ร้านกาแฟแห่งนี้จะให้บริการเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อม ๆ กับสายลมเย็นระลอกสุดท้ายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ อันเป็นวันเริ่มต้นเทศกาล Bangkok Design Week 2022 และเมื่อสายลมเย็นระลอกใหม่กลับมาเยือนอีกครั้งตอนปลายปี ร้านกาแฟแห่งนี้ก็จะทิ้งไว้เพียงความทรงจำของเราทุกคน

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
คุณแววและทีมบาริสต้าแห่ง Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café 

“สำหรับแวว การได้มีโอกาสเข้ามาทำป๊อปอัพคาเฟ่ระยะสั้นในอาคารโบราณหลังนี้ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในชีวิต แววต้องรวบรวมประสบการณ์การทำร้านกาแฟ Craftsman Roastery ที่ผ่านมาตลอด 6 ปี มาขมวดแล้วสกัดออกมาเพื่อทำให้ดีที่สุด” คุณแวว-เนตรนภา นราธัศจรรย์ ผู้ก่อตั้งร้านกล่าวสรุปง่าย ๆ แต่ได้อารมณ์

“ในวันที่เราตัดสินใจเลือกทำป๊อปอัพคาเฟ่ที่นี่ มันก็เหมือนกับการกลัดกระดุมเม็ดแรก เราไม่มีเวลาที่จะกลัดกระดุมเม็ดต่อไปผิด ดังนั้นเราต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เราต้องทำร้านกาแฟในอาคารที่เป็นโบราณสถาน โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ และยังรักษาสภาพเดิมทุกประการ ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องอยู่รอดได้ในเชิงธุรกิจด้วย” คุณแววกล่าวถึงข้อท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่

“เราหลงรักอาคารเก่า โดยเฉพาะอาคารนี้ อยากจะร่วมอนุรักษ์และสร้างความทรงจำที่ดี ประสบการณ์ครั้งนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต และจะไม่มีอีกแล้ว แววรู้สึกว่าโชคดีมาก ๆ ที่ได้ทำคาเฟ่ในสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศ” 

การเปิดร้านกาแฟชั่วคราวหรือ Pop-up Café ครั้งนี้ เป็นการหลอมรวมบุคคลหลากหลายวงการเข้ามาร่วมกันผลักดันทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น

“ด้วยสภาวะโรคระบาด เราเลยมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 5 เดือน แต่เราได้พบคนเก่งมากมาย จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี สถาปนิกอนุรักษ์ มัณฑนากร ช่างฝีมือ เชฟ มิกโซโลจิสต์ ศิลปิน นักออกแบบแสง ฯลฯ รวมทั้งเจ้าของพื้นที่ ทุกคนคือมิตรแท้ที่มาช่วยเราทำโปรเจกต์นี้โดยไม่หวังสิ่งใด เพราะทุกคนมีความรักต่ออาคารเก่าเหมือนกัน”

แม้ระยะเวลาจะสั้น แต่คุณแววและ คุณหนุ่ม-รังสรรค์ นราธัศจรรย์ นักออกแบบภายใน Craftsman Roastery  ได้ทุ่มเทศึกษาประวัติศาสตร์ของอาคารโบราณหลังนี้อย่างละเอียด รวมทั้งถนนบำรุงเมืองทั้งสาย เพื่อนำมาตีความและสร้างสรรค์ประสบการณ์ผ่านบรรยากาศ แสงเงา เมนูขนมและเครื่องดื่ม รวมทั้งเพลงที่เปิดในร้าน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเครื่องแต่งกายและทรงผมของบาริสต้า ด้วยความตั้งใจที่มอบความทรงจำสุดพิเศษให้กับลูกค้าผู้มาเยือนทุกคน

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
คุณแววและคุณหนุ่มแห่ง Craftsman Roastery 

“Craftsman Roastery เป็นเหมือน Soft Launch ของสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ ก่อนที่เจ้าของพื้นที่จะปิดเพื่อดำเนินการบูรณะและปรับปรุงทั้งอาคารและพื้นที่อย่างเป็นทางการ โดยคาดหวังว่าในอนาคตจะเปิดเป็นโรงแรม ร้านอาหาร แกลเลอรี่ สถานที่จัดแสดงงานศิลป์ รวมทั้งคาเฟ่ ซึ่งแผนการปรับปรุงดังกล่าวจะเริ่มขึ้นปลายปีนี้เมื่อทุกอย่างลงตัว ระหว่างนี้เราจึงอาสาเข้ามาลองใช้พื้นที่ในสภาพที่เป็นอยู่ตามเดิม ปกติ Craftsman Roastery ก็เลือกเปิดร้านกาแฟในอาคารเก่าอยู่แล้ว เช่น ที่บ้านอาจารย์ฝรั่ง ที่บ้านอาจารย์ฝรั่ง (บ้านศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี) ดังนั้นการเปิดป๊อปอัพคาเฟ่ในโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจจึงตรงกับคอนเซ็ปต์ดั้งเดิม” คุณหนุ่มกล่าว

เรามาร่วมกันศึกษาประวัติอาคารและพื้นที่แห่งนี้ไปพร้อม ๆ กับคุณแววและคุณหนุ่ม แล้วมาลุ้นกันว่าเธอและเขาจะตีความออกมาอย่างไร เพื่อจะให้พวกเราได้รับประสบการณ์แบบไหน 

ประสบการณ์ที่ทั้งสองมั่นใจว่าจะเป็นความทรงจำล้ำค่าตลอดไป

โรงพิมพ์ของสยามประเทศ

“อาคารหลังนี้เดิมชื่อโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ผู้ก่อตั้งคือ หลวงดำรงธรรมสาร (มี ธรรมาชีวะ) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2438 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือได้ว่าเป็นโรงพิมพ์ที่ดำเนินกิจการการนานที่สุดของไทย นอกจากนี้ยังเป็นโรงพิมพ์ที่ใหญ่และทันสมัยมาก เพราะมีเครื่องพิมพ์ระบบน้ำมัน มีจำนวนคนงานถึง 70 – 80 คน ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น ช่างหล่อตัวพิมพ์ ช่างแท่น ช่างเรียง ช่างพับ ฯลฯ นอกจากโรงพิมพ์แล้วก็ยังมีร้านขายหนังสือ ห้องสมุด และสำนักงานติดต่อลูกค้าตั้งอยู่ที่ตึกแถวสองชั้น ริมถนนบำรุงเมืองด้านหน้าโรงพิมพ์” คุณแววเล่าถึงอาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เธอได้รับทราบมาจากสถาปนิกอนุรักษ์

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจรับพิมพ์หนังสือต่าง ๆ เช่น หนังสือแบบเรียน หนังสือธรรมะ รวมทั้งหนังสือทางราชการ อย่างเช่นหนังสือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งโรงพิมพ์แห่งนี้ได้รับผิดชอบการพิมพ์เผยแพร่อยู่หลายปี ก่อนยุติลงใน พ.ศ 2504 เมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษาขึ้นเอง

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

“ชั้นล่างเป็นโรงพิมพ์ มีแท่นพิมพ์หนังสือ เครื่องจักรและอุปกรณ์การพิมพ์ต่าง ๆ ส่วนชั้นบนจะเป็นที่อาศัยของคนงาน หลวงดำรงธรรมสารถึงแก่กรรมในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2460 ต่อมาหลวงศรีบัญชา (ทวน ธรรมาชีวะ – ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีบัญชา) บุตรชาย ได้เข้ามาบริหารกิจการโรงพิมพ์สืบต่อจากบิดา”

“ในช่วงที่ท่านบริหารโรงพิมพ์นั้น ได้มีการสร้างอาคารโรงพิมพ์ขึ้นเป็นอาคารที่สองในพื้นที่ ต่อมาในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 ราว พ.ศ. 2494 ได้เกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่บริเวณเสาชิงช้า และลุกลามมายังพื้นที่โรงพิมพ์ด้วย ส่งผลให้ตึกโรงพิมพ์หลังที่สองและอาคารบางส่วนสูญสิ้นไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น รวมทั้งแท่นพิมพ์รุ่นแรกและตัวพิมพ์ตะกั่วเป็นจำนวนมาก แต่อาคารนี้ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด” คุณแววเล่าต่อ

หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ ผู้รับช่วงดูแลกิจการโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจก็คือ นายทุน ธรรมาชีวะ บุตรชายคนโต ท่านได้ปรับปรุงกิจการโรงพิมพ์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น มีแท่นพิมพ์และเครื่องจักรสมัยใหม่หลายเครื่อง และได้ก่อสร้างอาคารโรงพิมพ์หลังใหม่ด้วยอะลูมิเนียมเพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้

ปัจจุบันโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจได้ย้ายออกจากที่ตั้งดั้งเดิมและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพิมพ์ธรรมสาร เพื่อเป็นเกียรติแด่หลวงดำรงธรรมสาร ผู้บุกเบิกและก่อตั้งโรงพิมพ์เป็นคนแรก

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

เมื่อโรงพิมพ์เป็นคาเฟ่

“เมื่อย้ายกิจการโรงพิมพ์ออกไป ก็ได้มีการปล่อยพื้นที่ให้เช่าเก็บพระพุทธรูปของร้านสังฆภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ละแวกนี้ ตอนที่เราเข้ามาสำรวจพื้นที่ก็จะพบร่องรอยหลายอย่าง ถ้าสังเกตดี ๆ บนผนังเราจะยังมองเห็นร่องรอยของการใช้สีทองพ่นองค์พระพุทธรูป สีที่หลุดจากองค์พระก็ปรากฏเป็นลายบนผนัง หรือตามเสา” คุณหนุ่มชวนสังเกต

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

“ปัจจุบันพื้นที่และอาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจอยู่ในความดูแลของบริษัท รัจนาการ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งมีแผนการที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลาย พ.ศ. 2565 ระหว่างนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ Craftsman Roastery เข้ามาเช่าและเปิดบริการเป็นร้านกาแฟชั่วคราวขึ้น”

ขณะนั้น Craftsman Roastery กำลังจะหมดสัญญาเช่าที่บ้านอาจารย์ฝรั่งลงพอดี ประกอบกับบ้านอาจารย์ฝรั่งมีกำหนดปิดซ่อมในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 คุณแววและคุณหนุ่มจึงเริ่มมองหาพื้นที่ทดแทน 

“ราว ๆ เดือนพฤษภาคมเราก็ได้รับข้อมูลจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งท่านเป็นลูกค้าขาประจำอยู่พอดี ท่านได้แนะนำเราว่าให้ลองมาดูที่นี่ เราก็เลยแอบมาดูกัน พอเข้ามาก็พบว่า โอ้โห ใหญ่จัง (หัวเราะ) มีสองชั้นอีกด้วย ตัวอาคารเป็นอาคารเก่าตามสภาพที่เห็นอยู่ พอขึ้นไปดูบนชั้นสองก็พบว่าพื้นอาคารโครงสร้างไม้บางจุดอยู่ในสภาพผุกร่อน แต่เราสนใจอาคารหลังนี้มาก ๆ จึงรีบแจ้งอาจารย์ไปว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะขอนัดพบเจ้าของพื้นที่นี้” คุณหนุ่มเล่าต่อ

“พอมีโอกาสได้พบกัน ทางเจ้าของก็ไปเยี่ยมเราที่คราฟส์แมนด้วย เพื่อไปดูว่าเรามีวิธีทำคาเฟ่อย่างไร เราดูแลอาคารเก่าอย่างไร ซึ่งคิดว่าวิธีการของเราคงจะตรงกับสิ่งที่ทางรัจนาการตั้งใจไว้ คือการรักษาสภาพอาคารไว้ดังเดิม เพื่อรักษามิติของเวลาที่ฝังตัวอยู่กับอาคารมาอย่างยาวนานให้คงอยู่ตลอดไป ซึ่งเป็นสิ่งที่คาเฟ่นี้ให้คุณค่าและความสำคัญมาก ๆ” 

ในที่สุด Craftsman Roastery ก็ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำธุรกิจป๊อปอัพ คาเฟ่ ณ สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
พื้นที่ด้านล่าง 300 ตารางเมตร

อาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจมีพื้นที่ทั้งสิ้น 600 ตารางเมตร แบ่งเป็นชั้นบนและชั้นล่างอย่างละ 300 ตารางเมตรเท่ากัน

“เราตัดสินใจใช้เฉพาะพื้นที่ชั้นล่างเท่านั้น เพราะสภาพพื้นไม้ชั้นบนยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งาน เราแบ่งพื้นที่ขนาด 300 ตารางเมตรเป็น 2 ส่วน คือ คาเฟ่จะมีพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตร ส่วนอีก 200 ตารางเมตรที่เหลือ เราจัดสรรเป็น Exhibition Space สำหรับแสดงงานต่าง ๆ หรือพื้นที่จัดกิจกรรมทางศิลปะ” คุณหนุ่มสรุป

สถาปัตยกรรมล้ำเลอค่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมได้เข้ามาศึกษาและวิเคราะห์อาคารบำรุงนุกูลกิจอย่างละเอียดทันที หลังจากนั้นได้สรุปลักษณะทางสถาปัตยกรรมไว้ว่า อาคารอายุ 127 ปีหลังนี้มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมผสาน (Eclectic Style) ระหว่างสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน โครงสร้างอาคารเป็นแบบผนังรับน้ำหนักผสมโครงสร้างเหล็กและไม้ หลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์รูปว่าว คาดว่าอาคารสร้างอยู่บนเสาเข็มไม้ที่ก่อขึ้นจากซุงท่อนใหญ่ ๆ ตามวิธีการก่อสร้างในสมัยนั้น

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
สถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมผสานระหว่างคลาสสิกและวิกตอเรียน

“ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าอาคารหลังนี้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยสถาปนิกชาวยุโรป แต่ใช้ช่างชาวจีนเป็นแรงงานก่อสร้าง ด้านหน้าอาคารประดับด้วยลวดลายปูนปั้นเป็นลายแบบฝรั่ง ถือเป็นงานแฮนด์เมดนะคะ เพราะปั้นด้วยมือทั้งหมด งานไม้ฉลุลายที่ใช้ประดับตกแต่งอาคารก็เป็นงานฝีมือเช่นกัน อีกสิ่งที่ควรสังเกตก็คือลายที่เกิดจากการฉาบปูนผสมสีฝุ่นเพื่อทำเลียนแบบหินอ่อน ซึ่งยังเห็นประดับอยู่ด้านหน้าอาคารจนถึงปัจจุบัน” คุณแววชวนให้ผมสังเกตลายละเอียดอันงดงามที่ประดับอยู่ด้านหน้าอาคาร

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
ลายฝรั่ง ปั้นมือโดยช่างจีน 
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
การฉาบปูนเลียนแบบลายหินอ่อนปรากฏอยู่ภายในช่องเหลี่ยม

“นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังบอกเราว่า อาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจนั้นฉาบผนังอาคารทั้งภายในและภายนอกด้วยเทคนิค ‘การขัดปูนตำผสมฝุ่นสีเหลือง’ ซึ่งถือว่ามีความพิเศษ เนื่องด้วยการฉาบลักษณะนี้มักจะพบเฉพาะอาคารที่มีฐานานุศักดิ์สูงและมีความสำคัญเท่านั้น เพราะใช้เวลานานและงบประมาณสูงกว่าวิธีอื่น ๆ”

ฉาบอาคารด้วยเทคนิคการขัดปูนตำผสมสีเหลือง

จากภายนอก คราวนี้เราลองเข้าไปชมโครงสร้างและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมภายในกันบ้าง

“ตัวอาคารชั้นล่างเป็นพื้นปูน มีผนังรับน้ำหนักหนา ใช้อิฐก้อนใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือเสากลมเหล็กหล่อและคานเหล็กรูปเป็นตัวไอ (I) ซึ่งนำเข้ามาจากบริษัท Dorman Long & Co. เมือง Middleborough ประเทศอังกฤษ สำหรับใช้เพื่อรับน้ำหนักพื้นชั้นบนของอาคาร ซึ่งโครงสร้างเหล็กเช่นนี้แสดงถึงความทันสมัย” คุณหนุ่มชวนผมชม

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
เสากลมเหล็กหล่อและคานเหล็กจากบริษัท Dorman Long & Co. ประเทศอังกฤษ
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
บันไดไม้ทอดขึ้นสู่ชั้นบน สังเกตผนังรับน้ำหนักหนา ใช้อิฐก้อนใหญ่

“ส่วนอาคารชั้นบน การจัดสรรพื้นที่เป็นลักษณะเดียวกับชั้นล่าง แต่พื้นเป็นพื้นไม้ เสาและคานก็เป็นไม้ ไม่ใช่เหล็กหล่อ เพียงแต่ผลิตเสาไม้ให้มีรูปลักษณ์เลียนแบบเสาเหล็กหล่อชั้นล่าง และตั้งอยู่ตรงจุดเดียวกัน เพื่อถ่ายน้ำหนักอาคารจากบนลงล่าง สิ่งที่น่าสนใจคือฝ้าเพดานจะตีซ้อนเกล็ดตามสมัยนิยม ความพิเศษของอาคารนี้คือรอบ ๆ ฝ้าเพดาน จะมีการใส่ตะแกรงระบายอากาศ (Ventilation Grill) ซึ่งทำจากไม้ฉลุเป็นลายงดงาม ตะแกรงระบายอากาศจะช่วยระบายความร้อนจากหลังคาให้กระจายลงมาและออกผ่านหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อยู่สบาย ไม่ร้อน” 

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
เพดานตีซ้อนเกล็ด เสาและคานเป็นไม้แต่ทำเลียนแบบเสาเหล็กหล่อด้านล่าง
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
อีกมุมหนึ่งของอาคารชั้นบน
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
ตะแกรงระบายอากาศ (Ventilation Grill) ทำจากไม้ฉลุลายงดงาม 

ด้วยคุณค่าและความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมทั้งหมดที่กล่าวมา กรมศิลปากรจึงประกาศขึ้นทะเบียนตึกโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2542

“สิ่งที่ตามมากับโอกาสครั้งนี้ก็คือความรับผิดชอบที่จะต้องดูและรักษาโบราณสถานแห่งนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งหลักการของเรามี 3 ข้อ นั่นคือ Preserve หมายถึงการรักษาอาคารให้คงสภาพเดิมมากที่สุด Protect คือการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียใด ๆ และ Stabilize คือการสร้างความมั่นคงแข็งแรง เช่น ช่วยพยุงโครงสร้างเดิมเพื่อให้รองรับการใช้งานตามวัตถุประสงค์ใหม่ได้ จะเป็นวิธีค้ำหรือยันหรืออะไรก็ตามที่ช่วยทำให้อาคารแข็งแรงมั่นคงขึ้น แบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ เราจะไม่เจาะหรือสร้างร่องรอยถาวรใด ๆ โดยเด็ดขาด แววขอใช้คำว่าเราทะนุถนอมอาคารนี้มาก ๆ” คุณแววกล่าวถึงความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับโอกาส

คุณหนุ่มและคุณแววพาผมไปศึกษาวิธีการถนอมอาคารตามจุดต่าง ๆ อันเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ

“ความที่เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนคาเฟ่และส่วนจัดแสดง เราเลยต้องมีการกั้นพื้นที่แยกจากกัน เพราะส่วนที่เป็นคาเฟ่จะเป็นบริเวณที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จำเป็นต้องกั้นกระจก ซึ่งการกั้นกระจกนั้น ปกติต้องใส่กรอบไม้หรือกรอบอะลูมิเนียม และต้องยึดกรอบเหล่านี้กับพื้นและเพดาน พื้นปูนนี่เราไม่ค่อยกังวล เพราะอยู่ในสภาพที่เจ้าของพื้นที่ตั้งใจจะรื้อและบูรณะอยู่แล้วในอนาคต ดังนั้นเราจึงได้รับอนุญาตให้เจาะยึดกับพื้นปูนได้ แต่ที่กังวลคือตงไม้บนเพดาน ซึ่งเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่อยู่คู่อาคารหลังนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเจาะ เราจึงใช้วิธีหนีบ (Clamp) เสาเหล็กเข้ากับตงไม้แทน ซึ่งตัวหนีบมีลักษณะคล้ายตัวซี (C) จึงเรียกว่าซีแคลมป์ (C Clamp) และยังมีแผ่นยางรองไว้อีกชั้นเพื่อซับแรงหนีบหรือแรงกด ป้องกันไม่ให้ตัวหนีบสัมผัสกับพื้นผิวไม้โดยตรง เพราะมีแผ่นยางช่วยซับไว้อีกชั้น (Buffer) และในวันที่เรารื้อออก เราก็จะไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้กับสถานที่นี้เลย”

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือส่วนคาเฟ่และส่วนจัดแสดงงานศิลปะ
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
C Clamp ใช้การหนีบเสาเหล็กเข้ากับตงไม้แทนการเจาะ และมีแผ่นรองไว้อีกชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวหนีบสัมผัสกับพื้นผิวไม้โดยตรง

“สำหรับการตกแต่งอื่น ๆ อย่างโคมไฟ ไฟราว (Track Light) เราก็ใช้ซีแคลมป์ในการยึดกับอาคาร สายไฟที่ต้องเดินใหม่ เราก็ใช้วิธีการโยงสายไฟผ่านซีแคลมป์ทั้งหมด ซึ่งช่างจะทำงานยากขึ้น ใช้เวลาเยอะขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เรายินดีที่จะทำ” คุณหนุ่มกับคุณแววช่วยกันอธิบาย

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café
โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

“สิ่งที่จะดูแปลกปลอมสุดในอาคารนี้น่าจะเป็นบาร์กาแฟ แต่เราต้องใช้จริง ๆ ไม่เช่นนั้นเราก็ทำกาแฟไม่ได้ (หัวเราะ) แต่บาร์กาแฟของเราจะใช้อย่างระมัดระวังที่สุด คือมีแต่เครื่องทำกาแฟและมีเตาอบสำหรับอุ่นร้อนเบเกอรี่เท่านั้น อุปกรณ์อย่างแก๊สหุงต้มที่ใช้ความร้อนสูง เราจะไม่นำเข้ามาในอาคารโดยเด็ดขาด ในกรณีที่มีผู้มาเช่าพื้นที่สำหรับจัดงานฟังก์ชันอื่น ๆ และต้องการจะประกอบอาหารด้วยความร้อนสูง เราจะทำที่อาคารอื่น แล้วจึงนำเข้ามาเสิร์ฟในนี้ ซึ่งเราเตรียมอาคารสำรองไว้สำหรับกรณีเช่นนี้เรียบร้อยแล้ว อาคารดังกล่าวจะเป็นสถานที่เก็บวัตถุดิบสำหรับนำไปปรุงเป็นค็อกเทลหรือม็อกเทล เช่น เก็บผลไม้สด ผักสด น้ำเชื่อม น้ำแข็ง หรือเหล้าต่าง ๆ เราจะเก็บในอาคารอื่น เพื่อให้อาคารโรงพิมพ์รับภาระน้อยที่สุด” 

เป็นอย่างไรครับ ผมว่าคุณแววและคุณหนุ่มวางมาตรฐานการถนอมอาคารนี้ไว้รัดกุมจริง ๆ

โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จากโรงพิมพ์แรกของสยาม สู่ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

ตีความอดีต เพื่อสร้างประสบการณ์คาเฟ่-บาร์ในวันนี้

เมื่อทั้งสองค้นหาวิธีอนุรักษ์อาคารสำเร็จแล้ว โจทย์ต่อมาก็คือป๊อปอัพคาเฟ่แห่งนี้ จะมอบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนอย่างไร

“เราศึกษาอดีตของย่านนี้ค่ะ คือถนนบำรุงมืองทั้งสาย แล้วเราก็พบว่าถนนสายนี้เป็นถนนสายช้อปปิ้ง (หัวเราะ) มีห้างฝรั่งเกิดขึ้นเป็นห้างแรก ๆ ของเมืองไทย ความเจริญในรูปแบบวัฒนธรรมตะวันตกมีอิทธิพลต่อผู้คนที่อาศัยอยู่รอบบริเวณนี้ แล้วในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ได้เริ่มมีการส่งนักเรียนไปเรียนต่อที่ยุโรปมาก โดยเฉพาะอังกฤษ จึงมีสังคมนักเรียนนอกเกิดขึ้น อย่างบุตรชายของหลวงดำรงธรรมสาร คือพระยาศรีบัญชา ท่านก็เป็นนักเรียนอังกฤษ ท่านก็มีไลฟ์สไตล์แบบตะวันตก เช่น ท่านชอบดื่มกาแฟดำ ทานไข่ดาวไส้กรอกและขนมปังทาเนยเป็นอาหารเช้า ซึ่งสังคมคนกรุงเทพฯ ในย่านนี้จึงเป็นลักษณะผสมผสานไทยปนฝรั่งที่มีความเก๋อยู่ในตัว” คุณแววเล่าอย่างสนุก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนเจริญกรุงขึ้น เพื่อความสะดวกในการแล่นรถม้าของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย นับเป็นถนนสายแรกที่ก่อสร้างแบบตะวันตก ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับปรุงถนนเสาชิงช้า ซึ่งเป็นถนนเก่าแก่มาแต่ครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์จ้างชาวจีนมาสร้างเป็นถนนสมัยใหม่ สองฟากถนนได้สร้างอาคารแบบตะวันตกขึ้น โดยทรงส่งนายช่างชาวไทยไปศึกษาดูแบบการก่อสร้างจากสิงคโปร์และปัตตาเวีย (ปัจจุบันคือกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย) พระราชทานนามถนนสายนี้ว่าถนนบำรุงเมือง

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หนังสือราชกิจจานุเบกษาปีที่ 4 ฉบับปี พ.ศ 2420 ได้บันทึกความเอาไว้ว่า

“…นายแบดแมน เช่าพื้นที่ทำห้างแบดแมน เพื่อขายสินค้านานาชนิด ห้างแขกเปอร์เซีย ขายสินค้าจากต่างประเทศ ห้างเอส.ทิสแมน ขายนาฬิกา อำแดงทรัพย์ขายหมากพลูและบุหรี่ จีนหงีทำบ่อนเบี้ย จีนฮวดหลีตั้งโรงจำนำ จีนยิดขายเหล้าและหมี่ จีนหนูขายผ้า…” 

อ่านข้อความที่ปรากฏนี้แล้วผมถึงกับรำพึงออกมาว่า โอย… ช้อปกันสนั่นถนนเลย

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน
ถนนบำรุงเมืองในอดีต 
ภาพ : www.nextsteptv.com/khongdee

“คือเรารู้สึกว่าย่านนี้เป็นย่านทันสมัย เป็นย่านนักเรียนนอก มีความเป็นฝรั่งผสมไทย แล้วอาคารนี้ก็เป็นโรงพิมพ์มาก่อน เป็นแหล่งผลิตหนังสือ มีร้านหนังสือและห้องสมุด นับว่าเป็นแหล่งพัฒนาความรู้ของคน ช่วยหล่อหลอมให้คนกลายเป็นมนุษย์และเป็นสุภาพชน ผมนึกถึงคำว่า Grooming กับ Gentlemanliness คือมีความสำอางแล้วก็เป็นสุภาพบุรุษ” คุณหนุ่มเริ่มเห็นภาพอะไรบางอย่าง แล้วคุณแววล่ะ

“พอดีแววได้มีโอกาสดูซีรีส์ใน Netflix เรื่อง Peaky Blinders ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 1900 ขณะนั้นในไทยก็จะประมาณช่วง พ.ศ. 2443 สมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ซีรีส์เรื่องนี้ที่สะท้อนภาพมาเฟียในเมืองเบอร์มิงกัม (Birmingham) ดูแล้วแววรู้สึกชอบมาก ๆ คือมาเฟียในเรื่องทุกคนมีความ Grooming และมีความเป็น Gentlemanliness คือมาเฟียยุคนั้นตัดผมเนี้ยบ แต่งตัวเท่นะคะ แต่ก็มีความซ่าแบบมาเฟีย (หัวเราะ) คือมันมีความสนุกขึ้นอีกมิติ ภาพที่เห็นในซีรีส์เรื่องนี้ตรงกับภาพในจินตนาการของเรา สิ่งนี้จึงเป็นการจุดประกายให้แววอยากสร้างคาเฟ่ผสมบาร์ มีเสิร์ฟทั้งกาแฟ ทั้งเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์อย่างค็อกเทล แล้วก็มีม็อกเทลด้วย ถ้าให้แววสรุปว่าประสบการณ์ของที่นี่เป็นอย่างไร แววขอสรุปว่าเป็น Grooming Mafia ค่ะ (หัวเราะ)” คุณแววหัวเราะร่วนในขณะที่ผมกำลังสรรหาคำแปลของ Grooming Mafia เป็นภาษาไทยจนคิ้วแทบจะขมวดเข้าหากัน 

“มาเฟียสำอางดีไหมคะ” ข้อเสนอของคุณแววทำให้ผมขำก๊ากออกมา แต่ผมคิดว่าคำคำนี้ไม่เลวเลย

“แววคิดว่าคนเราก็มีทั้ง Bright Side และ Dark Side ไม่มีใครเจนเทิลเมนเนี้ยบตลอดเวลา ก็ต้องมีดื่มมีฮากันบ้าง ต่อให้เป็นนักเรียนอังกฤษจ๋าแค่ไหนก็เถอะ เราต้องการปรุงรสทั้งยุคเก่าและยุคใหม่เข้ากันอย่างกลมกล่อม มีเนี้ยบแล้วก็มีซนด้วย เราไม่อยากให้แขกเข้ามาแล้วเหมือนหลุดมิติมาสู่อดีตจนกลับไปไม่ถูก หรือมาแล้วรู้สึกเกร็ง จนทำตัวไม่ถูก ตึกอาจจะเก่า แต่เราก็เปิดเพลงฮิปฮอปได้ ซึ่งประสบการณ์ทั้งหมดไม่ได้มาจากอาคารและบรรยากาศเท่านั้น ต้องมาจากการดูแลและปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าของบาริสต้าด้วย ซึ่งเราจำเป็นต้องใส่ใจประเด็นนี้” 

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

หากมาที่นี่อย่าลืมสังเกตเครื่องแบบของทีมบาริสต้านะครับ คุณแววลงมือคัดสรรด้วยตัวเองให้ออกมาเป็นแนวมาเฟียสำอางได้อย่างใจ “แม้แต่ผม แววก็พาน้อง ๆ ไปตัดที่ร้านแบบบาร์เบอร์เองนะคะ เลือกร้านเลือกทรงผมให้ทุกคน”

ป๊อปอัพพคาเฟ่แห่งนี้คือความผสมผสานของตะวันตกและไทย มีทั้งความเนี้ยบและความสนุกที่ทั้งสองเชื่อว่าทุกคนจะชอบ

กาแฟและเบเกอรี่ก็มีทีเด็ด

เมื่อตอนคิดเรื่องเมนูขนมสำหรับลูกค้านั้น คุณแววตั้งต้นจากความเข้าใจเรื่องขนมในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 เสียก่อน

“แววเริ่มจากการศึกษาเกี่ยวกับคาเฟ่ยุคแรก ๆ ซึ่งก็มักจะเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักเรียนนอก ซึ่งเคยสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้จากยุโรป เพราะตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีคาเฟ่ ร้านกาแฟร้านแรกก็คือร้านกาแฟนรสิงห์ ที่สร้างขึ้นช่วงปลายรัชกาลที่ 6 แต่เดิมตั้งอยู่ภายในรั้วสนามเสือป่า ซึ่งเป็นร้านยอดนิยมของบรรดาพ่อค้า ชาวต่างชาติ ผู้รับราชการเสือป่ารักษาพระองค์ แล้วก็นักเรียนนอก ในสมัยนั้นก็มีบริการอาหารคาวหวาน ซึ่งส่งตรงมาจากครัวบ้านนรสิงห์ของเจ้าพระยารามราฆพ แล้วก็มีขนมไว้บริการ เป็นขนมแบบตะวันตกด้วยนะคะ”

เธอเริ่มตั้งคำถามว่ามีใครเป็น ‘ต้นแบบ’ ขนมฝรั่งที่แพร่หลายในยุคนั้น และมีการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างไร

“มีพี่ที่น่ารักคนหนึ่งกรุณาแนะนำตำราขนมเล่มหนึ่งของหม่อมเจ้าสิบพันพารเสนอ โสณกุล แววอ่านแล้วชอบมาก ปิ๊งเลย ท่านหญิงสิบพันทรงมีพระชนมายุอยู่ในช่วงนั้นด้วย ที่แววว่าน่าสนใจคือสูตรขนมนั้นเป็นสูตรฝรั่งแต่นำมาปรับปรุงหรือพัฒนาอย่างไทย ก็เลยศึกษาตำราขนมของพระองค์ท่านอย่างจริงจัง คัดเมนูที่เรารู้สึกชอบ นำมาปรึกษากับเชฟ คือเชฟเช้า-คุณต่อจันทน์ แคทริน บุณยสิงห์ แล้วก็สไตลิสต์คือคุณหนูนา-มัทนา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เพื่อลองช่วยกันแกะสูตร ตีความ และหาวิธีการนำเสนอ”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

 “ตอนที่อ่านนี่แววมีความสุขมาก ศัพท์แสงที่ใช้ในหนังสือน่ารักมาก (หัวเราะ) อย่างเช่น คำว่ามันฮ่อ เราก็พยายามคิดว่ามันอะไร พออ่านไปเรื่อย ๆ อ๋อ… มันฮ่อคือวอลนัทค่ะ (หัวเราะ) หรืออย่างพาย (Pie) ท่านก็ทรงเขียนว่าปาย ปายมันฮ่อก็คือวอลนัทพาย (หัวเราะ)” 

“แล้วอย่างที่แววบอกว่าเป็นขนมฝรั่งที่พัฒนาอย่างไทย ก็เพราะว่าขนมฝรั่งสมัยนั้นวัตถุดิบบางอย่างมีราคาสูง ต้องนำเข้าเท่านั้น ซึ่งทำให้ท่านพยายามหาวิตถุดิบทดแทน เช่น ปายแอปเปิ้ล ซึ่งต้องใช้แอปเปิ้ลเขียว ท่านก็ทรงใช้มะม่วงดิบฝานแทน เพราะมีรสชาติอมเปรี้ยวใกล้เคียงกัน หรืออย่างเค้ก ก็จะไม่ใช่เค้กที่ฟูมาก ๆ เพราะผงฟูไม่ใช่วัตถุดิบที่แพร่หลายขณะนั้น อุปกรณ์ก็ยังไม่ครบครัน เค้กสมัยนั้นก็จะมีลักษณะเป็นแบบสปอนจ์เค้ก (Sponge Cake) ที่เนื้อจะแน่น ๆ ไม่เบาโปร่งแบบสมัยนี้ นอกจากนี้จะมีการใช้เครื่องเทศในขนมเยอะมาก เรียกว่าเป็นจุดเด่นเลยค่ะ คือทุกสูตรจะมีพวกซินนามอน โป๊ยกั๊ก กานพลู ลูกจันทน์เทศอยู่เสมอ (หัวเราะ) สำหรับแวว นี่ก็คือมาเฟียสำอาง ฝรั่งจ๋ามาเจอการตีความและพัฒนาแบบไทย ๆ มันคือความเนี้ยบบ้าง สนุกและซ่าบ้าง ที่ถ่ายทอดจากคอนเซ็ปต์ร้านสู่ขนมด้วย”

ในที่สุดคุณแวว เชฟเช้า และคุณหนูนาก็ได้ทดลองทำตามตำรา และนำมาปรับรสชาติให้ร่วมสมัยมากขึ้น พร้อมกับคัดเลือกเมนูเบเกอรี่มา 7 เมนูที่มั่นใจว่าจะสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ที่สำคัญก็คือเป็นเมนูที่สามารถปรุงได้ในอาคารครัว ซึ่งมีอุปกรณ์และพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ยังพลิกแพลงเพื่อสร้างสรรค์ร่วมกับผลไม้ตามฤดูกาลได้ โดยยังคงคอนเซ็ปต์ขนมฝรั่งที่ปรับปรุงแบบไทย ๆ ตามสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 

เรามาลองฟังเมนูแนะนำเรียกน้ำย่อยกันสักชิ้นสองชิ้นดีกว่า

Devil Cake with Dark Rum Sauce คำว่า Devil Cake นั้นเป็นคำที่เรียกตามหม่อมเจ้าสิบพันพารเสนอ เนื้อเค้กช็อกโกแล็ตแบบสปอนจ์เนื้อแน่น ๆ แช่เย็นทานยิ่งอร่อย หรือจะอุ่นร้อนสักหน่อยก็จะนุ่มเบาชวนเคลิ้ม เสริมด้วยดาร์กรัมซอสสูตรเฉพาะที่นำดาร์กช็อกโกแลตคุณภาพดี มาเคี่ยวกับผลไม้อย่างเชอร์รี่พร้อมสมุนไพรนานาชนิดให้หอมกรุ่น ก่อนตบด้วยรัม เวลาทานก็จะวูบ ๆ ร้อน ๆ ได้กลิ่นรัมขึ้นจมูกหอม ๆ แอบมีอารมณ์กรึ่ม ๆ อยู่ในบาร์

“แววว่าเค้กเมนูนี้มีความเป็นเค้กของผู้ใหญ่เท่ ๆ ไม่ใช่เค้กหวาน ๆ แบบเด็ก ๆ (หัวเราะ) ถ้าให้เปรียบเทียบอารมณ์ก็คงเหมือนการทานพวกช็อกโกแลตที่ใส่ลิเคอร์หรือรัมไว้ข้างใน ซึ่งมันจะให้อารมณ์ที่ต่างจากการทานช็อกโกแลตนม (หัวเราะ)”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

Banana Turnover หรือ เค้กกล้วยหน้าคว่ำ ที่ตอนทำก็คว่ำกล้วยลงด้านล่างเพื่อให้คลุกเคล้ากับคาราเมล เวลาอบออกมาซอสคาราเมลจะเคลือบอย่างทั่วถึง ดึงกลิ่นน้ำตาลไหม้จาง ๆ น่าซาบซ่านอร่อยลิ้น แถมยังเข้ากันได้ดีกับเค้กเนื้อแน่นที่หอมกลิ่นเนยเตะจมูก

“กลิ่นและรสสัมผัสหลักของเค้กเมนูนี้คือ เค้กที่ Buttery และกล้วยเป็นชิ้น ๆ ที่ Caramelized ค่ะ”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

Walnut Pie หรือปายมันฮ่อ มันฮ่อชิ้นอวบดาหน้ามาเต็มทุกอณู พร้อมกลิ่นเครื่องเทศละมุน กระตุ้นให้อยากเคี้ยว

“ชอบชื่อนี้ปายมันฮ่อ มาจากหนังสือของท่านหญิงสิบพัน เลยอยากให้ทุกคนได้ลองเพื่อเป็นความทรงจำต่อร้านของเรา”

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“ส่วนเมนูกาแฟนั้น เราไม่ได้สร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ ขึ้นมาเพราะเราเล่นความแฟนซีไปกับขนมเยอะแล้ว แววเลยอยากให้เมนูกาแฟที่คลาสสิก ซึ่งทุกคนชื่นชอบและคุ้นเคยดี ให้กาแฟเป็นแบบ Everyday Drink มากกว่า”

แต่เมื่อให้เลือกเมนูกาแฟที่เธออยากแนะนำ เธอจึงเลือกมา 2 ตัว คือ 

Mocha Yuzu กาแฟคุณภาพผสมช็อกโกแลตระดับ Artisan ที่เจือรสชาติของมอลต์และเฮเซลนัท นำมาผสมน้ำส้มยูสุ ก่อนท็อปอัพด้วยผิวส้มยูสุและน้ำตาลไหม้ที่ทำให้ใคร ๆ ก็สดชื่น 

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

Spiced Thai Latte ลาเต้แบบไทย ๆ ที่อวลไปด้วยกลิ่นอายของเครื่องเทศ ผสมน้ำเชื่อมสูตรเด็ดที่หมักกับอบเชย และมีกลิ่นโป๊ยกั๊กอ่อน ๆ หอมรัญจวนใจไทยปนเทศ

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

ค็อกเทล ม็อกเทล มีเซอร์ไพรส์

เมนูค็อกเทลเสริมความเป็นบาร์ให้กับคาเฟ่ ซึ่งคุณแววได้ชวน คุณกานต์-กานต์ เลียงศรีสุข ครีเอทีฟ มิกโซโลจิสต์ จากร้าน Dag Bkk มาร่วมสร้างสรรค์และสร้างเซอร์ไพรส์

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน
คุณกานต์ ครีเอทีฟ มิกโซโลจิสต์ จากร้าน Dag Bkk

“เรามีค็อกเทล 6 เมนู และแปลงเป็นม็อกเทลได้ 4 เมนู ดื่มแล้วสดชื่น ที่ผมเลือกนำเสนอในวันนี้คือ Sabini ซึ่งนำฝรั่งสดไปสกัดเย็น (Cold Pressed) ผสมด้วยน้ำผึ้งที่นำไปแช่กับผิวเลม่อนและมะนาวนานหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมและเกิดรสที่ต้องการ ถ้าเป็นค็อกเทลเราก็เติมจินลงไปครับ” คุณกานต์เล่า

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“ส่วนค็อกเทลที่ผมแนะนำ อันนี้เป็นเมนูเซอร์ไพรส์จากบาร์ของเรา นั่นคือ Coffee Milk Punch Cocktail ที่ผมได้แรงบันดาลใจมาจากค็อกเทลในยุค 70 และ 80 การทำค็อกเทลสไตล์มิลค์พันช์ คือการนำนมมาผสมเครื่องเทศแล้วอุ่นให้ร้อน พร้อมควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 60 – 70 องศาเซลเซียส ก่อนนำมาใส่กาแฟที่คั่วพิเศษของ Craftsman Roastery กับเหล้าตระกูลสปิริต ทิ้งไว้สักระยะจนส่วนผสมแยกชั้นเหมือนชีส จากนั้นนำไปกรองด้วยฟิลเตอร์ เพื่อสกัดไขมันออกให้หมด เราจะได้ส่วนผสมที่ใสมาก ๆ ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า Clarify คือทำให้ใส เวลาทานจะมีรสสัมผัสของทั้งกาแฟ เหล้า และทิ้งรสนมไว้ที่ลำคอ ค็อกเทลตัวนี้ตั้งใจใช้กาแฟเพราะเราเป็นคาเฟ่” คุณกานต์อธิบายจนผมเคลิ้มไปหมด เมื่อลองชิมแล้วยิ่งเคลิ้มหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

พร้อมเปิดตัวในงาน Bangkok Design Week

  และแล้วความพยายามและความทุ่มเททั้งหมดตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมาก็ถึงวาระสำคัญ นั่นคือการเปิดตัว Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้พร้อม ๆ กับเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2565 หรือ Bangkok Design Week 2022

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“เราตั้งใจว่าจะเปิดตัวในงาน Bangkok Design Week ซึ่งจัดขึ้นพอดีกับที่คาเฟ่เสร็จสมบูรณ์ ผมได้เคยร่วมงานกับ Design & Object Association หรือ D&O และ D&O เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่เข้ามาร่วมงาน Bangkok Design Week ในปีก่อน ๆ ทางเราเลยชวนเขามาจัดแสดงงานที่นี่ ซึ่งทางสมาชิกของกลุ่มก็ตอบรับด้วยความยินดีมาก ๆ” คุณหนุ่มกล่าว

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

“โจทย์ที่ D&O กำหนดขึ้นคือ Future Paradise ซึ่งแนวคิดมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เมื่อเรากำลังเผชิญอยู่กับโรคระบาดและสภาวะเศรษฐกิจถดถอย D&O อยากชวนดีไซเนอร์ให้ร่วมกันคิดว่างานดีไซน์นั้นจะไปต่ออย่างไร ไม่ต้องมองไปไกล เอาแค่ในอีก 5 ปี หรือ 10 ปี ข้างหน้า ดังนั้นคำว่า Future จึงไม่ได้หมายถึงการมองไกลไปยังโลกอนาคต แต่ระยะ 5 ปี 10 ปี จะมีอะไรที่สร้างอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของเราบ้าง และงานดีไซน์ควรเป็นอย่างไร ซึ่งดีไซเนอร์ของแต่ละแบรนด์ก็จะไปตีความ และนำผลงานมาแสดงกันที่นี่” คุณหนุ่มเล่าจนผมอยากดูเสียแล้ว

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

งาน Bangkok Design Week จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 – 13 กุมภาพันธ์ ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่งานจะขยายพื้นที่มายังถนนบำรุงเมือง รวมทั้งย่านใกล้เคียงอย่างมหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) และห้างนิวเวิลด์ (บางลำพู) ด้วย

“ส่วนทางคาเฟ่ของเราจะนำหนังสือที่เคยตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจจำนวนหนึ่ง ซึ่งคัดมาจากหอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำมาจัดแสดง รวมทั้งภาพถ่ายของโรงพิมพ์ในอดีตที่สืบค้นมาได้ พร้อมกับภาพถ่ายโรงพิมพ์ที่เพิ่งถ่ายใหม่โดยกลุ่มสังเคราะห์แสง ทั้งหมดเป็นนิทรรศการที่เราตั้งใจนำเสนอเพื่อให้ผู้ที่มาชมงานได้ร่วมภาคภูมิใจกับโรงพิมพ์แห่งแรกของสยาม และเราตั้งใจว่าจะมีนิทรรศการชุดใหม่ ๆ เผยแพร่ออกมาเรื่อย ๆ ในอนาคต”

นอกจากนิทรรศการแล้ว คุณหนุ่มยังบอกข่าวดีว่าจะมีการนำเสนอ Lighting Design โดยทีม FOS Lighting Design Studio ซึ่งได้เข้ามาศึกษาประวัติและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมของอาคารแห่งนี้ เพื่อนำกลับไปตีความและสร้างเป็นผลงาน Lighting Design สำหรับอาคารโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจโดยเฉพาะ 

“ทางดีไซเนอร์ตีโจทย์ว่าอาคารนี้มีลายละเอียดที่งดงาม ไม่ว่าลายฉลุ ลายปูนปั้น หรือร่องรอยบนผนังของอาคารที่แสดงมิติเวลาแห่งอดีต จึงต้องการสื่อออกมาให้เราได้ชมกันทั้งภายนอกและภายในอาคาร ผมก็ขอเชิญชวนทุกท่านมาชมด้วยกันนะครับ” คุณหนุ่มทิ้งท้าย

สำหรับผม Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café เป็นดั่งพรหมลิขิตที่บันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าคาเฟ่แห่งนี้จะเปิดบริการแค่เพียงไม่กี่เดือน แต่ผมเชื่อมั่นว่าเราจะได้รับสุนทรียครบทุกประสาทสัมผัส ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง ได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมอันงดงามที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ

“เราโชคดีมาก ๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากทุก ๆ คนในทุก ๆ ด้าน ที่ช่วยทำให้ป๊อปอัพคาเฟ่แห่งนี้เป็นจริง เราจะใช้โอกาสและความช่วยเหลือที่ได้รับจากรัจนาการ พร็อพเพอร์ตี้ ในครั้งนี้ สร้างประสบการณ์ที่จะเป็นความทรงจำของทุกคนตลอดไป” คุณแววกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ตอนนี้ผมพร้อมจะไปสัมผัสประสบการณ์มาเฟียสำอางเต็มรูปแบบแล้วครับ

ป๊อปอัพคาเฟ่ในอาคารโบราณยุค ร.5 แห่งถนนบำรุงเมือง ปลุกกลิ่นอายมาเฟียสำอางในสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกและวิกตอเรียน

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

คุณแวว-เนตรนภา นราธัศจรรย์ ผู้ก่อตั้งคราฟส์แมน โรสเตอรี่

คุณหนุ่ม-รังสรรค์ นราธัศจรรย์ นักออกแบบภายใน คราฟส์แมน โรสเตอรี่

คุณกานต์-กานต์ เลียงศรีสุข Creative and Mixologist ของ Craftsman at Bamrungmueng Pop-up Café

ข้อมูลเชิงประวัติพื้นที่ สถาปัตยกรรม และโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม

คุณวทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ บริษัทกุฎาคาร จำกัด

ภาพโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจในอดีต และหลวงดำรงธรรมสาร จากหนังสือ ตำนานห้างร้านสยาม โดย อเนก นาวิกมูล

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

ใคร ๆ ก็รู้จัก คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านสำเพ็ง ผมเองก็เช่นกัน ขณะที่ใคร ๆ เรียกคุณสมชัยว่าอาเจ็กบ้าง อาเฮียบ้าง แต่ผมกลับถนัดที่จะเรียกท่านว่า ‘พี่สมชัย’ ด้วยความเคารพตั้งแต่แรกพบ

“ดี ๆ เรียกพี่ทำให้เฮียรู้สึกหนุ่มขึ้นมาหน่อย” พี่สมชัยหัวเราะเสียงก้องอย่างอารมณ์ดี แต่ยังแทนตัวเองว่าเฮีย

เมื่อตึงหนังเกี้ยอย่างผมกำลังเสาะหา Heritage House ในย่านสำเพ็ง เพื่อจะนำมาถ่ายทอดให้ชาว The Cloud ได้อ่านกันเพลิน ๆ ในคอลัมน์นี้ คนแรกที่ผมนึกถึงคือพี่สมชัย ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ‘ก้วงเฮงเส็ง’ อันเก่าแก่ของครอบครัว พี่สมชัยเป็นคนสำเพ็งอย่างแท้ทรู เพราะเกิดในสำเพ็ง โตที่สำเพ็ง อาศัยอยู่ในสำเพ็ง และรักสำเพ็งอย่างที่สุด

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ผมเคยได้ฟังพี่สมชัยพูดใน TED Talks และเวทีอื่น ๆ อีกหลายครั้ง เนื้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากที่สุดคือ เมื่อพี่สมชัยกล่าวถึงการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวด้วยการตั้งคำถาม ตามด้วยการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบจนเกิดการเรียนรู้ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจช่วยไขปริศนาและบอกเล่าเรื่องราวสำคัญ ๆ ให้กับเรามากมาย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย ครั้งนี้จึงเกิดขึ้น โดยผมขอให้พี่สมชัยช่วยเลือก Heritage House สักแห่งที่อาจซ่อนตัวหลบเร้นอยู่ในสำเพ็ง แต่กลับมีสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยขานไขเรื่องราวที่น่าสนใจมุมใหม่ ๆ ได้

“ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็ง” คือคำตอบ

ซอยต่างขนาด

พี่สมชัยนัดผมที่บริเวณซอยวานิช 1 ก่อนที่เราจะเดินไปร้านไทยย่งฮั่วเชียง ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเดียวกัน

“เมื่อก่อนซอยวานิช 1 มีสถานะเป็นถนน ถือว่าเป็นถนนสำคัญนอกกำแพงเมืองสายแรกที่ทอดตัวยาวตลอดย่านสำเพ็ง เรียกว่าเป็นทางสัญจรหลักเลยทีเดียว สำเพ็งถือว่าเป็นย่านนอกเมือง เมื่อก่อนมีกำแพงเมืองปิดล้อมบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ประตูเมืองด้านใต้อยู่ไม่ไกลจากคลองโอ่งอ่าง เดิมมีสะพานสำหรับชักขึ้น-ลง เพื่อกันคนไม่ให้เข้า-ออกเมืองในเวลาค่ำ นั่นคือบริเวณสะพานหัน” พี่สมชัยเริ่มเล่า

ในอดีตสำเพ็งเป็นพื้นที่สวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีลักษณะเป็นบาง คำว่าบางหมายถึงพื้นที่ที่ประกอบด้วยคลองแยกย่อยออกมาจากแม่น้ำสายใหญ่ ลัดเลาะเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกและขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2325 ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะข้ามมาสร้างพระบรมมหาราชวังและพระนครขึ้นใหม่ทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่มาแต่เดิม จึงโปรดเกล้าฯ พระยาราชาเศรษฐีนำคนจีนที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น ออกมาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่บริเวณระหว่างคลองวัดสามปลื้มจนถึงคลองวัดสามเพ็ง

“แล้วทำไมถึงเรียกย่านนี้ว่าสำเพ็งน่ะเหรอ เฮียคิดว่าเป็นเพราะถนนสายหลักสายนี้ไปสิ้นสุดที่วัดสามเพ็ง ก็เลยเรียกชื่อถนนตามจุดหมายปลายทางว่าถนนสามเพ็ง แล้วก็เลยเรียกย่านนี้ทั้งย่านว่าสามเพ็งตามไปด้วย ต่อมาจึงกร่อนเสียงเหลือเพียง ‘สำเพ็ง’ วัดสามเพ็งเป็นวัดเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเชียวนะ ปัจจุบันคือวัดปทุมคงคา” พี่สมชัยอธิบาย

ถนนเป็นสิ่งใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยเพราะคนไทยมักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับสายน้ำ คนไทยมักปลูกบ้านเรือนอยู่ริมคลองหรืออาศัยอยู่บนแพ ถนัดแจวเรือมากกว่า แต่สำหรับชาวจีน โดยเฉพาะในย่านสำเพ็งนั้น เป็นคนค้าคนขาย ต้องการสร้างบ้านและตั้งร้านอยู่บนบก ลำคลองมีไว้สำหรับขนส่งสินค้ามากกว่าเป็นวิถีชีวิต จึงทำให้เกิดถนนสำเพ็งขึ้น จากบันทึกของชาวตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2373 – 2382 ได้กล่าวถึงถนนสำเพ็งว่า มีขนาดกว้างประมาณ 2 – 3 เมตร เพื่อให้คนเดินสวนกันไปมาเท่านั้น เป็นทางให้เกวียนละรถลากแล่นผ่านไปได้ ทอดตัวผ่านที่พักอาศัยและร้านค้าที่ปลูกเรียงชิดติดกันไปทั่วทั้งย่าน ปัจจุบันถนนสำเพ็งถูกลดฐานะมาเป็นซอยวานิช 1

“แต่ที่เฮียอยากให้ดูคือตรงนี้” พี่สมชัยชี้ไปยังแนวทางเดินที่ทอดยาวไปตามซอยวานิช 1 ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าจากที่แคบ ๆ อยู่นั้น ก็พลันกว้างขึ้นทันที แล้วก็กลายเป็นซอยขนาดกว้างทอดยาวขนานถนนทรงวาดไปจนจรดถนนทรงสวัสดิ์

“อ้าว ทำไมอยู่ดี ๆ ซอยแคบ ๆ ก็บานออกมาแบบนี้ครับพี่” ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ บางอย่าง

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
ซอยวานิช 1 ในอดีตคือถนนสำเพ็ง เป็นซอยที่พื้นทางเดินมีความกว้างไม่เท่ากัน ส่วนที่ไม่โดนไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 ยังคงความแคบ ส่วนที่โดนไฟไหม้และสร้างขึ้นใหม่จะกว้างขึ้น

“ไฟไหม้” พี่สมชัยเริ่มเล่า “สำเพ็งเติบโตเร็วมาก ประชากรอยู่อาศัยหน่าแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการค้าสำเภากับจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 และหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งส่งผลให้การค้าขยายตัวมากยิ่งขึ้น บ้านในสำเพ็งแต่ละหลังมักก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก คนใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง เลยทำให้เกิดอัคคีภัยบ่อยครั้ง ครั้งสำคัญก็คือ พ.ศ. 2449 ซึ่งเกิดไฟไหม้ถึง 2 ครั้งในปีเดียวกัน กินพื้นที่กว้างมาก และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ” พี่สมชัยชี้ให้ผมดูสำเนาภาพแผนที่ซึ่งระบุวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 เราจะเห็นพื้นที่บริเวณกว้างที่ลงสีน้ำเงินไว้เพื่อแสดงบริเวณที่มอดไหม้ในอัคคีภัยครั้งนั้น

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สำเนาแผนที่ฉบับวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 ที่นำมาลงสีให้เห็นชัดเจน พื้นที่สีแดงคือพื้นที่ที่รอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ พื้นที่สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่โดนไฟไหม้ เส้นตรงที่ลากยาวเป็นเส้นคู่คือถนนทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

สืบเนื่องจากการสนทนาของเราในวันนั้น พี่สมชัยได้แนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือ ‘นิทานชาวไร่เล่มที่ 4’ เขียนโดย นาวาเอกสวัสดิ์ จันทนี ในหน้า 107 มีคำอธิบายเหตุการณ์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างกระชับและเข้าใจง่ายที่สุด ผมจึงขอคัดข้อความดังกล่าวมาช่วยอธิบายไว้ดังนี้

“ไฟเกิดไหม้ที่สำเพ็ง เจ๊กวิ่งหนีไฟกันวุ่น แต่จะวิ่งไปไหน ตรอกแคบนิดเดียวยากแก่การสัญจร ยิ่งเวลาไฟไหม้ด้วยแล้ว อัดกันเป็นปลาซาร์ดีนนั่นเทียว ถานพระวัดเกาะก็ถูกบูชาพระเพลิงไปด้วย กองกาบมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยไป ทุกอย่างโล่งโถงไปหมด แทนที่เจ๊กจะหนีไปปลูกสร้างที่อื่น กลับคิดปลูก ณ ที่เดิม”

“พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาดู พระยาราชรองเมือง ปลัดทูลฉลอง กระทรวงนครบาล ตามเสด็จฯ ในหลวงทอดพระเนตรเห็นเจ้าของที่ดินปักเขตกันกลุ้มไป จึงดำรัสว่า ถ้าปล่อยให้ปลูกสร้างอย่างเดิม ตึกรามก็จะแน่นหาทางเดินไม่ได้ จึงดำริจะทำถนน ได้รับสั่งหากระดาษดินสอมาวาดภาพเส้นตรงจากท่าน้ำราชวงศ์ เลียบแม่น้ำไปจรดวัดปทุมคงคา รับสั่งให้เบิกเป็นถนน รถราจะได้มีโอกาสแล่น ไม่ต้องแออัดอย่างที่แล้วมา ถนนสายนี้จึงมีนามว่าทรงวาด เพราะในหลวงทรงวาดไว้กลางแจ้งนี่เอง” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
แผนที่แสดงแนวถนนทรงวาด สังเกตจากเส้นตรงสองเส้นที่ลาดยาวจากราชวงศ์ไปวัดปทุมคงคา และซอยวานิช 1 (อดีตเรียกว่าถนนสำเพ็ง) ถนนที่เป็นเส้นโค้งขนานกับทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

ถนนที่ทำขึ้นใหม่ให้มีขนาดกว้างขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น ถนนดั้งเดิมอย่างถนนสำเพ็งก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ที่รอดจากอัคคีภัยยังคงแคบตามแบบต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนที่ไม่รอดก็ขยายออกกว้างขึ้นอย่างในสมัยรัชกาลที่ 5

“พอดูพื้นแล้ว คราวนี้เงยหน้าขึ้นดูตึกกันครับ” พี่สมชัยเปลี่ยนมุมให้ผมมอง มีสิ่งอะไรที่ควรสังเกตอีกหนอ

“ลักษณะตึกในซอยนี้เหมือนกันหมดตรงที่เป็นตึกก่ออิฐถือปูน เพราะได้มีการตราพระราชบัญญัติขึ้น โดยกำหนดให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทั้งหมดแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นพัฒนาการของสถาปัตยกรรมหลายอย่างที่น่าสนใจ” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนกลุ่มที่ยังปลูกติดกันเรียงเป็นพรืด

“อาคารกลุ่มแรกมีจำนวนประมาณ 40 ห้อง จะยังเป็นอาคารปูนเรียงต่อ ๆ กันไปเป็นพรืดตามเดิม กลุ่มอาคารต่อมาอีก 10 ห้อง จะสังเกตได้ว่ามีการสร้างคันกันไฟเพิ่มขึ้น” พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกต

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนที่มีคันกันไฟ แบ่งห้องแถวออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง และคันกันไฟจะเป็นแนวปูนที่สูงตั้งแต่ฐานอาคารจนเลยหลังคา

คันกันไฟคือแนวปูนหนาที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งอาคารออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง แนวปูนนี้จะมีความสูงตลอดอาคาร ตั้งแต่ฐานจนสูงเลยหลังคา เพื่อทำหน้าที่แยกอาคารไม่ให้เรียงติดกันเป็นพรืด หากเกิดอัคคีภัยขึ้นเมื่อใด คันกันไฟก็จะช่วยประวิงเวลาไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนอีกกลุ่มที่เพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างด้วย

“กลุ่มอาคารอีกกลุ่ม นอกจากมีคันกันไฟช่วยแยกอาคารแล้ว ยังเพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างเข้าไปด้วย ลองสังเกตดี ๆ เราจะเห็นขอบปูนเหนือบานหน้าต่างอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้เปลวไฟลามจากตัวอาคารขึ้นไปติดหลังคาได้ง่าย จะเห็นว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในสำเพ็ง ส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมของย่านนี้ในเวลาต่อมา โดยมีจุดประสงค์หลักคือแก้ปัญหาอัคคีภัยนั่นเอง” ขอสารภาพว่าผมมาเดินเที่ยวซอยวานิช 1 หลายครั้งหลายหน แต่วันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่พี่สมชัยกำลังเล่าให้ฟัง

ไฟมีทั้งทำลายล้าง พร้อมกับสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยเช่นกัน และสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วกับสำเพ็ง

ตึกฝรั่งในย่านจีน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

เราเดินตามซอยวานิช 1 ไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดอยู่หน้าอาคารปูนสีเหลือง ซึ่งก่อสร้างโดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก มีลายปูนปั้นประดับสวยงาม

“เราอยู่ในสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่ประชากรส่วนมากเป็นคนจีน แต่อาคารหลังนี้และอาคารอื่น ๆ กลับเป็นตึกที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งนั้น อาคารที่เห็นในบริเวณนี้ล้วนสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 พร้อม ๆ กับถนนทรงวาด ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5” พี่สมชัยเล่า

สถาปัตยกรรมตะวันตกเริ่มแพร่เข้ามาสู่สยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อกับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันคณะมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาก็ทวีจำนวนขึ้นด้วย ในระยะแรกนั้น อิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกยังจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะกลุ่มบุคคลชั้นสูง และมีการรับเอาเฉพาะองค์ประกอบบางอย่างและวัสดุบางชนิดมาปรับใช้เท่านั้น 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรมตะวันตกได้รับความนิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก อาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าพระราชวัง วัง บ้านขุนนางและเสนาบดี ตลอดจนอาคารสำคัญทางราชการ รวมทั้งอาคารที่ทำการของเอกชนหลายแห่ง ล้วนก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาได้แพร่หลายไปยังบ้านเรือนราษฎร พ่อค้าวาณิชที่มีฐานะด้วยเช่นกัน

“ว่ากันว่าตอนที่สร้างอาคารปูนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนทรงวาด ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ช่างไปดูแบบอาคารจากปีนัง ก็เลยมีอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกเข้ามาด้วย สำเพ็งเป็นย่านที่เจริญ เพราะเป็นย่านการค้า คนมีฐานะ ก็เลยมีการแข่งขันกันอยู่ในทีว่าบ้านใครจะสวยกว่ากัน” พี่สมชัยเล่า

หนังสือ ‘สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ’ ได้บรรยายภาพสำเพ็งในเวลานั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การค้าในย่านสำเพ็งเป็นไปอย่างคึกคัก สำเพ็งเป็นแหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ กิจการค้าขายต่าง ๆ ในสำเพ็งมักรวมตัวกันอยู่เป็นย่าน ๆ ซึ่งขายสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ย่านข้าวสารและธัญพืช พืชไร่อยู่บริเวณถนนทรงวาด ย่านอาหารแห้ง อย่างกระเพาะปลา ปลาแห้ง กุ้งแห้ง และปลาหมึกแห้ง อยู่บริเวณตรอกโรงโคมและซอยอิศรานุภาพ ย่านสินค้าประเภทเชือกอยู่บริเวณถนนวานิช 1 หรือถนนสำเพ็งเดิม ช่วงระหว่างถนนเยาวพานิชกับถนนทรงสวัสดิ์ขนานไปกับถนนทรงวาด ซึ่งนับเป็นย่านเพชรพลอยและเครื่องประดับอยู่บริเวณต้นถนนสายเดียวกันด้วย” 

ข้อความที่กล่าวว่าสำเพ็งเป็น “แหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ” ช่วยอธิบายถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น แต่ซอยวานิช 1 ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาประปรายด้วยเช่นกัน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกคู่สำเพ็ง

พี่สมชัยพาผมไปแนะนำตัวกับ คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้จัดการร้านไทยย่งฮั่วเชียง บุคคลสำคัญที่เราอยากคุยด้วยอีกท่านหนึ่งในเช้าวันนี้ คุณแสงเป็นคนคุยสนุก และกรุณามอบความเป็นกันเองให้กับผม จนการสนทนาในเช้านี้ ผมได้รับอนุญาตให้เรียกท่านว่า ‘เฮียแสง’ 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“ผมว่าไทยย่งฮั่วเชียงตั้งมาเกินร้อยปีแล้วล่ะ ปัจจุบันผมอายุ 70 กว่าปี ร้านนี้มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ เป็นร้านเชือกคู่สำเพ็ง” เฮียแสงเริ่มเล่า

บรรพบุรุษของเฮียแสงเป็นคนไหหลำ เดินทางเข้ามาสู่สยามในรุ่นปู่เพื่อมาเริ่มธุรกิจที่นี่

“คนจีนเข้ามาเพื่อค้าขาย ต้องมั่นใจว่ามีผู้ซื้อ ผมคิดว่าสำเพ็งเป็นย่านการค้า มีท่าเรือและโกดังริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดตั้งแต่ท่าน้ำราชวงศ์มาจนถึงทรงวาด มีเรือขนส่งสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะผลผลิตทางเกษตรกรรม เชือกเป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็ต้องการ เพราะต้องนำไปใช้โยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ยิ่งมีเรือเข้ามาเทียบท่าเป็นจำนวนมาก ยังไงเชือกก็ขายได้อยู่แล้ว นอกจากผูกโยงเรือแล้ว เรายังใช้เชือกมัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่สำหรับชั่งขาย และนำส่งกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ การขนส่งสินค้าทางเรือก็มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในภูมิภาคนี้ เชือกจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังเมืองท่าต่างประเทศได้”

คุณปู่ของเฮียแสงเดินทางมาด้วยกันหลายคนพี่น้อง สร้างธุรกิจหลายแขนงแตกต่างกัน นอกจากการค้าเชือกแล้วยังมีธุรกิจทำแหอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมเฮียแสงเติบโตมากับธุรกิจแห

“ปู่ผมอีกคนเป็นคนค้าแห ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกับธุรกิจค้าเชือก ผมโตในบ้านคุณปู่คนนี้ แต่ผมแค่เดินมาไม่กี่ห้องแถวก็มาถึงร้านเชือกละ ครอบครัวเรามีห้องแถวสามสี่ห้องที่ตั้งอยู่บนถนนสายนี้ คุณพ่อส่งผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมไปอยู่ที่ออเรกอน (Oregon) ไปเรียนทางด้านบริหาร ก่อนกลับมาทำงานที่ธนาคาร เริ่มที่ฝ่ายธุรกรรมต่างประเทศ ต่อมาถึงย้ายมาอยู่ฝ่ายสินเชื่อ ส่วนไทยย่งฮั่วเชียงนั้นมีคุณอาผมเป็นผู้ดูแล ต่อมาผมตัดสินใจลาออกมาช่วยคุณอาทำธุรกิจเชือก อย่างน้อยก็มีสมาชิกในครอบครัวในรุ่นผมที่เข้ามาช่วยสืบสานธุรกิจดั้งเดิมนี้เอาไว้”

เฮียแสงก็ค้าเชือก พี่สมชัยก็ค้าเชือก แล้วต่างกันอย่างไรบ้างไหมครับ ?

“ของเฮียแสงเป็นเชือกในระดับอุตสาหกรรม ใช้กับเรือใหญ่ ๆ หรือโรงงาน ของเฮียเป็นค้าปลีก ถือว่าคนละตลาด” พี่สมชัยช่วยอธิบาย

“คนในย่านนี้มีหลายเชื้อชาติ บรรพบุรุษผมเป็นไหหลำ แล้วยังมีแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะอีก เลยไปต้นถนนก็เป็นแขก ต่างคนต่างประกอบอาชีพที่ตนถนัด แล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแย่งอาชีพกัน” เฮียแสงช่วยเสริม ผมชักอยากรู้แล้วล่ะสิว่าแต่ละเชื้อชาติเขาประกอบอาชีพอะไรกันมาตั้งแต่อดีต

“อย่างแขก เขาเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ เขาทำเรื่องผ้า นำเข้าจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยเป็นบริติชอินเดีย บางทีเขาก็นำเข้ามาจากอังกฤษ อย่างผ้าตัดสูทนี่ผมต้องไปวัดตัวตัดกับเขานะครับ เพราะเป็นผ้าวูลชั้นดีจากอังกฤษ นอกจากผ้าก็มีอัญมณี ผมสันนิษฐานว่ามาจากพม่า เพราะพม่าก็เป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วยเหมือนกัน

“ไหหลำนี่ อย่างครอบครัวผมก็มาทางเชือกและแห นอกจากนี้ที่ผมทราบก็มีทำถังไม้หลาย ๆ ขนาด เมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดขึ้นเรือก่อนออกเดินทางรอนแรมในทะเล แล้วแถวนี้ขายข้าวสารเยอะ เทกระสอบข้าวเก็บไว้ในถังจะช่วยถนอมข้าวได้นานขึ้น ไม่มีมอด ถ้าเก็บไว้ในกระสอบข้าวจะเสื่อมคุณภาพ เสียราคา เวลาคนมาซื้อปลีก ก็ตักขายจากถังไม้นี่แหละ” 

นอกจากถังไม้ พี่น้องไหหลำยังเก่งธุรกิจโรงแรมอีกด้วย เป็นยังไงมายังไงครับเนี่ย 

“คนไหหลำเป็นคนชอบเงินสด (หัวเราะ) สำเพ็งเป็นแหล่งค้าขายใหญ่มาเป็นร้อยปี มีคนต่างถิ่นเดินทางเข้ามาเสมอ คือขนของมาขายแล้วก็มาซื้อกลับไปด้วย ลงรถไฟหรือเรือมาก็ต้องมองหาที่พักระยะสั้น ๆ ตื่นเช้ามาก็ออกเร่ขายของ พอขายหมดก็ซื้อของจากที่นี่กลับไปขายที่บ้านเมืองตัวเอง พ่อกับอาผมนี่เป็นตัวอย่างเลยนะ นอนดึกแค่ไหน เช้ามาต้องเปิดร้านแล้ว เพราะมักจะมีคนต่างถิ่นเดินเร่เข้ามาถามหาซื้อสินค้าในร้านของเรา แล้วที่ว่าโรงแรมเป็นธุรกิจเงินสดก็เพราะมาถึงจ่ายค่านอนเลย จะกี่วันก็ว่ากันไป เมื่อก่อนเก็บทันทีตอนเช็กอิน เงินสดไหมล่ะ”

พี่สมชัยช่วยเล่าเรื่องคนแคะ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องหนังมาแต่โบราณ เพราะอาศัยอยู่ในแถบกวางตุ้ง มีภูมิประเทศเป็นป่า จึงชำนาญเรื่องการล่าสัตว์และการจัดการกับสัตว์ มีทักษะในการแล่ ตัด และฟอกหนัง จนนำมาผลิตเป็นสินค้าเครื่องหนังชนิดต่าง ๆ

  “เดิมทีแถวนี้ร้านรองเท้าเครื่องหนังเป็นของคนแคะทั้งนั้น ส่วนคนแต้จิ๋วเป็นเกษตรกร ประมง คนแต้จิ๋วอาศัยอยู่ใกล้ทะเลพร้อม ๆ กับอยู่ในดินแดนที่มีภัยจากธรรมชาติรุนแรง เช่น มีภาวะแล้งหรืออุทกภัยอยู่บ่อย ๆ อย่างเมืองเฉาโจว คนแต้จิ๋วจำเป็นต้องเอาตัวรอดในทุกสภาวะ เลยมีทักษะในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และรักษาผลผลิตที่ได้มาในฤดูกาลนั้น ๆ ให้คงอยู่ พร้อมเตรียมเมล็ดพันธุ์เพื่อหว่านเพาะในฤดูกาลถัดไป”

การเปิดประเด็นเรื่องร้านเชือกกับทั้งสองท่าน พาผมไปรับทราบเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมายและน่าสนใจทั้งสิ้น

เรียนรู้จากเชือก

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในร้านไทยย่งฮั่วเชียง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรก คือเชือกขดใหญ่ที่วางกองสุมอยู่ในร้าน รวมทั้งเชือกหลายชนิดที่แขวนไว้กับเสากลางร้าน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง

“สมัยก่อนเชือกมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มากอย่างที่เล่าไป และเชือกก็มีวิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงด้วย เชือกยุคแรก ๆ คือเชือกมะพร้าว ตอนเด็ก ๆ ผมทันเห็นวางจำหน่ายในร้าน เมื่อก่อนเชือกมะพร้าวคุณภาพดีจะนำเข้ามาจากอินเดียกับพม่านะครับ แล้วเราขายกันเป็นก้อน ๆ เป็นขด ๆ ม้วนใหญ่ ๆ เพราะเราไม่ได้ขายปลีก ความยาวแต่ละม้วนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่าส่งไปขายที่ไหน ส่วนมากเริ่มที่ความยาวม้วนละ 200 เมตร บางประเทศก็ 220 เมตร บางที่ก็ 240 เมตร ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละพื้นที่” เฮียแสงเอ่ย

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“แล้วก็มาสู่ยุคของเชือกมะนิลาครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามาจากประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ แน่นอนว่าต้องอาศัยการเดินเรือเป็นหลัก เชือกมะนิลาเป็นเชือกที่ทำจากเส้นใยซึ่งมาจากพืชประเภทป่าน เรียกว่าเส้นใยอะบาก้า พื้นฐานของพืชประเภทนี้ต้องปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี อย่างบริเวณที่ดินใกล้ชายหาด ดังนั้นจึงมีปลูกมากในฟิลิปปินส์ ในขณะที่ป่านชนิดนี้ปลูกได้เพียงพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือหัวหิน จึงต้องนำเข้ามาจำหน่าย แล้วก็จำหน่ายเป็นม้วนใหญ่ ๆ ยาวหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกัน”

คนไทยเรียกเส้นใยอะบาก้า (Abaca) ว่าป่านมะนิลา ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ ใยอะบาก้ามีทั้งความเหนียวแลความหยุ่น ทนต่อจุลินทรีย์ในน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเชือกที่อยู่คู่อุตสาหกรรมเดินเรือมานาน

“เชือกยุคแรกจึงเป็นเชือกที่ทำจากใยธรรมชาติ (Natural Fiber) แล้วก็เป็นสินค้าหลักของไทยย่งฮั่วเชียงอยู่นานจนกระทั่งเข้าสู่ยุคใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) อย่างพวกเชือกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) หรือไนลอน (Nylon) ซึ่งกลายมาเป็นกลุ่มสินค้าหลักของร้านในปัจจุบัน”

ระหว่างที่เดินสำรวจร้านไปเรื่อย ๆ สายตาผมก็ไปปะทะกับดุ้นเชือกที่แขวนอยู่บนผนังข้างไม้ไผ่ดุ้นใหญ่

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“เมื่อก่อนสำเพ็งเต็มไปด้วยคนหาบของ จะว่าจ้างหาบสินค้าเพื่อขนส่งจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง หรือหาบเพื่อนำของไปเร่ขายไปตามที่ต่าง ๆ ก็ตาม ทุกหาบใช้เชือกหมด เพราะต้องใช้เกี่ยวสิ่งของโยงกับคานก่อนขึ้นบ่าหาบไปไหนต่อไหน ถ้าหาบคนเดียว ก็เรียกว่า ‘โพยตา’ ถ้าหาบคู่ก็เรียก ‘เต๊กทุย’ เชือกกับพลองไม้ไผ่ที่เห็นนี้เป็นเต๊กทุยคือหาบคู่ คุยเสร็จเรียบร้อยแล้วไปดูรูปจากคลิปที่ร้านเฮียได้” 

ตกเย็นวันนั้นผมตามพี่สมชัยไปชมคลิปวีดิทัศน์เรื่อง Bangkok in the 1920’s: Tourists Film a Busy Market Scene และนี่คือภาพเต๊กทุย ที่เราพยายามบันทึกจากภาพเคลื่อนไหวเป็นเป็นภาพนิ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านได้เรียนรู้เรื่องราวจากเชือกมากมาย ผมเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่าทุกวันนี้สำเพ็งเปลี่ยนไป แล้วธุรกิจค้าเชือกในย่านนี้ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างหรือไม่

“ทุกวันนี้เรือที่ใช้ในการพาณิชย์เป็นเรือใหญ่ นั่นหมายถึงว่าเชือกก็ต้องพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นด้วย อย่างเชือกร้านผมก็พัฒนาให้มีเชือกขนาด 3 เกลียว 4 เกลียว หรือ 8 เกลียว ฯลฯ ที่มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย เรามีลูกค้าที่เป็นกลุ่มเดินเรือที่ยังสั่งเชือกประเภทต่าง ๆ ที่มีขนาดและความแข็งแรงแตกต่างกัน ซึ่งเราก็จะ Made to Order ร้านเรามีพื้นที่จำกัด เราไม่สามารถสต็อกสินค้าไว้ในร้านไว้ได้มาก เชือกก็มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เรารับออเดอร์และจัดส่งไปได้ นอกจากนี้ยังมีเชือกที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในโรงงานสำหรับยกของหรือมัด อันนี้ก็เป็นอีกกลุ่มลูกค้า

“ส่วนเชือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อาจไม่มีบทบาทในเชิงอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นเชือกที่นิยมนำไปประกอบเครื่องเรือน อย่างเตียง โต๊ะ ตู้ โซฟา ฯลฯ หรือใช้ประดับตกแต่งภายในอาคาร บ้านเรือน โรงแรมและรีสอร์ตต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแบบย้อนยุค บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงเป็นผู้สืบต่อธุรกิจค้าเชือกที่คุณปู่สร้างไว้ และดูแลต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน แล้ววันหน้าเฮียแสงคาดหวังว่าใครจะมาทำหน้าที่นี้ต่อไป 

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายจะต้องมาดูแล เป็นสิทธิของเขาเลยว่าจะเลือกอย่างไร ผมอาจเป็นรุ่นสุดท้ายในครอบครัวก็ได้ พ่อเป็นคนให้ผมมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง ผมก็ให้อิสระลูกเช่นนั้นเหมือนกัน”

การเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ย่อมจะทำได้ดีที่สุด เหมือนเฮียแสงที่เลือกดูแลร้านไทยย่งฮั่วเชียงมานานกว่า 40 ปี 

ร้านเล็ก ๆ และเรื่องราวจากสรรพสิ่ง

“ตึกนี้เป็นตึกโบราณ ผมเกิดมาเห็นเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น” เฮียแสงบอก

ในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของร้านเชือกดั้งเดิมแห่งนี้ มีอะไรบอกเล่าให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง ลองตามเฮียแสง พี่สมชัย และผม ไปกันดูนะครับ

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ดูเพดานนะครับ จะเห็นว่าเพดานมีช่องโหว่เปิดไว้สำหรับลำเลียงของขึ้นด้านบน ถ้ามองรอดระแนงไม้ขึ้นไปจะเห็นขื่อที่มีรอกเกี่ยวอยู่ เอาไว้สำหรับชักม้วนเชือกขึ้นไปเก็บไว้ด้านบน เมื่อก่อนร้านในสำเพ็งจะใช้ด้านล่างเป็นหน้าร้าน ส่วนด้านบนเก็บของ จะเห็นว่าฝ้าเพดานจะตีไม้ระแนงติด ๆ กันไว้ค่อนข้างถี่เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก ขื่อบางช่วงมีแผ่นไม่ประกบซ้อนสองชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นไปอีก แต่ปัจจุบันผมแทบไม่ได้ใช้พื้นที่ชั้นบนแล้ว เพราะเชือกมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักก็มากขึ้น จึงวางไว้ด้านล่างแทน”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงใช้สีเป็นตัวบ่งบอกว่าอะไรเป็นของเดิม อะไรเป็นสิ่งที่เสริมเข้าไปใหม่ สีเขียวอ่อนคือสีเดิมของอาคารและเป็นวัสดุต้นฉบับ ส่วนสีเขียวเข้มใช้สำหรับไม้ที่เปลี่ยนหรือเสริมเข้าไปทีหลัง

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ที่ดับเพลิงนี้อยู่กับร้านมาแต่แรก มีคนค้าของเก่ามาขอซื้อจากผม เขาบอกว่าเครื่องอื่น ๆ ที่เขาเคยเจอมาไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านี้ แต่ผมไม่ขายเพราะมันช่วยเล่าเรื่องของสำเพ็งได้ คุณคงทราบว่าสำเพ็งนี่กลัวไฟไหม้ที่สุด กลัวมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เบี้ยประกันอัคคีภัยที่สำเพ็งแพงที่สุด (หัวเราะ) ผมคิดว่าปู่กับอาผมก็ห่วงเรื่องไฟเหมือนกัน เลยซื้อเอาไว้ตั้งแต่แรก ๆ” เฮียแสงชี้ให้ดูอุปกรณ์ที่ช่วยอธิบายว่าคนสำเพ็งระวังอัคคีภัยกันแค่ไหน

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศ สังเกตคอกไม้ล้อม มีประตูปิดเป็นส่วนตัว
สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั้งร้าน

“มุมนี้เป็นมุมออฟฟิศ ตั้งอยู่ในคอกไม้ล้อมรอบเป็นสัดส่วน และอยู่ตรงมุมหลังร้าน ซึ่งเป็นลักษณะของร้านในสำเพ็ง ผมไม่คิดว่าร้านอื่น ๆ จะรักษาคอกไม้ลักษณะนี้ไว้อีกแล้ว ส่วนโต๊ะตัวนี้ทำจากไม้เพียงชิ้นเดียว อยู่คู่ร้านมาแต่รุ่นคุณปู่ เป็นที่ทำเอกสารซื้อขาย ทำบัญชี งานเอกสารอื่น ๆ ผู้จัดการก็นั่งมองดูสินค้า และความเคลื่อนไหวทั่วไปภายในร้านจากมุมนี้” 

ในมุมออฟฟิศยังมีสรรพสิ่งสนุก ๆ ที่เห็นแล้วต้องอ้าปากค้างด้วยความตื่นเต้น

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
ตู้เซฟและก๊อกน้ำด้านบน ประดิษฐกรรมเพื่อต่อสู้อัคคีภัย ทั้งสำเพ็งมีร้านนี้ร้านเดียว

“นี่คือตู้เซฟเหล็กโบราณ เนื้อหนา ที่ผมอยากให้สังเกตคือด้านบนมีก๊อกน้ำด้วย เป็นการต่อท่อประปามาเหนือตู้เซฟตู้นี้เลย งงไหมครับว่ามีทำไม เพื่อนผมหลายคนถามผมว่ามีทำไมวะก๊อกน้ำ มันเกี่ยวกันตรงไหน อย่างที่บอกว่าคนสำเพ็งนี่ห่วงเรื่องไฟไหม้ที่สุด เวลาไฟไหม้ก็ต้องตัดไฟ แต่เขาไม่ตัดน้ำแน่ ๆ ดังนั้นถ้าไฟลามมาถึงร้าน เราก็จับของสำคัญที่ขนไปไม่ทันโยนเข้าเซฟ ล็อกเซฟ เปิดน้ำทิ้ง แล้ววิ่งหนีออกไปได้เลย (หัวเราะ) น้ำช่วยกันไฟไม่ให้ไหม้ ลดโอกาสที่ตู้เซฟจะโดนเผาทำลาย ผมเชื่อว่าเหลือเซฟและก๊อกน้ำแบบนี้ทีมีที่ร้านนี้ร้านเดียว”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ตู้ไม้บนผนังนี้ก็เป็นของเดิม สั่งมาจากเบลเยี่ยม คุณลองดูกระจก มันจะไม่ราบเสมอกัน มีความโป่งนูนเป็นบางช่วง นั่นคือไม่ใช่กระจกที่ทำจากโรงงาน แบบที่เป็น Mass Production แต่เป็นกระจกที่ทำขึ้นทีละชิ้นเพื่อตู้ไม้ตู้นี้โดยเฉพาะ หรือกระจกสีที่ประดับเหนือหน้าต่างกับประตู เป็นกระจกสีที่ไม่เรียบ จึงน่าจะสั่งทำพิเศษด้วยวิธีเดียวกัน สีที่เห็นก็เป็นสีเดิม ถ้าแตกหักเสียหาย ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาทดแทนจากไหนเหมือนกัน”

นอกจากของสนุกในมุมออฟฟิศแล้วก็ยังมีของสนุกในมุมอื่น ๆ ภายในร้านอีก

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายแรก ๆ ของร้าน ความจริงเดิมร้านชื่อว่าย่งฮั่วเชียง ไม่มีคำว่าไทย เรามาเติมคำว่าไทยเอาตอนหลังในยุคนิยมไทย” เฮียแสงชี้ให้ผมชมป้ายไม้ดั้งเดิม

“ผมอยากให้สังเกตลักษณะตัวอักษรที่ปรากฏบนป้าย ไม่ว่าตัวอักษรจีนหรือไทยซึ่งมีเอกลักษณ์ ผมสันนิษฐานว่าให้ช่างจีนที่เขียนภาษาไทยได้เป็นคนเขียนตัวอักษรชุดนี้ สังเกตจากลักษณะของลายเส้นที่เกิดจากการตวัดลายตัวอักษร การเกร็งมือ สะท้อนให้เห็นเลยว่าเป็นการเขียนโดยใช้พู่กันจีน แล้วป้ายรุ่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกันคือ เขียนด้วยตัวอักษรซ้อน 2 ชั้นเป็น 2 สี เช่นดำซ้อนแดงอย่างที่เห็น” พี่สมชัยชวนชมลักษณะของตัวอักษรสวย อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏบนป้าย

นอกจากป้ายดั้งเดิมที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ภายในร้านแล้ว ป้ายหน้าร้านก็ปรากฏชุดตัวอักษรมี่เขียนขึ้นจกพู่กันจีนในลักษณะเดียวกัน และเป็นป้ายโบราณที่นำขึ้นติดตั้งในสมัยนิยมไทยตามนโยบายสร้างชาติช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายหน้าร้านไทยย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายที่มีลักษณะพิเศษ คือใช้สีน้ำเงินเป็นสีพื้น ซึ่งปกติเราจะพบแต่ป้ายสีแดงตัวทอง หรือป้ายดำตัวทอง หรือถ้าโบราณหน่อยก็ป้ายแดงตัวดำ แต่จะหาป้ายสีน้ำเงินตัวทองเช่นนี้แทบหาไม่ได้เลย” พี่สมชัยชวนผมสังเกต มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจของป้ายสำคัญป้ายนี้เกิดขึ้นในอดีต ช่วงนั้นเกิดกรณีโจรปล้นป้ายกันสนั่นสำเพ็ง เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ไปฟังทั้งพี่ทั้งสองเล่าให้ฟังกันดีกว่า

“พวกนี้จะเอาป้ายไวนิลประเภทป้ายโฆษณาเทศกาลกินเจ ป้ายโฆษณาน้ำมันพืชอะไรพวกนี้มาบังป้ายร้านที่หมายตาเอาไว้ก่อน เหมือนมาขอแขวนป้ายโปรโมตเทศกาลอะไรบางอย่าง ตอนแรกเราก็คิดว่าคงจะเป็นพวกรับจ้างมาติดป้ายโฆษณาที่มีทั่ว ๆ ไปเป็นปกติ” พี่สมชัยเริ่มเล่าแผนขโมยป้าย

 “แต่ความจริงแล้วเขาทำทีเป็นมาแขวนป้ายโฆษณา แต่แอบมาถอดป้ายหน้าร้านต่าง ๆ เพื่อเอาไปขาย ตอนนั้นโดนกันไปเป็นสิบ ๆ ร้านเลย ส่วนมากเป็นป้ายไม้เก่าแก่ที่อยู่ควบคู่กับกิจการมานาน บ้างก็เป็นป้ายไม้สักดี ๆ เขียนตัวอักษรสวยงาม มีลายฉลุประณีต ก็โดนถอดไปหมด รวมทั้งป้ายร้านไทยย่งฮั่วเชียง” 

โอย… แสบมาก ผมเพิ่งทราบเรื่องแก๊งโจรขโมยป้ายในสำเพ็งก็วันนี้

แล้วไปตามคืนมาได้อย่างไรครับ ผมอยากรู้ถึงขีดสุด คราวนี้เฮียแสงกรุณาเฉลยให้ฟัง

“ผ่านไปร่วมสิบปีได้มั้งครับ มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งพาไปเที่ยวร้านขายของเก่า ปรากฏว่าผมดูโทรทัศน์อยู่ก็เห็นป้ายร้านของเราอยู่รายการนั้นด้วย วันรุ่งขึ้นผมขับรถไปตามหาเลยนะ ผมจะไปขอซื้อคืน ว่าจะให้ราคา 2,000 ผมถือว่าร้านเขาคงไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏว่าพอไปถึง ร้านปิดไปแล้ว เหมือนกับว่าในร้านนั้นมีของเก่าที่มีคดีความเยอะมากจนตำรวจต้องมาปิด แล้วตอนหลังผมก็ได้รับป้ายหน้าร้านคืนมาจากตำรวจ”

ผมทั้งอึ้ง ทั้งลุ้น แต่ก็ร่วมดีใจที่ได้ป้ายสำคัญกลับคืนมาในที่สุด

เมื่อร้านที่ตั้งอยู่ในอาคารโบราณเช่นนี้ เฮียแสงดูแลอย่างไร

“ผมก็ซ่อมร้านอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อาคารเก่าก็มีเสื่อมสภาพชำรุดเสียหายกันบ้าง ผมก็เปลี่ยนเท่าที่จำเป็น เช่น หลังคา แต่เป็นการซ่อมแบบประคับประคอง คือให้อาคารยังคงสภาพแข็งแรงและใช้งานต่อไปได้ ผมไม่คิดที่จะเปลี่ยนสภาพจากเดิมแต่อย่างใด และอุปกรณ์อะไรที่ยังใช้ได้ ผมก็นำมาใช้” เฮียแสงเล่าพร้อมชี้ให้ผมชมเครื่องชั่งน้ำหนักโบราณที่อยู่คู่ร้านมาตั้งแต่แรก และเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักที่สั่งทำพิเศษเพื่อให้ตัวเลขบอกน้ำหนักเป็นตัวเลขไทย

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ผมคิดว่าการอนุรักษ์ของเก่าวิธีหนึ่งคือการนำมาใช้งานอยู่เสมอ ในเมื่อยังอยู่ในสภาพดีและใช้การได้ ทำไมจะไม่นำกลับมาใช้”

พี่สมชัยกับผมอำลาเฮียแสงในตอนบ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ ที่เฮียแสงกรุณาสละเวลามาพูดคุยและนำชมร้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายล้วนน่าสนใจ ผมเข้าใจแล้วว่าการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ นั้นทำให้ผมได้รับประโยชน์อย่างไร

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ วันนี้ผมสนุกมาก ว่าแต่ว่าพี่มีที่ไหนในสำเพ็งที่บอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ แบบนี้อีกไหมครับ” ผมกล่าวขอบคุณพี่สมชัย ในใจไม่อยากให้ปรากฏการณ์ x ของเราจบลงเพียงบทความนี้บทความเดียว

“มี” พี่สมชัยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“อ้าว ไหนล่ะครับ” 

ตามผมไปคราวหน้านะครับ

ขอขอบพระคุณ

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ บริษัทไทยย่งฮั่วเชียง จำกัด

เอกสารและข้อมูลอ้างอิง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load