จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ นักออกแบบ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เจ้าของแบรนด์ Craftroom 

คุณอาจไม่คุ้นหู แต่ถ้าลองนึกภาพเทศกาลคราฟต์ที่มีร้านค้านับร้อยไปร่วมออกร้าน ‘Craftroom’ เป็นหนึ่งในนั้น และหน้าร้านของเขามักมีกระเป๋าย่ามใบยักษ์ทอมือสีเรียบง่ายแขวนประดับเรียกลูกค้า คุณอาจเคยคุ้นตา

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

ย่ามใหญ่ฝีมือชาวปกาเกอะญอ บนดอยแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนที่จีเข้าไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับ ครูช่างสมศรี ปรีชาอุดมการณ์ ที่ถูกยกเป็นครูช่างศิลปหัตถกรรม (ทอผ้า) พ.ศ. 2556 ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) จุดร่วมของเขาและเธอคือการอนุรักษ์และสืบทอดหัตถกรรมดั้งเดิมให้คงอยู่ 

นอกจากชุมชนแม่แจ่ม จีมีโอกาสเข้าไปช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ ด้วยความรู้ที่เขาสั่งสมมานานกว่า 20 ปี จากการเปิดบริษัทสิ่งพิมพ์ จนวันนี้ วันที่ความชอบของเขาสุกงอม 

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

ถ้าคุณคงกำลังหาความเชื่อมโยงระหว่างเจ้าของสิ่งพิมพ์สู่นักพัฒนางานคราฟต์ เราอาสาขยายความให้ฟัง

ความจริงเรื่องราวของเขาเรียบง่ายและเป็นตัวเขาเองแบบสุดๆ มีทั้งธรรมชาติ ภูมิปัญญา และความยั่งยืน

Smaller and Better

Smaller and Better เป็นบริษัทสิ่งพิมพ์ของเขา นับตั้งแต่เรียนจบสาขาวิชาศิลปอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นับนิ้วก็ราว 20 กว่าปีก่อน เป็นยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์ฮอตฮิตติดลมบน ไม่ว่าองค์กรหรือห้างสรรพสินค้าต่างใช้สิ่งพิมพ์เป็นอุปกรณ์ประชาสัมพันธ์ ตอนนั้นจีรับหน้าที่เป็นกราฟิกดีไซน์ บริษัทของเขามักถูกเลือกให้ทำรายงานประจำปี หนังสือที่ระลึก และปฏิทิน ซึ่งข้อมูลที่องค์กรเลือกบรรจุลงไปล้วนเกี่ยวข้องกับหัตถกรรมของไทย

“หลายองค์กรจะยกงานหัตถกรรมมาเป็นเรื่องแรก เพราะมีคุณค่าและควรอนุรักษ์ เราทำปฏิทิน หนังสือเกี่ยวกับงานศิลปหัตถกรรมไทยเยอะมาก ทำให้เราได้เห็นว่าที่ไหนมีอะไร ใครทำอะไรได้ และมีอะไรที่เริ่มจะสูญหายไป”

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

เราถามเขาด้วยความสงสัยว่า ถ้าสิ่งพิมพ์ยุคนั้นบูมมาก แล้วงานคราฟต์สมัยนั้น (พ.ศ. 2540) เป็นอย่างไร

“สมัยนั้นงานหัตถกรรมมีอยู่ แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาและยังไม่ค่อยเป็นแฟชั่น ด้วยความที่เป็นรูปแบบเดิม คนยังนึกไม่ถึงว่ากระเป๋าสานจะเอามาใช้ในวิถีเมืองได้ยังไง ย่ามชาวเขาเอามาใช้ในวิถีเมืองได้ยังไง คนรู้สึกว่ามันเป็นของที่ชาวบ้านใช้ อย่างจักสานก็เอาไว้นึ่งข้าวเหนียว เน้นการใช้งานมากกว่า ไม่ได้มีการประยุกต์ฟังก์ชันเหมือนปัจจุบัน

“งานหัตถกรรมไทยมาบูมช่วง OTOP นะ ทำให้เกิดการตื่นตัวและสร้างสรรค์รูปแบบงานขึ้นมา เริ่มมีคำว่า การพัฒนาหัตถกรรม เข้ามาในวิถีของชาวบ้าน แต่ OTOP จะถูกมองว่าเป็นการพัฒนาระดับหนึ่ง มันมีเพดานของมัน ตอนหลังเขาพยายามเปิดเพดานด้วย OTOP ห้าดาวและ OTOP ส่งออก และมันมาพร้อมกระแสนิยมที่คนเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อม

“คนเลยมีความรู้สึกว่าต้องอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ทานอาหารปลอดภัย และควรใช้ของที่มาจากธรรมชาติ ถ้าเขาจะสะพายตะกร้าก็ไม่เชยแล้ว กลายเป็นเทรนด์ จากยุคนั้นทำให้คนกล้าหยิบงานหัตถกรรมมาใช้ในวิถีชีวิต เกิดกระแสนิยมไทยตามมา คนเข้าไปเล่นในกระแสนี้ทุกภาคส่วนเลย รวมถึงผู้ผลิตที่ได้รับประโยชน์สูงสุด แต่กระบวนการสำคัญคือต้องมีคนซื้อไปใช้ ให้มีเงินไปหล่อเลี้ยงคนทำ เราว่าตรงนี้แหละที่ทำให้งานคราฟต์เติบโตงอกงามมาถึงทุกวันนี้” 

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ
Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

นักพัฒนาย้อนความและเรียงลำดับการผลิดอกออกผลของภูมิปัญญาไทยให้เราฟังด้วยสีหน้าภูมิใจ 

หลังจากจีสะสมข้อมูลจนสุกงอม ทั้งความชอบ เรื่องราว และสิ่งที่ได้เห็นตลอด 23 ปีของการทำงาน ถ้าเป็นคน ก็เปรียบได้กับขวบปีสุดท้ายของการศึกษาเล่าเรียนและพร้อมกระโจนเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกแห่งการทำงาน เป็นงานหมายเลขสองที่เขาหลงรักมาตลอด Craftroom เกิดขึ้นในยุคขาลงของสิ่งพิมพ์ แต่นั้นกลับทำให้จีมีเวลาที่จะทุ่มให้กับสิ่งที่เขาเฝ้าประคบประหงมมาค่อนชีวิต เขาว่าเป็นช่วงเวลาที่กำลังพอดี จีถือคำว่า ‘Smaller and Better’ เป็นสำคัญ

Craftroom

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

ยุคแรกของ Craftroom เปิดตัวด้วยสมุดทำมือ หน้าปกทำจากผ้าทอของชุมชน เข้าเล่มด้วยการเย็บมือ และมีคนชักชวนให้จีเป็นสมาชิกของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) เขาเลยมีโอกาสเขาอบรบเกี่ยวกับผู้ประกอบการคราฟต์ ได้เรียนรู้กระบวนการคิด การพัฒนางาน การจัดวางสินค้า ตลอดจนการทำการตลาดออนไลน์

“เราเห็นแนวทางพัฒนาต่อยอดจากสมุดทำมือ และเป็นจังหวะที่เจอครูช่างสมศรีพอดีจากการอบรบ ครูช่างเป็นตัวแทนของชุมชน เอาผลิตภัณฑ์มาให้คนเมืองได้เห็น เราคุยกันถูกคอ เลยได้เห็นงานผ้าทอด้วยกี่เอว เห็นรูปทรงที่มีคุณค่า และเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นจุดเริ่มต้นให้เราหยิบงานของชาวปกาเกอะญามาพัฒนาอย่างจริงจัง

“แนวทางหลักของเราคือการรักษาภูมิปัญญาเดิมไว้ให้มากที่สุด อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและดูแลโลกให้ดีที่สุด”

เอกลักษณ์ของภูมิปัญญาดั้งเดิมที่จีเลือกรักษาและพัฒนาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ Craftroom คือย่าม 

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

ย่ามฉบับชาวปาเกอะญอมีสองแบบ หนึ่ง ย่ามใหญ่ สอง ย่ามหางยาว 

ย่ามใหญ่ เป็นย่ามที่ทอด้วยกี่เอวแบบดั้งเดิม ใช้ฝ้ายเส้นหน้าและใหญ่ เป็นเอกลักษณ์ของชาวปกาเกอะญอที่ดอยแม่แจ่ม ความสนุกของการทอด้วยกี่เอวคือการคะเนรูปร่างของช่างทอได้จากขนาดความแคบ-กว้างของหน้าผ้า ย่ามใหญ่เป็นย่ามที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สมัยก่อนชาวปกาเกอะญอมีความเชื่อว่า ถ้าผู้นำชุมชนเสียชีวิตจะต้องย้ายถิ่นฐาน ย่ามใหญ่เลยมีประโยชน์เพื่อการขนย้ายสิ่งของ ซึ่งวิธีสะพายที่ถูกต้อง คือสะพายซ้ายใบ ขวาใบ และคาดศีรษะหนึ่งใบ

แม้ปัจจุบันจะไม่มีการอพยพย้ายถิ่นฐานแล้ว แต่ย่ามใหญ่ยังคงทำหน้าที่เก็บฟืนและผลผลิตทางเกษตร

“การทำย่ามก็เกิดจากการต่อผ้าสองผืน เย็บด้วยมือ แข็งแรงมาก กลายเป็นทรงที่เรียบง่าย Minimal และ Functional มาก เราสนใจและชอบ คิดว่ามันน่าจะพัฒนาให้เข้ากับชีวิตคนเมืองได้” ซึ่งจีคิดถูกอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ
Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

ส่วนย่ามหางยาว เป็นย่ามใบเล็ก มีหางยาว มักสะพายในวันที่มีพิธีสำคัญ งานบุญ งานปีใหม่ เพราะมีความเชื่อว่าหางยาว จะช่วยกวาดโชค กวาดลาภเข้าหาตัวผู้ใช้ จุดเด่นของย่ามหางยาวคือการปักมือเป็นภาพคนยืนแถวจับมือกัน บ้างก็เป็นภาพปลา ภาพสัตว์ เสมือนบันทึกเรื่องราววิถีชีวิตที่ต้องอยู่กันอย่างสามัคคีและดูแลธรรมชาติรอบตัว

ในวันที่ Craftroom พาย่ามใหญ่และย่ามหางยาวมาทำความรู้จักกับคนเมือง คนเข้าใจสิ่งนี้ไหม เราถาม

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ
Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

“ลูกค้าเขาสนใจ อะไรจะใหญ่ขนาดนี้ ทำไมหางยาวขนาดนั้น มันเป็นเสน่ห์ที่ดึงคนเข้ามาด้วยตัวของมันเอง พอลูกค้าเข้ามา หน้าที่ของเราคือบอกเล่าเรื่องราวที่ได้รับรู้มาจากชุมชน ทำไมต้องใหญ่ ทำไมต้องเป็นรูปทรงนี้ ภาพบนย่ามบอกอะไรบ้าง พอเล่าเรื่องพวกนี้ทุกคนจะซาบซึ้ง แอบชอบและรู้สึกรับได้ ประกอบกับมีคนกลุ่มหนึ่งที่เราว่าเขามีใจให้กับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว พอมาทราบเรื่องราวมากขึ้นก็ยิ่งหลงรัก จนถึงขั้นตัดสินใจที่จะเลือกใช้ เพราะมีประโยชน์จริงๆ 

“อย่างย่ามใหญ่มีคนเอาไปจ่ายตลาด ไปเดินสวนจตุจักร นักศึกษาเอาไปใส่กระดานวาดรูป แล้วมันทำหน้าที่อันดับแรกเลยคือ ใครสะพายปุ๊บ โดดเด่นทันที บ่งบอกตัวตนของคนคนนั้นได้ด้วยว่าเขามีแนวคิดแบบไหน” จีเล่า

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

เจ้าของแบรนด์บอกว่า บางทีเขาก็ออกงานขายพร้อมครูช่างสมศรี ทว่ามีสัญญาใจกันว่า ย่ามใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ ขอ Craftroom เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว จีกระซิบว่าคนรู้จักย่ามใหญ่มากกว่าตัวเขาเสียอีก

ถ้าเห็นจีจะเห็นย่ามใหญ่ ถ้าเห็น Craftroom จะเห็นย่ามใหญ่ แต่เขาบอกลูกค้าเสมอว่าย่ามใหญ่ที่เห็น ครูช่างสมศรีและชาวปกาเกอะญอบนดอยแม่แจ่มเป็นคนทอมันขึ้นมาด้วยสองมือและภูมิปัญญาของพวกเขา

พัฒนา

การพัฒนางานของจียังคงไว้ซึ่งภูมิปัญญาดั้งเดิม เขาเปลี่ยนเพียงแพตเทิร์นการทอผ้าให้เป็นแบบสมัยใหม่ ถูกใจคนเมือง สีเรียบไม่ฉูดฉาด ถ้าใครเป็นแฟนคลับและแวะเวียนไปเยือนหน้าร้านจะเห็นผลิตภัณฑ์ของเขามีเพียงไม่กี่สี สีคราม สีขาวนวลเผยธรรมชาติของเส้นฝ้าย และถ้าต้องเป็นสี เขาเน้นการย้อมสีธรรมชาติเป็นหลัก รูปทรงเรียบง่าย ส่วนวิธีการทอ จียกให้ครูช่างสมศรีเป็นคนดูแล ของเดิมดีงามอยู่แล้วและมั่นใจในฝีมือพี่น้องปกาเกอะญอ เขาไม่คิดเปลี่ยน

“อีกหนึ่งกระบวนการที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชนไหนก็ตาม เขาต้องขายของได้ แม้ไม่รู้จะขายใครเราก็ต้องรับซื้อเอาไว้ พอเรามีของอยู่จำนวนหนึ่ง ก็เริ่มออกแบบรูปทรง หลักการออกแบบของเราคือรักษาความเป็นปกาเกอะญอเอาไว้ เช่น ย่ามบางใบที่พัฒนาแล้วยังมีสายห้อยยาว หรือบางใบเราทำขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปกติ เพื่อคงเสน่ห์ของเดิม

“การพัฒนาเราก็เป็นกระบวนการมาตรฐาน ศึกษากลุ่มเป้าหมาย ถ้าเราจะทำสินค้าให้ตอบการใช้งานวิถีเมือง ก็มานั่งไล่เลยว่าตั้งแต่อยู่บ้านจนกระทั่งไปที่ทำงานคนดำรงชีวิตอย่างไร เราต้องเข้าใจว่าคนต้องการอะไร แล้วนำเสนอสิ่งนั้นให้เขา” จีนิ่งคิดก่อนเสริมว่า “ความจริงเราใช้วิธีเอาตัวเองเป็นหลัก” เขาสารภาพพร้อมเสียงหัวเราะ

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

“เราเชื่อว่ามีคนชอบเหมือนเรา เราไม่ค่อยได้บอกใครนะ ว่าทุกอย่างที่เราทำมา เราอยากได้เอง”

แล้วบอกคนอ่านได้ใช่มั้ย เราถามด้วยความเกรงใจ

“ได้ จริงๆ ของที่เราทำมันมีคนชอบที่สุดอยู่แล้วหนึ่งคน ก็คือตัวเรา” เขายิ้ม “แล้วเราจะมีเพื่อนที่ชอบเหมือนเรา ลูกค้าที่ชอบเหมือนเรา เรามองว่ากระบวนการนี้เป็นวิธียั่งยืนในการทำตลาดอย่างหนึ่งนะ เอาแบบที่เราชอบเป็นหลัก แล้วยืดหยุ่นให้คนเด็กกว่าเราชอบด้วย และผู้ใหญ่กว่าเราหน่อยหนึ่งชอบด้วย แต่แกนที่เราเลือกเดินก็ยังเป็นตัวเรา” 

นอกจากชุมชนผ้าทอ จียังลองเลือกหัตถกรรมจักสานจากอีกชุมชนมาผสานเข้าด้วยกัน เกิดเป็นการใช้งานใหม่ที่สร้างความโดดเด่นจนน่าเป็นเจ้าของ เป็นการนำย่ามมาต่อก้นย่ามด้วยจักสาน จากย่ามที่ตั้งไม่ได้ก็ตั้งได้ขึ้นมาทันที

“ใบนั้นเป็นตัวเปิดตลาดที่เอางานสองวัสดุมาผสมเข้าด้วยกัน เอาสองภูมิปัญญามาผสมเข้าด้วยกัน พอเราเล่าแนวคิดนี้ลูกค้าก็แทบไม่ถามอะไรอีกเลย เขาซื้อทันที และมันเป็นแนวคิดที่ว่า ถ้าแต่ละชุมชนเห็นคุณค่าในตัวเอง แล้วเขาหันมาจับมือกัน ความยั่งยืนและทางรอดของคราฟต์มันจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น” นักพัฒนาเล่าแนวคิดที่ซ่อนเอาไว้

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

Craftroom ยังมีกระเป๋าผ้าทอที่จับคู่กับหูหิ้วที่ทำจากจักสานหูหิ้วของตะกร้าเก็บชา มีสายกระเป๋าที่ทอด้วยกี่การ์ดทำมือ ลายชัดและแน่นละเอียด จะซื้อไปแมตช์กับการแต่งตัวหลายแบบหรือปรับเป็นสายกระเป๋าก็ได้ เขายังได้รับโอกาสเข้าไปพัฒนาวัสดุธรรมชาติจากชุมชนอย่างต้นไผ่ คล้า และไหล ให้กับชาวบ้านในจังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ

อย่างต้นไหล ที่ชาวบ้านเอามาสานเป็นกระติ๊บข้าวเหนียว ที่สำคัญในหมู่บ้านเหลือคนสานได้แค่ 3 คน เขาเกิดไอเดียต่อยอดเป็นตะกร้าใบกลม 5 ขนาดเล็กถึงใหญ่ วางซ้อนทับกันได้ หรือจะใช้ชิ้นใหญ่ครอบชิ้นเล็กเป็นฝาปิดก็ทำได้ ด้วยสีธรรมชาติของต้นไหลที่เหลือบสีเหลืองสีเขียวกลับเพิ่มเสน่ห์ให้งานชิ้นนี้เพียงแรกเห็น (บอกเลยว่าขายดีมาก) 

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

การพัฒนาจักสานที่ชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี เขาต่อยอดมาเป็นผลิตภัณฑ์ของ Craftroom ด้วยย่ามผ้าทอสีชมพูสดใส เสริมก้นย่ามด้วยจักสานลายโบราณที่ต้องให้คุณปู่ในชุมชนขึ้นต้นแบบให้ เพราะทั้งหมู่บ้านทำเป็นอยู่ท่านเดียว ส่วนเด็กรุ่นใหม่ตะลึงในภูมิปัญญาโบราณ ต่างยกมือถือมาไลฟ์สดอวดความเก๋าของคุณปู่ให้โลกโซเชียลรับรู้ทั่วกัน

“ตอนนั้นเราถือว่าเป็นความสำเร็จของชุมชนนั้นเลยนะ คนรุ่นใหม่กลับมาสนใจและเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่เดิม แล้วเขาทำหน้าที่ที่ตัวเขาเองทำได้ อนาคตเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าชุมชนได้เลย และมันจะเกิดการร่วมมือกันในชุมชนอย่างชัดเจน”

เทรนด์ แฟชั่น และวิถีใหม่

งานหัตถกรรมเป็นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ทำให้น้อย แต่ใช้งานได้มาก

จีสนใจเรื่องฟังก์ชัน เพราะเป็นโจทย์ให้เขาคิดงานต่อ เช่น เรามีโทรศัพท์มือถือ เราพก iPad มีกระบอกน้ำส่วนตัว ฉะนั้นสินค้าของ Craftroom จะเป็นกระเป๋าที่มีช่องสำหรับใส่ความต้องการของสิ่งของเหล่านั้นได้ด้วย

“กระแสแฟชั่นสำหรับเราเป็นแค่สีสันเท่านั้นเอง มันเป็นความชอบของแต่ละบุคคลนะ แล้วเราไม่ได้ยึดเทรนด์สีที่ถูกกำหนดมา เราคิดว่าทุกสีเป็นไปได้หมด เทรนด์สีถูกกำหนดตามระบบอุตสาหกรรม เรารู้จุดนั้นเลยไม่ใช่สีเป็นตัวตั้ง มันเป็นจุดดีเสียอีกที่จะสร้างความแตกต่างด้วยการสวนกระแส กลายเป็นจุดเด่นเล็กๆ ภายใต้ผืนผ้าใบใหญ่ที่เขาปูกัน

“เราอยากให้คนเข้าใจด้วยเหมือนกันว่า เขาสร้างความแตกต่างโดดเด่นได้ เขาสวนกระแสได้ ด้วยงานของเขาเอง เหมือนจะยากนะ แต่จริงๆ เขาแค่ทำของเขาให้ดีนั่นแหละ งานมันเด่นด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ถ้าจะตามกระแสบ้างก็ไม่เสียหายอะไร แต่จุดของเขาเองต้องชัด และมันจะเป็นจุดที่ทำให้เขาอยู่ได้ตลอดไปด้วย”

จีอธิบายเราในนามของนักพัฒนาว่า เขาใช้ความมินิมอล น้อยแต่มาก เป็นกฎในการออกแบบและพัฒนางานของเขา และยังทำหลักการ 8 ข้อ ในยุควิถีใหม่ เพื่อเป็นเส้นนำทางให้คนที่สนใจงานหัตถกรรมเหมือนกับเขา ได้แก่ 1) Natural กับ Cricular Design 2) Simple กับ Different 3) Form กับ Function 4) Culture กับ Function 5) Minimal กับ Emotional 6) Composition กับ Combination 7) Handicraft กับ Identity และ 8) Local กับ Global สุดท้ายเขามองว่า ภูมิปัญญาไทยกับความคิดสร้างสรรค์จะเป็นแนวทางในปีนี้ของ Craftroom

เจ้าของแบรนด์เดินไปหยิบสินค้าใหม่ที่เขาตั้งใจทำ เพื่อแสดงถึงการปรับตัวของกิจการงานคราฟต์ในยุควิถีใหม่ เป็นกระเป๋าสะพายใบกะทัดรัดจากผ้าทอชาวเขา มาพร้อมช่องใส่สเปรย์แอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัย ความดีงามคือช่องใส่ของถักจากวัสดุธรรมชาติอย่างเถาวัลย์แทนตาข่ายพลาสติก ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

“โจทย์ใหญ่ของพวกเรานักออกแบบคือ เรามักคิดว่าไม่มีอะไรใหม่แล้ว โลกนี้สร้างขึ้นมาเกือบหมดทุกอย่าง มีคนสร้างมันอยู่ทุกวัน แต่ความเป็นจริงยังมีสิ่งที่เรายังเข้าไปสร้างสรรค์ได้ บางเรื่องก็อยู่ใกล้ตัว อย่างเอาย่ามกับจักสานมารวมเข้าด้วยกันกลายเป็นของใหม่ แต่แนวคิดการเอาของสองอย่างมารวมกันมันไม่ได้ใหม่ มีคนทำเยอะแยะ

“มันเป็นวิธีคิดงานอย่างหนึ่ง เป็นการดึงเอาสำนึกที่มีอยู่มาทำให้จับต้องได้ คนจะเข้าถึงได้ง่ายมาก เขาจะไม่รู้สึกแปลกแยก แต่จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและพร้อมกลมกลืนไปด้วยกัน ทุกอย่างเคยมีอยู่แล้ว มันเป็นของมันดีอยู่แล้ว เราแค่หยิบมาให้เขาดู เหมือนตอนนี้มีคำว่า Circular Design งานออกแบบที่ครบวงจร มันมีมาแต่โบราณแล้วนะ”

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ
Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

การทำงานออกแบบที่ครบวงจรกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่คนกำลังจับตามอง เป็นการออกแบบที่เริ่มต้นคิดมาอย่างดี คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดให้น้อยที่สุด คิดถึงกระบวนการที่ไม่เป็นพิษและภัยกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม แม้แต่คิดถึงเศษและชิ้นส่วนที่เหลือจากการทำงานว่าจะต่อยอดเป็นอะไรได้อีก วิ่งวนเป็นวงจรที่สมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุด

“กระบวนการนี้มีมาแต่โบราณแล้วนะ อาจไม่ได้แต่งแต้มด้วยคำที่สวยหรู อย่างมะพร้าวหนึ่งต้น ใช้ทุกส่วน ก็เป็น Circular Design มันเกิดขึ้นในวิถีมนุษย์อยู่แล้ว ถ้าเราเข้าใจ ก็จะใช้มันได้อย่างไม่ต้องมีทฤษฎีหรือใครมาบอก

“แต่เราใช้กระบวนการเพื่อดึงบางอย่างกลับมา ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ เราแค่กระตุ้นและชี้ให้เห็นว่า เคยทำได้ทำไมไม่ทำ เช่นกัน เราก็ทำหน้าที่นั้นในจุดเล็กๆ ไปบอกชาวบ้านที่เขาลืมว่ารอบบ้านเขามีอะไร ไปบอกเขาว่ามันเป็นไปได้ไกลแค่ไหน ไปช่วยเขาฉุกคิด เขามีอยู่นี่นา เขาทำได้ ช่วยให้เขาได้เห็นมุมมองใหม่จากภูมิปัญญาเดิม มันเป็นเรื่องดีงามและน่าเสียดายถ้าเราจะปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย” เจ้าของแบรนด์อธิบายหน้าที่สำคัญของ Craftroom

คราฟต์คือความจริง

จากวันที่อยู่เบื้องหลังสะสมความรู้มาค่อนชีวิตจนถึงวันที่เป็นของคุณ ความรู้สึกมันต่างกันยังไง

“รู้สึกอิ่มขึ้น เมื่อก่อนเราโหยหาอยากจะทำ แต่ด้วยหน้าที่เรามีแค่เอางานเขามาถ่ายภาพ บรรยาย พิมพ์แจกให้คนเห็นมากขึ้น ตอนนั้นมองว่ามันยังไม่ใช่เวทีของเรา ทำในส่วนของเราให้เต็มที่ก่อน ได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ อยากทำอย่างนี้นะ งานชิ้นนั้นจะต่อยอดเป็นแบบนั้นนะ พอได้ลงไปสัมผัสชุมชนมากขึ้น มันได้ประโยชน์นะ

“การก้าวเข้าไปใกล้ชิดชุมชนโดยไม่มีกรอบของกระบวนการ ดูสอดคล้องกับวิถีที่จะเข้าไปพัฒนางาน เรานั่งคุยกับเขาเหมือนเป็นชาวบ้าน บางเรื่องที่เขาไม่เคยเห็นเราก็เล่าให้ฟัง และบางเรื่องเราได้รับจากเขามากกว่าอีก”

หัวใจของ Craftroom คือการสานต่อและขยายวงกว้างออกไปให้คราฟต์ไทยเป็นที่รู้จักของคราฟต์โลก ชาวบ้านมีรายได้ คนไทยภูมิใจที่ใช้สินค้าหัตถกรรมจากช่างฝีมือไทย สุดท้ายทุกคนจะร่วมด้วยช่วยกันรักษาภูมิปัญญา

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ
Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

“คราฟต์มันคือทางรอด” จีบอก

“คุณเชื่ออะไรในงานคราฟต์” เราถาม

“เชื่ออะไรในงานคราฟต์หรอ” เขาทวนคำถาม “เราเชื่อว่ามันคือชีวิตจริง มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่ออยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนเรา เราไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมาก เพียงแต่เราต้องเข้าใจและมันจะยั่งยืนด้วยตัวของมันเอง” เขาตอบ

ในฐานะนักพัฒนา คุณมองภาพ Craftroom เป็นอย่างไร

“อยากเห็นเป็นผู้ช่วย ช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยบอกเล่า ช่วยขาย ช่วยสืบสานต่อ ช่วยเอาคนทำกับคนใช้มาเจอกัน ช่วยเอาวัตถุดิบดีๆ มาเจอกับกระบวนการดีๆ ช่วยให้เรื่องราวมันชัดเจนมากขึ้นและช่วยให้ชุมชนมีความสุข 

“ส่วนเรามีความสุขอยู่ในทุกช่วงขณะของการทำงานคราฟต์อยู่แล้ว ตั้งแต่เริ่มคิดจะทำด้วยซ้ำ ถึงงานสื่อสิ่งพิมพ์จะน้อยลงไปแล้ว แต่เราเจอเส้นทางใหม่ที่เราชอบและรัก เหลือแต่ทำให้มันอยู่รอด เป็นโจทย์ใหญ่ที่จะทำให้สิ่งที่เรารักกลายเป็นรายได้ เลี้ยงเราได้ เลี้ยงผู้ที่เราร่วมงานอยู่ด้วยได้ เลี้ยงชุมชนที่เราไปทำงานกับเขาได้ ตรงนี้มันจะกลายเป็นภารกิจและหน้าที่ที่เราต้องทำต่อ” น้ำเสียงหนักแน่นของเขาถือเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้เอาไว้กับเรา

Craftroom แบรนด์ของนักพัฒนางานคราฟต์ที่อยากเป็นผู้ช่วยที่ดีให้ชุมชนหัตถกรรมทั่วไทย, จี-จิรวัฒน์ บุญสมบัติ

จีบอกกับเราว่างานคราฟต์สำหรับเขา คืองานที่ตั้งต้นจากความสุขของคนทำ

ส่วนความสุขของจี คือการเห็นหัวใจของงานคราฟต์ไทยพองโตขึ้นทุกวัน ทุกวัน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ร่มแดงหนึ่งคัน หม้อหนึ่งใบ เตาหนึ่งลูก กับหญิงสาวผู้ตั้งหน้าตั้งตาต้มสีย้อมผ้าที่ริมน้ำหลังตลาด

น้อยหน่า-ปนัดดา โพธิ นักออกแบบสิ่งทอ (Textile Designer) ผู้หันหลังจากเมืองที่ไม่เคยหลับใหล แล้วปล่อยให้ความคิดถึงพาเธอหวนคืนสู่อ้อมกอดบ้านเกิดท่ามกลางผืนไพร ณ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

นวล สตูดิโอ’ สตูดิย้อมผ้าเล็ก ๆ ของน้อยหน่าเริ่มต้นด้วยการกางร่มแดง แล้วนั่งต้มสีย้อมผ้าจากต้นไม้ที่หาได้แถวบ้าน ท่ามกลางแดดฝนที่โรงเก็บของหลังตลาดของแม่ จนกลายมาเป็นโรงย้อมผ้าเต็มตัวท่ามกลางหุบเขาที่บรรจงสร้าง Pantone สีธรรมชาติของปากช่อง ผ่านเส้นใยและผืนผ้าด้วยสีนวล ๆ สบายตาหลายเฉดสีจากพืชพรรณบนหุบเขา

“ธรรมชาติคือห้องสมุดที่ใหญ่มาก เป็นที่ที่รอให้เราอ่านเจอ เพราะวันพรุ่งนี้เราก็จะเปิดเจอหน้าใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ”

หญิงสาวผู้มาพร้อมร่มแดงจึงอยากพาพวกเราไปเปิดใจรู้จักกับสีย้อมผ้า Pantone ของปากช่อง เมืองแห่งผ้าไหมและสิ่งทอ ด้วยการเปิดหน้าหนังสือท่ามกลางห้องสมุดธรรมชาติทีละหน้าสองหน้าไปด้วยกัน ตั้งแต่การดั้นด้นค้นพบสีธรรมชาติ การเลือกเส้นใยที่ไม่ซ้ำใคร จนถึงการส่งมอบสีนวล ๆ ที่เต็มไปด้วยมวลของความสุข

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

หน้าที่ 1 หญิงสาวผู้มากับร่มสีแดง

หนังสือหน้าแรกเปิดประตูสู่ปากช่อง เมืองแห่งภูมิปัญญาการทอและเป็นขึ้นชื่อเรื่องผ้าไหม ย่ำกรายไปบ้านไหน ก็มักเห็นกี่ทอผ้าและอุปกรณ์ทำเส้นไหมตั้งอยู่สักมุมของตัวบ้าน บ้านยายของน้อยหน่าก็เช่นเดียวกัน แม้แต่เดิมบ้านยายของเธอตั้งอยู่ที่อำเภอใกล้เคียง แต่ก็ยังไม่วายมีกี่ทอผ้าและเหล่าเครือไหมที่ใช้ทำเส้นใยเพื่อทอผ้าผืน 

“สมัยเด็ก ยายเป็นคนทำผ้าไหม เรามีความชอบแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เลยไม่ค่อยได้เล่นแบบเด็ก ๆ ทั่วไป เพราะคอยจับเครือไหมให้ยายตลอด ตอนเรายังเด็ก ป้า ๆ ยาย ๆ เขาเคยทำ แต่กว่าเราจะโต กว่าจะเรียนจบ ป้า ๆ ยาย ๆ ก็ไปทำอาชีพอื่นแล้ว ทุกบ้านเลยมีอุปกรณ์ทอผ้าปล่อยทิ้งร้างไว้” หญิงสาวเล่าการเปลี่ยนผ่านของอาชีพช่างทอ

แม้ที่บ้านยายของน้อยหน่าไม่มีใครทอผ้ากันแล้ว แต่เธอยังชื่นชอบสิ่งทอมาโดยตลอด กระทั่งเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย เธอใช้เวลาค้นพบตัวเองถึง 2 ปี เพื่อพิสูจน์ว่ามีใจรักเรื่องผ้าและสิ่งทอแบบเต็มร้อย

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“เราเคยซิ่ว 2 รอบ ตอนแรกมองข้ามและตัดสินใจไม่เรียนสายสิ่งทอเพราะใกล้ตัว ยายบอกว่าเรียนทำไม ของแบบนี้เรียนกับยายกับป้าก็ได้ เราเลยเรียนอย่างอื่น รู้สึกว่าไม่ใช่ สุดท้ายเรายังชอบผ้า พอมาเรียน Textile Design เราก็พุ่งสุดตัวเลย เพราะไม่ได้มาหาตัวเองระหว่างเรียน แต่เราหาตัวเองระหว่างซิ่ว เป็นการนับหนึ่งแบบเต็ม 100”

หลังจากเรียนจบและใช้เวลากับการเป็น Textile Designer ด้านเครื่องแต่งกายอยู่ 2 ปี น้อยหน่าก็ทยอยเก็บของแล้วลาจากกรุงเทพฯ มาตั้งรากฐานใหม่บนหุบเขาบ้านเกิด ที่ใช้คำว่าทยอยเก็บของ เป็นเพราะการตัดสินใจในครั้งนี้เกิดจากความคิดถึง ผสานกับความรักที่มีต่อธรรมชาติในอำเภอปากช่องที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

 “เราแค่กลับบ้านในวันหยุด เริ่มต้นด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ซื้อเตาหนึ่งอัน หม้อหนึ่งใบ แล้วก็มีร่มแดง เหมือนร่มตลาดนัดกางอยู่ริมแม่น้ำ เราต้มและย้อมสีผ้าตรงนั้น ช่วงแรกก็สนุก เรายังไม่ได้คิดถึงว่าตัวเองจะต้องไปยังไงต่อ 

“ฝนตกแดดออกเราก็ย้อม แต่เรารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วมากเลย เพราะเดี๋ยวเราก็ต้องกลับกรุงเทพฯ ไปทำงาน มันก็เลยเริ่มจากตรงนั้น เราเริ่มขยับเป็นซื้อหม้อ ซื้อเตาเพิ่มอีกหนึ่งชุด” น้อยหน่าเล่าถึงวันแรกของ นวล สตูดิโอ

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง
'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

ทุกวันหยุดของน้อยหน่ามักใช้เวลาไปกับการกางร่มแดงแล้วย้อมสีที่ริมน้ำหลังตลาด กระทั่งถึงจุดที่เธอคิดว่าประสบการณ์จากการทำงานประจำนั้นอยู่ตัวแล้ว เธอจึงตัดสินใจเริ่มธุรกิจและกลับมาอยู่กับสิ่งที่รัก ณ บ้านเกิดพร้อมกันกับ อีฟ-ณัฐรวี ดีทองหลาง เพื่อนคนโคราชด้วยกันที่ลางานประจำเพื่อมาลงมือกับ นวล สตูดิโอ อย่างจริงจัง

“เราขอพื้นที่เสี้ยวเดียวในโรงเก็บของของแม่ ก็เลยตั้งชื่อว่า นวล สตูดิโอ เพราะคุณแม่ชื่อนวล เราขอโรงเก็บของตรงนั้นมา ก็ต้องให้เป็นชื่อเจ้าของ บวกกับคอนเซ็ปต์ของเราคือเน้นเรื่องสีธรรมชาติ เราฝืนธรรมชาติไม่ได้ ฉะนั้นสีก็ออกมาเป็นสีนวล ๆ ไม่เข้มมาก ทุกอย่างจะเป็นสีนวล ๆ ตามชื่อเจ้ากับโรงย้อมเลย” ลูกสาวเล่าที่มาที่ไป

ที่ตั้งเดิมของนวล สตูดิโอ เริ่มจากบริเวณริมน้ำหลังตลาด แต่เพราะเป็นที่ลุ่มน้ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากทำให้พื้นที่ตรงนี้เกิดน้ำท่วมทุกปี น้อยหน่าและอีฟจึงได้ฤกษ์ย้ายสตูดิโอหลังจากทำงานที่โรงย้อมเดิมเมื่อเข้าปีที่ 3

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“การย้ายสตูดิโอย้อมผ้า สิ่งที่ยากคือเราไม่ได้หาที่ดิน แต่ต้องหาแหล่งน้ำ เราตระเวนเก็บน้ำทั่วปากช่องมาลองย้อมดูว่าน้ำที่ไหนโอเค ปัจจัยแหล่งน้ำธรรมชาติต้องมีตลอดทั้งปี จนเจอแหล่งน้ำใกล้เขื่อนลำตะคอง เป็นบ่อน้ำผุดที่มีน้ำตลอดปี เป็นบ่อที่ถูกต่อท่อเพื่อใช้โดยน้ำไม่ลดเลยกว่า 10 หมู่บ้าน บ่อน้ำตรงนี้อยู่บนภูเขา ไม่ไกลจากที่เดิม แหล่งวัตถุดิบยังเหมือนเดิม ชาวบ้านเรียกว่าบ่อน้ำทิพย์ เพราะน้ำในบ่อไม่เคยหมด สตูดิโอใหม่ของเราเลยได้ตั้งอยู่ที่นี่”

ระยะเวลากว่า 5 ปีที่สองคู่หูชวนกันกลับบ้าน และกล้าลงมือเปลี่ยนหม้อหนึ่งใบ เตาหนึ่งอัน ให้กลายเป็นสตูดิโอบนภูเขาใกล้เขื่อนลำตะคอง โรงย้อมผ้าที่อยากเล่าเรื่องราวขุนเขาแห่งปากช่องผ่านสีฟุ้ง ๆ นวล ๆ จากต้นไม้ใบหญ้า

หน้าที่ 2 Natural Limited

“Natural Limited”

แก่นหลักที่น้อยหน่าให้คำจำกัดความถึงธรรมชาติในแบบของนวล สตูดิโอ

“สตูดิโอย้อมสีนวล ๆ ที่มองว่าธรรมชาติมีความพิเศษเฉพาะตัวเหมือนสินค้า Limited Edition สีธรรมชาติเป็นสีลิมิเต็ดที่เกิดขึ้นมาเฉพาะในช่วงวัน เวลา ฤดูกาล อุณหภูมิ อากาศ ณ ตอนที่เราย้อม ทำให้สีของเขาเปลี่ยนไป

“บางคนมักคิดว่าสีเปลือกไม้ต้องได้จากสีธรรมชาติสีน้ำตาล แต่พอย้อมจริงแล้วไม่เป็นสีน้ำตาล เรามองว่านั่นไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เรารู้สึกว้าวที่เขากลายเป็นสีอื่น เพราะมันคือความพิเศษเฉพาะตัว เขาอาจจะไม่ใช่สีน้ำตาล Brown แต่เขาอาจจะเป็นน้ำตาล Butter สีจากธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันคือ Natural Limited”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

เมื่อสีธรรมชาติเปลี่ยนเฉดสีตลอดเวลาตามสภาพอากาศ สภาพดิน สภาพน้ำ รวมถึงปัจจัยวันและเวลา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของการกำหนดค่าเฉดสีของนวล สตูดิโอ การกำหนดค่าเฉดสีให้สีธรรมชาติกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป

“Code สีของเราไม่ได้บอกว่ามันเป็นสีแดงหรือสีชมพู แต่เราจะบอกว่าเป็น สีฝาง เป็นชมพูจากฝาง เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าในแต่ละครั้งที่ย้อม คุณจะได้สีชมพูจากแก่นฝาง แต่สีชมพูในแต่ละรอบของการย้อมเฉดสีจะแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยดิน น้ำ อากาศ แร่ธาตุในดิน วันและเวลาของฝางแต่ละต้น” นอกจากสีชมพูจากฝางแล้ว ยังมีชื่อเรียกสีอื่น ๆ อย่างสีม่วงจากกะหล่ำม่วง สีดำจากมะเกลือ สีครีมจากยูคาลิปตัส หรือสีผิวเด็กจากมะพร้าว

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

“เรากำหนดสีการย้อมแต่ละครั้งให้เหมือนเดิมไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราทำให้ใกล้เคียงได้นะ ถ้าครั้งแรกลูกค้าซื้อแล้วสีเข้มกว่านิดหนึ่ง แล้วซื้อรอบที่สองสีไม่เข้มเท่ารอบแรก เราก็ลงสีซ้ำให้อีกรอบจนได้สีที่ใกล้เคียงกัน เราแนะนำลูกค้าตลอดว่า สั่งให้พอกับความต่อเนื่องของชิ้นงาน เพราะรอบหน้าไม่การันตีเฉดสีเดิมที่ลูกค้าเคยสั่งไว้ 

“เราทำงานกับธรรมชาติ ก็ต้องคุยกับลูกค้าให้เข้าใจธรรมชาติไปด้วยกัน” น้อยหน่าเฉลยหัวใจสำคัญ

 สียืนพื้นของ นวล สตูดิโอ มีทั้งหมด 20 สี 48 เฉด เป็นสีนวล ๆ ที่น้อยหน่าและอีฟเห็นว่าเหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบหรืองานสร้างสรรค์ทุกชนิด เช่น สีดาวเรือง สีอัญชัญ สีสะเดา สีครั่ง สีขมิ้น ฯลฯ

“เราคิดกันว่าธรรมชาติทำได้เหมือนดินสอสีที่เราใช้ไหม ตอนเด็ก ๆ ดินสอสีที่เราใช้มี 12 สีก็โอเคแล้ว แต่ถ้ามี 24 สีเรายิ่งว้าว ถ้ามี 36 สีเราเอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนได้เลย เลยคิดว่าสีธรรมชาติมันทำขึ้นมาอยู่บนเส้นใยโดยไม่มีขีดจำกัดได้ไหม เพราะสีเคมีไม่มีขีดจำกัด อยากได้สีไหนก็ได้ แต่เราค่อนข้างเซนซิทีฟกับสีเคมี ถ้าเปลี่ยนจากสีเคมีเป็นสีประดู่ สีมะพร้าว สีสะเดา ไปอยู่บนชิ้นงานเดียวกันจนเป็นลวดลาย มันดูน่าสนุก ไม่อันตรายกับตัวเราด้วย”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

แม้น้อยหน่าเสกสีธรรมชาติขึ้นมาได้มากกว่า 48 เฉดสี แต่เธอเลือกทำเพียงเท่านี้เพื่อสมดุลวัตถุดิบและเคารพธรรมชาติ เพราะสีที่ได้ล้วนหยิบใช้จากธรรมชาติ การคำนึงถึงวัตถุดิบไม่ให้หมดไปก็สำคัญ ดังนั้น วิธีการได้มาของสีจากเหล่าพืชพรรณจึงมีหลากหลาย เพื่อกระจายความสมดุลของวัตถุดิบให้คงมีเหลือใช้ทำสีตลอดปีและตลอดฤดูกาล

“เราเน้นวัตถุดิบในท้องที่เป็นหลัก ฉะนั้น เฉดสีที่ได้คือเฉดสีของปากช่อง” 

วัตถุดิบส่วนมากที่ นวล สตูดิโอ ใช้มักเป็นต้นไม้ยืนต้น อย่างประดู่ สะเดา และมะพร้าว โดยใช้เพียงส่วนของเปลือกนอก 20 – 30 เซนติเมตร และไม่ตัดถึงท่อน้ำเลี้ยง การได้มาซึ่งวัตถุดิบมีหลายวิธีด้วยกัน

“งานอดิเรกของเราคือการขับรถเล่น เพื่อหาดูต้นไม้หักโค่น เราพร้อมเก็บกวาดให้ ยิ่งช่วงที่เทศบาลตัดต้นไม้เพราะมันขึ้นใกล้สายไฟ เราก็จะไปเก็บช่วงที่เขาตัด ไม่ต้องให้เขาขนขึ้นรถ เราก็เอากลับบ้านมาจัดการเอง แล้วแถวนี้ก็ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นไร่เป็นสวน เราก็ไปหาซื้อเขาเอา เป็นการกระจายรายได้ส่วนเล็ก ๆ ของเราให้ชุมชน

“หรือมีช่วงหนึ่งที่เขาปลูกดาวเรืองส่งตลาดกัน มักมีดาวเรืองตกเกรดเหลือทิ้งเป็นภูเขา เรามองว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ของสีธรรมชาติ เราไปขอซื้อ บ้างก็ขาย บ้างก็ให้เราเลย เหมือนเราจัดการขยะให้เขาไปในตัว”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบที่ได้จากตลาดปากช่องด้วย นวล สตูดิโอ ไม่ได้มีเพียงสีธรรมชาติบนผืนป่า แต่นำสีจากความเป็นเมืองชนบทมาให้เราเห็นบนผืนผ้า ไม่ว่าจะเป็นสีม่วงจากกะหล่ำบนแผงของป้าในตลาด สีจากสายบัวที่มีขายบางฤดูกาล นอกจากกะหล่ำแล้วก็ยังมีพืชที่ขายบางฤดูกาลด้วยเหมือนกัน แค่ฟังเธอเล่าก็สนุกตามไปด้วย

“ช่วง High Season ปลายพฤศจิกายนถึงต้นมีนาคม ชาวบ้านที่รู้ว่าเราย้อมสีธรรมชาติมักเอามะเกลือมาขายให้ บางฤดูกาลหาได้ไม่เยอะ ทำให้มะเกลือกลายเป็นลิมิเต็ด ถ้าไม่ซื้อฤดูกาลนี้ เดือนหน้าไม่ได้ใช้แล้วนะ ต่อให้ไม่มีแผนจะใช้ก็ต้องซื้อเก็บไว้ก่อน เพราะบางคนรอสีมะเกลือตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว กลายเป็นการสร้างคุณค่าให้มะเกลือไปในตัว เราบอกลูกค้าว่ามะพร้าว ประดู่ มีทั้งปี แต่มะเกลือหรือบางตัวต้องรอ กลายเป็นคอนเซ็ปต์ของเราเลย คือ Natural Limited”

'นวล สตูดิโอ' โรงย้อมผ้าเล็ก ๆ บนเขาใหญ่ที่สกัดสีธรรมชาติ จนสร้าง Pantone ของปากช่อง

หน้าที่ 3 มนุษย์ผู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ

นวล สตูดิโอ ไม่เพียงแค่สรรสร้างสีแห่งปากช่อง แต่ยังต้องการส่งต่อเส้นใยธรรมชาตินอกกระแสให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่รักในผ้าและสิ่งทอเหมือนกัน แต่ชุดความรู้ทั้งหมดทั้งมวลที่น้อยหน่านำมาส่งต่อ ล้วนเป็นภูมิปัญญาโบราณจากรุ่นยายที่ประยุกต์เข้ากับความรู้สมัยใหม่

“เราได้ความรู้เก่าตั้งแต่ยายทอไหม แล้วก็ศึกษาเพิ่มเติมทั้งของไทยและต่างชาติ เพื่อประยุกต์เรื่องพืชและวิธีการย้อมผ้าที่ใกล้เคียงกัน ตอนเด็ก ๆ เราคุ้นชินกับการที่ยายใช้ยางมะละกอฟอกไหม เราก็ลองเอายางมะละกอมาต้มกับฝ้ายดูค่าไขมันดู องค์ความรู้พวกนี้เป็นความทรงจำในวัยเด็ก ประกอบกับที่เรามาศึกษาเพิ่มเติมตอนโตด้วย

“แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือการคลุกคลีกับธรรมชาติ ทฤษฎีเป็นพื้นฐานเพื่อแค่ให้รู้ แล้วเราก็ไปเรียนรู้กับธรรมชาติอีกที ธรรมชาติดิ้นได้ บางสีที่ทฤษฎีคนบอกว่าทำไม่ได้ แท้จริงมันผสมได้ ธรรมชาติเป็นครู เรากอดธรรมชาติ กอดขอบคุณต้นไม้ ให้ความเคารพว่าเขาเป็นครูของเราในทุก ๆ ต้นเลย”

นวล สตูดิโอ เป็นเพียงโรงย้อมสีธรรมชาติเล็ก ๆ เรื่องของการทำเส้นใยจึงจำเป็นต้องพึ่งแหล่งผลิตจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศ ที่นี่จึงใช้วิธีทำงานร่วมกันกับชาวบ้าน โดยการหาวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเส้นใยจากเกษตรกรหลายกลุ่ม อย่างเส้นใยสับปะรดจากราชบุรีและเพชรบุรี การนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศอย่างเส้นใยกัญชงจากฝรั่งเศส รวมถึงฝ้ายออร์แกนิกจากอินเดีย

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา
การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

“คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในงานวงการสิ่งทอ จะรู้จักแค่ฝ้ายกับไหม เราอยากเปิดโลกว่า ที่จริงเส้นใยธรรมชาติบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ฝ้ายกับไหม ต้นไม้ที่มีเส้นใย นำมาถักทอเป็นผืนผ้าได้ เราก็เลยทำเส้นใยอื่น ๆ อย่างเส้นใยกัญชง ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก เป็นเส้นใยทางเลือกที่จะทดแทนเส้นใยอื่น ๆ ในอนาคต คนก็จะยังไม่เข้าถึง แต่เราก็ทำขึ้นมาก่อนเพื่อให้คนรู้และซึมซับ”

หลังจากได้เส้นใยธรรมชาติที่ต้องการแล้ว เป็นวิธีการลงมือย้อมกันเองของสองคู่หูน้อยหน่าและอีฟ Pantone จึงมักออกมาอยู่บนผลิตภัณฑ์ที่เป็นเส้นใยสำหรับงานถักทอและงานออกแบบเป็นหลัก แต่นอกจากเส้นใยเพื่องานถักทอและงานออกแบบ นวล สตูดิโอ ก็มีผ้าผืนสำหรับผู้ชื่นชอบสีแต่ไม่ถนัดงานคราฟต์ด้วย

“เรามีผ้าทอ 2 แบบ คือ ทอเครื่องกับทอมือ ทอมือก็ให้แม่ ๆ ป้า ๆ ที่บ้านยายทอ การทอมือมีขีดจำกัดเยอะ ป้า ๆ แม่ ๆ เขาทอหน้ากว้างได้แค่ 1 เมตร เพราะที่หมู่บ้านไม่ได้ใช้กี่กระตุก แต่ใช้ทอกระสวย ระยะ 1 เมตร มันสุดแรงเอื้อมของมือเขาแล้ว ส่วนทอเครื่อง มีเพื่อผ้าหน้ากว้าง งานดีไซน์อย่างการตัดชุด ตัดกระโปรง ตัดเดรส ต้องใช้หน้ากว้างเพราะไม่เปลืองผ้าเวลาตัดเฉลียง”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

แม้ นวล สตูดิโอ จะสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของน้อยหน่าและอีฟ แต่ระหว่างการเดินทางตลอด 5 ปีของพวกเธอก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันระหว่างชุมชนกับธรรมชาติในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบยันขั้นตอนการผลิตออกมาเป็นเส้นใยสิ่งทอสีนวล ๆ ให้เราได้ชื่นชมกัน 

“ลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งนักออกแบบ ออกแบบแฟชั่นและตกแต่ง มัณฑนศิลป์ นักออกแบบภายใน พวกออกแบบของตกแต่งบ้าน บางคนเอาไปปัก ทำงานจิตรกรรม หลัก ๆ ก็ทำงานถักงานทอผ้า เอาไปทอสลับลายขิต ลายยกดอกกับผ้าถุงและพวกย่ามสะพาย ขายให้คนที่ทำงานอดิเรกเสียส่วนใหญ่ บางคนเริ่มจากงานอดิเรกแล้วได้ทำขายจนกลายเป็นอาชีพก็มี ลูกค้าบางคนเราอยู่กับเขาตั้งแต่เริ่มถัก จนตอนนี้ถักขายได้แล้ว”

หน้าที่ 4 ธรรมชาติคือเรา

นวล สตูดิโอ ผู้เปิดประตูสู่เรื่องราวของปากช่องด้วย Pantone ที่ร้อยเรียงหลากสีบนเส้นใยและผืนผ้า เชิญชวนให้ผู้คนเข้ามารู้จักกับความเป็นปากช่องที่ไม่ใช่แค่สีเขียวของเขาใหญ่ และไม่ใช่แค่สีน้ำตาลของผืนดินหรือสีฟ้าของผืนน้ำ แต่ยังพาให้คนที่เข้าสู่ประตูนี้ได้รู้จักค้นพบสิ่งใกล้ตัวและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบกายมากขึ้น

“เราคุยกับลูกค้าเยอะมาก เราบอกเล่าเรื่องราวของสีแต่ละฤดูกาลว่าเป็นมายังไง ใช้ต้นไม้แบบไหนบ้าง พอของไปถึงมือลูกค้า เขาก็จะบอกเราว่า ‘น้องประดู่น่ารักจังเลย สีน้องทำไมเป็นแบบนี้’ บางคนซื้อสีมะพร้าวน้ำหอมไป เขาบอกว่าอยากไปซื้อมะพร้าวน้ำหอมมากินเลย หลายคนเวลาออกไปข้างนอก เขารู้สึกว่าอยากมองหาต้นไม้นั้น ๆ บางคนบอกว่าสั่งต้นมะเกลือไม่เคยเห็นมะเกลือเลย บางคนสั่งประดู่เขาก็มาเล่าว่าวันนี้เจอต้นประดู่ พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าธรรมชาติสำคัญ ไม่ใช่รู้แค่ว่าสีธรรมชาติมันสวยหวาน

“เส้นใยที่ถึงมือลูกค้าทำให้เขาสังเกตธรรมชาติ รักธรรมชาติ และรู้สึกผูกพัน เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่แค่ในพื้นคอนกรีต แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วยเหมือนกัน เราเองพอมาทำตรงนี้เราก็มองต้นไม้ใบหญ้าอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าก็เริ่มเป็นเหมือนเรา เราไม่ได้แค่ซื้อขาย แต่เหมือนคุยและบอกเล่าเรื่องราวที่เราไปเจอกันมา”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

คงจะดีไม่น้อย หากการแบ่งปันความสุขทำได้มากกว่าการตอบแชตบนเพจเฟซบุ๊ก คิดได้เช่นนั้นน้อยหน่าและอีฟก็ริเริ่มจัดเวิร์กชอปทำสีย้อมธรรมชาติ เพื่อพบปะลูกค้าและผู้ที่สนใจเรื่องงานผ้าให้ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันใกล้เขื่อนลำตะคอง ครั้งแรกที่จัดคือปีก่อนที่จะเจอโควิด-19 หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็กลับมาจัดอีกครั้งในวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

“คอนเซ็ปต์เวิร์กชอปรอบนี้คือ ย้อมผ้ากินปลาเขื่อน คือพาย้อมผ้าและปิกนิกกินปลาเขื่อน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลเปิดเขื่อนลำตะคอง ชาวบ้านจะหาปลาสดมาจากเขื่อนให้เราได้เอามาทำกับข้าว เอามาเผาให้ลูกค้ายามเย็นหลังย้อมผ้าเสร็จ ทุกคนจะได้ซึมซับความเป็นชาวเขื่อนลำตะคอง เพราะน้ำย้อมก็ใช้น้ำเขื่อนลำตะคอง โคลนที่ใช้หมักผ้าก็ใช้โคลนจากเขื่อน วัตถุดิบเราก็ใช้จากปากช่อง คุณจะเห็นเฉดสีของปากช่องที่เราสกัดออกมาได้ มีมากกว่าสีเขียวของเขาใหญ่เลยด้วยซ้ำ อยากให้คนมาสัมผัสและใกล้ชิดกับสีของธรรมชาติมากขึ้นด้วย”

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

การใกล้ชิดกับธรรมชาติไม่เพียงทำให้เราได้มองสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวมากขึ้น แต่น้อยหน่าที่ค้นพบ Pantone สีของปากช่องยังได้อีกหนึ่งบทเรียนจากธรรมชาติ ซึ่งเธอเองก็พยายามส่งต่อบทเรียนนี้ให้ผู้อื่นได้รับเช่นเดียวกัน

“ช่วงแรก ๆ ที่เราทำสีย้อมแล้วอยากได้เฉดสีที่เป๊ะ มันเครียดมาก จนเรารู้สึกว่าทำไมต้องไปบังคับธรรมชาติ ทำไมไม่มองว่าสีที่มันผิดเพี้ยนจากเดิมคือความพิเศษและลิมิเต็ดไม่เหมือนใคร 

“ธรรมชาติคือความพิเศษ พอมองแบบนั้นแล้ว เรายิ่งชอบการทำสีธรรมชาติมากขึ้น 

“ธรรมชาติสอนเราว่าไม่มีอะไรที่แน่นอนในธรรมชาติ อย่าลืมว่าธรรมชาติคือตัวเราด้วย อย่าไปยึดติดกับตัวเองและธรรมชาติมาก เพราะยิ่งคาดหวังมากเท่าไร ยิ่งผิดหวังมากเท่านั้น ธรรมชาติสอนเราแบบนี้” 

หน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ แต่ไม่ใช่กระดาษแผ่นสุดท้ายของ นวล สตูดิโอ เพราะในอนาคตคู่หูน้อยหน่าและอีฟจะยังคงค้นหาสีใหม่ ๆ ของปากช่องที่ซ่อนอยู่ในห้องสมุดแห่งขุนเขาอันกว้างใหญ่นี้ต่อไป สร้างประตูหลายบ้านให้ผู้คนเข้ามาทักทายและทำความรู้จักกับปากช่อง อันเป็นบ้านเกิดแสนรักของพวกเธอไปกับสีธรรมชาติบนเส้นใยและสิ่งทอ

การเดินทาง 5 ปีของโรงย้อมผ้าและสิ่งทอที่ค้นพบสีนวล ๆ ของธรรมชาติในปากช่อง จ.นครราชสีมา

ภาพ : นวล สตูดิโอ

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load