ขณะที่หลายประเทศในยุโรป รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างนอร์เวย์และเดนมาร์กต่างประกาศ Lockdown และปิดชายแดนภายหลังจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สวีเดนกลับใช้มาตรการที่สวนกระแส ไม่ Lockdown ปิดเมืองแต่อย่างใด แถมช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เรายังเห็นภาพผู้คนในกรุงสตอกโฮล์มซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของประเทศออกไปใช้ชีวิตอย่างปกติ ที่นั่งในร้านอาหารถูกจับจอง สวนสาธารณะเต็มไปด้วยผู้คนที่ไปออกกำลังกายหรือพาลูกๆ ไปเดินเล่น เสมือนว่าโรคระบาดที่เป็นภัยคุกคามของคนทั้งโลกในขณะนี้อยู่ในจักรวาลคู่ขนานเสียอย่างนั้น ทั้งที่จำนวนผู้ที่ติดเชื้อที่ได้รับการรายงานในตอนนี้พุ่งสูงเกิน 17,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ราย 

พอเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงที่สุดในกลุ่มสแกนดิเนเวียและอัตราผู้เสียชีวิตต่อประชากรอยู่ในอันดับ 10 ของโลกแบบนี้ หลายคนอาจจะแปลกใจและนึกสงสัยว่าทำไมประเทศที่ยึดถือการใช้ชีวิตแบบสมดุล ไม่มาก ไม่น้อย จนเกินไป ตามปรัชญาลากอม (Lagom) อย่างสวีเดนถึงกล้าเลือกเดินเส้นทางสายนี้แบบฉายเดี่ยวกันนะ 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
การสัญจรที่ปกติในเมืองลุนด์

Trust & Collective Responsibility

เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 สวีเดนพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายแรกของประเทศ ซึ่งเดินทางกลับมาจากจีน หลังจากนั้นกราฟก็คงที่จนถึงช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ครบ 2 อาทิตย์หลังจากวันหยุดยาวที่มีชาวสวีเดนจำนวนมากเดินทางกลับมาจากอิตาลี ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูงกว่า 7,000 รายภายในเวลาเพียงเดือนเดียว 

ถึงกระนั้น รัฐบาลสวีเดนก็ยังยืนยันคำเดิมที่จะไม่ประกาศ Lockkdown หรือสั่งปิดร้านอาหาร คาเฟ่ (แต่ห้ามเสิร์ฟแบบบุฟเฟต์และให้เฉพาะการบริการเสิร์ฟที่โต๊ะเท่านั้น) ฟิตเนส ห้างสรรพสินค้า หรือสถานศึกษาระดับมัธยมต้นลงมา เพราะเกรงว่าการปิดโรงเรียนอนุบาลหรือประถมจะทำให้ผู้ปกครองนักเรียนที่ทำงานในแวดวงสาธารณสุขต้องลางานเพื่อดูแลลูกที่บ้าน ซึ่งอาจทำให้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนโรงเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยให้ทำการเรียนการสอนผ่านออนไลน์ได้ และรวมทั้งขอให้บริษัทอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานจากบ้านได้ (ซึ่งก็ไม่ได้บังคับ แต่ส่วนใหญ่ก็ทำตามคำแนะนำของรัฐบาล)

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ป้ายในซูเปอร์มาร์เก็ตประกาศเตือนให้ลดการแพร่เชื้อด้วยการรักษาระยะห่าง 1.5 เมตร
สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ซูเปอร์มาร์เก็ตแปะสติกเกอร์เพื่อให้ลูกค้ารักษาระยะห่างที่จุดชำระเงิน

สวีเดนเป็นสังคมที่มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือมีความเชื่อมั่นในระดับสูงมากระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ระหว่างประชาชนด้วยกันเอง รวมทั้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับนักการเมือง ระหว่างการแถลงข่าวแทบทุกครั้ง นาย Stefan Löfven นายกรัฐมนตรีสวีเดนจะขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันปฏิบัติตามแนวทางรักษาระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing อย่างเคร่งครัด ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ และหากรู้สึกป่วยก็ขอให้อยู่บ้าน แม้จะมีอาการเล็กน้อยก็ตาม เพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น รวมทั้งลดภาระต่อระบบสาธารณสุขของสวีเดน โดยย้ำว่าทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งต่อตนเองและต่อสังคมในการปกป้องคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุ รวมถึงพระราชดำรัสสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดนที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกัน 

ดังนั้น ที่นี่จึงไม่ได้มีการบังคับอย่างจริงจัง แต่เป็นไปตามความสมัครใจของประชาชน (Voluntary Social Distancing) เพราะรัฐบาล ‘เชื่อ’ ว่าประชาชนตัวเองมีความรับผิดชอบ รู้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร รวมทั้งประชาชนก็ ‘เชื่อ’ ว่ารัฐบาลรู้ว่าจะต้องใช้มาตรการไหนเมื่อไหร่ เช่น เดิมสวีเดนอนุญาตให้รวมกลุ่มในที่สาธารณะได้ไม่เกิน 500 คน แต่ต่อมาลดจำนวนให้รวมกลุ่มได้ไม่เกิน 50 คน อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นมาตรการที่ค่อนข้างผ่อนปรน เมื่อเทียบกับความเข้มงวดของเยอรมันและออสเตรเลีย ที่ห้ามการรวมกลุ่มกันมากกว่า 2 คน 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
นาย Stefan Löfven นายกรัฐมนตรีสวีเดนในแถลงการณ์ Address to the Nation เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563
สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ประกาศห้ามขึ้นรถบัสประตูหน้าเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อของคนขับรถสาธารณะ

Relaxed Approach from Expert Advice

ในโครงสร้างการบริหารระบบในสวีเดน นักการเมืองและรัฐบาลไม่ได้มีอำนาจเหนือผู้เชี่ยวชาญหรือข้าราชการแต่อย่างใด หน่วยงานรัฐหลายแห่งบริหารงานได้อย่างอิสระ การประกาศใช้นโยบายหรือมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลสวีเดนนั้น ต้องมาจากการปรึกษาหารือกับหน่วยงานรัฐ และผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ก่อน การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส รวมถึงมีงานวิจัยมารองรับ ทำให้ประชาชนส่วนมากเชื่อถือประกาศของรัฐบาลที่มาจากคำแนะนำของ Folkhälsomyndigheten หน่วยงานสาธารณสุขของสวีเดน 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
นาย Anders Tegnell นักระบาดวิทยาแห่งชาติผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการของรัฐบาลสวีเดน

เชื่อว่าถ้าใครที่ติดตามสถานการณ์ COVID-19 ของสวีเดนในขณะนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก นาย Anders Tegnell นักระบาดวิทยา (State Epidemiologist) ของสวีเดน ซึ่งเป็นผู้ออกมาแถลงข่าวและให้คำแนะนำแก่รัฐบาลสวีเดน เพื่อรับมือภัยจากโรคระบาด COVID-19 โดยตรง ซึ่งนาย Tegnell มองว่าการปิดชายแดนและ Lockdown ยังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นการกระทำในเชิงการเมืองมากกว่าใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และเชื่อว่าการปฏิบัติตามแนวทาง Social Distancing จะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หรือที่เรียกว่าการลดความชันของกราฟ (Flatten The Curve) เพื่อปกป้องกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุจากการติดเชื้อ รวมทั้งไม่ให้สถานพยาบาลรับภาระหนักมาก เนื่องจากสวีเดนมีจำนวนเตียงต่อผู้ป่วยวิกฤตเพียง 5 เตียงต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งถือว่าน้อยเป็นอันดับ 2 ในยุโรปรองจากโปรตุเกส 

Herd Immunity as a (Sustainable) Path?

สื่อต่างชาติหลายสำนักได้ออกมาวิจารณ์ว่า สวีเดนกำลังใช้นโยบาย Herd Immunity หรือภูมิคุ้มกันหมู่แบบอ้อมๆ ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะสร้างขึ้นเองหลังจากที่ประชากรอย่างน้อย 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดติดเชื้อ แม้ช่วงแรกสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ที่ดูเหมือนจะใช้แนวคิด Herd Immunity ด้วย แต่ทั้งสองประเทศก็กลับลำไปเริ่มใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น เหลือเพียงประเทศเดียวที่แทบจะเปิดเมืองปกติ จนกลายเป็น Swedish Model ที่ทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจ

รัฐบาลสวีเดนแถลงว่ามาตรการที่ใช้ในสวีเดน มีวัตถุประสงค์เดียวกับรัฐบาลในหลายประเทศที่ต้องการจะปกป้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ออกมายอมรับตรงๆ โดยมองว่าเป็นผลพลอยได้ที่จะได้จากการดำเนินมาตรการของสวีเดนในระยะยาว สะท้อนค่านิยมของสวีเดนอีกอย่างคือเรื่องความยั่งยืน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า การ Lockdown เป็นเรื่องที่ทำได้เพียงในระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะการห้ามไม่ให้ออกจากบ้านเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติของคนมากๆ เพราะฉะนั้น หนทางที่จะชนะหรืออยู่ร่วมกับ COVID-19 มีแค่ 2 วิธี ได้แก่ การคิดค้นวัคซีน (ซึ่งคาดว่าอีกเป็นปี) หรือใช้ภูมิคุ้มกันหมู่ 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ร้านอาหารถูกจับจองโดยเฉพาะที่นั่งที่มีแดด หลังจากช่วงฤดูหนาวเพิ่งผ่านพ้นไป

อย่างไรก็ดี มีคนจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วยกันแนวทางนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีกลุ่มนักวิชาการ แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ กว่า 2,300 คนลงชื่อจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลสวีเดน เพื่อขอให้ทบทวนและประกาศใช้มาตรการที่เข้มงวดกว่านี้ เพราะการปล่อยให้ประชาชนออกไปดำเนินชีวิตตามปกติและการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ อาจมีความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้คนหมู่มาก รวมทั้งมีการวิจารณ์ว่าเป็นเหมือนการเล่น Russian Roulette เกมพนันที่เอาปืนใส่ลูกกระสุนไม่ครบแล้วเสี่ยงดวงเอาเองว่าใครจะรอดหรือใครจะตาย 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อส่วนใหญ่ที่เป็นพาหะจะไม่แสดงอาการ ไม่มีใครคิดว่าตนเองป่วยหากไม่ได้แสดงอาการหรือรับการตรวจหาเชื้อ ซึ่งในเมือง Linköping ทางตอนกลางของประเทศ บุคลากรกว่าครึ่งหนึ่งในแผนกที่มีผู้ป่วย COVID-19 ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพิ่งได้รับผลตรวจว่าติดเชื้อทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏอาการ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลสวีเดนก็ประกาศให้มีการตรวจหาผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยเน้นไปที่ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุขและผู้ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงขอให้พักอาศัยและรักษาตัวที่บ้าน

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
คนจำนวนมากออกไปนั่งรับแดดที่จัตุรัสกลางเมืองลุนด์ในวันที่อากาศดี

ขนาดคนที่มีชื่อเสียงอย่าง Greta Thunberg นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน ยังโพสต์ในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมส่วนตัวว่า ตนเองกับพ่ออาจจะติดเชื้อ COVID-19 และหายป่วยแล้ว หลังจากเดินทางกลับจากเบลเยียมแล้วมีอาการที่คล้ายจะเป็น COVID-19 แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงและอาการไม่ได้อยู่ในขั้นรุนแรง จึงไม่ได้รับการตรวจเชื้อจากทางการสวีเดน และฝากให้ทุกคนช่วยกันอยู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ป่วย แต่ก็มีโอกาสติดเชื้อและเป็นพาหะให้แก่กลุ่มเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน

ล่าสุด หน่วยงานสาธารณสุขสวีเดนได้ประกาศว่า กรุงสตอกโฮล์มได้ผ่านช่วงพีกที่สุดของการแพร่ระบาดเชื้อ COVID-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณจากโมเดลทางคณิตศาสตร์พบว่า มีจำนวนผู้ติดเชื้อซึ่งไม่ได้รับการรายงานประมาณ 70,500 คนในกรุงสตอกโฮล์ม (โอ้โห!) และคาดการณ์ว่าภายในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 จะมีผู้ติดเชื้อถึง 1 ใน 4 ของประชากรในเมืองเลยทีเดียว

Stabilizing the Economy

ความเป็นรัฐสวัสดิการของสวีเดนเป็นที่รู้จักทั่วโลก ภาษีมหาโหดที่จัดเก็บจากประชาชนและบริษัทแต่ละปีถูกจัดสรรกลายเป็นสวัสดิการต่างๆ ของประชาชนในสวีเดน ทั้งสาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุข เงินบำนาญ รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาวิกฤต COVID-19 ในครั้งนี้ แม้ว่าจะไม่มีการประกาศ Lockdown ซึ่งทำให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ก็มีบริษัทแจ้งความประสงค์ที่จะปลดพนักงานแล้วกว่า 60,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในกรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักคือธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร นอกจากนี้ การปิดพรมแดนตามมาตรการของสหภาพยุโรป (EU) ที่ห้ามการเดินทางเข้าสวีเดนจากประเทศนอก EU ทำให้ขาดแคลนแรงงานต่างชาติในภาคเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
กรุงสตอกโฮล์มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักที่สุดและพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในประเทศ

รัฐบาลสวีเดนได้ประกาศใช้เงินกว่า 300 ล้านโครนาสวีเดนเพื่อใช้ในมาตรการลดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน พร้อมกับธนาคารแห่งสวีเดน (Riksbank) ที่ให้เงินกว่า 500 ล้านโครนาสวีเดนเลยทีเดียว รวมถึงมีแพ็กเกจช่วยเหลือธุรกิจและผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น ให้สำนักงานประกันสังคม (Försäkringskassan) จ่ายเงินชดเชยลูกจ้างที่ลาป่วยตั้งแต่วันแรกที่ลา โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ และลาได้สูงสุดไม่เกิน 21 วัน ลดกฎเกณฑ์การจ่ายเงินชดเชยแก่คนที่ตกงาน เพิ่มเงินชดเชยจากการลดชั่วโมงการทำงานของนายจ้าง (ซึ่งเป็นข้อเสนอจากรัฐบาลให้ลดชั่วโมงการทำงานแทนที่จะปลดออก) รับรองการกู้เงินโดยรัฐให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ลดการเก็บภาษีต่างๆ ให้เงินช่วยเหลือแก่ธุรกิจขนาดเล็กที่ประสบปัญหาจาก COVID-19 

นโยบายทั้งหลายนี่ก็ไม่ได้มาจากรัฐบาลอย่างเดียว แต่รวมถึงข้อเสนอและการหารือร่วมกันจากหลายๆ พรรค ทั้งพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat Party) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน รู้สึกได้ว่าทุกฝ่ายพยายามจะช่วยประเทศตัวเองจริงๆ

The Swedish Way

ตั้งแต่ย้ายมาที่สวีเดน เราสังเกตได้ว่าสังคมสวีเดนเป็นสังคมที่มีความปัจเจกนิยมสูงมาก คนที่นี่ค่อนข้างเคารพความเป็นส่วนตัวของกันและกัน คนสวีเดนเป็นคนที่ขี้อาย เป็นมิตร และรักอิสระมาก อาจจะด้วยอากาศที่หนาวเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่เก็บตัวอยู่กับบ้านและครอบครัวกับเพื่อนฝูงที่สนิท แต่ช่วงหน้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ก็จะเป็นช่วงที่คนจะออกไปใช้ชีวิต ปาร์ตี้ ท่องเที่ยว อยู่กับธรรมชาติกันสุดๆ เพื่อนคนสวีดิชในคณะเราบอกว่า การใช้มาตรการจัดการ COVID ควรปรับไปตามบริบทของสังคมประเทศนั้นๆ 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
มุกล้อเลียนว่าที่สวีเดนฝึกปรือ Social Distancing กันมานานแล้วก่อน COVID-19 จะระบาด เพราะนิสัยที่ไม่ค่อยสุงสิงกับคนแปลกหน้าของคนสวีเดนส่วนใหญ่
สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
วัยรุ่นสวีเดนพักผ่อนหย่อนใจในสวนสาธารณะกันเป็นกลุ่มๆ

ทำไมบริบทสังคมที่สวีเดนถึงไม่เหมือนกับชาติยุโรปอื่น ๆ ประการแรกคือ ประชากรค่อนข้างน้อยมาก ประมาณ 10 ล้านคน ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรป ทำให้ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่รั้งท้ายเป็นอันดับ 4 ของยุโรป (รองจากไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ และนอร์เวย์) นอกจากนี้ อายุเฉลี่ยของวัยรุ่นสวีเดนที่ย้ายออกจากบ้านไปอยู่คนเดียวคือ 18 – 19 ปี น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรป คือ 26 ปี อยู่ประมาณ 7 – 8 ปี เลยไม่แปลกที่สวีเดนรั้งอันดับ 1 ของประเทศในยุโรปที่มีครัวเรือนเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้น ก็ลดการแพร่เชื้อในครอบครัวไปได้ส่วนหนึ่ง 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
สวีเดนมีประชากรที่อาศัยคนเดียวมากเป็นอันดับ 1 ของยุโรป

ชาวสวีเดนอายุยืนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 81 ปี และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด แม้ว่าสวีเดนจะเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้สูงอายุค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้อยู่กับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนสวีเดนมั่นใจว่าการเปิดโรงเรียนอนุบาลและประถมจะไม่ทำให้ผู้สูงอายุติดเชื้อ เนื่องจากไม่ได้อยู่ร่วมกัน 

อย่างไรก็ดี การที่ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ร่วมกันในบ้านพักคนชรา การแพร่เชื้อจึงรวดเร็วมาก และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากเช่นกัน โดยเฉพาะที่บ้านพักคนชราในกรุงสต็อกโฮล์ม ซึ่งตอนนี้ได้มีประกาศห้ามเยี่ยมบ้านพักคนชราทั่วทั้งสวีเดนแล้ว 

อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 คือกลุ่มผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในสวีเดน ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่มผู้อพยพจากโซมาเลีย อิรัก ซีเรีย และอัฟกานิสถาน เป็นกลุ่มที่ติดเชื้อ COVID-19 เป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะเขต Rinkeby-Kista ในกรุงสตอกโฮล์มที่มีผู้อพยพอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น มาตรการของรัฐบาลสวีเดนจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าละเลยคนกลุ่มนี้ไป เพราะมีคนบางกลุ่มที่ยังไม่ได้รับสวัสดิการเทียบเท่ากับคนสวีเดน อีกทั้งวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่าง อาจส่งผลให้คนเหล่านี้อยู่ในข่ายที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น เช่น ผู้อพยพที่สูงวัยอาจจะอยู่กับลูกหลานที่ยังต้องไปโรงเรียนไม่เหมือนกับชาวสวีดิช รวมทั้งการแถลงข่าวและมาตรการที่ประกาศเป็นภาษาสวีเดน ทำให้ผู้อพยพและชาวต่างชาติบางส่วนไม่เข้าใจ

ภายหลังได้มีกลุ่มอาสาสมัครหลายๆ กลุ่มมาช่วยกันแปลข้อมูลข่าวสารและมาตรการของรัฐบาลในภาษาต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้อพยพและชาวต่างชาติในสวีเดน (รวมทั้งภาษาไทย) อีกอย่างคือวัฒนธรรมการใช้ภาษา คำว่า ‘ควรจะ’ ในความหมายของคนสวีดิชคือ ‘(ควรจะ) ต้องทำ’ ดังนั้น รัฐบาลจะใช้คำนี้บ่อยมากในแถลงการณ์ แต่ในวัฒนธรรมอื่นคำนี้อาจจะแปลว่า ‘ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้’

ยอมรับว่าแรกๆ เรารู้สึกกลัวและไม่ปลอดภัยที่เจอคนมากมายออกไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่หลังๆ พอได้พูดคุยกับเพื่อนชาวสวีดิชและพยายามเข้าใจวัฒนธรรมและบริบทสังคมที่นี่ ก็เลยเข้าใจว่าทุกประเทศก็ต่างวิธีการจัดการ COVID-19 ของตัวเอง รวมทั้งสวีเดนด้วย 

คงต้องระมัดระวังตนเองเวลาออกไปข้างนอก พยายามล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างเท่าที่ทำได้ ถึงรัฐบาลสวีเดนจะประกาศว่าทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การควบคุม จำนวนเคสที่เพิ่มมาต่อก็ค่อนข้างคงที่ ส่วนจำนวนผู้ป่วยใน ICU ก็ลดลง ทำให้โรงพยาบาลสนามที่สร้างมารองรับผู้ป่วยว่างค่อนข้างเยอะ 

อย่างไรก็ดี แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญในสวีเดนเองก็ยังไม่มั่นใจว่าแนวทางของสวีเดนจะได้ผลหรือไม่ และบอกว่ามาตรการต่างๆ ของแต่ละประเทศถือเป็นการทดลองทั้งนั้น เพราะไม่มีใครเคยเจอวิกฤตโรคระบาดทั่วโลกแบบนี้ รัฐบาลสวีเดนเองก็อาจจะปรับเปลี่ยนแนวทางไปตามสถานการณ์และความเหมาะสม ซึ่งตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าแนวทางไหนจะประสบความสำเร็จ 

ก็ต้องมาดูกันหลังสงครามเชื้อโรคนี้จบว่าวิธีไหนจะเวิร์กกว่ากัน ระหว่างนี้ก็ต้องรักษาตัวรักษาสุขภาพกันยาวๆ ต่อไปจนกว่าการคิดค้นวัคซีนจะสำเร็จ!

ขอบคุณข้อมูลจาก

time.com/5817412/sweden-coronavirus/

www.businessinsider.com/how-sweden-and-norway-handled-coronavirus-differently

www.france24.com/en/20200415-swedish-coronavirus-model-under-fire-as-deaths-rise

www.bbc.com/worklife/article/20200328-how-to-self-isolate-what-we-can-learn-from-sweden

www.theguardian.com/world/2020/mar/23/swedish-pm-warned-russian-roulette-covid-19-strategy-herd-immunity

sverigesradio.se/sida/artikel.aspx?programid=2054&artikel=7448444

www.folkhalsomyndigheten.se/nyheter-och-press/nyhetsarkiv/2020/april/uppdaterad-modellering-av-spridningen-av-covid-19-i-stockholms-lan/

www.bbc.com/worklife/article/20190821-why-so-many-young-swedes-live-alone

foreignpolicy.com/2020/04/21/sweden-coronavirus-anti-lockdown-immigrants/

Writer

Avatar

อริสา วิวัฒน์สมวงศ์

นักศึกษาด้านการพัฒนาในเมืองเล็กๆ ที่สวีเดน ชอบอยู่กับธรรมชาติ ออกไปถ่ายรูป และลองทำอะไรใหม่ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

16 สิงหาคม 2560
20 K

ถึงนิสิต นักศึกษา ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดสถานะของคุณในตอนนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงเวลาอุดมศึกษาเป็นช่วงเวลาพิเศษในชีวิต เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะส่งผลกับคุณก่อนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นพื้นที่ให้คุณได้ลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาตัวเอง และจะกลายเป็นความทรงจำของวัยเยาว์ที่มีความหมายกับกับคุณ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

The Cloud รวบรวมคำแนะนำหลากหลายของบรรดาบัณฑิตมาไว้ที่นี่ บางคนอาจเพิ่งเรียนจบมาไม่นาน บางคนก็พ้นเครื่องแบบนักศึกษามานานแล้ว นิยามของ ‘การใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่า’ ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เราเชื่อว่าทุกสิ่งควรมีทางเลือก และอยากจะฝากตัวเลือกที่คุณอาจนำไปปรับใช้ก่อนก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไว้ที่นี่

1. ลงเรียนวิชาที่อยากเรียนจริงๆ โดยไม่สนใจเรื่องอื่น

เกรด อาจารย์ เพื่อน และตัวแปรอีกหลายประการ อาจทำให้คุณตัดสินใจเลือกเรียนหรือไม่เรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ขอแนะนำให้ลงทะเบียนหรือเข้าไป sit in วิชาที่อยากรู้จริงๆ โดยไม่สนว่าวิชานั้นจะง่ายหรือยาก หรือมีข้อแม้ว่าต้องมีเพื่อนเรียนด้วย ลองให้คลาสนั้นเป็นช่วงเวลาที่ตัวคุณจะได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ และตอบคำถามตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบศาสตร์ที่ศึกษาอยู่ ดีกว่ามาสมัครคอร์สเรียนภายหลัง เพราะค่าเรียนสำหรับผู้ใหญ่อาจแพงกว่ามาก

2. ทำความรู้จักมหาวิทยาลัยในแบบของตัวเอง

นอกจากทำความรู้จักตัวเอง การทำความรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็สำคัญ ลองเปิดใจเรียนรู้เรื่องราวของคณะและมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะอ่านประวัติ ตำนาน หรือออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและรอบมหาวิทยาลัย คุณอาจค้นพบความสนุกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เช่น ชมรมน่าสนใจ ห้องสมุดน่านั่งทำงาน ร้านอาหารอร่อยนอกคณะ และมุมในสวนแสนสงบ อย่าปล่อยให้สถานที่เรียนที่ต้องไปแทบทุกวันเป็นแค่ความเคยชิน แต่ทำให้มหาวิทยาลัยมีความหมายมากกว่าเดิม

3. ทำกิจกรรมทั้งในและนอกคณะ

ใครๆ คงบอกคุณแล้วแหละว่าควรทำกิจกรรม ก็ความทรงจำที่เราไม่อาจลืมหรือเพื่อนที่คบหาตอนนี้ก็ได้มาจากการเข้าชมรม เข้าค่าย เล่นกีฬา เล่นละครเวที และกิจกรรมนานาในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งนั้น การทุ่มใจ กาย และเวลา ให้กลุ่มคนที่มีเป้าหมายร่วมกัน เป็นประสบการณ์พิเศษที่คัดสรรคนบางคนให้เข้ามาในชีวิต แถมยังได้เรียนรู้ทักษะการทำงาน การเข้าสังคม และความเชี่ยวชาญบางอย่างที่ส่งผลต่อการทำงาน

4. มีเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องและเพื่อนต่างคณะ

เพื่อนสนิทคอเดียวกันกับคุณอาจไม่ได้อยู่แค่ในคณะหรือชั้นเรียนเดียวกัน ลองทำความรู้จักรุ่นพี่รุ่นน้อง และเพื่อนๆ ที่มีตรรกะและความเชี่ยวชาญต่างออกไป บทสนทนาของพวกคุณจะมีอรรถรสแปลกใหม่ เพราะการแลกเปลี่ยนความคิดช่วยขยายมุมมอง ยิ่งรู้จักคนหลากหลาย ยิ่งได้มิตรภาพ ข้อมูลใหม่ๆ และ connection ที่อาจใช้ได้ในอนาคต

5. สนิทกับอาจารย์สักคน

สำหรับคนที่สนใจด้านวิชาการ อยากเข้าใจสิ่งที่เรียนให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น หรือต้องการปรึกษาผู้ใหญ่สักคน การคุยกับครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญมาก คำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ อาจทำให้เรามองเห็นเส้นทางการเรียนชัดเจนขึ้น รับมือกับอุปสรรคได้ดีขึ้น รวมถึงได้ข้อมูลต่างๆ ที่มีประโยชน์ เช่น แหล่งข้อมูลนอกห้องเรียน ทุนการศึกษาต่างประเทศ และสถานที่ฝึกงาน

6. สร้างกิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อค้นพบที่ทางของตัวเองในมหาวิทยาลัย อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ลองสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ถ้าเป็นหัวหน้าชมรม ลองคิดกิจกรรมใหม่ๆ ไปเสนออาจารย์ที่ปรึกษา ถ้าได้โอกาสทำค่าย มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ นอกเหนือจากที่รุ่นพี่เคยทำไว้ คุณอาจได้ฝากชื่อไว้เป็นตำนาน หรืออย่างน้อยก็ได้ท้าทายความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของตัวเอง

7. ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในมหาวิทยาลัยให้คุ้ม

การเป็นนิสิต นักศึกษา มีสิทธิประโยชน์มากมาย ลองศึกษาเอกสารที่ได้รับแจกตอนเข้าเรียนใหม่ เว็บไซต์ หรือสอบถามผู้รู้ คุณจะประหลาดใจเมื่อพบว่าได้สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิทำฟัน รหัสอินเทอร์เน็ต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ แถมยังยืมหนังสือห้องสมุดกับเข้าโรงยิมฟรีอีกต่างหาก (*สิทธิประโยชน์นี้แตกต่างกันไปตามสถาบันการศึกษา)

8. ใช้บัตรนิสิต นักศึกษา ให้คุ้มค่า

นอกมหาวิทยาลัย โลกใบนี้ก็ยังมอบสิทธิพิเศษให้เยาวชน นักศึกษาจะได้รับการลดหย่อนค่าบัตรโดยสาร ค่าเยี่ยมชมพิพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในไทยและทั่วโลก หรือบางครั้งอาจได้สิทธิประโยชน์มาฟรีๆ เลยด้วยซ้ำ ร้านอาหารต่างๆ ก็ชอบจัดโปรโมชันสำหรับคนในวัยเรียน ตักตวงช่วงเวลาที่บัตรนักเรียนนักศึกษายังไม่หมดอายุไว้ให้เต็มที่ เพราะกว่าจะได้สิทธิแบบนี้อีกก็ต้องรอวัยหลังเกษียณ

9. ตามไปกินร้านอร่อยทั่วมหาวิทยาลัย

อย่าปล่อยให้ความจำเจครอบงำช่วงเวลาจับช้อนส้อม มีร้านอร่อยเจ้าประจำน่ะถูกแล้ว แต่การแสวงหาเมนูเด็ดใหม่ๆ เป็นหน้าที่ที่นักผจญภัยทางอาหารพึงกระทำ ลองพัฒนาผัสสะของลิ้นด้วยการออกไปชิมร้านเด็ดเจ้าใหม่ ข้อดีของร้านอาหารในหรือใกล้มหาวิทยาลัยคือความหลากหลายและราคาไม่แพง ชิมแกงของป้าที่คณะแล้ว อย่าลืมก๋วยเตี๋ยวของลุงคณะฝั่งตรงข้าม ผัดไทยของคณะไกลโพ้น หรือขนมหวานของพี่สาวใกล้หอพักนักเรียน เอนจอยชีวิตในมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ควรมีความสุขกับมื้ออาหารที่นี่ด้วย

10. รู้จักบุคลากรในคณะ

นอกจากอาจารย์กับนิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัยยังมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่ขับเคลื่อนสถาบัน การทำความรู้จักสมาชิกในรั้วเดียวกัน ทำให้ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่รายล้อมด้วยคนแปลกหน้า เมื่อรู้จักบรรณารักษ์ พี่ห้องธุรการ น้าร้านถ่ายเอกสาร ป้าแม่บ้าน หรือพี่ รปภ. บรรยากาศในสถาบันก็ไม่แห้งแล้งเย็นชาจนเกินไปนัก แถมยังอุ่นใจได้ว่าคณะที่เรียนปลอดภัยและอบอุ่น

11. ฝึกงาน

นอกตำราเรียนยังมีประสบการณ์มากมายให้ทดลองเรียนรู้ ไม่ว่าแผนการเรียนจะบังคับให้คุณฝึกงานหรือไม่ ขอแนะนำให้ออกไปฝึกงานที่ๆ ฝันใฝ่อยากทำงานด้วย และขยันทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เต็มที่ ถ้าใจรักชอบก็จะได้ตัดสินใจเดินเส้นทางสายนี้ต่อ ถ้าไม่ชอบ จะได้เตรียมหาลู่ทางเดินต่อไปหลังเรียนจบ รับประกันได้ว่าประสบการณ์ทำงานจะเป็นพอร์ตยอดเยี่ยมสำหรับการสมัครงานครั้งแรก และสอนอะไรมากมายเกี่ยวกับการทำงานในโลกของผู้ใหญ่

12. ทำงานพิเศษ

อีกขั้นของการฝึกงานคือการหาเงินด้วยตนเอง นี่ล่ะความท้าทายของจริงที่จะทำให้เติบโตไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร้านค้าหลังเลิกเรียน ช่วยอาจารย์ทำงานวิจัย หรือสอนพิเศษเด็กในวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกอย่างคือบทเรียนที่จะทำให้คุณเก่งขึ้น อดทนขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น เข้าใจหลายสิ่งได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องรอใครมาสอน ที่สำคัญยังช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ได้เก็บเงินเพื่อซื้อหาสิ่งต่างๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง และเปิดโอกาสให้คุณเข้าใจผู้ปกครองมากขึ้นในวันที่ใกล้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

13. ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน

ไม่ว่าจะทำงานออฟฟิศหรือเป็นฟรีแลนซ์ โอกาสลาหยุดไปเที่ยวมีจำกัด และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายรับ ช่วงวันหยุดยาวหรือปิดเทอม ลองออกไปเที่ยวพักผ่อน สร้างความทรงจำดีๆ กับเพื่อนที่ทะเล ป่าเขา หรือไปไกลกว่านั้นก็ได้ถ้าทุนทรัพย์เอื้ออำนวย ใช้เวลาสนุกสดใสให้เต็มที่ ก่อนที่การพบปะเพื่อนฝูงจะกลายเป็นการปรับทุกข์เรื่องงาน

14. มีความรัก*

ข้อนี้สำคัญจนต้องดอกจัน มีรักในวัยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เหมือนจุดเทียนกลางสายฝน (ในวงเล็บว่าต้องมีสติ) ก่อนออกไปสู่สนามจริงในโลกของผู้ใหญ่ สนามซ้อมเล็กๆ ในวิชาความรักจะทำให้คุณเข้าใจความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น เรียนรู้การจัดสรรเงิน เวลา และพลังกายใจให้กับคนสำคัญที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ถ้าความรักจบลง คุณก็ได้ประสบการณ์ ถ้ายังแน่นแฟ้นผูกพัน คุณอาจได้คนร่วมชีวิตต่อไปในอนาคต

15. ทำ thesis ที่รัก

ก่อนจบการศึกษา อย่าทำให้ปีสุดท้ายของการเรียนขื่นขม เลือกหัวข้อธีสิสที่สนใจศึกษาจริงๆ มากกว่าเรื่องที่น่าจะทำง่ายหรือถูกใจอาจารย์ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ต้องอยู่กับโครงงานคือตัวคุณเอง ลองคิดว่าการเลือกธีสิสเหมือนเลือกเนื้อคู่ ถ้าได้คนที่ถูกใจ แม้ต้องตกระกำลำบาก ก็ยังฝืนทำงานให้ลุล่วงได้อย่างไม่ทุกข์ระทม

ขอให้คุณใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่,

ด้วยความปรารถนาดีจาก The Cloud

Writer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load