ขณะที่หลายประเทศในยุโรป รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างนอร์เวย์และเดนมาร์กต่างประกาศ Lockdown และปิดชายแดนภายหลังจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สวีเดนกลับใช้มาตรการที่สวนกระแส ไม่ Lockdown ปิดเมืองแต่อย่างใด แถมช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เรายังเห็นภาพผู้คนในกรุงสตอกโฮล์มซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของประเทศออกไปใช้ชีวิตอย่างปกติ ที่นั่งในร้านอาหารถูกจับจอง สวนสาธารณะเต็มไปด้วยผู้คนที่ไปออกกำลังกายหรือพาลูกๆ ไปเดินเล่น เสมือนว่าโรคระบาดที่เป็นภัยคุกคามของคนทั้งโลกในขณะนี้อยู่ในจักรวาลคู่ขนานเสียอย่างนั้น ทั้งที่จำนวนผู้ที่ติดเชื้อที่ได้รับการรายงานในตอนนี้พุ่งสูงเกิน 17,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ราย 

พอเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงที่สุดในกลุ่มสแกนดิเนเวียและอัตราผู้เสียชีวิตต่อประชากรอยู่ในอันดับ 10 ของโลกแบบนี้ หลายคนอาจจะแปลกใจและนึกสงสัยว่าทำไมประเทศที่ยึดถือการใช้ชีวิตแบบสมดุล ไม่มาก ไม่น้อย จนเกินไป ตามปรัชญาลากอม (Lagom) อย่างสวีเดนถึงกล้าเลือกเดินเส้นทางสายนี้แบบฉายเดี่ยวกันนะ 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
การสัญจรที่ปกติในเมืองลุนด์

Trust & Collective Responsibility

เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 สวีเดนพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายแรกของประเทศ ซึ่งเดินทางกลับมาจากจีน หลังจากนั้นกราฟก็คงที่จนถึงช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ครบ 2 อาทิตย์หลังจากวันหยุดยาวที่มีชาวสวีเดนจำนวนมากเดินทางกลับมาจากอิตาลี ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูงกว่า 7,000 รายภายในเวลาเพียงเดือนเดียว 

ถึงกระนั้น รัฐบาลสวีเดนก็ยังยืนยันคำเดิมที่จะไม่ประกาศ Lockkdown หรือสั่งปิดร้านอาหาร คาเฟ่ (แต่ห้ามเสิร์ฟแบบบุฟเฟต์และให้เฉพาะการบริการเสิร์ฟที่โต๊ะเท่านั้น) ฟิตเนส ห้างสรรพสินค้า หรือสถานศึกษาระดับมัธยมต้นลงมา เพราะเกรงว่าการปิดโรงเรียนอนุบาลหรือประถมจะทำให้ผู้ปกครองนักเรียนที่ทำงานในแวดวงสาธารณสุขต้องลางานเพื่อดูแลลูกที่บ้าน ซึ่งอาจทำให้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนโรงเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยให้ทำการเรียนการสอนผ่านออนไลน์ได้ และรวมทั้งขอให้บริษัทอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานจากบ้านได้ (ซึ่งก็ไม่ได้บังคับ แต่ส่วนใหญ่ก็ทำตามคำแนะนำของรัฐบาล)

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ป้ายในซูเปอร์มาร์เก็ตประกาศเตือนให้ลดการแพร่เชื้อด้วยการรักษาระยะห่าง 1.5 เมตร
สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ซูเปอร์มาร์เก็ตแปะสติกเกอร์เพื่อให้ลูกค้ารักษาระยะห่างที่จุดชำระเงิน

สวีเดนเป็นสังคมที่มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือมีความเชื่อมั่นในระดับสูงมากระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ระหว่างประชาชนด้วยกันเอง รวมทั้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับนักการเมือง ระหว่างการแถลงข่าวแทบทุกครั้ง นาย Stefan Löfven นายกรัฐมนตรีสวีเดนจะขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันปฏิบัติตามแนวทางรักษาระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing อย่างเคร่งครัด ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ และหากรู้สึกป่วยก็ขอให้อยู่บ้าน แม้จะมีอาการเล็กน้อยก็ตาม เพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น รวมทั้งลดภาระต่อระบบสาธารณสุขของสวีเดน โดยย้ำว่าทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งต่อตนเองและต่อสังคมในการปกป้องคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุ รวมถึงพระราชดำรัสสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดนที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกัน 

ดังนั้น ที่นี่จึงไม่ได้มีการบังคับอย่างจริงจัง แต่เป็นไปตามความสมัครใจของประชาชน (Voluntary Social Distancing) เพราะรัฐบาล ‘เชื่อ’ ว่าประชาชนตัวเองมีความรับผิดชอบ รู้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร รวมทั้งประชาชนก็ ‘เชื่อ’ ว่ารัฐบาลรู้ว่าจะต้องใช้มาตรการไหนเมื่อไหร่ เช่น เดิมสวีเดนอนุญาตให้รวมกลุ่มในที่สาธารณะได้ไม่เกิน 500 คน แต่ต่อมาลดจำนวนให้รวมกลุ่มได้ไม่เกิน 50 คน อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นมาตรการที่ค่อนข้างผ่อนปรน เมื่อเทียบกับความเข้มงวดของเยอรมันและออสเตรเลีย ที่ห้ามการรวมกลุ่มกันมากกว่า 2 คน 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
นาย Stefan Löfven นายกรัฐมนตรีสวีเดนในแถลงการณ์ Address to the Nation เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563
สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ประกาศห้ามขึ้นรถบัสประตูหน้าเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อของคนขับรถสาธารณะ

Relaxed Approach from Expert Advice

ในโครงสร้างการบริหารระบบในสวีเดน นักการเมืองและรัฐบาลไม่ได้มีอำนาจเหนือผู้เชี่ยวชาญหรือข้าราชการแต่อย่างใด หน่วยงานรัฐหลายแห่งบริหารงานได้อย่างอิสระ การประกาศใช้นโยบายหรือมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลสวีเดนนั้น ต้องมาจากการปรึกษาหารือกับหน่วยงานรัฐ และผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ก่อน การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส รวมถึงมีงานวิจัยมารองรับ ทำให้ประชาชนส่วนมากเชื่อถือประกาศของรัฐบาลที่มาจากคำแนะนำของ Folkhälsomyndigheten หน่วยงานสาธารณสุขของสวีเดน 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
นาย Anders Tegnell นักระบาดวิทยาแห่งชาติผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการของรัฐบาลสวีเดน

เชื่อว่าถ้าใครที่ติดตามสถานการณ์ COVID-19 ของสวีเดนในขณะนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก นาย Anders Tegnell นักระบาดวิทยา (State Epidemiologist) ของสวีเดน ซึ่งเป็นผู้ออกมาแถลงข่าวและให้คำแนะนำแก่รัฐบาลสวีเดน เพื่อรับมือภัยจากโรคระบาด COVID-19 โดยตรง ซึ่งนาย Tegnell มองว่าการปิดชายแดนและ Lockdown ยังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นการกระทำในเชิงการเมืองมากกว่าใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และเชื่อว่าการปฏิบัติตามแนวทาง Social Distancing จะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หรือที่เรียกว่าการลดความชันของกราฟ (Flatten The Curve) เพื่อปกป้องกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุจากการติดเชื้อ รวมทั้งไม่ให้สถานพยาบาลรับภาระหนักมาก เนื่องจากสวีเดนมีจำนวนเตียงต่อผู้ป่วยวิกฤตเพียง 5 เตียงต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งถือว่าน้อยเป็นอันดับ 2 ในยุโรปรองจากโปรตุเกส 

Herd Immunity as a (Sustainable) Path?

สื่อต่างชาติหลายสำนักได้ออกมาวิจารณ์ว่า สวีเดนกำลังใช้นโยบาย Herd Immunity หรือภูมิคุ้มกันหมู่แบบอ้อมๆ ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะสร้างขึ้นเองหลังจากที่ประชากรอย่างน้อย 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดติดเชื้อ แม้ช่วงแรกสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ที่ดูเหมือนจะใช้แนวคิด Herd Immunity ด้วย แต่ทั้งสองประเทศก็กลับลำไปเริ่มใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น เหลือเพียงประเทศเดียวที่แทบจะเปิดเมืองปกติ จนกลายเป็น Swedish Model ที่ทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจ

รัฐบาลสวีเดนแถลงว่ามาตรการที่ใช้ในสวีเดน มีวัตถุประสงค์เดียวกับรัฐบาลในหลายประเทศที่ต้องการจะปกป้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ออกมายอมรับตรงๆ โดยมองว่าเป็นผลพลอยได้ที่จะได้จากการดำเนินมาตรการของสวีเดนในระยะยาว สะท้อนค่านิยมของสวีเดนอีกอย่างคือเรื่องความยั่งยืน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า การ Lockdown เป็นเรื่องที่ทำได้เพียงในระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะการห้ามไม่ให้ออกจากบ้านเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติของคนมากๆ เพราะฉะนั้น หนทางที่จะชนะหรืออยู่ร่วมกับ COVID-19 มีแค่ 2 วิธี ได้แก่ การคิดค้นวัคซีน (ซึ่งคาดว่าอีกเป็นปี) หรือใช้ภูมิคุ้มกันหมู่ 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ร้านอาหารถูกจับจองโดยเฉพาะที่นั่งที่มีแดด หลังจากช่วงฤดูหนาวเพิ่งผ่านพ้นไป

อย่างไรก็ดี มีคนจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วยกันแนวทางนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีกลุ่มนักวิชาการ แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ กว่า 2,300 คนลงชื่อจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลสวีเดน เพื่อขอให้ทบทวนและประกาศใช้มาตรการที่เข้มงวดกว่านี้ เพราะการปล่อยให้ประชาชนออกไปดำเนินชีวิตตามปกติและการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ อาจมีความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้คนหมู่มาก รวมทั้งมีการวิจารณ์ว่าเป็นเหมือนการเล่น Russian Roulette เกมพนันที่เอาปืนใส่ลูกกระสุนไม่ครบแล้วเสี่ยงดวงเอาเองว่าใครจะรอดหรือใครจะตาย 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อส่วนใหญ่ที่เป็นพาหะจะไม่แสดงอาการ ไม่มีใครคิดว่าตนเองป่วยหากไม่ได้แสดงอาการหรือรับการตรวจหาเชื้อ ซึ่งในเมือง Linköping ทางตอนกลางของประเทศ บุคลากรกว่าครึ่งหนึ่งในแผนกที่มีผู้ป่วย COVID-19 ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพิ่งได้รับผลตรวจว่าติดเชื้อทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏอาการ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลสวีเดนก็ประกาศให้มีการตรวจหาผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยเน้นไปที่ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุขและผู้ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงขอให้พักอาศัยและรักษาตัวที่บ้าน

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
คนจำนวนมากออกไปนั่งรับแดดที่จัตุรัสกลางเมืองลุนด์ในวันที่อากาศดี

ขนาดคนที่มีชื่อเสียงอย่าง Greta Thunberg นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน ยังโพสต์ในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมส่วนตัวว่า ตนเองกับพ่ออาจจะติดเชื้อ COVID-19 และหายป่วยแล้ว หลังจากเดินทางกลับจากเบลเยียมแล้วมีอาการที่คล้ายจะเป็น COVID-19 แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงและอาการไม่ได้อยู่ในขั้นรุนแรง จึงไม่ได้รับการตรวจเชื้อจากทางการสวีเดน และฝากให้ทุกคนช่วยกันอยู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ป่วย แต่ก็มีโอกาสติดเชื้อและเป็นพาหะให้แก่กลุ่มเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน

ล่าสุด หน่วยงานสาธารณสุขสวีเดนได้ประกาศว่า กรุงสตอกโฮล์มได้ผ่านช่วงพีกที่สุดของการแพร่ระบาดเชื้อ COVID-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณจากโมเดลทางคณิตศาสตร์พบว่า มีจำนวนผู้ติดเชื้อซึ่งไม่ได้รับการรายงานประมาณ 70,500 คนในกรุงสตอกโฮล์ม (โอ้โห!) และคาดการณ์ว่าภายในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 จะมีผู้ติดเชื้อถึง 1 ใน 4 ของประชากรในเมืองเลยทีเดียว

Stabilizing the Economy

ความเป็นรัฐสวัสดิการของสวีเดนเป็นที่รู้จักทั่วโลก ภาษีมหาโหดที่จัดเก็บจากประชาชนและบริษัทแต่ละปีถูกจัดสรรกลายเป็นสวัสดิการต่างๆ ของประชาชนในสวีเดน ทั้งสาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุข เงินบำนาญ รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาวิกฤต COVID-19 ในครั้งนี้ แม้ว่าจะไม่มีการประกาศ Lockdown ซึ่งทำให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ก็มีบริษัทแจ้งความประสงค์ที่จะปลดพนักงานแล้วกว่า 60,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในกรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักคือธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร นอกจากนี้ การปิดพรมแดนตามมาตรการของสหภาพยุโรป (EU) ที่ห้ามการเดินทางเข้าสวีเดนจากประเทศนอก EU ทำให้ขาดแคลนแรงงานต่างชาติในภาคเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
กรุงสตอกโฮล์มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักที่สุดและพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในประเทศ

รัฐบาลสวีเดนได้ประกาศใช้เงินกว่า 300 ล้านโครนาสวีเดนเพื่อใช้ในมาตรการลดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน พร้อมกับธนาคารแห่งสวีเดน (Riksbank) ที่ให้เงินกว่า 500 ล้านโครนาสวีเดนเลยทีเดียว รวมถึงมีแพ็กเกจช่วยเหลือธุรกิจและผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น ให้สำนักงานประกันสังคม (Försäkringskassan) จ่ายเงินชดเชยลูกจ้างที่ลาป่วยตั้งแต่วันแรกที่ลา โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ และลาได้สูงสุดไม่เกิน 21 วัน ลดกฎเกณฑ์การจ่ายเงินชดเชยแก่คนที่ตกงาน เพิ่มเงินชดเชยจากการลดชั่วโมงการทำงานของนายจ้าง (ซึ่งเป็นข้อเสนอจากรัฐบาลให้ลดชั่วโมงการทำงานแทนที่จะปลดออก) รับรองการกู้เงินโดยรัฐให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ลดการเก็บภาษีต่างๆ ให้เงินช่วยเหลือแก่ธุรกิจขนาดเล็กที่ประสบปัญหาจาก COVID-19 

นโยบายทั้งหลายนี่ก็ไม่ได้มาจากรัฐบาลอย่างเดียว แต่รวมถึงข้อเสนอและการหารือร่วมกันจากหลายๆ พรรค ทั้งพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat Party) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน รู้สึกได้ว่าทุกฝ่ายพยายามจะช่วยประเทศตัวเองจริงๆ

The Swedish Way

ตั้งแต่ย้ายมาที่สวีเดน เราสังเกตได้ว่าสังคมสวีเดนเป็นสังคมที่มีความปัจเจกนิยมสูงมาก คนที่นี่ค่อนข้างเคารพความเป็นส่วนตัวของกันและกัน คนสวีเดนเป็นคนที่ขี้อาย เป็นมิตร และรักอิสระมาก อาจจะด้วยอากาศที่หนาวเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่เก็บตัวอยู่กับบ้านและครอบครัวกับเพื่อนฝูงที่สนิท แต่ช่วงหน้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ก็จะเป็นช่วงที่คนจะออกไปใช้ชีวิต ปาร์ตี้ ท่องเที่ยว อยู่กับธรรมชาติกันสุดๆ เพื่อนคนสวีดิชในคณะเราบอกว่า การใช้มาตรการจัดการ COVID ควรปรับไปตามบริบทของสังคมประเทศนั้นๆ 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
มุกล้อเลียนว่าที่สวีเดนฝึกปรือ Social Distancing กันมานานแล้วก่อน COVID-19 จะระบาด เพราะนิสัยที่ไม่ค่อยสุงสิงกับคนแปลกหน้าของคนสวีเดนส่วนใหญ่
สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
วัยรุ่นสวีเดนพักผ่อนหย่อนใจในสวนสาธารณะกันเป็นกลุ่มๆ

ทำไมบริบทสังคมที่สวีเดนถึงไม่เหมือนกับชาติยุโรปอื่น ๆ ประการแรกคือ ประชากรค่อนข้างน้อยมาก ประมาณ 10 ล้านคน ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรป ทำให้ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่รั้งท้ายเป็นอันดับ 4 ของยุโรป (รองจากไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ และนอร์เวย์) นอกจากนี้ อายุเฉลี่ยของวัยรุ่นสวีเดนที่ย้ายออกจากบ้านไปอยู่คนเดียวคือ 18 – 19 ปี น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรป คือ 26 ปี อยู่ประมาณ 7 – 8 ปี เลยไม่แปลกที่สวีเดนรั้งอันดับ 1 ของประเทศในยุโรปที่มีครัวเรือนเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้น ก็ลดการแพร่เชื้อในครอบครัวไปได้ส่วนหนึ่ง 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
สวีเดนมีประชากรที่อาศัยคนเดียวมากเป็นอันดับ 1 ของยุโรป

ชาวสวีเดนอายุยืนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 81 ปี และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด แม้ว่าสวีเดนจะเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้สูงอายุค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้อยู่กับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนสวีเดนมั่นใจว่าการเปิดโรงเรียนอนุบาลและประถมจะไม่ทำให้ผู้สูงอายุติดเชื้อ เนื่องจากไม่ได้อยู่ร่วมกัน 

อย่างไรก็ดี การที่ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ร่วมกันในบ้านพักคนชรา การแพร่เชื้อจึงรวดเร็วมาก และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากเช่นกัน โดยเฉพาะที่บ้านพักคนชราในกรุงสต็อกโฮล์ม ซึ่งตอนนี้ได้มีประกาศห้ามเยี่ยมบ้านพักคนชราทั่วทั้งสวีเดนแล้ว 

อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 คือกลุ่มผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในสวีเดน ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่มผู้อพยพจากโซมาเลีย อิรัก ซีเรีย และอัฟกานิสถาน เป็นกลุ่มที่ติดเชื้อ COVID-19 เป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะเขต Rinkeby-Kista ในกรุงสตอกโฮล์มที่มีผู้อพยพอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น มาตรการของรัฐบาลสวีเดนจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าละเลยคนกลุ่มนี้ไป เพราะมีคนบางกลุ่มที่ยังไม่ได้รับสวัสดิการเทียบเท่ากับคนสวีเดน อีกทั้งวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่าง อาจส่งผลให้คนเหล่านี้อยู่ในข่ายที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น เช่น ผู้อพยพที่สูงวัยอาจจะอยู่กับลูกหลานที่ยังต้องไปโรงเรียนไม่เหมือนกับชาวสวีดิช รวมทั้งการแถลงข่าวและมาตรการที่ประกาศเป็นภาษาสวีเดน ทำให้ผู้อพยพและชาวต่างชาติบางส่วนไม่เข้าใจ

ภายหลังได้มีกลุ่มอาสาสมัครหลายๆ กลุ่มมาช่วยกันแปลข้อมูลข่าวสารและมาตรการของรัฐบาลในภาษาต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้อพยพและชาวต่างชาติในสวีเดน (รวมทั้งภาษาไทย) อีกอย่างคือวัฒนธรรมการใช้ภาษา คำว่า ‘ควรจะ’ ในความหมายของคนสวีดิชคือ ‘(ควรจะ) ต้องทำ’ ดังนั้น รัฐบาลจะใช้คำนี้บ่อยมากในแถลงการณ์ แต่ในวัฒนธรรมอื่นคำนี้อาจจะแปลว่า ‘ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้’

ยอมรับว่าแรกๆ เรารู้สึกกลัวและไม่ปลอดภัยที่เจอคนมากมายออกไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่หลังๆ พอได้พูดคุยกับเพื่อนชาวสวีดิชและพยายามเข้าใจวัฒนธรรมและบริบทสังคมที่นี่ ก็เลยเข้าใจว่าทุกประเทศก็ต่างวิธีการจัดการ COVID-19 ของตัวเอง รวมทั้งสวีเดนด้วย 

คงต้องระมัดระวังตนเองเวลาออกไปข้างนอก พยายามล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างเท่าที่ทำได้ ถึงรัฐบาลสวีเดนจะประกาศว่าทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การควบคุม จำนวนเคสที่เพิ่มมาต่อก็ค่อนข้างคงที่ ส่วนจำนวนผู้ป่วยใน ICU ก็ลดลง ทำให้โรงพยาบาลสนามที่สร้างมารองรับผู้ป่วยว่างค่อนข้างเยอะ 

อย่างไรก็ดี แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญในสวีเดนเองก็ยังไม่มั่นใจว่าแนวทางของสวีเดนจะได้ผลหรือไม่ และบอกว่ามาตรการต่างๆ ของแต่ละประเทศถือเป็นการทดลองทั้งนั้น เพราะไม่มีใครเคยเจอวิกฤตโรคระบาดทั่วโลกแบบนี้ รัฐบาลสวีเดนเองก็อาจจะปรับเปลี่ยนแนวทางไปตามสถานการณ์และความเหมาะสม ซึ่งตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าแนวทางไหนจะประสบความสำเร็จ 

ก็ต้องมาดูกันหลังสงครามเชื้อโรคนี้จบว่าวิธีไหนจะเวิร์กกว่ากัน ระหว่างนี้ก็ต้องรักษาตัวรักษาสุขภาพกันยาวๆ ต่อไปจนกว่าการคิดค้นวัคซีนจะสำเร็จ!

ขอบคุณข้อมูลจาก

time.com/5817412/sweden-coronavirus/

www.businessinsider.com/how-sweden-and-norway-handled-coronavirus-differently

www.france24.com/en/20200415-swedish-coronavirus-model-under-fire-as-deaths-rise

www.bbc.com/worklife/article/20200328-how-to-self-isolate-what-we-can-learn-from-sweden

www.theguardian.com/world/2020/mar/23/swedish-pm-warned-russian-roulette-covid-19-strategy-herd-immunity

sverigesradio.se/sida/artikel.aspx?programid=2054&artikel=7448444

www.folkhalsomyndigheten.se/nyheter-och-press/nyhetsarkiv/2020/april/uppdaterad-modellering-av-spridningen-av-covid-19-i-stockholms-lan/

www.bbc.com/worklife/article/20190821-why-so-many-young-swedes-live-alone

foreignpolicy.com/2020/04/21/sweden-coronavirus-anti-lockdown-immigrants/

Writer

Avatar

อริสา วิวัฒน์สมวงศ์

นักศึกษาด้านการพัฒนาในเมืองเล็กๆ ที่สวีเดน ชอบอยู่กับธรรมชาติ ออกไปถ่ายรูป และลองทำอะไรใหม่ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

For English Version,  Click Here

ในฐานะผู้สอนคนหนึ่ง ที่มีโอกาสได้พาผู้เรียนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้มาบ้าง เราเชื่อเหลือเกินว่าหลักฐานความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการจัดการการศึกษา ต้องตรวจวัดจากการสะท้อนของผู้เรียน

หากแต่การศึกษาไทยในปัจจุบันนี้กลับมีการรับฟังเสียงของผู้เรียนน้อยเหลือเกิน และหลายครั้งที่แม้จะมีเสียงสะท้อนกลับมา เราที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘ผู้ใหญ่’ กลับไม่ใส่ใจกับความคิดเห็นของพวกเขาเท่าที่ควร ทั้งที่เราทุกคนต้องเคยได้ยินวลีติดหูที่ว่า เด็กคืออนาคตของชาติ

นั่นคือสาเหตุที่วงสนทนาวันนี้กับ King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) ถึงการจัดงาน King’s Bangkok Education Forum 2022  เวทีที่เชิญผู้นำทางความคิดจากหลากหลายวงการ มาส่งต่อประสบการณ์ของพวกเขาให้กับผู้ฟังที่เป็นนักเรียน ภายใต้ธีม Career. Life. Social Values. (อาชีพ ชีวิต และคุณค่าสู่สังคม) มีทั้ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ ร่วมด้วย คุณเบน-วิทวัส พันธ์พานิช ตัวแทนทีมงานของโรงเรียน รวมถึงนักเรียน Year 11 อย่าง น้องมาร์ตี้-ยศพัทธ์ ศรีธนสกุลชัย และ น้องแจ๊ปเปอร์-ชนุดม อิ้มพัฒน์ ที่นั่งล้อมวงลงข้างกันเพื่อบอกเล่าสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นักเรียนทั้งสองที่มาร่วมวงกับเรานั้นไม่ได้มาในฐานะผู้ฟัง แต่เป็นหนึ่งในผู้จัดงานที่มีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นจนจบ ฟอรัมการศึกษานี้จึงเป็นงานที่จัดโดยนักเรียน เพื่อผู้ฟังที่เป็นนักเรียน และตั้งใจส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นทัศนะที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะตั้งแต่แนวคิด กระบวนการจัดงาน ไปจนถึงการคัดเลือกคนมาสื่อสารเกี่ยวกับงานนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการรับฟังเสียงของเด็กมาโดยตลอดทาง

ขอชวนมาฟังไปพร้อมกันกับเรา ว่าผู้บริหารและสตาฟของ King’s Bangkok หว่านเมล็ดพันธุ์แบบใดให้เติบโตในใจผู้เรียนของพวกเขาไปแล้วบ้างในการจัดงานครั้งนี้

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นิยามความสำเร็จแรก ๆ ในชีวิตของหลายคน คงหนีไม่พ้นความสำเร็จในหน้าที่การงาน

หากพิจารณาผลงานตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 30 ปีในวงการการศึกษาของ ศ.(พิเศษ) ดร.สาคร ก็น่าจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในใจของคนเป็นครู มีช่องว่างหนึ่งที่เขาอยากจะถมให้เต็ม

“ประเทศไทยเรามีบุคลากร หรือผู้นำทางความคิดที่มีศักยภาพอยู่มากมาย ทั้งในแง่วิชาการ การศึกษา หรือสายอาชีพ บางท่านทำงานอยู่ในองค์กรข้ามชาติ หลายท่านเป็นนักพูดที่สื่อสารกับสังคมอยู่แล้ว แต่กลับมีแค่คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย หรือทำงานแล้วเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ฟังคนที่ประสบความสำเร็จพูด กลุ่มผู้ฟังที่เป็นนักเรียนกลับเข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้ฟัง นี่จึงเป็นเรื่องที่ผมอยากผลักดันตลอดมา” ศ.(พิเศษ) ดร.สาครรับหน้าที่เปิดบทสนทนาให้เราได้มองเห็นภาพรวม และที่มาของฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้

“การที่ผมได้สอนหนังสืออยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมได้มีโอกาสทำ Mentoring Program เชื่อมคนที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันความคิดกับผู้เรียนระดับอุดมศึกษาเป็นครั้งแรก จนได้รับรางวัล Innovation of the Year จาก Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB) ประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่า ทำไมนักเรียนจะมีโอกาสแบบนั้นบ้างไม่ได้”

และเมื่อจังหวะเวลาลงตัว อาจารย์กับทีมงานของ King’s Bangkok จึงไม่รอช้า ได้ชักชวนตัวแทนนักเรียนอย่างมาร์ตี้และกลุ่มเพื่อนมาจัดตั้งคณะกรรมการนักเรียนชุดเฉพาะกิจ เพื่อจัดฟอรั่มการศึกษาร่วมกัน และรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายตั๋ว โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับนักเรียนมัธยมปลายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นทุนการศึกษา โดยมีข้อแม้ว่าเด็กๆ ของ King’s Bangkok จะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดงานอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นจนจบ

“งานอีเวนต์แบบนี้ไม่ได้ยากเกินความสามารถของสตาฟโรงเรียนที่จะจัดเองหรอกครับ” ผู้บริหารของโรงเรียนเล่า พลางยิ้มอย่างสบาย ๆ “แต่โรงเรียนของเราให้ความสำคัญกับปรัชญา 3 ข้อ ซึ่งยึดเป็นคุณค่าของโรงเรียนเลย นั่นก็คือ มารยาทที่งดงาม ความเมตตา และความใฝ่รู้สู่ปัญญา อีเวนต์นี้มีวัตถุประสงค์หลักคือเตรียมพร้อมนักเรียนมัธยมปลายที่สนใจเป็นการแนะแนวเส้นทางอาชีพ การทำงาน และการใช้ชีวิตในอนาคต และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานเรียนรู้การจัดงานไปพร้อมๆ กัน

“แต่ที่มากไปกว่านั้นคือโอกาสในการเรียนรู้คุณค่าเรื่องการมีเมตตา เราอยากสอนให้เด็ก ๆ ของเรามีเมตตาต่อตนเอง และต่อผู้อื่นในสังคมด้วย”

“แต่เรื่องแบบนี้เราสอนกันด้วยปาก ให้ท่องจำกันอย่างเดียวไม่ได้ใช่ไหมครับ” อาจารย์ถามกลับ “เด็ก ๆ ต้องซึมซับความรู้สึกนั้นด้วยใจ และสะท้อนความคิดให้ได้ด้วยตัวเองนั่นคือเหตุผลที่ฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้ถูกสร้างให้เป็นเหมือนสนามทดลอง ให้พวกเขาได้สัมผัสความเมตตาด้วยใจของตัวเอง”

“และที่สำคัญ เนื้อหาที่วิทยากรได้ถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิคิไก หรือการใช้ชีวิตให้มีคุณค่าตามปรัชญาแบบญี่ปุ่น เรื่องการสร้างคุณค่าให้ชีวิตผ่านวัฒนธรรม เรื่องวิถีผู้นำในองค์กรระดับโลก ตลอดจนการเสวนาเคล็ดลับการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ได้ช่วยปูทางให้เด็กๆ ได้มีรากฐานที่สำคัญก่อนออกก้าวเดินในชีวิตการทำงานต่อไป”

มาร์ตี้นั้นถูกชวนเข้ามาเป็นคนแรก ก่อนที่เขาจะรับหน้าที่ออกตามหาเพื่อน ๆ ผู้ร่วมอุดมการณ์ จนได้ทีมงานทั้งหมด 21 คน หนึ่งในนั้นคือแจ๊ปเปอร์ ผู้ร่วมวงสนทนาอีกคนในวันนี้ ที่รับบทเป็นพิธีกรร่วมบทเวที ที่มีสปีกเกอร์มากประสบการณ์ให้รับมือพร้อมถึง 4 คน

โลกของเด็กนักเรียนYear 11 กำลังจะเปลี่ยนไป ผ่านกระบวนการทำงานแบบผู้ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“ตอนแรกผมแค่คิดว่าโอกาสที่จะได้ฟังบุคคลที่ผ่านการศึกษาระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด ชิคาโก้ เยลล์ แล้วก็บุคคลที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลกจริง ๆ เป็นเรื่องยากมากสำหรับผมและเพื่อน ๆ ผมเลยคิดว่าอยากจะลองมามีส่วนร่วมดู จึงชวนเพื่อน ๆ มาด้วยกัน แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับผิดชอบและเรียนรู้มากขนาดนี้ครับ” มาร์ตี้กล่าวย้อนความรู้สึกแรกที่ได้ทราบว่าทางโรงเรียนจะมีโครงการนี้ 

“ในการประชุมครั้งแรก พวกเขานั่งกันตาแป๋วมากครับ” คุณเบน มหาบัณฑิตจากเคมบริดจ์และเป็น หนึ่งในทีมการตลาดของ King’s Bangkok ผู้รับหน้าที่ประสานงานกับคณะกรรมการนักเรียน เล่าติดตลก “สตาฟก็พยายามอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า การจัดอีเวนต์ในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างไรกับตัวพวกเขาเองบ้าง แต่สิ่งที่จุดประกายไฟในตาของเด็ก ๆ มากที่สุดกลับเป็นตอนที่ผมอธิบายว่า สิ่งนี้จะมีประโยชน์กับคนอื่นอย่างไรบ้าง”

“เราพยายามจะวางแผนกันอย่างดี แล้วก็มีดร.สาครกับทีมการตลาดคอยสนับสนุนด้วย ผมก็เลยรู้สึกมั่นใจ” มาร์ตี้เล่าถึงความรู้สึกหลังจากเขาและเพื่อน ๆ เห็นประโยชน์ของการจัดงานครั้งนี้เมื่อได้รู้ว่าจะได้จัดงานอีเวนต์ใหญ่ “แต่แจ๊ปเปอร์นี่ตื่นเต้นมาก”

“แน่นอนสิ” แจ๊ปเปอร์โต้กลับอย่างออกรสชาติ “ผมจะได้เป็นพิธีกรบนเวทีเลยนะ ใครจะไม่ตื่นเต้นไหว แต่นี่เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผมเลย แล้วนักเรียนทุกคนที่ได้เข้ามาเป็นทีมงานก็กลายเป็นต้นแบบให้กับรุ่นน้อง ๆ ไปด้วยเลยครับ อีเวนต์นี้มันมีพลังมาก”

การเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดงาน นั่นหมายถึงการตั้งเป้าหมายในการระดมทุน สร้างกลยุทธ์ในการขายบัตร การโปรโมทงาน ไปจนถึงการรันคิวงานในวันจริงด้วยตัวเอง

สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราแล้ว อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ลองนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในครั้งแรกที่เราต้องจัดการงานที่มีคนจำนวนมากเข้ามาเกี่ยว อย่างงานกีฬาสี งานเลี้ยงรุ่น แล้วจินตนาการดูสิว่า นี่คือประสบการณ์ที่ใหญ่ขนาดไหนสำหรับเด็กมัธยมปลาย

“มันยากตั้งแต่เริ่มหาทีมงานแล้วครับ” มาร์ตี้เกริ่น “เราเริ่มกันที่การออกแบบโลโก้ งานอาร์ตต่าง ๆ ร่วมกับทีมการตลาดของโรงเรียน แต่การจะหาเวลามาทำงานด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกผมมีเวลาว่างเฉพาะช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกเรียน เราก็เลยมักประชุมกันระหว่างช่วงพักและทานข้าวเที่ยงกันไปด้วย”

“ผมชอบการประชุมช่วงพักเที่ยงนะ เวลาที่เราได้มานั่งล้อมวง ทานอาหารอร่อย ๆ และคุยงานไปด้วย สำหรับผมมันดีกว่าประชุมออนไลน์เยอะครับ เพราะมีอาหารอร่อยไง” แจ๊ปเปอร์เล่าต่อจากเพื่อนอย่างร่าเริง

“การขายบัตรก็ท้าทาย เราโพสต์คอนเทนต์ออนไลน์ด้วยเหมือนกันครับ วิทยากรที่เชิญมาก็ช่วยโปรโมตด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็คุณพ่อคุณแม่เรานี่แหละครับที่ช่วยกันโปรโมต ทั้งที่เราตั้งเป้าหมายในการระดมทุนกันเอง ว่าเราอยากสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนได้ถึง 7 คน ตอนแรกเราก็เลือกกันเพราะเลขสวยดี แต่เราทุกคนก็ดีใจมากที่เราทำได้เกินเป้าหมาย” 

แน่นอนว่าความยากไม่ได้จบแต่ช่วงวางแผน เมื่อถึงวันงานเอง ทั้งคนหน้าฉากอย่างแจ๊ปเปอร์ และคนหลังฉากอย่างมาร์ตี้ต่างก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันจนหัวหมุน

 “ภารกิจหลักของวันนี้คือการดูแลวิทยากรครับ” มาร์ตี้อธิบาย “แต่ในขณะที่ดูแลวิทยากรที่ให้เกียรติมาแชร์เรื่องราวกับเรา ผมก็ต้องดูแลทีมงานไปด้วยพร้อมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง และให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น”

แม้ว่างานนี้ไม่ใช่งานง่าย ใช้พลังตั้งแต่ต้นจนปลาย แต่พวกเขากลับพูดตรงกันว่า นี่แหละคือรสชาติของชีวิต

เพราะนอกเหนือจากเนื้อหาวิชาชีวิตที่วิทยากรทุกท่านมาแชร์ให้นักเรียนได้ฟังกันเป็นเรื่องที่เหมาะกับผู้ฟังที่เป็นนักเรียนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการค้นหาความหมายของชีวิตด้วยหลักการอิคิไก การทำความเข้าใจชีวิตผ่านการเข้าใจความหลากหลายของวัฒนธรรม ไปจนถึงประสบการณ์จริงจากรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ ว่าแล้วเขาเหล่านั้นผ่านช่วงเวลาการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยมาอย่างไร ค้นหาตัวเองเจอได้อย่างไร ไปจนถึงหางานที่ใช่ได้อย่างไร นักเรียนอย่างพวกเขาก็ได้ฝึกออกแรงเปิดประตูบานแรกสู่ชีวิตผู้ใหญ่ ด้วยกระบวนการเบื้องหลังการจัดงานนั่นเอง

“การจัดอีเวนต์ครั้งนี้ทำให้เราได้ลิ้มรสชาติชีวิตผู้ใหญ่ครับ” แจ๊ปเปอร์ให้ความเห็นหลังจากนิ่งและตกผลึกความคิดได้ “เหมือนที่วิทยากรท่านหนึ่งของเราพูดบนเวทีว่า กำแพงที่กั้นระหว่างเขากับชีวิตจริงได้พังทลายลงในช่วงจังหวะที่เขาเพิ่งได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก นั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าต้องเผชิญหน้ากับความจริง อารมณ์ประมาณนั้นเลย แต่เวทีนี้ก็ช่วยให้เรากลัวชีวิตจริงน้อยลงด้วยเหมือนกัน”

“เมื่อมองเผิน ๆ เราอาจเห็นว่าเป็ดลอยน้ำได้อย่างสบาย ๆ แต่ใต้น้ำเป็ดต้องออกแรง เตะเท้าอย่างหนักเพื่อให้ลอยบนน้ำได้” มาร์ตี้พูดถึงสิ่งที่วิทยากรท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ “สำหรับผม มันเหมือนกับว่าวิทยากรที่มาบรรยายทุกคนในวันนี้เป็นเป็ดตามนิยามนี้เลย เพราะภายใต้ความสำเร็จของทุกคนล้วนเป็นเรื่องราวของความมุ่งมั่น การทำงานหนัก และความไม่ยอมแพ้”

“ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เราได้เห็นทีมการตลาดของเราทำงานจริงอย่างใกล้ชิดด้วยครับ” แจ๊ปเปอร์เสริม “ตอนแรกผมก็สงสัยนะว่าพวกผู้ใหญ่ทำงานกันเยอะขนาดนี้ได้ยังไง แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว”

“เราจะหาโอกาสได้ทำงานจริงแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก ถ้าไม่ใช่โรงเรียนมอบให้ละครับ” มาร์ตี้พยักหน้าเห็นด้วย “ผมว่าทีมงานหลายคนเติบโตขึ้นจากกระบวนการทำงานนี้ ตอนแรกพวกเขาก็เก่งอยู่แล้ว แต่ก็พัฒนาขึ้นไปอีกได้”

“ถึงนายจะบ่นอยู่ตลอดว่าวิ่งทั้งงานจนขาพังไปหมดแล้วน่ะหรอ” แจ๊ปเปอร์แซวขึ้นมาได้จังหวะ เล่นเอาทั้งวงหัวเราะกันท้องแข็ง

Social Values

แม้ช่วงเวลาในการฟังมาร์ตี้และแจ๊ปเปอร์เล่าประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตของพวกเขานั้นจะแสนสั้น แต่เราก็ได้เห็นภาพสะท้อนการเติบโตทางความคิดของนักเรียนทั้ง 2 คนที่ขยับเข้าใกล้ความเป็นคนของสังคมมากขึ้นอีกนิด

การเติบโตที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ และห้อมล้อมไปด้วยการสนับสนุนของบุคลากรทางการศึกษาที่เฝ้ารอดูพวกเขาผลิดอกออกผล

และ ดร.สาครยังสะท้อนให้เรามองเห็นภาพใหญ่ต่อไป การจัดงานสำหรับคนกลุ่มเล็ก ๆ ในครั้งนี้มีบทบาทอย่างไรต่อระบบการศึกษาและภาพรวมของประเทศว่า

“หากเราถอยออกมามองภาพกว้าง เด็กกลุ่มนี้ของเราเป็นเด็กที่เรียกได้ว่าโชคดี เขามีศักยภาพที่จะทำอะไรมากมาย เราจึงต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ทางความคิดในการสร้างคุณค่าให้กับสังคมให้เขามีโอกาสได้คิดเรื่องนี้ และวิทยากรที่มาพูดให้กับฟอรั่มนี้ต่างเป็นข้อพิสูจน์ที่มีชีวิตว่า เมื่อเรามอบอะไรให้ผู้อื่น เราก็จะได้สิ่งนั้นกลับมา”

เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการเสริมพลังทางปัญญาเท่านั้น การเติมเต็มความเป็นมนุษย์ ให้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อสังคมคือเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

“เราพยายามที่จะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ด้วยกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนที่มองเห็นเป้าหมายที่ถูกต้อง ยึดถือคุณค่าที่เหมาะสม และนั่นคือสิ่งที่การศึกษาไทยควรจะมอบให้กับผู้เรียน ไม่ใช่แค่ความเป็นเลิศทางวิชาการ

“ปรัชญาการศึกษาของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงเรียน King’s Bangkok บอกกับเราว่านอกจากความเป็นเลิศทางวิชาการแล้วยังมีส่วนผสมอีก 2 อย่างที่สำคัญในการปั้นทรัพยากรมนุษย์ที่สร้างความเป็นคนอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ ความใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านและหลักสูตรร่วมผสมอย่างดนตรี ศิลปะ กีฬา และอื่น ๆ ในขณะที่กิจกรรมเสริมจะช่วยสร้างสังคมและความชื่นชอบเฉพาะบุคคลให้ชัดเจน การการใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านจะประคองให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างมีความสุข และเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามอุปสรรค” อาจารย์นักบริหารกล่าวสรุปปิดท้าย

แต่แจ๊ปเปอร์ผู้พลังงานล้นก็อดไม่ได้ที่จะเติมต่อว่า

“ผมว่าเด็กหลายคนไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางสังคมสำคัญยังไง แต่หลังจากที่ได้ฟังประสบการณ์ของวิทยากรทุกท่านบนเวที ผมเข้าใจแล้วว่า ความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของการมีคนนับหน้าถือตา แต่เป็นเรื่องของการมอบบางอย่างคืนสู่ผู้อื่นด้วยเหมือนกัน”

บทสรุปจากปากของแจ๊ปเปอร์ทำให้เรารู้สึกว่า การเรียนแบบไม่เน้นจำ แต่ให้ลงมือทำ ได้ไปสะกิดใจใครบางคนให้เติบโตไปในทิศทางที่งดงามได้จริง ๆ

และการให้โอกาสเด็ก ๆ ได้พูด ทำ ส่งเสียง อย่างที่คุณครูและบุคลากรของ King’s Bangkok ได้ทดลองและมาแชร์ผลลัพธ์ให้เราเห็นผ่านบทสัมภาษณ์นี้ ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีไม่น้อยสำหรับผู้ใหญ่หรือแม้แต่ครูในประเทศ ที่จะเปิดใจรับฟัง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนของตนเองได้ลงมือ ล้มลุก และเรียนรู้จากความผิดพลาด

เพราะแม้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเรียนรู้จากการลงมือทำที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ ขยับเข้าใกล้มหาวิทยาลัยในฝัน ชีวิตที่มีเป้าหมาย และความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่การ ‘ได้’ แต่เป็นการ ‘ให้’ ด้วยเช่นกัน

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load