The Cloud x British Council
For English Version,  Click Here

เมื่อพูดถึงงานจักสาน ภาพที่เราคิดไว้คงไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าการสานปลาตะเพียน กระด้ง ตะกร้า หรือสารพัดข้าวของเครื่องใช้ ที่มีแต่ญาติผู้ใหญ่เท่านั้นที่เป็นคนคอยซื้อหามาให้เราใช้งาน แทบไม่มีงานจักสานชิ้นไหนเลยที่เราเป็นคนซื้อ หรือคิดจะซื้อด้วยตัวเอง

แต่เมื่อได้มาพบกับ  รองศาสตราจารย์วาสนา สายมา อาจารย์สอนหลักสูตรออกแบบอุตสาหกรรม คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เจ้าของแบรนด์ Vassana ก็ทำให้เราได้เห็นงานจักสานไม้ไผ่ในมุมมองใหม่ ที่สนุกทั้งดีไซน์และใหม่ด้วยฟังก์ชันการใช้งาน

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

ภายในห้องทำงานของอาจารย์วาสนามีชิ้นงานจักสานน้อยใหญ่ทั้งวางและแขวนอยู่จนแน่นขนัดไปทั้งห้อง มีตั้งแต่งานจักสานชิ้นเล็กจิ๋วอย่างปลาตะเพียน กบ ดอกไม้หลากหลายขนาดและหลากรูปทรง ที่ทำไว้รอประกอบรูปร่างเป็นชิ้นงานอื่น

มีพวงมาลัยที่ดูอ่อนช้อยราวกับว่าไม่ได้ทำมาจากไม้ มีเครื่องแขวนไทยโบราณรูปทรงต่างๆ สำหรับใช้ตกแต่งในงานมงคล ไปจนถึงกระเป๋าถือรูปทรงทันสมัยที่เราอยากหิ้วติดมือกลับบ้านไปด้วย

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

และเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปข้างบน เรายังเจอโคมไฟแขวนเพดานขนาดใหญ่ที่ห่อหุ้มแสงไฟด้วยชิ้นงานจักสาน และประกอบรวมร่างออกมาเป็นรูปทรงธรรมชาติอย่างรังผึ้ง รังนก ปลาหมึก ปะการัง และอีกหลายรูปทรงที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของนักออกแบบคนเดียวกัน

เป็นงานจักสานที่สร้างสรรค์และแปลกตาจนเราลืมภาพตะกร้าที่บ้านไปอย่างสิ้นเชิง

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

จากวิจัยสู่งานจริง

Vassana เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความอยากขาย แต่เกิดขึ้นได้จากงานวิจัยของวาสนา เพื่อวัตถุประสงค์ ให้ชุมชนในภาคเหนือตอนบนที่มีวัสดุไม้ไผ่ ได้มีการพัฒนารูปแบบงานจักสานดั้งเดิม พร้อมกับสร้างอาชีพเสริม ให้มีรายได้ให้กับช่างฝีมือในชุมชนได้มากกว่านี้

“เชียงใหม่มีช่างฝีมือเยอะมาก แค่โยนเม็ดหินไปที่ชุมชนที่รวมตัวกันอยู่  ก็เจอช่างเป็นร้อยแล้ว” นี่คือคำบอกเล่าของวาสนา ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นโดยกำเนิด แต่จากการทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่มานาน ก็ทำให้เห็นว่าพื้นเพของคนที่นี่เป็นอย่างไร

ด้วยลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือไม้ไผ่ เป็นพืชที่เหมาะสมในทำให้ทางเหนือมีไม้ไผ่ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากและหาไม้ไผ่ได้ง่ายกว่าที่อื่น ที่สำคัญคนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่ภาคเหนือก็ยังเป็นช่างฝีมือที่ถนัดงานจักสาน เพราะได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษ

“ช่วงที่ทำวิจัยเรื่องลวดลายงานจักสานดั้งเดิมและต้องลงพื้นที่หลายชุมชน เราเห็นงานจักสาน  เป็นกบ เต่า กุ้ง ปู ปลาตะเพียน เพื่อให้ลูกหลานเล่น ไม่ได้สานเพื่อการจำหน่าย และสิ่งที่พบกับงานสานดังกล่าวได้ถูกทิ้งเป็นเศษขยะ  ส่วนลวดลายง่ายๆ สานไปขายในช่วงเทศกาลประเพณีที่มีการประดับตกแต่งกันง่ายๆ สานเสร็จเอาไปย้อมสีแล้วก็จบ แต่งานแบบนี้มันขายได้ไม่กี่บาท เขาสานหมวก สานกระเป๋าทั้งใบก็ยังได้แค่ 10-25 บาท แถมยังขายไม่หมดอีกด้วย ด้วยสิ่งที่พบเห็นกับงานจักสาน  จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจ เอางานที่มันมีอยู่แล้วมาสร้างเรื่องราวใหม่ มาทำให้มันเกิดประโยชน์มากขึ้น เพราะคิดว่างานฝีมือมันน่าจะให้อะไรกับคนทำได้มากกว่านี้”

Vassana จึงเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยแรงใจของวาสนาที่อยากรักษางานจักสานเหล่านี้เอาไว้

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

เส้นสายที่เป็นลายเซ็น

จากการได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เพื่อศึกษาลวดลายดั้งเดิมมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ใช้สอยได้จริง ทำให้วาสนาพบว่าไม้ไผ่ที่จังหวัดพะเยามีความยาวมากกว่าที่อื่น

ไม้ไผ่โดยทั่วไปที่พบใน เชียงใหม่ เชียงราย และลำพูน จะมีความยาวประมาณ 80 -90 ซม. แต่ที่พะเยาจะมีความยาวประมาณ 100 -120 ซม. ทำให้เมื่อนำไปทำงานจักสาน จะสานตอกได้เร็วกว่าและไม่ต้องต่อความยาวเพิ่ม ทำให้ได้ลวดสายที่สวยงาม

การค้นพบครั้งนี้ทำให้วาสนาได้ต่อยอดการศึกษามาคิดค้นวิธีสานแบบใหม่ จนเกิดเป็น ‘ลายริ้ว’ ซึ่งประยุกต์การสานได้อีกหลายแบบ และเป็นลวดลายที่สร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ Vassana มาจนทุกวันนี้

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

“ตอนนั้นเราได้แรงบันดาลใจมาจากกล้วยไม้ชื่อไอยเรศ หรือที่คนรู้จักในชื่องวงช้าง เราคิดว่าถ้าเราสานตรงนี้เสร็จแล้ว ถ้ามันเหลือเศษเราจะเอามาทำอะไรดี เราก็เลยเอามาตีเป็นเกลียวให้มันสามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น และเอามาทำเป็นไส้แกนข้างใน หรือก้านดอก ส่วนที่เป็นไส้ข้างในตรงนี้แหละที่ทำให้เราได้รางวัลแรกในชีวิต เพราะมันเป็น Eco-design ที่เราเอาเศษที่เหลือใช้ มาใช้ประโยชน์ต่อจนไม่มีขยะเหลือทิ้งเลย”

การค้นพบลายเส้นที่เป็นลายเซ็นของตัวเองในวันนั้น ทำให้งานจักสานตอกไม้ไผ่ “โคมไฟรังนก” ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทงานจักสาน Innovative Craft Award 2012 ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) ในประเภทประชาชนทั่วไป

นี่จึงเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญที่ทำให้แบรนด์ Vassana เติบโตขึ้นมาแบบไม่ต้องพึ่งโชคช่วย

“สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับงานจักสานไม้ไผ่คืองานพวกนี้ผ่านไป 3-5 ปีมันก็ยังไม่ขึ้นรานะ เพราะก่อนที่เราจะเอามาสาน นำมาผ่าเป็นซีกๆ  แล้วค่อยเอาไปต้ม ต้มเสร็จแล้วก็เอาไปตากแดด ตากจนแห้งแล้วเขาก็เก็บไว้ ก่อนที่จะเอามาจับเป็นเส้นเราเอาตอกไปแช่น้ำไว้ก่อน 3 วันแล้วนำมาจักเป็นเส้นบางๆ เป็นวิธีการนำภูมิปัญญาที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม เราจะบอกลูกค้าเสมอว่างานพวกนี้มันมีระยะเวลาของมัน แต่มันไม่ได้ดูแลยากอย่างที่คิด”

วาสนาของชุมชน

การจะทำ Vassana ให้สำเร็จได้ไม่ได้มาจากแรงกายแรงใจของวาสนาคนเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือในการทำชิ้นส่วนงานจักสานต่างๆ จากชาวบ้านด้วย

ชิ้นส่วนชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ประกอบกันออกมาเป็นงานของ Vassana จึงเป็นชิ้นงานที่มาจากกลุ่มชาวบ้านที่ทำงานฝีมือมากกว่า 20 พื้นที่ทั่วภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นพะเยา เชียงราย ลำพูน หรือเชียงใหม่ ที่ อ.แม่ริม อ.สารภี อ.แม่แตง อ.สันป่าตอง อ.ชัยปราการ อ. เชียงดาว และอีกหลายชุมชนที่วาสนาพยายามขยายเครือข่ายออกไปเพื่อให้มีช่างฝีมือเพียงพอในการผลิตสินค้าออกสู่ตลาด

“อย่างที่บอกว่าที่ภาคเหนือมีช่างฝีมือจำนวนมาก และมีทักษะในการทำงานจักสานกันอยู่แล้ว แต่งานจักสานที่เขาเคยทำมามันไม่สร้างรายได้เท่าไร เราก็เลยเอาความรู้ที่เรามีอยู่แล้วจากการทำงานวิจัยไปอบรมให้เขา ไปให้ความรู้เขาอย่างเต็มที่ แล้วให้เขาผลิตชิ้นงานส่งขายให้เราอีกที ถ้าที่ไหนทำงานดีเราก็ซื้อใจด้วยการให้จักรเขาไปเลย 1 ตัว เขาจะได้มีเครื่องมือทำงานให้เรา แต่โดยปกติแล้วคนภาคเหนือเขาไม่ได้มีอาชีพเดียว เขาจะต้องทำมาหากินอย่างอื่นเลี้ยงปากท้องด้วย บางช่วงที่ไม่ได้ทำเกษตรกรรมเขาก็ทำงานให้เราเป็นรายได้เสริม ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชนได้”

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่อยากสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านและชุมชน แต่เมื่อแบรนด์เป็นที่รู้จักและสินค้าของ Vassana เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น งานจักสานชิ้นส่วนของ Vassana จึงกลายเป็นรายได้หลักของทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ในภาคเหนือที่เกษียณอายุจากการทำงาน สร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้าน ไปจนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยที่อยากหารายได้พิเศษในช่วงว่างจากการเรียน

“ทุกวันนี้ในหลายพื้นที่ที่ทำกับเราเขาไม่ได้ทำเป็นรายได้เสริมแล้ว แต่เขาทำเป็นรายหลักกันทั้งครอบครัว และมีการส่งต่องานให้ลูกหลานช่วยกันทำโดยมีคนเฒ่าคนแก่เป็นคนช่วยเราควบคุมมาตรฐานอีกที เมื่อก่อนบางคนเขาสานกระเป๋าไม่เป็นเลย แต่ทุกวันนี้เราทำให้เขามีรายได้วันละ 500 บาท ส่วนผู้สูงอายุที่เขาไม่เคยมีรายได้เลย อย่างน้อยๆ วันหนึ่งเขาได้วันละ 250 บาท ขึ้นอยู่กับกำลังของเขาเองว่าทำให้เราได้มากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้บางคนไม่ออกไปทำการเกษตรแล้ว ปล่อยให้สามีออกไปทำคนเดียว ส่วนตัวภรรยานั่งทำงานจักสานอยู่ที่บ้านก็หารายได้เลี้ยงปากท้องได้เช่นกัน”

จากงานจักสานที่เคยหมดคุณค่าในสายตาของชาวบ้าน ทุกวันนี้งานของวาสนาได้ชุบชีวิตให้กับงานจักสานดั้งเดิมในภาคเหนือให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ นำไปประกอบกับงานใหม่ๆ และออกแบบฟังก์ชันใหม่ให้ไปไกลกว่าแค่ข้าวของเครื่องใช้ธรรมดา

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

งานเก่าในโลกใหม่

จากงานจักสานปลาตะเพียนของชาวบ้านที่มูลค่าชิ้นละไม่ถึง 10 บาท ปัจจุบันงานของวาสนาได้ถูกนำเสนอสู่สายตาของชาวโลกด้วยการสนับสนุนของ British Council และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ยังทำให้วาสนาได้มีโอกาสร่วมงานกับศิลปินรุ่นใหม่ ได้นำมุมมองใหม่ๆ มาพัฒนาผลงาน และเปิดโลกงานออกแบบด้วยการไปร่วมแสดงผลงานในต่างประเทศ

วาสนาได้พาปลาตะเพียนนับพันที่เกิดจากฝีมือของชาวบ้านและเด็กๆ ในชุมชนไปแหวกว่ายใน Craft Pavilion ซึ่งเป็นผลงานศิลปะจัดวางหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของเทศกาล Wonderfruit 2017 งานเทศกาลดนตรีที่มีทั้งคนไทยและต่างชาติมาร่วมกันอย่างคับคั่ง

งานศิลปะชิ้นนี้มีชื่อว่า ‘วาฬ (Whale)’ เป็นงานศิลปะจัดวางที่เกิดจากการสนับสนุนความร่วมมือทางด้านศิลปะจาก British Council โดยมีนักออกแบบชาวไทยและอังกฤษทั้งหมด 4 คนในการออกแบบงานชิ้นนี้ ได้แก่ นาโอมิ แมคอินทอช, ปิ่น ศรุตา เกียรติภาคภูมิ, พิบูลย์ อมรจิรพร และวาสนาที่ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานจากเศษเหล็กเหลือใช้ ให้กลายเป็นท้องปลาวาฬขนาดใหญ่ที่ที่มีปลาตะเพียนจักสานจากไม้ไผ่นับพันแหวกว่ายอยู่ในนั้น

ซึ่งการร่วมงานกันในครั้งนี้ก็ทำให้งานจักสานดั้งเดิมอย่างปลาตะเพียนได้เข้าไปโลดแล่นในโลกใหม่อย่างศิลปะการจัดวาง และทำให้วาสนายืนยันกับชาวบ้านได้อย่างภูมิใจว่างานจักสานของพวกเขา ไม่ใช่งานที่ไร้ค่าไร้ราคาอีกต่อไปแล้ว

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

และยังได้พางานจักสาน “โคมไฟปะการัง” ของเธอไปสู่สายตาชาวโลกที่งาน Exhibition on Scottish – Thai Craft & Design Exchange ที่เมืองเอดินเบอระ ประเทศสก็อตแลนด์ และใน Clerkenwell Design Week ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นอกจากจะได้ร่วมแสดงผลงานแล้ว เธอได้รับโอกาสจัดเวิร์คช็อปเล็กๆ ให้กับผู้เข้าร่วมชมงานได้ทดลองทำงานจักสานอีกด้วย

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ต่อไปนี้เราอาจจะได้เห็นเทรนด์งานจักสานไทยถูกหยิบจับมาใช้ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

เพราะวาสนาเป็นหนึ่งในคนอนุรักษ์หัตถกรรมไทยที่ทำให้เราเห็นว่า การทำให้งานจักสานให้เป็นที่รู้จักและน่าสนใจในสายตาของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่ทำให้เห็น และยึดติดอยู่กับรูปแบบดั้งเดิมที่เคยทำมาเท่านั้น แต่การพัฒนาดีไซน์ให้เข้ากับยุคสมัย และการสร้างคุณค่าให้กับผลงาน จะทำให้งานจักสานของเธอมีชีวิตอยู่ต่อได้ และเป็นได้มากกว่าแค่ปลาตะเพียน

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

Crafting Futures เป็นโครงการของ British Council ที่สนับสนุนงานคราฟต์ทั่วโลก โดยสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือดีไซเนอร์และชุมชนให้ทำงานคราฟต์ที่ดีขึ้น ขายได้มากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของงานฝีมือมากขึ้น ถ้าสนใจกระบวนการพัฒนางานคราฟต์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Crafting Futures

ความสวยงามของงานคราฟต์ที่ไม่ถูกทำให้เป็นแค่กระแส

The Cloud x British Council

Those who have heard of Chiang Mai Design Week will know that it is an annual festival, bringing together the artistic talents of local designers, artisans, artists, and entrepreneurs in the creative industry. This year, we had an opportunity to visit the festival which was held under the concept of “Stay Safe, Stay Alive, Live Happy”. 

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

As we entered the exhibition, a mirror captured our attention and gave us inspiration.

This fascinating exhibition is a collaboration between the British Council and Fashion Revolution—a network which aims to revolutionise the fashion industry towards a more sustainable future. Their message to everyone is that clothing, global warming, society, and the economy are all related.

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop
Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

We talked to Patcharawee Tunprawat (Jay) from the British Council—the UK’s international organisation for culture and educational opportunities, and Kamonnart Ongwandee (Ung), a representative from Fashion Revolution, about the exhibition entitled Homegrown, and Circular Design Lab: Closing the Loops, suggesting that the solution to climate change is circular design.

01

Global Warming VS Fashion

In response to a year of environmental changes, the British Council collaborated with Fashion Revolution for the Chiang Mai Design Week to raise awareness among young people concerning the impact of fashion on climate change. 

“The British Council has been working with craft entrepreneurs and artisan networks for a while. In 2021, the United Kingdom and Italy will co-host the COP26—a global United Nations summit on climate change in Glasgow, Scotland. We would like to engage with future generations through our work to make people aware that the environment is relevant to everyone.” Jay said.

Ung acts as Thailand’s network coordinator and began by explaining the concept behind the Fashion Revolution. “We first started in the UK and brought together a network of designers. We are now beginning to recognise the impact of fashion on the environment, society, labour, and fairness in the supply chain. The network is gradually expanding and includes many volunteers around the world. We try to raise awareness in all sectors, brands, consumers, and everyone involved in driving a sustainable fashion industry.” 

We communicate our message through activities, such as by participating in the exhibition and workshop during Chiang Mai Design Week this year.

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

British Council and Fashion Revolution are working together at the international level. This enables us to work closely in Thailand with future generations to explore and find a way to tackle climate change through circular design.

Before we talk about the solution, we should mention the challenges faced by the fashion industry. Why do fashion designs or clothing have such an impact on climate change and why do we need to talk about it? Understand the context, and the purpose of this exhibition will become clear. 

Ung explained. “Now in Thailand, when we talk about global warming, we only think of plastic straws and plastic bags because they are clear examples of waste. We don’t see clothes as waste but in fact, a massive amount of waste on the Earth is generated by clothes.”

“Actually, most people don’t realise that we are responsible for climate change, in the way we dress or the things we use every day. For example, yesterday one visitor viewing the exhibition said, ‘Oh, I didn’t know that buying a pair of jeans means more than 3,700 litres of water is wasted.’ The fashion industry is one of the most environmentally damaging.” Jay added.

Therefore, with this exhibition and workshop, the British Council and Fashion Revolution are making an effort to raise awareness of the way fashion is consumed.

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

02

Circular Design

According to statistics, we only wear 25% of the clothes we own. We keep too many things, even though they no longer spark joy in us.

Ung relayed the shocking truth. “In our wardrobe, there are a lot of garments we don’t wear. The fashion industry as a whole has quite an impact on the environment. At the global level, its impact is greater than all airlines combined—since fashion items are now being produced across the world, resulting in considerable carbon loss. A significant amount of carbon dioxide is produced through the manufacturing process and transportation. Cotton production uses many chemicals, while the water used during the process of textile bleaching and dyeing is polluted and released back into nature.”

To provide a wider picture, the fashion industry produces 20% of global wastewater. The manufacture of one pair of jeans requires almost three years’ worth of drinking water.         

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

“Plastic is also a key concern. Apart from cotton, the most popular fibre is polyamide. About 60% of today’s clothing contains polyester. Every time we do the laundry, microfibres or tiny strands of plastic we cannot see are discharged from effluent pipes into the ocean, eventually returning to us on our plates.” 

At this point, most people will have heard of microplastics in mackerel and other aquatic animals but may not know that some of those microplastics come from our clothes.

“Only 1% of the clothes we wear will be recycled. The rest will be wasted. When clothes go to landfill, they contribute to global warming. Aerobic bacteria grows on the clothes, generating greenhouse gases. Everything in the fashion industry has an impact on the real world and we want everyone to know that.”

This is why there is a mirror at the entrance to the exhibition. The team behind it want us, the people, to examine our clothes and what they do to the global environment.

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

So what is the solution to this problem? Jay provides the answer. “Craft is the solution to the problem. Crafts are from nature, cotton or natural fibres in natural colours. They are durable and stay in the system for a long time. Many people may not know how the use of natural products can help to solve climate change. The new generation may not be able to connect with crafts or don’t know where to buy them. Or maybe they retain the image that crafts are old-fashioned and not for the younger generation. Thus, this is our goal. We want metropolitans and the younger generation to know more about handicrafts in modern designs.”

 “This includes the understanding of circular design or a design that mimics the life cycle of nature and looks like a circle. Clothes are normally seen as linear. They are produced, used, and thrown away. However, the circular concept is an effort to return clothes to the soil, make them biodegradable or recycle items as much as possible.”

“Integrated thinking comes from the concept of a circular economy which addresses global issues. If we want the resources to meet the needs of the people, we need two worlds with a conventional linear economy. Circular design redefines the economic potential of resources through a new model. We just need to change the way we consume and the world will be better.” Ung added.

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

03

Homegrown  

“We named the exhibition ‘Homegrown’ because we thought of the word eco, which is derived from the Greek language, meaning home. We chose this word as the concept of the event. By reconnecting with home, community, and nature, we will be able to find a solution to climate change. The main idea is a circular design, starting from home, planting near home, and after decomposition, returning to the system.” Ung told us.

Through this exhibition, we can see the impact of fashion on global warming and how quickly the fashion we consume creates a linear effect. Solutions are also proposed. Sustainable designs will not leave any burden on the world.

“I received a scholarship from the British Council and studied circular design in the UK for about a week with friends from six Southeast Asian countries. They see crafts as the solution—it’s the local wisdom, and similar to what we already know (laughs). It’s our tradition. It is very Buddhist. The cycle of life is not invincible. One day, everything will decompose, return to the soil, and become useful once again. Now, crafts are becoming the future of design. Designers around the world are returning to crafts.”

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

“I received a scholarship from the British Council and studied circular design in the UK for about a week with friends from six Southeast Asian countries. They see crafts as the solution—it’s the local wisdom, and similar to what we already know (laughs). It’s our tradition. It is very Buddhist. The cycle of life is not invincible. One day, everything will decompose, return to the soil, and become useful once again. Now, crafts are becoming the future of design. Designers around the world are returning to crafts.”

Circular design is different from eco-design. It is a complete closed-loop thinking process from start to finish. When one item completes its lifecycle, what will it return as?

“Circular design exists in our local communities. If we make it happen across Thailand, each community in every city will achieve sustainability. What will happen if we don’t need to import fabrics? We can support the community to grow plants for fibres and support craftsmen and seamstresses. The community will be strong.”

“The products chosen for the exhibition are mostly from brands that actually work with the community or associated with community members, rather than just from a one-off designer visiting the community.”

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

A variety of brands were displayed at the Crafting Futures project such as Tai Lue, Wanita, Bhukram, and FolkCharm, to illustrate green fashion that we could support.

Jay, who reached out and travelled to meet this group of designers, told us. “For example, FolkCharm work with a community that grows and weaves organic cotton in Loei Province. They created a local impact on the community they work with. We would like FolkCharm to inspire young designers interested in following this path.”

“As for Tai Lue, they work with weavers and want to minimise waste in the production process. Usually, when making a dress, the pattern creates some waste. This group came up with a pattern that weavers can make money from and leaves no waste. Moreover, they invented a weaving technique to create a pattern.”

“It will develop into innovation. The local crafts carried out by the villagers are safe, and not at all harmful to this world.”

Finally, at the end of the exhibition, we found a table where visitors could sit and spend time designing clothes for paper dolls. Many people might think this is just a children’s activity but it is actually another step towards encouraging young designers who care about the world.

“They were given the task ‘Design Your Future Dress’ after exploring the exhibition. We let them design clothes for the world they want to live in. We prepared flowers and leaves for them to create clothes. When people are doing arts and crafts, they start conversations. Ultimately, they realise that climate change and social issues are connected.”

04

Circular Design Labs

Besides the exhibition, a platform for sustainable fashion is open to the public, and another activity created by the team is a workshop for artisans and designers. Ung developed this workshop from her experience at the design camp organised by the British Council in 2018.

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

“It’s a circular design workshop but we focus more on sharing thinking processes for sustainability. This is something I learnt from the Circular Futures Lab, which at the time was a collaboration with the Ellen MacArthur Foundation—an organisation for promoting the circular economy globally.” 

“They asked designers how they could meet user needs without harming the world. We usually think if we want to meet human needs, we have to harm the world in one way or another, right? But the circular design principles fill the gaps here. We learnt about the thinking process and principles from the beginning to end, which are similar to those of design but with the addition of sustainability principles.”

In human-centric startups, working to meet the needs of a target group, design thinking may feel like a common term but for a sustainable designer, the term is different.

“Design thinking is very popular since it is human-centred, and relates only to meeting consumer needs. It just serves humans. However, the circular design invites us to think about how to meet human needs without using more and more resources.”

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

“For example, a shirt made from different materials is very problematic for the recycling process, since natural and human-made materials such as zippers and buttons are mixed, but this problem can be solved by using circular design. It requires the designer to consider at the beginning how these things will be disassembled or separated. The designer must make sure from the start that there will be no waste and think of new materials to use. I want to share and exchange knowledge with young designers at the Chiang Mai Design Week.”

05

Human Collaboration for Fashion 

Whether you visit our exhibition or not, you may realise that awareness without action could not save the world. Therefore, your action could simply start through fashion.

“To support sustainable fashion, the chosen brand must have a positive impact on the environment and society like the brands we share, which help support the community. Designers can sell their creativity. It’s like buying a unique piece of art. The clothes we buy can tell a story. Recently, people have started to feel that brand names may not be as chic as crafts.”

“Consumers can gradually reduce their purchases and wear the same item repeatedly. One shirt can last for 25 years. Craftsmen also wear shirts they weaved 20 years ago. It is a completely different concept from fast fashion. The older garments are more beautiful. The more it is used, the softer it becomes. The value will increase over time, the Japanese people call it— Wabi-Sabi and it’s chic.”

Learn about circular design for the fashion industry through the Chiang Mai Design Week exhibition and workshop

Jay agreed and saw that for other countries, crafts are viewed as works of art, full of the creativity which has been passed down for generations. “In Thailand, people generally see crafts as works by villagers and do not mind asking for a discount. This concept actually reduces the value of their work. Consequently, craft people do not want to continue. Consumers can determine the direction and trend of production—encourage the artisans and they will have more pride in their crafts.”

Giving support to artisans in communities is one thing, but Ung said that we, as consumers, have many other options.

“Thinking about sustainable clothing isn’t just about buying clothes from sustainable brands, there are other options. The easiest step is to look back and see what we already have in our wardrobes and try to mix and match.”

“There are a lot of clothes we don’t wear but still keep because we are bored or cannot find new ways to match them. We buy clothes according to the trend so they get old quickly. If we can match new looks, we won’t buy more. It is called the capsule wardrobe, a challenge that asks you to create 30 looks for 30 days with just 12 clothing items. It is fun and women around the world are interested in this idea.”

“If you want a new shirt, you don’t have to buy one. Let’s swap our clothes. It’s an activity the Fashion Revolution is working on. We invite people to exchange the clothes in their wardrobes.”

Apart from swapping clothes, borrowing or renting clothes is becoming a new business concept in the fashion industry. For old clothes, try repairing and modifying before throwing them away. 

You can be a part of a sustainable fashion society. Don’t wait any longer. Let’s start revolutionising the fashion industry and saving the world at the same time.

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load