The Cloud x British Council
For English Version,  Click Here

เมื่อพูดถึงงานจักสาน ภาพที่เราคิดไว้คงไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าการสานปลาตะเพียน กระด้ง ตะกร้า หรือสารพัดข้าวของเครื่องใช้ ที่มีแต่ญาติผู้ใหญ่เท่านั้นที่เป็นคนคอยซื้อหามาให้เราใช้งาน แทบไม่มีงานจักสานชิ้นไหนเลยที่เราเป็นคนซื้อ หรือคิดจะซื้อด้วยตัวเอง

แต่เมื่อได้มาพบกับ  รองศาสตราจารย์วาสนา สายมา อาจารย์สอนหลักสูตรออกแบบอุตสาหกรรม คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เจ้าของแบรนด์ Vassana ก็ทำให้เราได้เห็นงานจักสานไม้ไผ่ในมุมมองใหม่ ที่สนุกทั้งดีไซน์และใหม่ด้วยฟังก์ชันการใช้งาน

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

ภายในห้องทำงานของอาจารย์วาสนามีชิ้นงานจักสานน้อยใหญ่ทั้งวางและแขวนอยู่จนแน่นขนัดไปทั้งห้อง มีตั้งแต่งานจักสานชิ้นเล็กจิ๋วอย่างปลาตะเพียน กบ ดอกไม้หลากหลายขนาดและหลากรูปทรง ที่ทำไว้รอประกอบรูปร่างเป็นชิ้นงานอื่น

มีพวงมาลัยที่ดูอ่อนช้อยราวกับว่าไม่ได้ทำมาจากไม้ มีเครื่องแขวนไทยโบราณรูปทรงต่างๆ สำหรับใช้ตกแต่งในงานมงคล ไปจนถึงกระเป๋าถือรูปทรงทันสมัยที่เราอยากหิ้วติดมือกลับบ้านไปด้วย

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

และเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปข้างบน เรายังเจอโคมไฟแขวนเพดานขนาดใหญ่ที่ห่อหุ้มแสงไฟด้วยชิ้นงานจักสาน และประกอบรวมร่างออกมาเป็นรูปทรงธรรมชาติอย่างรังผึ้ง รังนก ปลาหมึก ปะการัง และอีกหลายรูปทรงที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของนักออกแบบคนเดียวกัน

เป็นงานจักสานที่สร้างสรรค์และแปลกตาจนเราลืมภาพตะกร้าที่บ้านไปอย่างสิ้นเชิง

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

จากวิจัยสู่งานจริง

Vassana เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความอยากขาย แต่เกิดขึ้นได้จากงานวิจัยของวาสนา เพื่อวัตถุประสงค์ ให้ชุมชนในภาคเหนือตอนบนที่มีวัสดุไม้ไผ่ ได้มีการพัฒนารูปแบบงานจักสานดั้งเดิม พร้อมกับสร้างอาชีพเสริม ให้มีรายได้ให้กับช่างฝีมือในชุมชนได้มากกว่านี้

“เชียงใหม่มีช่างฝีมือเยอะมาก แค่โยนเม็ดหินไปที่ชุมชนที่รวมตัวกันอยู่  ก็เจอช่างเป็นร้อยแล้ว” นี่คือคำบอกเล่าของวาสนา ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นโดยกำเนิด แต่จากการทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่มานาน ก็ทำให้เห็นว่าพื้นเพของคนที่นี่เป็นอย่างไร

ด้วยลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือไม้ไผ่ เป็นพืชที่เหมาะสมในทำให้ทางเหนือมีไม้ไผ่ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากและหาไม้ไผ่ได้ง่ายกว่าที่อื่น ที่สำคัญคนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่ภาคเหนือก็ยังเป็นช่างฝีมือที่ถนัดงานจักสาน เพราะได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษ

“ช่วงที่ทำวิจัยเรื่องลวดลายงานจักสานดั้งเดิมและต้องลงพื้นที่หลายชุมชน เราเห็นงานจักสาน  เป็นกบ เต่า กุ้ง ปู ปลาตะเพียน เพื่อให้ลูกหลานเล่น ไม่ได้สานเพื่อการจำหน่าย และสิ่งที่พบกับงานสานดังกล่าวได้ถูกทิ้งเป็นเศษขยะ  ส่วนลวดลายง่ายๆ สานไปขายในช่วงเทศกาลประเพณีที่มีการประดับตกแต่งกันง่ายๆ สานเสร็จเอาไปย้อมสีแล้วก็จบ แต่งานแบบนี้มันขายได้ไม่กี่บาท เขาสานหมวก สานกระเป๋าทั้งใบก็ยังได้แค่ 10-25 บาท แถมยังขายไม่หมดอีกด้วย ด้วยสิ่งที่พบเห็นกับงานจักสาน  จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจ เอางานที่มันมีอยู่แล้วมาสร้างเรื่องราวใหม่ มาทำให้มันเกิดประโยชน์มากขึ้น เพราะคิดว่างานฝีมือมันน่าจะให้อะไรกับคนทำได้มากกว่านี้”

Vassana จึงเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยแรงใจของวาสนาที่อยากรักษางานจักสานเหล่านี้เอาไว้

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

เส้นสายที่เป็นลายเซ็น

จากการได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เพื่อศึกษาลวดลายดั้งเดิมมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ใช้สอยได้จริง ทำให้วาสนาพบว่าไม้ไผ่ที่จังหวัดพะเยามีความยาวมากกว่าที่อื่น

ไม้ไผ่โดยทั่วไปที่พบใน เชียงใหม่ เชียงราย และลำพูน จะมีความยาวประมาณ 80 -90 ซม. แต่ที่พะเยาจะมีความยาวประมาณ 100 -120 ซม. ทำให้เมื่อนำไปทำงานจักสาน จะสานตอกได้เร็วกว่าและไม่ต้องต่อความยาวเพิ่ม ทำให้ได้ลวดสายที่สวยงาม

การค้นพบครั้งนี้ทำให้วาสนาได้ต่อยอดการศึกษามาคิดค้นวิธีสานแบบใหม่ จนเกิดเป็น ‘ลายริ้ว’ ซึ่งประยุกต์การสานได้อีกหลายแบบ และเป็นลวดลายที่สร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ Vassana มาจนทุกวันนี้

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

“ตอนนั้นเราได้แรงบันดาลใจมาจากกล้วยไม้ชื่อไอยเรศ หรือที่คนรู้จักในชื่องวงช้าง เราคิดว่าถ้าเราสานตรงนี้เสร็จแล้ว ถ้ามันเหลือเศษเราจะเอามาทำอะไรดี เราก็เลยเอามาตีเป็นเกลียวให้มันสามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น และเอามาทำเป็นไส้แกนข้างใน หรือก้านดอก ส่วนที่เป็นไส้ข้างในตรงนี้แหละที่ทำให้เราได้รางวัลแรกในชีวิต เพราะมันเป็น Eco-design ที่เราเอาเศษที่เหลือใช้ มาใช้ประโยชน์ต่อจนไม่มีขยะเหลือทิ้งเลย”

การค้นพบลายเส้นที่เป็นลายเซ็นของตัวเองในวันนั้น ทำให้งานจักสานตอกไม้ไผ่ “โคมไฟรังนก” ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทงานจักสาน Innovative Craft Award 2012 ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) ในประเภทประชาชนทั่วไป

นี่จึงเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญที่ทำให้แบรนด์ Vassana เติบโตขึ้นมาแบบไม่ต้องพึ่งโชคช่วย

“สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับงานจักสานไม้ไผ่คืองานพวกนี้ผ่านไป 3-5 ปีมันก็ยังไม่ขึ้นรานะ เพราะก่อนที่เราจะเอามาสาน นำมาผ่าเป็นซีกๆ  แล้วค่อยเอาไปต้ม ต้มเสร็จแล้วก็เอาไปตากแดด ตากจนแห้งแล้วเขาก็เก็บไว้ ก่อนที่จะเอามาจับเป็นเส้นเราเอาตอกไปแช่น้ำไว้ก่อน 3 วันแล้วนำมาจักเป็นเส้นบางๆ เป็นวิธีการนำภูมิปัญญาที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม เราจะบอกลูกค้าเสมอว่างานพวกนี้มันมีระยะเวลาของมัน แต่มันไม่ได้ดูแลยากอย่างที่คิด”

วาสนาของชุมชน

การจะทำ Vassana ให้สำเร็จได้ไม่ได้มาจากแรงกายแรงใจของวาสนาคนเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือในการทำชิ้นส่วนงานจักสานต่างๆ จากชาวบ้านด้วย

ชิ้นส่วนชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ประกอบกันออกมาเป็นงานของ Vassana จึงเป็นชิ้นงานที่มาจากกลุ่มชาวบ้านที่ทำงานฝีมือมากกว่า 20 พื้นที่ทั่วภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นพะเยา เชียงราย ลำพูน หรือเชียงใหม่ ที่ อ.แม่ริม อ.สารภี อ.แม่แตง อ.สันป่าตอง อ.ชัยปราการ อ. เชียงดาว และอีกหลายชุมชนที่วาสนาพยายามขยายเครือข่ายออกไปเพื่อให้มีช่างฝีมือเพียงพอในการผลิตสินค้าออกสู่ตลาด

“อย่างที่บอกว่าที่ภาคเหนือมีช่างฝีมือจำนวนมาก และมีทักษะในการทำงานจักสานกันอยู่แล้ว แต่งานจักสานที่เขาเคยทำมามันไม่สร้างรายได้เท่าไร เราก็เลยเอาความรู้ที่เรามีอยู่แล้วจากการทำงานวิจัยไปอบรมให้เขา ไปให้ความรู้เขาอย่างเต็มที่ แล้วให้เขาผลิตชิ้นงานส่งขายให้เราอีกที ถ้าที่ไหนทำงานดีเราก็ซื้อใจด้วยการให้จักรเขาไปเลย 1 ตัว เขาจะได้มีเครื่องมือทำงานให้เรา แต่โดยปกติแล้วคนภาคเหนือเขาไม่ได้มีอาชีพเดียว เขาจะต้องทำมาหากินอย่างอื่นเลี้ยงปากท้องด้วย บางช่วงที่ไม่ได้ทำเกษตรกรรมเขาก็ทำงานให้เราเป็นรายได้เสริม ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชนได้”

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่อยากสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านและชุมชน แต่เมื่อแบรนด์เป็นที่รู้จักและสินค้าของ Vassana เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น งานจักสานชิ้นส่วนของ Vassana จึงกลายเป็นรายได้หลักของทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ในภาคเหนือที่เกษียณอายุจากการทำงาน สร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้าน ไปจนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยที่อยากหารายได้พิเศษในช่วงว่างจากการเรียน

“ทุกวันนี้ในหลายพื้นที่ที่ทำกับเราเขาไม่ได้ทำเป็นรายได้เสริมแล้ว แต่เขาทำเป็นรายหลักกันทั้งครอบครัว และมีการส่งต่องานให้ลูกหลานช่วยกันทำโดยมีคนเฒ่าคนแก่เป็นคนช่วยเราควบคุมมาตรฐานอีกที เมื่อก่อนบางคนเขาสานกระเป๋าไม่เป็นเลย แต่ทุกวันนี้เราทำให้เขามีรายได้วันละ 500 บาท ส่วนผู้สูงอายุที่เขาไม่เคยมีรายได้เลย อย่างน้อยๆ วันหนึ่งเขาได้วันละ 250 บาท ขึ้นอยู่กับกำลังของเขาเองว่าทำให้เราได้มากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้บางคนไม่ออกไปทำการเกษตรแล้ว ปล่อยให้สามีออกไปทำคนเดียว ส่วนตัวภรรยานั่งทำงานจักสานอยู่ที่บ้านก็หารายได้เลี้ยงปากท้องได้เช่นกัน”

จากงานจักสานที่เคยหมดคุณค่าในสายตาของชาวบ้าน ทุกวันนี้งานของวาสนาได้ชุบชีวิตให้กับงานจักสานดั้งเดิมในภาคเหนือให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ นำไปประกอบกับงานใหม่ๆ และออกแบบฟังก์ชันใหม่ให้ไปไกลกว่าแค่ข้าวของเครื่องใช้ธรรมดา

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

งานเก่าในโลกใหม่

จากงานจักสานปลาตะเพียนของชาวบ้านที่มูลค่าชิ้นละไม่ถึง 10 บาท ปัจจุบันงานของวาสนาได้ถูกนำเสนอสู่สายตาของชาวโลกด้วยการสนับสนุนของ British Council และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ยังทำให้วาสนาได้มีโอกาสร่วมงานกับศิลปินรุ่นใหม่ ได้นำมุมมองใหม่ๆ มาพัฒนาผลงาน และเปิดโลกงานออกแบบด้วยการไปร่วมแสดงผลงานในต่างประเทศ

วาสนาได้พาปลาตะเพียนนับพันที่เกิดจากฝีมือของชาวบ้านและเด็กๆ ในชุมชนไปแหวกว่ายใน Craft Pavilion ซึ่งเป็นผลงานศิลปะจัดวางหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของเทศกาล Wonderfruit 2017 งานเทศกาลดนตรีที่มีทั้งคนไทยและต่างชาติมาร่วมกันอย่างคับคั่ง

งานศิลปะชิ้นนี้มีชื่อว่า ‘วาฬ (Whale)’ เป็นงานศิลปะจัดวางที่เกิดจากการสนับสนุนความร่วมมือทางด้านศิลปะจาก British Council โดยมีนักออกแบบชาวไทยและอังกฤษทั้งหมด 4 คนในการออกแบบงานชิ้นนี้ ได้แก่ นาโอมิ แมคอินทอช, ปิ่น ศรุตา เกียรติภาคภูมิ, พิบูลย์ อมรจิรพร และวาสนาที่ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานจากเศษเหล็กเหลือใช้ ให้กลายเป็นท้องปลาวาฬขนาดใหญ่ที่ที่มีปลาตะเพียนจักสานจากไม้ไผ่นับพันแหวกว่ายอยู่ในนั้น

ซึ่งการร่วมงานกันในครั้งนี้ก็ทำให้งานจักสานดั้งเดิมอย่างปลาตะเพียนได้เข้าไปโลดแล่นในโลกใหม่อย่างศิลปะการจัดวาง และทำให้วาสนายืนยันกับชาวบ้านได้อย่างภูมิใจว่างานจักสานของพวกเขา ไม่ใช่งานที่ไร้ค่าไร้ราคาอีกต่อไปแล้ว

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

และยังได้พางานจักสาน “โคมไฟปะการัง” ของเธอไปสู่สายตาชาวโลกที่งาน Exhibition on Scottish – Thai Craft & Design Exchange ที่เมืองเอดินเบอระ ประเทศสก็อตแลนด์ และใน Clerkenwell Design Week ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นอกจากจะได้ร่วมแสดงผลงานแล้ว เธอได้รับโอกาสจัดเวิร์คช็อปเล็กๆ ให้กับผู้เข้าร่วมชมงานได้ทดลองทำงานจักสานอีกด้วย

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ต่อไปนี้เราอาจจะได้เห็นเทรนด์งานจักสานไทยถูกหยิบจับมาใช้ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

เพราะวาสนาเป็นหนึ่งในคนอนุรักษ์หัตถกรรมไทยที่ทำให้เราเห็นว่า การทำให้งานจักสานให้เป็นที่รู้จักและน่าสนใจในสายตาของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่ทำให้เห็น และยึดติดอยู่กับรูปแบบดั้งเดิมที่เคยทำมาเท่านั้น แต่การพัฒนาดีไซน์ให้เข้ากับยุคสมัย และการสร้างคุณค่าให้กับผลงาน จะทำให้งานจักสานของเธอมีชีวิตอยู่ต่อได้ และเป็นได้มากกว่าแค่ปลาตะเพียน

รศ.วาสนา สายมา, งานจักสาน

Crafting Futures เป็นโครงการของ British Council ที่สนับสนุนงานคราฟต์ทั่วโลก โดยสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือดีไซเนอร์และชุมชนให้ทำงานคราฟต์ที่ดีขึ้น ขายได้มากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของงานฝีมือมากขึ้น ถ้าสนใจกระบวนการพัฒนางานคราฟต์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Crafting Futures

ความสวยงามของงานคราฟต์ที่ไม่ถูกทำให้เป็นแค่กระแส

The Cloud x British Council
อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

“Touch me! I’ve been washed about 10 times! The more I am washed, the softer I get!”

The message on the board next to FolkCharm’s clean and soft cotton clothes invites us to test the smoothness with our own hands. Besides the assurance that these clothes can be rewashed without shrinking (because they have already shrunk in their first wash), the board also describes FolkCharm’s clothes as:

  • 100% Thai village-grown chemical-free cottons
  • Handwoven with hand-spun yarns
  • Machine-washable (with a laundry net)

Their storytelling concerning the material and quality might seem to be in a neat Japanese style, but FolkCharm is, in fact, a Thai cotton brand. We traced these beautiful clothes to their origin and met Lookkaew, Passawee T. Kodaka, in a small office located in the garden next to her own house. Naturally, she was wearing FolkCharm’s products, blending into this small world, becoming a part of it, in the same way it is a part of her.

The charm of these natural cotton products goes beyond what can be seen and touched, becoming absorbed into the stories of the people involved. From cotton farmers in Loei to Japanese and Korean customers, weaving deep into a craft-for-society community.

City Folks, Country Folks

Passawee’s interest in social work officially started with her Master’s Degree in Regional and Rural Development Planning at the Asian Institute of Technology. Her final thesis was about the economic and social power of home-based women workers, and it helped her to see a problem in the fabric industry, where the producers of fabrics worth ten-thousand-baht only received mere hundreds for their hard work. This shocking gap provoked her to do something.

After graduation, Passawee settled on a full-time job in social organisation, firstly at the Thai Health Promotion Foundation and then at an international organisation. Despite the impact these places have made on society, she still felt as if her work meant nothing and the salary ill-spent. At the end of the day, the void inside her heart remained unfilled.

On the other hand, Passawee has always been in love with craftwork, with a childhood dream to draw and craft until she became old. One of her favourite shopping places was the OTOP fair, where locals from around the country would go to sell their craft products. However, she did not really buy much at the fair because the products were either too expensive or not durable enough. “I think there’s a gap there,” she stated, “Why shouldn’t we sell good products? It’s really hard work to create these fabrics, but the design and tailoring usually ruin them. So, I decided to make something of my own.”

After taking that decision, a woman who never liked business started researching to find her own business model. Out in the countryside, she got to see a completely different world to her own city lifestyle — village life. Even without the internet, electricity or water, these people still survive and thrive. Someone asked them how they could be happy in such conditions. They responded by questioning “Why wouldn’t we be happy? We already have everything we need.” Passawee was touched by that and became inspired to tell their stories as honestly as possible so that other city people like herself might feel the same.

All her dreams have been weaved into the core values of the FolkCharm brand.

Simply Different

“What does FolkCharm do? We can’t weave, but we know who can. We don’t grow cotton, but we know good farmers who do. Even in Bangkok, we know where the experienced craftswomen are.”

The brand acts as a facilitator for various talents, from farmers in Loei to local weavers, or “aunties”, and tailoring experts in Bangkapi, Bangkok. These workers are already skilled in what they do, and FolkCharm only lends a hand in two main aspects: connecting them into one efficient system, and making their products compatible with the urban market.

Since its main purpose is to solve design and quality problems, FolkCharm goods strongly focus on these two aspects. Although Passawee herself did not major in art or design, her familiarity with Japanese culture and aesthetics has had a heavy influence on the branding of FolkCharm. The result is a simple brand image in brown and cream. The colours come from both the cottons themselves and natural dyeing materials. The fabric is soft yet durable, with every stitch neatly hidden. At first sight, one will definitely fall in love, and adore it even further after trying it on.

However, the design doesn’t come from her alone. With workers who have different skills and creativity and the availability of certain materials in varying weather conditions, the result is a co-designed working process. The weavers and tailors come up with ideas, and Passawee gives them feedback from the customer standpoint. This is why their products look both organic and trendy at the same time.

With pride on her face, Passawee showed us some bizarre examples. An aunty spun three cottons in three different colours into one yarn, creating a uniquely woven tiger-pattern. Another used her sewing skills to make a circle-shaped fabric. Anyone who has ever sewn will know the considerable amount of care and patience required to keep the seams bound in that shape.

“When I first gave the finished clothes to the aunties in Loei, they were so excited. They did not think the tailoring could be this dazzling.” Passawee told us in a joyous tone.

From Trees to Textiles

When asked about the procedure, the good-tempered entrepreneur was more than ready to enlarge. She claimed that theirs is an “ethical process”, meaning it is natural in every way, from start to finish. The resulting products are subsequently friendly to everybody involved.

Beginning with the cotton trees, Passawee chooses local cotton seeds already grown in the area, allowing the farmers to grow them in their own way. The cottons are seeded before the rainy season, making them adequately water-fed with rain, and ready for harvest by the time the season comes to an end. They also use chemical-free local techniques to control pests, resulting in the fields being good to both nature and the farmers’ health, unlike many other cotton fields around the world which are renowned for a chemical and water-intensive approach.

Continuing with the cotton process, FolkCharm’s cottons are hand-spun. While factories are normally used to spin cotton into yarn, there is a local method in Thailand called “Khen-Mue” which literally means spinning by hands. Although this takes much more time than in the factory-spinning process, it also creates much softer yarn.

Khen-Mue is an old tradition that has almost disappeared from many Thai communities. When they first picked it up again, many aunties struggled to produce fabrics of the required standard. Passawee did not refuse their work, instead she urged them to learn techniques from experts in the group. In a short time, the fabrics produced by these aunties became no less beautiful than any of the others.

Great care is also taken in the tailoring process. With her unwavering interest in home-based women workers, Passawee managed to find experienced tailors through her family’s personal connections. She ended up with various home-based tailors in Bangkapi and Ladprao, all of whom are professional with their own expertise. She assigns work suitable to each tailor’s specialty, resulting in high-quality finished products.

By the Folks, for the Folks

With its community first approach, FolkCharm sends 50% of their income directly back to the makers. In the past year, the fabric-producing community alone received more than one million baht. When she checked the company’s accounts, Passawee was surprised to see that last year, one aunty worked so hard that she earned more than a hundred-thousand baht from FolkCharm — possibly representing even more than a year’s earnings for many Bangkok office workers.

For many people in this community, farming is a full-time job, with fabric weaving being part-time. However, there are some aunties who are too old to work in the fields. Working with FolkCharm gives them the opportunity to earn money again.

There are also psychological benefits as well as financial. This work allows producers to “meet” users, both figuratively and literally. Passawee usually presents the aunties with the finished work and photos of their customers. She also invites city people and foreigners to take a trip to see the origins of what they are wearing. Hopefully, this helps to make the locals aware of the value of their work and increase self-pride. She told us that once a group of Korean and Japanese were interested in the brand, and wore FolkCharm clothes to the villages, bringing great delight to the aunties.

These psychological values are not limited only to the workers but have also spread to their descendants. Village children might never have got the chance to learn the hand-spinning process without their parents picking it up again with FolkCharm. Many of the elderly do not have enough strength to process the fabrics on their own and ask for their children’s help. That is how the knowledge is passed through generations, making it immortal.

Making Fashion Sustainable

Concerning the future, Passawee believes that FolkCharm should not grow any bigger. What she wants to grow is its core idea. Along with GoWentGone, Bhukram, Larinn, and other similar businesses in Thailand, she has assembled a network called VolksKraft, with the purpose of supporting small craft-for-society businesses. Its main mission is to bring together entrepreneurs to share knowledge and drive their small communities further. As a group, they have organised many activities, including markets, workshops and seminars. This network is supported by the British Council’s Crafting Futures project. They have been a tremendous help in many aspects such as financial support, the potential development of entrepreneurs, network growth, as well as searching for seminar speakers.

“When we are together as a group, it is easier for people to contact us. The power of what we do becomes more apparent, giving us a reason to establish VolksKraft,” said Passawee. She also added that with support from the British Council, which encourages handicrafts for society and associates of the Thai-British handicraft network, the community can be even more active and make a greater impact.

One of the impacts they have already made is to gain an invitation from the WTO to become the Thai national coordinator for a movement called “Fashion Revolution” — a global movement with a mission to make the fashion industry transparent. This means the procedures must be fair to producers and good to nature. In today’s fashion industry, fast-fashion products made to spontaneously respond to consumers’ never-ending demands are merely creating profit solely for the companies concerned. The result is an abuse of workers and a huge amount of pollution. In the end, everybody loses.

“I want the tide to turn back to slow fashion. I want people to ask where their clothes come from, to wear things that are psychologically valuable and physically durable so that we don’t create more waste.” In an era where producers never know who they are working for, and consumers never know who made what they are wearing, the human connection between entrepreneurs, producers and consumers is missing. This is what the Fashion Revolution movement wants to restore.

What could be better than having beautiful, high-quality clothes that never do anyone any harm? For those interested in its products, although FolkCharm does not have permanent shops, they always show up at temporary markets here and there and also have an online shop. See more details at shop.folkcharm.com

Photo: Folkcharm

Crafting Futures supports the future of craft around the globe. This British Council programme strengthens economic, social and cultural development through learning and access. The Crafting Futures project supports practices and people, through research, collaboration and education. For more information, Click here

The British Council is also an international partner of Fashion Revolution. If you believe in a fashion industry that values people, the environment, creativity and profit in equal measure, Click here.

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load