‘หอพัก’ คือหนึ่งในเรื่องน่าปวดหัวหลักของเหล่านักเรียนไกลบ้าน ต่อให้คุณมีบ้านในกรุงเทพฯ ก็คงเคยได้ยินเพื่อนบ่นเรื่องการหาหอถูกใจอยู่บ่อยๆ 

ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ปัญหานี้ยิ่งชวนปวดหัวหนักขึ้น เพราะปัญหาฮอตของเมืองคือการขาดแคลนหอพักนักเรียน ส่วนหนึ่งเพราะการขาดแคลนที่ดินสำหรับการก่อสร้างแบบปกติ อีกส่วนสำคัญคือการขาดแคลนหอพักขนาดเล็กราคาจับต้องได้ เพราะที่อยู่อาศัยในตลาดอสังหาริมทรัพย์ราคาสูงขึ้น แต่การสร้างที่อยู่ขนาดเล็กกลับมีจำนวนน้อย 

CPH Village คือโครงการสร้างหอพักนักเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่มากกว่านั้น โครงการยังมองไกลออกไปอีกขั้นด้วยการลองตอบอีกคำถามสำคัญ

จะเป็นอย่างไร ถ้ามีหอพักที่ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในเมืองได้

ท่ามกลางกระแสเรื่องความเป็นเมืองและการมองหาความเป็นไปได้ของที่อยู่อาศัยในอนาคต CPH Village ลองออกแบบคำตอบ โดยตีโจทย์ความยั่งยืนว่าประกอบด้วย 3 มิติ คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

ไปดูกันว่า คำตอบของโครงการที่มีปณิธานว่า ‘เราอยากสร้างที่อยู่ดีที่สุดต่อทั้งผู้คนและโลก’ หน้าตาเป็นอย่างไร

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

ย้ายหอ 

สถานการณ์ของเมืองโคเปนเฮเกน คือที่ดินว่างและราคาเอื้อมถึงในตัวเมืองนั้นอยู่บริเวณย่านอุตสาหกรรมเก่าและเหล่าท่าเรือ โดยที่ดินส่วนนี้ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างแบบถาวร แต่สร้างหอพักชั่วคราวได้เป็นระยะเวลานานที่สุด 10 ปี

นั่นแสดงว่าโอกาสในการสร้างหอพักราคาที่เด็กๆ จ่ายไหวยังมีอยู่ แต่คำถามคือควรสร้างหอพักแบบไหน

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

ต้องเท้าความก่อนว่า CPH Village เป็นโครงการของ CPH Shelter สตาร์ทอัพผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยจากตู้คอนเทนเนอร์ โดยความดีงามของตู้เหล่านี้คือ ความยืดหยุ่นในการเคลื่อนย้าย ความรวดเร็วในการสร้าง และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ตู้เหล่านี้เป็นการ Upcycling หรือเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ และเมื่อหมดอายุใช้งานคราวนี้ก็ยังนำไปใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้อีก

CPH Village จึงตั้งใจสร้างหอพักด้วยตู้คอนเทนเนอร์บนที่ดินส่วนราคาจับต้องได้ของเมือง โดยก่อสร้างแบบ Modular ที่หมายถึงการแยกสร้างยูนิตหรือโมดูลแล้วนำมารวมร่างกันบนพื้นที่จริง 

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

หอพักแบบนี้เมื่อถึงคราวต้องย้ายก็ย้ายไม่ยาก อีกทั้งยังหน้าตาสวยเท่ เดินทางสะดวกไม่ต้องออกนอกเมือง ที่สำคัญคือ ค่าเช่าเรตดี อย่าง Refshaleøen หอที่สร้างเสร็จแล้วของโครงการซึ่งอยู่แถวท่าเรือก็คิดค่าเช่าประมาณเดือนละ 20,000 บาทนิดๆ เมื่อเทียบกับค่าหอปกติประมาณเดือนละ 30,000 บาท (อ้างอิงจากเว็บ studyindenmark.com) ก็นับว่าช่วยให้นักเรียนมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น ไม่ต้องกระเป๋าเบาทุกครั้งที่จ่ายค่าหอ 

หอพักของ CPH Village จึงเป็นตัวเลือกน่าสนใจสำหรับเหล่านักเรียน แต่นอกจากทำเลดี ราคาน่าคบ เป็นมิตรกับโลก ยังมีอีกไฮไลต์ซึ่งเด็ดไม่แพ้ที่เล่ามา

นั่นคือความเป็น Village หรือพูดอีกอย่างคือความเป็นชุมชน

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

ร่วมหอ

  CPH Village เชื่อมั่นในเรื่อง ‘ชุมชน’ โครงการนี้จึงสนับสนุนการอยู่อาศัยแบบ Co-living ที่ชวนเราพบปะสร้างสัมพันธ์กับหลากหลายผู้คนน่าสนใจ

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี
CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

นักเรียนที่อยากมาเป็น Villager ของโครงการต้องกรอกใบสมัคร โดยสำหรับหอแห่งแรก ผู้ได้รับคัดเลือกจะได้ไปอยู่ในหอที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์เรียงต่อกันไม่เกิน 2 ชั้น เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทุกคนจะมีห้องนอนส่วนตัวขนาดกะทัดรัดที่มีอุณภูมิพอเหมาะ เปิดรับแสงธรรมชาติ (The best things in life aren’t thing. -เว็บไซต์โครงการบอกไว้เมื่อพูดถึงความ Compact ของพื้นที่ส่วนตัว) พร้อมห้องครัว ระเบียงส่วนกลาง และห้องน้ำที่แชร์ร่วมกับเพื่อนร่วมหออีก 1 คน 

ที่สำคัญ หอแห่งนี้มีพื้นที่ส่วน Community Space สุดเก๋ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของท่าเรือ ที่นี่มีครัวรวม ห้องซักรีด พื้นที่อ่านหนังสือเรียน และนอกจากฟังก์ชันปกติ ที่นี่ยังเอื้อต่อการจัดสารพัดกิจกรรม เช่น คอนเสิร์ตและปาร์ตี้ที่เหล่านักเรียนชื่นชอบ  ส่วนประตูของพื้นที่คอมมูนิตี้นี้ยังเปิดกว้างให้คนที่ผ่านไปมาเข้าร่วมสังสรรค์กับเด็กหอได้ด้วย

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

CPH Village จึงไม่ใช่หอพักเอกชนที่ทุกคนอยู่แบบตัวใครตัวมันอย่างที่คนเมืองคุ้นเคย แต่เป็นพื้นที่ซึ่งเอื้อต่อการสร้างสายสัมพันธ์ ตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสังคมครบถ้วน

คบเด็กสร้างหอ 

CPH Village ตั้งเป้าว่าจะช่วยสร้าง ‘บ้าน’ ให้เด็กๆ 2,500 คนภายใน ค.ศ. 2021 ไปพร้อมกับเป้าหมายการสร้างวิถีชีวิตแบบใหม่ 

Refshaleøen ที่เป็นโครงการแรกเป็นบ้านของเด็ก 164 คน ส่วน Vesterbro โครงการหอพักแห่งที่ 2 ซึ่งเปลี่ยนจากบรรยากาศติดน้ำของท่าเรือมาเป็นห้อมล้อมด้วยต้นไม้เขียวนั้นตั้งใจจะรองรับเด็กอีก 184 คน 

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

เมื่อที่อยู่อาศัยถูกออกแบบจาก Insight หนุ่มสาว มันก็ดึงดูดเด็กสมัยนี้ให้เข้าหาอย่างเป็นธรรมชาติ และเมื่อที่อยู่นั้นเล่าเรื่องความยั่งยืนแบบไม่ยัดเยียด ก็ไม่น่าแปลกถ้าลูกบ้านของ CPH Village จะก้าวจากบ้านไปพร้อมความรู้ที่พิสูจน์แล้วด้วยตัวเอง

การคบเด็กสร้างหอครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่สร้างหอ แต่เป็นการช่วยสร้างเมือง สร้างโลกแบบใหม่ที่เราอยากเห็นให้เกิดขึ้นจริง

CPH Village เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพักตู้คอนเทนเนอร์แนวใหม่ที่ชวนเด็กใช้ชีวิตยั่งยืนด้วยคุณสมบัติถูกและดี

ข้อมูลอ้างอิง 

  • cphvillage.com
  • arcgency.com/cph-village
  • cphcontainers.dk

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

ในยุคโลกไร้พรมแดนแบบนี้ คุณอาจเคยฝันถึงการไปใช้ชีวิตและทำงานที่มุมอื่นของโลก แต่หลายครั้งการปักหลักในดินแดนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคทางภาษา การต้องแข่งขันหางานทำ รวมถึงการรับมือกับทัศนคติที่คนในประเทศนั้นมีต่อผู้มาใหม่อย่างเรา 

Migrateful’ คือธุรกิจเพื่อสังคมของอังกฤษที่มองเห็นปัญหานี้ และอยากช่วยให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกใหม่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพ (ย้ายมาแบบสมัครใจ) ผู้ลี้ภัย (ย้ายด้วยเหตุจำเป็น เช่น ภัยสงคราม) หรือผู้ขอลี้ภัย (รอรับสถานะผู้ลี้ภัยอยู่) 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ได้ช่วยคนกลุ่มนี้แบบให้เปล่า แต่ชวนพวกเขามาทำงานที่ได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

นั่นคือการทำอาหาร

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

Migrateful ชวนเหล่าผู้ย้ายถิ่นฐานซึ่งชอบเข้าครัวเป็นทุนเดิมมาสวมหมวกเชฟ สอนคนในดินแดนใหม่ทำอาหารจากบ้านเกิดที่จากมา มากกว่าการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ห้องเรียนนี้คือสถานที่เพิ่มพลังและปูทางสู่บ้านใหม่ให้เชฟแต่ละคน

ขอเชิญเปิดประตูห้องเรียนที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจากอาหารนานาชาติ ตั้งแต่ศรีลังกา จาไมกา จนถึงซีเรีย แล้วลิ้มรสเรื่องราวของ Migrateful ไปด้วยกันค่ะ

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ห้องเรียนที่เกิดจากการสัมผัสปัญหาจริง

Migrateful ก่อตั้งโดย Jess Thomson หญิงสาวที่มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในแนวหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในหลากหลายพื้นที่ และได้เห็นปัญหาที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญ จนเกิดแรงบันดาลใจช่วยพวกเขาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

เจสร่วมเรียนคอร์สของ Year Here แพลตฟอร์มที่ช่วยพัฒนาระบบนิเวศของธุรกิจเพื่อสังคม แล้วจากการได้ทำงานกับกลุ่มผู้ลี้ภัยหญิง ผู้ก่อตั้งก็พบว่าพวกเธอกระตือรือร้นที่จะพูดคุยถึงอาหารจานโปรด

“นั่นคือตอนที่ฉันคิดว่านี่คือทักษะซึ่งพวกเธอทุกคนมี เกือบทุกคนว่างงานเพราะข้อจำกัดทางภาษาและเพราะคุณสมบัติที่มีอยู่ไม่เป็นที่ยอมรับในอังกฤษ นี่เป็นทางที่จะช่วยให้พวกเธอได้มีงานทำ” 

ใน ค.ศ. 2017 Migrateful จึงลืมตาดูโลก แล้วจากห้องเรียนขนาดกะทัดรัดในบ้านของเจส ไอเดียนี้ก็เติบโตเป็นธุรกิจเพื่อสังคมเต็มตัวที่มีรายละเอียดน่าสนใจอัดแน่น

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ห้องเรียนที่ผู้มาใหม่เป็นคุณครู

  พวกเขาตั้งใจช่วยเสริมพลังผู้อพยพและผู้ลี้ภัยให้เข้าสู่บ้านใหม่ได้อย่างราบรื่น ตั้งแต่พัฒนาทักษะ เสริมสร้างความมั่นใจ สร้างรายได้ จนถึงช่วยให้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

 ก่อนเริ่มคลาสสอนทำอาหาร องค์กรจึงมีโปรแกรมฝึกฝนพวกเขาให้กลายเป็นเชฟเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะภาษา และช่วยให้ผู้ที่เคยสนุกกับการทำอาหารในบ้านกลายเป็นเชฟสอนทำอาหารเต็มตัว 

หลังผ่านการฝึกฝนเรียบร้อย เหล่าเชฟจะมีโอกาสเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิดให้ชาวอังกฤษ โดยใครที่มีสิทธิ์ในการทำงานแล้วก็จะได้รับค่าจ้างด้วย คลาสที่ว่านี้มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเรียนเป็นกลุ่ม เรียนตัวต่อตัว จนถึงเรียนทางออนไลน์ และทุกคลาสที่เปิดให้จองจะมีคำอธิบายน่าสนใจ ชวนให้ผู้ชอบเข้าครัวและอยากเรียนรู้วัฒนธรรมเข้ามาเปิดโลกร่วมกัน

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด
Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2021 นี้ จะมีคลาสสอนทำอาหารซีเรียโดย เชฟ Lina คุณแม่ลูกสามที่ลี้ภัยสงครามจากบ้านเกิดมาอังกฤษใน ค.ศ. 2017 ลินาหัดทำอาหารมาตั้งแต่อายุ 14 และงานครัวก็กลายเป็นงานอดิเรกที่เธอโปรดปราน ส่วนตัวอย่างอาหารซีเรียที่เธอจะสอนก็เช่น สลัดมันฝรั่งและ Borak ขนมอบซึ่งมีชีสเป็นส่วนประกอบสำคัญ 

นอกจากคลาสสอนทำอาหารแบบนี้ Migrateful ยังมีบริการอีกหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไปจัดคลาสกับองค์กรต่างๆ บริการจัดเลี้ยงที่คนร่วมงานจะได้สัมผัสอาหารนานาชาติ ซึ่งทำโดยคนประเทศนั้นตัวจริง หรือช่วงปลายปีที่บรรยากาศคริสต์มาสลอยกรุ่นในอากาศแบบนี้ ผู้ที่สนใจก็จองคลาสเพื่อหัดทำอาหารสำหรับเทศกาลกับเพื่อนร่วมงานได้

คลาสสอนทำอาหารของ Migrateful จึงไม่ใช่แค่ห้องเรียนทั่วไป แต่เป็นพื้นที่แนะนำตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยกับบ้านหลังใหม่ พื้นที่ซึ่งช่วยให้พวกเขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และพร้อมจะก้าวสู่สังคมอย่างมั่นคงกลมกลืน 

“เมื่อเข้ามาในกลุ่มนี้ เราไม่ได้ถูกเรียกว่าผู้ลี้ภัยหรือผู้ขอรับสิทธิลี้ภัย เราได้รับการเรียกเป็นบุคคล ซึ่งหมายถึงเราได้รับความเคารพ ความรัก และความใส่ใจ” เชฟ Noor จากปากีสถานกล่าวไว้ 

เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน
เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน

ห้องเรียนที่กว้างใหญ่ขึ้นทุกวัน

จาก ค.ศ. 2017 ห้องเรียนสอนทำอาหารของ Migrateful ค่อยๆ เติบโตขึ้น และได้รับการตอบรับอย่างดีจากสังคม

ปัจจุบันพวกเขาช่วยสนับสนุนเหล่าเชฟได้ 66 คนจากมากกว่า 30 ประเทศ จัดคลาสไปแล้ว 1,878 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 20,211 คน และ 99.2 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนบอกว่าจะแนะนำคลาสนี้ให้คนอื่นต่อ

“ห้องเรียนนี้เป็นวิธีเพิ่มคุณค่าให้กับการใช้เวลาช่วงเย็น ทั้งการทำและกินอาหารกับผู้คนใหม่ๆ การพูดคุยและเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิต อาหาร และวัฒนธรรมของคนอื่น” หนึ่งในผู้ร่วมคลาสสอนทำอาหารรีวิว 

เพราะอย่างนี้ ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Migrateful จะระดมทุนจำนวน 121,554 ยูโร เพื่อสร้างโรงเรียนสอนทำอาหารของตัวเองในลอนดอนได้สำเร็จภายในเดือนเดียว (ก่อนหน้านี้พวกเขาต้องตระเวนจัดคลาสตามสถานที่ต่างๆ) โดยได้เงินไปเกินเป้าที่ตั้งไว้ และมีหนึ่งในผู้สนับสนุนใหญ่คือ Sadiq Khan นายกเทศมนตรีของลอนดอน ซึ่งร่วมลงขันไป 45,000 ยูโร

และขณะที่ตัวธุรกิจเพื่อสังคมนี้เติบโต เหล่าเชฟที่ Migrateful ช่วยเหลือก็ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสวยงาม ตัวอย่างเช่น เชฟ Majeda จากซีเรีย ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นเชฟที่นี่ ก่อนจะได้มีโอกาสเปิดธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา

Migrateful จึงนับเป็นตัวอย่างของประตูที่ช่วยให้กลุ่มคนที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสังคมก้าวสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญคือ เป็นการก้าวไปด้วยการใช้ทักษะที่พวกเขาชื่นชอบและเชี่ยวชาญ

คงจะดีถ้ามีประตูเช่นนี้เปิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในสังคม เป็นโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพและเติบโตงดงามในแบบของตัวเอง 

เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน

ข้อมูลอ้างอิง

www.migrateful.org

www.spacehive.com

www.nesta.org.uk

www.theguardian.com

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load