : Grus japonensis นกน้ำขนาดใหญ่ที่มีสีขาวราวกับหิมะ ที่เป็นต้นกำเนิดของนิทานพื้นบ้านและนิยายปรัมปราในหลากหลายวัฒนธรรม

ในญี่ปุ่น นกกระเรียนมงกุฎแดงเรียกว่า Tancho เป็นสัตว์ที่เชื่อกันว่ามีอายุยืนยาวนับพันปี เป็นสัตว์ที่เป็นตัวแทนของโชคลาภ ความรัก และความจงรักภักดี ส่วนในประเทศจีน นกกระเรียนมงกุฎแดงมักจะปรากฏตัวพร้อมกับทวยเทพหรือเหล่าเซียนที่มาจากสรวงสวรรค์ เป็นสัญลักษณ์ของอายุที่ยืนยาว มีความรู้ และเกียรติอันสูงส่ง เราจึงมักจะพบว่าภาพเขียนโบราณทั้งในวัฒนธรรมของจีนและญี่ปุ่นนั้นมีนกกระเรียนมงกุฎแดงอยู่เสมอๆ  และในแทบทุกวัฒนธรรมจะถือว่านกกระเรียนเป็นนกศักดิ์สิทธิ์

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

อากาศในยามเช้ามืดในแสงแรกของยามเช้าที่อุณหภูมิลดต่ำลงกว่า -20 องศาในฤดูหนาว ในมุมมองจากสะพาน Otowa นอกหมู่บ้านสึรุอิที่นกกระเรียนมงกุฎแดงฝูงใหญ่นับร้อยไปจับกลุ่มพักนอนกันในยามค่ำคืน นกกระเรียน, ฮอกไกโด
นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นนกที่มักจะปรากฏอยู่ในภาพเขียนและอารยธรรมของเอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือ ญี่ปุ่น มาตั้งแต่โบราณ ในฐานะสัตว์แห่งทวยเทพและสรวงสวรรค์ สัญลักษณ์ของอายุที่ยืนยาว และเกียรติอันสูงส่ง และความรักที่เป็นนิรันดร์ เมื่อดูจากสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมศิลปินถึงได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากนกกระเรียนในธรรมชาติ

แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้นนกกระเรียนทั่วโลกต่างประสบปัญหาคล้ายๆ กัน เนื่องจากนกกระเรียนนั้นเป็นนกที่กินอาหารหลากหลายชนิด ตั้งแต่ปลาชนิดต่างๆ สัตว์เลี้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ รวมไปถึงแมลง และพืชพันธุ์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด และธัญญาหารชนิดต่างๆ ในมุมหนึ่ง เมื่อมนุษย์ขยายพื้นที่เข้าไปในธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ของเราจึงเริ่มทับซ้อนกัน เมื่อเราต้องการผลผลิตเพิ่มมากขึ้น นกกระเรียนที่เข้ามารบกวนพืชผลก็กลายเป็นศัตรูของชาวไร่ชาวนา

ในยุคก่อนปี 1900 นกกระเรียนมงกุฎแดงพบได้ทั่วไปทั้งทางตอนเหนือของเกาะฮอนชู (Honshu) และฮอกไกโด (Hokkaido) รวมไปถึงทางตอนเหนือของจีนแผ่นดินใหญ่ และแมนจูเรีย แต่พื้นที่ในการทำรังของมันบนเกาะฮอนชูก็ลดลงเรื่อยๆ จนในที่สุดนกกระเรียนมงกุฎแดงที่เคยอพยพไปมาระหว่างสองเกาะก็ย้ายไปอยู่ทางตะวันออกอันห่างไกลของเกาะฮอกไกโด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากมนุษย์มากที่สุด

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

ทุกเช้าในช่วงฤดูหนาว เมื่อนกกระเรียนที่ไปพักนอนในบริเวณในแม่น้ำใกล้กับสะพานตื่นนอนก็จะบินออกไปหากิน และบางส่วนก็จะแวะเวียนเข้ามาที่ Tsurui-Ito Tancho Sanctuary ในช่วงประมาณ 9 โมงเช้า และตอนบ่ายในราวบ่าย 2 โมง ก่อนที่จะกลับไปนอนในบริเวณริมแม่น้ำในตอนเย็น

การเพาะปลูกในยุคที่เริ่มมีการใช้ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จำนวนของนกกระเรียนหลากหลายสายพันธุ์ในหลายๆ พื้นที่ในโลกเริ่มลดจำนวนลง โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ใน ค.ศ. 1952 เป็นปีที่คลื่นความหนาวเย็นเข้าปกคลุมเหนือท้องทุ่งของฮอกไกโดเป็นเวลายาวนาน นกกระเรียนมงกุฎแดงในธรรมชาติทางตอนเหนือของฮอกไกโดที่หลงเหลือในตอนนั้นมีจำนวนลดลงเหลือเพียงแค่ 33 ตัวเท่านั้น ส่วนในแผ่นดินใหญ่ของจีนที่เคยมีนกกระเรียนอาศัยอยู่นั้นก็ไม่มีรายงานการพบอย่างเป็นทางการ (อาจจะเป็นด้วยในยุคนั้นจีนก็ปิดประเทศกับฝ่ายโลกเสรีจึงไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในช่วงนั้น)

ชาวนาที่ใจดีแห่งหมู่บ้านสึรุอิรวมทั้งคุณอิโตะ โยชิทากะ ต่างก็นำข้าวโพดและธัญพืชที่ได้จากช่วงฤดูเก็บเกี่ยวไว้ มาเลี้ยงนกกระเรียนที่กำลังจะอดตายในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน   

และนั่นคือบทเริ่มต้นของมิตรภาพอันยาวนานระหว่างชาวนาในหมู่บ้านแห่งนี้กับนกกระเรียน

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

นกกระเรียนเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและจงรักภักดี นกกระเรียนส่วนใหญ่จะเลือกคู่และรักกันไปตลอดทั้งชีวิต ในช่วงเวลาที่นกกระเรียนตัวผู้จะทำหน้าที่ปกป้องรังของมันและจะอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจนกระทั่งลูกนกโตเต็มวัยก็จะแยกจากไป (จากการวิจัยในยุคหลังพบว่ามีนกกระเรียนบางตัวที่มีการเปลี่ยนคู่ครองบ้างแต่เป็นจำนวนน้อย เช่นเดียวกับนกเงือก)

นับตั้งแต่นั้นมาทุกฤดูหนาว คุณอิโตะจะนำเอาข้าวโพดมาโปรยให้กับนกกระเรียนกินในช่วงฤดูหนาวแทบทุกวันต่อเนื่องกันมานานหลายสิบปี จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Tancho Guardian ในปี 1981 จนกระทั่งในปี 1987 เขาได้ยกพื้นที่บางส่วนในฟาร์มของเขาให้กับ Wild Bird Society of Japan เพื่อจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์นกกระเรียนที่ใช้ชื่อว่า Tsurui-ito Tancho Sanctuary และเขาก็ทำหน้าที่ในการนำอาหารออกมาให้นกกระเรียนทุกวันในช่วงฤดูหนาว ก่อนที่เขาจะจากไปในปี 2000 เมื่อมีอายุได้ 81 ปี กว่า 30 ปีที่เขาเริ่มต้นให้อาหารนกกระเรียนเพียงคู่เดียวในที่ดินของเขา ทุกวันนี้มีนกกระเรียนมาหาเขาที่บ้านโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 300 ตัว

และจากนกกระเรียนที่เหลืออยู่เพียง 33 ตัวในบริเวณรอบๆ หมู่บ้านแห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นจนมีจำนวน 1,200 ตัวในญี่ปุ่น และหลงเหลืออีกเพียงไม่กี่ร้อยตัวในจีน เกาหลี และไซบีเรีย ประมาณการว่ามีนกกระเรียนมงกุฎแดงหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติทั้งโลกในราว 1,700 – 2,000 ตัว

ทุกวันนี้หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น  

ในช่วงฤดูหนาวในแต่ละปีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต่างก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อชมนกกระเรียนมงกุฎแดง เต้นรำกลางหิมะเพื่อจับคู่ ก่อนที่นกจะแยกย้ายกระจายกันออกไปทำรัง และเลี้ยงลูกในท้องทุ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำในช่วงฤดูร้อน ก่อนที่จะกลับมารวมกันในบริเวณนี้อีกครั้งในช่วงฤดูหนาว

และจุดที่ทุกคนจะต้องแวะมาก็คือในบริเวณ Tsurui-ito Tancho Sanctuary หรือบ้านของคุณอิโตะ โยชิทากะ ผู้ล่วงลับนั่นเอง

นกกระเรียน, ฮอกไกโด

ฝูงนกกระเรียนนับร้อยที่มารวมตัวกันในบริเวณ Tsurui-Ito Tancho Sanctuary ที่เริ่มมาจากคุณอิโตะ โยชิทากะ ชาวนาใจดีนำข้าวโพดที่เขาเก็บไว้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวบางส่วนมาโปรยให้นกกระเรียนที่กำลังจะอดตายคู่หนึ่งที่มาเกาะในบริเวณบ้านของเขาเมื่อหลายสิบปีก่อน จากนกกระเรียนที่เหลือเพียง 33 ตัวสุดท้าย ปัจจุบันนี้มีนกกระเรียนมงกุฎแดงในธรรมชาติเพิ่มขึ้นนับพันตัวในญี่ปุ่น

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ใครบางคนเคยบอกผมไว้เมื่อนานมาแล้วว่า แม่น้ำมีชีวิต…

ชีวิตที่เริ่มต้นจากหยดน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลรวมกันมาบนสันเขา เป็นลำห้วยลำธารสายเล็ก ๆ กลางผืนป่าที่เดินทางทอดยาวมารวมกันเป็นสายน้ำ ก่อนเริ่มต้นการเดินทางโดยใช้ความลาดชันและไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก เดินทางผ่านผืนป่า สร้างอารยธรรม ก่อให้เกิดเป็นชุมชนและเมืองใหญ่น้อย ผ่านเรื่องราวและชีวิตผู้คนบนรายทาง ก่อนจะไปสิ้นสุดการเดินทางอันยาวไกลที่ท้องทะเล

มนุษย์ทุกคนล้วนแต่ผูกพันกับสายน้ำ เพราะสายน้ำคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตบรรพบุรุษของเรามาตั้งแต่บรรพกาล แรกเริ่มมีชุมชนขึ้นมา คนสมัยโบราณก็สร้างบ้านแปงเมืองกันริมสายน้ำ ใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม ตักน้ำจากแม่น้ำขึ้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก่อนจะมีการพัฒนาระบบท่อประปาส่งน้ำไปตามบ้านเรือนอย่างทุกวันนี้

ทุกวันนี้คนในเมืองใหญ่แค่เปิดน้ำจากก็อกก็มีน้ำประปาไหลออกมา ชีวิตของคนเมืองกับสายน้ำก็ยิ่งห่างกันออกไปไกลขึ้นทุกที เมื่อไฟฟ้าและน้ำประปากลายเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของเราในเมืองใหญ่ ในบางครั้งเราแทบไม่รู้สึกและไม่เคยได้สนใจเลยว่าน้ำนั้นมาจากที่ไหน เหมือนกับเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือปลาที่มาเป็นแพ็ก ๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต 

ผมจะพาไปรู้จักกับแม่น้ำเล็ก ๆ สายหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นแม่น้ำสายที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

‘แม่น้ำเงา’ มีต้นกำเนิดในบริเวณต้นน้ำในป่าสูงในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะไหลลงมาผ่านเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน ระยะทางที่ยาวมากกว่า 50 กิโลเมตรแรกของแม่น้ำสายนี้อยู่ใจกลางป่า และแทบไม่มีเมืองหรือชุมชนขนาดใหญ่ มีเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ กระจัดกระจายกันอยู่ตามริมน้ำมาตั้งแต่บรรพกาล

ครั้งแรกที่ผมเห็นแม่น้ำสายนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมก็หลงรักแม่น้ำสายนี้ทันที

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.

เพื่อนของผมผู้เคยเข้าไปเยือนแม่น้ำสายนี้ก่อนผมหลายปี เคยเล่าให้ฟังว่าครั้งแรกที่เขาเข้ามาเยือนแม่น้ำเงา ยังไม่มีถนนที่ตัดผ่านป่าเข้าไป การเดินทางเข้าไปสัมผัสสายน้ำแห่งนี้มีได้ 2 ทาง คือเดินเท้าเข้าไป หรือว่านั่งเรือสวนน้ำขึ้นไปในช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำที่นี่ใสราวกับกระจกเกือบทั้งปี เพราะว่าพื้นแม่น้ำเป็นกรวดเป็นหิน พืชพรรณไม้ริมน้ำเต็มไปด้วยแมลงและสรรพชีวิตริมสายน้ำและฝูงปลาใต้ผืนน้ำ คือสมดุลทางธรรมชาติที่อยู่กันอย่างกลมกลืนกับผู้คนและชุมชนเล็ก ๆ ริมสายน้ำมาแสนนาน ราวกับหมู่บ้านในนิทาน

ผมไปแม่เงาครั้งแรก เมื่อเริ่มมีการตัดถนนดินขึ้นไปถึงหมู่บ้านสบโขงเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถนนเส้นเล็ก ๆ ที่ใช้งานได้เฉพาะในช่วงหน้าแล้ง และรถขนาดใหญ่แทบจะวิ่งสวนกันไม่ได้ หลายปีผ่านไปถนนเส้นเล็ก ๆ นั้นก็เริ่มขยายขึ้น หลายช่วงเริ่มมีการก่อสร้างเป็นคันคูคอนกรีตขนานไปกับลำน้ำ เพื่อให้ใช้เส้นทางสัญจรได้ทั้งปี

ชีวิตของผู้คนก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีถนนเข้ามา จากการทำไร่ ทำนา เพื่อหากินเลี้ยงชีวิต เริ่มขยับขยายพื้นที่ทำกิน ปลูกพืชเชิงเดี่ยว และเริ่มใช้ยาฆ่าแมลง หลาย ๆ บ้านออกรถกระบะมือสองมา เพื่อใช้ขนผลิตผลทางการเกษตรนำออกไปขายในเมือง จนเริ่มเกิดปัญหาความไม่เข้าใจกันในการจัดการพื้นที่ที่จะประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่กันมาหลายชั่วคน จนในที่สุดก็มาสู่หนทางแก้ไข ในรูปแบบโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ บ้านจือทะ-สบโขง ที่จะแบ่งพื้นที่กันดูแล อุทยานดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าต้นน้ำ ส่วนพื้นที่ทำกินและหมู่บ้านที่อุทยานกันออกนั้น โครงการพัฒนาป่าไม้จะเป็นผู้ดูแล เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน และเพื่อไม่ให้บุกรุกพื้นที่ป่าไปมากกว่านี้

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
พื้นที่ริมน้ำของแม่น้ำเงาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีการเปิดพื้นที่ทำกินในบริเวณริมน้ำเพื่อทำการเกษตรเชิงเดี่ยวระยะยาวอย่างต่อเนื่องมาหลายปี การท่องเที่ยวในธรรมชาติที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนอาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยรักษาลำน้ำนี้ให้มีชีวิต

การล่องเรือแคนูไปตามลำน้ำกลางป่ายาวไกลเกือบ 50 กิโลเมตรนี้ คือการเดินทางที่ดีที่สุด ที่เราจะค้นหาความหมายจากลำน้ำสายนี้ นอกเหนือไปจากความใสสะอาดของน้ำที่ใสราวกับกระจกไหลผ่านป่าไปแล้ว สัมผัสหนึ่งที่เราไม่อาจหาได้จากการเดินทางด้วยพาหนะอื่นใด ก็คือความเงียบ เราจะได้ยินเพียงเสียงพายที่จ้วงน้ำไปเป็นระยะ ๆ เสียงของน้ำที่ไหลผ่านแก่งและโตรกหิน เสียงของป่าจากแมลงและนกต่างชนิด รวมไปถึงเสียงของสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ และเสียงของหัวใจของเราที่เป็นอิสระเพียงเท่านั้น

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
กิจกรรมพายเรือแคนูในลำน้ำตลอดระยะทางเกือบ 50 กิโลเมตรของลำน้ำเงาในช่วงแรกที่ไหลผ่านป่า เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยมาก
ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
เรือแคนูที่ใช้ล่องตามลำน้ำของวิสาหกิจชุมชนขุนน้ำเงานั้นได้มาตรฐานความแข็งแรงและปลอดภัย ลำหนึ่งบรรทุกคนได้ 2 คน ไม่รวมคนคัดท้ายซึ่งเป็นชาวบ้านผู้นำทาง และสัมภาระส่วนตัวที่จำเป็นในการแคมป์ปิ้งตลอดระยะเวลา 2 คืนบนลำน้ำระหว่างการเดินทาง

นอกเหนือไปจากการล่องเรือไปตามลำน้ำแล้ว การเดินทางครั้งนี้เราได้แวะพักตามจุดต่าง ๆ เพื่อตกปลาในรูปแบบ Fly Fishing ซึ่งเป็นการตกปลาโดยใช้เหยื่อปลอมที่ทำขึ้นจากวัสดุต่าง ๆ เลียนแบบอาหารในแต่ละช่วงที่ปลาเลือกกินตามช่วงเวลาและฤดูกาลของลำน้ำสายนี้ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ตัวอ่อนของแมลงที่เรียกว่า Nymph ไปจนถึงลูกปลา หรือเหยื่อปลอมเลียนแบบลูกไม้สุกที่ตกลงมาจากต้นไม้ตามริมน้ำ Fly Fishing ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การตกปลา แต่เป็นการศึกษาธรรมชาติในรูปแบบหนึ่งที่เราต้องศึกษาเรื่องราวของแมลงชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงลักษณะระบบนิเวศของสายน้ำ ช่วยให้เรามองเห็นสายน้ำด้วยสายตาที่แตกต่างไป ทำให้เรารู้จักสังเกตและมองเห็นธรรมชาติได้อย่างมีจุดมุ่งหมายนานกว่าที่เคย เพราะคงไม่มีใครยืนมองสายน้ำ เพื่อค้นหาว่าปลาในธรรมชาติเหล่านั้นซุกซ่อนตัวอยู่ตรงไหน และหากินอะไรในธรรมชาติได้ทั้งวันเหมือนกับคนที่ตก Fly Fishing 

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
เหยื่อ Fly ที่ทำขึ้นเลียนแบบแมลงและตัวอ่อนของแมลงชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหารหลักของปลาหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในลำน้ำกลางป่า
แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
Fly Fishing ไม่ใช่เป็นเพียงการตกปลา หากเป็นการศึกษาธรรมชาติในอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้เรามองสายน้ำด้วยสายตาและมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป
แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
ปลาพลวงเป็นปลาที่พบได้ทั่วไปตลอดลำน้ำเงา อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง กินอาหารจำพวกแมลงและตัวอ่อนของแมลง รวมไปถึงลูกปลาและผลไม้ที่ร่วงหล่นลงมาในแม่น้ำ หลายพื้นที่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ปลาในกลุ่มนี้คือ Golden Mahseer ได้รับสมญานามว่า เสือแห่งสายน้ำหรือ Tiger of the River เพราะชื่อของมันมาจากคำว่า Mahi ที่แปลว่าปลา และ Sher ที่แปลว่าเสือ ในภาษากลุ่ม Indo-persian

ที่สำคัญไปกว่านั้น Fly Fishing ยังมีส่วนช่วยอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ชายฝั่งทะเลในหลายส่วนของโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหลายพื้นที่ในสหรัฐอเมริกา มองโกเลีย รัสเซีย อาร์เจนตินา ภูฏาน ปากีสถาน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหลายพื้นที่อันห่างไกลบนโลกใบนี้ ที่ชาวบ้านและชุมชนจะได้มีส่วนร่วมและมีรายได้จากการเป็นไกด์ รวมไปถึงที่พักและกิจกรรมอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมและการจัดการเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติเอาไว้ แทนที่จะไปเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบอื่นซึ่งส่งผลกระทบกับธรรมชาติโดยรวม โดยปลาทุกตัวที่นักตกปลาตกได้ จะต้องปล่อยกลับลงไปในน้ำและรักษาไว้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป

แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
บรรยากาศแคมป์ปิ้งยามค่ำคืนบริเวณริมแม่น้ำ มีจุดแคมป์ปิ้งบริเวณริมน้ำมากมายตลอดสองข้างทางเกือบ 50 กิโลเมตรของลำน้ำเงา

มูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักเดินทางหลายคนที่เคยมาสัมผัสความงดงามของสายน้ำแห่งนี้ และปรารถนาให้สายน้ำแห่งนี้ยังคงอยู่ตลอดไป ได้จัดทำโครงการหลายอย่างร่วมกับโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ บ้านจือทะ-สบโขง โดย สำรวจและจัดทำเส้นทางเดินป่าระยะไกล ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการเดินป่า 

นักเดินทางทุกคนบนเส้นทางนี้จะต้องแบกสัมภาระและรับผิดชอบตนเองตลอดการเดินทาง ร่วมไปกับชาวบ้านที่จะเป็นเพื่อนและผู้นำทาง ไม่ใช่ลูกหาบคอยแบกสัมภาระให้ การล่องแพไม้ไผ่เพื่อผจญภัยในระยะทางสั้น ๆ ตลอดไปจนถึงการทำเส้นทางล่องเรือแคนูและแคมป์ปิ้ง ตลอดเส้นทางที่ยาวไปเกือบ 50 กิโลเมตรของลำน้ำเงา

ในปัจจุบันนี้ กิจกรรมเดินป่าและล่องเรือแคนูแคมป์ปิ้งเพื่อสัมผัสความงดงามของลำน้ำเงา ได้รับการจัดตั้งในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ชาวบ้านมีความรู้และความสามารถจัดการดูแลระบบ มีเรือของตนเองในจำนวนที่พอเหมาะสมกับพื้นที่ มีระบบจัดการและดูแลนักท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคคลภายนอก ทำรายได้ในช่วงฤดูท่องเที่ยวให้กับชุมชนเพียงไม่กี่เดือน และแต่ละบ้านที่เข้าร่วมในแต่ละฤดูกาลมากกว่าการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวระยะยาวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 

แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
การเดินป่าระยะไกลเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะพาเราไปรู้จักกับขุนเขา ป่าต้นน้ำ และสันปันน้ำ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของสายน้ำ

กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลต่อสภาพธรรมชาติในระยะยาว น้อยกว่าการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ริมน้ำ ทั้งเรื่องตะกอนทรายจากการเปิดพื้นที่เพื่อทำเกษตรที่ลงมาทับถมก้อนหิน ก้อนกรวด และสารเคมีต่าง ๆ รวมไปถึงยาฆ่าแมลงที่ไหลปะปนลงมาในแม่น้ำ อาจส่งผลระยะยาวต่อระบบนิเวศแมลง ซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิตในลำน้ำและในธรรมชาติที่ต้องอาศัยก้อนกรวด ก้อนหิน สำหรับขยายพันธุ์ในลำน้ำ และจะส่งผลต่อไปยังฝูงปลาและระบบนิเวศของลำน้ำทั้งสาย การเปลี่ยนแปลงทิศทางของการไหลของแม่น้ำและผลจากตะกอนทรายอาจทำให้แม่น้ำตื้นเขินลงและอาจหยุดไหล เปลี่ยนสภาพจากสายน้ำที่มีชีวิต กลายไปเป็นแม่น้ำที่ตายแล้วซึ่งเต็มไปด้วยตะกอนทราย

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะรักษาธรรมชาติไว้ได้ ไม่ใช่การเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ผ่านทางโลกโซเชียลหรืออินเทอร์เน็ต แต่คือการเข้าไปสัมผัส รู้จัก และเข้าใจ

จากที่เรารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงลำน้ำทั้งสายนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา อาจจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเราได้มีโอกาสสัมผัสและรับรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่จะส่งต่อความรู้สึกรักและหวงแหนนี้ต่อไปยังคนรุ่นหลัง

หลายคนอาจคิดว่าการอนุรักษ์เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยการขับเคลื่อนทางสังคมมากมาย

ในขณะที่ผมคิดว่าการอนุรักษ์ที่ดีที่สุด ก็คือต้องให้คนในพื้นถิ่นได้รู้จัก ได้รัก และที่สำคัญคือ ได้รับผลประโยชน์จากธรรมชาติ ผ่านงาน ผ่านอาชีพที่ยั่งยืนของพวกเขาเอง

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการล่องเรือแคนูหรือเดินป่าระยะไกล ติดต่อได้โดยตรงที่ Facebook : เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load